Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภัยพิบัติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภัยพิบัติ แสดงบทความทั้งหมด

12 กุมภาพันธ์ 2569

Tactical nap - งีบเชิงยุทธวิธี เพื่อกู้คืนพลังงานในภารกิจที่ยืดเยื้อ

ภาพถ่ายโดย Suzy Hazelwood: https://www.pexels.com/th-th/photo/18455958/

以治待亂,以靜待譁,此治心者也。
孫子兵法
軍爭第七

อาศัยระเบียบรอวุ่นวาย, อาศัยเงียบสงบรออึกทึก, นี่คือการจัดการจิตใจ.
พิชัยสงครามซุนจื่อ
บทที่ 7 กองทัพสัประยุทธ์

ในสมรภูมิแนวหน้าที่ยืดเยื้อ บางครั้งการนอนหลับยาวต่อเนื่องอย่างเต็มรูปแบบอาจเป็นไปไม่ได้เลย การงีบเชิงยุทธวิธีเมื่อมีโอกาส จึงเป็นเทคนิคที่จำเป็นเพื่อกักเก็บพลังงานสำรอง และให้เราทำภารกิจได้ลุล่วงตามเป้าหมายก่อนที่ร่างกายจะพังจากการอดนอน เมื่อสถานการณ์ภายนอกควบคุมไม่ได้ เราต้องควบคุมสภาวะภายในแทน
เทคนิคนี้เดิมเป็นเทคนิคของทหาร แต่เราจะมาเรียนรู้และปรับใช้ในชีวิตประจำวันกันครับ

ประโยชน์ของการงีบเชิงยุทธวิธี
การอดนอนจำเป็นต้องได้รับการชดเชยด้วยการงีบในเวลากลางวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางร่างกายและจิตใจให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีความตึงเครียดสูง
การงีบเชิงยุทธวิธีไม่ได้มีไว้สำหรับทหารในสนามรบเท่านั้น แต่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ
ทีมงีบเชิงยุทธวิธี
การพักผ่อนนั้นดีที่สุด
http://t.ly/wnXe6

  • คนทำงานหามรุ่งหามค่ำ หรืออดหลับอดนอน: ที่ต้องการรักษาความเฉียบคมในการตัดสินใจ
  • แม่ลูกอ่อน: ผู้ที่สมรภูมิการนอนถูกขัดจังหวะตลอด 24 ชั่วโมง
  • ผู้ปฏิบัติภารกิจฉุกเฉิน: ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

การงีบเชิงยุทธวิธีภาคปฏิบัติ
  • หาตำแหน่งที่ปลอดภัยและเงียบสงบ: จะนั่งงีบบนเก้าอี้ หรือถ้ามีที่นอนราบได้ก็ยิ่งดี หากอยู่ในที่สาธารณะควรมีคู่หูที่ตื่นอยู่คอยเฝ้าระวัง แต่หากอยู่คนเดียวคนหามุมที่ปลอดภัย เก็บของมีค่าไว้ในที่ที่รู้สึกได้หากมีการขยับ เช่น กอดกระเป๋าเอาไว้ เป็นต้น และเตรียมทางหนีทีไล่ให้พร้อม
  • เวลาในการงีบ: 10-20 นาที เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด หรือ 5-10 นาทีก็พอไหว ช่วยรีเซ็ตสมาธิได้ แต่ถ้ามีเวลางีบต่ำกว่า 5 นาที ให้เน้นการสงบนิ่งเชิงยุทธวิธี (Tactical Stillness; NSDR (Non-Sleep Deep Rest)) แทน คือแค่พักสายตาหายใจลึกๆทำสมาธิก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง ดีกว่าไม่งีบเลย และควรตั้งนาฬิกาปลุก (แบบสั่น) เพื่อไม่ให้เกินเวลา เพราะถ้าหลับลึกไปแล้ว (30 นาที+ แต่ไม่ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง) ตื่นมาอาจมีอาการงัวเงียหลังตื่นนอน (เมาขี้ตา) มึนจนอาจทำภารกิจที่ต้องใช้สมาธิสูงแบบทันทีไม่ได้ (เว้นแต่ว่าภารกิจไม่เร่งด่วนเหมือนทหารก็คงไม่เป็นไรมาก)
  • การจัดท่าทาง: เรียงจากดีที่สุดไปสู่ดีรองลงมาเรื่อยๆ
    • ถ้ามีที่นอนราบจะดีที่สุดสำหรับการฟื้นฟู
    • หากนอนราบไม่ได้ ถ้าเก้ากี้มีพนักสูงหรือเอนได้ ให้งีบบนเก้าอี้ กางขาออกเล็กน้อยประมาณไหล่ (การกางขาออกเล็กน้อยเป็นการป้องกันการสับผงกจนหน้าคว่ำ) ฝ่าเท้าทั้งสองราบกับพื้น แล้วก็เอนตัวเอาศีรษะพิงพนัก
    • หากไม่มีพนักสูงอาจเอาศีรษะพิงผนัง
    • หากไม่มีผนัง ให้เอาแขนรองบนโต๊ะแล้วฟุบลงบนแขน ขยับตัวออกจากโต๊ะพอสมควรเพื่อไม่ให้อึดอัดเมื่อหายใจ
    • หากไม่มีโต๊ะ ให้เอาแขนรองบนเข่าแล้วฟุบหน้าลงไปเลย หรือจะนั่งงีบนิ่งๆตรงๆบนเก้าอี้ก็ได้เหมือนทำสมาธิ แม้การสับผงกอาจรบกวนการงีบที่ต่อเนื่องก็จริง แต่ก็เป็นระบบเตือนภัยหากอยู่ในที่สาธารณะ แต่ถ้าอยู่ในที่ปลอดภัยก็ควรหาที่พิงศีรษะเพื่อจะได้งีบอย่างต่อเนื่อง หรือจะนั่งพื้นพิงผนังชันเข่าฟุบหน้างีบก็ได้
    • หากไม่มีที่นั่ง การยืนงีบก็เป็นไปได้ในกรณีจำเป็น แต่ต้องมีที่ผิงหลังและยืนกางขาย่อเล็กน้อย ยืนงีบอาจจะงีบไม่ลึกแต่ตื่นตัวไวที่สุด
    • สรุปคือหาทุกวิถีทางเพื่อให้ได้งีบ
  • การงีบ: หลับตา ผ่อนคลายร่างกาย ทำใจให้สงบ ไล่ความรู้สึกไปตามส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อดึงความสนใจออกจากความคิด จะหลับไม่หลับก็ไม่เป็นไร ถือว่างีบแล้ว
  • การตื่น: เมื่อนาฬิกาปลุกเตือนแล้วให้ตื่นทันที ปรับตัวสักครู่ ตรวจสอบอุปกรณ์ของตัวเอง แล้วเริ่มภารกิจต่อได้

https://www.dvidshub.net/news/414417/tactical-napping-and-other-tips-sleep-well-deployment

การหาจังหวะงีบ
  • ทหารหรือผู้ปฏิบัติงานระดับสูงไม่ได้งีบเพราะง่วงแต่เพราะคำนวณแล้วว่าพลังงานอาจจะไม่พอ จงฉวยโอกาสงีบทุกครั้งที่สถานการณ์เอื้ออำนวย แม้จะเป็นเวลาเพียง 5-10 นาทีก็ตาม เพื่อสะสมเสบียงพลังงาน เพราะเราไม่อาจรู้เลยว่าการปะทะครั้งต่อไปจะกินเวลานานแค่ไหน
  • ถ้าในอีก 6 ชั่วโมงข้างหน้า คุณต้องใช้สมาธิสูงสุด เช่น ประชุมสำคัญ ขับรถทางไกล วางแผนกลยุทธ์ เป็นต้น และถ้าตอนนี้มีโอกาสพัก 10-20 นาที จงงีบ แม้ไม่ง่วงก็ตาม
  • หากมีเวลาพอ การงีบ 90 นาที หรือ 1 ชั่วโมงครึ่ง จะครบหนึ่งวงจรการนอน (Sleep Cycle) ช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจได้ดีกว่า
  • หากคุณรู้ว่าคืนนี้ต้องอยู่เวร หรือต้องทำงานลากยาวถึงตี 2 การงีบตอนบ่าย 15 นาทีแม้จะไม่ง่วง คือการฉีดวัคซีนป้องกันความล้าไว้ล่วงหน้า
  • สำหรับแม่ลูกอ่อน อาจต้องชิงงีบเมื่อลูกหลับ "ลูกหลับแม่งีบ" สำคัญคือควรตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อลดความพะวงและงีบได้อย่างสนิทใจ เพราะถ้ารอให้ตื่นเพราะลูกร้องจะทำให้เกิดความเครียดสะสมสูงกว่าการตั้งปลุกล่วงหน้า (ควรตั้งปลุกแบบสั่นเพื่อไม่ให้รบกวนลูกเผื่อลูกยังไม่ตื่น) แต่ก็เข้าใจว่าตอนลูกหลับอาจต้องทำงานบ้านอื่นด้วย แต่ก็จำเป็นที่จะต้องแบ่งเวลางีบเอาไว้ด้วยหลังทำงานบ้านไปส่วนหนึ่ง
  • เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการงีบหลับกลางวันตามหลักแพทย์แผนจีน คือ ในระหว่างเวลา 11-13 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาของเส้นลมปราณหัวใจ การงีบหรือสงบนิ่งในช่วงนี้เพียงเล็กน้อยจะช่วยบำรุงหัวใจและระบบหมุนเวียนเลือดได้ดีเยี่ยม แม้คนที่ไม่อดนอนก็ควรงีบเวลานี้ทุกวันเพื่อบำรุงหัวใจ หรือหากช่วงเวลางีบนี้แคบไป หาจังหวะงีบไม่ได้เลย ผู้ที่อดนอนอาจขยายเวลาฉวยจังหวะเป็นช่วงระหว่างเวลา 11-15 นาฬิกาก็ได้ นับว่าดีรองลงมา
แต่ถ้าสามารถนอนตอนกลางคืนตามปกติได้ ก็ไม่ควรงีบช่วงใกล้เวลานอน เพราะจะทำให้ตอนถึงเวลานอนจริงจะนอนไม่หลับเอานะครับ ยกเว้นว่าขับรถแล้วง่วงจริงๆควรแวะงีบทันที แม้ใกล้เวลานอนจริงก็ควรแวะปั้มงีบก่อน แล้วค่อยขับต่อเพื่อกลับไปนอน จะปลอดภัยกว่าครับ

กลยุทธ์การจัดการ
การงีบเชิงยุทธวิธีเป็นเพียงการชดเชย แต่ไม่อาจแทนที่การนอนหลับตามปกติได้ เป็นเพียงการชะลอการล่มสลายของระบบประสาทเท่านั้น ใช้ในกรณีภารกิจฉุกเฉินที่ถึงขั้นต้องอดหลับอดนอนเท่านั้น
การงีบ 20 นาที 3 ครั้ง (รวม 1 ชั่วโมง) แม้จะไม่ดีเท่าการนอนยาว 1 ชั่วโมงครึ่งรวด แต่ช่วยรักษาระดับการตัดสินใจไม่ให้ผิดพลาดในระดับร้ายแรงได้ หากมีโอกาสพัก 1 ชั่วโมง หัวหน้าทีมอาจสั่งแบ่งกำลังครึ่งหนึ่งนอน 20-30 นาที แล้วสลับกัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีคนตื่นคอยระวังภัยอยู่เสมอ (หลักการกระจายความเสี่ยง)
การฉวยโอกาสงีบทุกครั้งที่ทำได้นั้นเหมาะสำหรับคนที่ไม่แน่นอนว่าจะมีโอกาสได้นอนอีกเมื่อไหร่เท่านั้น แต่สำหรับคนที่อาจแค่นอนน้อยแต่มีเวลานอนที่แน่นอน ไม่แนะนำให้งีบทุกครั้งที่มีโอกาสเพราะมันจะมากเกินไปและไม่คุ้มกับประสิทธภาพ แนะนำให้งีบในช่วงเวลาหลักก็พอคือ 11-13 นาฬิกา สัก 15-30 นาที ส่วนนอกเหนือจากเวลาหลักนั้นถ้าง่วงก็งีบได้

ขีดจำกัด
เป็นธรรมดาที่ร่างกายมนุษย์ต้องอยู่ภายใต้กฎทางชีววิทยา ในทางยุทธวิธีมีเส้นตายที่ไม่ควรข้าม คือ 72 ชั่วโมง (3 คืน) นี่คือจุดที่ระบบประสาทจะเริ่มพังทลาย หลังจาก 72 ชั่วโมงที่ไม่ได้นอนยาวเลย แม้จะงีบสั้นๆมาตลอดก็ตาม มนุษย์จะเริ่มเห็นภาพหลอนและเสียการควบคุม
ขีดจำกัดขั้นต่ำของการอดนอน มักจะกำหนดให้มีการนอนยาวอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง ทุกๆ 24-48 ชั่วโมง (1-2 วัน) เพื่อรีเซ็ตระบบประสาทและป้องกันความเสียหายถาวรของเซลล์สมอง
สรุปก็คือ หากคุณอดนอนติดต่อกัน ต้องห้ามเกิน 2 คืนโดยไม่มีการหลับยาว และในระหว่างวันให้งีบเชิงยุทธวิธี 10-20 นาที ทุกครั้งที่มีช่องให้ทำ และคืนที่ 3 ต้องนอนตามปกติได้แล้ว

หากคุณง่วง โดยเฉพาะตอนขับรถทางไกล คำว่า "แข็งใจหน่อย" คือคำโกหกที่อันตรายที่สุด

เสียเวลางีบเพียงไม่กี่นาที
ดีกว่าฝืนทำงานจนผิดพลาด
แล้วต้องตามแก้เป็นวันๆ
หรือบางเรื่อง
อาจไม่มีโอกาสแก้อีกเลย...

สุดท้ายนี้
การงีบเชิงยุทธวิธีไม่ใช่การหลับพร่ำเพรื่อ แต่เป็นการฉวยโอกาสทางยุทธศาสตร์เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านพลังงานของร่างกายและความแจ่มใสของจิตใจเอาไว้ หากคุณนอนน้อยแต่มีเวลานอนที่แน่นอนให้งีบช่วง 11-13 นาฬิกาเป็นหลัก แต่หากคุณต้องอยู่ในสภาวะที่ต้องอดนอนและเวลานอนก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะได้นอนอีกเมื่อไหร่ ควรงีบสั้นๆทุกครั้งที่มีโอกาส เช่น ช่วงนั่งรอต่างๆ ช่วงเดินทางกับรถโดยสาร ฯลฯ จะช่วยให้คุณรักษาวิสัยทัศน์ในการปฏิบัติการได้ดีกว่าการพึ่งเครื่องดื่มชูกำลังเพียงอย่างเดียว
หมอนอนฟุบ

🎯ชี้เป้าอุปกรณ์ช่วยงีบ

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ
ขอให้นอนหลับอย่างมีความสุขครับทุกท่าน ^-^
Zzzzz Zzzzz

https://www.military.com/daily-news/2021/03/02/tactical-naps-caffeine-jolts-military-sleep-study-recommends-new-policies-better-troop-rest.html

แถม
สูตรลับ งีบพร้อมกาแฟ (Coffee Nap)
หากต้องการความตื่นตัวสูงสุดหลังตื่นจากการงีบ ให้ดื่มกาแฟแล้วไปงีบทันที งีบ 20 นาที คาเฟอีนจะออกฤทธิ์ในจังหวะที่คุณตื่นพอดี

คำเตือนเชิงยุทธศาสตร์: ตามหลักแพทย์แผนจีน การดื่มกาแฟไม่ใช่การเติมพลังงานแก่ร่างกาย แต่เป็นการดึงพลังงานในสำรองของร่างกายมาใช้ล่วงหน้า หากดื่มบ่อยเกินไปจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมได้ (หยินพร่อง) ดังนั้น ควรดื่มเฉพาะยามจำเป็น และหมั่นบำรุงร่างกายเพื่อรักษาความสมดุลและหาเวลานอนหลับพักผ่อนชดเชยให้ถึงแก่นเสมอด้วยนะครับ

แนะนำเทคนิคเพิ่มเติมไว้ใช้ควบคู่กับการงีบหลับได้

การงีบเชิงยุทธวิธี (Tactical Napping)
เอกสารที่จัดทำโดยสถาบันวิจัยกองทัพบกสหรัฐฯวอลเตอร์ รีด (Walter Reed Army Institute of Research; WRAIR) เพื่อช่วยให้กำลังพลรักษาความพร้อมและประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่
แปลและสรุปใจความได้ว่า

การงีบเชิงยุทธวิธี (Tactical Napping)
โดย WRAIR
การงีบเชิงยุทธวิธีคือการนอนระยะสั้นเพื่อรักษาความพร้อมและสมรรถภาพของกำลังพล โดยมีเป้าหมายคือการนอนให้ครบอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวันเพื่อสุขภาพและประสิทธิภาพสูงสุด ทหารควรทำการสะสมการนอนก่อนเริ่มภารกิจ งีบเมื่อมีโอกาสระหว่างปฏิบัติการเพื่อฟื้นฟูร่างกาย และต้องนอนหลับชดเชยหลังจบภารกิจเพื่อกู้คืนสมรรถภาพที่เสียไป
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมควรจะมืด เงียบ และเย็น ห้ามนอนในบริเวณที่เสี่ยงอันตรายอย่างเช่น บริเวณด้านหน้า ด้านหลัง หรือข้างใต้ ของยานพาหนะโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ควรระวังอาการงัวเงียหลังตื่นนอน โดยควรพัก 10-20 นาทีก่อนเริ่มงานสำคัญ และไม่ควรงีบใกล้เวลาเข้านอนปกติเพราะจะกระทบต่อการนอนหลักได้


การนอนหลับเพื่อแก้ปัญหาของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ

อ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติม

25 ธันวาคม 2568

บทบาทของเกลือในกลียุค

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:A_bottle_of_sea_salt_in_Hong_Kong.jpg

หากเกิดภัยพิบัติยืดเยื้อหรือเกิดสงครามโลกจนระบบเศรษฐกิจพังทลาย เกลือจะกลับมาทวงคืนตำแหน่งทองคำสีขาว (White Gold) ทันทีภายในเวลา 1-3 เดือน หากภัยพิบัติยืดเยื้อขนาดนั้นจริงๆ (หวังว่าคงจะไม่) ถึงตอนนั้น เกลือจะกลับมาเป็นเงินตราดั่งเช่นในอดีต
ในประวัติศาสตร์คำว่า Salary (เงินเดือน) ก็มีรากศัพท์มาจาก Sal (เกลือ) เพราะโรมันใช้เกลือจ่ายค่าจ้างทหาร เพราะเกลือคือสิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้ ดั่งที่ได้กล่าวไปในบทความ เกลือแต่ละชนิดเหมือนหรือต่างกันอย่างไร? และขาดไม่ได้ในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจหากเกิดกลียุคด้วย

เมื่อเกิดกลียุค ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีการขนส่ง การใช้แรงงานออกไปหาอาหารทำให้เหนื่อยล้า เครียด สูญเสียเหงื่อ โรคพื้นฐานที่เคยหายไปจะกลับมามีบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง ตะคริว ท้องเสีย หรือช็อกจากการขาดเกลือแร่ เกลือเล็กน้อยผสมน้ำเป็นน้ำเกลือแร่สำหรับดื่มช่วยได้
การขาดโซเดียมอาจนำไปสู่สภาวะสมองเบลอ (Brain Fog) และอาการสับสนเฉีียบพลัน ซึ่งเป็นอันตรายมากในขณะที่ต้องตัดสินใจในภาวะวิกฤต
เมื่อไม่มีไฟฟ้า ตู้เย็นใช้ไม่ได้ อาหารที่ออกแรงหามาได้ จะเน่าเสียอย่างรวดเร็ว การใช้เกลือจะช่วยถนอมอาหารให้อยู่ได้นานเป็นปี
หากบาดเจ็บจากการออกไปหาอาหารหรือเป็นแผลในปาก การมีเกลือไว้ทำน้ำเกลือสามารถใช้ล้างแผลและฆ่าเชื้อเบื้องต้นได้ เป็นต้น

ในภาวะเช่นนั้นเกลือจะมีมูลค่าสูงขึ้นมาทันที จากที่ในปัจจุบันเกลือมีราคาถูกมาก ผู้คนจึงมักมองข้าม แต่ถึงอย่างนั้น มีแค่เกลือย่อมไม่พอ ต้องมีความรู้ในการใช้เกลือถนอมอาหาร รวมถึงการเข้าถึงแหล่งอาหาร และมีของใช้อื่นๆในการเอาชีวิตรอด สำคัญที่สุดคือ ต้องมีความรู้ให้มากกว่าอุปกรณ์

เกลือที่ควรมีสำรอง สำหรับ 1 คน/ปี ประมาณ 5 ก.ก. และเผื่อใช้แลกเปลี่ยนเป็นเงินตราในชุมชนอีกประมาณ 2-5 ก.ก. เป็นอย่างน้อย

แนะนำว่าควรเก็บเกลือสมุทรแบบเม็ดเป็นหลัก เนื่องจากมันมีแร่ธาตุที่หลากหลาย ใช้ประโยชน์ได้กว้าง ดูจริงจังในการเป็นเงินตรา และเกลือเม็ดนั้นเก็บรักษาได้ง่ายกว่าเกลือป่นละเอียดในแง่ของความชื้น แต่เกลือชนิดอื่นๆก็อาจจะควรมีไว้ด้วยในสัดส่วนที่น้อยกว่า (รวมไม่เกิน 10%) เผื่อใช้งานต่างๆ

เกลือโดยธรรมชาตินั้นเป็นแร่ธาตุที่เสถียรมาก ไม่มีแบคทีเรียหรือเชื้อราที่เจริญเติบโตบนเกลือได้ มันจึงกันบูดในตัวเอง และไม่มีวันหมดอายุในแง่ของการเน่าเสียตามธรรมชาติ อยู่ได้เป็นร้อยเป็นพันปีตราบเท่าที่ยังแห้งอยู่ การเก็บรักษาจึงควรเลี่ยงความชื้นที่อาจทำให้ละลาย (ภาชนะเก็บเกลือจึงสำคัญ) แต่แม้จะเกลือละลาย การนำไปตากหรือเคี่ยวให้แห้งก็กลับมาเป็นเกลือได้ เพียงต้องระวังเศษฝุ่นปนเปื้อนเท่านั้น
การมีเกลือเม็ดคุณภาพดีติดบ้านไว้สัก 5-10 กิโลกรัม คือยุทธศาสตร์ที่ลงทุนน้อยแต่ผลตอบแทนมหาศาลในการเตรียมพร้อม


https://pxhere.com/en/photo/1630370

แถม
รู้หรือไม่?

สมัยสามก๊ก ขงเบ้งเป็นรัฐมนตรีนาเกลือด้วยนะ

เกลือถือเป็นยุทธปัจจัยด้วยล่ะ

ในสมัยก่อนโรมันกับกรีกถึงขั้นทำสงครามเพื่อแย่งเกลือกันบ่อยครั้ง

ในการปิดล้อมเมืองของการรบสมัยโบราณ มักจะตัดทางส่งเกลือเป็นอันดับแรก เพราะเขารู้ว่าต่อให้ในเมืองมีน้ำบ่อหรือมีสวนผัก แต่ถ้าขาดเกลือ ทหารจะหมดสภาพการรบภายใน 1-2 สัปดาห์ แม้จะมีเนื้อกินจนอิ่มก็ตาม เพราะกล้ามเนื้อจะไม่มีพลังงานจากเกลือแร่ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นตะคริว และมีอาการเหนื่อยล้าสะสมเรื้อรัง

สัตว์กินพืชที่กินแต่ของสดในป่าที่อุดมสมบูรณ์ ยังยอมเสี่ยงชีวิตเดินออกจากป่าทึบมาที่ลานโล่งเพื่อเลียดินเค็ม (ดินโป่ง) เพราะมันรู้ว่าถ้าขาดเกลือร่างกายจะอ่อนแอจนหนีนักล่าไม่ได้

เรื่องที่น่ากลัวในยุคนี้คือ "การกลัวเกลือ" จากความเข้าใจผิดเรื่อง "การบริโภคเกิน" ถูกทำให้กลายเป็นความเข้าใจผิดว่า "ร่างกายไม่ต้องการ" แล้วคิดว่าร่างกายสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องการเกลือ ซึ่งเป็นการคิดที่หลงประเด็นของสภาวะปกติที่เราได้รับโซเดียมเกินจากอาหารแปรรูป แต่ผู้คนกลับตีความเหมารวมว่า "เกลือคือยาพิษ" ทั้งที่ในสภาวะวิกฤต เกลือคือ "ทองคำสีขาว" ที่รักษาชีวิตได้ดีที่สุด ซึ่งร่างกายต้องการในปริมาณไม่มากแต่ขาดไม่ได้เพื่อให้ระบบประสาททำงานได้ปกติ ยังไม่นับประโยชน์ใช้สอยในด้านอื่นๆอีกนะครับ

ในยามปกติเราลดเกลือเพื่อรักษา "สมดุล"
ในยามวิกฤตเราใช้เกลือเพื่อรักษา "ชีวิต"

โรงพยาบาลให้น้ำเกลือกับผู้ป่วยเป็นภาพที่เห็นจนชินตา เพราะเกลือในปริมาณที่พอเหมาะรักษาอาการอ่อนเพลียได้

24 ธันวาคม 2568

เกลือแต่ละชนิดเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Seasalt.jpg

เกลือ หรือ เกลือแกง ถ้าว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ เกลือ คือ โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ดังนั้น เกลือแต่ละชนิดจึงไม่มีความแตกต่างอะไรกัน หากไม่นับแร่ธาตุอื่นๆที่เจืออยู่

บทความก็จบลงเพียงเท่านี้

แต่... หากตีความด้วยปรัชญาจีนห้าธาตุ เกลือไม่ใช่เพียงวัตถุที่ให้ความเค็ม แต่คือธาตุน้ำที่แฝงอยู่ในรูปลักษณ์ของธาตุทอง (ธาตุทองกำเนิดธาตุน้ำ) ซึ่งเก็บงำพลังงานชีวิตและจิตวิญญาณของแหล่งกำเนิดชีวิตไว้อย่างมหาศาล โดยเกลือแต่ละชนิดจะมีพลังงานที่แตกต่างกันไป

เกลือ มีรสเค็ม ธาตุน้ำ ตามหลักปรัชญาจีน จะเข้าเส้นลมปราณไต บำรุงไต (เมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป และไตยังทำงานได้ปกติ)
ไต เป็นธาตุน้ำ ตามหลักปรัชญาจีน เป็นแบตเตอรี่รากฐานของร่างกาย ไตแข็งแรงจะอายุยืน
ดังนั้น เกลือจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อชีวิต

เกลือป่นบริโภคทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่ทำจากเกลือสินเธาว์ที่ผ่านกระบวนการจนเหลือเพียงโซเดียมคลอไรด์เพียวๆจากกรรมวิธีทางอุตสาหกรรม ด้วยความที่สกัดจนเหลือเพียงโซเดียมคลอไรด์ ทำให้เกลือขาดสมดุลตามธรรมชาติที่ปกติควรจะต้องอยู่ร่วมกับแร่ธาตุอื่นๆตามบริบท มันจึงมีรสเค็มโดดและบริสุทธิ์เกินไป ดั่งเกลือที่ไร้วิญญาณ เป็นเพียงโครงทางเคมี มันจึงมีความเข้มข้นจัด พุ่งเข้าไตอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ไตต้องทำงานหนักเพื่อขับส่วนเกิน ส่งผลให้พลังไตพร่อง ซึ่งนำไปสู่โรคไตได้ง่าย และตามระบบวงจรห้าธาตุที่ว่า ธาตุน้ำข่มธาตุไฟ เมื่อธาตุน้ำไตบกพร่องจากการรับภาระหนักเกินไป ธาตุน้ำก็ไม่อาจข่มธาตุไฟให้สงบได้ ส่งผลให้ธาตุไฟซึ่งก็คือหัวใจลุกโชน เบื้องต้นแสดงอาการออกทางจิตใจที่ว้าวุ่น นอนไม่หลับ และอาจลุกลามไปสู่โรคความดันโลหิตและโรคหัวใจได้
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกลือป่นอุตสาหกรรมมีราคาถูกและมักเสริมคุณค่าด้วยการเติมสารไอโอดีน จึงเป็นตัวช่วยกระจายไอโอดีนไปสู่พื้นที่ทุรกันดารที่ห่างไกลทะเลได้อย่างทั่วถึง ทั้งยังมีผลึกที่สม่ำเสมอทำให้ควบคุมรสชาติในกระบวนการผลิตอาหารเชิงอุตสาหกรรมได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ด้วยราคาที่ย่อมเยา จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้ประโยชน์ในครัวเรือน เช่น ใช้ขัดคราบไหม้บนกระทะเหล็ก ขจัดคราบหรือกลิ่นบนวัสดุ ทำความสะอาดท่อระบายน้ำ โรยพื้นเพื่อฆ่าเชื้อหรือไล่สัตว์บางชนิด ฯลฯ โดยไม่ต้องเสียดายมากนัก

ขณะที่ เกลือสินเธาว์แบบดั้งเดิม ที่ได้จากการต้มดินเค็มด้วยฟืน จะโดดเด่นด้วยพลังของธาตุดินและธาตุไฟที่สอดแทรกแฝงอยู่ในธาตุน้ำ การผ่านความร้อนจากฟืนช่วยให้เกลือชนิดนี้มีคุณสมบัติในการขับความชื้นและกระจายความเย็นในร่างกายได้ดี มีสมดุลของธาตุตามสมควร จึงให้รสเค็มที่ไม่โดด ทำให้เข้าไตและอวัยวะธาตุต่างๆอย่างนุ่มนวลกว่า

ส่วน เกลือชมพูหิมาลายัน นั้น เป็นฟอสซิลเกลือจากทะเลดึกดำบรรพ์ ถูกผนึกอยู่ภายใต้แรงกดดันของภูเขาสูงนับล้านปี และมีสีชมพูที่สะท้อนถึงพลังงานของธาตุไฟที่ละเอียดอ่อนซ่อนอยู่ภายใน เกลือชนิดนี้จึงเป็นเกลือธรรมชาติที่ดีอีกชนิดหนึ่งยามที่ร่างกายต้องการการฟื้นฟูระดับลึก เหมาะใช้เป็นยา

แต่ที่โดดเด่นและใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางที่สุดคือ เกลือสมุทร เพราะถือกำเนิดจากการประสานกันของมหาสมุทร (ธาตุน้ำ, หยิน) และแสงอาทิตย์ (ธาตุไฟ, หยาง) และด้วยกระบวนการตกผลึกอย่างช้าๆตามธรรมชาติด้วยกระแสลม (ธาตุไม้) และตะวัน (หยาง) จันทรา (หยิน) ทำให้เกลือเม็ดมีพลังงานชีวิตที่เต็มเปี่ยม สามารถเข้าสู่เส้นลมปราณไตได้อย่างนุ่มนวลที่สุดในบรรดาเกลือทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น ในกระบวนการผลิตเกลือสมุทรยังมี ดอกเกลือ ซึ่งเป็นผลึกแรกที่ลอยตัวเหนือผิวน้ำ จึงมีพลังที่โปร่งเบา ให้รสเค็มที่ละเอียดอ่อนและสดใหม่ เหมาะสำหรับการใช้ปรุงเพื่อชูรสในขั้นสุดท้าย หรือใช้เป็นโอสถสารเพื่อคืนความสดชื่น

ดังนั้น ที่ว่า "เกลือ มีรสเค็ม ธาตุน้ำ ตามหลักปรัชญาจีน จะเข้าเส้นลมปราณไต บำรุงไต (เมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป และไตยังทำงานได้ปกติ)" นั้น อาจจะไม่ใช่หมายถึงเกลืออะไรก็ได้ แต่หมายถึงเกลือธรรมชาติ ในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่ร่างกายปกติ เค็มพอดีบำรุงไต เค็มมากไปทำลายไต

สิ่งมีชีวิตถือกำเนิดจากทะเล และวิวัฒนาการขึ้นมาอาศัยอยู่บนบกได้ก็ด้วยการพกทะเลติดตัวมาด้วย ในรูปแบบของของเหลวในร่างกาย ดังนั้น การเลือกเกลือจึงไม่ใช่แค่การเลือกเครื่องปรุง แต่คือการเลือกคุณภาพของมหาสมุทรภายในตัวเรา การกินเกลือที่ไร้พลังชีวิต ก็เท่ากับเรากำลังเปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นทะเลทรายที่เค็มจัดแทนที่จะเป็นมหาสมุทรที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา


https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Sun_(210247565).jpeg

แถม
ในปัจจุบันที่เราไม่อาจเลี่ยงเกลือป่นอุตสาหกรรมได้ จึงอาจจำเป็นต้องดูแลตัวเองเท่าที่ทำได้
ดังนั้น เมื่อเกลือป่นอุตสาหกรรมคือธาตุน้ำที่รุนแรงเกินไปจนทำร้ายไต ก็ต้องทำการระบายส่วนแกร่งและบำรุงส่วนพร่อง ตามหลักห้าธาตุ เมื่อธาตุน้ำให้กำเนิดธาตุไม้ ธาตุไม้ก็จะดึงธาตุน้ำมาเกิดตัวเอง ดังนั้น ควรกินอาหารที่เป็นธาตุไม้ เพื่อระบายธาตุน้ำ เช่น น้ำเก๊กฮวย ชาเขียว เป็นต้น และเพื่อบำรุงไต ด้วยอาหารธรรมชาติสีดำ เช่น เห็ดหอม งาดำ ถั่วดำ เป็นต้น นี่คือคำแนะนำโดยทั่วไปสำหรับผู้ที่สุขภาพปกติดี แต่เนื่องจากเป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็น จึงควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะตามสภาพร่างกาย
สภาวะร่างกาย (หยินหยางห้าธาตุ) ของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน หากท่านมีโรคประจำตัวหรือสภาวะร่างกายที่ซับซ้อน โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนปรับเปลี่ยนการบริโภค

สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องไอโอดีน ต้องเข้าใจว่าเกลือโดยธรรมชาติ แม้เกลือสมุทรก็ตาม ไม่ใช่แหล่งหลักของไอโอดีน ส่วนเกลือป่นอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่มักมีการเสริมไอโอดีนเข้าไปเพื่อเพิ่มคุณค่า ซึ่งแม้จะมีประโยชน์ในการป้องกันโรคเอ๋อและโรคคอพอกอยู่บ้าง แต่แหล่งไอโอดีนที่แท้จริงและดีที่สุดตามธรรมชาติมาจากอาหารทะเล ดังนั้น หากต้องการเสริมไอโอดีน การบริโภคอาหารทะเลโดยตรงจึงเป็นวิธีที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับธรรมชาติมากกว่า เช่น สาหร่ายทะเล เป็นต้นครับ
แต่หากเข้าถึงอาหารทะเลได้ยาก ไม่ว่าจะเพราะเหตุใดก็ตาม การมีเกลือบริโภคผสมไอโอดีนก็เป็นแหล่งไอโอดีนที่เหมาะสม

เนื้อหาทั้งหมดข้างต้นเป็นการตีความเชิงปรัชญาห้าธาตุ มิใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากมีข้อบกพร่องประการใด ข้าพเจ้าขอน้อมรับคำชี้แนะจากผู้รู้ทุกท่านเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่สาธารณะสืบไป และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม
บทบาทของเกลือในกลียุค

18 มิถุนายน 2568

Emergency tent - เต็นท์ฉุกเฉิน ที่พักพิงยามจำเป็น

เต็นท์ฉุกเฉิน
ภาพจาก http://t.ly/JXlr7

ในการเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน (Survival) หนึ่งในสิ่งสำคัญ คือ ที่พักพิง (Shelter) ถ้าเป็นการ Bushcraft ก็อาจจะสร้างที่พักพิงขึ้นมาจากวัสดุธรรมชาติในป่ารอบตัว เพื่อดำรงชีพอยู่ในป่าต่อไป แต่ในกรณี Survival นั้น จะเน้นการเอาตัวรอดอย่างรวดเร็วเพื่อรอความช่วยเหลือต่อไป ทำให้อุปกรณ์ต่างๆต้องพร้อมสำหรับอย่างน้อย 3 วัน (72 ช.ม.)
ที่พักพิงจะเน้นไปการป้องกันร่างกายจากสภาพอากาศเพื่อช่วยรักษาพลังงานและอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายให้คงที่ซึ่งสำคัญต่อชีวิต ไม่ว่าจะเป็นจากแดด ลม ฝน หมอก หรือน้ำค้าง หากมีเต็นท์มาตราฐานก็จะดีมาก แต่หากไม่มี การใช้เต็นท์ฉุกเฉิน (Emergency tent; Tube tent) ก็เป็นอีกตัวเลือกสำหรับการเอาตัวรอด
เต็นท์ฉุกเฉินมักจะเป็นวัสดุกันน้ำ บางเบาแต่ทนทาน มักจะใช้เชือกขึงระหว่างต้นไม้สองต้นแล้วหาอะไรมาขึงหรือทับไว้ที่มุม ตัวเต็นท์จะเป็นทรงท่อให้มุดเข้าไปนอน หรือหากไม่มีต้นไม้ให้ขึงเชือกก็อาจนำมาใช้เป็นถุงนอน ด้วยการซุกตัวเข้าไปเพื่อกันหนาวกันน้ำค้างได้ เต็นท์ฉุกเฉินพวกนี้สามารถพับเก็บและนำมาใช้ซ้ำได้จนกว่าจะขาด
เต็นท์ฉุกเฉินนับว่าเป็นอุปกรณ์อีกอย่างที่ควรมีติดไว้เผื่อใช้ในยามจำเป็น ใช้ได้ทั้งเป็นเต็นท์และเป็นถุงนอนเฉพาะกิจ

🛒เต็นท์ฉุกเฉินพร้อมเชือก https://s.shopee.co.th/8KdpTzhcoq, https://s.shopee.co.th/8KdpZDZfBS
🛒ผ้าห่มฉุกเฉิน, ผ้าห่มอวกาศ https://s.shopee.co.th/30cJDRbhJR
🛒เต็นท์ Mobi Garden https://s.shopee.co.th/1LU5lrfo3P






แถม
เต็นท์ฉุกเฉินส่วนใหญ่ไม่มีประตู แต่สามารถประยุกต์ปิดประตูได้ด้วยการ รวบขอบเต็นท์ทั้งสองด้านขยุ้มเข้ามาแล้วใช้เชือกหรือยางมัดเข้าด้วยกัน พื้นที่ข้างในอาจลดลงนิดหน่อย แต่ก็ช่วยปิดปากทางเต็นท์ได้ครับ
วัสดุของเต็นท์ฉุกเฉินนั้นมักจะเป็นวัสดุเดียวกันกับผ้าห่มฉุกเฉิน คือ เป็นวัสดุสังเคราะห์ที่กันอากาศเข้าออกเกือบจะ 100% ดังนั้น หากปิดสนิทเกินไปอาจทำให้ร้อนมากเกินไป (ยกเว้นในที่เย็น) หายใจไม่ออก และอาจเกิดความชื้นป็นหยดน้ำภายในได้ การมีช่องลมระบายอากาศบ้างจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

หนึ่งเสื้อกันฝนคือหนึ่งเต็นท์สำหรับหนึ่งคน

อุปกรณ์อีกอย่างที่น่าสนใจสำหรับชาว Bushcraft ซึ่งปกติเวลาจะทำที่พักก็มักจะใช้วัสดุธรรมชาติรอบตัว (สาย Hardcore) แต่หากประยุกต์จากของที่เตรียมไปด้วยก็จะสะดวกขึ้น นอกจากเต็นท์ฉุกเฉินแล้ว เสื้อกันฝนซึ่งควรจะนำไปด้วยอยู่แล้ว ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจที่จะนำมากางเพื่อทำเต็นท์ฉุกเฉินได้เช่นกัน หากของต่างประเทศมักจะเป็น Polish Lavvu ซึ่งเป็นเสื้อกันฝนทหารโปแลนด์ที่ออกแบบมาเพื่อประยุกต์เป็นที่พักในตัว แต่หายากในประเทศไทยและราคาแพงเพราะทำจากผ้าใบธรรมชาติ (แน่นอนว่าระบายอากาศดี) หากในไทยสามารถใช้เสื้อกันฝนค้างคาว (Poncho; แบบที่ไม่มีแขนเสื้อ) แทน ซึ่งควรมีขนาดที่กางเป็นแผ่นแล้วกว้างยาวประมาณ 140x200 cm+ หรือ 55"x78"+ ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี แต่ไซส์ส่วนใหญ่ในไทยจะประมาณนั้นบวกลบเล็กน้อย และควรมีตาไก่ที่มุมทั้งสี่เพื่อเอาไว้ปักหมุดหรือร้อยเชือกเพื่อขึงทรง (หากไม่มีตาไก่ก็อาจใช้หินหรือก้อนดินห่อด้วยมุมเสื้อฝนแล้วมัดเชือกขึงหรือทำห่วงสำหรับปักหมุดก็ได้) ยิ่งเบาก็พกพาสะดวก แน่นอนว่าควรเตรียมเชือกไปด้วยอย่างน้อย 5 m หรือไม่ก็หาไม้ค้ำเอา ส่วนหมุดก็ค่อยใช้กิ่งไม้แถวนั้น
การใช้เสื้อกันฝนประยุกต์เป็นเต็นท์นั้น ก็จะมีแค่หลังคาแต่ไม่มีแผ่นรองที่พื้นเหมือนเต็นท์ฉุกเฉิน และไม่มีประตู แต่ก็พอใช้เป็นที่พักฉุกเฉินกันแดดลมฝนน้ำค้างได้บ้าง และวางอุปกรณ์ไว้ภายในได้ หาก Bushcraft สองคน ใช้เสื้อกันฝนสองตัวมาต่อกันได้ก็จะเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้มากขึ้น
สำหรับคนที่ไม่อยากใช้ลายพรางทหาร แต่ก็ต้องการโทนสีที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมด้วย (แต่จะไม่เนียนเท่าลายพราง) ควรเลือกใช้ สีเขียวมะกอก สีแทน สีกากี สีน้ำตาล สีเทา สีเหล่านี้เป็นสีที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมทั่วไป ใช้สีใดก็ได้ แต่ว่าก็มีที่หลักๆของมันที่กลมกลืนเป็นพิเศษ เช่น
  • สีเขียวมะกอก อาจเข้าได้ดีเป็นพิเศษกับบริเวณพืชพรรณไม้เขียวชะอุ่ม
  • สีแทน สีกากี สีน้ำตาล อาจเข้าได้ดีเป็นพิเศษกับบริเวณหญ้าแห้ง ไม้แห้ง ดิน โคลน ทราย
  • สีเทา อาจเข้าได้ดีเป็นพิเศษกับบริเวณที่มีโขดหิน ดินทราย ใต้ร่มเงา เขตเมือง
แนวคิดของสีกลมกลืนนี้ก็สามารถใช้กับเครื่องแต่งกายได้ด้วยโดยไม่จำเป็นต้องใช้ลายพรางเสมอไป โดยเฉพาะสำรับพลเรือน หากต้องการแค่สีเดียวใช้หลากหลายก็แค่เลือกให้เหมาะกับบริเวณที่ใช้บ่อยเป็นหลักก็พอ เพราะสีเหล่านี้เข้ากับทุกสภาพแวดล้อมอยู่แล้วครับ

เสื้อกันฝนค้างคาวยังอาจใช้เป็นที่ดักน้ำฝนได้ โดยผูกเสื้อกันฝนให้หงายขึ้น และให้ส่วนหัวอยู่ตรงถังน้ำ เมื่อฝนตกเสื้อกันฝนก็จะทำหน้าที่เหมือนเป็นกรวยยักษ์พาน้ำไหลเข้าถังได้อย่างสะดวกนั่นเอง






ตรีเอกานุภาพศักดิ์สิทธิ์แห่งการดำรงชีพในป่า - อุปกรณ์ 3 อย่างที่จำเป็นสำหรับการ Bushcraft


คนสมัยก่อนบอกกันว่า ในการเข้าป่าต้องพกมีดไปด้วยจึงจะอยู่ป่าได้สะดวก เพราะมีดเป็นเครื่องมือที่จะใช้สร้างอะไรต่างๆจากวัสดุธรรมชาติได้หลายๆอย่าง แต่หากต้องการความพร้อมที่มากขึ้นอาจต้องพกสิ่งที่เรียกกันว่า The holy trinity (ตรีเอกานุภาพศักดิ์สิทธิ์) คือ มีด, พร้า (หรือขวาน), และเลื่อย ซึ่งอุปกรณ์สำหรับการเดินป่า Bushcraft โดยเรียงตามลำดับความสำคัญ

1. มีด
มีดพกใบตายขนาดเล็ก-กลาง (ความยาวใบมีด ~3.5-5.5 นิ้ว หรือ มาตราฐานอยู่ที่ 4 นิ้ว หรือประมาณความกว้างฝ่ามือ) ถือเป็นหัวใจของเครื่องมือ Bushcraft เลยก็ว่าได้ครับ หากพกอุปกรณ์ได้เพียงชิ้นเดียว มีดคือสิ่งที่ต้องมี ด้วยความอเนกประสงค์ของมันไม่ว่าจะเป็น
  • ตัดกิ่งไม้ทั่วๆไป
  • เหลาไม้ หรือแกะสลัก สำหรับทำของใช้จากวัสดุธรรมชาติ เช่น ช้อนไม้ ถ้วยชาม อาวุธ กับดัก แท่งไม้จุดไฟ เชื้อฟืน ฯลฯ ซ่อมแซมอุปกรณ์
  • เตรียมอาหาร แล่เนื้อ หั่นผักผลไม้ เปิดถุงขนม!
  • การปฐมพยาบาลเบื้องต้น (เช่น ตัดเทปพันแผล)
  • การป้องกันตัว (ในกรณีฉุกเฉิน)
มีดพกน่าสนใจ
https://s.shopee.co.th/8AK9xKK0pl
https://s.shopee.co.th/5pwEPHTUvp
https://s.shopee.co.th/708BnzWVL1
https://s.shopee.co.th/7phMqjYKMU

2. พร้า (หรือขวาน)
มีดพร้า มีดใหญ่ (ความยาวใบมีด ~8-12 นิ้ว หรือมาตราฐานที่ 12 นิ้ว) (หากเป็นขวานมักจะเลือกด้ามที่ยาวประมาณช่วงปลายนิ้วมือถึงหัวไหล่จะเป็นระยะที่ดีที่สุด) พร้าเหมาะสำหรับแถบป่ารกอย่างประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งป่าในเขตร้อนมักมีพืชพรรณหนาแน่น พร้าจึงเป็นเครื่องมือที่เข้ามาเติมเต็มสิ่งที่มีดพกทำได้ยากหรือไม่เหมาะสม โดยเฉพาะงานที่ต้องการแรงกระแทกหรือการตัดไม้ขนาดใหญ่ขึ้น เป็นเครื่องมือพื้นฐานการเกษตรในแถบนี้อยู่แล้ว
  • การบุกเบิกทาง ตัดฟันพงหญ้า เถาวัลย์ หรือกิ่งไม้ที่เกะกะ
  • การเตรียมพื้นที่ แผ้วถางบริเวณสำหรับตั้งแคมป์หรือสร้างที่พักพิง
  • สับไม้ฟืน ผ่าไม้ สำหรับก่อกองไฟ
  • โค่นต้นไม้ขนาดเล็ก-กลาง เพื่อสร้างที่พัก เตรียมไม้สำหรับสร้างโครงสร้าง เช่น เสา คาน
พร้าโดยทั่วไปมีน้ำหนักเบากว่าขวาน ทำให้พกพาและใช้งานได้สะดวก

Pollo M212 18" https://s.shopee.co.th/8fGCoNxjvn
BUCK MB-421 สแตนเลส https://s.shopee.co.th/40UZdDz4sN
PUMPKIN ขวานด้ามไม้ https://s.shopee.co.th/6fVKmktq2M

3. เลื่อย
เลื่อยมีบทบาทสำคัญในการตัดไม้ให้ได้ขนาดและรวดเร็ว โดยเฉพาะการตัดไม้ที่ต้องการความแม่นยำ หรือไม่ต้องการให้เกิดการปริแตกจากการสับ
  • ตัดท่อนไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่ามีด
  • สร้างโครงสร้างที่พัก ที่ต้องการการตัดตรงและเนียน
  • ลดแรงและพลังงานในการตัดไม้ท่อนใหญ่เมื่อเทียบกับการใช้มีดฟัน และเลื่อยอาจเข้าถึงได้ในจุดที่ไม่มีระยะสำหรับการเงื้อฟันด้วยมีด
แนะนำว่าควรเป็นเลื่อยประเภท เลื่อยดึง (Pull saw) เป็นเลื่อยที่จะกินเนื้อไม้เมื่อดึงเข้า (ฟันเลื่อยเฉียงเข้าตัว) จะไม่มีปัญหาดันเลื่อยแล้วใบโก่งสะดุด เนื่องจากเมื่อดันเลื่อยจะลื่น เมื่อดึงเลื่อยจะกิน
ความยาวใบเลื่อยควรจะยาวเป็น 3 เท่า ของเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อนไม้ที่ต้องตัด เพื่อให้มีระยะในการเลื่อยที่เหมาะสม ส่วนใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางจะประมาณ 3 นิ้วสำหรับท่อนไม้ที่ใหญ่หน่อยที่อาจจะต้องเลื่อยในการเดินป่า ใบเลื่อยจึงควรยาวประมาณ 9 นิ้วเป็นอย่างน้อย
การใช้ในป่า ฟันเลื่อยหยาบใช้เลื่อยไม้สด จะจัดการเศษไม้เหนียวๆได้ดี ฟันเลื่อยละเอียดใช้เลื่อยไม้แห้งเศษละเอียดหรือที่ต้องการความเนียนสูง

เลื่อยพับ https://s.shopee.co.th/BISTEO4A5
เลื่อยญี่ปุ่น 2 คม 9.3 นิ้ว https://s.shopee.co.th/9UpW8ykJrE

หากพกไปทั้งสามอย่างนี้ก็จะสะดวก เนื่องจากแต่ละเครื่องมือได้แบ่งงานกันเป็นที่เรียบร้อย แต่หากไม่สามารถมีครบได้ ขอให้มีดพกสักเล่มไว้ก่อน ในกรณีใช้มีดเล่มเดียวทำทุกอย่าง ความหนาของใบมีดจะมีความสำคัญมากขึ้น ควรเป็นใบมีดที่หนาอย่างน้อย 2.5-5 ม.ม. หรือโดยเฉลี่ยประมาณ 3 ม.ม. กำลังดี น้ำหนักก็ไม่มากเกินไป หากใช้มีดสันบางควรมีมีดพร้าไปด้วยเพื่อช่วยในงานหนัก หากมีแต่มีดสันบาง (เช่น มีดทำครัว) แต่จำเป็นต้องลุยงานหนักจริงๆ ก็ต้องเรียนรู้การทำลิ่มจากวัสดุรอบตัวเพื่อใช้ตอกผ่าไม้หากจำเป็น
แต่ทั้งหมดทั้งมวล การมีอุปกรณ์ที่พร้อมและเหมาะสมกว่าย่อมสะดวกกว่าครับ

อุปกรณ์อื่นๆ เช่น
และ ฯลฯ

ก็เป็นอุปกรณ์เพิ่มเติมนอกเหนือจากอุปกรณ์หลัก ซึ่งก็นับว่าจำเป็นอยู่เหมือนกันโดยเฉพาะสำหรับคนเมืองอย่างเราที่จะเข้าป่าพักแรม จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมตามความจำเป็นต่อไป

พกพาความรู้ให้มากกว่าอุปกรณ์

05 เมษายน 2567

อาหารสำรองฉุกเฉินแบบทำเองได้ที่บ้าน : ฮาร์ดแทค (Hardtack) สูตรอาหารสำรองฉุกเฉินที่ถูกลืม

ฮาร์ดแทค ปี 1862 ที่ได้รับการเก็บรักษาไว้จากสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ ที่ฟลอริดา ณ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เพนซาโคล (Pensacola Museum of History) Hardtack มีฉายาว่า Worm castles (ปราสาทหนอน) เนื่องจากการจัดเก็บที่ไม่ดีทำให้แมลงระบาด เมื่อแช่น้ำแล้วหนอนก็ลอยขึ้นมา จึงได้ฉายานั้นมา ซึ่งเหล่าทหารก็ตักหนอนทิ้งแล้วกินต่อ หรือนี่อาจเป็นการเสริมโปรตีนแบบเนียนๆ อิอิ

สองบทความก่อนได้พูดถึงอาหารสำรองฉุกเฉินที่หาซื้อได้[อาหารสำรองฉุกเฉินหาซื้อง่ายราคาย่อมเยาว์ และ อาหารสำรองฉุกเฉินของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน] และเพื่อให้ควรถ้วนกระบวนความ มาสายทำเองบ้าง คราวนี้เเรามาดูวิธีการทำอาหารสำรองแบบดั้งเดิมที่ทำเองได้ง่ายๆที่บ้านกันครับ สำหรับนักเตรียมพร้อมสาย DIY ที่ชอบทำเอง

ฮาร์ดแทค (Hardtack เสบียงแข็ง) มีอีกชื่อหนึ่งว่า ขนมปังกันตาย (Survival Bread) ใช้เป็นอาหารฉุกเฉินที่มีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ โรมัน และช่วงสงครามกลางเมืองของอเมริกาก็ใช้ นิยมเก็บไว้เป็นเสบียงสำรองในหมู่นักเดินเรือสมัยก่อนด้วย รวมถึงตอนที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสค้นพบอเมริกาก็เช่นกัน ฮาร์ดแทคใช้เป็นเสบียงมาตรฐานสำหรับกองทัพหลายแห่งตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เนื่องจากเก็บรักษาได้นานเป็นปีๆ หากเก็บดีๆ(สูญญากาศ)ก็อาจเก็บได้ตลอดไป ปัจจุบันนี้รัสเซียก็ยังจัดฮาร์ดแทคไว้ในเสบียงของกองทัพ เรียกว่า galeta (галета) ที่ญี่ปุ่นก็จัดฮาร์ดแทคอยู่ในชุดเสบียงภัยพิบัติ และในกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินของญี่ปุ่น (Rikujō Jieitai 陸上自衛隊 ) เรียกว่า Kanpan (乾パン) หรือ ขนมปังแห้ง

แต่ฮาร์ดแทคนั้นก็แข็งเป็นหินเลยทีเดียว จึงควรแช่น้ำ(หรือนม ฯลฯ) 15 นาที ก่อนกิน แต่อย่าถามหาความอร่อย ๕๕๕

#วัตถุดิบ
  1. แป้งอเนกประสงค์ (All Purpose Flour) 2 ถ้วยตวง (อย่าใช้แป้ง Self-Rising Flour เพราะมีผงฝู)
  2. น้ำ 1 ถ้วยตวง
  3. เกลือ 2 ช้อนชา (นี่คือตัวช่วยถนอมอาหารและเพิ่มรสชาติ)
*หมายเหตุ เป็นสูตรโดยประมาณ สามารถปรับส่วนได้ตามสมควร

#วิธีทำ
  1. ผสมวัตถุดิบเข้าด้วยกัน นวดให้เป็นเนื้อเดียว และแห้งพอสมควร(ไม่เหนียวติดนิ้ว) ถ้าแฉะก็โรยแป้งเพิ่ม
  2. รีดแบนให้หนาครึ่งนิ้วหรือน้อยกว่า(แต่อย่าบางมากเพราะจะแตกหักง่ายตอนพกพา) ตัดเป็นสี่เหลี่ยมไม่เกิน 3x3 นิ้ว แล้วเอาส้อมทิ่มๆให้เป็นรูทะลุระยะเท่าๆกัน เพื่อทำรูระบายความชื้นตอนอบ
  3. วางบนถาดไม่ต้องทาน้ำมัน(น้ำมันจะทำให้อายุการเก็บรักษาสั้นลง) อบที่ 190°C นาน 30 นาที แล้วพลิกกลับด้านแล้วอบต่ออีก 30 นาที ถ้าอบด้วยหม้อหุงข้าวอาจใช้เวลาต่างกัน ให้อบจนแห้งเป็นสีน้ำตาลทอง
  4. พักไว้ให้เย็นสนิท แล้วจัดเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิดไม่ให้อากาศและความชื้นเข้าไปได้
เสร็จ!

มาลองดูคลิปวิธีทำกันดีกว่า

ปกติแล้วฮาร์ดแทคจะเก็บได้นานหลายปีในสภาพแห้งแข็งเป็นหิน โดยเก็บในที่แห้งและเย็น ห่างจากความชื้นและแสงแดดโดยตรง ควรตรวจสอบฮาร์ดแทคที่เก็บไว้เป็นระยะ หากขึ้นราก็ควรทิ้งไป แล้วทำใหม่

โดยทั่วไปในกรณีฉุกเฉินมักแนะนำให้แบ่งกินอาหารฉุกเฉิน 50-100 กรัม ทุกๆ 12 ช.ม. แต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสมควร ขึ้นอยู่กับระดับกิจกรรม สุขภาพ และสถานการณ์ ซึ่งตามหลักแล้วต้องจัดสรรให้ได้อย่างน้อย 3 วัน

#วิธีกินฮาร์ดแทคอย่างสร้างสรรค์
นอกเหนือจากแช่น้ำให้นิ่มแล้วกินเลย บางทีการกินก็ต้องการความสร้างสรรค์เหมือนกัน เพื่อจะได้กินอย่างสนุกสนานขึ้นบ้าง แต่ก็ต้องมีที่เตรียมอาหารด้วยนะ เช่น พอแช่นิ่มแล้ว ก็เอาไปทอดเนย, ทาเนยถั่ว, ทาแยม, จิ้มนมข้นหวาน, จิ้มน้ำตาล, จิ้มน้ำผึ้ง, โรยเครื่องเทศ, หรือแช่นมเหมือนกินซีเรียล, ทุบเป็นผงใส่นมหรือน้ำหรือซุปทำเป็นโจ๊ก, เอาไปนึ่ง, ฯลฯ ก็สุดแท้แต่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการกินอย่างเอร็ดอร่อย แม้ฮาร์ดแทคจะไม่ใช่อาหารที่อร่อย แต่ก็เป็นอาหารสำรองฉุกเฉินที่ทำเองได้ที่บ้านเพื่อเก็บไว้ ถึงตอนนั้นการมีอาหารสำรองไว้ย่อมดีกว่าไม่มีครับ

แถม

อ้างอิง

อาหารสำรองฉุกเฉินของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน

https://detail.1688.com/offer/662930682500.html
จากโพสก่อนที่ได้พูดถึงอาหารสำรองฉุกเฉินทดแทนในราคาถูก[อาหารสำรองฉุกเฉินหาซื้อง่ายราคาย่อมเยาว์] คราวนี้มาพูดกันต่ออีกสักนิดนึง สำหรับคนที่ต้องการอาหารฉุกเฉินสำเร็จรูปโดยตรง แม้ราคาจะแพงกว่าหน่อยแต่ตรงประเด็นที่สุด เพราะเก็บรักษาได้นาน ให้พลังงานสูง และไม่ฝืดคอ(ประหยัดน้ำดื่ม)

อาหารฉุกเฉิน MRE (Meal, Ready-to-Eat อาหารพร้อมกิน) ที่ราคาไม่แพงนัก และน่าสนใจก็คือ
900 压缩干粮 (เสบียงแห้งอัดแท่ง สูตร 900) เป็นอาหารภาคสนามและฉุกเฉินที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัยของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(中国人民解放军) สูตรสำหรับพลเรือน (ถ้าเป็นสูตร 90 จะเป็นสำหรับกองทัพ ซึ่งต่างกันที่ สูตร 90 ผสมนมผง แต่สูตร 900 ไม่ผสมนมผง)

ส่วนผสมของ 900 MRE จะมี แป้งสาลี, ถั่วลิสง, น้ำตาล, กลูโคส, น้ำมันพืช, และเกลือ เป็นวัตถุดิบหลัก นำมาผ่านกรรมวิธีปรุงสุกและอัดแท่ง โดยพัฒนามาจาก สูตร 761 ด้วยการปรับปรุงรสชาติและแพ็คเกจเป็นสูญญากาศ และผสมโสมด้วยเพื่อชูกำลัง อายุการเก็บรักษาได้กว่า 4 ปี โดย 1 ถัง มี 20 ซอง น้ำหนักซองละ 200 กรัม แต่ละซอง มี 4 ชิ้น สามารถแบ่งกินได้ 2-4 มื้อ น้ำหนักชิ้นละ 50 กรัม โดย 1 ชิ้น ให้พลังงาน ~247 กิโลแคลลอรี่
รสชาติเหมือนคุ๊กกี้ กลิ่นเหมือนถั่ว รสสัมผัสเหมือนขนมตุ๊บตั๊บ

และก็อย่างที่รู้กัน อาหารฉุกเฉินส่วนใหญ่เน้นให้พลังงานมากกว่าอย่างอื่น ดังนั้น จึงไม่ควรกินเยอะเกิน เพราะอาจทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนได้ ซึ่งโดยทั่วไปในสภาวะภัยพิบัติฉุกเฉินจะแนะนำให้กิน 1 ชิ้นทุกๆ 12 ช.ม. แต่สามารถปรับปริมาณและเพิ่มลดระยะเวลาได้ตามสภาวการณ์ เพื่อรอการดำเนินการช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเฉลี่ยคือ 3 วัน

ก็นำมาเล่าให้ฟังเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่สนใจอาหารฉุกเฉินโดยตรงมากกว่าแบบทดแทนอย่างโพสที่แล้วครับ จะได้ตรงเป้าเข้าประเด็นไปเลย

🛒ชี้เป้า

#หมายเหตุ
ต้องมีคำเตือนนิดหน่อยสำหรับอาหารฉุกเฉินอัดแท่งสไตล์นี้ไม่ว่ายี่ห้อไหนก็ตาม เนื่องจากส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยแป้งสาลีและน้ำตาล ดังนั้น ผู้เป็นเบาหวาน ผู้แพ้กลูเตน แพ้ถั่ว ควรเลี่ยง กรณีที่ต้องกินแค่ MRE อย่างเดียว โดยทั่วไปกองทัพจะกำหนดไม่ให้กินต่อเนื่องเกิน 21 วัน เพราะจะทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน ไม่ท้องเสียก็ท้องผูก ใยอาหารน้อย อาจจะมีสารกันบูดฉ่ำ จุลินทรีย์ในลำไส้ตาย ทำให้มีปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมา มันไม่ใช่อาหารเพื่อสุขภาพอย่างแน่นอน จึงควรใช้ในกรณีฉุกเฉินแค่ 2-3 วัน และหาทางกลับสู่การกินอาหารปรกติโดยเร็วที่สุด


อาหารสำรองฉุกเฉินหาซื้อง่ายราคาย่อมเยาว์

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Broken-cracker.jpg

อาหารสำรองฉุกเฉินส่วนใหญ่จะทำมาให้เก็บรักษาได้ 1-4 ปี(แล้วแต่ยี่ห้อ) และมักมีราคาแพง แต่ก็ให้พลังงานสูง และกินแล้วไม่ฝืดคอ(ประหยัดน้ำดื่ม) อาหารฉุกเฉินเหล่านี้ใช้ในกรณีเข้าถึงอาหารไม่ได้ตามปกติ เช่น ในช่วงภัยพิบัติ ตั้งแคมป์ เดินป่า ฯลฯ ซึ่งปริมาณขั้นต่ำจะต้องเตรียมไว้ให้พอกินได้ 3 วันเป็นอย่างน้อย สำหรับรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกว่าจะคลี่คลาย

ซึ่งหากต้องการอาหารฉุกเฉินที่ราคาถูก เก็บรักษาได้นานอย่างน้อย 1 ปี รสชาติกลางๆ และกินได้ทันทีไม่ต้องปรุง ก็ต้องมองหาอะไรทั่วไปที่พอจะมีคุณสมบัตินี้ จากที่ศึกษามาสักพัก ตอนนี้เราเห็นว่า Cream cracker หรือที่ไทยเรียกกันว่า แคร็กเก้อร์เค็ม นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับอาหารฉุกเฉินราคาถูก รสกลางๆ เก็บได้ 1 ปี แม้ว่าอาจจะต้องดื่มน้ำตามสักหน่อยก็เถอะนะ ๕๕๕ (อาหารฉุกเฉินบางยี่ห้อก็รสชาติคล้ายเอาแคร็กเกอร์บดมาอัดแท่ง)
ส่วนปริมาณที่จะเก็บก็ขึ้นอยู่กับว่าจะกินเท่าไหร่ อาจจะเป็น ~50 กรัม/วัน(ประหยัด) หรือ ~100 กรัม/วัน ซึ่งก็แล้วแต่คนว่าต้องกินมากแค่ไหน(อาจจะคำนวณจากพลังงานต่อวันก็ได้) เมื่อคำนวณปริมาณได้แล้วก็ให้เตรียมไว้สำหรับ 3 วันเป็นอย่างน้อย ซึ่งเป็นไปตามหลักการมาตราฐานสำหรับเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติระยะสั้นครับ

จริงๆอาจจะเป็นอาหารแห้งอย่างอื่นก็ได้นะครับที่สามารถกินได้ทันที ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ไม่ต้องปรุง และไม่ต้องดื่มน้ำตามมากเกินไป ก็เหมาะสมกับการเป็นอาหารฉุกเฉินได้เช่นกัน และที่สำคัญควรเก็บรักษาได้นานอย่างน้อย 1 ปีก่อนหมดอายุ ตรงนี้สำคัญครับ

เพื่อนๆนึกถึงอาหารแห้งอะไรที่พอจะตรงตามเงื่อนไขเหล่านี้บ้างครับ แนะนำกันมาในคอมเม้นต์เพื่อเป็นไอเดียได้เลยครับ
ขอบคุณครับ

🛒ชี้เป้า
  • Cream cracker แคร็กเกอร์เค็ม
  • ถ้าหากไม่ติดขัดเรื่องการเตรียมอาหาร เนยถั่วก็เป็นอีกอย่างที่แนะนำ มันเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ทาบนแคร็กเกอร์ก็ได้ เก็บรักษาได้นานพอกัน (เป็นอาหารฉุกเฉินร่วมสำหรับสัตว์เลี้ยงก็ได้)

แถม
สำหรับคนที่ต้องการอาหารฉุกเฉินสำเร็จรูปโดยเฉพาะ ราคาจะแพงกว่าหน่อยแต่ตรงประเด็น
900 压缩干粮 (เสบียงแห้งอัดแท่ง สูตร 900) เป็นอาหารฉุกเฉินและภาคสนามของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนสำหรับพลเรือน (ถ้าเป็นสูตร 90 จะเป็นสำหรับกองทัพ ซึ่งต่างกันที่ สูตร 90 ผสมนมผง แต่สูตร 900 ไม่ผสมนมผง) ทราบมาว่ามีการผสมโสมด้วย


บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม

22 พฤษภาคม 2566

10 รหัสฉุกเฉินที่พบบ่อย - Emergency Codes


เราอาจจะเคยได้ยินในภาพยนต์ที่ตัวเอกตะโกนขอความช่วยเหลือเป็นชื่อรหัส เช่น Code Red! Code Red! (รหัสแดง! รหัสแดง!) หรือ Code Blue! (รหัสน้ำเงิน) ฯลฯ ได้ยินอย่างนี้แล้วก็สงสัยว่ารหัสเหล่านี้หมายถึงอะไร และมันคืออะไร มา เรามาทำความรู้จักไปด้วยกันครับ

รหัสเหล่านี้เรียกกันว่า Hospital Emergency Codes หรือ รหัสฉุกเฉินของโรงพยาบาล ซึ่งในแต่ละที่อาจจะมีความหมายแตกต่างกันไปตามสถานที่และบริบท ในที่นี้จะนำเสนอความหมายทั่วไปของ 10 รหัสฉุกเฉิน
  1. Code Red - รหัสแดง: แจ้งเตือนภัยคุกคามความปลอดภัยต่อชีวิตหรือทรัพย์สิน เช่น ไฟไหม้
  2. Code Blue - รหัสน้ำเงิน: แจ้งว่าต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์
  3. Code Yellow - รหัสเหลือง: แจ้งเตือนโรคระบาดหรือภัยพิบัติ
  4. Code Gray - รหัสเทา: ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเนื่องจากมีผู้รุกรานหรือก่อเหตุรุนแรง
  5. Code Silver - รหัสเงิน: แจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ว่ามีผู้ก่อการร้ายที่มีอาวุธ มีปืน หรือมีการจับตัวประกัน
  6. Code Pink - รหัสชมพู: แจ้งว่าทารกถูกลักพาตัว
  7. Code Orange - รหัสส้ม: แจ้งว่ามีสารเคมีรั่วไหล
  8. Code Black - รหัสดำ: แจ้งว่ามีการขู่วางระเบิด
  9. Code Purple - รหัสม่วง: แจ้งว่ามีเด็กถูกลักพาตัว
  10. Code Green - รหัสเขียว: แจ้งว่าเริ่มใช้แผนปฏิบัติการฉุกเฉินเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ภัยพิบัติ อุบัติเหตุ โรคระบาด หรืออาจซ้อมหนีไฟ เป็นต้น หรือหมายถึง ทุกอย่างเรียบร้อยดี ให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ
เหล่านี้เป็นรหัสฉุกเฉินที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ซึ่งมักจะตามมาด้วยการอพยพหรือเรียกให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาจัดการอย่างทันที

อ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติม
https://www.campussafetymagazine.com/hospital/hospital-emergency-codes-meanings/
https://medical-dictionary.thefreedictionary.com/Code+Green

01 กรกฎาคม 2565

การใช้ SOS, Mayday, Pan-pan, และสัญญาณมือขอความช่วยเหลือสากล

https://pxhere.com/th/photo/700653

SOS
เดิมเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉินที่ส่งด้วยรหัสมอร์ส ...---... อาจใช้ส่งด้วยเสียง(เช่น นกหวีด) หรือแสง(เช่น ไฟฉาย) ด้วยการเป่า(หรือส่อง) สั้นสั้นสั้น(เว้น)ยาวยาวยาว(เว้น)สั้นสั้นสั้น(เว้น เว้น) แล้วทำซ้ำๆไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีคนรับสัญญาณ หรืออาจจะเขียนหรือทำสัญลักษณ์ตัวอักษร SOS ขนาดใหญ่ก็ได้
SOS สามารถอ่านได้เหมือนกันทั้งกลับหัวกลับหาง

Mayday
เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทางวิทยุสื่อสารด้วยการพูด มีความหมายเหมือน SOS ต้องพูด Mayday 3 ครั้ง คือ “Mayday mayday mayday” (เมย์เดย์ เมย์เดย์ เมย์เดย์) เดิมใช้ในหมู่นักบิน ปัจจุบันใช้ทั่วไปด้วยการพูดผ่านวิทยุสื่อสาร
มาจากภาษาฝรั่งเศส คือ "m'aider" หมายถึง "ช่วยฉันด้วย"

Pan-pan
เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือเช่นกัน แต่ไม่ถึงกับฉุกเฉิน เป็นการบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เช่น มีเหตุไม่น่าไว้วางใจ, มีเหตุทะเลาะวิวาท, เครื่องยนตร์ผิดปกติ(แต่ยังใช้การได้อยู่), เครื่องยนตร์เรือเสีย(แต่ยังลอยลำได้ ไม่จม), ฯลฯ เพื่อขอความช่วยเหลือหรือเตรียมการ(กู้ภัย) หรือขอให้ช่วยตรวจสอบเหตุที่เกิดขึ้น ในการใช้ต้องพูด 3 ชุด คือ "Pan-pan pan-pan pan-pan" (แพน-แพน แพน-แพน แพน-แพน) นิยมใช้กันในหมู่นักบิน
มาจากคำว่า Panne ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่า เสียหาย หรือ ขัดข้อง


สัญญาณมือขอความช่วยเหลือสากล (The Signal for Help; SOS)
เดิมกำหนดโดยมูลนิธิสตรีแห่งแคนาดาเพื่อเหยื่อความรุนแรง แต่ปัจจุบันคือ "รหัสลับสากล" สำหรับทุกคนที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตและไม่สามารถส่งเสียงได้ ไม่ว่าจะถูกข่มขู่ ลักพาตัว หรือแม้แต่ผู้บาดเจ็บที่พยายามร้องความช่วยเหลือในวินาทีสุดท้าย

วิธีส่งสัญญาณอย่างถูกต้อง (3 จังหวะ)
1. หันฝ่ามือออก หาคนรอบข้างหรือหน้ากล้อง
2. พับนิ้วโป้ง เข้าหาฝ่ามือ
3. พับนิ้วทั้งสี่ที่เหลือลงมา "กุม" นิ้วโป้งไว้ (แล้วทำซ้ำช้าๆอย่างต่อเนื่อง)

สำหรับผู้พบเห็น: โปรดอย่ามองข้ามท่าทางที่ดู "ผิดปกติ" นี้ เพราะเขาอาจไม่มีโอกาสได้พูดเป็นครั้งที่สอง หากพบเห็นให้ตั้งสติ อย่าทำให้ฝ่ายตรงข้ามไหวตัวทัน และรีบประสานงานเจ้าหน้าที่โดยด่วน

อย่าปล่อยให้ความไม่รู้ พรากชีวิตคนที่คุณรักไป
โปรดช่วยกันแชร์ และบอกต่อแก่คนที่คุณรัก
#SignalForHelp #SOS #Stroke #1669 #191

สัญญาณมือขอความช่วยเหลือสากล (The Signal for Help)



แถม
ในทะเล สัญญาณมือที่เก่าแก่ที่สุดที่ใช้เพื่อบ่งบอกถึงความเดือดร้อนคือการโบกแขนขึ้นลง อาจถือผ้าหรือวัตถุสีสดใสเพื่อเพิ่มการมองเห็น

สัญญาณมือการบินและการเดินเรือ


วิธีหนึ่งในการส่งสัญญาณฉุกเฉินไปยังเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยคือการยกแขนขึ้นเป็นรูปตัว "Y" ซึ่งแสดงว่า "ใช่" ต้องการความช่วยเหลือ (ในทางกลับกัน การยกแขนข้างหนึ่งขึ้นและลดลงอีกข้างหนึ่งหมายถึง "N" สำหรับ "ไม่") ผู้ที่ทำงานในภาคส่วนเหล่านี้มักจะเรียนรู้สัญญาณมือเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรม

สัญญาณมือ Mayday


สัญญาณนี้มีลักษณะเป็นรูปตัว "X" ซึ่งประกอบด้วยแขนสองข้างไขว้กันและยกขึ้นเหนือศีรษะ [...]สัญญาณนี้ช่วยให้รับรู้สถานการณ์ได้ทันท่วงที อำนวยความสะดวกในการแก้ไขปัญหาฉุกเฉิน การอพยพ หรือการดับเพลิงได้ทันที ซึ่งช่วยป้องกันอุบัติเหตุและรักษาความปลอดภัยของเครื่องบินและผู้คน
สัญญาณมือนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายผ่านการอ้างอิงในวัฒนธรรมสมัยนิยม

24 มิถุนายน 2565

คุยไปเรื่อยเรื่องรหัสมอร์ส Morse code


ในสมัยเด็กๆผมได้พบกับรหัสมอร์สในหนังสือเล่มหนึ่ง จากนั้นผมกับเพื่อนจึงเอารหัสมอร์สมาใช้เขียนเป็นจดหมายลับคุยกันสนุกๆในวัยเด็กด้วยการเทียบสระเป็นภาษาไทยกันเอง เขียนเป็นภาษาคาราโอเกะ ซึ่งไม่ตรงตามมาตราฐานรหัสมอร์สไทย เพราะไม่รู้จะค้นหาจากที่ไหนในสมัยนั้น


รหัสมอร์สเป็นรหัสแทนตัวอักษรที่กำหมดเป็นมาตราฐานโดยใช้เสียงสั้นและยาว (นิยมออกเสียงว่า Dit (ดิต หรือ .) และ Dah (ดาห์ หรือ -)) ประกอบกันไปมาเพื่อแทนตัวอักษร แต่เดิมรหัสมอร์สใช้สื่อสารทางไกลด้วยเสียงผ่านสายไฟและคลื่นวิทยุ ในยุคก่อนที่จะมีระบบส่งเป็นเสียงพูด ก็ต้องเขียนข้อความแล้วฝากเจ้าหน้าต้นทางที่เคาะรหัสมอร์ส ตู๊ดๆ ไปถึงเจ้าหน้าที่ปลายทางให้ถอดรหัส แล้วเขาจะพิมพ์ลงบนกระดาษ เรียกว่าโทรเลข เอาไปส่งให้ผู้รับที่บ้านต่อไป นับเป็นจดหมายด่วนในสมัยก่อน ทั้งยังมีการประยุกต์ใช้แบบอื่นๆอีก เช่น ใช้ไฟกระพริบ สั้น-ยาว แบบที่กองทัพเรือนิยมใช้ และอื่นๆแล้วแต่จะปรับใช้
ในภาพยนตร์มักจะชอบทำให้เห็นว่ารหัสมอร์สสามารถส่งได้ด้วยการเคาะท่อเป็นเสียง แก๊งๆ เอาจริงๆ มันทำไม่ได้ครับ เพราะเสียงเคาะมันจะฟังเป็นเสียงสั้น-ยาวยาก จะส่งรหัสมอร์สได้ต้องทำสัญญาณเป็น 2 อย่างให้ได้ หากจะใช้เสียงเคาะท่อก็อาจจะใช้เป็น เคาะ(แทน Dit)-ขูด(แทน Dah) แบบนี้ก็จะสามารถใช้ได้ เป็นต้น
ในยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาไปมาก รหัสมอร์สอาจจะดูล้าสมัย แต่อันที่จริง มันไม่ได้ล้าสมัยเลย มันยังคงเป็นทักษะที่สำคัญ ปัจจุบันนี้รหัสมอร์สยังคงถูกใช้กันอยู่ในหมู่นักวิทยุสมัครเล่นทั่วโลก(แชทกันด้วยรหัสมอร์ส) มันเป็นรูปแบบการสื่อสารทางไกลอะนาล๊อคที่เรียบง่าย แม้จะมีสัญญาณรบกวนจำนวณมาก รหัสมอร์สก็ยังแทรกผ่านสัญญาณรบกวนต่างๆได้ ใช้สื่อสารได้ดี และยังคงใช้ได้ในปัจจุบัน ไม่แน่ว่าการฝึกรหัสมอร์สอาจช่วยชีวิตของคุณได้ในวันใดวันหนึ่ง อย่างเรื่องของทหารเหล่านี้

ย้อนไปปี 1965 ในช่วงสงครามเวียดนาม นักบินสหรัฐฯ เจเรเมียห์ เดนตัน ถูกจับและโดนทารุณอยู่ในค่ายกักกันที่เวียดนาม วันหนึ่งเขาถูกบังคับให้แถลงข่าวโฆษณาชวนเชื่อทางโทรทัศน์ โดยเขาพูดหน้ากล้องว่า เขาได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม แต่เขาได้กระพริบตาเป็นรหัสมอร์สว่า Torture คือ โดนทรมาน


ข้อความเข้ารหัสของเขาเป็นการยืนยันเป็นครั้งแรกว่ามีการทรมารเชลยศึกในค่ายกองกำลังเวียดนามเหนือ ทำให้แนวทางในทำสงครามเวียดนามต้องปรับเปลี่ยน ท้ายที่สุดเขาก็ได้กลับสหรัฐฯ

กลับมาในยุคใหม่ที่ใกล้หน่อย ในปี 2010 ที่ประเทศโคลอมเบีย ทหารของรัฐบาลถูกทหารกองโจรจับตัวไปเรียกค่าไถ รัฐบาลรู้ว่ากองโจรมีวิทยุไว้เปิดฟังเพลง รัฐบาลจึงทำแผนการส่งข้อความลับไปยังทหารตัวประกัน ด้วยการแทรกรหัสมอร์สเข้าไปในเพลง พวกกองโจรไม่รู้รหัสมอร์ส แต่ทหารโคลอมเบียส่วนใหญ่รู้รหัสมอร์ส
เพลงนี้ได้แทรกรหัสลับเอาไว้ เริ่มในช่วงนาทีที่ 1:30 (และวนซ้ำอีกเป็นช่วงๆตลอดเพลง) เป็นรหัสมอร์สภาษาสเปนว่า 19 liberados siguen ustedes Ánimo ถอดความได้ประมาณว่า 19 คนได้รับอิสระภาพแล้ว ต่อไปคือคุณ อย่าสิ้นหวัง เป็นสัญญาณให้กำลังใจและบอกเป็นนัยว่ามีความช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ

ลองฟังเพลงนี้กันดูครับ

ในเนื้อเพลงก็มีการชี้นำด้วยเนื้อร้องก่อนเข้าข้อความลับว่า escucha este mensaje hermano แปลประมาณว่า ฟังข้อความนี้นะพี่ชาย
เพลงได้ออกอากาศ และแผนก็ได้ผล ทหารที่ได้รับข้อความหนีออกมาได้และไปสมทบกับกองทัพที่อยู่ใกล้ๆ นำข้อมูลไปช่วยทหารที่เหลือได้สำเร็จ สุดท้ายกองโจรก็ประกาศหยุดยิงในปี 2015

ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ในการส่งรหัสลับเป็นเรื่องน่าทึ่งเสมอ!
เรื่องราวของรหัสมอร์สในทางปฏิบัตินี่ช่างน่าตื่นตาตื่นใจดีเหมือนกัน จะเห็นได้ว่าการรู้รหัสมอร์สเป็นทักษะที่มีคุณค่าสำหรับผู้รอดชีวิตในครั้งนั้น แต่การเรียนรู้รหัสมอร์สก็ไม่ใช่เรื่อง่าย ต้องใช้เวลานานกว่าจะฟังรหัสออก การส่งนั้นง่าย แต่การฟังนั้นยาก ถึงอย่างนั้น ก็ไม่น่าจะเกินความพยายามถ้าตั้งใจจริงๆ ในยุคนี้มีสื่อออนไลน์สำหรับฝึกรหัสมอร์สมากมาย ผมขอแนะนำไว้ 2 เว็บนี้ครับ

เรียนการส่งรหัสมอร์สกับ Google https://morse.withgoogle.com/learn/
Google ออกแบบฝึกการส่งรหัสมอร์สตัวนี้ได้ดีมาก ช่วยให้จำรหัสได้ง่ายจริงๆ ซึ่งทาง Google ทำโครงการนี้ออกมาเพื่อผู้พิการจะได้พิมพ์ข้อความบนสมาร์ทโฟนได้สะดวกด้วยรหัสมอร์ส และสำหรับผู้สนใจรหัสมอร์สได้เรียนรู้อย่างง่ายๆไปด้วย แต่การพิมพ์รหัสมอร์สด้วยปุ่มจุดและขีดแบบนี้ มันสะดวกในการคีย์ข้อมูลก็จริง(ซึ่งก็คือเป้าหมายหลักของโครงการนี้) แต่จะไม่เหมือนสัมผัสของวิธีการส่งจริงๆที่ต้องคุมการกดเสียงสั้นเสียงยาวเอาเองด้วยปุ่มเดียว แต่ก็ถือว่าเอาไว้ฝึกจำรหัสมอร์สไปพลางๆก่อนได้ เพราะช่วยให้จำได้ง่ายจริงๆในระบบนี้ อาจฝึกแค่ไม่กี่ครั้งก็จำได้หมดแล้ว

ภาพช่วยจำรหัสมอร์สของ Google

ในการรับส่งด้วยเสียงแบบดั้งเดิม การฝึกรับ(หรือฟัง)ยากกว่ามาก ในการฝึกรหัสมอร์สแบบเสียง แนะนำให้เน้นการรับเป็นหลักครับ ขอแนะนำเว็บ https://lcwo.net/ เป็นเว็บเรียนรหัสมอร์สฟรี Opensource ที่เรียบง่าย และมีหลายหลักสูตรให้เลือก หลักสูตรที่นิยมคือ Kock เขาว่าออกแบบมาให้ฝึกรับได้ง่ายอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่สุดแล้วครับ(แต่ก็ยากอยู่ดี ๕๕๕บวก)
โดยหลักการฝึกฟังเบื้องต้นที่อยากแนะนำคือ
  1. ท่องไว้ว่า การฝึกรหัสมอร์สนั้นสนุก ๕๕๕บวก
  2. อย่ากดดันตัวเอง เพราะจะทำให้สับสนและเครียด ให้ค่อยๆเป็นค่อยๆไป
  3. ฝึกจากช้าๆเริ่มจากความเร็วที่ทำได้(Effective Speed) 5 WPM แล้วค่อยๆขยับไปเรื่อยๆจนถึง 15 WPM+
  4. ฝึกอย่างน้อยวันละครั้ง ครั้งละ 15-30 นาที
  5. อย่าฝึกตอนเหนื่อย ง่วง หรือเครียด คือ ถ้าไม่พร้อม ให้พัก
  6. ให้เรียก . และ - เป็น ดิต(Dit) และ ดาห์(Dah) ไม่ใช่ จุด-ขีด
ในตอนเริ่มต้นเราสงสัยว่าทำไมถึงถูกกำหนดรหัสแบบนี้ด้วย เช่น ทำไมตัว E ต้อง ดิต ทำไมตัว A ต้อง ดิตดาห์ ฯลฯ ทำไมไม่เป็นแบบอื่น เราเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม แต่หากให้เดา เราคิดว่าน่าจะใช้แนวทางแบบเดียวกับการเรียงแป้นพิมพ์ คือ กำหนดให้ตัวอักษรที่ใช้บ่อยมีการขยับน้อยที่สุด(ในการพิมพ์สัมผัส) อย่างเช่น ในภาษาอังกฤษนั้น ตัว E เป็นตัวอักษรที่ใช้บ่อยที่สุด จึงกำหนดเป็น ดิต สั้นๆกันไป และตัวอักษรอื่นๆก็คงคำนวณ % การใช้งานเพื่อกำหนดความยาวในการใช้ส่งตามนี้  ยกเว้นตัวเลขที่มีแนวลำดับชัดเจน

รหัสมอร์สขอความช่วยเหลือสากลที่ทุกคนน่าจะรู้จักกันอยู่แล้วก็คือ SOS หากส่งเป็นรหัสมอร์สก็จะเป็น ... --- ... หรือ ดิดิดิต ดาห์ดาห์ดาห์ ดิดิดิต ไม่ว่าจะส่งสัญญาณด้วยการเป่านกหวีด หรือเปิดปิดไฟฉาย หรือวิธีอื่นๆตามแต่จะสร้างสรรค์

บางครั้งหนังสือที่เราเคยอ่าน ความรู้ที่เคยรู้ เรื่องที่เคยฟัง ฯลฯ โดยไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรได้นั้น ใครจะไปรู้ บางทีมันอาจช่วยชีวิตเราไว้ได้ในสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง ความรู้และทักษะ รู้ไว้ฝึกไว้มีแต่ได้กับได้
รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม


https://www.flickr.com/photos/badwsky/532871465

แถม
มีอีกรหัสหนึ่งที่นิยมใช้รองจากรหัสมอร์ส คือ Tap code - รหัสเคาะ เป็นรหัสที่เข้าใจง่ายกว่า แต่ก็ใช้การเคาะที่มากกว่า นิยมใช้ในหมู่นัก Survival ว่ากันว่าเชลยศึกคิดขึ้นใช้ในการสื่อสารกันระหว่างห้องขัง ในภาพยนตร์บางเรื่องมีการใช้รหัสเคาะคุยผ่านผนังด้วยเหมือนกัน ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าเป็นรหัสมอร์ส แต่ที่จริงมันคือ Tap code

อ้างอิง

20 สิงหาคม 2562

แอลกอฮอล์แข็งจิตรดา เชื้อเพลิงสำรองยามฉุกเฉิน

แอลกอฮอล์แข็งจิตรดาของโครงการหลวง(฿25) ซื้อมาดองลืมไว้เมื่อ~8ปีก่อน นึกว่าระเหยหมดแล้ว เมื่อเปิดดูยังเต็มแน่นดีอยู่ครับ สำรองไว้เป็นเชื้อเพลิงฉุกเฉินได้ เก็บได้นานดีจริงๆครับ
หม้อไตหาไม่เจอแล้ว 555+ ใช้กล่องข้าวโลหะแทน ผัดไข่เสร็จก็ตักข้าวใส่เลยครับ😋🍳🍚

ปล. กันก้นหม้อดำด้วยการทาน้ำยาล้างจานเคลือบก้นหม้อไว้ก่อนครับ😉🍲
แถม
แอลฯแข็ง 1 กระป๋องผัดไข่(2ฟองพร้อมกัน)ได้ประมาณ 7 ครั้งครับ

04 พฤศจิกายน 2561

Tap code - รหัสเคาะ

เมื่อพูดถึงการส่งรหัสเคาะ หลายฅนมักจะนึกถึง Morse code(รหัสมอร์ส)ซึ่งเป็นสัญญาณ . และ - หรือ เสียงสั้นและเสียงยาว แสงสั้นและแสงยาว แม้ในหนังหลายเรื่องชอบเคาะโต๊ะเป็นรหัสมอร์สก็ตามนะครับ แต่ถ้าทำเสียงที่ต่างกันสองเสียงไม่ได้ รหัสมอร์สก็จะใช้ไม่ได้ครับ ในหนังจะโม้ไปนิดนึงก็เรื่องนี้แหละ แต่มีรหัสแบบหนึ่งที่ง่ายกว่ารหัสมอร์สมากและใช้การเคาะเป็นหลัก นั่นคือ Tap code ครับ
Tap code บ้างก็อาจเรียกว่า Knock code หรือ รหัสเคาะ เป็นรหัสที่นิยมใช้ในหมู่นัก Survival เช่นกัน เป็นการส่งรหัสทีละตัวอักษร โดยว่ากันว่าเชลยศึกคิดขึ้นใช้ในการสื่อสารกันระหว่างห้องขัง ซึ่งใช้วิธีการเคาะแท่งเหล็ก ท่อ หรือผนัง

หลักการง่ายๆคือใช้ตาราง 5x5 แล้วใส่ตัวอักษรลงในตารางตามภาพครับ(ตัว C กับตัว K ใช้รวมกัน) จากนั้นก็เคาะพิกัดของตัวอักษร โดยเคาะแนวตั้งก่อน-หยุด-แล้วตามด้วยแนวนอน

เพื่อความเข้าใจเพิ่มขึ้น ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้เทียบกับตารางครับ
เช่น ต้องการส่งตัว B ก็จะ เคาะหนึ่งครั้ง-หยุด-เคาะสองครั้ง หรือ 1,2 หรือ . ..
ถ้าส่งเป็นคำ เช่น water ก็จะเป็นดังนี้
(W)5,2 (A)1,1 (T)4,4 (E)1,5 (R)4,2
หรือ ..... ..    . .    .... ....    . .....    .... ..
โดยช่วงเว้นของระหว่างตัวอักษรจะหยุดนานกว่าหน่อยนึง
ใช้ X เป็นตัวจบประโยค และใช้ K เป็นการตอบรับ

แน่นอนว่าถ้าส่งเป็นประโยคเต็มๆต้องเคาะนานมาก ดังนั้นเหล่าเชลยศึกจึงคิดค้นคำย่อขึ้น เช่น GN = Good Night (ราตรีสวัสดิ์) หรือ GBU = God bless you (พระเจ้าอวยพร) เป็นต้น (ยุคนี้คำย่อภาษาแชทก็น่าจะใช้ได้ 108 ตัวย่อภาษาอังกฤษ )
นอกจากการเคาะแล้ว ยังส่งเป็นสัญญาญมือแทนการเคาะก็ได้ ด้วยการชูนิ้วบอกพิกัดของตาราง เช่น ส่งตัว B ก็ใช้ ชู 1 นิ้ว แล้วเปลี่ยนเป็น 2 นิ้ว หรือจะใช้สองมือ โดยมือนึงชูนิ้วแนวตั้งอีกมือทำในนิ้วแนวนอน เป็นต้น

ถ้าเทียบกับรหัสมอร์สแล้ว Tap code จำง่ายกว่ามากครับ โดยสร้างตารางขึ้นในใจก็ได้ แล้วใช้เทคนิคช่วยถอดรหัสดังนี้ ถ้าได้ยิน 4 เคาะ ให้ค่อยๆนึกถึง A F L Q ตามการนับแถวแรกแนวตั้ง หลังจากหยุดชั่วคราวแล้วได้ยินอีก 3 เคาะ ก็ให้นับต่อจากตัวอักษรเดิมเป็น Q R และจบที่ S นั่นเองครับ พูดง่ายๆคือ ให้จำแถวตัวอักษร 5 ตัวแรกแนวตั้งให้ได้ ที่เหลือค่อยนับต่อเหมือนท่อง A-Z นั่นเอง

ลองมาฟังตัวอย่างจากคลิปกันดูครับ


ตาราง Tap code ยังสามารถเพิ่มอักษรได้อีกโดยเพิ่มแถวแนวตั้งต่อไปเรื่อยๆ อย่างในคลิปข้างบนที่เพิ่มแถว 6 เข้ามา ซึ่งเป็นอักษรภาษาสวีเดน ในบางครั้งแถวที่ 6 อาจเป็นตัวเลข 1-5 และแถวที่ 7 เป็นตัวเลข 6-0 ก็มีครับ แล้วแต่จะเพิ่มเติมได้เลย ถ้าจะใช้เป็นภาษาไทยก็คงต้องเทียบสระแบบเดียวกับรหัสอื่นๆ
รหัสเหล่านี้สามารถใช้สื่อสารขอความช่วยเหลือยามเกิดภัยพิบัติได้ในหลายกรณีที่ไม่สามารถติดต่อด้วยการพูดได้ หรือจะทำเครื่องส่งสัญญาณวิทยุง่ายๆขึ้นมา หรือแม้จะใช้เป็นรหัสลับเล่นกันในครอบครัวเพื่อนฝูงเหมือนในหนังก็ได้ครับ ในซี่รี่ย์เรื่อง The Flash มีตอนที่ Flash ใช้ Tap code สื่อสารด้วยล่ะครับ

แน่นอนว่ารหัสมอร์สนั้นมีจุดเด่นที่ส่งได้กระชับและเร็ว แต่ถ้าเรื่องการฝึกฝน การจำ และการใช้ รหัสเคาะง่ายกว่าและเป็นเร็วกว่ามาก ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพราะอยากเผยแพร่ให้รหัสเคาะหรือ Tap code นี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะมันจำง่ายกว่ารหัสมอร์สมาก จะเขียนตารางขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ทำได้
และหากรหัสเคาะเป็นที่รู้จักกว้างขวางแล้วล่ะก็ หากเกิดเหตุการณ์ที่เครื่อข่ายสื่อสารอันทันสมัยเกิดล่มหมดด้วยเหตุสุดวิสัยใดใด เราก็ยังสามารถสื่อสารหรือขอความช่วยเหลือแบบ Low tech ได้ และไม่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเสมอไป แค่ชาวบ้านอย่างเรานี่แหละ ก็สามารถเข้าใจรหัสได้เหมือนกัน

https://www.flickr.com/photos/isogloss/2316477358/sizes/h/

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจนะครับ
ไว้เจอกันบทความหน้า
สวัสดีครับ ^_^



อ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/Tap_code

19 ตุลาคม 2561

SKEMI 1134 - นาฬิกาทนถึกในราคาย่อมเยา

SKMEI 1134

SKMEI เอสเคไม เป็นนาฬิกาน้องใหม่จากจีนที่น่าจับตามองอย่างยิ่งครับ ด้วยคุณภาพหลักพันในราคาหลักร้อย แถมยังมีดีไซน์หลากหลายให้เลือกสรรมากมาย เลือกกันไม่หวาดไม่ไหวจริงๆ บทความนี้เราจะมาคุยกันเกี่ยวกับรุ่น SKMEI 1134 โดยเฉพาะ ซึ่งรุ่นนี้มีต้นแบบจาก G-Shock DW5600 ซึ่งเป็นดีไซน์ต้นตำรับคลาสสิคของนาฬิกากันกระแทกทั้งหลาย
สำหรับเพื่อนๆที่ชื่นชอบนาฬิกาที่ทนถึกทนทาน SKMEI 1134 เป็นนาฬิกาที่ควรค่าครับ รุ่นนี้มีฟังชั่นการทำงานพื้นฐานครบถ้วน บอก เวลา-วัน-เดือน-วันที่, จับเวลา, ตั้งปลุก, สัญญาณเตือนชั่วโมง และกันน้ำ 50m ที่บอกเป็นเมตรไม่ได้ให้ไปดำน้ำขนาดนั้นนะครับ แต่หมายถึงการทนแรงดันน้ำได้เมื่อเทียบความลึก 50m นั่นเอง หรือเรียกอย่างอื่นอีกเช่น 5bar หรือ 5ATM ซึ่งระดับนี้สามารถใส่อาบน้ำ ล้างมือ ล้างรถ เล่นน้ำได้ พูดง่ายๆคือใส่โดนน้ำได้สบายๆไม่ต้องเป็นห่วง แต่ไม่ควรกดปุ่มตอนเปียกน้ำนะครับ นาฬิกาที่จะกดตอนเปียกหรือในน้ำได้ต้องเป็นรุ่นสำหรับดำน้ำเท่านั้นครับ
ดีไซส์สี่เหลี่ยมคลาสสิค ขอบหน้าปัดยกสูงเป็นกันชนกระจก ขอบข้างปุ่มกดก็เช่นกันครับไว้กันชนปุ่ม หากบังเอิญทำตก กระจกและปุ่มกดจะไม่โดนชนง่ายๆ โคนสายแน่นหนาไว้ป้องกันตัวเครื่อง และตัวเรือนขนาดใหญ่กันกระแทก(Shock Resistant)ปกป้องวงจรภายใน ตัวเรือนขนาด 50mm เป็นไซส์ใหญ่ ซึ่งใหญ่กว่า G-Shock DW5600 ไซส์นึง(ไซส์ใหญ่นี้กำลังเป็นที่นิยม) และความต่างอีกสองอย่างคือ SKMEI 1134 ไม่มีโหมดนับถอยหลัง และกันน้ำได้ที่ 50m ขณะที่ G-Shock DW5600 กันได้ 200m แต่ถึงกระนั้นเรื่องความทนทานในการใช้งาน SKMEI ก็นับเป็นน้องๆของ G-Shock ได้เลยในราคาแค่หลักร้อย

SKMEI 1134 นับว่าทนทาน และมีคุณสมบัติครบถ้วนในการใช้เป็นนาฬิกาลำลองหรือแม้กระทั่งเดินป่า ทั้งตั้งปลุกได้ ตั้งเตือนได้ทุกชั่วโมง สายทำจากเรซิ่น มีไฟดูตอนค่ำมืด อีกทั้งยังราคาถูกมาก เรียกได้ว่าคุ้มค่า และว่ากันว่ายี่ห้อนี้ไม่มีของปลอม? ใครที่ชอบนาฬิกาทรงนี้ต้องไม่พลาด

นี่ผมไม่ได้ค่าโฆษณาจาก SKMEI มานะครับ ถ้าทาง SKMEI เจอบทความนี้แล้วจะเลี้ยงข้าวผัดผมสักมื้อก็ยินดีครับ ๕๕๕บวก ;p



แถม
และแน่นอนว่านาฬิกาแบบนี้มีเกมคลาสสิคให้เราเล่นกัน นั่นก็คือ เกมจับเวลา (๕๕๕บวก) วิธีเล่นง่ายๆ แข่งกันกดหยุดเมื่อจับเวลา ใครกดได้เสี้ยววิน้อยสุด หรือ ได้ศูนย์ก็ชนะไป หรืออื่นๆตามแต่ตั้งกฏ เล่นแก้เบื่อได้ดี เป็นเกมยอดฮิตสมัยเด็กๆเลยทีเดียวเชียวล่ะครับ



ศึกษาเพิ่มเติม
http://www.skmeithailand.com/product/skmei-1134-%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%ac%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95-%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%88/
http://www.hablemosderelojes.com/forum/showthread.php?79017-Casio-5600e-VS-Skmei-1134