ชื่อเสียงกับกายตนสิ่งใดใกล้ชิดกว่ากัน?
กายตนกับทรัพย์สินสิ่งใดมีค่ากว่ากัน?
ได้มากับสูญเสียสิ่งใดเป็นภัยกว่ากัน?
ยิ่งใคร่ได้จักหมดเปลืองมาก, เก็บไว้มากจักสูญเสียหนัก.
-คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง บทที่ 44
名與身孰親?
身與貨孰多?
得與亡孰病?
甚愛必大費,多藏必厚亡。
道德經
ในทุกวันนี้ที่หลายคนเติบโตมากับค่านิยมที่ต้องทำงานแบบ Hyper-Productive ตลอดเวลา ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ต้อง FOMO มีปฏิสัมพันธ์ในโลกออนไลน์ตลอดเวลา ฯลฯ จนไม่มีเวลาได้พักผ่อนที่เป็นการพักผ่อนจริงๆ
โรงเรียนสอนให้เราทำงาน แต่ไม่เคยสอนให้เราพักผ่อนอย่างแท้จริง เมื่อชีวิตมีแต่การขับเคลื่อนใช้พลังงาน (หยาง) แต่ไม่มีการหยุดนิ่งเพื่อสะสมพลังงาน (หยิน) ระบบชีวิตย่อมเสียสมดุล และปลายทางคือการพังทลาย
เมื่อมนุษย์ผูกตัวตนไว้กับผลผลิต
เรื่องการพักผ่อน ทำไมโรงเรียนไม่สอน? เพราะระบบการศึกษาถูกออกแบบมาในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เพื่อสร้างแรงงานป้อนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ตัวตนของมนุษย์จึงถูกลดรูปให้เหลือแค่หน้าที่สร้างผลผลิตไม่ใช่เพื่อคุณค่าในตัวเอง คนเราจึงมักผูกคุณค่าของตัวเองกับตำแหน่งหน้าที่การงานที่ทำ การที่คนเราไม่ยอมพัก ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้ว่าต้องพัก แต่เพราะกลัว กลัวว่าจะสูญเสียตัวตนหากไม่ได้เป็นคน Hyper-Productive นี่คืออัตตาทางหยางที่ล้นเกินโดยไม่มีหยินอีกเช่นกัน ไม่ครบหยินหยางก็ไม่สมดุล ไม่สมดุลก็พังทลาย
แม่ของเราได้สอนคตินึงไว้ว่า "พักก่อนเหนื่อยจะไม่เหนื่อย" ซึ่งเป็นสิ่งที่เราปฏิบัติแล้วเห็นว่าจริง เพราะถ้าพักก่อนเหนื่อย พักไม่นานก็ทำงานต่อได้เลย แต่ถ้ารอให้เหนื่อยหนักๆถึงขีดสุดก่อนแล้วค่อยพัก มักจะต้องพักยาวจนไม่อาจทำงานอย่างต่อเนื่องได้ หรือบางคน ...อาจไม่ได้กลับมาทำต่ออีกเลย
คล้ายๆกับที่หมอบอกให้ดื่มน้ำก่อนกระหายนั่นแหละ เพราะถ้ารู้สึกกระหายแล้ว แปลว่าร่างกายขาดน้ำจนเริ่มไม่ปกติแล้ว แต่เรื่องทางกายนั้นเห็นง่าย เมื่อออกแรงจนเห็นว่าเริ่มจะเหนื่อยแล้วก็พัก และจัดการได้ไม่ยาก จึงขอละไว้ในฐานที่เข้าใจครับ แต่เรื่องทางใจนั้นเห็นยาก การฟังร่างกายตัวเองจึงสำคัญ จึงขอนำมากล่าวถึงศิลปะแห่งการพักผ่อนไว้ ณ ที่นี้
การละเลยเสิน (神) เมื่อจิตใจกลายเป็นจิตไร้บ้าน
งานที่ต้องใช้สมองคิด การเพ่งสมาธิจดจ่อ ในทางปรัชญาจีนเรียกว่าการใช้เสิน (神) ซึ่งมักแปลว่า จิตวิญญาณ สติรู้ตัว และสติปัญญา เป็นต้น ซึ่งในบทความนี้เราขอเรียกว่า "จิต" หรือ "จิตใจ" ก็แล้วกัน เพื่อผู้อ่านจะได้ไม่งงกับศัพท์เทคนิคมากนัก
ซึ่งจิตเองก็เหนื่อยได้เหมือนการใช้แรงกาย แต่เห็นได้ยาก บางคนถึงขั้นคิดว่า "แค่นั่งคิดจะไปเหนื่อยอะไร?" คนเราจึงละเลยการพักจิตใจ
- เมื่อแรงกายหมด ผลคือ ร่างกายเสื่อม พิการ หรือตาย (กายพัง)
- เมื่อแรงจิตหมด ผลคือ หมดไฟ ซึมเศร้า หรือวิกลจริต (จิตพัง)
อาการจะเริ่มจากการหยุดคิดไม่ได้ เริ่มรำคาญเสียงเล็กๆน้อยๆ นานไปจะเริ่มนอนไม่หลับ หรือพอจะหลับจะสะดุ้งตื่น เพราะจิตไม่สามารถเข้าไปพักในหัวใจที่เป็นบ้านของมันได้ เนื่องจากในทางปรัชญาจีนหัวใจเกี่ยวกับการรับรู้และเป็นบ้านของเสินหรือจิตนี้ นานไปพอจิตกลับเข้าหัวใจไม่ได้ก็ล่องลอย รู้สึกตัวเองไม่อยู่ในร่างกายนี้ นานไปเริ่มรู้สึกเหมือนวิทยุที่จูนคลื่นไม่ติดกับโลกภายนอก และปลายทางมีอยู่สองทางอันสุดโต่งคือ
- ทางหยิน (ดิ่งสุด) กลายเป็นโรคซึมเศร้า นิ่งงัน ไร้พลังงาน
- ทางหยาง (พุ่งสุด) กลายเป็นบ้า วิกลจริต คุ้มคลั่ง
ทั้งสองทางเป็นการหลุดออกจากโลกความเป็นจริงไปสู่โลกลวงที่สร้างขึ้นเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการใช้ความคิดไม่เคยหยุดพัก สุดท้ายร่างกายก็สั่งให้พักอย่างไร้กำหนดด้วยอาการเหล่านี้
แต่สามารถรักษาได้ครับ ไปหาหมอยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะนานไปร่างกายจะปรับตัวตามโลกลวงที่สร้างขึ้น ทำให้แม้รักษาหายก็ไม่ 100%
เชยชมไปยังที่ว่างนั้น, ห้องว่างเปล่าก็กำเนิดแสงสว่าง, ความมงคลย่อมสถิตหยุดอยู่.
อันว่าตัวอยู่นิ่งแต่ใจไม่หยุด, นี่เรียกว่าการนั่งห้อ.
-คัมภีร์จวงจื่อ บทที่ 4
瞻彼闋者,虛室生白,吉祥止止。
夫且不止,是之謂坐馳。
莊子
ถอดรหัสภาวะหมดไฟ (Burnout) ด้วยปรัญชาจีน
แต่บางคนโชคดีหน่อย มีคัตเอ้าท์ที่เรียกว่าการหมดไฟ ทำให้อาการไม่ลุกลามจนจิตพัง ร่างกายตัดไฟกลางทาง
ในกรณีหมดไฟนี้ หลายคนชอบไปพูดปลุกใจว่า "ฮึดหน่อย สู้ๆหน่อย" ถ้าเจ้าตัวเอาด้วยละก็จิตจะพังกว่าเดิม เพราะที่หมดไฟก็เพราะแต่เดิมเคยไฟแรงไม่เคยพัก ตอนนี้ไฟเผาหัวใจจนเชื้อไฟมอดหมด น้ำที่คอยถ่วงดุลไฟก็แห้งผากไปแล้ว ถ้ายังเอาไฟไปจุดอีกใจก็ยิ่งพังหนักกว่าเดิม
ทางที่ดีคือการพักผ่อนอยู่กับความว่างเปล่า เพื่อรอให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง สะสมธาตุน้ำ (ไต) และธาตุไม้ (ตับ) เมื่อน้ำอุดมสมบูรณ์ไม้ก็แข็งแรง ฟืนจากไม้นั้นจะค่อยๆส่งผ่านเป็นเชื้อไฟที่อบอุ่นและเสถียรให้แก่ธาตุไฟ (หัวใจ) อีกครั้งอย่างสมดุล การหมดไฟก็คือการที่ร่างกายบังคับให้พักก่อน เป็นคัทเอ้าท์ก่อนลุกลามไปสู่การจิตพัง
แต่ก็ควรทบทวนสิ่งที่ทำก่อนหน้านั้นด้วยนะครับว่า กดดันตัวเองมากเกินไปมั้ย? ตัดสินตัวเองมากเกินไปมั้ย? บ้าพลังมากเกินไปมั้ย? ฯลฯ จนสิ่งเหล่านั้นคอยเร่งแผดเผาตัวเองจนหมดไฟเสียสมดุล เมื่อทบทวนได้ความแล้วก็อย่ากลับไปทำแบบนั้นอีก จากนั้นพยายามค้นหาความหมายที่แท้จริงของตัวเองให้เจอ ลดการตัดสินตัวเองลง และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวตนภายใน อย่าลืมโอบกอดตัวเองทั้งภายในและภายนอกด้วยนะ
สัญญาณเตือน เมื่อพลังเสินของคุณกำลังจะหมดหลอด
โบราณว่า "กันไว้ดีกว่าแก้" เราไม่จำเป็นต้องรอให้ร่างกายตัดคัตเอาต์หรือรอให้วิกลจริตแล้วค่อยพัก เราควรเรียนรู้การพักให้อยู่ในชีวิตประจำวัน หยินหยางต้องสมดุล ชีวิตจึงจะดำรงอยู่และขับเคลื่อนไปได้
ในประเทศที่เจริญแล้วมีการเรียกร้องให้ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์โดยได้เงินเดือนเต็ม เพราะพวกเขาเจ็บมามากแล้วกับแนวคิด Hyper-Productive ที่ต้องทำงานเยอะๆ หรือพัฒนาตัวเองแบบไม่ต้องพัก ทำให้มีอัตราการฆ่าตัวตาย หมดไฟ ซึมเศร้าเต็มเมือง ซึ่งสิ้นเปลื้องทรัพยากรมนุษย์มากเกินไป ดังนั้น การทำงานแค่ 4 วันแบบจิตที่มีพลังเต็มเปี่ยม ย่อมได้ผลงานที่มีคุณภาพกว่าการมานั่งเบลอๆหน้าคอมฯ 7 วันต่อสัปดาห์อย่างมาก แต่ในโครงสร้างสังคมที่ยังไม่ได้เอื้ออำนวยแบบนั้น เราจำเป็นต้องสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกายเอง ดังนี้
- อ่านหนังสือประโยคเดิม 3 รอบแล้ว แต่ไม่เข้าหัวเลย
- มองจอแล้วภาพมันเหมือนลอยๆ หรือละลายย้อยลงมา ตาเริ่มเบลอ
- รำคาญเสียงหรือเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ปกติไม่เคยรำคาญมาก่อน
- มึนตึง เบลอ หัวตัน เริ่มคิดอะไรไม่ออก
- สายตาเริ่มลอย ไร้จุดโฟกัส
เป็นต้น
เมื่อรู้สึกประมาณนี้เมื่อไหร่ต้องพักทันที ไม่ต้องรอให้ถึงเวลาพัก เพราะถ้าฝืนจนพลังหมดหลอดบ่อยๆรอยร้าวจะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ศิลปะการพักผ่อนที่แท้จริง
สำหรับการป้องกันจิตพังสำหรับคนที่ยังไม่พัง คือ ต้องเรียนรู้ที่จะพักระหว่างงาน โดยปกติมักจะแนะนำให้ใช้เทคนิค
Pomodoro หรือ 45/15 หรือ 50/10 สำหรับงานทั่วไปหรืองานที่ใช้ความจำ
สำหรับงานที่ต้องใช้ความต่อเนื่องแนะนำให้ใช้
เทคนิค 90/20 คือ ทำงาน 90 นาที พัก 20 นาที ตัวเลขนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นการทำงานตามวงจรประสาทของสมอง (สำหรับรายละเอียดกดเข้าไปอ่านที่ชื่อเทคนิคได้เลย) แต่ต้องให้เวลาจัดสรรงานพวกนี้เป็นเพียงแค่เพดานสูงสุดเท่านั้น หากล้าก่อนก็ต้องพักก่อนได้
ซึ่งจะใช้การจับเวลาเพื่อช่วยเตือน เช่น แอปจับเวลาถอยหลังในมือถือก็ใช้ได้แล้ว หรือแอปจับเวลาสนุกๆอย่าง
Focus Friend,
Focus Quest,
Age of Pomodoro หรือคำค้นในสโตร์ เช่น pomodoro หรือ focus เป็นต้นครับ หรือเพื่อความกิ๊บเก๋เป็นสีสรรสไตล์คลาสสิคก็อาจใช้
นาฬิกาทรายมาจับเวลา อาจเลือกแบบ
25 นาที หรือ
30 นาที ก็ได้ แล้วค่อยพลิกเพื่อนับเวลาเพิ่มตามต้องการ
การพักระหว่างงานแบบนี้ เสมือนเป็นการลดความร้อนของเตาปฏิกรณ์แห่งจิตลงเมื่อร้อนจัด และทุกคาบที่ทำงานต่อก็เริ่มด้วยเตาที่พักเย็นแล้ว สมบูรณ์พร้อมที่จะผลิตงานทางความคิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
แต่บางคนอาจคิดว่า "ทำงานไปรวดเดียวแล้วค่อยทบไปพักเอาทีเดียวตอนเย็นก็ได้" จะทำอย่างนั้นก็ได้ แต่ความจริงของธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้นด้วยครับ เพราะการเร่งเตาปฏิกรณ์ให้ร้อนจัดตลอดทั้งวัน แล้วค่อยไปพักทีเดียว แต่ระหว่างที่มันร้อนจนถึงจุดวิกฤตแล้วไม่ยอมพัก รอยร้าวก็ค่อยๆก่อตัว เมื่อสะสมไปนานวันเข้า อาการระหว่างทางที่เคยกล่าวไว้จะเริ่มมา หรือกรณีร้ายแรงคือจิตแตกสลายพังลงอย่างที่ได้กล่าวไป แต่ปัจจัยต้นทุนสุขภาพของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนอาจไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ ก็ถือว่าดีแล้วครับ ซึ่งวิธีที่แนะนำไปนั้นก็สำหรับป้องกันการฝืนใช้จิตจนเหนื่อยล้าเกินไป เพื่อไม่ต้องจ่ายหนี้ในภายหลัง
💡 วิธีจัดการเมื่อเริ่มมีรอยร้าวใหญ่ (อาการระยะเริ่มต้น)
แต่สำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีอาการคิดแล้วหยุดไม่ได้จนไม่ได้นอน นอนไม่หลับ หรือหลับก็สะดุ้งตื่นเองแบบไม่มีสาเหตุ หลับฝันเป็นมหากาพย์ตื่นมาแล้วเหนื่อยเหมือนไม่ได้นอน รำคาญเสียงหรือเรื่องเล็กๆน้อยๆ หรือจู่ๆก็มีอาการผวาในใจ ระแวง ตื่นตระหนก (Panic) จิตไม่สงบ หัวตันเบลอ หงุดหงิดง่ายผิดปกติ หรือกำลังหมดไฟ ฯลฯ เหล่านี้อาจเป็นอาการระหว่างทางก่อนที่จิตจะพังแตกสลาย หากอาการยังไม่หนักก็กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าอาการหนักแล้วก็อาจใช้เวลาฟื้นฟูเป็นหลักปีถึงจะปกติจริงๆ
หลักการก็ทำแบบเดียวกับการป้องกันจิตพังครับ คือ แบ่งเวลาทำงานและพักด้วย
90/20 หรือ 50/10 หรือ 45/15 หรือ Pomodoro ซึ่งควรเลือกตามความเหมาะสม (ย้ำอีกครั้ง ถ้ามีอาการล้าก่อนต้องพักเลย) แล้ววันหยุดต้องพักแบบพักจริงๆ คืออยู่เฉยๆหรือปฏิบัติธรรมเดินจงกรมนั่งสมาธิ หรือทำงานบ้าน อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องใช้ความคิดเพื่อพักจิต
แต่หลายคนอาจจะงงว่า "การพัก 10-20 นาทีจะไปช่วยรักษาอะไรได้?" ขอบอกเลยว่า ไม่ได้ช่วยรักษาแผลเก่าครับ แต่เป็นการไม่สร้างรอยร้าวเพิ่ม เพื่อให้ตอนนอนหลับร่างกายจะได้ซ่อมแซมรอยร้าวที่มีอยู่เดิม คือจ่ายหนี้เก่าไปเรื่อยๆโดยไม่สร้างหนี้ใหม่ ทำให้ไม่ไปถึงจุดที่จิตพัง และจะค่อยๆดีขึ้นทีละนิด ทำได้แบบนี้ 100 วัน (百日筑基 - ร้อยวันสร้างรากฐาน) จะดีขึ้นเกิน 50% และอาจหายดีได้ภายใน 1-3 ปี
สำหรับใครที่มีทุนทรัพย์แบบไม่ต้องทำงานก็ได้ การได้หยุดทำงานแล้วพักอยู่บ้านเฉยๆไปเลย แบบนี้ไม่ถึงปีสองปีก็อาจหายดีได้ครับ หากพักฟื้นอย่างถูกวิธี
หากต้องการให้หายเร็วขึ้น ต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินให้ดี การออกกำลังกายก็สำคัญ (อย่างน้อยช่วงกลางสัปดาห์สัก 2 วันตอนเย็น ออกกำลังหนักๆแบบใช้เวลาสั้นๆ เพื่อระบายไฟสะสม) และไปหาหมอแผนจีนให้ช่วยรักษาอาการที่เป็น หมอจะฝังเข็มเพื่อปรับสมดุลหรือจ่ายยาสมุนไพรเพื่อบำรุง จะช่วยให้นอนหลับดีขึ้นและสบายตัวขึ้น ซึ่งจะช่วยให้มีกำลังใจมากขึ้นด้วย
🚨 วิธีจัดการเมื่อ "จิตพัง" ไปแล้ว (สถานีปลายทาง)
สำหรับคนที่จิตพังแล้ว คือเป็นซึมเศร้าหรือคลุ้มคลั่งแล้ว จำเป็นต้องไปพบแพทย์เท่านั้น การบำรุงหรือแค่พักผ่อนไม่อาจช่วยได้อีกต่อไป และหากมีอาการคลุ้มคลั่งควรไปพบแพทย์แผนปัจจุบันร่วมด้วยเพื่อใช้ยาระงับอาการให้ปลอดภัย และรักษาควบคู่กับแพทย์แผนจีนทั้งฝังเข็มและสมุนไพรเพื่อให้ช่วยเยียวยาในแนวทางของการขับเสมหะร้อนที่อุดกั้นทวารหัวใจ เพราะตอนความเครียดสะสมจนระบบชี่ติดขัด ของเหลวในร่างกายจะงวดตัวกลายเป็นเสมหะเหนียวข้น และถูกไฟแห่งความเครียดพัดพาขึ้นไปบดบังช่องทางของจิต ทำให้การรับรู้โลกบิดเบือนไป แพทย์แผนจีนจะช่วยทะลวงเสมหะและดับไฟตรงนี้ลง เพื่อเปิดทวารหัวใจให้จิตได้กลับบ้าน (แต่ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้เหมือนกัน) และเป็นการรักษาให้หายจากทั้งภายในและภายนอกร่วมกัน แนะนำว่ายิ่งไปรักษาเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ซึ่งอาจกลับมาได้ 100% แต่ถ้าปล่อยให้เนิ่นช้าออกไปเป็นปีๆ ร่างกายจะเริ่มปรับตัวให้เข้ากับความผิดปกตินั้น จนแม้ภายหลังจะรักษาหายแล้วก็ไม่ปกติเหมือนเดิม ย้ำอีกที ยิ่งไปพบหมอเร็วเท่าไหร่เร็วยิ่งดี
แล้วแบบไหนที่เรียกว่า "พักผ่อนจริงๆ"?
หลายคนมักจะพักด้วยการเล่นเน็ต เช็คฟีด ไถมือถือ เสพสื่อไปเรื่อยๆ แต่นั่นไม่ใช่การพักผ่อน เพราะจิตยังต้องทำงานขบคิดและประมวลผลข้อมูลอยู่ การพักผ่อนจิตที่เป็นการพักผ่อนจริงๆ คือ การอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรที่เป็นการใช้สมองขบคิดเลย เช่น
- กิจกรรมที่ควรเลี่ยงช่วงพัก เช่น ไม่เล่นคอมฯ ไม่เล่นเกม ไม่เล่นมือถือ ไม่เช็คเฟซฯ ไม่เล่นเน็ตฯ ไม่อ่านหนังสือ ไม่ดูหนัง ไม่ฟังพอคแคสต์ ไม่ช๊อปออนไลน์ ฯลฯ
- กิจกรรมที่ทำได้ เช่น กวาดบ้านถูบ้าน จัดบ้าน ล้างจาน เดินจงกรม นั่งหลับตาทำสมาธิ ฟังเพลงบรรเลงเบาๆฟีลกู๊ด ใช้ฝ่าเท้าเหยียบคลึงลูกเทนนิส หมุนลูกติ้ง รำมวยจีน ทำดรรชนีไล่ล่า นั่งโง่ๆ หรือทำอะไรก็ได้ที่ดูไร้จุดหมาย
หลักคิดคือต้องสลับหยินหยาง งานใช้สมองเป็นหยาง เมื่อพักให้ทำงานหยินประเภทตรงข้ามแทน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้การขบคิดหรือการโฟกัสมากนัก ก็ลองเอาแนวคิดนี้ไปปรับใช้ดูครับ ถ้านึกอะไรไม่ออกก็นั่งโง่ๆเหม่อมองยอดไม้พลิ้วไหวไปตามลม สายตายก็ได้ผ่อนคลาย จิตก็ได้พักจากการขบคิดด้วย จริงๆวิธีนี้อาจดีที่สุดด้วยซ้ำ คล้ายๆหลักการนั่งลืม (坐忘 - จั้ววั่ง) ของปรัชญาเต๋า
วางระยางค์สังขาร, ปลดเปลื้องความหลักแหลม, แยกลักษณ์ละปัญญา, หลอมรวมกับมหามรรคา[เต๋า], นี่เรียกว่าการนั่งลืม.
-คัมภีร์จวงจื่อ บทที่ 6
堕肢体,黜聪明,离形去智,同于大通,此谓坐忘。
莊子
คือควรปล่อยให้ตัวเองได้พักที่เป็นการพักจริงๆ ช่วงพักระหว่างงานก็ควรพักแบบนี้ ไม่ใช่พักด้วยการเล่นเน็ต นั่นยังคงเป็นการใช้จิตอยู่ไม่ต่างจากการทำงานเลย ต้องเปลี่ยนมาใช้สายตาไปกับสิ่งที่ไร้รูปทรง หรือพักสายตาหลับตาไปเลยยิ่งดี
🏢 วิธีเนียนพักในที่ทำงาน
แต่สำหรับคนทำงานออฟฟิศ ในสำนักงานคงไม่สามารถนั่งพักเฉยๆได้แน่ๆ เพราะอาจโดนเพ่งเล็ง ก็ให้เปลี่ยนกิจกรรมเป็นการเดินไปส่งเอกสารที่แผนกอื่น นั่งทำ
ดรรชนีไล่ล่า นั่งหมุน
ลูกติ้งอยู่ที่โต๊ะ (เพื่อสงบความคิด ในที่ทำงานควรใช้แบบไม่มีเสียง) จัดไฟล์ในเครื่อง ไล่ลบอีเมล์ แวะไปเข้าห้องน้ำ หรือเดินไปสูดอากาศข้างนอกห้อง มองวิวไกลๆ ฯลฯ อะไรก็ได้ที่ทำแบบเน้นปริมาณได้แบบไม่ต้องคิดเชิงคุณภาพมากนัก
หากเป็นครูอาจารย์ ที่ต้องสอนคลาสยาวหลายชั่วโมง ช่วงพักก็อาจปล่อยพักเบรกไปเลย หรือจ่ายงานให้นักศึกษารวมกลุ่มสนทนากันเองในช่วงพักนั้น เพราะยังไงการสอนแบบอัดต่อเนื่องไม่มีพักช่วงหลังก็เรียนไม่เข้าหัวอยู่แล้ว การพักเองก็เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพทั้งตัวผู้สอนและผู้เรียนไปด้วย
อาชีพสายบริการ ค้าขาย งานกลุ่มนี้มักถูกตัดจังหวะด้วยลูกค้าตลอดเวลา กลยุทธ์คือการพักสั้นๆทุกครั้งที่สลับเปลี่ยนลูกค้า หรือช่วงที่ไม่มีลูกค้าเดินเข้าร้าน 2-3 นาที ให้หลับตาลง สูดหายใจลึกๆลงไปที่ท้อง (หรือจิตนาการว่าหายใจลงไปถึงฝ่าเท้าเลยยิ่งดี เป็นการดึงไฟที่ค้างในหัวลงข้างล่าง) หรือหรือใช้ฝ่าเท้าเหยียบคลึง
ลูกเทนนิส (ช่วยดึงไฟลงล่างได้ดีมาก) ทำ
ดรรชนีไล่ล่าหรือหมุน
ลูกติ้ง ไม่ต้องรอให้ถึงเวลาพักที่ตั้งไว้
อาชีพขับรถหรือขนส่ง ความปลอดภัยสำคัญที่สุด เมื่อขับรถติดต่อกัน 90-120 นาที จิตที่เพ่งมองถนนจะล้าและเสี่ยงอุบัติเหตุ จำเป็นต้องแวะปั๊มน้ำมัน พักรถและพักคน 15-20 นาที
ลุกขึ้นมายืดเหยียด สะบัดมือสะบัดเท้าเพื่อระบายไฟสะสม
สำคัญคือการรู้ตัวทั่วพร้อม ขอเพียงแค่รู้ว่าตอนไหนจิตของคุณเริ่มตึงและคุณมีอุบายเล็กๆในการหย่อนมันลง แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่นาทีท่ามกลางความวุ่นวายในที่ทำงาน นั่นก็คือนวัตกรรมในการถนอมจิตใจแล้วครับ
💤 ศาสตร์แห่งการนอนหลับตามนาฬิกาชีวิต
ในเรื่องการนอนหลับ ตามหลักแพทย์แผนจีนแนะนำว่า
- ช่วงกลางคืน ควรหลับก่อน 11 pm เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ ซึ่งควรเตรียมนอนตั้งแต่ 7 pm แล้ว คืองานขบคิดทุกอย่างต้องหยุด ปรับอารมณ์ให้ผ่อนคลาย ฟังเพลงบรรเลงเพราะๆ อ่านหนังสือเบาๆ ไม่ทำกิจกรรมหนักๆ และควรเข้านอนช่วง 9 pm - 11 pm
- ช่วงกลางวัน (ถ้าทำได้) เวลาของหัวใจระหว่าง 11 am - 1 pm ควรงีบสัก 15 นาทีร่วมด้วย (ตั้งนาฬิกาปลุกด้วยนะ) เพื่อให้หัวใจได้พักและหยินหยางผลัดเปลี่ยน ในหลักปฏิบัติจริงของคนทำงานคือกินมื้อเที่ยงแล้วก็หาที่นั่งงีบ หลับไม่หลับไม่เป็นไร ขอให้ได้หลับตา
แล้วคนที่ชอบเล่นเกมกลยุทธ์ อ่านหนังสือหนักๆ อยากดูหนังฟังเพลง หรือฟังพอดแคสต์เพื่อพัฒนาตัวเองล่ะ การเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งที่ดีและควรทำ ผมสนับสนุนเรื่องนี้มาโดยตลอดครับ แต่บอกตรงๆนะครับ ...ให้เก็บไว้ทำในเวลาที่เหลือหรือวันหยุด และถือเป็นงาน ซึ่งต้องพักตามช่วงเวลาด้วยเช่นกัน
แต่สำหรับคนที่ร้อยร้าวเริ่มใหญ่แล้ว แม้วันหยุดก็ควรพักอย่างเดียวครับ ถ้ารู้สึกว่างมากก็ลุกขึ้นทำงานบ้านก็เป็นการพักจิตที่ดี ให้ร่างกายได้เข้าถึงโหมดเบื่อ เมื่อร่างกายเข้าสู่โหมดเบื่อร่างกายจะเริ่มพักระบบการคิดและเริ่มซ่อมแซมตัวเองในระหว่างวัน พอหายดีแล้วค่อยลุยต่อก็ยังไม่สายครับ (สมัยก่อนความเบื่อจุดประการความคิดสร้างสรรค์มานักต่อนักแล้ว)
ความสงบนิ่งชนะความร้อนรน.
ความใสสงบกระทำใต้ฟ้าให้เที่ยงตรง.
-คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง บทที่ 45
靜勝熱。
清靜為天下正。
道德經
บทส่งท้าย ยอมรับข้อจำกัดของธรรมชาติ
ในระบบเศรษฐกิจที่รีดเค้นแรงงานอย่างเต็มรูปแบบนั้น ต้องยอมรับว่า ถ้าเราต้องการถนอมร่างกายและจิตใจจริงๆ ก็จำเป็นต้องแบ่งเวลาพักผ่อนด้วยตัวเอง และแบ่งเวลาของความบันเทิงส่วนตัวหลังจากพักผ่อนแล้ว ไม่งั้นจะเป็นการไม่ได้พักเลย เพราะถ้าจิตพังแล้วก็คือโดนบังคับให้พักทุกอย่างแบบไม่มีกำหนดอยู่ดี และค่ารักษาก็ไม่ใช่ถูกๆ แถมยังทรมานมากอีกด้วย โดยที่คนส่วนใหญ่รอบตัวก็ไม่ค่อยอยากจะเข้าใจความป่วยของจิตพังว่ามันเลวร้ายแค่ไหน เพราะเป็นเรื่องข้างในที่ไม่มีใครเห็น แย่กว่านั้นคือพาลคิดว่าเอาแต่ใจหรือเรียกร้องความสนใจไปอีก
คนจีน (และประเทศเอเชียหลายแห่ง) ต้องเรียนกวดวิชาวันละ 14 ชั่วโมงเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย คนทำงานระบบ 996 คือทำงาน 9 am ถึง 9 pm สัปดาห์ละ 6 วัน เมื่อคนจีนวิ่งไม่หยุด (หยางสุดโต่ง) จนร่างกายและจิตใจพัง โครงสร้างสังคมเริ่มบิดเบี้ยว ทำให้ตอนนี้ในกลุ่มวัยรุ่นจีนเกิดลัทธิใหม่ขึ้นมาตอบโต้ ซึ่งขยายตัวรวดเร็วมาก นั่นคือลัทธิทั่งผิง (躺平 - นอนราบ) ด้วยการทำงานแค่พอกินพอใช้แล้วนอนแผ่ไปวันๆ ไม่คาดหวังอะไรในชีวิตอีกแล้ว เมื่อระบบเศรษฐกิจและสังคมบีบเค้นจนสายพิณตึงเปรี๊ยะจนแทบขาด สติจะทำให้มนุษย์หันกลับมาเยียวยาตัวเองด้วยความนิ่งเฉยไม่ดิ้นรน (หยิน) เพื่อถ่วงดุลรักษาชีวิต มนุษย์ไม่มีทางวิ่งหนีไปจากกฎแห่งความสมดุลของธรรมชาติ (เต๋า) ได้พ้น วันหนึ่งเมื่อเหนื่อยล้า ธรรมชาติจะบังคับให้คนเราต้องหยุดวิ่งและหันกลับมาหาความสงบนิ่งอยู่ดี เพียงแต่จะมาในรูปแบบไหนเท่านั้น
สรรพสิ่งเมื่อสูงสุดจักพลิกกลับ
-หลี่ซื่อชุนชิว
物極必反
吕氏春秋·博志
การที่ได้เห็นคนจิตพังจนเป็นโรคซึมเศร้ามากมายและตายคาไลฟ์ ต้องบอกเลยว่าในยุคสมัยนี้ การมีโอกาสได้พักผ่อนดูเหมือนจะเป็นของหรูหราไปแล้วจริงๆ ไม่ว่าจะด้วยสิ่งล่อใจต่างๆมากมายที่ต้องรู้เท่าทัน
อย่างโซเชียลมิเดียในยุคปัจจุบัน อาจเรียกได้ว่าเป็นโรงงานนรกสำหรับสูบพลังของจิตเพื่อเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินอย่างไร้ความปราณีที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติเลยก็ว่าได้ เพราะมันไม่ปล่อยให้คนได้พัก ดึงให้ต้องไถแทบตลอดเวลา ด้วยลูปที่ไถได้ไม่มีวันสิ้นสุด แต่พลังชีวิตมนุษย์มีวันสิ้นสุด การรู้เท่าทัน รู้วิธีการใช้งานและการพัก จึงเป็นความรู้ที่จำเป็นมาก เพราะรูปแบบการใช้ชีวิตได้เปลี่ยนไปจากธรรมชาติมากแล้ว
คนรุ่นก่อน ตอนนั่งรถเมล์ นั่งรอข้าว นั่งรอเพื่อน พวกเขามีโอกาสได้นั่งเฉยๆ ได้ชมนกชมไม้ระหว่างการเดินทาง จิตก็ได้เข้าไปพักในบ้าน (หัวใจ) บ้าง แต่สมัยนี้ แทบทุกคนพยายามอุดความว่างด้วยหน้าจอกันหมดแล้ว จิตไม่เคยได้กลับบ้าน และบ้าน (หัวใจ) ก็ร้อนขึ้นทุกวัน จนเมื่อถึงคราวหลับจิตก็เข้าบ้านไม่ได้แล้ว เพราะบ้านร้อนเกินไป (หัวใจร้อนนอนสะดุ้ง) นานวันเข้าบ้านของจิตก็ไหม้และพังพินาศลง จิตก็ไร้บ้านล่องลอยต่อไม่ติดกับโลกแห่งความจริง แล้วก็จิตแตกสลาย ซึ่งปลายทางไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
การที่คนในเมืองใหญ่ทุกวันนี้นิดหน่อยก็หงุดหงิดนิดหน่อยก็โมโห นั่นมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงไม่เหลือพลังไว้รองรับอะไรอื่นได้อีกต่อไปแล้ว และพร้อมจะแตกร้าวได้ตลอดเวลาหากยังไม่เยียวยาตัวเอง
แต่แน่นอนว่าการจิตพังนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในกันง่ายๆ หากไม่ได้โดนสิ่งที่รุนแรงมากๆมากระทบจนจิตพังทันที โดยทั่วไปจิตอาจค่อยๆสะสมรอยร้าว 10 ปี 20 ปี จึงค่อยเห็นอาการเตือนชัดเจน แล้วอีก 10 ปี 20 ปี ก็ค่อยจิตพังในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ระหว่างคลุ้มคลั่งพุ่งสุดหรือซึมเศร้าดิ่งสุด แต่หากตระหนักก่อนหรือระหว่างทางหากเห็นรอยร้าว แล้วเริ่มรู้จักศิลปะแห่งการพักผ่อน ก็อาจรอดพ้นปลายทางเช่นนี้ได้ ถ้าสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ไม่ใจร้ายจนเกินไป
ในสังคมแห่งการ Hyper-Produtive ที่เน้นแต่ผลลัพธ์โดยไม่สนใจสุขภาวะนั้น การพักผ่อนอาจดูไม่เท่ห์ไม่คูล แต่รู้ไว้เถิดว่าการยอมรับข้อจำกัดตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์นั้น เป็นการใช้ปัญญาสากลมากกว่าความถึกส่วนบุคคล การได้พักอย่างแท้จริงคือการได้ลิ้มรสการมีชีวิต และจะทำให้เราสามารถทำสิ่งที่รักได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนาน กายหรือจิตก็ใช้แนวคิดเดียวกันนี้ได้ เพราะถ้าพักก่อนเหนื่อยจะไม่เหนื่อย พักก่อนพังจะไม่พัง
ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ
ผ่านพ้นวิกฤตแห่งยุคสมัยไปได้อย่างสมดุล
พร้อมคนที่คุณรักนะครับ
ขอให้บทความนี้ไปสู่ผู้ที่เหมาะสมด้วยเถิด
ด้วยความปรารถนาดี
สวัสดีครับ ^_^
การเรียนรู้ทางโลกนับวันยิ่งเพิ่มพูน, การเรียนรู้ทางเต๋านับวันยิ่งลดทอน.
ลดทอนแล้วลดลทอนอีก, จนถึงขั้นไร้กระทำ.
เมื่อไร้กระทำก็ไม่มีไม่กระทำ.
-คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง บทที่ 48
爲學日益,爲道日損。
損之又損,以至於無爲。
無爲而無不爲。
道德經
แถม
บทความที่อาจเกี่ยวข้องที่แนะนำให้อ่านครับ
ผู้ที่มีเริ่มมีอาการหยุดคิดไม่ได้ หรือแพนิคแล้ว มักได้รับคำแนะนำจากผู้คนว่า "นั่งสมาธิสิ จิตจะได้สงบ" แต่นั่นเป็นคำพูดจากคนที่ไม่รู้สถานการณ์
กายคือบ้านของจิต การนั่งสมาธิเปลี่ยนเสมือนการอยู่ในบ้านอย่างสงบนิ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก (เพราะการพักที่เราแนะนำมาตลอด ก็คือการให้จิตอยู่ที่บ้านจะได้พักเหนื่อย) แต่จะทำเช่นนั้นได้ บ้านต้องเป็น "บ้านที่ปกติ" แต่ในกรณีที่หยุดคิดไม่ได้หรือแพนิค ซึ่งเป็นอาการทางกายนั้น เปรียบเสมือน "บ้านที่กำลังไฟไหม้" หรือ "บ้านที่กำลังถูกพายุพัด" การบังคับให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในบ้านที่ไฟไหม้ไม่น่าจะใช่ความคิดที่ดี กรณีเช่นนี้จึงควรนำจิตออกนอกบ้านก่อน รอให้ไฟสงบก่อน แล้วค่อยเข้าบ้านก็ยังไม่สาย แต่จะออกไปด้วยจิตเตลิดไร้ทิศทางก็ไม่เหมาะสม จึงต้องมีเทคนิคในการออกไปสู่ภายนอกโดยไม่หลง เพื่อให้กลับเข้าบ้านได้ในภายหลัง
ในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคนิคที่เรียกว่า
เทคนิค 5-4-3-2-1 คือ ให้หาสิ่งต่างๆเหล่านี้รอบตัว แล้วบอกกับตัวเองว่ามีอะไรบ้าง (บอกในใจก็ได้)
- 5 สิ่งที่เห็น
- 4 สัมผัส (ผิวสัมผัสพื้น, อุณหภูมิลมที่พัด, ฯลฯ)
- 3 เสียงที่ได้ยิน
- 2 กลิ่นที่รับรู้
- 1 รสชาติที่รับรู้ (กลืนน้ำลาย หรือจิบน้ำสักอึก)
เมื่อทำครบแล้วให้ถามตัวเองว่า "ตอนนี้ฉันปลอดภัยดีใช่มั้ย?" เมื่อเห็นรอบตัวปกติดี ก็จะเบาใจขึ้น (ก่อนหน้านี้ไฟไหม้บ้าน แต่ตอนนี้ออกมาที่ปลอดภัยแล้ว) ซึ่งเหล่านี้เป็นการดึงตัวเองกลับมาที่ปัจจุบันนี้ ตรงหน้านี้ เมื่อภายในสงบแล้ว ก็กลับเข้าไปในบ้านได้ หายใจลึกลงถึงส้นเท้า หรือนั่งสมาธิได้แล้วหากต้องการ
เมื่อภายนอกวุ่นวาย ก็กลับเข้ามาอยู่ภายในอย่างมีหลักการ เช่น ทำสมาธิ เป็นต้น เมื่อภายในวุ่นวาย ก็ออกไปข้างนอกอย่างมีหลักการ เช่น เทคนิค 5-4-3-2-1 เป็นต้น แต่หากวิเคราะห์ลึกลงไป การนั่งสมาธิ เป็นการทำสมาธิภายใน การใช้เทคนิค 5-4-3-2-1 เป็นการทำสมาธิภายนอก ก็เหมือนโรคร้อนโรคเย็น ต้องใช้ให้ถูกตำรับ ยารักษาโรคร้อนรักษาโรคเย็นไม่ได้ ยารักษาโรคเย็นรักษาโรคร้อนไม่ได้ การปฏิบัติให้ถูกต้องตามสถานการณ์จึงเป็นทางที่เหมาะสมที่สุด แม้วิธีหลักสำหรับกรณีทั่วไปอาจมีอยู่ก็จริง (คือการอยู่กับกาย) แต่ไม่ใช่จะใช้แค่อย่างเดียวอย่างตะพึดตะพือโดยไม่สนใจสถานการณ์เลย