ตำรวจเข้าไม่ได้ ครูปกป้องไม่ไหว
สภาวะสูญญากาศทางกฎหมายในรั้วโรงเรียน
การบูลลี่ ด้วยการทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ คุกคาม หรือการกรรโชกทรัพย์ (ไถเงิน) ในโรงเรียน โดยเนื้อแท้แล้วมันคือ "อาชญากรรม" เพียงแต่เกิดขึ้นในพื้นที่ของสถาบันการศึกษาเท่านั้น และไม่ใช่แค่ "เด็กหยอกเล่นกัน" จึงควรใช้มาตราการทางกฎหมายคือการ "แจ้งตำรวจ" มากกว่าแจ้งครู
แต่มาตราการนี้เกิดขึ้นได้ยาก เพราะโรงเรียนมักต้องการปิดข่าวเนื่องจากกลัวการประเมิน และเชื่อว่า "โรงเรียนที่ไม่มีข่าว = โรงเรียนที่บริหารดี" ดังนั้น ในเชิงระบบ ผู้บริหารจึงไม่ได้สนใจว่าเหยื่อเจ็บปวดแค่ไหน แต่จะมองว่า "การมีเรื่องราวถึงตำรวจ คือภัยคุกคามต่อตำแหน่งและอนาคตของตนเอง" การจะประกาศให้เด็กแจ้ง 191 เพื่อให้ตำรวจจัดการ "อาชญากรรมในโรงเรียน" จึงเป็นไปได้ยาก และโยนภาระให้ครูต่อไป ครูผู้ไร้อำนาจทางกฎหมายจึงกลายเป็นเพียง "คนสอนหนังสือ" ที่ถูกบีบให้อยู่ในสภาวะจำยอม และเลือกใช้วิธีไกล่เกลี่ยแบบขอไปที "ดีกันนะลูก" "อย่าไปถือสาเพื่อนเลย" เพื่อให้เรื่องจบๆไปในแต่ละวัน และครูเป็นหนังหน้าไฟอยู่เสมอ
เมื่อโรงเรียนกลายเป็นดินแดนสนธยาที่กฎหมายบ้านเมืองเข้าไม่ถึง โดยผู้บริหารทำตัวเป็น "ศาลจำลอง" ที่มีบทลงโทษซึ่งไร้ความหมาย (ตัดคะแนนความประพฤติ, ทำเวร, เก็บขยะ, ฯลฯ) ซึ่งไม่ได้สร้างความเกรงกลัวให้แก่ผู้กระทำผิดจริง เมื่อตำรวจเข้าไม่ได้ ครูปกป้องไม่ได้ และผู้บริหารพยายามปิดข่าว เหยื่อที่ถูกบีบจนไร้ทางออกจะตระหนักได้เองว่า "ไม่มีใครในระบบนี้ช่วยฉันได้เลย" เมื่อถึงจุดนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
- เด็กที่ชอบบูลลี่: สนุกกับการเสพติดอำนาจเพราะรู้ว่าระบบไร้น้ำยา
- ผู้บริหาร: ปิดข่าวเพื่อรักษาตำแหน่งและภาพลักษณ์
- ครู: กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ไม่มีอำนาจกฎหมายรองรับ ต้องไกล่เกลี่ยแบบขอไปทีเพื่อเอาตัวรอดจากระบบบริหารที่ล้มเหลว
- เหยื่อ: แบกรับบาดแผลทั้งทางการและใจ ถูกสั่งให้ "อดทน" เพื่อสังเวยให้ภาพลักษณ์โรงเรียนให้ดูดี จนเป็นซึมเศร้า
การแจ้งตำรวจไม่ได้แปลว่าจะเอาเด็กเข้าคุกแบบผู้ใหญ่ แต่คือการใช้กระบวนการทางกฎหมาย (เจ้าหน้าที่พัฒนาสังคม, นักจิตวิทยา, ตำรวจ) ให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาควบคุมพฤติกรรมอย่างมีมาตรฐาน ซึ่งดีกว่าระบบ "ศาลจำลอง" ของโรงเรียน แต่ตราบใดที่การแจ้งตำรวจในกรณี "อาชญากรรมในโรงเรียน" ยังถูกมองว่าเป็น "เรื่องเสียภาพลักษณ์" แทนที่จะเป็น "การคุ้มครองสวัสดิภาพขั้นพื้นฐาน" สถาบันการศึกษาก็จะไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย แต่เป็น "โรงงานผลิตอาชญากร และเหยื่อซึมเศร้า" ต่อไปเรื่อยๆ
เพราะการบูลลี่ในโรงเรียนไม่ใช่เรื่องหยอกล้อกัน
แต่มันคืออาชญากรรมที่ไร้การลงโทษ
ยามบูลลี่คนอื่นก็กลัวจะไม่หนำใจมากพอ
ยามโดนเอาคืนก็กลัวจะโดนทำมากไป
ห่วงใยแด่ผู้รอดพ้น
อาลัยแด่ผู้สูญเสีย
ใจเขาใจเรา
#stopbullying
โดนบูลลี่ โทรสายด่วนการศึกษา 1579
ธรรมชาติของสถาบันการศึกษา คือ พื้นที่ของการเรียนรู้และบ่มเพาะ และธรรมชาติของกฎหมาย คือ การคุ้มครองและจัดระเบียบสังคม
การยึดยื้อผู้กระทำผิดไว้ในโรงเรียนภายใต้ระบบ "ศาลจำลอง" นอกจากจะไม่ช่วยให้เด็กที่อยากเรียนได้เรียนแล้ว ยังเป็นการฝืนธรรมชาติของทั้งสองฝ่าย เพราะต้องคอยยื้อคนที่ปฏิเสธการเรียนรู้ไว้ในที่ที่ไม่ใช่สำหรับเขาโดยรอดพ้นจากกฎหมายในโลกแห่งความเป็นจริง และคนที่อยากเรียนก็ไม่ได้เรียนเพราะโดนบูลลี่อยู่ร่ำไป ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย
คืนโรงเรียนให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ คืนบทบาทการคุ้มครองสวัสดิภาพให้กฎหมาย แล้วปล่อยให้ทุกคนได้เผชิญหน้ากับ "ผลแห่งการกระทำ" บนเส้นทางที่ตนเองเลือกอย่างแท้จริง เพราะไม่มีสิ่งใดเติบโตได้บนความทับซ้อนจอมปลอม และไม่มีใครจะเรียนรู้ความรับผิดชอบได้ หากยังถูกปกป้องจากความจริง



