Sponsor

27 กันยายน 2569

มนต์หกคำ (六字訣) เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น


ในทางเต๋ามีคาถาสั้นๆหกพยางค์ ทั้งยังถูกใช้ในทางแพทย์แผนจีนโบราณเพื่อบำรุงร่างกาย มนต์นี้ถูกเรียกกันหลายชื่อ เช่น มนต์อายุยืน (六字延壽訣), มนต์ปัดเป่าโรคยืดอายุ (祛病延年六字訣), วิธีหายใจหกคำ (六字呼吸法) เป็นต้น

เป็นเทคนิคการฝึกหายใจและเสียงบำบัดของจีนโบราณ เชื่อว่าช่วยปรับสมดุลพลังชี่ในอวัยวะ และส่งเสริมสุขภาพ โดยการเปล่งเสียงเมื่อหายใจออกทางปาก

มนต์หกคำที่ว่า คือ

ซู, เฮอ, ฮู, ซือ, ชุย, ซี
噓、呵、呼、呬、吹、嘻
xū, hē, hū, xì, chuī, xī

  • 嘘 (Xū; ซู) ปรับสมดุลตับ (ธาตุไม้) กระจายความติดขัด แก้ตาเจ็บ กังวลหงุดหงิด
  • 呵 (Hē; เฮอ) ปรับสมดุลหัวใจ (ธาตุไฟ) ให้ชี่ลงล่าง แก้ใจสั่น นอนไม่หลับ
  • 呼 (Hū; ฮู) ปรับสมดุลม้าม (ธาตุดิน) ขับลม (ปัจจัยก่อโรค) แก้อาการสะบัดร้อนสะบัดหนาว
  • 呬 (Sī; ซือ) ปรับสมดุลปอด (ธาตุทอง) คลายความอิดโรย แน่นหน้าอกหรือหลัง
  • 吹 (Chuī; ชุย) ปรับสมดุลไต (ธาตุน้ำ) ขับความร้อน แก้ปัสสาวะบ่อย
  • 嘻 (Xī; ซี) ปรับสมดุลซานเจียว (ธาตุไฟ) ขจัดความกระสับกระส่าย คันหรือปวดเมื่อยตัว

การฝึกแบบง่ายๆ
  1. นั่งหรือยืนในท่าที่สบาย หลังตรง
  2. หายใจเข้าลึกๆทางจมูกลงถึงท้อง หยุดสักครู่ แล้วหายใจออกทางปากพร้อมเปล่งเสียงยาว แล้วหยุกสักครู่
  3. ทำซ้ำแต่ละเสียง 6-12 ครั้ง

ไม่ควรฝึกยามลมพัดแรงหนาวจัดร้อนจัด
ผู้ที่รู้หลักการกำเนิด/ข่ม/ระบายของห้าธาตุสามารถเลือกใช้เพื่อปรับตามอาการ
มนต์นี้มาจากตำราหย่างซิ้งเยี๋ยนมิ่งลู่ (養性延命錄; ตำราบำรุงร่างกายยืดอายุ) สมัยราชวงศ์ฉี ส่วนท้ายของบทนี้บันทึกไว้ว่า

"หากผู้ป่วยปฏิบัติตามวิธีนี้, ล้วนต้องเคารพและตั้งใจทำ, ไม่มีไม่ดีขึ้น, เป็นศิลปะสำคัญในการเยียวยารักษาโรคและยืดอายุ." (若患者依此法,皆須恭敬用心為之,無有不差,愈病長生要術)

สวดร่วมกับการฝึกสมาธิกำหนดลมหายใจเป็นประจำช่วยบำรุงร่างกาย ปัจจุบันนี้มักใช้ร่วมกับการทำท่ากายบริหาร

ดูสาธิตการออกเสียงและท่ากายบริหารได้ที่


อ้างอิง

26 กันยายน 2569

แผนรับมือน้ำท่วมฉุกเฉิน - ระบบเตือนภัย 3 ระดับ และกฎการอพยพที่ต้องรู้ก่อนสาย


ในยามที่ภัยธรรมชาติมาเยือน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่มวลน้ำ แต่คือความลังเล การเตรียมพร้อมล่วงหน้าถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุด เพื่อให้มีแนวทางที่ชัดเจน แม่นยำ และตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดโดยไม่ต้องลังเล นี่คือ "ระบบเตือนภัย 3 ระดับ" ที่ประยุกต์จากหลักยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการวิกฤต (และประสบการณ์ส่วนตัวจากน้ำท่วมใหญ่) เพื่อให้ท่านและครอบครัวตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด แม่นยำ และปลอดภัยที่สุดก่อนที่โอกาสสุดท้ายจะหลุดลอยไป

🚦 ระบบการตัดสินใจอพยพหนีน้ำท่วม
การตัดสินใจอพยพควรใช้ตัวชี้วัดดังนี้

[ระดับ 1: เฝ้าระวัง] ➔ [ระดับ 2: แพ็กของขึ้นรถ] ➔ [ระดับ 3: ถอยทัพ/ออกเดินทาง]

🟡 ระดับ 1: เฝ้าระวังและเตรียมพร้อม
เงื่อนไขและตัวชี้วัด
  1. ปริมาณน้ำฝน: ฝนตกหนักต่อเนื่องสะสมเกิน 24-36 ชั่วโมง
  2. ข่าวสาร: กรมอุตุฯ หรือเทศบาลประกาศเตือนภัยระดับสีเหลือง ข่าวน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่
  3. การไหลของน้ำ: สังเกตท่อระบายน้ำหน้าบ้านเริ่มมีน้ำเอ่อขึ้นมา หรือน้ำในคลองสายหลักใกล้บ้านมีสีโคลนเข้ม แตกฟอง และระดับน้ำสูงขึ้นผิดปกติ

สิ่งที่ต้องทำ
  • เช็ครถยนต์ เติมน้ำมันให้เต็มถัง ตรวจเช็คลมยาง
  • รวบรวมเอกสารสำคัญ ยาประจำตัว เสื้อผ้าสำรอง และของจำเป็นใส่กระเป๋าอพยพเตรียมไว้ใกล้ประตู

🟠 ระดับ 2: แพ็กของขึ้นรถและย้ายของขึ้นที่สูง
เงื่อนไขและตัวชี้วัด
  1. มวลน้ำท่วมขัง: น้ำเริ่มท่วมขังบนถนนหน้าบ้านระดับตาตุ่ม (10-15 ซม.) และไม่มีท่าทีว่าจะลดลงแม้ฝนจะซา
  2. น้ำป่า/น้ำหลาก: มีข่าวว่าพื้นที่ตอนบน (ต้นน้ำ/เทือกเขา) เกิดน้ำป่าไหลหลาก หรือมีการเร่งระบายน้ำจากเขื่อน/อ่างเก็บน้ำเข้าสู่พื้นที่
  3. ระบบสาธารณูปโภค: ไฟฟ้าเริ่มดับเป็นพักๆ หรือน้ำประปาเริ่มไหลช้า/มีสีขุ่น

สิ่งที่ต้องทำ
  • ยกของขึ้นที่สูง (ชั้น 2 หรือเหนือระดับน้ำท่วมครั้งก่อน) หรือใส่ของต่างๆในถุง/กล่องกันน้ำให้มิดชิด หรือของนอกบ้านอาจผูกไว้
  • เอากระเป๋าอพยพขึ้นรถยนต์ทันที
  • สัตว์เลี้ยง (ถ้ามี) เตรียมพร้อมในกรงเดินทางไปด้วยกัน (หากพาไปด้วยไม่ได้ ห้ามล่าม ห้ามขัง เด็ดขาด)
หากคิดว่าสะดวกหรือควรจะอพยพในระดับนี้ ก็ให้อพยพได้เลย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงสูงสุด และไม่โดนสถานการณ์บังคับให้ต้องเบียดเสียดหรือไปทิ้งรถไว้บนทางยกระดับ

🔴 ระดับ 3: ออกเดินทางไปนอนปั๊มน้ำมัน/ศูนย์อพยพในทันที
เงื่อนไขและตัวชี้วัดเด็ดขาด

หากเกิดข้อใดข้อหนึ่งในนี้ ให้ถอดปลั๊ก ปิคคัทเอ้าท์ ปิดประตูน้ำ และปิดบ้านให้เรียบแล้ว "แล้วออกเดินทางทันที ไม่ต้องลังเล"
  1. ตกหนักไม่หยุดในคืนเดียว: หากฝนตกหนักระดับ "มองไม่เห็นทาง" ติดต่อกันเกิน 6 ชั่วโมงในคืนเดียวร่วมกับมีน้ำขังบนถนน
  2. การระบายน้ำล้มเหลว: น้ำในท่อระบายน้ำหน้าบ้านเริ่มดันพุ่งขึ้นมาเป็นน้ำพุ แสดงว่าน้ำล้นระบบแล้ว
  3. คำสั่งจากทางการ: เทศบาลหรือหน่วยงานท้องถิ่นประกาศเตือนระดับสีแดง/ให้อพยพ
  4. ระดับน้ำบนถนนถึงครึ่งล้อรถ: หากน้ำบนถนนหน้าบ้านสูงถึงเกือบครึ่งล้อรถยนต์ (ประมาณ 20-30 ซ.ม.) นี่คือ "โอกาสสุดท้าย" ในการขับรถออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัย หากรอจนสูงกว่านี้ รถอาจดับหรือถูกน้ำซัดได้ นี่ยังไม่นับว่าระหว่างเดินทางน้ำอาจขึ้นเร็วหรือเจอน้ำที่สูง ควรตามข่าวระดับน้ำของเส้นทางอพยพด้วย ถ้าเป็นไปได้ออกก่อนโอกาสสุดท้ายย่อมดีกว่า


🎒 อุปกรณ์และกลยุทธ์กระเป๋าอพยพฉุกเฉิน
วรยุทธ์ใต้หล้าตัดสินแพ้ชนะวัดที่ความเร็ว ควรเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน 1-2 ใบ/คน แบบพร้อมหยิบขึ้นรถได้ภายใน 5 นาที

ตัวอย่าง รายการสิ่งของในกระเป๋าฉุกเฉิน
  • ของใช้ส่วนตัว: ยาประจำตัว, ชุดปฐมพยาบาล, เสปรย์กันยุง, เสื้อผ้าใส่สบาย 2-3 ชุด, ผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก, โน้ตบุ๊ค, โทรศัพท์, พัดพับ, อุปกรณ์พกพาประจำวัน (EDC) เป็นต้น
  • เสบียง: ควรเป็นอาหารแห้งที่พกพาสะดวกกินง่าย เช่น อาหารฉุกเฉิน MRE, แคร็กเก้อร์, ฮาร์ดแทค (Hardtack), อินทผาลัมแห้ง, ถั่วพร้อมกิน, อาหารกระป๋อง, เกลือ เป็นต้น และน้ำดื่ม (คำนวณที่ประมาณ 3 ลิตร/คน/วัน) ตามหลักการคือเตรียมสำหรับอย่างน้อย 72 ช.ม.
  • เอกสาร & ของมีค่า: บัตรประชาชน, ทะเบียนบ้าน, โฉนด/เอกสารสำคัญ (ใส่ถุงซิปล็อก), เงินสดจำนวนหนึ่ง เป็นต้น
  • พลังงาน & การสื่อสาร: Power Bank หรือ Power Station ที่ชาร์จเต็ม, อุปกรณ์ชาร์จ, ถ่านไฟฉาย, ไฟส่องสว่าง, วิทยุพกพา, นกหวีด เป็นต้น
  • สุขอนามัย: ทิชชู, ทิชชู่เปียก, แอลกอฮอล์, แปรงสีฟัน, ถุงขยะดำ เป็นต้น
  • สิ่งเติมพลังใจ: หนังสือเล่มเล็กๆที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจเอาไว้อ่านยามพัก, ไพ่, บอร์ดเกมเล็กๆ เป็นต้น

ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างทางเลือกทั่วไปเท่านั้น สำคัญที่สุดคือต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความจำเป็นของแต่ละครอบครัวครับ และเตรียมพร้อมให้อยู่ได้อย่างน้อย 3 วัน (แต่ในความเป็นจริงอาจต้องอยู่เป็นสัปดาห์) และต้องคิดเตรียมไว้สำหรับกรณีไม่มีไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต หรือการสื่อสารถูกตัดขาดด้วย แนะนำ Briar และ Bitchat แอปแชทใช้ได้แม้ไม่มีอินเตอร์เน็ต


🚗 ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการขับรถไปนอนศูนย์อพยพหรือปั๊มน้ำมัน
บางครั้งหากมีศูนย์อพยพการไปที่นั่นได้ก็เป็นการดี เพราะอาจสะดวกกว่า (บางคนก็ไปเช่าบ้าน) แต่หากไม่มีหรือไม่อาจไปได้ บางทีก็จำเป็นต้องไปนอนที่ปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ที่เปิดตลอด 24 ช.ม. เหตุผลเพราะปั๊มมีห้องน้ำให้ใช้ และมีร้านสะดวกซื้อตลอด 24 ช.ม. พอที่จะซื้อหาของกินได้ และบางแห่งก็เป็นแคมป์พักทีมกู้ภัยชั่วคราวสำหรับช่วยน้ำท่วมด้วย
  • เลือกปั๊มน้ำมันไว้ล่วงหน้า: สังเกตและปักหมุดปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่นอกเมืองที่อยู่ในพื้นที่สูงไว้ล่วงหน้า 2-3 แห่ง ปั๊มที่มีอาคารพาณิชย์ร้านสะดวกซื้อ หรืออยู่บนเนิน หรือปั๊มริมทางหลวงพ้นเขตน้ำท่วม (พ้นออกไปไกล สายส่งสินค้ามักไม่ขาด)
  • กฎทองคำของการขับรถผ่านน้ำ: หากต้องขับรถผ่านจุดที่มีน้ำขังให้ใช้เกียร์ต่ำสุด (L หรือ เกียร์ 1) และปิดแอร์ (ป้องกันการดูดน้ำเข้า) ห้ามถอนคันเร่งหรือหยุดรถกลางน้ำ เพราะถ้าน้ำเข้าท่อ รถดับคือจบ
  • การนอนในรถยนต์: จอดหันหน้าออกเสมอเพื่อเตรียมออกตัวหากจำเป็น แนะนำให้เตรียมมุ้งครอบหน้าต่างรถยนต์เอาไว้เสมอเพื่อความสะดวก ใช้กันยุงโดยแง้มกระจกนอน เพื่อให้อากาศไหลเวียน สำหรับรถยนต์น้ำมันกรณีนอนยาว ห้ามติดเครื่องยนต์นอน เพราะไอเสียจะซึมเข้ามาทำให้เสียชีวิตได้ ควรเตรียมพัดลมพกพาเอาไว้จะดีกว่า สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าได้ยินว่าสามารถเปิดแอร์นอนได้ แต่ต้องตรวจสอบระดับแบตเตอร์รี่ให้ดี และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่น แผ่นบังแสง, หมอน, ผ้าห่ม เป็นต้น ที่สำคัญคือต้องเลือกทำเลที่ปลอดภัยและเฝ้าระวังอันตรายจากการโจรกรรม เตรียมอุปกรณ์ป้องกันไว้ตัวใกล้ๆมือ
  • ทัศนคติเชิงยุทธศาสตร์: "อพยพเก้อ ดีกว่าอพยพไม่ทัน" อย่ากลัวการอพยพเก้อ การขับรถไปนอนปั๊มน้ำมันหรือศูนย์อพยพเล่นๆสักคืนแล้วพบว่าเช้ามาน้ำไม่ท่วม ถือเป็นการซ้อมใหญ่และเป็นการซื้อความปลอดภัยในราคาที่ถูกที่สุด เพราะการรอจนน้ำท่วมมิดล้อรถแล้วค่อยคิดจะหนี คือความเสี่ยงที่ที่แพงเกินไป

ยุทธศาสตร์การเอาชีวิตรอดในยามเกิดภัยพิบัติ ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครทนอยู่ในบ้านได้นานที่สุด แต่วัดกันที่ใครประเมินสถานการณ์ได้เด็ดขาดและถอยทัพได้รวดเร็วที่สุด ผมเข้าใจว่าไม่มีใครอยากทิ้งบ้าน ผมก็เหมือนกัน แต่หากน้ำท่วมจริง ยังไงบ้านก็โดนท่วม (ซึ่งของต่างๆถูกยกสูงหรือใส่ถุงมิดชิดแล้ว) แต่การอพยพออกมา อย่างน้อยรถก็ไม่โดนท่วม และคนก็ปลอดภัยด้วยครับ

เว้นแต่บ้านบนที่สูงหรือบ้านหลายชั้นที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นบนๆหรืออยู่ตึกสูง และไม่มีรถต้องห่วง ก็อาจปักหลักที่บ้านได้ แต่ก็จำเป็นต้องเตรียมเสบียงและของใช้ให้พร้อม เพราะไฟฟ้าและประปาอาจถูกตัด ระบบห้องน้ำก็อาจใช้ไม่ได้ และการสื่อสารก็อาจตัดขาด สายด่วนต่างๆอาจโทรไม่ติด การปักหลักจึงต้องเตรียมพร้อมอย่างมั่นใจจริงๆ เพราะเสบียงใหม่อาจเข้าไม่ถึงเลยอย่างน้อย 3 วันแรก หรืออาจตลอดช่วงน้ำท่วม

ภาวะโลกเดือดในตอนนี้ เสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ตลอด หลังจากนี้ไปการเตรียมพร้อมรับมือ เป็นสิ่งที่จำเป็น เมื่อถึงเวลา เตรียมกระเป๋าฉุกเฉินให้พร้อม เพราะในสภาวะวิกฤต "ความเร็วและการตัดสินใจที่เด็ดขาด" คือสิ่งเดียวที่จะทำให้ท่านและคนที่ท่านรักปลอดภัย

เหล่านี่ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่อยากนำมาแบ่งปันกันครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์ และใช้เป็นแผนในการตัดสินใจได้ครับ
ขอให้ทุกท่านโชคดี ปลอดภัย และระวังเรื่องการเดินทางด้วยนะครับ

การเตรียมพร้อมอาจจ่ายแพง
แต่ความไม่พร้อมจ่ายแพงกว่าเสมอ


แถม
ควรซื้ออุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลดเตรียมไว้ก่อนน้ำท่วมเลย เพราะหลังน้ำท่วมจะหาซื้อยากมาก แพง และของหมด แนะนำให้มีค้อนยางเอาไว้ด้วย เผื่อใช้ทุบเคาะเพื่อเปิดประตูไม้ที่บวมน้ำ ประตูจะได้ไม่แตกหัก และปลั๊กพ่วงยาวควรเตรียมไว้สำหรับกลับมาทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด (เอาปลั๊กพ่วงในบ้านสักอันขนไปพร้อมกระเป๋าฉุกเฉินเลยก็ได้)

หากบ้านไม่มีที่สูงและหากล่องกันน้ำไม่ได้ การใส่ถุงมัดไว้ก็พอจะช่วยได้บ้าง แต่เพื่อความมั่นใจควรมัดถุงแบบสองชั้น เมื่อกลับมาหลังน้ำท่วมจะได้ถอดทิ้งแค่ชั้นนอกที่เปื้อนโคลน

เก็บของใส่ถุงเอาไปไว้ก่อนน้ำท่วม
ดีกว่าเก็บของใส่ถุงเอาไปทิ้งหลังน้ำท่วม

เว็บไซต์สำหรับตรวจสภาพอากาศ จราจร และน้ำท่วม
  1. https://www.thaiwater.net/new4all
  2. https://twa.thaiwater.net/th/map/basic
  3. CCTV และ รายงานพิกัดน้ำท่วมจากกรมทางหลวง https://hdms.doh.go.th/dashboard หรือ https://traffic.longdo.com หรือ กทม. ที่ https://cpudapp.bangkok.go.th/bmatraffic
  4. https://www.windy.com ดูเรด้าร์ฝน
  5. เรดาร์ฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา https://weather.tmd.go.th (หรือแอป Thai Weather)
  6. Google Flood Hub https://sites.research.google/floods
  7. https://world.tehx.dyndns.info/

สายด่วนฉุกเฉินที่ควรทราบ
  • 1784 ปภ. (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ขอความช่วยเหลือ/อพยพ หรือ Line ปภ. @1784DDPM
  • 1669 เจ็บป่วยฉุกเฉิน - สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)
  • 199 (ดับเพลิงและกู้ภัย) เหตุอัคคีภัย รวมถึง การจับงูและสัตว์มีพิษที่เข้ามาในบ้าน
  • 1586 กรมทางหลวง / 1146 กรมทางหลวงชนบท (สอบถามเส้นทาง)
  • 1129 กฟภ. (ไฟฟ้าต่างจังหวัด) / 1130 กฟน. (กทม.-นนทบุรี-สมุทรปราการ)
  • สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ของกรมสุขภาพจิต ปรึกษาฟรี 24 ชั่วโมง สำหรับคนที่เครียด กังวล

บทความแนะนำให้อ่านเพิ่มเติม

14 กันยายน 2569

ฝึกฝน Hacker Mindset ในชีวิตประจำวันอย่างไร?


ฝึกฝน Hacker Mindset ในชีวิตประจำวันอย่างไร?

ให้เริ่มฝึก "สายตา" ในการมองสิ่งรอบตัวก่อน

# 1) ฝึกหาสถานการณ์แปลกๆ (Edge Cases)

เวลาใช้แอปพลิเคชันหรือเว็บในชีวิตประจำวัน เช่น เว็บสั่งอาหาร, แอปธนาคาร ฯลฯ ให้ลองถามตัวเองว่า "ถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ระบบจะตอบสนองอย่างไร?" เช่น

กดย้อนกลับ (Back) ในเบราว์เซอร์ขณะกำลังโอนเงิน

# 2) อ่านและดูวิเคราะห์การแฮ็กจริง (Write-ups)

ในวงการนี้ เมื่อมีคนเจอช่องโหว่ เขาจะเขียนสิ่งที่เรียกว่า "Write-up" อธิบายว่าเจอได้อย่างไร

ลองค้นหาคำว่า "Simple logic flaw writeup" หรือ "Low-level logic flaw writeup" หรือ "IDOR writeup"

เวลาอ่าน อย่าพึ่งไปสนใจคำสั่งโปรแกรม ให้สนใจ "วิธีคิด" ของคนที่เจอ เช่น "อ๋อ... เขาเริ่มจากสังเกตเห็นสิ่งนี้ แล้วเขาเลยลองทำสิ่งนั้นต่อ" เป็นต้น

# 3) ทำความเข้าใจคำว่า Authentication กับ Authorization

Authentication (ยืนยันตัวตน): คุณคือใคร? เช่น ใส่เลขบัตรประชาชน หรือใส่รหัสผ่าน
Authorization (สิทธิ์การใช้งาน): คุณทำอะไรได้บ้าง? เช่น เป็นพนักงาน หรือเป็นผู้จัดการ?

Hacker Mindset: เว็บส่วนใหญ่ล็อกประตูหน้า (Authentication) แน่นหนามาก แต่พอเข้าไปข้างในแล้ว มักจะลืมเช็กว่าผู้ใช้คนนั้นมีสิทธิ์ดูห้องไหนบ้าง (Authorization)

อย่าเพิ่งกังวลเรื่องคำสั่ง Unix เครื่องมือ Hack (โปรแกรมแฮ็กสมัยของผมส่วนใหญ่เคลือบยาพิษทั้งนั้น) หรือการตามเทคโนโลยีไม่ทัน พื้นฐานระบบคิดเป็นระบบปฏิบัติการในหัวของเราที่จำเป็นที่สุด เทคโนโลอาจเปลี่ยนหน้าตา แต่แก่นเรื่อง Input/Output และ State Management ยังเหมือนเดิม

ส่งท้าย
การเล่น Classic Rougelike ก็เป็นการฝึกให้คุ้นเคยกับแนวคิด Hacker Mindset ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี หรือไม่คนที่เลือกเล่นเกมเหล่านี้อาจเป็นคนที่มีเมล็ดพันธุ์ Hacker Mindset อยู่กับตัวแต่แรกแล้วนี่นะ

ขอพลังแห่งการสุ่มจงสถิตอยู่กับท่าน [D6]@

แก่นของ Hacker Mindset - 4 หลักคิดพื้นฐาน


การปลูกฝัง Hacker Mindset เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเรียนรู้ เพราะเทคโนโลยี เครื่องมือ คำสั่ง หรือศัพท์แสงสมัยใหม่ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทุกปี แต่ "วิธีคิด" ของแฮ็กเกอร์เป็นรากฐานที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยตั้งแต่ยุค Unix ดั้งเดิมจนถึงปัจจุบัน

คำว่า Hacker Mindset คือ การมองโลกผ่านตรรกะที่คนสร้างระบบไม่ทันได้คิดไว้

4 หลักคิดพื้นฐาน แก่นของ Hacker Mindset

# 1) มองทุกอย่างเป็น "ระบบที่มีกฎเกณฑ์"

คนทั่วไปมองหน้าเว็บเป็น "ปุ่มและข้อความ" แต่คนที่คิดแบบแฮกเกอร์จะมองเป็น "กลไกรับข้อมูล (Input) - ประมวลผล (Prosess) - แสดงผล (Output)"

คำถามของคนทั่วไป: "ช่องนี้ระบบบอกให้กรอกอายุเกิน 18 ใช่ไหม?"
คำถามของ Hacker: "ใครเป็นคนตรวจว่าอายุเกิน 18? เครื่องของเรา (Client) หรือ เครื่องเขา (Server)? แล้วถ้าเราหลอกเครื่องตัวเองว่าตรวจแล้วล่ะ?"

# 2) ตั้งคำถามกับ "สมมติฐาน"

นักพัฒนา (Developers) สร้างระบบโดยตั้งสมมติฐานว่า "ผู้ใช้จะใช้งานแบบปกติ" แต่แฮกเกอร์คือคนที่หาจุดที่สมมติฐานนั้นใช้ไม่ได้

สมมติฐานของคนสร้าง: "ผู้ใช้จะกรอกตัวเลขในช่องใส่จำนวนสินค้า"
การตั้งคำถามของ Hacker:
ถ้ากรอกตัวเลขติดลบ ยอดเงินรวมจะกลายเป็นส่วนลดให้เราไหม?
ถ้ากรอกตัวอักษรยาว 1,000,000 ตัว ระบบจะค้างไหม?
ถ้ากรอกคำสั่งโปรแกรมลงไป เช่น command line ของ Dos หรือ Unix ระบบจะเผลอนำไปประมวลผลไหม?

# 3) ความอยากรู้อยากเห็นแบบถอดประกอบ

เหมือนเด็กที่ชอบแกะของเล่นออกมาดูข้างในว่าเฟืองตัวไหนหมุนตัวไหน
แฮกเกอร์จะไม่ยอมหยุดแค่ "มันใช้งานได้" แต่ต้องรู้ให้ได้ว่า "มันทำงานอย่างไรข้างหลังฉาก" เมื่อเห็นพฤติกรรมแปลกๆของระบบนิดเดียว เช่น กดแล้วหน้าเว็บหมุนนานผิดปกติ หรือมี Error Code แปลกๆโผล่มา นั่นคือเบาะแสที่ต้องเจาะลึกลงไป

# 4) ช่างสังเกตและมีความอดทนสูง

ภาพในหนังที่แฮกเกอร์รัวคีย์บอร์ด 10 วินาทีแล้วเจาะระบบได้นั้นไม่มีจริง ในความเป็นจริง การแฮ็กคือ:

1. ทดลอง 99 วิธีแล้วล้มเหลว
2. คอยสังเกตปฏิกิริยาเล็กๆน้อยๆของระบบในแต่ละครั้ง
3. นำข้อมูลที่สังเกตได้มาเชื่อมโยงจับแก่นจนเจอวิธีที่ 100 ที่สำเร็จ

ส่งท้าย
การทดลองและสังเกตเหล่าสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในการเล่น Classic Rouglike อย่าง NetHack, Angband และอื่นๆกันอยู่แล้ว เป็นเกมที่ฝึก Hacker Mindset ได้ดี หรือไม่คนที่เล่นเกมแนวนี้อาจเป็นคนที่มีเมล็ดพันธุ์ของ Hacker Mindset อยู่กับตัวอยู่แล้วก็เป็นได้

10 กันยายน 2569

AliensRL - ภารกิจเอาชีวิตรอดจากฝูงมฤตยูมืดในกล่องโลหะแห่งห้วงอวกาศ


AliensRL เป็นอีกหนึ่งผลงานระดับขึ้นหิ้งจากผู้สร้างเดียวกันกับ DoomRL (ChaosForge) ซึ่งเป็นเกมฟรีในธีมแฟรนไชส์ภาพยนตร์สุดคลาสสิกอย่าง Aliens (1986)

ถ้า DoomRL คือความสะใจสายร็อกแอนด์โรลลุยเดี่ยวถล่มปีศาจนรก AliensRL ก็คือฝันร้ายแห่งห้วงอวกาศ ธีมสยองขวัญ เอาชีวิตรอดในพื้นที่แคบ ตัวเกมมาในรูปแบบ Turn-based Coffeebreak Roguelike ที่ผสมผสานความแม่นยำทางยุทธวิธี เข้ากับอารมณ์ความกดดันระดับนั่งไม่ติดเก้าอี้ในรูปแบบ ASCII

ลืมการวิ่งไล่ยิงมอนสเตอร์แบบไม่ยั้งไปได้เลย เพราะที่นี่คุณไม่ใช่เทพสงคราม แต่เป็นเพียงสมาชิกคนหนึ่งในกองกำลัง Colonial Marine ที่ถูกส่งเข้าไปตามสัญญาณขอความช่วยเหลือของอาณานิคมอวกาศแห่งหนึ่ง เมื่อลงพื้นที่ปรากฏว่าอาณานิคมอวกาศแห่งนี้กลายเป็นสุสานเงียบที่ถูกพวกเอเลี่ยนซีโนมอร์ฟ (Xenomorph) ยึดและสังหารคนไปหมดแล้ว ท่ามกลางความวุ่นวาย คุณเกิดพลัดหลงกับทีม และทางถอยถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง

ต่อจากนี้ไป ไม่มีภารกิจกู้โลก ไม่มีแผนการใหญ่ มีแค่การเดินลุยผ่านทางเดินแคบๆไปทีละชั้น และกำจัด Queen ก่อนที่คุณจะกลายเป็นเหยื่อฟักตัวอ่อนของฝูงมฤตยูมืดเหล่านี้!

ได้เวลาไปเผชิญหน้ากับความกลัวในกล่องโลหะแห่งห้วงอวกาศนี้แล้ว

"ในห้วงอวกาศ... ไม่มีใครได้ยินเสียงคุณกรีดร้อง!"

โหลดเกม AliensRL ฟรีได้ที่ https://alien.chaosforge.org/downloads

มีทั้งบน Windows, Linux, Macintosh เมื่อโหลดเสร็จแล้วก็แตกไฟล์ เพื่อเปิดเข้าเกม

AliensRL 0.8.2 บน Linux Zorin OS 18.1

ในการเข้าเกมครั้งแรกสำหรับ Linux อาจต้องติดตั้งระบบเพิ่มเติมตามนี้ก่อนครับ

sudo apt update
sudo apt install libsdl1.2debian libsdl-mixer1.2 libsdl-image1.2 libpng16-16

จากนั้นก็ใช้ Terminal เข้าไปในโฟลเตอร์เกม และรันด้วยคำสั่ง ./abrl เรียบร้อย หรือหรือจะทำไฟล์ .sh

ทีนี้ก็ลุยกันเลย!

Alien Xenomorph XX121

ปุ่มควบคุม
จะตั้งค่าปุ่มควบคุมใหม่ก็สามารถเข้าไปแก้ไขในไฟล์ config.lua แบบดิบๆได้เลยครับ

ปุ่มลูกศร = ควบคุมการเดิน (และใช้ PgUp, PgDn, Home, End = เดินเฉียง) [แนะนำว่าควรตั้งค่าใหม่เป็น Vi-key คือ hjklyubn ควบคุมทิศทาง จะควบคุมทิศเฉียงได้สะดวกกว่า โดยที่ h, j, k, l (ซ้าย, ล่าง, บน, ขวา) y, u, b, n (เฉียงซ้ายบน, เฉียงขวาบน, เฉียงซ้ายล่าง, เฉียงขวาล่าง) เมื่อคล่องแล้วจะเหมือนพิมพ์สัมผัส] เมื่อตั้งค่าต้องใส่ตัวพิมพ์ใหญ่

[.]    = รอ
[Enter]     = ยืนยัน
[Tab]       = ล็อกเป้าหมาย
[g]         = เก็บไอเทม (Get)
[f]         = ยิง (Fire)
[u]         = ใช้งานไอเทม (Use) [ถ้าใช้ Vi key อาจเปลี่ยนเป็น a (Apply)]
[s]         = สลับใช้อาวุธพก (Sidearm)
[p]         = สลับใช้อาวุธหลัก (Primary)
[h]         = สลับใช้อาวุธหนัก (Heavy) [ถ้าใช้ Vi key อาจเปลี่ยนเป็น x (eXtra weapon)]
[r]         = รีโหลดกระสุน (Reload)
[d]         = ทิ้งไอเทม (Drop)
[1]         = ช่องไอเทม 1
[2]         = ช่องไอเทม 2
[3]         = ช่องไอเทม 3
[4]         = ช่องไอเทม 4
[Space]     = ทำแอ็กชัน (Act) (เปิดประตู, เข้าลิฟต์, ตรวจสอบสิ่งของ)
[l]         = โหมดมอง / สำรวจพื้นที่ (Look) [ถ้าใช้ Vi key อาจเปลี่ยนเป็น v (Vision)]
[f10]       = บันทึกภาพหน้าจอ (Screenshot)

คลังแสงเบื้องต้น (Weapons & Gear)
อาวุธพก (Sidearms)
  • M4A3 Pistol: ปืนสั้นมาตรฐาน เจาะเกราะต่ำ แต่ซองกระสุนจุ ใช้กระสุน 9mm ที่หาได้ทั่วไป
  • .44 Colt: แรงขึ้นมาอีกระดับ เจาะเกราะได้ดี สร้างความเสียหายสูง แต่หากระสุนยาก
  • Sawed-off Shotgun: ปืนลูกซองแฝด ยิงทีต้องรีโหลดที เจาะเกราะต่ำแต่ความเสียหายพื้นฐานหนักมาก
อาวุธหลัก (Primary)
  • MP5: ปืนกลเบา รัวชุดละ 6 นัด (กระสุน 9mm) บรรจุ 30 นัด เจาะเกราะต่ำ
  • 12g Combat Shotgun: ลูกซองยิงรัว จุ 5 นัด เหมาะกับการเคลียร์พื้นที่แคบในระยะประชิด
  • M41-A Pulse Rifle: ปืนไรเฟิลยอดฮิต ยิงรัวชุดละ 5 นัด (กระสุน M309 บรรจุ 99 นัด) เป็นอาวุธเดียวที่ไม่ใช่อาวุธหนักแต่ เจาะเกราะสูงมาก เก็บไว้ใช้กับตัวโหดๆจะดีที่สุด
ระเบิดมือ (Grenades)
  • Frag (ระเบิดสะเก็ด): วงกว้าง ทำลายศัตรูไร้เกราะได้ดี แต่แทบไร้ผลกับพวกเกราะหนา
  • Krak (ระเบิดเจาะเกราะ): รัศมีแคบ แต่พลังทำลายล้างสูง เหมาะสำหรับระเบิดศัตรูเกราะหนาขั้นสุด
  • Inc (ระเบิดเพลิง): จุดไฟเผาพื้นที่ เหมาะมากสำหรับยิงดักทางเพื่อเปิดทางหนี
เกราะป้องกัน (Armor)
  • ตัวเลขหลังชื่อเกราะคือค่า ลดความเสียหาย (Damage Reduction) เช่น Flak armor [2] จะช่วยลดความเสียหายได้ 2 หน่วย
  • เกราะพิเศษ (Gyro-stabilizer): ไม่ช่วยลดความเสียหาย [0] แต่ช่วยให้ตัวละครสามารถ ติดตั้งและยิงอาวุธหนัก (Heavy Weapons) ได้

เคล็ดลับการเอาชีวิตรอด (Tips & Tactics)
  • ไม่ต้องสำรวจทุกซอกทุกมุม: พื้นที่สถานีอวกาศกว้างมาก การพยายามฆ่าเอเลี่ยนทุกตัวจะทำให้กระสุนหมดก่อน เป้าหมายหลักคือการตุนของให้พร้อม แล้วรีบขึ้นไปชั้นบนสุดของหอคอยหลัก (Main Tower) และกำจัด Queen
  • เลือกระเบิดและกระสุนให้ถูกงาน: เอเลี่ยนที่มีเกราะหนา เช่น Workers หรือ Elites จะไม่สะทกสะท้านต่อกระสุน 9mm หรือระเบิด Frag
  • ระยะยิงมีผล: การยิงเอเลี่ยนระยะอัดหน้า (Point-blank) จะสร้างความเสียหายได้รุนแรงกว่าการยิงระยะไกลอย่างเห็นได้ชัด แต่ระวังโดนมันสวนหรือโดนเลือดกรดของมันกระเซ็นใส่

โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง
Aliens ภาค 1 ปี 1986

อ้างอิง

ปรัชญาแห่งการกลัวเมีย


ปรัชญาแห่งการกลัวเมีย
เขียน หลี่จงอู๋ (李宗吾)
แปลและเรียบเรียง กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา
สำนักพิมพ์ Harirak Farm

=======
ทดลองอ่านและเป็นเจ้าของได้ที่ https://cutt.ly/8yl8C1cH เลยจ้า


=======
คำนิยม

นี่คือคัมภีร์ยุทธศาสตร์ตลกร้ายที่เปลี่ยนเรื่องในมุ้งให้กลายเป็นวาระกู้ชาติได้อย่างทรงพลัง ผู้ที่ทำการใหญ่ไม่ควรพลาด
-สำนักพิมพ์ Harirak Farm Books
https://www.facebook.com/harirakfarm

ความสงบเรียบร้อยภายในบ้านขึ้นอยู่กับภรรยาฉันใด
ความสงบเรียบร้อยภายในชาติก็ขึ้นอยู่กับภรรยาฉันนั้น
-Jazzylemon
https://jazzylj.blogspot.com/

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เซฟแค่ชีวิตแต่งงานของคุณ แต่เซฟอนาคตของชาติด้วย หากมหาบุรุษในอดีตยังกลัวเมีย แล้วคุณเป็นใครถึงจะไม่กลัว? ปรัชญาชั้นครูที่ผู้ชายทุกคนต้องอ่าน และศรีภรรยาควรซื้อให้สามีอ่านด่วนๆ
-ห้องสมุดตามใจ
https://www.facebook.com/theravenlibrary

ปรัชญา ฝึกคนดีศรีแผ่นดิน
แห่ง ศาสตร์ศิลป์บ่มสติมิเว้นว่าง
การกลัว เมียคือการดัดอัตตาพลาง
เมีย ชี้ทางสร้างชาติไทยให้เจริญ
-เพจบทกวีที่สาบสูญ
https://cutt.ly/hiddenpoems

จากจิตวิทยา ปรัชญาการเมือง ยันกลยุทธ์การพัฒนาประเทศ ไม่น่าเชื่อว่าทุกวิชาบนโลกนี้จะขมวดรวมอยู่ที่การกลัวเมียได้อย่างทรงพลังขนาดนี้! ใครชอบอ่านงานเขียนแนวคิดแปลกใหม่ ลึกแต่กวน รับรองว่าอ่านแล้วจะมองหน้าศรีภรรยาด้วยความเคารพยำเกรง และมองอนาคตชาติด้วยความหวังใหม่ทันที
-Jazzylj
https://twitter.com/jazzylj

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนให้คุณยอมแพ้ แต่สอนจะให้คุณกลายเป็นสุดยอดผู้นำ คุณไม่จำเป็นต้องเข้าคอร์สพัฒนาตัวเองราคาแพงๆเลย แค่หันมาฟังเมียบ่น เพราะนี่คือการฝึกสติและความอดทนที่เคี่ยวกรำที่สุดในโลก ใครอยากเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ให้เริ่มจากการเคารพเมียบัดเดี๋ยวนี้!
-จอมยุทธ์ผู้เคารพเมีย

05 กันยายน 2569

พัดเป็นมากกว่าเครื่องคลายร้อน - ทำไมปราชญ์โบราณและขงเบ้งถึงพกพัดติดมือเสมอ?


孔明扇
飛离靈氣
徐送清風
手握乾坤
謀籌千里

บทกวีพัดขงเบ้ง
โบกพัดพลิ้ว ปลดปล่อย เชาวน์ปัญญา
พัดเนิบช้า นำพา สายลมเย็น
ในหัตถา กุมฟ้าดิน ปราบยุคเข็ญ
กลลึกเร้น มองเห็นไป ไกลพันลี้

[กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา - แปล]

พอดีว่าพึ่งได้พัดขงเบ้งมา ที่ซองมีบทกวีอยู่บทนึงจึงเอามาแปลไว้เป็นหมุดหมายครับ

ต้นฉบับบทกวีนี้ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่ง ผู้ใดทราบสามารถคอมเม้นต์บอกเล่ากันได้นะครับ แต่เราเดาว่าน่าจะเป็นบทกวีที่แต่งขึ้นในยุคใหม่เพื่อยกย่องขงเบ้งและขายพัดขนนก (羽扇) นี่แหละครับ

เป็นพัดที่เรียบง่ายดีครับ ที่ได้มาน่าจะทำจากขนห่าน ตรงปากว้านั้นเป็นปากว้าก่อนฟ้า (先天八卦) แต่ดันเรียงย้อนทิศ ๕๕๕บวก แต่ก็โอเคอยู่ครับ

🪭 ใครสนใจพัดขงเบ้งชี้เป้าครับ https://s.shopee.co.th/40gHeuoKdE

ไหนๆก็พูดถึงพัดขงเบ้งแล้ว ก็คงต้องเล่าถึงความเป็นมาของพัดขนนกของขงเบ้งไว้สักเล็กน้อย

นิทานเรื่องพัดขนนกของขงเบ้ง

ขงเบ้งมหาเสนาธิการแห่งยุคสามก๊ก ผู้ถูกจดจำพร้อมภาพลักษณ์ของชายผู้ถือพัดขนนกโบกสะบัดด้วยท่วงท่าสุขุม แต่แท้จริงแล้ว พัดขนนกเล่มนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือคลายร้อน หากแต่เป็นบทเรียนชีวิตอันลึกซึ้ง

ในวัยเด็ก ขงเบ้งเป็นเด็กพูดไม่ได้ จนอายุแปดเก้าขวบ นักพรตเต๋าท่านหนึ่งเห็นแววปัญญา จึงช่วยรักษาโรคพูดไม่ได้และรับเป็นศิษย์ ขงเบ้งเดินทางขึ้นเขาเพื่อศึกษาวิชาดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ปากว้า และพิชัยสงครามอย่างตั้งใจทุกวันไม่เคยขาด

วันหนึ่ง ขณะหลบฝนในวัดร้าง ขงเบ้งได้พบกับหญิงสาวปริศนา หลังจากนั้นเขาก็แวะไปเล่นหมากกระดานและพูดคุยกับนางเป็นประจำ จนจิตใจเริ่มว้าวุ่นและหลงลืมการเรียน อาจารย์เต๋ามองออกจึงชี้ให้ดูต้นไม้ใหญ่ที่ถูกเถาวัลย์พันธนาการไว้จนไม่อาจเจริญเติบโต ขงเบ้งผู้มีปัญญาก็เข้าใจได้ทันทีว่า "กิเลสตัณหา ก็เหมือนเถาวัลย์ที่เหนี่ยวรั้งชีวิต"

อาจารย์จึงเฉลยว่า หญิงสาวผู้นั้นแท้จริงแล้วคือ "นกกระเรียนสวรรค์" ที่ถูกลงโทษให้ลงมายังโลกมนุษย์โทษฐานขโมยลูกท้อสวรรค์ แต่นางกลับไม่สำนึก ไม่ยอมบำเพ็ญและมาล่อลวงขงเบ้ง อาจารย์จึงมอบไม้เท้าหัวมังกรให้ขงเบ้งไปจัดการ โดยให้เผาชุดขนนกของนางขณะลงเล่นน้ำในแม่น้ำตอนเที่ยงคืน

กลางดึกคืนนั้น ขงเบ้งเผาชุดขนนกตามคำสั่ง นกกระเรียนโกรธจัดและบินเข้าโฉบโจมตี ขงเบ้งจึงใช้ไม้เท้าหัวมังกรฟาดจนล่วง แล้วเอื้อมมือไปจับแต่นกกระเรียนดิ้นรนบินหนีไปได้ ขงเบ้งจึงได้เพียงขนหางนกกระเรียนติดมือมา

ขงเบ้งนำขนนกเหล่านั้นมาทำเป็นพัดขนนกพกแล้วติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจถึงบทเรียนราคาแพง ไม่ให้กิเลสตัณหามาทำลายความเพียรของตนอีก

พัด - เครื่องมือสะท้อนจิตวิญญาณของปราชญ์จีนโบราณ
นอกจากนิทานเรื่องนี้ ในประวัติศาสตร์จริง พัดไม่ใช่เป็นแค่ของขงเบ้งเท่านั้น แต่พัดเป็นเครื่องประดับของปัญญาชนจีนโบราณ และไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อพัดคลายร้อนอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องประกอบบุคลิกภาพด้วย

สมัยก่อนนู่นก็มีแต่พัดแบบคงรูป เช่น พัดขนนกนี้ หรือไม่ก็เป็นพัดใบปาล์มจีน (葵扇) ซึ่งยุคโบราณเป็นยุคของพัดแบบคงรูป กว่าจะมีพัดแบบพับได้ก็พ้นยุคขงเบ้งไปอีกเกือบพันปี หลังจากนั้นพัดพับพกพาแบบที่เราเคยเห็นกันก็ค่อยๆเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน (แต่ปัจจุบันนี้นิยมใช้พัดลมไฟฟ้ามือถือกันมากกว่านะ อิอิ)

ว่ากันว่าการกางพัดพับ ถ้าสบัดกางพัดเสียงดัง "พรึบ!" เป็นการกางพัดแบบสายบู๊ (จอมยุทธ์) ถ้ากางอย่างนุ่มนวลและไม่คลี่จนตึงเกินไป เป็นการกางพัดแบบสายบุ๋น (บัณฑิต)

ในสมัยก่อนปัญญาชนจีนใช้พัดเป็นอุปกรณ์ประกอบการเสวนาธรรม (清談) ปราชญ์เต๋าและบัณฑิตโบราณนิยมถือพัดหรือแส้ขนสัตว์ขณะถกปรัชญา โดยใช้พัดโบกขยับประกอบจังหวะการพูด และในยามเจรจานโยบายหรือวางกลอุบาย หลายครั้งเมื่อไม่ต้องการให้อีกฝ่ายอ่านสีหน้า ก็จะยกพัดบังใบหน้าไว้ และใช้ซื้อเวลายามครุ่นคิด

พัดจึงเป็นทั้งเครื่องเตือนสติ สัญลักษณ์แห่งปัญญา และท่วงท่าอันแยบคายของปัญญาชนจีนโบราณอย่างแท้จริงครับ

รูปปั้นขงเบ้ง ณ วัดอู่โหวสือ (武侯祠)
เมืองเฉิงตู (成都) มณฑลเสฉวน (四川 - ซื่อชวน)

02 กันยายน 2569

Infra Arcana - เกม Roguelike สยองขวัญ เมื่อความบ้าคลั่งคือศัตรูที่แท้จริง


บทความนี้ผมจะพาคุณไปสำรวจชั้นใต้ดินของโบสถ์ร้างกับ Infra Arcana (อินฟรา อาร์คานา) เกม Roguelike ฟรี ธีมสไตล์ Lovecraftian ที่จะทำให้คุณเกร็งจนปวดขี้!

ลองถามตัวเองในความมืดดูสักนิด ก่อนคิดจะก้าวเท้าลงสู่โบสถ์ร้างแห่งนี้...
  • คุณพร้อมจะสัมผัสเกมภาพ ASCII ที่สร้างความขนหัวลุกได้ดีกว่าเกม 3D ทั่วไปในตลาดหรือไม่?
  • คุณพร้อมไหมที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่มีชื่อเรียก โดยมีเพียงแสงไฟฉายริบหรี่คอยนำทาง?
  • คุณยินดีจะแลกสติสัมปชัญญะของตัวเอง กับความรู้เร้นลับที่มนุษย์ไม่ควรรู้หรือไม่?
  • คุณกล้าพอที่จะตัดสินใจเหนี่ยวไกปืนทั้งที่รู้ว่า เสียงปืนแค่นัดเดียวจะเรียกมอนสเตอร์ให้แห่มาหาคุณหรือเปล่า?

ถ้าคำตอบของคุณคือการยักไหล่แล้วตอบว่า "ก็น่าจะลองดูสักตั้ง"
ยินดีต้อนรับสู่ Infra Arcana


เกิดอะไรขึ้นในโบสถ์ร้างแห่งนี้?
เรื่องราวใน Infra Arcana เกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยอิงตามแนวคิดหลักของ H.P. Lovecraft (เอช. พี. เลิฟคราฟท์) นั่นคือ Cosmicism (ความสยองขวัญแบบจักรวาลนิยม) ด้วยปรัชญาที่ว่า จักรวาลนี้เต็มไปด้วยความลึกลับเกินกว่าสติปัญญาของมนุษย์จะเข้าใจ และมนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตอันเล็กน้อยไร้ความหมาย ผู้ใดก็ตามที่พยายามหาคำตอบและใช้เหตุผลกับมัน... ย่อมต้องเดิมพันด้วย "ความวิปลาส"

ภารกิจของคุณคือการสืบหาความจริงเกี่ยวกับลัทธิสาวกสายมืดแห่ง The Church of Starry Wisdom (โบสถ์แห่งดาราภูมิ) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1844 โดยนักโบราณคดีนามศาสตราจารย์ Enoch Bowen (อีนอช โบเวน) ก่อนที่ชาวลัทธิจะหายตัวไปอย่างลึกลับถึง 181 คน หลังถูกชาวเมืองและรัฐบาลสงสัยในเหตุการณ์คนหายสาบสูญอย่างเป็นปริศนา

เบื้องล่างของโบสถ์ร้างเก่าแก่แห่งนี้ ซ่อนวัตถุโบราณต้องสาปนามว่า The Shining Trapezohedron เป็นผลึกคริสตัลรูปทรงเรขาคณิตนอกแบบยูคลิด (Non-Euclidean geometry) ที่ถือกำเนิดขึ้นบนดาว Yuggoth (ยุกก็อธ) อันมืดมิด มันถูกสร้างโดยพวก Old Ones (สิ่งมีชีวิตเก่าแก่) และผ่านมืออารยธรรมโบราณมาตั้งแต่ยุคมนุษย์อสรพิษแห่ง Valusia, ทวีป Lemuria, Atlantis ไปจนถึงฟาโรห์ Nephren-Ka (ฟาโรห์ดำ) แห่งอียิปต์ (ตามงานประพันธ์ของเลิฟคราฟท์)

ผลึกชิ้นนี้ทำหน้าที่เป็นหน้าต่างสู่นัยน์ตาและความลับทั้งหมดของมิติจักรวาล โดยชาวลัทธิจะใช้มันเพื่ออัญเชิญ Haunter of the Dark (ร่างอวตารของ Nyarlathotep (ไนอาลาโธเทป มีฉายาว่า "ความโกลาหลที่คืบคลาน" (Crawling Chaos))) ขึ้นมาจากหุบเหวแห่งความโกลาหลเพื่อแลกกับความรู้อันเร้นลับ... ทว่าความปราถนาอันเป็นภารกิจสูงสุดของตัวละครที่เราเล่น คือ การครอบครองผลึกต้องสาปชิ้นนี้ให้ได้ ก่อนที่สติจะดับสูญไปเสียก่อน!

เมื่อความ Lovecraft มาหลอมรวมกับเกมยิงระดับตำนาน "Blood"
Infra Arcana ถูกพัฒนาขึ้นโดย Martin Törnqvist (เปิดตัวครั้งแรกในปี 2011 และยังคงได้รับการอัปเดตระบบอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน) ตัวเกมเกิดมาจากการผสมผสาน 3 องค์ประกอบหลักเข้าด้วยกันอย่างน่าทึ่ง
  • วรรณกรรมสยองขวัญของ H.P. Lovecraft ตำนาน Cthulhu Mythos และคัมภีร์ Necronomicon
  • เสน่ห์ของภาพยนตร์สยองขวัญยุคเก่า
  • บรรยากาศความโหดของเกม FPS ยุค 90s อย่าง "Blood"

ด้วยอิทธิพลเหล่านี้ ทำให้เกมสร้างบรรยากาศเอาชีวิตรอดที่ดิบ โหด และท้าทายความคิดเชิงกลยุทธ์ ตามปรัชญาของ Roguelike แบบดั้งเดิมได้อย่างครบถ้วน และแน่นอนว่าแต่ละด่านจะถูกสุ่มใหม่ทุกครั้งที่เล่น จึงเป็นเกมที่เล่นซ้ำได้ไม่มีซ้ำเดิม

Infra Arcana บน Zorin OS 18.1

Infra Arcana ดาวโหลดมาเล่นได้ ฟรี ที่ https://sites.google.com/site/infraarcana/ มีทั้งบน Windows และ Linux

สำหรับ Linux นั้น หลังจากแตกไฟล์ และใช้ Terminal เข้าไปในโฟลเดอร์แล้ว สามารถสั่งเข้าเกมด้วยคำสั่ง ./ia ได้เลย

ชื่อ Infra Arcana นั้น คำว่า Infra แปลว่า "เบื้องล่าง" ส่วนคำว่า Arcana แปลว่า "ความรู้อันลึกลับที่ยากจะเข้าใจ" ความหมายโดยรวมของ Infra Arcana ก็คือ "ความรู้อันเร้นลับที่ถูกซ่อนอยู่เบื้องล่าง"

6 อาชีพ ยุทโธปกรณ์ศตวรรษที่ 20 และสติที่พร้อมจะแตก (รวมถึงขี้ด้วย)!
แม้เกมจะเป็นภาพ ASCII (ตัวอักษร) แต่กลับถ่ายทอดความน่ากลัวออกมาได้เหนือชั้นด้วยระบบเฉพาะตัวเหล่านี้ครับ
  • เลือกสายการเล่นจากตัวละคร 6 คลาสหลัก: ไม่ว่าจะเป็น War Veteran (ทหารผ่านศึก), Rogue (นักย่องเบา), Ghoul (ผีดิบ), Occultist (จอมขมังเวท), Exorcist (หมอผีไล่ผี), หรือ Flagellant (ผู้บำเพ็ญทุกข์กิริยาเพื่อศรัทธา)
  • คลังอาวุธยุคศตวรรษที่ 20: ลืมดาบเวทมนตร์ไปได้เลย เพราะที่นี่คุณต้องรับมืออสูรโบราณอย่าง Deep Ones หรือ Floating Horror (ความสยองบินได้) ด้วยส้อมคราด (Pitchfork), ปืนกลทอมมี่ (Tommy Gun), ไปจนถึงระเบิดไดนาไมต์ (Dynamite)
  • ไร้ระบบหิว แต่ทดแทนด้วยระดับความสติแตก: เกมนี้ไม่มีค่าความหิว แต่ใช้ระบบ Shock แทน ทุกครั้งที่จ้องมองศัตรู หรือเดินสำรวจในดันเจี้ยนนานเกินไป ค่า Shock จะสะสมขึ้นเรื่อยๆ หากปล่อยให้เต็มแม็กซ์สติจะหลุด เข้าสู่ความบ้าคลั่ง เกิดอาการประสาทหลอน ได้รับลักษณะ (Trait) ด้านลบ และหวาดกลัวสิ่งต่างๆ (Phobia) โดยค่านี้จะถูกรีเซ็ตก็ต่อเมื่อคุณลงบันไดไปชั้นถัดไปเท่านั้น
  • ไม่เน้นการฟาร์มมอนสเตอร์: คุณจะไม่ได้ค่าประสบการณ์ (XP) จากการฆ่าศัตรู แต่จะได้ XP จากการ "ค้นพบไอเทมใหม่ๆ, เจอศัตรูชนิดใหม่, และการลงไปดันเจี้ยนชั้นที่ลึกขึ้น" เท่านั้น ดังนั้น การลอบโจมตี แอบย่อง หลบซ่อน หรืออ้อมผ่านไป จึงเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดที่สุด
  • คาถาศาสตร์มืดและบาดแผลฉกรรจ์: คาถาเวทมนตร์สามารถจดจำจากคัมภีร์มาใช้ได้ แต่จะกินค่าจิตวิญญาณ (Spirit Points) หากใช้จนหมด ตัวละครจะตายทันที และบาดแผลระดับ Bad Wounds จะไม่สามารถฟื้นฟูเองได้ ต้องใช้การรักษาทางแพทย์เท่านั้น
  • ไม่มีทางเดินย้อนกลับ: ใน Roguelike อื่นๆอาจเดินลงบันไดแล้วเดินกลับขึ้นมาได้ แต่ที่นี่ เมื่อก้าวลงบันไดไปแล้ว จะไม่สามารถเดินย้อนกลับขึ้นมาได้อีก ทุกการลงชั้นใหม่ต้องไปต่อเท่านั้น


แนวทางการเล่นเบื้องต้น
  • อย่าบวกทุกตัวที่เจอ: ย้ำอีกครั้งว่านี่ไม่ใช่เกมฟาร์มเลเวล! ถ้าหลีกเลี่ยงการปะทะได้... อ้อมไปเลยครับ!
  • วางแผนการใช้แสงและเสียง: การเปิดไฟฉายช่วยให้มองเห็น ASCII ในความมืด แต่มันจะดึงดูดศัตรู ส่วนเสียงปืน 1 นัด จะส่งเสียงดังสะท้อนไปทั่วทั้งชั้นเพื่อเรียกมอนสเตอร์มาหาคุณ
  • แวะสำรวจเฉพาะจุดที่คุ้มค่า: ส่องมองจากระยะไกล ถ้าเห็นห้องไหนมีหีบสมบัติ มีตู้ยา หรือมีคัมภีร์ ค่อยย่องเข้าไปเก็บ
  • บริหารสติให้ดีกว่าหลอดเลือด: ก่อนเปิดประตูห้องถัดไป ตรวจสอบให้ดีว่าเตรียมตัวพร้อมไหม ถ้าหลอด Shock ใกล้เต็ม การรีบหาทางลงบันไดไปชั้นต่อไปคือสิ่งจำเป็นที่สุด
  • ประเมินความเสี่ยงตลอดเวลา: ถ้าเจอห้องที่มีไอเทมดี แต่มีมอนสเตอร์โหดเฝ้าอยู่ และสติ (Shock) เราใกล้ถึงขีดสุดแล้ว คำตอบคือ "ต้องตัดใจทิ้ง แล้วรีบหาบันไดลงชั้นต่อไปเพื่อรีเซ็ตสติ"
  • สำรวจแบบไม่เปิดไฟและไม่ส่งเสียง: ใช้ความเงียบในการเดินโฉบเก็บของตามขอบห้อง แล้วรีบไถตัวลงชั้นล่างทันทีเมื่อได้ของที่ต้องการแล้ว
  • มันไม่ใช่เกม "เปิดแมปให้ทั่วทุกชั้น" แต่เป็นเกม "โฉบเก็บของที่จำเป็นให้เร็วที่สุด แล้วรีบชิ่งลงล่างก่อนสติจะหลุด"
  • เมื่อได้เก็บ The Shining Trapezohedron แล้ว (ซึ่งอยู่ลึกกว่าชั้น 20) ก็เป็นอันจบเกม

บทเรียนจาก Infra Arcana
Infra Arcana สอนให้เรียนรู้เรื่องการบริหารสติ การประเมินความคุ้มค่า และการคิดเชิงรับ
  • การบริหารความเครียดและสมาธิ: เกมนี้จะสอนให้คุณรับมือกับสถานการณ์ที่ "ทรัพยากรและสติปัญญากำลังถดถอยลงเรื่อยๆ" คุณต้องเรียนรู้ที่จะตัดสินใจอย่างแม่นยำที่สุด ในขณะที่สภาวะรอบตัวกำลังกดดันและโน้มเอียงเข้าหาความฉิบหายยิ่งขึ้นทุกที
  • เศรษฐศาสตร์แห่งความเงียบ: เนื่องจากเกมนี้ไม่ให้ XP จากการฆ่ามอนสเตอร์ เกมจึงสอนบทเรียนสำคัญในชีวิตจริงว่า "ไม่ใช่ทุกการปะทะที่จะคุ้มค่าในการเข้าไปแลก" การซุ่มโจมตี การอ้อมผ่าน การถอย หรือการซ่อนตัว คือทางเลือกที่ฉลาดกว่าการเอาแต่พุ่งชนตลอดเวลา
  • การบริหารยุทโธปกรณ์แบบจำกัด: สอนเรื่องการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่น้อยนิด (กระสุน, ไดนาไมต์) ให้เกิดผลลัพธ์สูงสุดทันที ไม่ใช่การมัวแต่กั๊กเอาไว้
โดยรวมคือสอนเรื่องยุทธวิธี (Tactics) และการบริหารจิตวิทยา (Psychology) เป็นการเล่นเพื่อฝึกการตัดสินใจให้แม่นยำที่สุดในสถานการณ์ตรงหน้า

สรุปความน่าเล่น และเพลงประกอบชวนปวดขี้!
Infra Arcana คือเกมเปิดให้เล่นฟรี (Freeware, Open source) ที่พิสูจน์ว่าแค่ภาพ ASCII ก็ทำให้คุณขนหัวลุกและหัวใจเต้นตึกตักได้ มันมีความสมบูรณ์แบบของเกมวางแผนการตัดสินใจยุคใหม่ รวมเข้ากับบรรยากาศหนังสยองขวัญที่เล่นจบได้ในเวลาไม่นานมากนัก (ถ้าจบนะ) และไม่จำเป็นต้องเปิดสปลอยล์

แต่สิ่งที่เราจะไม่พูดถึงไม่ได้เลย และเป็นเอกลักษณ์ระดับตำนานของเกมนี้ก็คือ "เสียงบรรยากาศประกอบ และเพลงตอนเข้าเกม"

ฟังดูเหมือนมุกตลกนะครับ แต่มันคือเรื่องจริง! บรรยากาศซาวด์เอฟเฟกต์และดนตรีประกอบของ Infra Arcana มันไม่ใช่เพลงฮึกเหิมแบบเกมทั่วไป แต่มันคือ เสียงความถี่ต่ำ บรรยากาศหลอนระทึก เสียงครางฮึมฮำ และแรงอัดอากาศกดดัน ที่เปิดขึ้นมาเมื่อไหร่ มันจะสร้างความกดดันให้เกร็งไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย... พูดง่ายๆคือ เพลงประกอบมันชวนปวดขี้นั่นแหละครับ!

ใครที่อยากสัมผัสความหลอนระดับลำไส้บิด พร้อมท้าทายสมองด้วย Roguelike ระดับคุณภาพ Infra Arcana เป็นเกมที่คุณสามารถดาวน์โหลดมาเล่นฟรี แล้วเตรียมตัว "เล่นไปตดไป" พร้อมๆกันได้เลยครับ!


แถม
แล้วเราจะลงไปเอาผลึกต้องสาปนี้ทำไม?

ถ้าวัดกันตามเนื้อเรื่องและตรรกะของเกม Infra Arcana รวมถึงจักรวาลของ Lovecraft คำตอบสั้นๆที่ตรงไปตรงมาที่สุด คือ "ขุดมาเพื่อตอบสนองความโลภ ความอยากรู้อยากเห็น หรือความปรารถนาส่วนตัว (ของแต่ละสายอาชีพ)" แต่ถ้ามองในมุมที่ตลกร้าย การลงไปค้นหาผลึกชิ้นนี้คือ "ความโง่เขลาตามสไตล์มนุษย์ในงานประพันธ์ของ Lovecraft" เป๊ะๆ

เหตุผลทางเนื้อเรื่องที่ว่า ทำไมเหล่าตัวเอกถึงต้องเสี่ยงเสียชีวิตเสี่ยงเสียสติเพื่อลงไปเอาผลึกต้องสาปชิ้นนี้ อาจอธิบายได้ดังนี้ครับ

เป้าหมายตามสายอาชีพ
ทุกตัวละครล้วนมีเหตุผลบังหน้าในการลงไปเอาผลึกต้องสาปชิ้นนี้ต่างกันไป
  • Occultist (จอมขมังเวท): ต้องการผลึกเพื่อ "ความรู้ระดับจักรวาล" อยากรู้ความลับของมิติ อยากเปิดประตูสู่อารยธรรมโบราณ ยอมเสี่ยงเสียสติเพื่ออำนาจแห่งของขลังและเวทมนตร์คาถา
  • War Veteran (ทหารผ่านศึก): มองว่ามันคือ "ยุทธภัณฑ์หรืออาวุธร้ายแรง" ที่จะปล่อยไว้ในมือพวกสาวกลัทธิมืดไม่ได้ ต้องลงไปยึดทำลาย หรือจริงๆแล้วอยากจะเอามาใช้เองกันแน่?
  • Rogue (นักย่องเบา): มองในมุมของนักล่าสมบัติ ผลึกในตำนานที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ = ความร่ำรวยมหาศาล พูดง่ายๆคือ เสี่ยงชีวิตลงไปเพื่อเอามาขาย
  • Exorcist (หมอผี): ลงไปเพื่อ "ชำระล้างความชั่วร้าย" และผนึกผลึกต้องสาปไม่ให้ Haunter of the Dark ตื่นขึ้นมาบนโลก หรือจริงๆแล้วคิดที่จะเลี้ยงไว้ใช้งานเองกันแน่?
  • Ghoul (ผีดิบ): ลงไปตามแรงดึงดูดทางสัญชาตญาณเพื่อหากลิ่นไอแห่งความตาย และความรู้อันดำมืดที่จะเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นอสูรที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ที่สำคัญ... ดันเจี้ยนใต้โบสถ์ร้างคือ "บุฟเฟต์ซากศพชั้นดี" สำหรับการเสพสมความวิปริตและซากศพ
  • Flagellant (ผู้บำเพ็ญทุกข์กิริยา): เมื่อได้ข่าวถึงผลึกต้องสาปที่สามารถปลดปล่อยอสูรออกมาได้ จึงมองว่านี่คือ "บททดสอบความศรัทธาขั้นสุดยอด" เพื่อไถ่บาปผ่านความเจ็บปวดสูงสุด พูดง่ายๆคือ ลงไปหาที่ตายแบบทรมานที่สุดเพื่อศรัทธา
ในมุมของปรัชญา Cosmic Horror - ความย้อนแย้งของการหาคำตอบ
ในโลกของ Lovecraft มนุษย์มักจะคิดว่าตัวเองฉลาด และเชื่อว่า "ถ้าเราได้ครอบครองสิ่งนี้ เราจะควบคุมมันได้" แต่ความจริงคือ ผลึก The Shining Trapezohedron ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ควรไปยุ่งตั้งแต่แรก

ยิ่งลึกลงไป ยิ่งเข้าใกล้มากขึ้น ยิ่งพยายามจะครอบครองมากเท่าไหร่ มนุษย์ก็ยิ่งนำพาความวิบัติมาสู่ตัวเองและโลกเท่านั้น ดังนั้น การที่เป้าหมายของเกมสั่งให้เราค้นหามัน จึงเป็นเหมือนตลกร้าย ที่ตัวเกมโยนให้ผู้เล่นเดินเข้าไปหาความวิปลาสด้วยตัวเอง

Book Hunter: ภารกิจตามล่าหนังสือหายาก 📚👁️


ถ้าคุณชอบ Roguelike สยองขวัญแต่อยากเล่นแบบสั้นๆสไตล์ Coffeebreak Roguelike มาลองเกม Book Hunter ภาพแนว Pixel Art สายลอบเร้นธีมห้องสมุด เกมนี้เป็นถึงดีกรีประกวดในรายการ 7DRL 2020 เลยทีเดียว เล่นได้ฟรีบนเบราเซอร์

คุณคือนักล่าหนังสือหายาก ภารกิจคือย่องเข้าไปในห้องสมุดโบราณเพื่อค้นหาหนังสือหายาก แล้วหาทางออกมาให้ได้ก่อนที่สติจะแตก หรือวิญญาณในห้องสมุดจะจับตัวคุณได้! เพราะงานนี้คุณไม่ได้มาเพื่อฆ่ามอนสเตอร์ แต่มาเพื่อ "ขโมยหนังสือแล้วหนี!"

🕹 เทคนิคการเล่น Book Hunter เบื้องต้น
  • เคลื่อนไหวด้วยปุ่มลูกศร
  • ใจเย็นๆ มันเป็นเกม Turn based ค่อยๆคิด ค่อยๆเดิน ไม่ต้องรีบ
  • ให้อ่านแคตตาล๊อค (คือหนังสือเล่มใหญ่ที่วางอยู่กลางทาง) ด้วยการเดินเข้าไปแล้วชน แล้วมันจะบอกว่าหนังสือที่กำลังหานั้นอยู่ทางไหนหรือตรงไหน
  • ต้องอ่านแคตตาล๊อคและเก็บหนังสือหายากอื่นๆให้ค่า Resolve (ค่าการแยกแยะหนังสือ อยู่ที่มุมขวาบน) เพิ่มถึงระดับก่อน จึงจะหยิบหนังสือเล่มนั้นๆได้ ถ้าค่า Resolve ไม่พอแม้จะพบหนังสือเล่มนั้นแล้วก็ยังหยิบไม่ได้ ถ้าเจอหนังสือแล้วเข้าไปอ่านที่หนังสือ มันจะบอกค่า Resolve ที่ต้องการในวงเล็บเหลี่ยม [ ]
  • ชั้นหนังสือที่มีกระดาษปลิวๆ เป็นชั้นหนังสือที่มีหนังสือหายากซ่อนอยู่ แต่อาจใช่หรือไม่ใช่เล่มที่เราตามหาอยู่ก็ได้ เดินเข้าไปแล้วชนคือการเก็บหนังสือ
  • ระวังหนังสือบ้างเล่มลดค่า Resolve ด้วย
  • ระวังผีห้องสมุด หากมันเห็นแล้วให้หลบให้พ้นสายตาทันที ไม่งั้นตาถัดไปมันจะไล่มาถึงตัวทำให้เสียสติ และแพ้ทันที
  • สามารถหลบผีห้องสมุดได้ด้วยการหลบฉาก หนีกลับไปห้องห้องอื่น หรือซ่อนในชั้นหนังสือก็ได้
  • การหนีเข้าไปซ่อนในชั้นหนังสือจะลดค่า Sanity (ค่าสติ อยู่ที่มุมซ้ายบน) หากลดลงเหลือ 0 คือสติแตก และแพ้ทันที
  • เมื่อได้หนังสือที่ตามหาแล้วให้หาทางออก ทางออกจะเป็นทางที่มีแสงสีขาวเรืองๆ ส่วนใหญ่จะย้อนกลับไปทางเดิม (ตรงนี้ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นอย่างนี้เสมอไปหรือไม่)

แม้จะเป็น Coffeebreak Roguelike ที่อาจเล่นจบได้ภายในไม่กี่นาที แต่ก็เป็นเกมที่ท้าทายไม่ใช่น้อยเหมือนกันนะครับ

👉 ชี้เป้าเล่นฟรีบนเบราเซอร์ https://watabou.itch.io/book-hunter



อ้างอิง
https://sites.google.com/site/infraarcana/

20 สิงหาคม 2569

แด่ผู้ที่ชะตาไม่เป็นใจ - กลยุทธ์สำหรับคนดวงซวย


เคยมั้ย...
  • ทำถูกต้องตามหลักการสากลทุกอย่าง แต่ก็ไม่สำเร็จ?
  • ทำตามอีกคนทุกประการ เขาผ่าน คุณตก?
  • ทำผลงานด้วยฝีมือที่สูงกว่าเห็นๆ แต่สุดท้ายก็เป็นฝ่ายแพ้?

ใช่ครับ หากคุณเป็นคนนั้น... คนที่พยายามเต็มที่แล้วแต่ไม่เคยเห็นผล คนที่ทำถูกต้องตามหลักการแต่แพ้มาโดยตลอด ยอมรับความจริงเสียแต่ตอนนี้เถอะครับว่า "คุณคือคนดวงซวย"

เลิกปฏิเสธมัน แล้วเริ่มดำเนินกลยุทธ์ให้ถูกต้อง "กลยุทธ์สำหรับคนดวงซวย" แล้วคุณจะไม่ต้องตั้งคำถามที่น่าสมเพชกับตัวเองให้ต้องเจ็บปวดใจอีกต่อไป

(*คำเตือน* หากคุณเป็นคนดวงดี ทำอะไรก็ราบรื่น กรุณาปิดบทความนี้ไปเสีย เพราะเนื้อหาต่อจากนี้มีแต่ความโหดร้ายของความจริง ที่อาจทำให้คุณอึดอัดในโชคชะตาที่คุณถือครองอยู่แต่ไม่รู้ตัว)


"เก่งไม่สู้เฮง" อาจดูเป็นสำนวนโบราณที่คนรุ่นใหม่มองว่าเป็นคำแก้ตัวของคนไม่รับผิดชอบชีวิต หรือคำโอดครวญของพวกขี้แพ้ ที่เอาแต่โทษอย่างอื่นแต่ไม่เคยโทษตัวเอง ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริง โชคชะตามีอยู่จริง ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม

ในพิชัยสงครามซุนวูได้กล่าวถึงสัจธรรมนี้ไว้อย่างคมคาย

ผู้สันทัดการรบในอดีต, ทำตนให้ไม่อาจถูกเอาชนะได้ก่อน, แล้วรอจังหวะเอาชนะข้าศึก, ไม่อาจถูกเอาชนะได้อยู่ที่เรา, อาจถูกเอาชนะได้[หรือไม่นั้น]อยู่ที่ข้าศึก. ผู้สันทัดในการรบ, สามารถทำให้ไม่อาจถูกเอาชนะได้, แต่ไม่สามารถบังคับให้ข้าศึกถูกเอาชนะได้. ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า: ชัยชนะอาจรู้, แต่ไม่อาจทำ.
-พิชัยสงครามซุนวู บทที่ 4 รูปลักษณ์กองทัพ

昔之善戰者,先為不可勝,以待敵之可勝,不可勝在己,可勝在敵。故善戰者,能為不可勝,不能使敵必可勝。故曰:勝可知,而不可為。

สรุปความคือ "เราควบคุมเฉพาะส่วนของเราได้ แต่เราบังคับผลลัพธ์ภายนอกไม่ได้"

ในเกมแบ็กแกมม่อน (Backgammon) ซึ่งเป็นเกมกระดานกลยุทธ์คลาสสิกที่มีการทอยลูกเต๋า (ซึ่งเป็นตัวแทนของความไม่แน่นอนในโลกแห่งความจริง) หากคุณตั้งค่าโปรแกรมให้ลูกเต๋าของ AI ทอยได้แต้มกากที่สุดตลอดเกม และตั้งค่าลูกเต๋าของคุณให้ทอยได้แต้มเทพที่สุดตลอดเกม ต่อให้เป็น AI ที่เดินหมากได้เก่งระดับเทพเจ้า ก็ไม่มีวันชนะคุณได้เลย นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า "เก่งแพ้เฮง" นั้นแน่นอน

"โชคระดับสุดขีด" สามารถทำลาย "ฝีมือระดับสูงสุด" ได้อย่างสิ้นเชิง

แต่ในความจริง โชคชะตาไม่ได้นิ่งตายตัวแบบนั้น มันมีขึ้นมีลง เพียงแต่คนดวงซวยอาจอยู่ในช่วงขาลงบ่อยและยาวนานกว่าคนอื่น (เหมือนบางที่ที่ฝนตกน้ำท่วมบ่อยกว่าที่อื่น) นั่นแปลว่ามันยังพอมีช่องว่าง เพียงแต่คุณต้องใช้กลยุทธ์ที่ถูกต้องจึงจะรอดไปได้

คนดวงซวยส่วนใหญ่มักตกอยู่ในกับดักทางความคิด 2 ทาง
  1. ถ้ายังไงก็ซวยอยู่แล้ว ก็ทำส่งๆไปเถอะ ไม่ต่างกันหรอก
  2. ถ้าโชคของเราพึ่งพาไม่ได้ งั้นก็ต้องพยายามขึ้น 10 เท่า เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่าเขา

สองความคิดนี้คือ "กับดักมรณะ" เพราะ การทำส่งๆจะยิ่งบีบให้ผลลัพธ์ย่ำแย่ลงไปอีก ส่วนการฝืนพยายาม 10 เท่าแบบเหนือมนุษย์เพื่อปิดทุกช่องโหว่ จะสร้างความเครียดเกร็งจนระบบประสาทของร่างกายพังทลายลงไปก่อน

สรุปว่า พยายามก็พัง ไม่พยายามก็ยิ่งพัง แล้วทางออกอยู่ตรงไหน? ทางออกมีอยู่ครับ ตามผมมา...

เนื่องจากในการเล่นแบ็กแกมม่อนมีลูกเต๋ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น โดยมาตราฐานการแข่งขันจะไม่เล่นแค่กระดานเดียวแล้วตัดสิน แต่จะเล่นแบบสะสมแต้มหลายกระดาน เช่น 5 แต้ม, 7 แต้ม, 9 แต้ม เป็นต้น เพราะการเล่นแค่กระดานเดียว คนโชคดีอาจชนะได้ด้วยดวง แต่ยิ่งเล่นมากกระดานเท่าไหร่ ค่าทางสถิติจะยิ่งวิ่งเข้าหาความจริงมากเท่านั้น คนที่พึ่งพาแค่ดวงจะเริ่มยืนระยะไม่ได้ ส่วนคนที่มีฝีมือประณีตและนิ่งพอ ผลลัพธ์ที่แท้จริงจะค่อยๆปรากฏ ชีวิตจริงก็เป็นแบบนี้

อาจแพ้สนามรบ
แต่ไม่อาจแพ้สงคราม

ยิ่งยืนระยะได้นานเท่าไหร่ อิทธิพลของดวงจะยิ่งลดลงเท่านั้น เพราะดวงเป็นสิ่งไม่แน่นอน แต่ฝีมือเป็นสิ่ง(ที่ค่อนข้าง)แน่นอน

หลักคิดสำหรับคนดวงซวย
  • จงใช้ทางสายกลาง: ตั้งใจทำให้ดีที่สุดตามหลักการ ไม่ทำส่งๆ และไม่เกร็งเกินไป เมื่อทำดีที่สุดแล้วก็ปล่อยวาง
  • อย่าทุ่มหมดตัวในตาเดียว: ในเมื่อรู้ว่าดวงไม่เอื้อ (ถ้าคุณยอมรับมันแล้วนะ) จงสำรองทรัพยากร (เงิน, เวลา, พลังงาน, เสบียง, อุปกรณ์สำรอง, ฯลฯ) ไว้เสมอ เพื่อให้มีโอกาส "ยืนระยะ" ได้นานพอ
  • คนดวงซวยต้องมองเกมยาวเท่านั้น: ห้ามคาดหวังผลลัพธ์ระยะสั้นโดยเด็ดขาด พูดง่ายๆคือต้องมี "วินัย"

เมื่อความล้มเหลวปรากฏในระยะสั้น สังคมมักจะตะโกนใส่หน้าคุณว่า "คุณมันห่วย" "คุณยังพยายามไม่มากพอ" แล้วสั่งให้คุณ "เปลี่ยนวิธี" แต่การเปลี่ยนวิธีอย่างมั่วซั่วทั้งที่คุณทำถูกต้องตามหลักการแล้ว รังแต่จะเปลี่ยนคุณจาก "คนเก่งที่ดวงซวย" ให้กลายเป็น "คนหลงทางที่มักง่าย" ...ที่ยังซวยเหมือนเดิม

เมื่อรู้ว่าดวงไม่ดี และเราบังคับลูกเต๋าแห่งโชคชะตาไม่ได้ กลยุทธ์เดียวที่จะทำให้ไม่พังพินาศ คือ "อย่าหวังชนะ แต่จงสูญเสียให้น้อยที่สุด" เพื่อยืนระยะให้นานที่สุด แล้วปล่อยให้กฎแห่งสถิติทำหน้าที่ของมัน

ผู้คนทั่วไปเห็นเพียง "ผลแพ้ชนะตรงหน้า" แต่ไม่เคยเข้าใจ "กระบวนการ" คนดวงซวยจึงต้องสร้างเกณฑ์ประเมินตัวเองขึ้นมาใหม่ (จะใช้แบบคนทั่วไปไม่ได้) หากตรวจสอบด้วยตรรกะแล้วพบว่าเราทำถูกต้องแล้ว ดีแล้ว และประณีตแล้ว แต่ผลลัพธ์ยังพัง จงยอมรับเสียว่านั่นคือสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ทำในสิ่งที่ควบคุมได้ต่อไป แล้วมองไปที่ผลลัพธ์ระยะยาวเท่านั้น วันนี้อาจถูกหัวเราะเยาะเพราะโชคไม่เข้าข้าง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องของคุณ หน้าที่ของคุณคือยืนระยะให้ได้นานที่สุด

คนดวงซวยอาจไม่มีวันชนะ แต่ถ้ายืนระยะนานพอก็อาจจะสำเร็จได้
เพราะคนที่ชนะคุณวันนี้ อาจไม่ได้ประสบความสำเร็จในชีวิตเท่าคุณตอนนี้ก็ได้

สุดท้ายแล้ว ความแตกต่างระหว่าง "คนที่แพ้เพราะโชคชะตา" กับ "คนที่พังเพราะตัวเอง" วัดกันที่ตรงนี้

คนทั่วไปมักนิยาม "ชัยชนะ" จากเหรียญรางวัลที่ได้รับ คำสรรเสริญจากผู้คน หรือผลตอบแทนระยะสั้น แต่สำหรับคนดวงซวย ชัยชนะไม่ได้หมายถึงสิ่งเหล่านั้น (เพราะยังไงก็ไม่ได้)

ชัยชนะของเรา คือการที่เราสามารถส่องกระจกมองดูตัวเองในทุกๆวัน แล้วพูดได้อย่างเต็มปากว่า "กระบวนการคิดของเราถูกต้องแล้ว ตรรกะของเราประณีตแล้ว และเราได้ทำหน้าที่ในสิ่งที่ควบคุมได้อย่างดีที่สุดแล้ว"

หากวันพรุ่งนี้ ลูกเต๋าแห่งโชคชะตายังคงทอยหน้า Bad Dice ห่วยๆใส่เราอีกครั้ง... และอีกครั้ง... ก็ปล่อยให้มันทำหน้าที่ของมันไป ส่วนหน้าที่ของเรา คือการวางหมากตาถัดไปให้งดงามที่สุด เสียแต้มให้น้อยที่สุด และยืนหยัดอยู่ในสนามรบให้นานที่สุด

คนดวงดีอาจจะชนะคุณได้ในวันนี้ แต่ต้องทอยเต๋าแต้มเบิ้ลให้ได้ตลอดชีวิตเพื่อจะรักษาสภาพนั้นไว้ ในขณะที่คุณ... แค่ยืนระยะนิ่งๆด้วยตรรกะที่ถูกต้อง แล้วรอให้กฎแห่งสถิติมอบสิ่งที่คุณสมควรได้รับแก่คุณเอง

จงจำไว้ว่า... ในเกมชีวิตที่ยาวนาน ผู้ชนะที่แท้จริง ไม่ใช่คนที่ทอยเต๋าได้แต้มดีที่สุดเสมอไป แต่คือคนที่แม้ได้แต้มเต๋ากากๆ แต่ก็ยังสามารถพาตัวเองเดินไปถึงจุดหมายได้ต่างหาก

ขอคารวะแด่ทุกท่านที่กำลังเดินเกมชีวิตด้วยความถูกต้อง
แม้โชคชะตาจะไม่เคยเป็นใจเลยก็ตาม

หากสุดท้าย
ต้องพ่ายแพ้
ก็ขอแพ้
ในท่าที่ชนะ


แถม
หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้ แล้วยังกังขาว่า "ชีวิตเรามันโดนโชคชะตาเล่นงานจริง หรือเราคิดไปเองกันแน่?"

ผมขอชวนคุณมาลองเล่น แบ็กแกมม่อน (Backgammon) ครับ

แบ็กแกมมอนไม่ใช่แค่เกมกระดานธรรดาๆ แต่มันคือเกมกระดานกลยุทธ์ที่ "จำลองโครงสร้างชีวิต" ได้โปร่งใสและสมจริงที่สุดในโลก

หากคุณอยากรู้ว่า "การรับมือกับโชคชะตา" ของตัวคุณเองเป็นอย่างไร เวลาซวยแล้วคุณจะสติแตกจนเดินหมากมั่วซั่ว? หรือคุณจะยังคงรักษาตรรกะความถูกต้องไว้แล้วแพ้ให้น้อยที่สุด? กระดานแบ็กแกมม่อนจะสะท้อนตัวตนของคุณออกมาอย่างหมดจด

เพราะไม่ว่าบนกระดานแบ็กแกมม่อน หรือในชีวิตจริง... โชคชะตาที่คุณต้องเผชิญ ไม่ได้แตกต่างกันเลย

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อน

09 สิงหาคม 2569

เมื่อโรงเรียนกลายเป็นดินแดนสนธยา - อาชญากรรม ภาพลักษณ์ และความจำยอมของครู


ตำรวจเข้าไม่ได้ ครูปกป้องไม่ไหว
สภาวะสูญญากาศทางกฎหมายในรั้วโรงเรียน

การที่ครูต้องมาจัดการเรื่องการบูลลี่ โดยไม่มีอำนาจทางกฎหมายรองรับ ก็สร้างความหนักใจและภาระให้ครูมากจนเกินไป

การบูลลี่ ด้วยการทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ คุกคาม หรือการกรรโชกทรัพย์ (ไถเงิน) ในโรงเรียน โดยเนื้อแท้แล้วมันคือ "อาชญากรรม" เพียงแต่เกิดขึ้นในพื้นที่ของสถาบันการศึกษาเท่านั้น และไม่ใช่แค่ "เด็กหยอกเล่นกัน" จึงควรใช้มาตราการทางกฎหมายคือการ "แจ้งตำรวจ" มากกว่าแจ้งครู

แต่มาตราการนี้เกิดขึ้นได้ยาก เพราะโรงเรียนมักต้องการปิดข่าวเนื่องจากกลัวการประเมิน และเชื่อว่า "โรงเรียนที่ไม่มีข่าว = โรงเรียนที่บริหารดี" ดังนั้น ในเชิงระบบ ผู้บริหารจึงไม่ได้สนใจว่าเหยื่อเจ็บปวดแค่ไหน แต่จะมองว่า "การมีเรื่องราวถึงตำรวจ คือภัยคุกคามต่อตำแหน่งและอนาคตของตนเอง" การจะประกาศให้เด็กแจ้ง 191 เพื่อให้ตำรวจจัดการ "อาชญากรรมในโรงเรียน" จึงเป็นไปได้ยาก และโยนภาระให้ครูต่อไป ครูผู้ไร้อำนาจทางกฎหมายจึงกลายเป็นเพียง "คนสอนหนังสือ" ที่ถูกบีบให้อยู่ในสภาวะจำยอม และเลือกใช้วิธีไกล่เกลี่ยแบบขอไปที "ดีกันนะลูก" "อย่าไปถือสาเพื่อนเลย" เพื่อให้เรื่องจบๆไปในแต่ละวัน และครูเป็นหนังหน้าไฟอยู่เสมอ

เมื่อโรงเรียนกลายเป็นดินแดนสนธยาที่กฎหมายบ้านเมืองเข้าไม่ถึง โดยผู้บริหารทำตัวเป็น "ศาลจำลอง" ที่มีบทลงโทษซึ่งไร้ความหมาย (ตัดคะแนนความประพฤติ, ทำเวร, เก็บขยะ, ฯลฯ) ซึ่งไม่ได้สร้างความเกรงกลัวให้แก่ผู้กระทำผิดจริง เมื่อตำรวจเข้าไม่ได้ ครูปกป้องไม่ได้ และผู้บริหารพยายามปิดข่าว เหยื่อที่ถูกบีบจนไร้ทางออกจะตระหนักได้เองว่า "ไม่มีใครในระบบนี้ช่วยฉันได้เลย" เมื่อถึงจุดนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

  • เด็กที่ชอบบูลลี่: สนุกกับการเสพติดอำนาจเพราะรู้ว่าระบบไร้น้ำยา
  • ผู้บริหาร: ปิดข่าวเพื่อรักษาตำแหน่งและภาพลักษณ์
  • ครู: กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ไม่มีอำนาจกฎหมายรองรับ ต้องไกล่เกลี่ยแบบขอไปทีเพื่อเอาตัวรอดจากระบบบริหารที่ล้มเหลว
  • เหยื่อ: แบกรับบาดแผลทั้งทางการและใจ ถูกสั่งให้ "อดทน" เพื่อสังเวยให้ภาพลักษณ์โรงเรียนให้ดูดี จนเป็นซึมเศร้า

การแจ้งตำรวจไม่ได้แปลว่าจะเอาเด็กเข้าคุกแบบผู้ใหญ่ แต่คือการใช้กระบวนการทางกฎหมาย (เจ้าหน้าที่พัฒนาสังคม, นักจิตวิทยา, ตำรวจ) ให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาควบคุมพฤติกรรมอย่างมีมาตรฐาน ซึ่งดีกว่าระบบ "ศาลจำลอง" ของโรงเรียน แต่ตราบใดที่การแจ้งตำรวจในกรณี "อาชญากรรมในโรงเรียน" ยังถูกมองว่าเป็น "เรื่องเสียภาพลักษณ์" แทนที่จะเป็น "การคุ้มครองสวัสดิภาพขั้นพื้นฐาน" สถาบันการศึกษาก็จะไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย แต่เป็น "โรงงานผลิตอาชญากร และเหยื่อซึมเศร้า" ต่อไปเรื่อยๆ

เพราะการบูลลี่ในโรงเรียนไม่ใช่เรื่องหยอกล้อกัน
แต่มันคืออาชญากรรมที่ไร้การลงโทษ

ยามบูลลี่คนอื่นก็กลัวจะไม่หนำใจมากพอ
ยามโดนเอาคืนก็กลัวจะโดนทำมากไป

ห่วงใยแด่ผู้รอดพ้น
อาลัยแด่ผู้สูญเสีย

ใจเขาใจเรา
#stopbullying


แถม
โดนบูลลี่ โทรสายด่วนการศึกษา 1579


ธรรมชาติของสถาบันการศึกษา คือ พื้นที่ของการเรียนรู้และบ่มเพาะ และธรรมชาติของกฎหมาย คือ การคุ้มครองและจัดระเบียบสังคม

การยึดยื้อผู้กระทำผิดไว้ในโรงเรียนภายใต้ระบบ "ศาลจำลอง" นอกจากจะไม่ช่วยให้เด็กที่อยากเรียนได้เรียนแล้ว ยังเป็นการฝืนธรรมชาติของทั้งสองฝ่าย เพราะต้องคอยยื้อคนที่ปฏิเสธการเรียนรู้ไว้ในที่ที่ไม่ใช่สำหรับเขาโดยรอดพ้นจากกฎหมายในโลกแห่งความเป็นจริง และคนที่อยากเรียนก็ไม่ได้เรียนเพราะโดนบูลลี่อยู่ร่ำไป ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย

คืนโรงเรียนให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ คืนบทบาทการคุ้มครองสวัสดิภาพให้กฎหมาย แล้วปล่อยให้ทุกคนได้เผชิญหน้ากับ "ผลแห่งการกระทำ" บนเส้นทางที่ตนเองเลือกอย่างแท้จริง เพราะไม่มีสิ่งใดเติบโตได้บนความทับซ้อนจอมปลอม และไม่มีใครจะเรียนรู้ความรับผิดชอบได้ หากยังถูกปกป้องจากความจริง

06 สิงหาคม 2569

ยุทธศาสตร์แห่งการเร้นกายและแสร้งโง่


ในคัมภีร์หลุนอวี่ (論語) ขงจื่อได้วางหลักการปฏิบัติตนของวิญญูชน (君子 - จวินจื่อ) ไว้อย่างน่าสนใจว่า วิญญูชนมิได้มีแค่ความมุ่งมั่นในการแสดงความสามารถเท่านั้น แต่ต้องมีปัญญาในการประเมินสถานการณ์เพื่อรักษาตนเองและรักษาสัจธรรมความรู้ไว้ ไม่ให้สูญสิ้นไปตามความเสื่อมโทรมของยุคสมัยที่ไร้บรรทัดฐาน

ขงจื่อกล่าวว่า: หนิงอู่จื่อ ยามบ้านเมืองมีธรรม [มีระเบียบ, ยุติธรรม] ก็แสดงสติปัญญา; ยามบ้านเมืองไร้ธรรม [ไร้ระเบียบ, คนพาลครองอำนาจ] ก็แสร้งโง่ สติปัญญาของเขานั้นอาจเทียบทันได้ แต่การแสร้งโง่ของเขานั้นไม่อาจเทียบทัน

子曰:甯武子,邦有道,則知;邦無道,則愚。其知可及也,其愚不可及也。

และยังกล่าวไว้อีกว่า

ขงจื่อกล่าวว่า: จงเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ในการรักที่จะเรียนรู้ ยึดมั่นในสัจธรรมความดีจนวันตาย เมืองที่อันตราย [เสื่อมโทรม, สุ่มเสี่ยง] อย่าเข้าไป เมืองที่วุ่นวาย [ไร้ระเบียบ] อย่าอาศัย ยามใต้ฟ้ามีธรรม ก็ปรากฏกาย [ออกรับราชการ, แสดงศักยภาพ]; ยามใต้ฟ้าไร้ธรรม จงเร้นกาย [เก็บซ่อนปัญญา] ยามบ้านเมืองมีธรรม หากตนเองยากจนและต่ำต้อยไซร้ นั่นคือความน่าละอาย; แต่ยามบ้านเมืองไร้ธรรม หากตนเองกลับร่ำรวยและมั่งคั่งไซร้ [ด้วยการทุจริตคอรัปชั่น] นั่นคือความน่าละอายที่แท้จริง

子曰:篤信好學,守死善道。危邦不入,亂邦不居。天下有道則見,無道則隱。邦有道,貧且賤焉,恥也;邦無道,富且貴焉,恥也。

คำว่า "บ้านเมือง" ในทัศนะของขงจื่อไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เขตแดนทางภูมิศาสตร์ แต่คือ "สภาพแวดล้อมหรือสังคม" ที่เราพาตนเองเข้าไปอยู่ด้วย

หากสังคมหรือวงเสวนาใดไร้เมตตาธรรม มารยาทจารีตธรรม สัตยธรรม มโนธรรม และปัญญาธรรม วิญญูชนต้องรู้จัก "เร้นกาย" อย่าถกเถียงเสวนาด้วย เพื่อไม่ให้ภัยมาถึงตัว

ในโลกยุคปัจจุบัน โพสต์บนโซเชียล พื้นที่คอมเมนต์ หรือวงเสวนาที่ไร้บรรทัดฐาน ละเลยข้อเท็จจริง และคอยจ้องแต่จะเอาชนะ ล้อเลียน (เกรียน) ความตั้งใจจริงของผู้อื่นด้วยความมักง่ายไร้มารยาท พื้นที่เหล่านั้นก็คือ "เมืองที่อันตราย" และ "เมืองที่วุ่นวาย" ของขงจื่อในรูปแบบใหม่

การที่วิญญูชนพยายามทุ่มเทใช้เหตุผล หรือยกหลักวิชาไปอธิบายแก่ผู้ที่ไม่ได้แสวงหาความจริง ไม่เพียงแต่จะเป็นการ "เสียวาจา" เท่านั้น แต่ยังเป็นการนำตนเองไปเป็นเป้าให้โดนรุมล้อมโจมตีโดยไม่ได้อะไรขึ้นมา การพยายามเอาชนะคนมักง่าย (เกรียน) ด้วยหลักการ จึงไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่คือการขาดการประเมินสถานการณ์

🈴 วิถีแห่งการ "เร้นกายและแสร้งโง่" ในยุคปัจจุบัน
  • การแสร้งโง่ เมื่อเจอคำถามกวนประสาท หรือคำท้าทายเพื่อล้อเลียน การตอบกลับด้วยความจริงใจเกินบริบทคือการตกหลุมพราง วิญญูชนยุคนี้จึงต้องรู้จักตอบรับสั้นๆแบบไม่ผูกพัน ไม่แก้คำผิด ไม่ไล่ต้อน และไม่พยายามสอน การแสร้งโง่ทำเป็นไร้ความรู้สึกต่อคำป่วน คือการริบอำนาจไปจากผู้เจตนาป่วนโดยสิ้นเชิง
  • การเร้นกาย ในยุคนี้ไม่ใช่การหนีโลก แต่คือ "การเร้นกายทางปัญญา" สงวนความตั้งใจจริง ข้อเท็จจริง และหลักการอันประณีต ไว้สื่อสารเฉพาะในพื้นที่ปลอดภัยทางปัญญากับคู่สนทนาที่คู่ควรเท่านั้น

🈯 ตัวอย่างการปรับใช้ในชีวิตจริง - ยุทธวิธีเชิงปฏิบัติ
กำหนดสัญญาณไฟจราจรทางปัญญา ให้คัดกรองคู่สนทนาเหมือนไฟจราจร
  • 🟢 ไฟเขียว (คนแสวงหาปัญญา/ความจริง): ตั้งใจตอบ ชัดเจน ให้หลักวิชา
  • 🟡 ไฟเหลือง (คนสงสัยแต่อาจจะชุ่ย): ตอบสั้นๆ ตรงประเด็นด้วยข้อเท็จจริง หากเขาเริ่มกวน ให้เปลี่ยนเป็นไฟแดงทันที
  • 🔴 ไฟแดง (คนตั้งใจมาป่วน/เกรียน/ไร้สาระ): "หยุดพูดทันที" ไม่ต้องเสียวาจาแม้แต่คำเดียว

การแสร้งโง่เพื่อรักษาความสงบ
การแสดงความรู้ในวงของคนมักง่ายขี้เกียจคิด มีแต่จะดึงดูดศัตรูและความเหนื่อยล้า ดังนั้นในบริบทพื้นที่สาธารณะหรือโซเชียล หากเจอคนถามคำถามลองเชิงหรือกวนประสาท ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเอง การตอบรับสั้นๆ เช่น "นั่นสินะครับ" หรือ "ขอบคุณที่ร่วมแบ่งปันครับ" แล้วปล่อยผ่าน นี่คือศิลปะการ "แกล้งโง่" เพื่อปกป้องเวลาและพลังงานของเรา

การใช้ปุ่ม Block/Mute อย่างอู๋เหว่ย (無為) แบบเต๋า
เต๋าเปรียบจิตใจเหมือนน้ำ หากมีสิ่งสกปรกตกใส่ น้ำไม่โต้ตอบ แต่ปล่อยให้สิ่งนั้นไหลผ่านไป ปุ่ม Block หรือ Mute จึงไม่ใช่เครื่องมือแห่งความโกรธเคืองส่วนตัว แต่เป็น "กฎธรรมชาติในการจัดสรรพื้นที่ส่วนตัว" เมื่อมีผู้สร้างสารพิษหรือละเมิดบรรทัดฐาน ให้กด Block หรือ Mute ด้วยจิตใจที่ปล่อยวาง ไร้ความขุ่นมัว เหมือนแค่ "ปัดเศษฝุ่น" ออกจากเสื้อผ้าตามปกติ แล้วเดินต่อไป

สรุปหลังคิดเชิงปฏิบัติ
  • ก่อนตอบคำถาม: ให้ถามตัวเองว่า "นี่คือการแลกเปลี่ยนความรู้ (ไฟเขียว) หรือการเสียเวลาตอบสนองต่ออารมณ์คนอื่น?"
  • เมื่อถูกล้อเลียน (เกรียน): เตือนตัวเองว่า "นั่นคือธรรมชาติของเขา ไม่ใช่เรื่องของเราที่จะต้องเก็บมาเป็นอารมณ์"
  • เมื่อเจอคนไร้มารยาท: ใช้ปุ่ม Block/Mute อย่างปล่อยวางตามหลักเต๋า หรือหยุดเสวนามทันทีตามหลักขงจื่อ
  • การบริหารพลังงาน: สงวนความจริงใจ หลักการ และข้อเท็จจริง ไว้ให้กับคนที่คู่ควรและอยู่ในบริบทที่เหมาะสมเท่านั้น

🈡 บทสรุป
การยึดมั่นในความถูกต้องและการพูดอย่างมีหลักการยามอยู่กับคนที่ใฝ่รู้ คือ "ปัญญา" แต่การรู้จักนิ่งเงียบ แสร้งโง่ และ Block หรือถอนตัวออกมา ยามอยู่ท่ามกลางผู้ที่ไม่ได้ใฝ่รู้และไร้เหตุผล คือ "ยอดแห่งปัญญาที่เลียนแบบได้ยากยิ่ง"

เพราะการเร้นกายของวิญญูชน ไม่ใช่การสยบยอมต่อยุคสมัยที่ป่วยไข้ และไม่ใช่การละทิ้งสัจธรรมความรู้เพื่อเข้าพวก หากแต่เป็นการรักษาไฟแห่งปัญญาไว้ในตนเอง ไม่ให้ถูกลมแห่งความเสื่อมโทรมพัดดับไป เพื่อให้ไฟดวงนี้ยังคงสว่างไสว พร้อมที่จะจุดประกายต่อไปในยามที่โลกกลับมาแสวงหาความจริงอีกครั้ง

เพราะความจริงใจต้องควบคู่กับปัญญาเสมอ

ด้วยรักและเคารพ
สวัสดีครับ ^-^

可与言而不与之言,失人;
不可与言而与言,失言。
知者不失人,亦不失言。
孔子

พึงคุยด้วยแต่ไม่ไปคุย ก็เสียคน
ไม่พึงคุยด้วยแต่ไปคุย ก็เสียคำ
ผู้รู้จะไม่เสียคน และไม่เสียคำ
-ขงจื่อ

31 กรกฎาคม 2569

Minimalist Shoes DIY - รองเท้าทำเองสำหรับสายเท้าเปล่า Barefoot running

Barefoot hiking

การเดินเท้าเปล่าเป็นการเดินที่เหมาะสมและช่วยจัดระเบียบโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ได้ดีที่สุด รองเท้าที่เสริมความนุ่ม ทำให้กล้ามเนื้อเท้าและช่วงขาบางส่วนไม่ได้ใช้งานและอ่อนแอลง โดยเฉพาะการวิ่งที่ทำให้การลงเท้าผิดจากธรรมชาติด้วยการกระแทกลงส้นหนักๆเพราะคิดว่ามีการรองนิ่มป้องกันเอาไว้แล้ว จนไม่สามารถวิ่งตามธรรมชาติได้หากไม่มีรองเท้ารองนิ่ม ทำให้ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ไปตลอด ไม่อาจใช้เท้าตัวเองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ยกเว้นก็แต่ผู้ที่มีปัญหาเท้าเอียงหรือเท้าแบน ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้รองเท้าทางการแพทย์โดยเฉพาะในการช่วยพยุงเท้าเพื่อให้ไม่บาดเจ็บ

การเดินหรือวิ่งด้วยเท้าเปล่าช่วยให้ท่าทางทั้งร่างกายเป็นธรรมชาติมากกว่า คนที่คุ้นเคยกับการเดินเท้าเปล่ามักจะลงเท้าเบากว่า ทำให้ไม่มีการลงส้นเท้าอย่างรุนแรง โดยจะใช้เท้าในการเดินแบบโยกจากส้นสู่ปลายเท้าอย่างนุ่มนวล ส่วนการวิ่งด้วยเท้าเปล่าจะใช้การลงน้ำหนักที่จมูกเท้าเป็นหลัก ซึ่งช่วยลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าลงอย่างมาก นอกจากนี้ งานวิจัยหลายชิ้นยังชี้ว่าคนที่เดินเท้าเปล่าอาจเสี่ยงน้อยกว่าต่อโรคข้อเข่าเสื่อม และจากการเปรียบเทียบเท้าของคนยุคปัจจุบันกับโครงกระดูกมนุษย์เมื่อสองพันปีก่อน พบว่ามนุษย์ในอดีตมีสุขภาพเท้าที่ดีกว่ามาก ยิ่งไปกว่านั้น เด็กที่ใส่รองเท้าเป็นประจำมีโอกาสเท้าแบนมากกว่าเด็กที่เดินเท้าเปล่าถึง 3 เท่า เนื่องจากรองเท้าอาจส่งผลเสียต่อการพัฒนาของอุ้งเท้า (กล้ามเนื้อบางส่วนไม่ได้ใช้งาน) โดยเด็กที่ชินกับการเดินเท้าเปล่าจะมีเท้าที่แข็งแรง ยืดหยุ่น มีรูปทรงปกติ และเผชิญปัญหาเรื่องเท้าน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยสวมรองเท้าเลย แทบจะไม่พบปัญหานิ้วโป้งเท้าเอียง (bunions) ตาปลา (corns) หรือเท้าแบน อีกทั้งยังลดโอกาสเกิดภาวะข้อต่อหรือกล้ามเนื้อเท้าอ่อนแรงจนทำให้เท้าบิดออกด้านนอกขณะยืนและเดินได้

ด้วยแนวคิดเหล่านี้ ในปัจจุบันนี้จึงมีผู้ที่หันมาเดินหรือวิ่งเท้าเปล่ากันมากขึ้น ที่เรียกกันว่าสาย Barefoot (แบร์ฟุต) แต่ว่าปัจจุบันนี้ที่เราใช้ชีวิตในเมืองไทย การเดินบนพื้นซีเมนต์พื้นถนนร้อนๆ ที่อาจมีเศษแก้ว เศษกระเบื้อง ก้างปลา หนาม เศษแหลมคม และสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ก็อันตรายเกินไปที่จะใช้เท้าเปล่าเพียวๆเดินได้อย่างจริงจังในเมือง (พระยังหันมาสวมแตะเดินกันเลยครับ ยังไม่นับกฎของบางสถานที่ที่ห้ามเท้าเปล่าอีกด้วย) แผลที่เท้าถ้าเจอกับสิ่งสกปรกก็อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ได้ ปัจจุบันนี้จึงมีรองเท้า Barefoot ที่พื้นบางๆ หน้ารองเท้ากว้างไม่บีบนิ้ว พื้นราบเสมอกันไม่หนุนอุ้มไม่ยกส้น และยืดหยุ่นตามการขยับของเท้า เพื่อเป็นเกาะปกป้องเท้าเท่านั้นแบบไม่ต้องเสริมอะไร แค่มีฟังชั่นพื้นฐาน เป็นรองเท้าอย่างที่รองเท้าควรจะเป็น แต่พื้นรองเท้าสำหรับสายเท้าเปล่าจะต้องหนาพอที่จะปกป้องฝ่าเท้าได้ แต่ก็ต้องบางพอที่ฝ่าเท้ารู้สึกได้ถึงสภาพพื้นผิว (พื้นยางรวมแผ่นรองควรหนาไม่เกิน 10 mm) เพื่อให้ร่างกายได้เรียนรู้การสร้างสมดุลในการปรับองศาการขยับเท้าทรงตัวในทุกสภาพพื้นผิว ทำให้ร่างกายคุ้นเคยและไม่เสียหลักล้มง่ายๆ ซึ่งจะเป็นความจำของกล้ามเนื้อที่ติดตัวไปจนแก่ ที่สำคัญคือความบางจนรู้สึกถึงพื้นผิวนั้นทำให้ได้รับการนวดเท้าไปด้วยตลอดการเดิน ซึ่งส่งผลดีต่อการไหลเวียนของเลือดลมในร่างกายอีกด้วย

ปัจจุบันนี้รองเท้าเท้าเปล่าก็มีออกมามากมายหลายยี่ห้อ หลายแบบ ซึ่งส่วนใหญ่ราคาสูง หลายคนจึงคิดหาวิธีทำรองเท้าเท้าเปล่าเองแบบง่ายๆ ซึ่งเราค้นหามาแล้วเห็นว่าวิธีนี้ทำง่ายสุด และเหมาะกับสายเท้าเปล่ามากที่สุด จึงนำมาแนะนำกันครับ

อุปกรณ์สำหรับทำรองเท้า Sock Shoes DIY
  1. ถุงเท้าทอแน่น เลือกแบบที่ต้องการ (ข้อสั้นจะใช้สะดวกที่สุด)
  2. สเปรย์เคลือบยาง เป็นสเปรย์ที่ใช้พ่นยางเหลวเพื่อเคลือบกันน้ำ มักเรียกว่า Flex Seal, Flexible Rubber Coating, Rubberized Undercoat หรืออะไรทำนองนี้ (กดลิ้งค์เข้าไปดูได้เลยครับ)
  3. ถุงพลาสติกเหลือใช้ หลายๆใบๆ เอาไว้ยัดทรง

วิธีทำ
  1. เอาถุงพลาสติกยัดเข้าไปในถุงเท้า ให้ได้ทรงขนาดพอเหมาะกับเท้าของเรา
  2. เอาถุงเท้าไปเสียบแท่น
  3. พ่นสเปรย์เคลือบยางให้ทั่วพื้นถุงเท้า (และขึ้นขอบถุงเท้ามาเล็กน้อยด้วยก็ดี) ควรพ่นในที่โล่งอากาศถ่ายเท เพราะสเปรย์มีสารระเหย (ใส่หน้ากากอนามัยด้วยก็ดี)
  4. รอให้แห้งหมาดๆสัก 15 นาที แล้วพ่นซ้ำ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ รอและพ่นซ้ำ จนกว่าจะไม่เห็นเนื้อผ้าเป็นอย่างน้อย หรือสามารถพ่นซ้ำเพื่อเพิ่มให้หนาได้ตามต้องการ (แต่ไม่ควรหนาเกิน 3 mm เพื่อให้เท้าสัมผัสพื้นใกล้เคียงเท้าเปล่ามากที่สุด)
  5. จากนั้นตากให้แห้งสนิทสักวันสองวัน เอาถุงพลาสติกออกก็เป็นอันใช้ได้แล้ว
ลองดูตัวอย่างวิธีทำจากคลิปนี้ครับ


การซ่อมบำรุงก็ไม่ยาก เมื่อพื้นส่วนไหนเริ่มลอกหรือสึกก็แค่นำกลับมาพ่นซ้ำก่อนที่จะเป็นรูครับ (จะใช้พ่นพื้นรองเท้าทั่วไปก่อนทะลุได้ด้วยมั้ยนะ?)

มีอีกสูตรนึงบอกว่าถ้าใช้กาวซิลิโคน PU Sealant ทำพื้นจะทนกว่า แต่การทำก็ยุ่งยากกว่าด้วย เพราะต้องปาดให้เนียน และแต่ละชั้นต้องรอแห้งนานมาก แต่ก็แนะนำไว้ในที่นี้สำหรับผู้ที่อาจจะอยากลองทำครับ

ทีนี้ก็ได้รองเท้า Barefoot ที่ให้สัมผัสคล้ายเดินเท้าเปล่าและเป็นเสมือนหนังชั้นที่สองที่คอยปกป้องฝ่าเท้า ที่สำคัญทำเองได้ ทั้งยังอาจใช้เป็นรองเท้าสำรองที่พับเก็บได้ง่ายอีกด้วย

แต่สำหรับใครที่อยากได้รองเท้ายี่ห้อมาตราฐานแบบสำเร็จรูป ซึ่งทนทานกว่าและไม่ต้อง DIY ทำเอง ก็อาจหาลองดูยี่ห้อเหล่านี้ครับ
  • Skinners Sock Shoes เป็นเจ้าแรกๆที่ทำ Sock Shoes และได้รับความนิยมสูง เป็นถุงเท้าที่เคลือบพื้นด้วย Polymers เคลมว่าใช้ได้ถึง 800 km (คือ พื้นบางแต่ทนทานเทียบเท่ากับรองเท้าทั่วไป)
  • Vibram FiveFingers V-Alpha Minimalist Shoes รองเท้าแบบแยกห้านิ้ว มีนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว นิยมในหมู่นักวิ่ง Barefoot ที่ชอบรองเท้าแบบแยกห้านิ้ว (แต่สถานที่ราชการไม่ถูกใจสิ่งนี้)

สองยี่ห้อข้างต้นราคาจะแพงหน่อยในหลักพันบาทเพราะเป็นรองเท้า Barefoot โดยเฉพาะ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการรองเท้าที่ราคาถูกหน่อยในราคาไม่เกินร้อยจนถึงหลักร้อยต้นๆ โดยเข้ากับคอนเซ็ปต์ของ Barefoot เรื่องความบางก็แนะนำเป็น
  • รองเท้าน้ำ (Water shoes) ตรงกับคอนเซ็ป Barefoot ทั้งหมด แต่หากใช้เดินเมืองความทนทานของพื้นอาจไม่มากนัก (แต่ก็เกือบปีกว่าพื้นจะทะลุ) แต่ราคาถูก
  • รองเท้ากังฟู แบบผ่ากลาง ทรงคลาสสิค
  • รองเท้ากังฟู แบบผ่าข้าง ทรงยอดนิยม ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดี
  • รองเท้ากังฟู 飞跃 Feiyue TopOne Classic - เฟยเยว่รุ่นคลาสสิค เป็นรองเท้ากังฟูยุคใหม่ ตั้งแต่ ค.ศ. 1920 ออกแบบสำหรับศิลปะการต่อสู้โดยเฉพาะ นิยมใช้ในวัดเส้าหลินและผู้ฝึกกังฟูทั่วโลก เนื่องจากรุ่นนี้ขอบพื้นรองเท้าจะโค้งมนโดยรอบ ทำให้เคลื่อนไหวได้อิสระคล้ายเท้าเปล่า สาย Barefoot ก็เริ่มพูดถึงและนิยมใช้รุ่นนี้กันมากขึ้น (แม้มันจะไม่ตรงกับคอนเซ็ป Barefoot ทั้งหมดก็ตาม) รวมถึงผู้ที่เล่น Parkour และ Freerunning ก็หันมาใช้กันมากขึ้น
    • รองเท้า Feiyue ต้องใช้ขนาดตามความยาวเท้าเป็น mm เช่น 46/280 คือขนาด 280 mm (เป็นเบอร์ 46 ของเฟยเยว่ จะเทียบเท่าเบอร์ 43 ของนันยาง ดังนั้นเลือกที่เบอร์ไม่ได้ต้องดูที่ขนาดเท่านั้น) หากคนหน้าเท้ากว้างให้ +10 mm หรือ 2 ขนาด
    • ขนาดรองเท้าของ Feiyue ละเอียดทุกๆ 5 mm มีตั้งแต่ 37/235, 38/240, 39/245... ไปจนถึง 47/285
    • Feiyue จะมีอีกสายการผลิตนึงสกรีนว่า TopOne เป็นแบบเดียวกัน ต่างกันที่คำสกรีน เป็นรุ่นเลี่ยงลิขสิทธิ์ แต่เป็นของแท้เหมือนกันครับ
    • ได้ยินมาว่า TopOne มาจากชื่อบริษัท 大博文 (ต้าป๋อเหวิน - ความรอบรู้อันยิ่งใหญ่) โดยเอาคำว่า 博文 ที่ออกเสียงว่า "ป๋อเหวิน" มาเล่นคำเป็น TopOne (ท๊อปวัน - อันดับหนึ่ง)

สำหรับผู้ที่ใส่รองเท้าพื้นหนานุ่มมาโดยตลอด โดยเฉพาะถ้าอายุเยอะแล้ว หากสนใจจะเปลี่ยนมาเดินหรือวิ่งแบบสายเท้าเปล่าเต็มตัว (ไม่ว่าจะใส่รองเท้าเท้าเปล่าหรือเท้าเปล่าเพียวๆก็ตาม) ไม่แนะนำให้เปลี่ยนแบบหักดิบครับ (โดยเฉพาะสายวิ่ง) เพราะกล้ามเนื้อเท้าและเอ็นร้อยหวายที่เคยหดสั้นอาจเกิดการอักเสบ เช่น โรคเอ็นร้อยหวายอักเสบ หรือรองช้ำได้ จึงควรค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการฝึกเดินเท้าเปล่าแบบเพิ่มเวลาขึ้นวันละนิด เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ยืดตัว ค่อยๆปรับท่าเดินไม่ให้กระแทกส้น และให้ฝ่าเท้าค่อยๆปรับตัวให้แข็งแรงขึ้น จนเดินได้ตลอดวัน อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังสำคัญคือผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่มีปัญหาการรับความรู้สึกที่ฝ่าเท้า ควรเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าเพียวๆ และควรสวมรองเท้ากับถุงเท้าไว้เสมอเพื่อป้องกันการเกิดบาดแผลครับ

ก็ประมาณนี้ สำหรับผู้สนใจสาย Barefoot ที่อยากรองทำรองเท้าเองก็ลองทำดูได้ง่ายๆครับ โดยเฉพาะคนที่หาไซส์รองเท้ายากและเป็นสายเท้าเปล่าด้วยแล้วล่ะก็ Sock Shoes DIY นี้ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งครับ หรือหากมีรองเท้าสำเร็จรูปพื้นบางที่ชอบก็ลองเลือกดูได้เลยครับ แต่หากเจอสถานที่ที่สามารถใช้เท้าเปล่าเพียวๆได้อย่างปลอดภัย การให้ฝ่าเท้าได้มีโอกาสสัมผัสกับพื้นดินโดยตรงบ้าง ก็เป็นการกราวดิ้งเพื่อแลกเปลี่ยนประจุดีถ่ายเทประจุเสียกับพื้นโลกซึ่งดีต่อสุขภาพกายและใจเช่นกันนะครับ

ขอให้ก้าวเดินด้วยฝ่าเท้าของเราเองอย่างมั่นใจในทุกย่างก้าวครับ
สวัสดีครับ ^-^


แถม

นักสเก็ตบอร์ดในยุคแรกมักเล่นด้วยเท้าเปล่า โดยเน้นการสัมผัสของเท้ากับบอร์ดและเลียนแบบท่าทางของการเล่นเซิร์ฟ เพนนีบอร์ดพลาสติกก็ถูกออกแบบมาให้เล่นด้วยเท้าเปล่า และแบรนด์ Penny Skateboards ก็ได้ส่งเสริมการเล่นบอร์ดด้วยเท้าเปล่าผ่านการขายเสื้อยืดและสติกเกอร์ รวมถึงมีการโพสต์บนโซเชียลมีเดียเพื่อสนับสนุนการเล่นด้วยเท้าเปล่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ส่วน Hamboards ซึ่งเป็นบอร์ดสไตล์เซิร์ฟบอร์ดก็ถูกออกแบบมาให้เล่นด้วยเท้าเปล่าเช่นกัน การเล่นสเก็ตบอร์ดด้วยเท้าเปล่ากำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในปัจจุบัน นักสเก็ตบอร์ดสมัยใหม่หลายคนก็เล่นด้วยเท้าเปล่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและในประเทศที่มีอากาศอบอุ่น เช่น ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และบางส่วนของอเมริกาใต้

อ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/Barefoot