Sponsor

01 กุมภาพันธ์ 2569

หมากกระดานวิถีเต๋า - หมากล้อมในฐานะกระจกส่องใจและการบำเพ็ญที่ถูกลืมเลือน


ในบรรณพิภพของปราชญ์จีนโบราณ สี่ศิลปะของปัญญาชน ฉินฉีชูฮว่า (琴棋書畫) อันประกอบด้วย ดนตรี (琴), หมากกระดาน (棋), อักษรวิจิตร (書), และ การวาดภาพ (畫) ไม่ได้ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อความรื่นเริงหรือการแสดงความสามารถทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำหรับการขัดเกลาจิตใจของปราชญ์จีนในสมัยโบราณ โดยเฉพาะฉี (หมากกระดาน) ที่มักหมายถึงหมากล้อม (圍棋 - เว๋ยฉี) ปราชญ์มองว่าเป็นจักรวาลจำลองเพื่อให้มนุษย์ได้เรียนรู้สัจธรรมของโลกผ่านกระดานที่มี 361 จุด ซึ่งแทนจำนวนวันในหนึ่งปี และหมากขาวดำแทนหยินหยาง การวางหมากคือการจัดระเบียบฟ้าดินโดยมนุษย์ เป้าหมายไม่ใช่การทำลายล้างคู่ต่อสู้ แต่คือการหาความสมดุลร่วมกัน

ดนตรี (琴) เพื่อฟังเสียงภายในและชำระล้างจิตใจ
หมากกระดาน (棋) เพื่อฝึกกลยุทธ์ ละการยอมรับกฎแห่งสมดุล
อักษรวิจิตร (書) เพื่อฝึกสมาธิและควบคุมชี่
การวาดภาพ (畫) เพื่อฝึกการมองเห็นความงามและความว่าง

การบำเพ็ญเต๋าผ่านกระดานเหลี่ยมหมากกลม
สำหรับการบำเพ็ญตามวิถีปราชญ์ หมากล้อมคือการฝึกฝนเพื่อเข้าถึงสภาวะที่หัวคิดและหัวใจหลอมรวมเข้าด้วยกัน ในการแข่งขัน เรามักเดินหมากเพื่อเอาชนะ แต่ในการบำเพ็ญ ปราชญ์ใช้หมากเพื่อลดทอนอัตตาตัวตน ทุกครั้งที่โลภอยากได้พื้นที่มากเกินไปปรากฏขึ้น หมากจะซ่านเซ็นและอ่อนแอ การสละหมากจึงไม่ใช่เพียงยุทธวิธี แต่คือการฝึกจิตให้ปล่อยวางความยึดมั่นจากตัวกูของกู

ในหมากกระดานที่เป็นตรรกะบริสุทธิ์อย่างหมากล้อม ความพ่ายแพ้คือกระจกที่สะท้อนข้อจำกัดของสติปัญญามนุษย์ ปราชญ์ใช้การยอมรับความพ่ายแพ้เพื่อสยบความลำพองใจ เรียนรู้ที่จะยิ้มให้กับการอ่านหมากที่ผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปอย่างที่คิด และยอมรับว่าแม้จะพยายามเพียงใด ฟ้าดิน (กฎธรรมชาติบนกระดาน) ย่อมเที่ยงธรรมเสมอ

ปราชญ์โบราณไม่ได้ใช้หมากล้อมเพื่อการคำนวณเพียงอย่างเดียว แต่เขาใช้หมากล้อมเพื่อเข้าถึงสภาวะอู๋เหวย (無為) คือการกระทำที่สอดคล้องกับจังหวะของธรรมชาติ ลื่นไหลไร้ฝืน เมื่อเมื่อบำเพ็ญตนวันแล้ววันเล่า จนมองเห็นรูปทรงของความสมดุล หัวคิดจะหยุดการคำนวณอย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วหัวใจจะใช้สหัชญาณ (Intuition) ในการวางหมากลงในจุดที่มันควรอยู่ ด้วยใจที่เบาสบาย

การสนทนาด้วยมือ และอานาปานสติ
โส่วทั๋น (手談) หรือการสนทนาด้วยมือ โดยใช้กระดานเป็นสื่อกลาง เป็นการเล่นหมากล้อมเพื่อสัมผัสถึงจิตใจของอีกฝ่ายและจิตใจตนเอง เป็นการสื่อสารที่ข้ามพ้นถ้อยคำ

การวางหมากแต่ละตัวถูกกำกับด้วยลมหายใจ หากจิตใจสั่นคลอน หมากที่วางจะไร้พลัง ปราชญ์จึงฝึกให้ใจนิ่ง แม้ในจังหวะที่ถูกล้อมกรอบ การเล่นหมากในอดีตมักเล่นในพื้นที่สงบ เพื่อหลีกหนีจากโลกธรรมแปด ทำให้กระดานหมากเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการเผชิญหน้ากับกิเลสอันละเอียดอ่อนในตนเอง

เงาที่ทาบทับ เมื่อกระดานหมากล้อมกลายเป็นเพียงสนามประลอง
ทว่า ในโลกปัจจุบัน วิถีแห่งปราชญ์ได้ถูกบดบังด้วยม่านหมอกของการแข่งขัน ทุกวันนี้หมากล้อมถูกพัฒนาให้กลายเป็นสมรภูมิสมองที่ดุดัน ป่าวประกาศว่าเป็นเกมของคนฉลาด พยายามเป็นเหมือน AI ที่ต้องอ่านหมากให้แม่นยำที่สุด จนสูญเสียความสุนทรีย์และความสงบในใจไป การเล่นหมากล้อมจากความสนุกกลายเป็นความเครียด เพื่อสั่งสมชัยชนะ แต่ไม่ได้สั่งสมความว่าง ส่งเสริมการเพิ่มพูน แต่ไม่ส่งเสริมการลดทอน เมื่อความผิดพลาดถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวที่ต้องถูกเยาะเย้ย หัวใจของการบำเพ็ญจึงมอดดับลง

ในวันที่ทุกคนจ้องจะเอาชนะกัน การสนทนาด้วยมือจึงกลายเป็นการตะคอกใส่กัน บ้างก็หยิบยืมตรรกะอันสมบูรณ์แบบของ AI มาเพื่อหวังชัยชนะเพียงอย่างเดียว แต่ในการบำเพ็ญ การสนทนาด้วยมือนั้น คือการทำความรู้จักตัวตนผ่านการตอบสนอง เป็นการสะท้อนไม่ใช่การประลอง เมื่อท่านเดินหมากเข้าเบียด มันไม่ใช่แค่การเอาพื้นที่ แต่มันคือการถามว่า "ท่านยึดติดกับตรงนี้แค่ไหน?" หากเขาตอบโต้ด้วยความโกรธ ท่านจะเห็นความมุทะลุ หากเขาถอยหนีทั้งที่สู้ได้ ท่านจะเห็นความหวาดระแวง ไม่ใช่ว่าท่านเดินหมากไม่ดี แต่อัตตาของเขากระเพื่อม
การสนทนาด้วยมือที่แท้จริง คือการเดินหมากเพื่อให้เราและคู่เล่นได้เห็นข้อบกพร่องของตนเอง โดยมีกระดานเป็นกระจกที่สะท้อนเงาของทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน และในขณะเดียวกัน เราก็เรียนรู้ความอดทนของตนเองเมื่อต้องเล่นกับคนที่ฝีมือต่างกัน การที่ท่านพบว่าคู่ต่อสู้ฝีมืออ่อนกว่า ไม่ได้หมายความว่าเขาด้อยกว่าในฐานะมนุษย์ และการที่ท่านพบว่าคู่ต่อสู้เก่งกว่า ก็ไม่ได้แปลว่าท่านด้อยกว่าในฐานะมนุษย์เช่นกัน การสนทนาด้วยมืออันงดงามจึงเป็นการที่ทั้งสองฝ่ายต่างพึงพอใจในความสมดุลที่เกิดขึ้นบนกระดาน เหมือนการร่ายรำที่ไม่มีใครจ้องจะเอาชนะใคร ไม่มีใครเหนือกว่าใครในฐานะมนุษย์ แต่เป็นการวาดภาพร่วมกัน บรรเลงดนตรีและร่ายรำร่วมกันบนกระดาน

แต่ด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันในปัจจุบัน ซึ่งดูเหมือนจะมีเพียงสายเดียวที่เหลืออยู่ เราไม่ได้สนทนาด้วยมือกันอีกต่อไปแล้ว แต่เรากำลังคำนวณด้วยตรรกะอย่างไร้จิตวิญญาณเพื่ออุดปากอีกฝ่าย โส่วทั๋นหรือการสนทนาด้วยมือ จึงกลายเป็นเพียงตำนานเล่าขาน หาผู้ปฏิบัติจริงได้ยาก และดูเหมือนจะสาบสูญไปแล้ว?

เกียรติยศของสายแข่งขัน และคุณค่าของสายบำเพ็ญ
ในขณะที่วิถีการบำเพ็ญผ่านกระดานหมากล้อมดูเหมือนจะเลือนหาย แต่เราก็ต้องยอมรับเกียรติยศของสายแข่งขัน ในฐานะผู้บุกเบิกพรมแดนแห่งสติปัญญาเช่นกัน พวกเขาคือผู้ที่อุทิศแรงกายแรงใจคำนวณจนถึงขีดสุดเพื่อเผยให้เห็นความลึกซึ้งของตรรกะที่ซ่อนอยู่ คุณูปการของสายแข่งขันคือการยกระดับหมากกระดานให้กลายเป็นศาสตร์ชั้นสูงที่น่าเกรงขาม เปรียบได้กับนักมวยบนสังเวียนที่ฝึกฝนร่างกายจนเป็นเลิศเพื่อพิสูจน์ขีดจำกัดของมนุษย์ การมีอยู่ของสายแข่งขันทำให้หมากกระดานก้าวหน้าและเปี่ยมไปด้วยพลัง ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ช่วยเปิดพรมแดนที่มนุษย์ไม่อาจไปถึง

ทว่า ท่ามกลางกระแสแห่งการพิสูจน์ความเหนือกว่านั้น ยังมีอีกวิถีหนึ่งที่ดำรงอยู่เคียงคู่กันมาในสมัยก่อน นั่นคือสายบำเพ็ญ ซึ่งมีเป้าหมายต่างออกไป หากสายแข่งขันคือการออกไปสำรวจโลกภายนอก สายบำเพ็ญคือการกลับมาสำรวจโลกภายในใจตนเอง ทั้งสองสายต่างเป็นชิ้นส่วนที่เติมเต็มซึ่งกันและกันเหมือนหยินและหยาง การเข้าใจในบทบาทที่แตกต่างนี้จะช่วยให้ผู้เล่นไม่หลงทาง และไม่มองว่าการบำเพ็ญเป็นเพียงอาภรณ์ของความอ่อนแอ แต่เป็นวิถีที่ลึกซึ้งของทางเลือกแห่งจิตวิญญาณที่ต่างกัน

วิถีแห่งการเร้นกาย
วิถีแห่งการบำเพ็ญด้วยหมากกระดานในปัจจุบัน อาจเปรียบได้กับมวยจีนโบราณที่พ่ายแพ้ให้กับมวยแข่งขันในแง่ของพละกำลังและชั้นเชิง สายบำเพ็ญอาจจะสู้ไม่ไหวในโลกแห่งการแข่งขัน เพราะเป้าหมายของการบำเพ็ญไม่ใช่การยืนอยู่บนยอดเขาเพื่อประกาศชัยชนะ แต่คือการเดินเข้าสู่ก้นบึ้งของใจตนเอง

การบอกว่า "เล่นเพื่อบำเพ็ญ" อาจถูกเย้ยหยันว่าเป็นเพียงอาภรณ์ของคนขี้แพ้ที่ใช้ห่อหุ้มความไร้สามารถ แต่ในความเป็นจริง การบำเพ็ญไม่ใช่การหนีจากการคำนวณเพราะทำไม่ได้ แต่คือการก้าวข้ามการคำนวณหลังจากที่รู้แจ้งในข้อจำกัดของมันแล้ว เหมือนมวยจีนที่ไม่ได้ฝึกเพื่อไปเอาชนะใครบนสังเวียน แต่ฝึกเพื่อให้ร่างกายและจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับสมดุลธรรมชาติ
ปราชญ์ใช้ตรรกะเพื่อไปให้ถึงจุดที่ตรรกะใช้ไม่ได้ เมื่อคำนวณไปจนสุดทางแล้วพบว่า มันเป็นไปได้หลากหลายเหลือเกิน จุดนั้นแหละที่สหัชญาณจะเริ่มทำงาน ร่างกายจะหยุดคำนวณแล้วใช้ความรู้สึกถึงความเหมาะสมในการวางหมาก นี่อาจเป็นจุดที่สายแข่งขันอาจไม่เห็นด้วย แต่ปราชญ์จะยิ้มเพราะรู้ว่านี่คือจุดที่มนุษย์ต้องปล่อยวางให้ธรรมชาติทำงาน ปราชญ์สมัยก่อนไม่ได้พยายามเป็น AI เพื่อคำนวณตรรกะได้อย่างสมบูรณ์ แต่เขาใช้หมากล้อมเพื่อเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ คือรู้ทั้งตรรกะและรู้ทั้งการปล่อยวาง นั่นอาจเป็นการใช้หมากล้อมอย่างสอดคล้องกับการบำเพ็ญเต๋ามากที่สุด

เมื่อการบำเพ็ญเป็นเรื่องภายใน มันจึงไม่มีถ้วยรางวัล ไม่มีสถิติที่จะโอ้อวดได้ และดูเหมือนจะสูญหายไปท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ถาโถม แต่สำหรับผู้ที่ยังคงนั่งลงหน้ากระดานด้วยใจที่สงบ ยิ้มให้กับความผิดพลาดของตนเองในฐานะมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง เดินหมากด้วยความรู้สึกแรกที่แจ่มชัด และก้าวพ้นผลแพ้ชนะ วิถีแห่งปราชญ์โบราณอาจจะยังไม่ได้หายไปไหน แต่คงเร้นกายอยู่อย่างมั่นคงในทุกตาเดินที่เปี่ยมด้วยสติและความว่าง

ผู้รู้ไม่พูด
ผู้พูดไม่รู้
-เหล่าจื่อ คัมภีร์เต๋าเต้อจิง

บทความนี้หวังเพียงเพื่อเป็นคำเตือนใจแก่ปราชญ์ผู้เร้นกาย ให้กลับมาพบความสนุกบนกระดานและความหมายที่แท้จริงในชีวิตอีกครั้ง
ไม่ว่าหมากกระดานนั้นจะเป็นหมากล้อมหรือไม่ก็ตาม...

เมฆาหวนคืนหุบเหวใหญ่
โดย หวงจวินปี้
雲歸大壑 黃君璧 (1898-1991)
https://www.sothebys.com/en/auctions/ecatalogue/2012/fine-chinese-paintings-hk0398/lot.1391.html