Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมอง แสดงบทความทั้งหมด

08 มิถุนายน 2569

The Matrix Finger - ดรรชนีไล่ล่า ท่ามือบริหารนิ้วฝึกกล้ามเนื้อ สงบจิตใจ พัฒนาสมอง

การหมุนลูกติ้งเพลินๆช่วยให้ผ่อนคลายได้มาก แต่ว่าบางเวลาก็ไม่มีลูกติ้งอยู่กับตัว เราจะทำอย่างไรดีเพื่อให้ได้สรรพคุณคล้ายกับการหมุนลูกติ้งที่ช่วยบริหารนิ้วฝึกกล้ามเนื้อ สงบจิตใจ ลดความวิตกกังวล พัฒนาสมอง และอื่นๆ (เข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่บทความ ลูกเป่าติ้ง - ลูกเหล็กบริหารมือของชาวจีนโบราณ)

วันนี้ผมมีเทคนิคหมุนลูกติ้งแบบไร้ลูกติ้งมาฝาก ซึ่งผมเรียกมันว่า "ดรรชนีไล่ล่า" (The Matrix Finger) เป็นการใช้นิ้วมือในการกู้คืนจิตใจชั้นยอดและพรางตาได้เนียนที่สุดครับ

🎮 วิธีเล่น
  1. เริ่มด้วยการเอานิ้วโป้งมือซ้ายแตะปลายนิ้วชี้มือขวา
  2. จากนั้นใช้นิ้วโป้งมือขวาขึ้นข้างบนแล้วแตะกับปลายนิ้วชี้มือซ้าย
  3. ให้คุณขยับนิ้วโป้งสลับไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ โดยเปลี่ยนคู่นิ้วจากนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย
  4. เมื่อถึงนิ้วก้อยแล้ว แล้วก็ไต่ขึ้นต่อไปจากนิ้วก้อย นิ้วนาง นิ้วกลาง นิ้วชี้ ก็จะกลับมาที่เดิม แล้วก็ไต่นิ้วโป้งขึ้นไปแบบเดิมวนไปเรื่อยๆครับ
  • อาจเริ่มต้นจากนิ้วโป้งมือขวากับนิ้วชี้มือซ้ายก็ได้
  • อีกทางเลือก เมื่อไต่ขึ้นถึงนิ้วก้อยแล้ว ก็อาจไต่ลงแบบย้อนกลับทางเดิมก็ได้

[โปรดติดตามชมคลิปสาธิเร็วๆนี้ครับ]

🧠 สรรพคุณระดับลึก เมื่อนิ้วขยับ จิตกลับบ้าน
ทำไมการขยับนิ้ววนๆแบบนี้ถึงทรงพลังใกล้เคียงกับการหมุนลูกติ้ง?
  1. ดึงจิตใจกลับบ้าน (Grounding): การที่นิ้วสัมผัสและโฟกัสการเคลื่อนไหว จะช่วย "ตัดวงจรความคิดฟุ้งซ่านในหัว" แล้วดึงสติให้กลับมาอยู่ที่มือกับปัจจุบันขณะตรงหน้าทันที
  2. บริหารเส้นเอ็นและพัฒนาสมอง: การไต่ไล่ล่าสลับนิ้วแบบนี้ บังคับให้สมองซีกซ้ายและขวาต้องสั่งการประสานงานกันอย่างละเอียด เป็นการฝึกสมองที่ช่วยลดความเสี่ยงสมองล้า คลายความตึงเครียดของระบบประสาทส่วนกลางได้ดีเยี่ยม และเป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กและเส้นเอ็นที่เราแทบไม่ได้ใช้เลยในยามนั่งหน้าคอมฯ
  3. เครื่องมือเช็คสติ: วิธีนี้คือเซฟตี้คัทหน้างานที่ดีมาก ถ้านิ้วคุณเริ่มจิ้มผิดๆถูกๆหรือนิ้วพันกัน นั่นคือสัญญาณเตือนทันทีว่า "ใจคุณเริ่มลอยไปคิดเรื่องอื่นแล้ว" มันช่วยดักคอความฟุ้งซ่านได้อย่างเที่ยงตรงที่สุด

☯️ บทสรุปชวนคิด
ในวิถีชีวิตรีบเร่งที่ชวนให้เราส่งใจออกนอกตลอดเวลาจนเหนื่อยใจ แต่ดรรชนีไล่ล่านี้คืออุบายเล็กๆที่ช่วยให้คุณได้กลับมาอยู่กับตัวเองท่ามกลางความวุ่นวาย โดยไม่ต้องมองหาอุปกรณ์ใดๆให้ยุ่งยาก

ลองเล่นกันดูครับ แล้วคุณจะพบว่า ความสงบตอนนี้ไม่ได้อยู่ไกลเลย แต่อยู่ที่ปลายนิ้วมือของคุณเองนี่แหละ
ได้ลองเล่นตามแล้วเป็นอย่างไร? หรือนิ้วพันกันที่นิ้วไหนบ่อยๆ? ก็มาคอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ

ขอให้สนุกและผ่อนคลายกับทุกจังหวะของชีวิตครับ
สวัสดีครับ ^_^

07 เมษายน 2565

Khechari Mudra - เขจรีมุทรา โยคะลิ้นที่ต้องม้วนลิ้นกลับเข้าไปหลังโพรงจมูกเพื่อเตะฐานต่อมใต้สมอง

เขจรีมุทรา(Khechari mudra หรือ Khecari mudra) เป็นท่าโยคะลิ้นที่ได้ยินครั้งแรกแล้วต้องอึ้งทึ่งเสียว มันคือการม้วนลิ้นเข้าปากเพื่อแหย่ขึ้นไปหลังโพรงจมูกแล้วเอาปลายลิ้นขึ้นไปดุนฐานต่อมใต้สมอง(ตาที่สาม)เพื่อรับน้ำอมฤต(Amrita)ซึ่งจะมีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นยาอายุวัฒนะ

โดยมีการฝึก 4 ขั้น
เขจรีมุทรา 4 ขั้น
https://www.quora.com/What-is-khachri-mudra-how-to-prove-it

ขั้นที่ 1 ให้ม้วนปลายลิ้นดุนเพดานอ่อนไปจนถึงลิ้นไก่ แล้วอยู่ตรงนั้นให้นานที่สุด ถ้าล้าก็ให้พัก แล้วค่อยทำซ้ำหากยังไหว ทำจนกว่าจะรู้สึกสบายๆ แล้วค่อยๆพยายามฝึกขั้นถัดไป ขั้นที่ 2 ขยับไปหลังลิ้นไก่ ขั้นที่ 3 ขึ้นไปโพรงจมูก เมื่ออยู่ตำแหน่งนี้จนสบายๆแล้วอาจใช้ลิ้นเลือกปิดโพรงจมูกซ้ายหรือขวาได้เพื่อควบคุมช่องลมหายใจ(เป็นการฝึกโยคะอีกแบบหนึ่ง)
ในขั้นที่ 1-3 อาจต้องใช้เวลานานครึ่งปีถึงหลายปี ต้องฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป ห้ามข้ามขั้น เพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บที่โคนลิ้น บางช่วงอาจต้องใช้นิ้วช่วยดันลิ้นเข้าไปบ้าง หรืออาจต้องแลบลิ้นออกมาเพื่อใช้มือรีดลิ้น(เรียกว่า รีดนมจากลิ้น)เพื่อให้ลิ้นยาวขึ้น(เขาแนะนำให้ทำขณะอาบน้ำจะได้ไม่เปราะเปื้อน)
แต่ในขั้นตอนที่ 4 นั้นเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดและบางคนอาจทำไม่ได้เลย เนื่องจากเยื่อที่โคนลิ้นไม่ยืดออกมากพอที่จะยื่นปลายลิ้นไปจนถึงฐานต่อมใต้สมอง จึงมีโยคีบางท่านกรีด frenum ใต้ลิ้นเพื่อให้ขยับได้ลึกขึ้นไปอีก! แต่ว่ากันว่าหากฝึกนานพอก็อาจจะยืดออกได้เองจนอาจทำขั้นที่ 4 ได้
ทางที่ดีที่สุดควรฝึกภายใต้คำแนะนำของครูโยคะผู้เชี่ยวชาญ
ในช่วงแรกๆที่ไปถึงขั้นที่ 4 หากรสชาติที่ได้รับเป็นรสขมหรือเค็ม ว่ากันว่าเป็นการขับพิษของร่างกาย ให้บ้วนทิ้ง เมื่อฝึกไปเรื่อยๆมันจะเป็นรสหวานของน้ำอมฤตจึงกลืนได้

เป็นท่าโยคะที่ใช้ทำเพื่อช่วยในการนั่งสมาธิให้รู้สึกสงบเบิกบานจากการหลั่งสารของต่อมใต้สมอง ซึ่งว่ากันว่าน่าจะเป็นสารโดปามีนที่ทำให้ปิติสุขรู้สึกเหมือนเป็นอมตะและช่วยให้ไม่หิว ทำให้มีความมั่นใจและกระฉับกระเฉงมากขึ้น ช่วยให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในการเดินทางทางจิตวิญญาณ
สามารถทำท่านี้ได้ทุกเวลาที่สะดวก แต่มีคำแนะนำว่าให้ทำตอนท้องว่าง หลังตื่นตอน และดื่มน้ำก่อนทำ จะเหมาะสมที่สุด
และห้ามทำหากมีเสมหะและน้ำมูกมากเกินไป หรือเพิ่งผ่าตัดตาหรือจมูกมาไม่นาน

ประโยชร์ของเขจรีมุทรา
  • ช่วยให้จิตใจเบิกบานขณะทำสมาธิ
  • เปิดจักระตาที่สาม พัฒนาจิตสำนึกและการรับรู้
  • การรับรสจะดีขึ้น
  • ช่วยชะลอวัย ลดริ้วรอย
  • ทำให้ร่างกายแข็งแรง
  • ช่วยแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่การพูดติดขัด
  • ลดความวิตกกังวล
  • ช่วยฟื้นฟูตับไต และอวัยวะต่างๆ
  • เพิ่มความมั่นใจ ความกล้าหาญ ลดความเกียจคร้านง่วงเหงาหาวนอน
  • ช่วยให้ไม่รู้สึกหิวกระหาย
  • ต้านทานโรคภัย
  • เสริมสร้างระบบประสาท
และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเป็นข้อมูลทางฝั่งของอินเดีย

เราก็สงสัยว่าทางฝั่งจีนจะมีอะไรแบบนี้มั้ย จึงไปค้นคว้าดู และพบสิ่งที่น่าจะใกล้เคียงกับเขจรีมุทราก็คือ เทคนิคการนั่งสมาธิของพุทธศาสนาบางนิกาย ซึ่งแนะนำมีการม้วนลิ้นดุนเพดานปากด้วย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ฟุ้งซ่านง่าย เนื่องจากการดุนลิ้นจะช่วยให้เสียงในหัวสงบลงได้(เหมือนลิ้นถูกพับไว้ทำให้รู้สึกไม่คิดที่จะพูด) โดยเฉพาะการนั่งสมาธิแบบเซ็น(Zen)ของจีนที่อธิบายโดยพระเถระเซวียนฮว่า ท่านกล่าวไว้ว่า

การม้วนลิ้นดุนเพดานปากช่วยผสานเส้นลมปราณเส้นเริ่น (任脈) และเส้นตู (督脈) แต่เดิมนั้นทั้งสองเส้นปราณไม่ได้ผสานกัน แต่ถ้าผสานเส้นปราณได้แล้ว เราสามารถหมุนวงล้อแห่งธรรมขึ้นมาได้ เมื่อเราสามารถหมุนล้อแห่งธรรม เราสามารถก่อให้เกิดพลังสมาธิและพลังปัญญาได้

เส้นลมปราณเริ่นตู
ทางเดินกำลังภายใน
เคล็ดวิชาเสี่ยวโจวเทียน
ภาพจาก t.ly/P8i2
เส้นเริ่น(Ren mai เชื่อมโยงกับเส้นลมปราณหยินทุกเส้น สนับสนุนชี่ให้กับเส้นลมปราณหยินทั้งหมด)เป็นเส้นที่วิ่งกึ่งกลางลำตัวด้านหน้า และเส้นตู(Du mai เชื่อมโยงกับเส้นสมปราณหยางทุกเส้น ควบคุมการไหลเวียนของชี่ในเส้นลมปราณหยางทั้งหมด)เป็นเส้นที่วิ่งกึ่งกลางลำตัวด้านหลัง เมื่อจรดเส้นลมปราณทั้งสองเข้าด้วยกัน ลมปราณก็วิ่งเป็นวงจรไร้สิ้นสุด เส้นลมปราณไหลเวียนสะดวก เรียกว่าวงโคจรน้อย(小周天 เสี่ยวโจวเทียน) ตามหลักเต๋าเมื่อหยินกับหยางบรรจบกัน จะเกิดการก่อกำเนิดไปสู่การก่อนกำเนิด ผลคือให้ความอ่อนเยาว์เป็นอมตะ
เหตุนี้ เพียงม้วนลิ้นดุนเพดานปากก็ได้ประโยชน์แล้ว และยังใช้ในการฝึกลมปราณแบบเต๋าอีกด้วย อาจไม่ต้องถึงขั้นแหย่เข้าไปหลังโพรงจมูกก็ได้ แต่ยิ่งม้วนลิ้นเข้าไปได้ยิ่งลึกก็ยิ่งดี

การจะเอาลิ้นวกกลับเข้าไปหลังโพรงจมูกเพื่อเตะต่อมใต้สมองฟังดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่มีผู้ที่ฝึกแล้วสามารถทำได้จริงครับ ทั้งโยคีและคนทั่วไปที่ฝึกมาแล้ว เราไปดูคลิปกันครับ

*คนขวัญอ่อนไม่ควรดู*


😱
นี่แหละคือการม้วนลิ้นเพื่อเอาปลายลิ้นไปดุนที่ฐานต่อมใต้สมอง👅🧠
ร่างกายมนุษย์นี่อัศจรรย์มากจริงๆ

https://pixabay.com/illustrations/meditation-spiritual-yoga-1384758/

อ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติม

06 มีนาคม 2552

สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย กับภาวะสมองเสื่อม

ตำนานสมุนไพรแป๊ะก๊วย
แป๊ะก๊วย เป็นพืชโบราณที่มีต้นกำเนิดในประเทศจีน เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ใบเดี่ยวลักษณะคล้ายพัด กว่า 5,000 ปีแล้วที่หมอแผนโบราณจีนได้ใช้สมุนไพรแป๊ะก๊วยในการบำบัดอาการไอ หอบหืด และภาวะภูมิแพ้ต่างๆ
ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีผลการศึกษาวิจัยกว่า 400 เรื่องตีพิมพ์ในวารสารวิชาการทางการแพทย์ที่สามารถยืนยันในประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย ปัจจุบันมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในยุโรปและอเมริกา เพื่อหวังผลให้เลือดลมไหลเวียนดี บำรุงสมอง รวมถึงเพิ่มความคิดความจำให้ดีขึ้น

ภาวะสมองเสื่อม
ภาวะสมองเสื่อม(Dementia) คือ กลุ่มอาการต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานของสมองที่เสื่อมลง ซึ่งมีผลต่อความจำ ความคิด เชาวน์ปัญญา การใช้เหตุผล และการแก้ไขปัญหา
เมื่อคนเราอายุ 25 ปีจะไม่มีการสร้างเซลล์สมองใหม่ขึ้นมาทดแทนอีก แต่กลับเสื่อมลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น เมื่อสมองเสื่อมลง ก็จะส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวันอย่างมาก ระยะแรกจะตอบสนองช้าลง และหลงลืมบ่อยขึ้น จนจำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้ จำไม่ได้ว่าใส่เสื้อหรืออาบน้ำอย่างไร อาการระยะรุนแรง จะทำอะไรซับซ้อนไม่ได้ พูดไม่เป็นภาษา เดินไม่ได้ กินเองไม่ได้ ต้องมีคนคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นการดูแลสมองของเราตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในบั้นปลาย ไม่ต้องเป็นภาระของผู้อื่น ปัจจุบันสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุหลัก คือ
1.อัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease)
เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะสมองเสื่อมซึ่งคาดว่าเกิดจากการทำลายเซลล์สมองของสารอนุมูลอิสระ ที่ส่งผลให้เกิดการสะสมของโปรตีนชนิดหนึ่งในเซลล์ประสาท และ Amyloid plaques ในเนื้อสมองส่วนความจำทำให้เซลล์สมองตาย ไม่สามารถรับส่งกระแสประสาทได้ดังเดิม ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้
2.ความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง (Vascular dementia)
เช่น หลอดเลือดสมองตีบ ส่งผลให้ไม่สามารถนำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ ทำให้เซลล์สมองเสื่อมลงและตายในที่สุด มักพบในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง

สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยชะลอการเสื่อมของสมองได้อย่างไร?
จากผลการศึกษาวิจัยมากกว่า 400 เรื่องช่วงยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยในการป้องกันและรักษาภาวะสมองเสื่อมดังนี้
-ช่วยบรรเทาอาการและชะลอความเสื่อมของสมองได้
-ช่วยฟื้นฟูความทรงจำในผู้ป่วยสมองเสื่อมได้
-ช่วยเพิ่มความจำ ความคิด และการเรียนรู้ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์
-ช่วยเพิ่มความตื่นตัวและสมาธิ ช่วยลดภาวะซึมเศร้า
-ช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด
-ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำระยะสั้นได้

สารออกฤทธิ์ในสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย
สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยมีสารสำคัญ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มฟลาโวน ไกลโคไซด์(Flavone Glycoside) และกลุ่มเทอร์ปีน แคลโตน(Terpene Lactone) ประกอบด้วย จิงโกไลด์(Ginkgolide) และบิโลบาไลด์(Bilobalide) ซึ่งมีคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้
-เป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง(Antioxidant) ช่วยปกป้องเซลล์สมองจากการทำลายของอนุมูลอิสระ
-เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น
-เพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดเส้นเล็กๆ ส่งผลให้การนำพาออกซิเจนและอาหารไปเลี้ยงสมอง และส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีขึ้น
-ต่อต้านการจับตัวของเกร็ดเลือด จึงช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดได้

คุณค่าของสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยด้านอื่นๆ
1.รักษาอาการหูอื้อ วิงเวียน
การไหลเวียนของเลือดบริเวณหูชั้นในที่ผิดปกติ เป็นสารเหตุหนึ่งของอาการหูอื้อ และวิงเวียนศีรษะ จากหลายการวิจัย พบว่าแป๊ะก๊วยช่วยรักษาอาการหูอื้อ และวิงเวียนศีรษะได้
2.บรรเทาอาการของโรคหลอดเลือดอุดตัน
แป๊ะก๊วยช่วยบรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดส่วนปลายแขนขาอุดตันได้อย่างมีนัยสำคัญ การวิจัยในผู้ป่วยหลอดเลือดดำอักเสบที่ขาโดยให้รับประทานสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย พบว่าสามารถเดินได้ไกลกว่าผู้ป่วยที่ไม่รับประทานถึง 34 เมตร


จากผลการวิจัย ให้ผู้หญิงอาสาสมัครสุขภาพดีอายุเฉี่ย 32 ปีรับประทานสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย พบว่าช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจำระยะสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงสรุปว่าสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย สามารถเพิ่มการจดจำ การคิด และการเรียนรู้สำหรับวัยกลางคนได้ ไม่จำกัดเพียงแค่ผู้สูงอายุเท่านั้น

สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยเหมาะกับใคร
-ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ที่ใช้สมอง ความคิด ความจำในการทำงาน ซึ่งส่งผลให้สมองเครียดและสร้างอนุมูลอิสระขึ้นมาทำลายเซลล์สมอง
-ผู้สูงอายุ

ข้อแนะนำการเลือกรับประทานสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย
-ควรอยู่ในรูปแคปซูลนิ่ม ช่วยในการแตกตัวให้ดูดซึมเข้าสูงร่างกายได้ดี
-ต้องผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัยปราศจากสารเคมีตกค้าง


สนับสนุนข้อมูลโดย ศูนย์ข้อมูลวิชาการ
บริษท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ พีทีวาย จำกัด
MEGA We Care