![]() |
| Barefoot hiking |
การเดินเท้าเปล่าเป็นการเดินที่เหมาะสมและช่วยจัดระเบียบโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ได้ดีที่สุด รองเท้าที่เสริมความนุ่ม ทำให้กล้ามเนื้อเท้าและช่วงขาบางส่วนไม่ได้ใช้งานและอ่อนแอลง โดยเฉพาะการวิ่งที่ทำให้การลงเท้าผิดจากธรรมชาติด้วยการกระแทกลงส้นหนักๆเพราะคิดว่ามีการรองนิ่มป้องกันเอาไว้แล้ว จนไม่สามารถวิ่งตามธรรมชาติได้หากไม่มีรองเท้ารองนิ่ม ทำให้ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ไปตลอด ไม่อาจใช้เท้าตัวเองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ยกเว้นก็แต่ผู้ที่มีปัญหาเท้าเอียงหรือเท้าแบน ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้รองเท้าทางการแพทย์โดยเฉพาะในการช่วยพยุงเท้าเพื่อให้ไม่บาดเจ็บ
การเดินหรือวิ่งด้วยเท้าเปล่าช่วยให้ท่าทางทั้งร่างกายเป็นธรรมชาติมากกว่า คนที่คุ้นเคยกับการเดินเท้าเปล่ามักจะลงเท้าเบากว่า ทำให้ไม่มีการลงส้นเท้าอย่างรุนแรง โดยจะใช้เท้าในการเดินแบบโยกจากส้นสู่ปลายเท้าอย่างนุ่มนวล ส่วนการวิ่งด้วยเท้าเปล่าจะใช้การลงน้ำหนักที่จมูกเท้าเป็นหลัก ซึ่งช่วยลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าลงอย่างมาก นอกจากนี้ งานวิจัยหลายชิ้นยังชี้ว่าคนที่เดินเท้าเปล่าอาจเสี่ยงน้อยกว่าต่อโรคข้อเข่าเสื่อม และจากการเปรียบเทียบเท้าของคนยุคปัจจุบันกับโครงกระดูกมนุษย์เมื่อสองพันปีก่อน พบว่ามนุษย์ในอดีตมีสุขภาพเท้าที่ดีกว่ามาก ยิ่งไปกว่านั้น เด็กที่ใส่รองเท้าเป็นประจำมีโอกาสเท้าแบนมากกว่าเด็กที่เดินเท้าเปล่าถึง 3 เท่า เนื่องจากรองเท้าอาจส่งผลเสียต่อการพัฒนาของอุ้งเท้า (กล้ามเนื้อบางส่วนไม่ได้ใช้งาน) โดยเด็กที่ชินกับการเดินเท้าเปล่าจะมีเท้าที่แข็งแรง ยืดหยุ่น มีรูปทรงปกติ และเผชิญปัญหาเรื่องเท้าน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยสวมรองเท้าเลย แทบจะไม่พบปัญหานิ้วโป้งเท้าเอียง (bunions) ตาปลา (corns) หรือเท้าแบน อีกทั้งยังลดโอกาสเกิดภาวะข้อต่อหรือกล้ามเนื้อเท้าอ่อนแรงจนทำให้เท้าบิดออกด้านนอกขณะยืนและเดินได้
ด้วยแนวคิดเหล่านี้ ในปัจจุบันนี้จึงมีผู้ที่หันมาเดินหรือวิ่งเท้าเปล่ากันมากขึ้น ที่เรียกกันว่าสาย Barefoot (แบร์ฟุต) แต่ว่าปัจจุบันนี้ที่เราใช้ชีวิตในเมืองไทย การเดินบนพื้นซีเมนต์พื้นถนนร้อนๆ ที่อาจมีเศษแก้ว เศษกระเบื้อง ก้างปลา หนาม เศษแหลมคม และสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ก็อันตรายเกินไปที่จะใช้เท้าเปล่าเพียวๆเดินได้อย่างจริงจังในเมือง (พระยังหันมาสวมแตะเดินกันเลยครับ ยังไม่นับกฎของบางสถานที่ที่ห้ามเท้าเปล่าอีกด้วย) แผลที่เท้าถ้าเจอกับสิ่งสกปรกก็อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ได้ ปัจจุบันนี้จึงมีรองเท้า Barefoot ที่พื้นบางๆ หน้ารองเท้ากว้างไม่บีบนิ้ว พื้นราบเสมอกันไม่หนุนอุ้มไม่ยกส้น และยืดหยุ่นตามการขยับของเท้า เพื่อเป็นเกาะปกป้องเท้าเท่านั้นแบบไม่ต้องเสริมอะไร แค่มีฟังชั่นพื้นฐาน เป็นรองเท้าอย่างที่รองเท้าควรจะเป็น แต่พื้นรองเท้าสำหรับสายเท้าเปล่าจะต้องหนาพอที่จะปกป้องฝ่าเท้าได้ แต่ก็ต้องบางพอที่ฝ่าเท้ารู้สึกได้ถึงสภาพพื้นผิว (พื้นยางรวมแผ่นรองควรหนาไม่เกิน 10 mm) เพื่อให้ร่างกายได้เรียนรู้การสร้างสมดุลในการปรับองศาการขยับเท้าทรงตัวในทุกสภาพพื้นผิว ทำให้ร่างกายคุ้นเคยและไม่เสียหลักล้มง่ายๆ ซึ่งจะเป็นความจำของกล้ามเนื้อที่ติดตัวไปจนแก่ ที่สำคัญคือความบางจนรู้สึกถึงพื้นผิวนั้นทำให้ได้รับการนวดเท้าไปด้วยตลอดการเดิน ซึ่งส่งผลดีต่อการไหลเวียนของเลือดลมในร่างกายอีกด้วย
ปัจจุบันนี้รองเท้าเท้าเปล่าก็มีออกมามากมายหลายยี่ห้อ หลายแบบ ซึ่งส่วนใหญ่ราคาสูง หลายคนจึงคิดหาวิธีทำรองเท้าเท้าเปล่าเองแบบง่ายๆ ซึ่งเราค้นหามาแล้วเห็นว่าวิธีนี้ทำง่ายสุด และเหมาะกับสายเท้าเปล่ามากที่สุด จึงนำมาแนะนำกันครับ
อุปกรณ์สำหรับทำรองเท้า Sock Shoes DIY
อุปกรณ์สำหรับทำรองเท้า Sock Shoes DIY
- ถุงเท้าทอแน่น เลือกแบบที่ต้องการ (ข้อสั้นจะใช้สะดวกที่สุด)
- ถุงเท้าธรรมดา สำหรับผู้ที่ชอบสไตล์ Sock Shoes
- ถุงเท้าแยกนิ้ว สำรับผู้ที่ชอบสไตล์ Fivefingers Shoes
- สเปรย์เคลือบยาง เป็นสเปรย์ที่ใช้พ่นยางเหลวเพื่อเคลือบกันน้ำ มักเรียกว่า Flex Seal, Flexible Rubber Coating, Rubberized Undercoat หรืออะไรทำนองนี้ (กดลิ้งค์เข้าไปดูได้เลยครับ)
- ถุงพลาสติกเหลือใช้ หลายๆใบๆ เอาไว้ยัดทรง
วิธีทำ
- เอาถุงพลาสติกยัดเข้าไปในถุงเท้า ให้ได้ทรงขนาดพอเหมาะกับเท้าของเรา
- เอาถุงเท้าไปเสียบแท่น
- พ่นสเปรย์เคลือบยางให้ทั่วพื้นถุงเท้า (และขึ้นขอบถุงเท้ามาเล็กน้อยด้วยก็ดี) ควรพ่นในที่โล่งอากาศถ่ายเท เพราะสเปรย์มีสารระเหย (ใส่หน้ากากอนามัยด้วยก็ดี)
- รอให้แห้งหมาดๆสัก 15 นาที แล้วพ่นซ้ำ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ รอและพ่นซ้ำ จนกว่าจะไม่เห็นเนื้อผ้าเป็นอย่างน้อย หรือสามารถพ่นซ้ำเพื่อเพิ่มให้หนาได้ตามต้องการ (แต่ไม่ควรหนาเกิน 3 mm เพื่อให้เท้าสัมผัสพื้นใกล้เคียงเท้าเปล่ามากที่สุด)
- จากนั้นตากให้แห้งสนิทสักวันสองวัน เอาถุงพลาสติกออกก็เป็นอันใช้ได้แล้ว
ลองดูตัวอย่างวิธีทำจากคลิปนี้ครับ
การซ่อมบำรุงก็ไม่ยาก เมื่อพื้นส่วนไหนเริ่มลอกหรือสึกก็แค่นำกลับมาพ่นซ้ำก่อนที่จะเป็นรูครับ
มีอีกสูตรนึงบอกว่าถ้าใช้กาวซิลิโคน PU Sealant ทำพื้นจะทนกว่า แต่การทำก็ยุ่งยากกว่าด้วย เพราะต้องปาดให้เนียน และแต่ละชั้นต้องรอแห้งนานมาก แต่ก็แนะนำไว้ในที่นี้สำหรับผู้ที่อาจจะอยากลองทำครับ
ทีนี้ก็ได้รองเท้า Barefoot ที่ให้สัมผัสคล้ายเดินเท้าเปล่าและเป็นเสมือนหนังชั้นที่สองที่คอยปกป้องฝ่าเท้า ที่สำคัญทำเองได้ ทั้งยังอาจใช้เป็นรองเท้าสำรองที่พับเก็บได้ง่ายอีกด้วย
แต่สำหรับใครที่อยากได้รองเท้ายี่ห้อมาตราฐานแบบสำเร็จรูป ซึ่งทนทานกว่าและไม่ต้อง DIY ทำเอง ก็อาจหาลองดูยี่ห้อเหล่านี้ครับ
- Skinners Sock Shoes เป็นเจ้าแรกๆที่ทำ Sock Shoes และได้รับความนิยมสูง เป็นถุงเท้าที่เคลือบพื้นด้วย Polymers เคลมว่าใช้ได้ถึง 800 km (คือ พื้นบางแต่ทนทานเทียบเท่ากับรองเท้าทั่วไป)
- Vibram FiveFingers V-Alpha Minimalist Shoes รองเท้าแบบแยกห้านิ้ว มีนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว นิยมในหมู่นักวิ่ง Barefoot ที่ชอบรองเท้าแบบแยกห้านิ้ว (แต่สถานที่ราชการไม่ถูกใจสิ่งนี้)
สองยี่ห้อข้างต้นราคาจะแพงหน่อยในหลักพันบาทเพราะเป็นรองเท้า Barefoot โดยเฉพาะ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการรองเท้าที่ราคาถูกหน่อยในราคาไม่เกินร้อยจนถึงหลักร้อยต้นๆ โดยเข้ากับคอนเซ็ปต์ของ Barefoot เรื่องความบางก็แนะนำเป็น
- รองเท้าน้ำ (Water shoes) ตรงกับคอนเซ็ป Barefoot ทั้งหมด แต่หากใช้เดินเมืองความทนทานของพื้นอาจไม่มากนัก (แต่ก็หลายเดือนกว่าพื้นจะทะลุ) แต่ราคาถูก
- รองเท้ากังฟู แบบผ่ากลาง ทรงคลาสสิค
- รองเท้ากังฟู แบบผ่าข้าง ทรงยอดนิยม ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดี
- รองเท้ากังฟู 飞跃 Feiyue Classic - เฟยเยว่รุ่นคลาสสิค เป็นรองเท้ากังฟูยุคใหม่ ตั้งแต่ ค.ศ. 1920 ออกแบบสำหรับศิลปะการต่อสู้โดยเฉพาะ นิยมใช้ในวัดเส้าหลินและผู้ฝึกกังฟูทั่วโลก เนื่องจากรุ่นนี้ขอบพื้นรองเท้าจะโค้งมนโดยรอบ ทำให้เคลื่อนไหวได้อิสระคล้ายเท้าเปล่า สาย Barefoot ก็เริ่มพูดถึงและนิยมใช้รุ่นนี้กันมากขึ้น รวมถึงผู้ที่เล่น Parkour และ Freerunning ก็หันมาใช้กันมากขึ้น
สำหรับผู้ที่ใส่รองเท้าพื้นหนานุ่มมาโดยตลอด โดยเฉพาะถ้าอายุเยอะแล้ว หากสนใจจะเปลี่ยนมาเดินหรือวิ่งแบบสายเท้าเปล่าเต็มตัว (ไม่ว่าจะใส่รองเท้าเท้าเปล่าหรือเท้าเปล่าเพียวๆก็ตาม) ไม่แนะนำให้เปลี่ยนแบบหักดิบครับ (โดยเฉพาะสายวิ่ง) เพราะกล้ามเนื้อเท้าและเอ็นร้อยหวายที่เคยหดสั้นอาจเกิดการอักเสบ เช่น โรคเอ็นร้อยหวายอักเสบ หรือรองช้ำได้ จึงควรค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการฝึกเดินเท้าเปล่าแบบเพิ่มเวลาขึ้นวันละนิด เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ยืดตัว ค่อยๆปรับท่าเดินไม่ให้กระแทกส้น และให้ฝ่าเท้าค่อยๆปรับตัวให้แข็งแรงขึ้น จนเดินได้ตลอดวัน อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังสำคัญคือผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่มีปัญหาการรับความรู้สึกที่ฝ่าเท้า ควรเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าเพียวๆ และควรสวมรองเท้ากับถุงเท้าไว้เสมอเพื่อป้องกันการเกิดบาดแผลครับ
ผู้สนใจสาย Barefoot ที่อยากรองทำรองเท้าเองก็ลองทำดูได้ง่ายๆครับ โดยเฉพาะคนที่หาไซส์รองเท้ายากและเป็นสายเท้าเปล่าด้วยแล้วล่ะก็ Sock Shoes DIY นี้ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งครับ หรือหากมีรองเท้าสำเร็จรูปพื้นบางที่ชอบก็ลองเลือกดูได้เลยครับ
ขอให้ก้าวเดินด้วยฝ่าเท้าของเราเองอย่างมั่นใจในทุกย่างก้าวครับ
สวัสดีครับ ^-^
แถม
นักสเก็ตบอร์ดในยุคแรกมักเล่นด้วยเท้าเปล่า โดยเน้นการสัมผัสของเท้ากับบอร์ดและเลียนแบบท่าทางของการเล่นเซิร์ฟ เพนนีบอร์ดพลาสติกก็ถูกออกแบบมาให้เล่นด้วยเท้าเปล่า และแบรนด์ Penny Skateboards ก็ได้ส่งเสริมการเล่นบอร์ดด้วยเท้าเปล่าผ่านการขายเสื้อยืดและสติกเกอร์ รวมถึงมีการโพสต์บนโซเชียลมีเดียเพื่อสนับสนุนการเล่นด้วยเท้าเปล่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ส่วน Hamboards ซึ่งเป็นบอร์ดสไตล์เซิร์ฟบอร์ดก็ถูกออกแบบมาให้เล่นด้วยเท้าเปล่าเช่นกัน การเล่นสเก็ตบอร์ดด้วยเท้าเปล่ากำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในปัจจุบัน นักสเก็ตบอร์ดสมัยใหม่หลายคนก็เล่นด้วยเท้าเปล่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและในประเทศที่มีอากาศอบอุ่น เช่น ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และบางส่วนของอเมริกาใต้
อ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/Barefoot





