Sponsor

27 มีนาคม 2552

Esperanto Basic Numbers - ภาษาเอสเปรันโต พื้นฐานการนับเลข

Saluton อ่านว่า ซาลูโตน เป็นคำทักทายของภาษา Esperanto ถ้าเทียบกับภาษาไทยก็คงเป็นคำว่า สวัสดี น่ะละครับ จากบทความที่แล้วที่ได้แนะนำภาษา Esperanto ไปแล้ว ครั้งนี้มาลงบทเรียนให้ได้ศึกษากันต่อดีกว่าครับ

ถ้าใครได้เข้าไปศึกษาไวยากรณ์ภาษาเอสเปรันโต และพื้นฐานจากเว็บLernuแล้วละก็ มาดูบทความกันต่อเลย แต่ถ้าใครยังไม่ได้อ่านก็อย่าลืมเข้าไปศึกษานะครับหลังจากอ่านบทความจบแล้ว
การนับเลขขั้นพื้นฐานนี้ผมจะพิมพ์คำอ่านเป็นภาษาไทยไว้ด้วย จะพยายามให้ใกล้เคียงที่สุดนะครับ
งั้นเรามาเริ่มกันเลย!

Bazaj nombroj พื้นฐานตัวเลข
0 - nul (นูล)
1 - unu (อูนู)
2 - du (ดู)
3 - tri (ตรี)
4 - kvar (ควอสร์)
5 - kvin (ควิน)
6 - ses (เสส)
7 - sep (เส็ป)
8 - ok (โอ๊ก)
9 - naŭ (เนา)
10 - dek (เด๊ก)
100 - cent (เซ็นต์)
1,000 - mil (มิล)

แล้วถ้าเราจะเอาตัวเลขมารวมกันเขียนเป็นยังไง เรามาดูกันต่อ
11 - dek unu
14 - dek kvar
20 - dudek
23 - dudek tri
365 - tricent sesdek kvin
1999 - mil naŭcent naŭdek naŭ
2009 - du mil naŭ

รูปแบบการเขียนคำอ่านเป็นแบบเดียวกับภาษาไทยเราเลยทีเดียวครับ เช่น สามร้อย หกสิบ ห้า ก็เป็น tricent sesdek kvin แบบเดียวกันศึกษาได้ไม่ยากครับ
แต่ยังมีหลักการเขียนอยู่ จะสังเกตุว่า หลักสิบ กับหลักร้อย จะเขียนติดกันกับตัวเลขบอกค่า(ยกเว้นหนึ่ง) เช่น
สามสิบ=tridek
สี่ร้อย=kvarcent

แต่ถ้าเป็นหลักพันจะเว้นวรรคครับ เช่น
สามพัน=tri mil

ถ้าต้องการนับเป็นลำดับที่ ก็ให้เติมตัว a เข้าไปท้ายตัวเลข
อันดับที่หนึ่ง
first - unua (อูนูอา)
อันดับที่สอง second -
dua (ดูอา)
อันดับที่สิบ tenth - deka (เดกา, เด๊กอา)
อันดับที่แปดสิบเก้า eighty ninth - okdek naŭa (โอ๊กเด๊ก เนาอา)

เท่าที่ดูมีหน่วยเพียงหลักพันเท่านั้นเองแล้วเราเราต้องการพูดถึง หลักหมื่น หลักแสน ฯลฯ จะทำยังไงดี
ก็ใช้หลักการแบบเดียวกับไทยโบราณที่สมัยก่อนมีเพียงหลักหมื่น พอพูดถึงแสนก็จะพูดเป็น สิบหมื่น นั่นละครับ แต่ในภาษา Esperanto มีอยู่ที่หลักพัน พอพูดถึงหมื่น ก็ต้องเป็น สิบพัน หรือ dek mil
10,000 - dek mil
20,000 - dudek mil
400,000 - kvarcent mil
440,000 - kvarcent kvardek mil
999,999 - naŭcent naŭdek naŭ mil naŭcent naŭdek naŭ

แล้วมากกว่านั้นล่ะ(ยังมีได้อีก)
1,000,000 - miliono
1,000,000,000 - miliardo
1,000,000,000,000 - biliono
1,000,000,000,000,000,000 - triliono

อันหลังนี่ก็เกินไป เรามาศึกษาเพียง 1-1,000 กันก่อนละกันนะครับเป็นพื้นฐาน ส่วนหลัก ล้าน, ร้อยล้าน ฯลฯ เอาไว้เบื่อๆ ก็ค่อยมาศึกษาเพิ่มเติมกันอีกที

แถมๆ

ในภาษา Esperanto มีตัวอักษรที่เป็น Ĉ Ĝ Ĥ Ĵ Ŝ Ŭ ถ้าเราพิมพ์ให้มี ^ ข้างบนไม่ได้ก็สามารถพิมพ์แบบเติม X ตามหลังไปได้นะครับ เช่น Ĉ=CX, Ĝ=GX, Ŭ=UX เป็นต้น
ตัวอย่าง
เลขเก้า naŭ - naux

รถยนต์ aŭto - auxto
ช๊อคโกแลต ĉokolado - cxokolado

Gxis revido

21 มีนาคม 2552

Vitamin B - วิตามินบี อารมณ์ดี ช่วยให้คุณมีเสน่ห์

อารมณ์ดี ช่วยให้คุณมีเสน่ห์
ในชีวิตประจำวัน เราต้องเผชิญกับความเครียดอย่างหลีกไม่พ้น โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์สามารถทนต่อความเครียดได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าความเครียดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และปล่อยให้สะสมมากเกินความสามารถที่จะปรับตัวได้ จะเป็นภัยเงียบที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ

"ความเครียด" ภัยร้ายทำลายสุขภาพ
ความเครียด จะเริ่มต้นจากอารมณ์ ความรู้สึก และสภาพจิตใจทางด้านลบ เช่น รู้สึกวิตกกังวล คับข้องใจ อารมณ์เสีย ขาดสมาธิ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเนื่องไปยังร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เป็นต้น ถ้าปล่อยให้ความเครียดเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อนุมูลอิสระและสารเคมีที่หลั่งออกมาในภาวะเครียด จะเป็นตัวเพิ่มความเสียงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน เป็นต้น
จะเห็นว่า ผู้ที่มีความเครียดเป็นประจำ ไม่เพียงกระทบต่อชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่อาจเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ ที่ทำร้ายสุขภาพโดยไม่รู้ตัวในระยะยาว

วิตามินบี กับการจัดการความเครียด
การผ่อนคลายความเครียดทำได้หลายวิธี นอกจากการพักผ่อน ออกกำลังกาย ทำสมาธิแล้ว อีกวิธีหนึ่งที่มีผลการวิจัยทางการแพทย์ว่าสามารถช่วยบรรเทาความเครียด และทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้ คือ การรับประทานวิตามินบี ปริมาณสูง

วิตามินบี ผ่อนคลายความเครียดได้อย่างไร
ในภาวะที่ร่างกายเผชิญกับความเครียด สมองและระบบประสาทต้องใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก และต้องใช้วิตามินบีมากขึ้นด้วย เพื่อเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการขบวนการสร้างพลังงานจากสารอาหาร ดังนั้นใจขณะเครียดวิตามินบีจึงถูกใช้หมดลงอย่างรวดเร็ว ผลก็คือระบบต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงสมองและระบบประสาทจะขาดพลังงานในการทำงาน ซึ่งนำไปสู่ภาวะเครียดที่รุนแรงยิ่งขึ้น ผู้อย่างในภาวะเครียดจึงควรได้รับวิตามินบี ปริมาณสูงเพียงพอเพื่อใช้เปลี่ยนเป็นสารอาหารได้เป็นพลังงานแก่ระบบต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงสมองและระบบประสาทได้ทันที

วิตามินบี ช่วยให้พลังงานพร้อมรับวันใหม่
วิตามินบีแต่ละชนิด จะทำงานร่วมกัน และเป็นส่วนประกอบสำคัญช่วยในการเผาผลาญอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ให้เป็นพลังงานแก่ร่างกายเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และวิตามินบียังมีส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตและขบวนการสร้างเม็ดเลือดเพื่อนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์สมองได้อย่างทั่วถึง ทำให้ร่างกายมีพลังงานพร้อมเผชิญกับภารกิจได้อย่างสดชื่นตลอดวัน

วิตามินบี ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง ฉับไว อารมณ์แจ่มใส
มีการศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับประโยชน์ของวิตามินบีปริมาณสูงต่อภาวะความเครียด โดยให้กลุ่มตัวอย่าง 120 คน รับประทานวิตามินบี 1 ปริมาณ 50 mg/วัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 เดือน ติดตามผลด้าานอารมณ์ ความจำ และระยะเวลาการตอบสนอง พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอารมณ์ที่พัฒนาดีขึ้น คือ ทำให้สมองปลอดโปร่ง อารมณ์ดีขึ้น รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น และมีปฏิกิริยาการตอบสนองที่เร็วขึ้นอีกด้วย

ร่างกายต้องการวิตามินบีมากขึ้น แต่สร้างเองไม่ได้
วิตามินบี เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ จึงต้องได้รับจากอาหารหรือวิตามินเสริมเท่านั้น และด้วยวัฒนธรรมการบริโภคอาหารจานด่วนที่มีคุณค่าน้อยลง การนิยมบริโภคข้าวขัดสี การหุงต้มที่สูญเสียวิตามิบี 10-50% สังคมที่มีการดื่มสังสรรค์บ่อยครั้งมากขึ้น ซึ่งพบว่า 50% ของผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมักขาดวิตามินบี ปัจจัยที่ยากจะหลีกเหลี่ยงเหล่านี้ ล้วนส่งผลทำให้ร่างกายได้รับวิตามินบีลดลง
นอกจากนี้การดำเนินชีวิตในสังคมเมืองที่มีการแข่งขันสูง ส่งผลให้เผชิญกับความเครียดจากการทำงาน การเรียน ทำให้ร่างกายมีความต้องการวิตามินบีมากขึ้น จนอาจเป็นสาเหตุให้วิตามินบีไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

ใครบ้างที่ควรเสริมวิตามินบี
-ผู้บริหารทุกระดับ
-ผู้ที่มีความเครียดเป็นประจำ
-นักเรียน นักศึกษา ที่เรียนหนัก
-ผู้ที่ดื่มแอลกฮอล์เป็นประจำ
-ผู้ป่วยพักพื้น ผ่าตัด

สนับสนุนข้อมูลโดย ศูนย์ข้อมูลวิชาการ
บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ พีทีวาย จำกัด
MEGA We Care

18 มีนาคม 2552

Esperanto - เอสเปรันโต ภาษาสากลของโลก

ภาษาเอสเปรันโต (Esperanto) เป็นภาษาประดิษฐ์ที่ใช้กันมากที่สุดในโลก คิดค้นโดย แอล.แอล. ซาเมนฮอฟ(L. L. Zamenhof) นามปากกาของจักษุแพทย์ชาวรัสเซีย (ในช่วงที่รัสเซียปกครองโปแลนด์ โดยมีพ่อแม่เป็นชาวยิว) โดยต้องการให้ภาษาเอสเปรันโตเป็นภาษาที่เรียนง่าย และเป็นภาษาที่สองสำหรับนานาประเทศ ชื่อเอสเปรันโตมาจากชื่อแฝงเรียก ดร. เอสเปรันโต ในช่วงที่เขียนหนังสือเรื่องภาษานานาชาติ

ถึงแม้ว่า ภาษาเอสเปรันโตยังไม่มีประเทศใดนำไปเป็นภาษาราชการ ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2549) มีผู้ใช้งานประมาณ 1 แสนถึง 2 ล้านคน ซึ่งมีให้เห็นในคู่มือท่องเที่ยว คู่มือการเรียนการสอน ทางโทรทัศน์ วรรณกรรม การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และในบางโรงเรียนมีการเรียนวิชาเลือกเป็นภาษาเอสเปรันโต

วันที่ 15 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันฉลองของภาษาเอสเปรันโต ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของซาเมนโฮฟ ซึ่งในวันนี้ผู้ใช้ภาษาเอสเปรันโตจะรวมตัวกันในฤดูหนาว และเลี้ยงฉลองกัน โดยบางคนจะซื้อหนังสือภาษาเอสเปรันโตเล่มใหม่ในวันนี้

ภาษาเอสเปรันโตเป็นภาษาเดียวที่มีธงประจำภาษา โดยทั่วไปแล้วภาษาอื่นๆ จะไม่ใช้ธงชาติมา เป็นธงประจำภาษา เนื่องจากชาติหรือประเทศหนึ่งอาจมีได้หลายภาษา และภาษาหนึ่งอาจพูดในหลายชาติหรือประเทศ ธงประจำภาษาเอสเปรันโต พื้นธงเป็นสีเขียว มีรูปดาวสีเขียวบนพื้นที่สีเหลี่ยมสีขาวอยู่มุมบนซ้าย นอกจากธงแล้วยังมีเพลงประจำภาษาเอสเปรันโตอีกด้วย ชื่อเพลงว่า La Espero แปลว่า ความหวัง ซึ่งมีชื่อเหมือนกับเพลงชาติของอิสราเอล

ประวัติภาษา Esperanto
เอสเปรันโตคิดค้นขึ้นช่วงปลาย คริสต์ทศวรรษ 1870 และต้น คริสต์ทศวรรษ 1880 โดย แอล.แอล. ซาเมนฮอฟ ในช่วงเวลาพัฒนา 10 ปีนั้น ซาเมนฮอฟได้ใช้เวลาในการแปลวรรณกรรมต่างๆ มาเป็นภาษาเอสเปรันโต รวมทั้งการเขียนและพัฒนาหลักไวยกรณ์ต่างๆของภาษา โดยหนังสือไวยกรณ์เล่มแรกในภาษาเอสเปรันโต ชื่อ อูนูอาลิโบร (Unua Libro ความหมายในภาษาเอสเปรันโตว่า หนังสือเล่มแรก) ตีพิมพ์ที่ วอร์ซอว์ ในเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2430 ซึ่งหลังจากนั้นจำนวนผู้ใช้ภาษาเติบโตขึ้นอย่างรวเร็วภายใน 20 ปีต่อมา โดยเริ่มต้นจากจักวรรดิรัสเซีย และ ยุโรปตะวันออก และได้เข้าสู่ ยุโรปตะวันตก อเมริกา ประเทศจีน และ ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาในปี พ.ศ. 2448 การประชุมเอสเปรันโตโลก ได้จัดตั้งขึ้น โดยจัดครั้งแรกที่เมือง บูลอน ซู แมร์ (Boulogne-sur-Mer) ในประเทศฝรั่งเศส และหลังจากนั้นมีการจัดประชุมกันทุกปี (ยกเว้นช่วงสงครามโลก) โดยเปลี่ยนสถานที่จัดไปทั่วโลก

ในปัจจุบันภาษาเอสเปรันโตไม่ได้เป็นภาษาราชการของประเทศใด แต่ได้มีการเรียนการสอนในหลายประเทศ อย่างไรก็ตามในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 บริเวณฉนวนโมเรสเนต (Neutral Moresnet, 2359-2462) ได้ถือว่าเป็นรัฐแรกที่ใช้ภาษาเอสเปรันโตเป็นภาษาราชการ ในปี พ.ศ. 2511 สาธารณรัฐโรสไอส์แลนด์ ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิตาลี ประมาณ 11 กม. ได้ประกาศตั้งตัวเป็นประเทศเอกราช และได้ใช้ภาษาเอสเปรันโตเป็นภาษาราชการเช่นกัน อย่างไรก็ตาม โรสไอแลนด์ ไม่ถือว่าเป็นประเทศจากชาติอื่น ในปี พ.ศ. 2454 ระหว่างช่วงการปฏิวัติซินไฮ้ ในประเทศจีน ได้มีนโยบายในการเปลี่ยนภาษาราชการจากภาษาจีน เป็นภาษาเอสเปรันโต ด้วยเหตุผลที่ว่าให้ประเทศเป็นสากล แต่ได้ถูกยกเลิกไป ในปี พ.ศ. 2467 ในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการใช้ภาษาเอสเปรันโตสำหรับวิทยุสื่อสาร โดยคาดหวังว่าจะใช้เป็นภาษาหลักในการสื่อสาร แต่สุดท้ายไม่ได้รับการนิยมและได้ยกเลิกไป

การศึกษาภาษา Esperanto
ในปัจจุบันมีอยู่บางโรงเรียนที่มีการสอนภาษาเอสเปรันโต มีมากใน จีน ฮังการี และ บัลแกเรีย นอกจากนี้คนส่วนมากเรียนรู้ภาษา โดยการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และมีการสอนโดยอาสาสมัครต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต เช่นเว็บไซต์ lernu!
ข้อมูลจาก wiki

แนวคิดของภาษาโลกได้มีการคิดและประดิษฐ์มามากมายหลายภาษา แต่ภาษาประดิษฐ์ที่มีคนใช้อยู่จริงในปัจจุบันก็เป็นภาษาเอสเปรันโตนี่แหละครับ หลายๆท่านอาจรู้สึกว่า "จะคิดภาษาโลกขึ้นมาทำไมให้วุ่นวาย เอาภาษาอังกฤษ หรือภาษาอะไรก็ได้มาเป็นภาษาสากลดีกว่า จะคิดใหม่ทำไม" ก็เป็นความคิดที่ถูกต้องนะครับ แต่จะต้องมีประเทศอื่นๆไม่ยอมรับแน่นอน เพื่อความยุติธรรมศึกษาภาษาที่คิดขึ้นใหม่เลยดีกว่า และทำให้ความได้เปรียบทางภาษาของชาติมหาอำนาจหมดไป
ด้วยความง่ายของภาษาเอสเปรันโต ผมคาดว่าในอนาคตชาวโลกจะหันมาใช้ภาษาเอสเปรันโตกันมากขึ้น และเป็นภาษาที่สองของนานาประเทศตามความตั้งใจของ แอล.แอล. ซาเมนฮอฟ

มาดูตัวอย่างภาษาเอสเปรันโตกันครับ
Mi amas vin = ฉัน(กำลัง)รักคุณ
Mi amis vin = ฉัน(เคย)รักคุณ
Mi amos vin = ฉัน(จะ)รักคุณ

Vi amu min = คุณรักฉันซะ(เป็นคำสั่ง)

เอาไปใช้จีบสาวได้นะครับ เท่ห์ไปอีกแบบ
เอ้า....อย่ามัวช้าอยู่ รีบไปบอกรักเร็ว
เข้า!

ปล. ในภาพยนตร์แนวไซไฟ หรือแนวอนาคต ที่มีบางส่วนเป็นภาษา Esperanto เช่น เรื่อง Gattaca ของ Andrew Niccol และ Blade: Trinity ฯลฯ

11 มีนาคม 2552

แคลเซียมดีต่อกระดูกและฟัน

แคลเซียมกับการเกิดโรคกระดูกพรุน
หนึ่งวันคนไทยต้องได้รบแคลเซียม 800-1,500 mg. ถึงจะเพียงพอต่อการป้องกันโรคกระดูกพรุน แต่ปัจจุบันคนไทยได้รับแคลเซียมเฉลี่ยต่อวันแค่ 361 mg. เท่านั้นซึ่งไม่เพียงพอ หากร่างกายเราได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมในกระดูกมาใช้ เมื่อเกิดขึ้นเป็นประจำ แคลเซียมถูกดึงออกมาใช้มากจนกระทั่งกระดูกพรุน เปราะบางทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง แตกหักง่ายแม้จะได้รับการกระแทกเพียงเล็กน้อย ซึ่งอาการเหล่านี้ เป็นอาการของโรคกระดูกพรุน
ในระยะแรกโรคนี้จะไม่แสดงอาการออกมา จนกระทั่งมีความรุนแรงมากขึ้น จึงแสดงอาการออกมา เช่น ปวดหลังเรื้อรัง หลังค่อมเนื่องจากการยุบตัวของกระดูกสันหลัง หรือกระดูกสะโพกหัก ทำให้เดินไม่ได้เหมือนเดิม และเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

ผู้ที่เสียงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน
1.ผู้ที่อายุ 30 ปีขึ้นไป พบว่าการสะสมแคลเซียมในกระดูกจะมีค่าเท่ากับศูนย์ นั่นคือ ขบวนการสะสมแคลเซียมในกระดูกกับการสลายแคลเซียมออกจากกระดูกมีค่าเท่ากัน พออายุเพิ่มมากขึ้นความสามารถในการสะสมแคลเซียมในกระดูกจะน้อยกว่าขบวนการสลายแคลเซียมออกจากกระดูก ทำให้เนื้อกระดูกบางลง
2.หญิงวัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเพศที่ลดลง ทำให้ขบวนการสลายแคลเซียม เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้ไวขึ้น
3.ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ พบว่าการดื่มกาแฟเป็นประจำจะรบกวนการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย
4.ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย
5.ผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ
6.ผู้ที่สูบบุหรี่
7.ผู้ที่ขาดแคลเซียม หรือวิตามินดี

แคลเซียมอิสระในรูปแบบที่เหมาะสม
ผลิตภัทฑ์แคลเซียมเสริมในท้องตลาดมักระบุในรูปของสารประกอบแคลเซียม ซึ่งจะให้แคลเซียมอิสระต่างกัน แคลเซียมคาร์บอเนตเป็นรูปแบบสารประกอบแคลเซียมที่ให้ปริมาณแคลเซียมอิสระสูงสุดคือ 40% นั่นคือ หากคุณรับประทาน แคลเซียมคาร์บอเนต 1,500 mg. จะได้ แคลเซียมอิสระ 600 mg. เป็นต้น

วิตามินดี ช่วยการดูดซึมของแคลเซียม
วิตามินดี ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น เพื่อความั่นใจว่าร่างกายจะได้รับแคลเซียมได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นผลิตภัณฑ์แคลเซียมเสริมควรมีวิตามินดี ผสมอยู่ด้วย

แคลเซียมเหลว ไม่มีปัญหาเรื่องการละลาย ดูดซึมได้ทันที
แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่มีปัญหาเรื่องการละลาย และมีขีดจำกัดในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นจึงได้มีการพัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์แคลเซียมเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการละลาย แคลเซียมเหลวในแคปซูลนิ่ม(Soft Gel) ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่มีปัญหาเรื่องการละลายหลังจากแคปซูลนิ่มแตกตัว แคลเซียมเหลวที่บรรจุภายในก็พร้อมที่จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ทันที

สนับสนุนข้อมูลโดย ศูนย์ข้อมูลวิชาการ

บริษท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ พีทีวาย จำกัด
MEGA We Care

10 มีนาคม 2552

ThaiAdPoint - เว็บที่จ้างคุณดูโฆษณา

ไทยแอดพอยท์หลายคนอาจจะรู้จัก ส่วนอีกหลายคนยังไม่รู้ว่าเว็บนี้ทำอะไร งั้นเรามารู้จัก ThaiAdPoint กันครับ

เว็บไทยแอดพอยท์เป็นเว็บธุรกิจโฆษณาแบบได้รับอนุญาติในประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ.2543 ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 300,000 รหัสแล้วครอบคลุมทุกจังหวัดในประเทศไทย

แล้วเว็บนี้ทำอะไร เว็บนี้เขาให้รายได้กับคนเล่นเน็ตครับ ด้วยการสมัครสมาชิกแล้วเข้าไปคลิกโฆษณา เปิดไว้ 30 วินาที เท่านี้เองครับ ทางเว็บเขาก็หักเปอร์เซ็นของค่าโฆษณามาให้เรานั่นเอง ได้เงินง่ายๆจากการคลิกโฆษณานี่แหละเหมือนเป็นงาน Part Time ซึ่งวันๆนึงก็จะมีโฆษณามากมายให้เราค่อยๆคลิกครับ ประมาณวันละไม่ต่ำกว่า 30 โฆษณาเลยทีเดียว ยิ่งคลิกเยอะยิ่งได้เยอะ

ไม่ใช่แค่คลิกอย่างเดียวนะครับ เขามีทางเลือกให้เราอีกด้วย เช่น ถ้าเราเข้าร่วมกิจกรรมของผู้โฆษณาก็จะให้เิงินเพิ่มอีก ก็ประมาณว่าทางผู้โฆษณาให้เราโหลดโปรแกรมมาติดตั้งและใช้จริง เมื่อเราทำตามนั้นก็จะได้เงินเพิ่มอีกเป็นค่าร่วมกิจกรรม อาจจะได้ 20 บาท หรือไม่ก็ 2,500 แล้วแต่ว่าเป็นกิจกรรมแบบไหน อาจจะเป็นกิจกรรมพรี หรือมีค่าใช้จ่ายต้องดูให้เอาครับ ก็ประมาณนั้น

เว็บนี้จ่ายจริงครับ แต่อาจจะได้เงินยากหน่อยเพราะว่าได้เงินสะสมวันละไม่มาก และต้องทำเงินถึง 1,500 ถึงเขาจะส่งเงินมาให้เรา แต่ก็ดีกว่าเล่นเน็ตผ่านไปเปล่าๆนี่ครับ จริงมั้ย

06 มีนาคม 2552

สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย กับภาวะสมองเสื่อม

ตำนานสมุนไพรแป๊ะก๊วย
แป๊ะก๊วย เป็นพืชโบราณที่มีต้นกำเนิดในประเทศจีน เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ใบเดี่ยวลักษณะคล้ายพัด กว่า 5,000 ปีแล้วที่หมอแผนโบราณจีนได้ใช้สมุนไพรแป๊ะก๊วยในการบำบัดอาการไอ หอบหืด และภาวะภูมิแพ้ต่างๆ
ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีผลการศึกษาวิจัยกว่า 400 เรื่องตีพิมพ์ในวารสารวิชาการทางการแพทย์ที่สามารถยืนยันในประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย ปัจจุบันมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในยุโรปและอเมริกา เพื่อหวังผลให้เลือดลมไหลเวียนดี บำรุงสมอง รวมถึงเพิ่มความคิดความจำให้ดีขึ้น

ภาวะสมองเสื่อม
ภาวะสมองเสื่อม(Dementia) คือ กลุ่มอาการต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานของสมองที่เสื่อมลง ซึ่งมีผลต่อความจำ ความคิด เชาวน์ปัญญา การใช้เหตุผล และการแก้ไขปัญหา
เมื่อคนเราอายุ 25 ปีจะไม่มีการสร้างเซลล์สมองใหม่ขึ้นมาทดแทนอีก แต่กลับเสื่อมลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น เมื่อสมองเสื่อมลง ก็จะส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวันอย่างมาก ระยะแรกจะตอบสนองช้าลง และหลงลืมบ่อยขึ้น จนจำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้ จำไม่ได้ว่าใส่เสื้อหรืออาบน้ำอย่างไร อาการระยะรุนแรง จะทำอะไรซับซ้อนไม่ได้ พูดไม่เป็นภาษา เดินไม่ได้ กินเองไม่ได้ ต้องมีคนคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นการดูแลสมองของเราตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในบั้นปลาย ไม่ต้องเป็นภาระของผู้อื่น ปัจจุบันสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุหลัก คือ
1.อัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease)
เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะสมองเสื่อมซึ่งคาดว่าเกิดจากการทำลายเซลล์สมองของสารอนุมูลอิสระ ที่ส่งผลให้เกิดการสะสมของโปรตีนชนิดหนึ่งในเซลล์ประสาท และ Amyloid plaques ในเนื้อสมองส่วนความจำทำให้เซลล์สมองตาย ไม่สามารถรับส่งกระแสประสาทได้ดังเดิม ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้
2.ความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง (Vascular dementia)
เช่น หลอดเลือดสมองตีบ ส่งผลให้ไม่สามารถนำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ ทำให้เซลล์สมองเสื่อมลงและตายในที่สุด มักพบในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง

สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยชะลอการเสื่อมของสมองได้อย่างไร?
จากผลการศึกษาวิจัยมากกว่า 400 เรื่องช่วงยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยในการป้องกันและรักษาภาวะสมองเสื่อมดังนี้
-ช่วยบรรเทาอาการและชะลอความเสื่อมของสมองได้
-ช่วยฟื้นฟูความทรงจำในผู้ป่วยสมองเสื่อมได้
-ช่วยเพิ่มความจำ ความคิด และการเรียนรู้ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์
-ช่วยเพิ่มความตื่นตัวและสมาธิ ช่วยลดภาวะซึมเศร้า
-ช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด
-ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำระยะสั้นได้

สารออกฤทธิ์ในสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย
สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยมีสารสำคัญ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มฟลาโวน ไกลโคไซด์(Flavone Glycoside) และกลุ่มเทอร์ปีน แคลโตน(Terpene Lactone) ประกอบด้วย จิงโกไลด์(Ginkgolide) และบิโลบาไลด์(Bilobalide) ซึ่งมีคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้
-เป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง(Antioxidant) ช่วยปกป้องเซลล์สมองจากการทำลายของอนุมูลอิสระ
-เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น
-เพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดเส้นเล็กๆ ส่งผลให้การนำพาออกซิเจนและอาหารไปเลี้ยงสมอง และส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีขึ้น
-ต่อต้านการจับตัวของเกร็ดเลือด จึงช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดได้

คุณค่าของสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยด้านอื่นๆ
1.รักษาอาการหูอื้อ วิงเวียน
การไหลเวียนของเลือดบริเวณหูชั้นในที่ผิดปกติ เป็นสารเหตุหนึ่งของอาการหูอื้อ และวิงเวียนศีรษะ จากหลายการวิจัย พบว่าแป๊ะก๊วยช่วยรักษาอาการหูอื้อ และวิงเวียนศีรษะได้
2.บรรเทาอาการของโรคหลอดเลือดอุดตัน
แป๊ะก๊วยช่วยบรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดส่วนปลายแขนขาอุดตันได้อย่างมีนัยสำคัญ การวิจัยในผู้ป่วยหลอดเลือดดำอักเสบที่ขาโดยให้รับประทานสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย พบว่าสามารถเดินได้ไกลกว่าผู้ป่วยที่ไม่รับประทานถึง 34 เมตร


จากผลการวิจัย ให้ผู้หญิงอาสาสมัครสุขภาพดีอายุเฉี่ย 32 ปีรับประทานสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย พบว่าช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจำระยะสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงสรุปว่าสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย สามารถเพิ่มการจดจำ การคิด และการเรียนรู้สำหรับวัยกลางคนได้ ไม่จำกัดเพียงแค่ผู้สูงอายุเท่านั้น

สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยเหมาะกับใคร
-ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ที่ใช้สมอง ความคิด ความจำในการทำงาน ซึ่งส่งผลให้สมองเครียดและสร้างอนุมูลอิสระขึ้นมาทำลายเซลล์สมอง
-ผู้สูงอายุ

ข้อแนะนำการเลือกรับประทานสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย
-ควรอยู่ในรูปแคปซูลนิ่ม ช่วยในการแตกตัวให้ดูดซึมเข้าสูงร่างกายได้ดี
-ต้องผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัยปราศจากสารเคมีตกค้าง


สนับสนุนข้อมูลโดย ศูนย์ข้อมูลวิชาการ
บริษท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ พีทีวาย จำกัด
MEGA We Care

05 มีนาคม 2552

The Basic Drills of Wing Chun

พื้นฐานการชกแบบเจาะของมวยหย่งชุน รูปแบบที่อาจารย์ยิปมันชอบใช้ ถ้าได้ดูภาพยนตร์ชีวประวัติเรื่อง Ip Man-ปรมาจารย์หย่งชุนยิปมัน ที่เคยได้นำเสนอในบทความก่อนหน้านี้ จะได้เห็นท่านี้บ่อย(และเท่ห์มากด้วย) นำมาลงให้ได้ศึกษากันครับ

คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพใหญ่


แถมเบื้องหลังการถ่ายทำ Ip Man

สูงสุดสู่ตกต่ำของมวยตระกูลหย่งชุน


ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 1950 มวยจีนเป็นที่นิยมของคนหนุ่มและคนทำงานมาก มวยในยุคนั้นมี มวยตระกูลหง มวยกระเรียนขาว มวยมังกร มวยไฉเลฝัด แต่มวยหย่งชุนกลับไม่เคยมีใครเคยได้ยิน ในขณะนั้นหนุ่มน้อยจากฟอซานชื่อว่ายิปมันได้อพยพมายังฮ่องกง ยิปมันฝึกมวยหย่งชุนจากฮ่องกงและต่อมาเรียนรู้เพิ่มเติมจากเหลี่ยงปิ๊ก ลูกชายปรมาจารย์เหลียงจ้าน หลังจากมาถึงฮ่องกงเขาก็เริ่มสอนมวยที่สมาคมภัตตาคาร หลังจากนั้นเขาก็เปิดสำนักมวยเล็กๆที่บ้านเขาแถบธุรกิจร้านอาหารด้วย เนื้อที่เพียงสิบถึงสิบห้าตารางเมตร กับเวลาผ่านไปเขาได้สอนศิษย์ที่มีชื่อเสียงหลายคน และมวยหย่งชุนก็เริ่มเป็นที่รู้จักในฮ่องกง ตอนนั้นมวยต่างสำนักก็เริ่มท้าประลองกัน ทั้งในที่สาธารณะและลับๆ ศิษย์ของอาจารย์ ยิปมันที่มีชื่อเสียงในการประลองและชนะบ่อยๆคือ หลกหยิ่ว หว่องซั่มเหลี่ยง เนื่องจากบริษัทรถโดยสารเกาลูนอยู่เพียงไม่กี่ก้าวจากโรงเรียนของยิปมัน พนักงานขับรถบัสหลังเลิกงานก็มาร่วมฝึกกับพนักงานของภัตตาคารในละแวกนั้น จากนั้นนักเรียนจากโรงเรียนใกล้ เช่น เซนต์ฟรานซิส ซาเวียร์ เช่น บรู๊ซลี และฮอกกิ่นเชียง ก็เริ่มมาฝึกด้วย เศรษฐกิจแย่มากในขณะนั้น ผู้ลี้ภัยจากจีนเข้ามายังฮ่องกงเป็นร้อยๆต่อวันและงานก็หายากมาก ค่าแรงต่ำและชั่วโมงงานยาวต่อวัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ศิษย์หาเวลามาฝึกได้น้อย ศิษย์ช่วงต้นๆของยิปมันจึงเริ่มหารายได้โดยการเปิดโรงเรียนสอน เช่น เหลี่ยงเซียง หลกหยิ่ว หว่องซั่มเหลี่ยง ส่วน ซุ่ยเซียงถิ้น เปิดสอนเป็นการส่วนตัว


ปี 1957 ศิษย์รุ่นแรกๆของยิปมัน วิลเลี่ยม เชียง อพยพไปออสเตรเลีย ระหว่างเดินทางเกิดเรื่องขึ้นโดยเขาถูกล๊อคอยู่ในห้อง กลาสีและต่อสู้กับกลาสีมากว่าสิบคน เรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับในออสเตรเลียและหย่งชุนจึงเป็น ที่รู้จักในประเทศนั้น แต่บัดนั้น ประมาณหนึ่งปีต่อมาบรู๊ซลีได้ย้ายไปอยู่อเมริกา ที่นั้นคนอเมริกาได้เป็นความสามารถของเขาในการป้องกันตัวเริ่มจากการเป็น ตัวรองในเรื่องหน้ากากแตน Green Hornet เขาจึงเริ่มสอนมวยหย่งชุนให้กับบุคคลที่มีชื่อเสียง และดาราในแคลิฟอร์เนีย หลังจากนั้นเขา กลับไปฮ่องกงและได้แสดงในหนังที่ได้รับความนิยมทั่วโลก คนทั้งโลกเริ่มรู้จักมวยจีนและโดยเฉพาะมวยหย่งชุน หลังจากที่บรู๊ซเสีย ชีวิตไป ศิษย์ของเหลียงเซียงหรือเหลียงถิงสอนศิษย์ที่ชื่อว่า เกนเบิรต์ในเยอรมันนีทำให้หย่งชุนเริ่มเผยแพร่ในประเทศนั้น วิตเตอร์ กานหรือ ก๋านหว่าจิต ศิษย์อีกคนของ ยิปมันนำหย่งชุนไปสอนที่อังกฤษ ส่วน ลอหมันกั๋ม หลานอาจารย์ยิปมันนำเอาหย่งชุนไปสอนที่สวิสและ ไต้หวันประเทศของเขา หย่งชุนจึงเริ่มเป็นมวยที่แพร่หลายที่สุด มวยหนึ่งในโลกนี้ ในขณะที่มวยนี้ถูกแพร่ขยายออกไป อาจารย์ยิปมันก็ได้เสียชีวิตลง

ก่อนยิปมันเสียชีวิตในปี 1972 เขาได้หยุดการสอนแต่เป็นการชี้แนะแทนเขามีชีวิตที่ลำบากในปีแรกๆที่เขาอพยพมาฮ่องกง แต่ในปีท้ายๆของชีวิตศิษย์มีสตางค์ เช่น ดังซิงและฉานจีชู สายสืบแห่งตำรวจหลวงฮ่องกงได้หยุงสถานะทางการเงินของอาจารย์ยิปมันไว้ ยิปมันคือปรมาจารย์แห่งมวยหย่งชุนและบั้นปลายของชีวิตมี ความสุขพอสมควร แต่เขาก็ไม่ได้มอบหมายตำแหน่งผู้สืบทอดมวยหย่งชุนกับใครเลย อาจเป็นเพราะเขาไม่พบคนที่เขาคิดว่าเหมาะสม หรือว่านี่ไม่เป็นสิ่งที่เขายี่หระเลยก็ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามยิปมันคือปรมาจารย์ ของมวยหย่งชุน หลังเขาเสียชิวิตลงไม่นานศิษย์หย่งชุนเริ่มรู้ว่าเสาหลักของหย่งชุนได้ศูนย์ สิ้นไปแล้ว

ปัจจุบัน หย่งชุนเป็นสังคมที่ใหญ่มากมีโรงฝึกทั่วโลก ไม่ว่าสมาคมหรือองค์กรใดๆต้องการผู้นำที่จะรวมศูนย์ทุกคนอยู่ร่วมและร่วมงานด้วยกัน ด้วยเหตุผลใดก็ไม่ทราบ ศิษย์ของยิปมันน่าจะเป็นผู้นำของมวยนี้กลับไม่สามารถทำได้หรือไม่อยากทำ

ยี่สิบเจ็ดปีหลังยิปมันลาโลกไป ผู้ฝึกมวยหย่งชุนเริ่มห่างจากกันไปทุกที โดยที่ไม่มีผู้นำนั่นเอง หลายคนเริ่มสอนวิธีของตนเอง บางคนติคนอื่นที่สอนไม่เหมือนตนเอง หลายคนเริ่มสร้างทฤษฎีที่ยิปมันไม่เคยสอน หลานคนก็อ้างว่าเขาสอนมวยหย่งชุนต้นตำหรับและของแท้ เขาอ้างว่าคนที่สอนมวยหย่งชุนขนานแท้ต้องผ่านการทดสอบของเขาเท่านั้น การอ้างที่กล่าวมาได้ทำลายความเชื่อมั่นที่ดีๆและแบ่งแยก ผู้ฝึกมวยหย่งชุนจากกัน หย่งชุนคือมวยแขนงหนึ่งที่เราพูดถึงเป็นศาสตร์แห่งการต่อสู้ ผู้ฝึกต้อง เรียนและฝึกฝนเป็นเวลานาน เขาต้องใช้มัน ในการต่อสู้และป้องกันตัวเพื่อได้ประสพการณ์ที่แท้จริง นี่เป็นเรื่องที่จริงจังซึ่งอาจหมายถึงความเป็นหรือตายในบางสถานการณ์ มันไม่ใช่สิ่ง ที่คุณจ่ายเงินและผมทำก๊อปปี้ให้ มันไม่ง่ายอย่างนั้น ใครก็ตามที่เรียน ฝึก และใช้มวยหย่งชุนเป็นเวลานานคงเข้าใจถึงความจริงของมวยนี้ บ้าง เห็นไปได้อย่างไร ที่ใครก็ตามจะดูถูกประสพการณ์ของคนอื่นและเรียกตนเองว่าเป็นเจ้าของมวยหย่งชุนที่แท้คนเดียวและชักนำให้คนอื่นมีความคิดอ่านเช่นตน

ฐานรากของ หย่งชุนอยู่ในมวยเส้นที่ยิปมันได้ ทิ้งไว้ให้เรา แต่หลักและทฤษฎีท่านสอนโดยคำพูด หลายคนอาจแปลความ หมายได้ต่างๆนาๆ ผมแน่ใจว่า อาจารย์ยิปมันคงดีใจมากที่ทราบว่าเราได้นำสิ่งที่ท่านสอนมาใช้ประโยชน์ได้ ถ้าเรามีผู้นำที่ดีที่สามารถรวมพวกเราเข้าด้วยกันได้ เพื่อที่จะได้แลกเปลี่ยนประสพการณ์ ความคิดและยอมรับซึ่งกันและกัน ด้วยความคิดที่เปิดกว้าง หย่งชุนจะพัฒนา มากกว่าที่เป็นอยู่ หากไม่มีการรวมตัว และการสนับสนุนจากสมาชิกในสังคมหย่งชุนแล้ว สักวันมวยหย่งชุนคงจะถูกลืมเลือนไปในกาลเวลา หลักและทฤษฎีที่อาจารย์ยิปมันได้สอนไว้ก็คงหายไปจนไม่มีใครรู้จักมวยหย่งชุนอีกต่อไป วันหนึ่งหย่งชุนคงจะเหลือแค่ชื่อในประวัติศาสตร์ของศิลปะการต่อสู้


โดย อาจารย์ดันเกิ้น เลียง
http://www.geocities.com/yuttha015/home.html

02 มีนาคม 2552

TrendyDay ชวนน้องนักเรียนนักศึกษาส่งผลงานทางดนตรีเข้าประกวดชิงเงินสองแสนกว่า


เป็นการประกวดที่น่าสนใจมากครับ เนื่องจากสามารถนำเพลงแต่งเองลงแข่งขันได้ด้วย ซึ่งค่อยข้างหายากที่จะมีการแข่งขันแบบนี้ครับ การแข่งครั้งนี้จึงน่าสนใจจริงๆครับ

การแข่งขันนี้สำหรับนักเรียนนักศึกษาผู้มีอายุไม่เกิน 23 ปี
เดียวหรือเป็นวงก็ได้ 1-5 คน(ไม่จำกัดแนวเพลง)
เริ่มส่งผลงานได้เลยตั้งแต่ 1 มีนาคม 2552 และเริ่มโหวตให้คะแนนตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน 2552

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ครับ

อ่านรายละเอียด
ประกวดดนตรี ชิงรางวัล 250,000 บาท