Sponsor

12 กุมภาพันธ์ 2569

Tactical nap - การงีบเชิงยุทธวิธี เพื่อกู้คืนพลังงานในภารกิจที่ยืดเยื้อ

ภาพถ่ายโดย Suzy Hazelwood: https://www.pexels.com/th-th/photo/18455958/

以治待亂,以靜待譁,此治心者也。
孫子兵法
軍爭第七

อาศัยระเบียบรอวุ่นวาย, อาศัยเงียบสงบรออึกทึก, นี่คือการจัดการจิตใจ.
พิชัยสงครามซุนจื่อ
บทที่ 7 กองทัพสัประยุทธ์

ในสมรภูมิแนวหน้าที่ยืดเยื้อ บางครั้งการนอนหลับยาวต่อเนื่องอย่างเต็มรูปแบบอาจเป็นไปไม่ได้เลย การงีบเชิงยุทธวิธีเมื่อมีโอกาส จึงเป็นเทคนิคที่จำเป็นเพื่อกักเก็บพลังงานสำรอง และให้เราทำภารกิจได้ลุล่วงตามเป้าหมายก่อนที่ร่างกายจะพังจากการอดนอน เมื่อสถานการณ์ภายนอกควบคุมไม่ได้ เราต้องควบคุมสภาวะภายในแทน
เทคนิคนี้เดิมเป็นเทคนิคของทหาร แต่เราจะมาเรียนรู้และปรับใช้ในชีวิตประจำวันกันครับ

ประโยชน์ของการงีบเชิงยุทธวิธี
การอดนอนจำเป็นต้องได้รับการชดเชยด้วยการงีบในเวลากลางวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางร่างกายและจิตใจให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีความตึงเครียดสูง
การงีบเชิงยุทธวิธีไม่ได้มีไว้สำหรับทหารในสนามรบเท่านั้น แต่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ
ทีมงีบเชิงยุทธวิธี
การพักผ่อนนั้นดีที่สุด
http://t.ly/wnXe6

  • คนทำงานหามรุ่งหามค่ำ หรืออดหลับอดนอน: ที่ต้องการรักษาความเฉียบคมในการตัดสินใจ
  • แม่ลูกอ่อน: ผู้ที่สมรภูมิการนอนถูกขัดจังหวะตลอด 24 ชั่วโมง
  • ผู้ปฏิบัติภารกิจฉุกเฉิน: ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

การงีบเชิงยุทธวิธีภาคปฏิบัติ
  • หาตำแหน่งที่ปลอดภัยและเงียบสงบ: จะนั่งงีบบนเก้าอี้ หรือถ้ามีที่นอนราบได้ก็ยิ่งดี หากอยู่ในที่สาธารณะควรมีคู่หูที่ตื่นอยู่คอยเฝ้าระวัง แต่หากอยู่คนเดียวคนหามุมที่ปลอดภัย เก็บของมีค่าไว้ในที่ที่รู้สึกได้หากมีการขยับ เช่น กอดกระเป๋าเอาไว้ เป็นต้น และเตรียมทางหนีทีไล่ให้พร้อม
  • เวลาในการงีบ: 10-20 นาที เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด หรือ 5-10 นาทีก็พอไหว ช่วยรีเซ็ตสมาธิได้ แต่ถ้ามีเวลางีบต่ำกว่า 5 นาที ให้เน้นการสงบนิ่งเชิงยุทธวิธี (Tactical Stillness; NSDR (Non-Sleep Deep Rest)) แทน คือแค่พักสายตาหายใจลึกๆทำสมาธิก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง ดีกว่าไม่งีบเลย และควรตั้งนาฬิกาปลุก (แบบสั่น) เพื่อไม่ให้เกินเวลา เพราะถ้าหลับลึกไปแล้ว (30 นาที+ แต่ไม่ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง) ตื่นมาอาจมีอาการงัวเงียหลังตื่นนอน (เมาขี้ตา) มึนจนอาจทำภารกิจที่ต้องใช้สมาธิสูงแบบทันทีไม่ได้ (เว้นแต่ว่าภารกิจไม่เร่งด่วนเหมือนทหารก็คงไม่เป็นไรมาก)
  • การจัดท่าทาง: ถ้ามีที่นอนราบจะดีที่สุดสำหรับการฟื้นฟู หากนอนราบไม่ได้ ถ้าเก้ากี้มีพนักสูงหรือเอนได้ ให้งีบบนเก้าอี้ กางขาออกเล็กน้อยประมาณไหล่ (การกางขาออกเล็กน้อยเป็นการป้องกันการสับผงกจนหน้าคว่ำ) แล้วก็เอนตัวเอาศีรษะพิงพนัก หากไม่มีพนักสูงอาจเอาศีรษะพิงผนัง หากไม่มีผนัง ให้เอาแขนรองบนโต๊ะแล้วฟุบหน้าผากลงบนแขน (ไม่ควรตะแคงหน้าเพราะจะเข็ดคอ) หากไม่มีโต๊ะ ให้เอาแขนรองบนเข่าแล้วฟุบหน้าลงไปเลย หรือจะนั่งงีบนิ่งๆตรงๆบนเก้าอี้ก็ได้เหมือนทำสมาธิ แม้การสับผงกอาจรบกวนการงีบที่ต่อเนื่องก็จริง แต่ก็เป็นระบบเตือนภัยหากอยู่ในที่สาธารณะ แต่ถ้าอยู่ในที่ปลอดภัยก็ควรหาที่พิงศีรษะเพื่อจะได้งีบอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีที่นั่ง การยืนงีบก็เป็นไปได้ในกรณีจำเป็น แต่ต้องมีที่ผิงหลังและยืนกางขาย่อเล็กน้อย ยืนงีบอาจจะงีบไม่ลึกแต่ตื่นตัวไวที่สุด
  • การงีบ: หลับตา ผ่อนคลายร่างกาย ทำใจให้สงบ ไล่ความรู้สึกไปตามส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อดึงความสนใจออกจากความคิด จะหลับไม่หลับก็ไม่เป็นไร ถือว่างีบแล้ว
  • การตื่น: เมื่อนาฬิกาปลุกเตือนแล้วให้ตื่นทันที ปรับตัวสักครู่ ตรวจสอบอุปกรณ์ของตัวเอง แล้วเริ่มภารกิจต่อได้

https://www.dvidshub.net/news/414417/tactical-napping-and-other-tips-sleep-well-deployment

การหาจังหวะงีบ
  • ทหารหรือผู้ปฏิบัติงานระดับสูงไม่ได้งีบเพราะง่วงแต่เพราะคำนวณแล้วว่าพลังงานอาจจะไม่พอ จงฉวยโอกาสงีบทุกครั้งที่สถานการณ์เอื้ออำนวย แม้จะเป็นเวลาเพียง 5-10 นาทีก็ตาม เพื่อสะสมเสบียงพลังงาน เพราะเราไม่อาจรู้เลยว่าการปะทะครั้งต่อไปจะกินเวลานานแค่ไหน
  • ถ้าในอีก 6 ชั่วโมงข้างหน้า คุณต้องใช้สมาธิสูงสุด เช่น ประชุมสำคัญ ขับรถทางไกล วางแผนกลยุทธ์ เป็นต้น และถ้าตอนนี้มีโอกาสพัก 10-20 นาที จงงีบ แม้ไม่ง่วงก็ตาม
  • หากมีเวลาพอ การงีบ 90 นาที หรือ 1 ชั่วโมงครึ่ง จะครบหนึ่งวงจรการนอน (Sleep Cycle) ช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจได้ดีกว่า
  • หากคุณรู้ว่าคืนนี้ต้องอยู่เวร หรือต้องทำงานลากยาวถึงตี 2 การงีบตอนบ่าย 15 นาทีแม้จะไม่ง่วง คือการฉีดวัคซีนป้องกันความล้าไว้ล่วงหน้า
  • สำหรับแม่ลูกอ่อน อาจต้องชิงงีบเมื่อลูกหลับ "ลูกหลับแม่งีบ" สำคัญคือควรตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อลดความพะวงและงีบได้อย่างสนิทใจ เพราะถ้ารอให้ตื่นเพราะลูกร้องจะทำให้เกิดความเครียดสะสมสูงกว่าการตั้งปลุกล่วงหน้า (ควรตั้งปลุกแบบสั่นเพื่อไม่ให้รบกวนลูกหากลูกยังไม่ตื่น) แต่ก็เข้าใจว่าตอนลูกหลับอาจต้องทำงานบ้านอื่นด้วย แต่ก็จำเป็นที่จะต้องแบ่งเวลางีบเอาไว้ด้วยหลังทำงานบ้านไปส่วนหนึ่ง
  • เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการงีบหลับกลางวันตามหลักแพทย์แผนจีน คือ ในระหว่างเวลา 11-13 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาของเส้นลมปราณหัวใจ การงีบหรือสงบนิ่งในช่วงนี้เพียงเล็กน้อยจะช่วยบำรุงหัวใจและระบบหมุนเวียนเลือดได้ดีเยี่ยม แม้คนที่ไม่อดนอนก็ควรงีบเวลานี้ทุกวันเพื่อบำรุงหัวใจ หรือหากช่วงเวลางีบนี้แคบไป หาจังหวะงีบไม่ได้เลย ผู้ที่อดนอนอาจขยายเวลาฉวยจังหวะเป็นช่วงระหว่างเวลา 11-15 นาฬิกาก็ได้ นับว่าดีรองลงมา
แต่ถ้าสามารถนอนตอนกลางคืนตามปกติได้ ก็ไม่ควรงีบช่วงใกล้เวลานอน เพราะจะทำให้ตอนถึงเวลานอนจริงจะนอนไม่หลับเอานะครับ ยกเว้นว่าขับรถแล้วง่วงจริงๆควรแวะงีบทันที แม้ใกล้เวลานอนจริงก็ควรแวะปั้มงีบก่อน แล้วค่อยขับต่อเพื่อกลับไปนอน จะปลอดภัยกว่าครับ

กลยุทธ์การจัดการ
การงีบเชิงยุทธวิธีเป็นเพียงการชดเชย แต่ไม่อาจแทนที่การนอนหลับตามปกติได้ เป็นเพียงการชะลอการล่มสลายของระบบประสาทเท่านั้น ใช้ในกรณีภารกิจฉุกเฉินที่ถึงขั้นต้องอดหลับอดนอนเท่านั้น
การงีบ 20 นาที 3 ครั้ง (รวม 1 ชั่วโมง) แม้จะไม่ดีเท่าการนอนยาว 1 ชั่วโมงครึ่งรวด แต่ช่วยรักษาระดับการตัดสินใจไม่ให้ผิดพลาดในระดับร้ายแรงได้ หากมีโอกาสพัก 1 ชั่วโมง หัวหน้าทีมอาจสั่งแบ่งกำลังครึ่งหนึ่งนอน 20-30 นาที แล้วสลับกัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีคนตื่นคอยระวังภัยอยู่เสมอ (หลักการกระจายความเสี่ยง)
การฉวยโอกาสงีบทุกครั้งที่ทำได้นั้นเหมาะสำหรับคนที่ไม่แน่นอนว่าจะมีโอกาสได้นอนอีกเมื่อไหร่เท่านั้น แต่สำหรับคนที่อาจแค่นอนน้อยแต่มีเวลานอนที่แน่นอน ไม่แนะนำให้งีบทุกครั้งที่มีโอกาสเพราะมันจะมากเกินไปและไม่คุ้มกับประสิทธภาพ แนะนำให้งีบในช่วงเวลาหลักก็พอคือ 11-13 นาฬิกา ไม่ว่าจะงีบ 20 นาที หรือยาว 1 ชั่วโมงครึ่งไปเลยก็ได้ถ้าสะดวก ส่วนนอกเหนือจากเวลาหลักนั้นถ้าง่วงก็งีบ

ขีดจำกัด
เป็นธรรมดาที่ร่างกายมนุษย์ต้องอยู่ภายใต้กฎทางชีววิทยา ในทางยุทธวิธีมีเส้นตายที่ไม่ควรข้าม คือ 72 ชั่วโมง (3 คืน) นี่คือจุดที่ระบบประสาทจะเริ่มพังทลาย หลังจาก 72 ชั่วโมงที่ไม่ได้นอนยาวเลย แม้จะงีบสั้นๆมาตลอดก็ตาม มนุษย์จะเริ่มเห็นภาพหลอนและเสียการควบคุม
ขีดจำกัดขั้นต่ำของการอดนอน มักจะกำหนดให้มีการนอนยาวอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง ทุกๆ 24-48 ชั่วโมง (1-2 วัน) เพื่อรีเซ็ตระบบประสาทและป้องกันความเสียหายถาวรของเซลล์สมอง
สรุปก็คือ หากคุณอดนอนติดต่อกัน ต้องห้ามเกิน 2 คืนโดยไม่มีการหลับยาว และในระหว่างวันให้งีบเชิงยุทธวิธี 10-20 นาที ทุกครั้งที่มีช่องให้ทำ และคืนที่ 3 ต้องนอนตามปกติได้แล้ว

หากคุณง่วง โดยเฉพาะตอนขับรถทางไกล คำว่า "แข็งใจหน่อย" คือคำโกหกที่อันตรายที่สุด

เสียเวลางีบเพียงไม่กี่นาที
ดีกว่าฝืนทำงานจนผิดพลาด
แล้วต้องตามแก้เป็นวันๆ
หรือบางเรื่อง
อาจไม่มีโอกาสแก้อีกเลย...

สุดท้ายนี้
การงีบเชิงยุทธวิธีไม่ใช่การหลับพร่ำเพรื่อ แต่เป็นการฉวยโอกาสทางยุทธศาสตร์เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านพลังงานของร่างกายและความแจ่มใสของจิตใจเอาไว้ หากคุณนอนน้อยแต่มีเวลานอนที่แน่นอนให้งีบช่วง 11-13 นาฬิกาเป็นหลัก แต่หากคุณต้องอยู่ในสภาวะที่ต้องอดนอนและเวลานอนก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ไม่รู้ว่าจะได้นอนอีกเมื่อไหร่ ควรงีบสั้นๆทุกครั้งที่มีโอกาส เช่น ช่วงนั่งรอต่างๆ ช่วงเดินทางกับรถโดยสาร ฯลฯ จะช่วยให้คุณรักษาวิสัยทัศน์ในการปฏิบัติการได้ดีกว่าการพึ่งเครื่องดื่มชูกำลังเพียงอย่างเดียว

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ
ขอให้นอนหลับอย่างมีความสุขครับทุกท่าน ^-^
Zzzzz Zzzzz

https://www.military.com/daily-news/2021/03/02/tactical-naps-caffeine-jolts-military-sleep-study-recommends-new-policies-better-troop-rest.html

แถม
สูตรลับ งีบพร้อมกาแฟ (Coffee Nap)
หากต้องการความตื่นตัวสูงสุดหลังตื่นจากการงีบ ให้ดื่มกาแฟทันทีก่อนงีบ 20 นาที คาเฟอีนจะออกฤทธิ์กับจังหวะที่คุณตื่นพอดี

คำเตือนเชิงยุทธศาสตร์: ตามหลักแพทย์แผนจีน การดื่มกาแฟไม่ใช่การเติมพลังงานแก่ร่างกาย แต่เป็นการดึงพลังงานในสำรองของร่างกายมาใช้ล่วงหน้า หากดื่มบ่อยเกินไปจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมได้ (หยินพร่อง) ดังนั้น ควรดื่มเฉพาะยามจำเป็น และหมั่นบำรุงร่างกายเพื่อรักษาความสมดุลและหาเวลานอนหลับพักผ่อนชดเชยให้ถึงแก่นเสมอด้วยนะครับ

นี่คือเอกสาร การงีบเชิงยุทธวิธี (Tactical Napping) ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยกองทัพบกสหรัฐฯวอลเตอร์ รีด (Walter Reed Army Institute of Research; WRAIR) เพื่อช่วยให้กำลังพลรักษาความพร้อมและประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่

แปลและสรุปได้ใจความว่า

การงีบเชิงยุทธวิธี (Tactical Napping)
โดย WRAIR
การงีบเชิงยุทธวิธีคือการนอนระยะสั้นเพื่อรักษาความพร้อมและสมรรถภาพของกำลังพล โดยมีเป้าหมายคือการนอนให้ครบอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวันเพื่อสุขภาพและประสิทธิภาพสูงสุด ทหารควรทำการสะสมการนอนก่อนเริ่มภารกิจ งีบเมื่อมีโอกาสระหว่างปฏิบัติการเพื่อฟื้นฟูร่างกาย และต้องนอนหลับชดเชยหลังจบภารกิจเพื่อกู้คืนสมรรถภาพที่เสียไป
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมควรจะมืด เงียบ และเย็น แต่ห้ามนอนในบริเวณที่เสี่ยงอันตรายอย่างเช่น บริเวณด้านหน้า ด้านหลัง หรือข้างใต้ ยานพาหนะโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ควรระวังอาการงัวเงียหลังตื่นนอน โดยควรพัก 10-20 นาทีก่อนเริ่มงานสำคัญ และไม่ควรงีบใกล้เวลาเข้านอนปกติเพราะจะกระทบต่อการนอนหลักได้

การนอนหลับเพื่อแก้ปัญหาของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ

อ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติม

10 กุมภาพันธ์ 2569

บ่มเพาะสหัชญาณ (Intuition) ผ่านเกมปริศนา Puzzle

https://stockcake.com/i/vintage-detective-desk_310519_116566

ในชีวิตประจำวันเราทุกคนต่างใช้สมองทั้งสองซีกประสานกันเพื่อทำสิ่งต่างๆเป็นปกติอยู่แล้วตามเหตุปัจจัย ในการเล่นเกมปริศนา Puzzle หรือหมากกระดานเพื่อฝึกสมองนั้น แม้สมองทั้งสองซีกจะต้องทำงานร่วมกัน (ซึ่งทำงานร่วมกันเสมอ) แต่ตัวเกมส่วนใหญ่จะเน้นไปทางการฝึกสมองส่วนตรรกะ (Logic) ของสมองซีกซ้ายเป็นหลัก อาจทำให้เราเคร่งเครียดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมักเป็นเกมที่ใช้การคำนวณมากกว่าการใช้ความรู้สึกของสมองซีกขวาหรือสหัชญาณ (intuition) เกมแนวตรรกะมีมากมายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น KenKen, Sudoku, Hitori, Klotski, Murdle, หมากรุก, หมากล้อม, และอื่นๆอีกมากมาย แต่เกมสำหรับสหัชญาณไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก ดังนั้น บทความนี้จะมาแนะนำเกมสำหรับฝึกสหัชญาณกันพอสังเขปครับ

สหัชญาณคืออะไร?
สหัชญาณ (Intuition) ในที่นี้หมายถึง ความรู้ที่เกิดขึ้นเองจากความรู้สึกของสัญชาตญาณ เหมือนแบบเราเห็นบางอย่างแล้วเรารู้สึกว่า "เออ อันนี้มันใช่" โดยไม่ต้องมานั่งคิดคำนวณ นั่งทดกระดาษ นั่งพล๊อตกราฟ หรือนั่งตีตารางเพื่อหาค่าอะไรทั้งสิ้น แค่เห็นปุ๊บรู้ได้เลยว่ามันใช่ แบบ "ปิ๊งแวบ" ขึ้นมาเอง เป็นความไวเหนือตรรกะ ที่ไม่ใช่การเดาส่งเดช
ซึ่งสหัชญาณนี้มันเกิดจากการบ่มเพาะประสบการณ์ซ้ำๆ เห็นซ้ำๆ จนจำได้ขึ้นใจ เหมือนสมองหรือร่างกายจำรูปแบบของสิ่งต่างๆเหล่านั้นได้เอง พอเห็นปุ๊บก็รู้แล้วด้วยประสบการณ์ หรือที่เราเรียกกว่าความเก๋าของผู้มีประสบการณ์นั่นแหละครับ จะเป็นอะไรที่บางคนอาจอธิบายไม่ถูก แต่เขาทำได้

ประโยชน์ของสหัชญาณในชีวิตประจำวันเพื่อชีวิตที่ไหลลื่น
สหัชญาณจะช่วยประหยัดพลังงานในการคิดกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น กินอะไรดี? ทำสนุกๆดี? ฯลฯ และร่างกายจะไวกับการเปลีี่ยนแปลงที่ไม่ปกติของสภาพแวดล้อม เหมือนที่เรียกว่ามีเซ้นส์ มีความรู้สึกฉับไวขึ้น รับรู้ความรู้สึกของร่างกายได้ดีขึ้น เช่น ถ้ารู้สึกหวั่นๆแล้วเดินหมากผิดทุกที ก็เป็นไปได้ว่าหากรู้สึกหวั่นๆในชีวิตประจำวันก็เป็นไปได้ว่าถ้าทำอะไรไปนั่นอาจไม่ส่งผลดี ถ้าเดินหมากแล้วรู้สึกโล่งใจแล้วหมากนั้นก็ดีด้วย ก็เป็นไปได้ว่าถ้าในชีวิตประจำวันรู้สึกแบบนั้นสิ่งที่ทำอยู่ก็อาจจะเป็นผลดี เป็นต้น ในระดับนี้คือสหัชญาณของร่างกายเริ่มพูดกับเราได้ชัดเจนขึ้นแล้ว หรือพูดง่ายๆคือ "ต่อมเอ๊ะ" ทำงานดีขึ้น

ดังนั้น การจะเล่นเกมใดใดเพื่อฝึกสหัชญาณจำเป็นต้องเล่นด้วยการลองผิิดลองถูกจากความรู้สึกแรก ก็เล่นไปเลย ไม่ว่าจะเล่นจบหรือไปต่อไม่ได้ ก็ New game เริ่มใหม่ (การเริ่มใหม่บ่อยๆช่วยลดความกลัวต่อความผิดพลาด ทำให้ใจนิ่งพอที่จะเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ) ทำซ้ำๆอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ร่างกายจะเริ่มจำรูปแบบ จะผิดจะถูกร่างกายจะรับรู้เองปรับตัวเองไปเรื่อยๆจนกว่าจะถูกเอง แล้วสหัชญาณจะค่อยๆแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆทีละนิดทีละหน่อย หากเล่นด้วยวิธีนี้ เกมอะไรก็ใช้ฝึกสหัชญาณได้หมด แต่หากใช้เกมที่เหมาะกับการฝึกสหัชญาณก็จะเหมาะสมกว่าหน่อย ขอยกคัดสรรมาพอสังเขปดังนี้

เกมที่เหมาะกับการฝึกสหัชญาณ
เรียนรู้การสุ่มแบบพกพา เล่นได้หลายเกม


ไพ่มีเกมเล่นคนเดียวอยู่หลายเกม หากรู้วิธีเล่นพกเพียงสำรับเดียวก็เล่นได้หลากหลาย ฝึกเล่นให้เร็วด้วยแวบแรก ลองเลือกเกมไพ่เล่นคนเดียวที่น่าสนใจได้จากบทความไพ่เล่นเกมอะไรได้บ้าง?

ยอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้ดีที่สุดในบริบทปัจจุบัน เป็นเกมที่จำลองโลกความจริงได้สมจริงที่สุด


เกมนี้อาจไม่ใช่เกม Puzzle แต่เป็นหมากกระดานทอยเต๋าเล่นสองคนที่ใช้ฝึกสหัชญาณได้ดีเยี่ยม ให้ฝึกเล่นด้วยแวบแรกที่รู้สึก แล้วดูภาพรวมของรูปหมากบนกระดาน เล่นแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา เน้นเล่นให้มากที่สุดและเล่นให้เร็วที่สุด โดยไม่ต้องสนแพ้ชนะ โดยต้องตั้งใจเล่นอย่างมีสติ อย่าวู่วาม อย่าเล่นมั่ว สติเท่านั้นที่แยกการฝึกสหัชญาณออกจากความวู่วาม (สติคือการเฝ้าดูแวบแรก ไม่ใช่การปล่อยตัวตามแรงขับชั่ววูบ) ทั้งยังช่วยฝึกให้ยอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ในชีวิตจริงด้วย ซึ่งไม่ต่างจากการทอยเต๋า
คลิกเพื่ออ่านวิธีเล่นแบ็กแกมมอน (ภาษาไทย) ได้เลยครับ (แนะนำให้อ่านรวมบทความที่เกี่ยวข้องที่อยู่ส่วนท้ายบทความด้วยนะครับ ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการบำเพ็ญด้วยหมากกระดานสำหรับคนชอบสายนี้)

ความสมดุลและมโนภาพ ฝึกการมองภาพรวม รัศมี และความสมมาตร


เกมนี้เป็นเกม Puzzle ในการหาความสมดุล โดยขีดเส้นล้อมรอบดวงดาวอย่างสมมาตรโดยให้ดวงดาวอยู่ตรงกลางพื้นที่ ให้ครบทุกดวง และทุกช่อง เป็นการฝึกสมองสหัชญาณเชิงรูปทรงของสมองซีกขวา ให้เล่นด้วยการมองหาพื้นที่ว่างของความสมดุลทั้งหมด แล้วขีดเส้นตามความรู้สึกรวดเดียว อย่าเล่นแบบนับช่อง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเกมตรรกะไป ให้เล่นด้วยความรู้สึก มองด้วยสายตากว้างๆแบบภาพรวมแล้วให้รู้สึกถึงการแผ่รัศมีที่สมมาตรที่สุดจนครบ แล้วลุยเลย ถ้าทำไม่ได้ก็เริ่มใหม่ New game อย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วสหัชญาณจะเริ่มจำรูปทรงได้เอง หากรู้สึกว่ายากไปก็ลดขนาดเป็น 3x3, 4x4, 5x5, 6x6 ก่อนก็ได้ เอาแบบที่เราเล่นแล้วมองเห็นการล้อมกรอบให้เร็วที่สุด แล้วค่อยเล่นตารางมาตราฐาน 7x7 ขึ้นไปภายหลัง (คลิกที่ชื่อเกมเพื่อเข้าเล่นฟรีผ่านเบราเซอร์ได้เลย)

การเชื่อมโยงเหตุปัจจัย ฝึกการมองหาโครงข่ายที่เกี่ยวข้องโยงใย


แต่ละเกาะสามารถสร้างสะพานได้จำนวนจำกัดตามตัวเลขที่ระบุไว้บนเกาะ ในเกมให้เราทำการเชื่อมสะพานให้ครบโดยไม่ขาดไม่เกินในแต่ละเกาะ เกมนี้อาจติดตรรกะมาสักหน่อย แต่หากเล่นเร็วๆ อาศัยความคุ้ยเคยจะเป็นเกมที่ฝึกสหัชญาณได้ดีอีกเกมหนึ่ง

ฝึกความลื่นไหลและการปรับตัวตามสถานการณ์


เกมนี้เล่นง่าย อาศัยความรู้สึกได้เลย โดยให้เรากดสีที่ต้องการจะล้นกลืนไปรวมตัว โดยตอนเริ่มเกมจะโฟกัสที่มุมซ้ายบน ให้เรากดที่สีที่เราต้องการให้มุมซ้ายบนเปลี่ยน มันก็จะเปลี่ยนเป็นสีนั้นแล้วกลืนไปกับสีนั้น จากนั้นก็กดสีอื่นๆต่อไปเพื่อให้กลืนสี และเกมจะจบลงเมื่อเรากดครบจำนวนที่เกมจำกัดเอาไว้หรือเรากลืนสีทั้งหมดเป็นสีเดียวได้ในตอนจบ อาจจะฟังดูงงๆ แต่ลองกดเล่นๆดูก็จะเข้าใจเองว่าเล่นยังไงครับ เกมนี้เป็นเกมเบาๆฝึกสหัชญาณได้ดีมากอีกเกมหนึ่ง แทบจะใช้ความรู้สึกล้วนๆ เล่นแบบให้มือขยับไปก่อนความคิดจะเริ่มไปเลย เหมาะกับการเล่นเผื่อผ่อนคลาย เป็นฝึกความยืดหยุ่น คือ การยอมรับกระแสสีที่เปลี่ยนไป เหมือนยอมรับสถานการณ์ที่คุมไม่ได้ในชีวิตจริง

อ่านความเสี่ยง ฝึกความนิ่งในวิกฤต


เกมนี้คลาสสิค หลายคนน่าจะคุ้นหน้าคุณตากันดี กดเพื่อเปิดพื้นที่ปลอดภัยและดูตัวเลขที่บอกจำนวนระเบิด และปักธงเพื่อทำเครื่องหมายและป้องกันการเผลอกด ถ้าจะเล่นแบบฝึกสหัชญาณอาจลองเล่นแบบไม่ต้องปักธง เพื่อบังคับให้ร่างกายจำรูปแบบพื้นที่อันตรายด้วยมโนภาพ แทนการใช้เครื่องมือช่วยจำ หากแพ้ก็แค่ New Game

เกม Puzzle ที่แนะนำเป็นเกมฟรีทั้งหมด คัดมาจากเกมชุดของ Simon Tatham's Puzzles เป็นแอปฟรีเล็กๆที่มีเกมคลาสสิคให้เล่นถึง 39 Puzzles โหลดมาเล่นในมือถือได้ โดยในแอปนี้ได้เปลี่ยนชื่อเพื่อเลี่ยงลิขสิทธิ์ เช่นเปลี่ยน KenKen เป็น Keen, Sudoku เป็น Solo, Hitori เป็น Singles ฯลฯ เป็นต้นครับ แต่เป็นเกมเดียวกันไม่มีปัญหาอะไร
สามารถเล่นฟรีผ่านหน้าเว็บได้ที่ https://www.chiark.greenend.org.uk/~sgtatham/puzzles/


การฝึกและการพัก
การฝึกสหัชญาณคือการพาตัวเองเข้าสู่สภาวะไหลลื่น หากเมื่อไหร่ที่เริ่มรู้สึกตัวว่าเครียดหรือเริ่มหัวร้อน นั่นคือสัญญาณให้พักทันที
เล่นอย่างผ่อนคลายและมีสติที่สุด โดยการเล่นให้เร็วๆและเล่นบ่อยๆเพื่อเพิ่มชั่วโมงบินจะช่วยฝึกสหัชญาณได้ดีที่สุด เมื่อหัดแรกๆต้องเละอย่างแน่นอน คือแพ้ราบคาบ แต่ก็ปล่อยให้มันเป็นไป แค่ New game เล่นใหม่เรื่อยๆ แพ้ชนะถือว่าฝึก เล่นด้วยแวบแรกอย่างมีสติไม่มั่ว แต่หากเล่นจนสมองล้าหัวตึง เหนื่อย ง่วง เบลอ ฯลฯ ควรหยุดพัก เพื่อให้สมองได้เรียบเรียงและดูดซึมรูปแบบที่ได้เรียนรู้มา อย่าฝืนฝึกต่อทั้งที่หัวตัน เพราะจากการคิดแบบฉับพลันจะกลายเป็นการคิดแบบวู่วาม ซึ่งเป็นพิษต่อสหัชญาณอย่างมาก ดังนั้น มีหยางต้องมีหยินฉันใด มีฝึกก็ต้องมีพักฉันนั้น เพราะการพักก็สำคัญไม่แพ้การฝึกเลย ยิ่งกินอิ่มนอนหลับพักผ่อนจิตใจผ่อนคลายเท่าไหร่ สหัชญาณก็จะยิ่งแจ่มชัดมากขึ้นเท่านั้น

สหัชญาณแห่งชีวิต
การใช้เกมหรือหมากกระดานฝึกสหัชญาณนั้นเปรียบเสมือนการลับคมของดาบ การลองใช้สหัชญาณในชีวิตประจำวันเป็นการฝึกท่วงท่าฟันดาบ การฝึกสหัชญาณผ่านเกมจึงยังไม่ได้ทำให้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันทีซะทีเดียว จำเป็นต้องลองผิดลองถูกในชีวิตประจำวันด้วยเพื่อปรับจูนระบบก่อน
เมื่อเราลับดาบในโลกจำลองจนคมแล้ว คราวนี้ลองมาดูวิธีนำความคมนั้นมาใช้ในโลกจริง ให้เริ่มลองจากสิ่งที่แม้จะผิดก็ไม่เสียหาย เช่น เมื่อขึ้นลิฟต์ให้ลองทายว่าลิฟต์จะเปิดระหว่างทางมั้ยหรือจะไปถึงชั้นที่หมายเลย? คนที่จะเข้าห้องมาคนต่อไปจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง? อะไรแบบนี้เป็นต้น หากผิดก็ไม่ต้องเสียใจ แค่ฝึกทายบ่อยๆทายสนุกๆก็พอ เมื่อเราฝึกจากเกมเหล่านี้มาแล้ว การปรับจูนระบบในชีวิตประจำวันจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจฝึกผ่านเกมเหล่านี้ 80% แล้วฝึกจูนระบบ 20% แล้วไม่นาน เชื่อว่าสหัชญาณจะช่วยเหลือเราเองในชีวิตประจำวันโดยที่เราไม่ทันได้เรียกใช้เลย
การฝึกในเกมคือการสร้าง "คลังรูปแบบ" ไว้ในจิตใต้สำนึก แต่การนำไปใช้จริงต้องเริ่มจากการ "เอ๊ะ" กับเรื่องเล็กๆ

ในชีวิตประจำวันคนเราใช้สมองทั้งสองซีกประสานกัน แต่ในยุคนี้ผู้คนมักเน้นการคิดเชิงตรรกะเป็นหลักเสียจนแทบหลงลืมสหัชญาณไปแล้ว บางคนกลับคิดว่าสหัชญาณเป็นเรื่องงมงายไปแล้วด้วย แต่มนุษย์ไม่ใช่จักรกล และมนุษย์ทำได้ทั้งสองอย่าง คือ ตรรกะและสหัชญาณ บทความนี้จึงมาแนะนำการฝึกสหัชญาณผ่านการละเล่นเพื่อไม่ให้หายสูญไปและให้กลับมาอยู่ในสายตาอีกครั้ง แต่ให้ตระหนักไว้ว่า มนุษย์จำเป็นต้องมีทั้งหมดจึงสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะมนุษย์เกิดมาเพื่อใช้ชีวิต คิดได้และรู้สึกเป็น

ขอให้สนุกกับการฝึกสหัชญาณครับ ^v^

https://stockcake.com/i/mystery-board-analysis_690581_237547

แถม
ผมรู้สึกว่าคลิปนี้แนะนำแนวทางการฝึกใช้สหัชญาณในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลายและน่าสนใจมากครับ แนะนำให้ลองฟังดู หรือหากสนใจให้ลองหาหนังสือ ยกระดับลับสมอง ด้วยวิธีคิดนอกกรอบ มาอ่านกันดูครับ

แม้บทความนี้จะแนะนำให้เล่นเกมเพื่อฝึกสหัชญาณ ทว่าแต่ละคนก็มีความเหมาะสมต่างกันไปครับ คนที่ชอบเสี่ยงหรือทำอะไรหุนหันเกินไปก็อาจควรสร้างสมดุลด้วยการเล่นเกมฝึกตรรกะเพื่อถ่วงดุลการเสี่ยงให้รู้จักคิดคำนวณก่อนลงมือทำ และสำหรับคนที่ชอบคิดวางแผนคิดจนปวดหัวแต่ตัดสินใจทำไม่ได้สักทีก็อาจควรสร้างสมดุลด้วยการเล่นเกมฝึกสหัชญาณเพื่อถ่วงดุลการคิดให้รู้จักยอมรับความเสี่ยงในการลงมือทำ
เหล่านี้คือสมดุลที่แต่ละคนจำเป็นต้องรู้ตัวเองว่ามีดุลหนักไปทางไหนและควรเสริมทางไหนเท่าไหร่และอย่างไร จะทำให้เลือกฝึกได้อย่างเหมาะสมเพื่อความสมดุลของชีวิตครับ

แนะนำเกมฝึกตรรกะ
เกม Murdle ซึ่งเป็นเกมที่โด่งดังมากในรูปแบบหนังสือและเว็บไซต์ เขียนโดย G.T. Karber ที่ให้เราสวมบทเป็นนักสืบโดยใช้ตรรกะแบบ Logic puzzle grid เพื่อหาว่า "ใครฆ่า ฆ่าด้วยอะไร ฆ่าที่ไหน" โดยใช้การตัดตัวเลือกจากคำใบ้ หนังสือเกม Murdle มีฉบับแปลไทยแล้วในชื่อว่า Murdle เกมใครฆ่า 100 คดีปิดไม่ลง ไปตำกันได้ หรือจะลองเล่นชิมลางผ่านหน้าเว็บ (ภาษาอังกฤษ) ของแท้ได้ที่ https://murdle.com/ (จำกัดจำนวนเกมต่อวัน)
เป็นเกมที่ใช้ตรรกะเข้มข้น โดยต้องอ่านคำใบ้ทีละข้อแล้วติ๊กในตารางอนุมาน มันเป็นการฝึกตรรกะของสมองซีกซ้ายแบบ 100% ดังนั้น สำหรับคนที่อยากฝึกสหัชญาณก็อาจจะต้องพักไว้ก่อน แต่ถ้าชอบแนวตรรกะจริงๆก็เอามาเล่นเพื่อสร้างสมดุลได้ และมันสนุกมาก

สำหรับใครที่บ่มเพาะสหัชญาณจนคมแล้ว อาจลองกลับมาเล่น Murdle ดูครับ คุณอาจจะพบว่าคุณสามารถเดาตัวฆาตกรได้ถูกตั้งแต่เห็นคำใบ้แรกๆก่อนที่จะลงมือเขียนตารางด้วยซ้ำ นั่นแหละคือพลังของสหัชญาณที่ทำงานร่วมกับตรรกะอย่างสมบูรณ์

เกมสำหรับทดแทน Murdle หากดูใน Simon Tatham's Puzzles หรือหน้าเว็บที่ https://www.chiark.greenend.org.uk/~sgtatham/puzzles/ ก็มีเกมที่คล้ายกับ Murdle อยู่เหมือนกัน แต่จะไม่มีเรื่องราวให้อ่าน เป็นแนวนามธรรมไปเลย แต่ใช้คอนเซ็ปคล้ายๆกัน แต่ก็เอามาแนะนำสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนแนวดูบ้างครับ

วิธีเล่นเกม Undead

04 กุมภาพันธ์ 2569

มิติแห่งหมากกระดาน - การเดินทางผ่านห้วงความคิดและกลยุทธ์

ภาพวาดในสุสานของพระราชินีเนเฟอร์ตารี (1295-1255 ปีก่อนคริสตกาล) ทรงเครื่องประดับศีรษะเป็นรูปนกแร้งและหมวกโมเดียส กำลังเล่นหมากกระดาน

ในโลกแห่งหมากกระดาน พื้นที่สี่เหลี่ยมเล็กๆบนแผ่นกระดาน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่วางตัวหมากเท่านั้น แต่คือแบบจำลองของจักรวาล ตรรกะ และจิตวิทยา เมื่อเราพูดถึงมิติของเกม เราไม่ได้หมายถึงรูปทรงเรขาคณิต แต่หมายถึงชั้นความซับซ้อนที่ผู้เล่นต้องเผชิญ ยิ่งมิติสูงขึ้น ปัจจัยที่ต้องนำมาขบคิดติดสินใจก็ยิ่งซับซ้อนและแปรผันมากขึ้นตามลำดับ
ในบทความนี้ เรามาเรียนรู้และทำความรู้จักกับหมากกระดานคลาสสิคยอดนิยมไปพร้อมๆกันในมุมมองของมิติที่แตกต่าง ไม่พูดพล่ามทำเพลงให้มากความ งั้นเรามาเริ่มกันเลยครับ

หมากฮอส (Checkers) - มิติแห่งแรงปะทะ (2D)


หมากฮอสคือจุดเริ่มต้นที่บริสุทธิ์ของตรรกะ เปรียบเสมือนการสู้กันในสองมิติที่เน้นแรงปะทะเชิงเส้น ความซับซ้อนของมันอยู่ที่การคำนวณลำดับการกินและการบีบให้ฝ่ายตรงข้ามเดินในทางที่ถูกบังคับ (Forced Move) มันคือศิลปะแห่งการมองการณ์ไกลในแนวระนาบ ที่ความผิดพลาดเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงการพ่ายแพ้ทั้งกระดาน เสน่ห์ของหมากฮอสคือความเรียบง่ายที่ซ่อนความเฉียบคมดุจใบมีดโกน

หมากรุก (Chess) - มิติแห่งลำดับชั้นและชัยภูมิ (3D)


เมื่อเข้าสู่หมากรุก มิติที่สามจะถูกเพิ่มเข้ามาผ่านความต่างของอำนาจ ตัวหมากแต่ละตัวมีศักดิ์และสิทธิ์ไม่เท่ากัน เช่น ขุน, เรือ, ม้า, เบี้ย ฯลฯ การเล่นหมากรุกจึงไม่ใช่แค่การปะทะ แต่คือการประสานงานของกองทัพที่มีความหลากหลาย เกมนี้สอนเรื่องการบริหารทรัพยากรและการช่วงชิงชัยภูมิ (Positioning) ซึ่งตัวหมากแต่ละตัวต้องหนุนเสริมกันและกัน มิติของหมากรุกคือภาพจำลองของโครงสร้างสังคมและการสัประยุทธ์ที่เป็นระบบ

โชกิ หมากรุกญี่ปุ่น (将棋, Shogi) - มิติแห่งวัฏจักร (3.5D)


โชกิมีรากฐานเดียวกับหมากรุก แต่เพิ่มมิติพิเศษที่เรียกว่า การวางตัวหมากคืนสนาม (Drop Rule) ในขณะที่หมากรุกชนิดอื่นตัวหมากที่ถูกกินไปแล้วในจะออกจากเกมไปเลย แต่ในโชกิ หมากของศัตรูที่เรากินได้จะกลับมาเป็นกำลังพลของเราเพื่อวางกลับลงในกระดานอีกครั้ง มิตินี้เปลี่ยนธรรมชาติของเกมหมากรุก จากการฆ่าเชลยมาเป็นการเกลี้ยกล่อมเชลยให้มาเป็นพวก (การหมุนเวียนแลกเปลี่ยนทรัพยากร) ทำให้สถานการณ์บนกระดานมีการซ้อนทับและความผันผวนสูงกว่าเดิม เพราะหมากที่ถูกกินไปแล้วไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่

โกะ หมากล้อม (圍棋, 碁, Go game) - มิติแห่งอิทธิพลและกาลเวลา (4D)


หมากล้อมได้ข้ามพ้นจากเรื่องชนิดของตัวหมากไปสู่เรื่องของพื้นที่และความว่าง หมากแต่ละตัวที่วางลงไปอาจไม่ส่งผลทันที แต่จะแผ่อิทธิพลไปทั่วกระดานในอีกร้อยตาข้างหน้า นี่คือมิติที่สี่ที่เชื่อมโยงกับกาลเวลาและพลังงานที่มองไม่เห็น ผู้เล่นหมากล้อมไม่ได้สู้กันเพื่อเด็ดหัวแม่ทัพ แต่สู้กันเพื่อครอบครองพื้นที่และอิทธิพลที่กว้างใหญ่กว่า เกมนี้จึงสะท้อนปรัชญาเรื่องการดำรงอยู่และการขยายตัวของสรรพสิ่งในจักรวาล

แบ็กแกมมอน (Backgammon) - มิติแห่งความน่าจะเป็นและจิตวิทยา (5D)


ในขณะที่หมากกระดานที่ผ่านมาเป็นเกมแห่งตรรกะบริสุทธิ์ที่เห็นข้อมูลครบถ้วน (Perfect Information) แบ็กแกมมอนได้เพิ่มมิติที่ห้าเข้ามา นั่นคือ ความไม่แน่นอนของโชคชะตาผ่านลูกเต๋า และมิติของจิตวิทยาผ่าน Doubling Cube การต้องตัดสินใจภายใต้สภาวะที่ควบคุมไม่ได้ 100% คือการจำลองชีวิตจริงที่สมบูรณ์ที่สุด ผู้เล่นต้องบริหารความเสี่ยงภายใต้เมฆหมอกแห่งความผันผวน นี่คือเกมที่สอนให้มนุษย์ถ่อมตัวต่อโชคชะตา แต่ยังคงใช้ปัญญาเพื่อหาทางรอดที่เหมาะสมที่สุดไปพร้อมกัน

วิถีแห่งหมากกระดาน
ไม่ว่าจะเป็นเกมมิติใด ทุกหมากกระดานต่างมีคุณค่าในตัวเอง หมากฮอสสอนความแม่นยำ หมากรุกสอนระบบระเบียบ โชกิสอนเรื่องโอกาส หมากล้อมสอนการมองภาพรวม และแบ็กแกมมอนสอนการอยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลง การเลือกเล่นเกมใดเกมหนึ่งจึงไม่ใช่เรื่องของการเลือกระดับความฉลาด แต่เป็นการเลือกเครื่องมือที่เราต้องการจะใช้ฝึกฝนจิตใจของเราเองในขณะนั้น

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ขาดไม่ได้เลย สำหรับการเล่นหมากกระดาน คือ ความสนุก และมิตรภาพ หากเล่นแล้วสูญเสียสิ่งใดสิ่งหนึ่งไประหว่างทาง หยุดเล่นแล้วไปพักก่อนจะดีกว่า

ขอให้มีความสุขกับการเล่นหมากกระดานครับ ^_^

01 กุมภาพันธ์ 2569

หมากกระดานวิถีเต๋า - หมากล้อมในฐานะกระจกส่องใจและการบำเพ็ญที่ถูกลืมเลือน


ในบรรณพิภพของปราชญ์จีนโบราณ สี่ศิลปะของปัญญาชน ฉินฉีชูฮว่า (琴棋書畫) อันประกอบด้วย ดนตรี (琴), หมากกระดาน (棋), อักษรวิจิตร (書), และ การวาดภาพ (畫) ไม่ได้ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อความรื่นเริงหรือการแสดงความสามารถทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำหรับการขัดเกลาจิตใจของปราชญ์จีนในสมัยโบราณ โดยเฉพาะฉี (หมากกระดาน) ที่มักหมายถึงหมากล้อม (圍棋 - เว๋ยฉี) ปราชญ์มองว่าเป็นจักรวาลจำลองเพื่อให้มนุษย์ได้เรียนรู้สัจธรรมของโลกผ่านกระดานที่มี 361 จุด ซึ่งแทนจำนวนวันในหนึ่งปี และหมากขาวดำแทนหยินหยาง การวางหมากคือการจัดระเบียบฟ้าดินโดยมนุษย์ เป้าหมายไม่ใช่การทำลายล้างคู่ต่อสู้ แต่คือการหาความสมดุลร่วมกัน

ดนตรี (琴) เพื่อฟังเสียงภายในและชำระล้างจิตใจ
หมากกระดาน (棋) เพื่อฝึกกลยุทธ์และการยอมรับกฎแห่งสมดุล
อักษรวิจิตร (書) เพื่อฝึกสมาธิและควบคุมชี่
การวาดภาพ (畫) เพื่อฝึกการมองเห็นความงามและความว่าง

การบำเพ็ญเต๋าผ่านกระดานเหลี่ยมหมากกลม
สำหรับการบำเพ็ญตามวิถีปราชญ์ หมากล้อมคือการฝึกฝนเพื่อเข้าถึงสภาวะที่หัวคิดและหัวใจหลอมรวมเข้าด้วยกัน ในการแข่งขัน เรามักเดินหมากเพื่อเอาชนะ แต่ในการบำเพ็ญ ปราชญ์ใช้หมากเพื่อลดทอนอัตตาตัวตน ทุกครั้งที่โลภอยากได้พื้นที่มากเกินไปปรากฏขึ้น หมากจะซ่านเซ็นและอ่อนแอ การสละหมากจึงไม่ใช่เพียงยุทธวิธี แต่คือการฝึกจิตให้ปล่อยวางความยึดมั่นจากตัวกูของกู

ในหมากกระดานที่เป็นตรรกะบริสุทธิ์อย่างหมากล้อม ความพ่ายแพ้คือกระจกที่สะท้อนข้อจำกัดของสติปัญญามนุษย์ ปราชญ์ใช้การยอมรับความพ่ายแพ้เพื่อสยบความลำพองใจ เรียนรู้ที่จะยิ้มให้กับการอ่านหมากที่ผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปอย่างที่คิด และยอมรับว่าแม้จะพยายามเพียงใด ฟ้าดิน (กฎธรรมชาติบนกระดาน) ย่อมเที่ยงธรรมเสมอ

ปราชญ์โบราณไม่ได้ใช้หมากล้อมเพื่อการคำนวณเพียงอย่างเดียว แต่เขาใช้หมากล้อมเพื่อเข้าถึงสภาวะอู๋เหวย (無為) คือการกระทำที่สอดคล้องกับจังหวะของธรรมชาติ ลื่นไหลไร้ฝืน เมื่อเมื่อบำเพ็ญตนวันแล้ววันเล่า จนมองเห็นรูปทรงของความสมดุล หัวคิดจะหยุดการคำนวณอย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วหัวใจจะใช้สหัชญาณ (Intuition) ในการวางหมากลงในจุดที่มันควรอยู่ ด้วยใจที่เบาสบาย

การสนทนาด้วยมือ และอานาปานสติ
โส่วทั๋น (手談) หรือการสนทนาด้วยมือ โดยใช้กระดานเป็นสื่อกลาง เป็นการเล่นหมากล้อมเพื่อสัมผัสถึงจิตใจของอีกฝ่ายและจิตใจตนเอง เป็นการสื่อสารที่ข้ามพ้นถ้อยคำ

การวางหมากแต่ละตัวถูกกำกับด้วยลมหายใจ (ชี่) หากจิตใจสั่นคลอน หมากที่วางจะไร้พลัง ปราชญ์จึงฝึกให้ใจนิ่ง แม้ในจังหวะที่ถูกล้อมกรอบ การเล่นหมากล้อมในอดีตมักเล่นในพื้นที่สงบ เพื่อหลีกหนีจากโลกธรรมแปด ทำให้กระดานหมากเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการเผชิญหน้ากับกิเลสอันละเอียดอ่อนในตนเอง

เงาที่ทาบทับ เมื่อกระดานหมากล้อมกลายเป็นเพียงสนามประลอง
ทว่า ในโลกปัจจุบัน วิถีแห่งปราชญ์ได้ถูกบดบังด้วยม่านหมอกของการแข่งขัน ทุกวันนี้หมากล้อมถูกพัฒนาให้กลายเป็นสมรภูมิสมองที่ดุดัน ป่าวประกาศว่าเป็นเกมของอัจฉริยะ พยายามเป็นเหมือน AI ที่ต้องอ่านหมากให้แม่นยำที่สุด จนสูญเสียความสุนทรีย์และความสงบในใจไป การเล่นหมากล้อมจากความสนุกกลายเป็นความเครียด เพื่อสั่งสมชัยชนะ แต่ไม่ได้สั่งสมความว่าง ส่งเสริมการเพิ่มพูน แต่ไม่ส่งเสริมการลดทอน เมื่อความผิดพลาดถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวที่ต้องถูกเยาะเย้ย หัวใจของการบำเพ็ญจึงมอดดับลง

ในวันที่ทุกคนจ้องจะเอาชนะกัน การสนทนาด้วยมือจึงกลายเป็นการตะคอกใส่กัน บ้างก็หยิบยืมตรรกะอันสมบูรณ์แบบของ AI มาเพื่อหวังชัยชนะเพียงอย่างเดียว แต่ในการบำเพ็ญ การสนทนาด้วยมือนั้น คือการทำความรู้จักตัวตนผ่านการตอบสนอง เป็นการสะท้อนไม่ใช่การประลอง เมื่อท่านเดินหมากเข้าเบียด มันไม่ใช่แค่การเอาพื้นที่ แต่มันคือการถามว่า "ท่านยึดติดกับตรงนี้แค่ไหน?" หากเขาตอบโต้ด้วยความโกรธ ท่านจะเห็นความมุทะลุ หากเขาถอยหนีทั้งที่สู้ได้ ท่านจะเห็นความหวาดระแวง ไม่ใช่ว่าท่านเดินหมากไม่ดี แต่อัตตาของเขากระเพื่อมเอง
การสนทนาด้วยมือที่แท้จริง คือการเดินหมากเพื่อให้เราและคู่เล่นได้เห็นข้อบกพร่องของตนเอง โดยมีกระดานเป็นกระจกที่สะท้อนเงาของทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน และในขณะเดียวกัน เราก็เรียนรู้ความอดทนของตนเองเมื่อต้องเล่นกับคนที่ฝีมือต่างกัน การที่ท่านพบว่าคู่ต่อสู้ฝีมืออ่อนกว่า ไม่ได้หมายความว่าเขาด้อยกว่าในฐานะมนุษย์ และการที่ท่านพบว่าคู่ต่อสู้เก่งกว่า ก็ไม่ได้แปลว่าท่านด้อยกว่าในฐานะมนุษย์เช่นกัน การสนทนาด้วยมืออันงดงามจึงเป็นการที่ทั้งสองฝ่ายต่างพึงพอใจในความสมดุลที่เกิดขึ้นบนกระดาน เหมือนการร่ายรำที่ไม่มีใครจ้องจะเอาชนะใคร ไม่มีใครเหนือกว่าใครในฐานะมนุษย์ แต่เป็นการวาดภาพร่วมกัน บรรเลงดนตรีและร่ายรำร่วมกันบนกระดาน

แต่ด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันในปัจจุบัน ซึ่งดูเหมือนจะมีเพียงสายเดียวที่เหลืออยู่ เราไม่ได้สนทนาด้วยมือกันอีกต่อไปแล้ว แต่เรากำลังคำนวณด้วยตรรกะอย่างไร้จิตวิญญาณเพื่ออุดปากอีกฝ่าย โส่วทั๋นหรือการสนทนาด้วยมือ จึงกลายเป็นเพียงตำนานเล่าขาน หาผู้ปฏิบัติจริงได้ยาก และดูเหมือนจะสาบสูญไปแล้ว?

เกียรติยศของสายแข่งขัน และคุณค่าของสายบำเพ็ญ
ในขณะที่วิถีการบำเพ็ญผ่านกระดานหมากล้อมดูเหมือนจะเลือนหาย แต่เราก็ต้องยอมรับเกียรติยศของสายแข่งขัน ในฐานะผู้บุกเบิกพรมแดนแห่งสติปัญญาเช่นกัน พวกเขาคือผู้ที่อุทิศแรงกายแรงใจคำนวณจนถึงขีดสุดเพื่อเผยให้เห็นความลึกซึ้งของตรรกะที่ซ่อนอยู่ คุณูปการของสายแข่งขันคือการยกระดับหมากกระดานให้กลายเป็นศาสตร์ชั้นสูงที่น่าเกรงขาม เปรียบได้กับนักมวยบนสังเวียนที่ฝึกฝนร่างกายจนเป็นเลิศเพื่อพิสูจน์ขีดจำกัดของมนุษย์ การมีอยู่ของสายแข่งขันทำให้หมากกระดานก้าวหน้าและเปี่ยมไปด้วยพลัง ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ช่วยเปิดพรมแดนที่มนุษย์ไม่อาจไปถึง

ทว่า ท่ามกลางกระแสแห่งการพิสูจน์ความเหนือกว่านั้น ยังมีอีกวิถีหนึ่งที่ดำรงอยู่เคียงคู่กันมาในสมัยโบราณ นั่นคือสายบำเพ็ญ ซึ่งมีเป้าหมายต่างออกไป หากสายแข่งขันคือการออกไปสำรวจโลกภายนอก สายบำเพ็ญคือการกลับมาสำรวจโลกภายในใจตนเอง ทั้งสองสายต่างเป็นชิ้นส่วนที่เติมเต็มซึ่งกันและกันเหมือนหยินและหยาง การเข้าใจในบทบาทที่แตกต่างนี้จะช่วยให้ผู้เล่นไม่หลงทาง และไม่มองว่าการบำเพ็ญเป็นเพียงอาภรณ์ของความอ่อนแอ แต่เป็นวิถีที่ลึกซึ้งของทางเลือกแห่งจิตวิญญาณที่ต่างกัน

วิถีแห่งการเร้นกาย
วิถีแห่งการบำเพ็ญด้วยหมากกระดานในปัจจุบัน อาจเปรียบได้กับมวยจีนโบราณที่พ่ายแพ้ให้กับมวยแข่งขันในแง่ของพละกำลังและชั้นเชิง สายบำเพ็ญอาจจะสู้ไม่ไหวในโลกแห่งการแข่งขัน เพราะเป้าหมายของการบำเพ็ญไม่ใช่การยืนอยู่บนยอดเขาเพื่อประกาศชัยชนะ แต่คือการเดินเข้าสู่ก้นบึ้งของใจตนเอง

การบอกว่า "เล่นเพื่อบำเพ็ญ" อาจถูกเย้ยหยันว่าเป็นเพียงอาภรณ์ของคนขี้แพ้ที่ใช้ห่อหุ้มความไร้สามารถ แต่ในความเป็นจริง การบำเพ็ญไม่ใช่การหนีจากการคำนวณเพราะทำไม่ได้ แต่คือการก้าวข้ามการคำนวณหลังจากที่รู้แจ้งในข้อจำกัดของมันแล้ว เหมือนมวยจีนที่ไม่ได้ฝึกเพื่อไปเอาชนะใครบนสังเวียน แต่ฝึกเพื่อให้ร่างกายและจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับสมดุลธรรมชาติ
ปราชญ์ใช้ตรรกะเพื่อไปให้ถึงจุดที่ตรรกะใช้ไม่ได้ เมื่อคำนวณไปจนสุดทางแล้วพบว่า มันเป็นไปได้หลากหลายเหลือเกิน จุดนั้นแหละที่สหัชญาณจะเริ่มทำงาน ร่างกายจะหยุดคำนวณแล้วใช้ความรู้สึกถึงความเหมาะสมในการวางหมาก นี่อาจเป็นจุดที่สายแข่งขันอาจไม่เห็นด้วย แต่ปราชญ์จะยิ้มเพราะรู้ว่านี่คือจุดที่มนุษย์ต้องปล่อยวางให้ธรรมชาติทำงาน ปราชญ์สมัยก่อนไม่ได้พยายามเป็น AI เพื่อคำนวณตรรกะได้อย่างสมบูรณ์ แต่เขาใช้หมากล้อมเพื่อเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ คือรู้ทั้งตรรกะและรู้ทั้งการปล่อยวาง นั่นอาจเป็นการใช้หมากล้อมอย่างสอดคล้องกับการบำเพ็ญเต๋ามากที่สุด

เมื่อการบำเพ็ญเป็นเรื่องภายใน มันจึงไม่มีถ้วยรางวัล ไม่มีสถิติที่จะโอ้อวดได้ และดูเหมือนจะสูญหายไปท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ถาโถม แต่สำหรับผู้ที่ยังคงนั่งลงหน้ากระดานด้วยใจที่สงบ ยิ้มให้กับความผิดพลาดของตนเองในฐานะมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง เดินหมากด้วยความรู้สึกแรกที่แจ่มชัด และก้าวพ้นผลแพ้ชนะภายในจิตใจ วิถีแห่งปราชญ์โบราณอาจจะยังไม่ได้หายไปไหน แต่คงเร้นกายอยู่อย่างมั่นคงในทุกตาเดินที่เปี่ยมด้วยสติและความว่าง

ผู้รู้ไม่พูด
ผู้พูดไม่รู้
-เหลาจื่อ
คัมภีร์เต๋าเต้อจิง

บทความนี้หวังเพียงเพื่อเป็นคำเตือนใจแก่ปราชญ์ผู้เร้นกาย ให้กลับมาพบความสนุกบนกระดานและความหมายที่แท้จริงในชีวิตอีกครั้ง
ไม่ว่าหมากกระดานนั้นจะเป็นหมากล้อมหรือไม่ก็ตาม...

เมฆาหวนคืนหุบเหวใหญ่
โดย หวงจวินปี้
雲歸大壑 黃君璧 (1898-1991)
https://www.sothebys.com/en/auctions/ecatalogue/2012/fine-chinese-paintings-hk0398/lot.1391.html