Sponsor

09 สิงหาคม 2569

เมื่อโรงเรียนกลายเป็นดินแดนสนธยา - อาชญากรรม ภาพลักษณ์ และความจำยอมของครู


ตำรวจเข้าไม่ได้ ครูปกป้องไม่ไหว
สภาวะสูญญากาศทางกฎหมายในรั้วโรงเรียน

การที่ครูต้องมาจัดการเรื่องการบูลลี่ โดยไม่มีอำนาจทางกฎหมายรองรับ ก็สร้างความหนักใจและภาระให้ครูมากจนเกินไป

การบูลลี่ ด้วยการทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ คุกคาม หรือการกรรโชกทรัพย์ (ไถเงิน) ในโรงเรียน โดยเนื้อแท้แล้วมันคือ "อาชญากรรม" เพียงแต่เกิดขึ้นในพื้นที่ของสถาบันการศึกษาเท่านั้น และไม่ใช่แค่ "เด็กหยอกเล่นกัน" จึงควรใช้มาตราการทางกฎหมายคือการ "แจ้งตำรวจ" มากกว่าแจ้งครู

แต่มาตราการนี้เกิดขึ้นได้ยาก เพราะโรงเรียนมักต้องการปิดข่าวเนื่องจากกลัวการประเมิน และเชื่อว่า "โรงเรียนที่ไม่มีข่าว = โรงเรียนที่บริหารดี" ดังนั้น ในเชิงระบบ ผู้บริหารจึงไม่ได้สนใจว่าเหยื่อเจ็บปวดแค่ไหน แต่จะมองว่า "การมีเรื่องราวถึงตำรวจ คือภัยคุกคามต่อตำแหน่งและอนาคตของตนเอง" การจะประกาศให้เด็กแจ้ง 191 เพื่อให้ตำรวจจัดการ "อาชญากรรมในโรงเรียน" จึงเป็นไปได้ยาก และโยนภาระให้ครูต่อไป ครูผู้ไร้อำนาจทางกฎหมายจึงกลายเป็นเพียง "คนสอนหนังสือ" ที่ถูกบีบให้อยู่ในสภาวะจำยอม และเลือกใช้วิธีไกล่เกลี่ยแบบขอไปที "ดีกันนะลูก" "อย่าไปถือสาเพื่อนเลย" เพื่อให้เรื่องจบๆไปในแต่ละวัน และครูเป็นหนังหน้าไฟอยู่เสมอ

เมื่อโรงเรียนกลายเป็นดินแดนสนธยาที่กฎหมายบ้านเมืองเข้าไม่ถึง โดยผู้บริหารทำตัวเป็น "ศาลจำลอง" ที่มีบทลงโทษซึ่งไร้ความหมาย (ตัดคะแนนความประพฤติ, ทำเวร, เก็บขยะ, ฯลฯ) ซึ่งไม่ได้สร้างความเกรงกลัวให้แก่ผู้กระทำผิดจริง เมื่อตำรวจเข้าไม่ได้ ครูปกป้องไม่ได้ และผู้บริหารพยายามปิดข่าว เหยื่อที่ถูกบีบจนไร้ทางออกจะตระหนักได้เองว่า "ไม่มีใครในระบบนี้ช่วยฉันได้เลย" เมื่อถึงจุดนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

  • เด็กที่ชอบบูลลี่: สนุกกับการเสพติดอำนาจเพราะรู้ว่าระบบไร้น้ำยา
  • ผู้บริหาร: ปิดข่าวเพื่อรักษาตำแหน่งและภาพลักษณ์
  • ครู: กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ไม่มีอำนาจกฎหมายรองรับ ต้องไกล่เกลี่ยแบบขอไปทีเพื่อเอาตัวรอดจากระบบบริหารที่ล้มเหลว
  • เหยื่อ: แบกรับบาดแผลทั้งทางการและใจ ถูกสั่งให้ "อดทน" เพื่อสังเวยให้ภาพลักษณ์โรงเรียนให้ดูดี จนเป็นซึมเศร้า

การแจ้งตำรวจไม่ได้แปลว่าจะเอาเด็กเข้าคุกแบบผู้ใหญ่ แต่คือการใช้กระบวนการทางกฎหมาย (เจ้าหน้าที่พัฒนาสังคม, นักจิตวิทยา, ตำรวจ) ให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาควบคุมพฤติกรรมอย่างมีมาตรฐาน ซึ่งดีกว่าระบบ "ศาลจำลอง" ของโรงเรียน แต่ตราบใดที่การแจ้งตำรวจในกรณี "อาชญากรรมในโรงเรียน" ยังถูกมองว่าเป็น "เรื่องเสียภาพลักษณ์" แทนที่จะเป็น "การคุ้มครองสวัสดิภาพขั้นพื้นฐาน" สถาบันการศึกษาก็จะไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย แต่เป็น "โรงงานผลิตอาชญากร และเหยื่อซึมเศร้า" ต่อไปเรื่อยๆ

เพราะการบูลลี่ในโรงเรียนไม่ใช่เรื่องหยอกล้อกัน
แต่มันคืออาชญากรรมที่ไร้การลงโทษ

ยามบูลลี่คนอื่นก็กลัวจะไม่หนำใจมากพอ
ยามโดนเอาคืนก็กลัวจะโดนทำมากไป

ห่วงใยแด่ผู้รอดพ้น
อาลัยแด่ผู้สูญเสีย

ใจเขาใจเรา
#stopbullying


แถม
โดนบูลลี่ โทรสายด่วนการศึกษา 1579


ธรรมชาติของสถาบันการศึกษา คือ พื้นที่ของการเรียนรู้และบ่มเพาะ และธรรมชาติของกฎหมาย คือ การคุ้มครองและจัดระเบียบสังคม

การยึดยื้อผู้กระทำผิดไว้ในโรงเรียนภายใต้ระบบ "ศาลจำลอง" นอกจากจะไม่ช่วยให้เด็กที่อยากเรียนได้เรียนแล้ว ยังเป็นการฝืนธรรมชาติของทั้งสองฝ่าย เพราะต้องคอยยื้อคนที่ปฏิเสธการเรียนรู้ไว้ในที่ที่ไม่ใช่สำหรับเขาโดยรอดพ้นจากกฎหมายในโลกแห่งความเป็นจริง และคนที่อยากเรียนก็ไม่ได้เรียนเพราะโดนบูลลี่อยู่ร่ำไป ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย

คืนโรงเรียนให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ คืนบทบาทการคุ้มครองสวัสดิภาพให้กฎหมาย แล้วปล่อยให้ทุกคนได้เผชิญหน้ากับ "ผลแห่งการกระทำ" บนเส้นทางที่ตนเองเลือกอย่างแท้จริง เพราะไม่มีสิ่งใดเติบโตได้บนความทับซ้อนจอมปลอม และไม่มีใครจะเรียนรู้ความรับผิดชอบได้ หากยังถูกปกป้องจากความจริง

06 สิงหาคม 2569

ยุทธศาสตร์แห่งการเร้นกายและแสร้งโง่


ในคัมภีร์หลุนอวี่ (論語) ขงจื่อได้วางหลักการปฏิบัติตนของวิญญูชน (君子 - จวินจื่อ) ไว้อย่างน่าสนใจว่า วิญญูชนมิได้มีแค่ความมุ่งมั่นในการแสดงความสามารถเท่านั้น แต่ต้องมีปัญญาในการประเมินสถานการณ์เพื่อรักษาตนเองและรักษาสัจธรรมความรู้ไว้ ไม่ให้สูญสิ้นไปตามความเสื่อมโทรมของยุคสมัยที่ไร้บรรทัดฐาน

ขงจื่อกล่าวว่า: หนิงอู่จื่อ ยามบ้านเมืองมีธรรม [มีระเบียบ, ยุติธรรม] ก็แสดงสติปัญญา; ยามบ้านเมืองไร้ธรรม [ไร้ระเบียบ, คนพาลครองอำนาจ] ก็แสร้งโง่ สติปัญญาของเขานั้นอาจเทียบทันได้ แต่การแสร้งโง่ของเขานั้นไม่อาจเทียบทัน

子曰:甯武子,邦有道,則知;邦無道,則愚。其知可及也,其愚不可及也。

และยังกล่าวไว้อีกว่า

ขงจื่อกล่าวว่า: จงเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ในการรักที่จะเรียนรู้ ยึดมั่นในสัจธรรมความดีจนวันตาย เมืองที่อันตราย [เสื่อมโทรม, สุ่มเสี่ยง] อย่าเข้าไป เมืองที่วุ่นวาย [ไร้ระเบียบ] อย่าอาศัย ยามใต้ฟ้ามีธรรม ก็ปรากฏกาย [ออกรับราชการ, แสดงศักยภาพ]; ยามใต้ฟ้าไร้ธรรม จงเร้นกาย [เก็บซ่อนปัญญา] ยามบ้านเมืองมีธรรม หากตนเองยากจนและต่ำต้อยไซร้ นั่นคือความน่าละอาย; แต่ยามบ้านเมืองไร้ธรรม หากตนเองกลับร่ำรวยและมั่งคั่งไซร้ [ด้วยการทุจริตคอรัปชั่น] นั่นคือความน่าละอายที่แท้จริง

子曰:篤信好學,守死善道。危邦不入,亂邦不居。天下有道則見,無道則隱。邦有道,貧且賤焉,恥也;邦無道,富且貴焉,恥也。

คำว่า "บ้านเมือง" ในทัศนะของขงจื่อไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เขตแดนทางภูมิศาสตร์ แต่คือ "สภาพแวดล้อมหรือสังคม" ที่เราพาตนเองเข้าไปอยู่ด้วย

หากสังคมหรือวงเสวนาใดไร้เมตตาธรรม มารยาทจารีตธรรม สัตยธรรม มโนธรรม และปัญญาธรรม วิญญูชนต้องรู้จัก "เร้นกาย" อย่าถกเถียงเสวนาด้วย เพื่อไม่ให้ภัยมาถึงตัว

ในโลกยุคปัจจุบัน โพสต์บนโซเชียล พื้นที่คอมเมนต์ หรือวงเสวนาที่ไร้บรรทัดฐาน ละเลยข้อเท็จจริง และคอยจ้องแต่จะเอาชนะ ล้อเลียน (เกรียน) ความตั้งใจจริงของผู้อื่นด้วยความมักง่ายไร้มารยาท พื้นที่เหล่านั้นก็คือ "เมืองที่อันตราย" และ "เมืองที่วุ่นวาย" ของขงจื่อในรูปแบบใหม่

การที่วิญญูชนพยายามทุ่มเทใช้เหตุผล หรือยกหลักวิชาไปอธิบายแก่ผู้ที่ไม่ได้แสวงหาความจริง ไม่เพียงแต่จะเป็นการ "เสียวาจา" เท่านั้น แต่ยังเป็นการนำตนเองไปเป็นเป้าให้โดนรุมล้อมโจมตีโดยไม่ได้อะไรขึ้นมา การพยายามเอาชนะคนมักง่าย (เกรียน) ด้วยหลักการ จึงไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่คือการขาดการประเมินสถานการณ์

🈴 วิถีแห่งการ "เร้นกายและแสร้งโง่" ในยุคปัจจุบัน
  • การแสร้งโง่ เมื่อเจอคำถามกวนประสาท หรือคำท้าทายเพื่อล้อเลียน การตอบกลับด้วยความจริงใจเกินบริบทคือการตกหลุมพราง วิญญูชนยุคนี้จึงต้องรู้จักตอบรับสั้นๆแบบไม่ผูกพัน ไม่แก้คำผิด ไม่ไล่ต้อน และไม่พยายามสอน การแสร้งโง่ทำเป็นไร้ความรู้สึกต่อคำป่วน คือการริบอำนาจไปจากผู้เจตนาป่วนโดยสิ้นเชิง
  • การเร้นกาย ในยุคนี้ไม่ใช่การหนีโลก แต่คือ "การเร้นกายทางปัญญา" สงวนความตั้งใจจริง ข้อเท็จจริง และหลักการอันประณีต ไว้สื่อสารเฉพาะในพื้นที่ปลอดภัยทางปัญญากับคู่สนทนาที่คู่ควรเท่านั้น
🈯 ตัวอย่างการปรับใช้ในชีวิตจริง - ยุทธวิธีเชิงปฏิบัติ
กำหนดสัญญาณไฟจราจรทางปัญญา ให้คัดกรองคู่สนทนาเหมือนไฟจราจร
  • 🟢 ไฟเขียว (คนแสวงหาปัญญา/ความจริง): ตั้งใจตอบ ชัดเจน ให้หลักวิชา
  • 🟡 ไฟเหลือง (คนสงสัยแต่อาจจะชุ่ย): ตอบสั้นๆ ตรงประเด็นด้วยข้อเท็จจริง หากเขาเริ่มกวน ให้เปลี่ยนเป็นไฟแดงทันที
  • 🔴 ไฟแดง (คนตั้งใจมาป่วน/เกรียน/ไร้สาระ): "หยุดพูดทันที" ไม่ต้องเสียวาจาแม้แต่คำเดียว

การแสร้งโง่เพื่อรักษาความสงบ
การแสดงความรู้ในวงของคนมักง่ายขี้เกียจคิด มีแต่จะดึงดูดศัตรูและความเหนื่อยล้า ดังนั้นในบริบทพื้นที่สาธารณะหรือโซเชียล หากเจอคนถามคำถามลองเชิงหรือกวนประสาท ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเอง การตอบรับสั้นๆ เช่น "นั่นสินะครับ" หรือ "ขอบคุณที่ร่วมแบ่งปันครับ" แล้วปล่อยผ่าน นี่คือศิลปะการ "แกล้งโง่" เพื่อปกป้องเวลาและพลังงานของเรา

การใช้ปุ่ม Block/Mute อย่างอู๋เหว่ย (無為) แบบเต๋า
เต๋าเปรียบจิตใจเหมือนน้ำ หากมีสิ่งสกปรกตกใส่ น้ำไม่โต้ตอบ แต่ปล่อยให้สิ่งนั้นไหลผ่านไป ปุ่ม Block หรือ Mute จึงไม่ใช่เครื่องมือแห่งความโกรธเคืองส่วนตัว แต่เป็น "กฎธรรมชาติในการจัดสรรพื้นที่ส่วนตัว" เมื่อมีผู้สร้างสารพิษหรือละเมิดบรรทัดฐาน ให้กด Block หรือ Mute ด้วยจิตใจที่ปล่อยวาง ไร้ความขุ่นมัว เหมือนแค่ปัดเศษฝุ่นออกจากเสื้อผ้าตามปกติ แล้วเดินต่อไป

สรุปหลังคิดเชิงปฏิบัติ
  • ก่อนตอบคำถาม: ให้ถามตัวเองว่า "นี่คือการแลกเปลี่ยนความรู้ (ไฟเขียว) หรือการเสียเวลาตอบสนองต่ออารมณ์คนอื่น?"
  • เมื่อถูกล้อเลียน (เกรียน): เตือนตัวเองว่า "นั่นคือธรรมชาติของเขา ไม่ใช่เรื่องของเราที่จะต้องเก็บมาเป็นอารมณ์"
  • เมื่อเจอคนไร้มารยาท: ใช้ปุ่ม Block/Mute อย่างปล่อยวางตามหลักเต๋า หรือหยุดเสวนามทันทีตามหลักขงจื่อ
  • การบริหารพลังงาน: สงวนความจริงใจ หลักการ และข้อเท็จจริง ไว้ให้กับคนที่คู่ควรและอยู่ในบริบทที่เหมาะสมเท่านั้น

🈡 บทสรุป
การยึดมั่นในความถูกต้องและการพูดอย่างมีหลักการยามอยู่กับคนที่ใฝ่รู้ คือ "ปัญญา" แต่การรู้จักนิ่งเงียบ แสร้งโง่ และ Block หรือถอนตัวออกมา ยามอยู่ท่ามกลางผู้ที่ไม่ได้ใฝ่รู้และไร้เหตุผล คือ "ยอดแห่งปัญญาที่เลียนแบบได้ยากยิ่ง"

เพราะการเร้นกายของวิญญูชน ไม่ใช่การสยบยอมต่อยุคสมัยที่ป่วยไข้ และไม่ใช่การละทิ้งสัจธรรมความรู้เพื่อเข้าพวก หากแต่เป็นการรักษาไฟแห่งปัญญาไว้ในตนเอง ไม่ให้ถูกลมแห่งความเสื่อมโทรมพัดดับไป เพื่อให้ไฟดวงนี้ยังคงสว่างไสว พร้อมที่จะจุดประกายต่อไปในยามที่โลกกลับมาแสวงหาความจริงอีกครั้ง

เพราะความจริงใจต้องควบคู่กับปัญญาเสมอ

ด้วยรักและเคารพ
สวัสดีครับ ^-^

31 กรกฎาคม 2569

Minimalist Shoes DIY - รองเท้าทำเองสำหรับสายเท้าเปล่า Barefoot running

Barefoot hiking

การเดินเท้าเปล่าเป็นการเดินที่เหมาะสมและช่วยจัดระเบียบโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ได้ดีที่สุด รองเท้าที่เสริมความนุ่ม ทำให้กล้ามเนื้อเท้าและช่วงขาบางส่วนไม่ได้ใช้งานและอ่อนแอลง โดยเฉพาะการวิ่งที่ทำให้การลงเท้าผิดจากธรรมชาติด้วยการกระแทกลงส้นหนักๆเพราะคิดว่ามีการรองนิ่มป้องกันเอาไว้แล้ว จนไม่สามารถวิ่งตามธรรมชาติได้หากไม่มีรองเท้ารองนิ่ม ทำให้ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ไปตลอด ไม่อาจใช้เท้าตัวเองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ยกเว้นก็แต่ผู้ที่มีปัญหาเท้าเอียงหรือเท้าแบน ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้รองเท้าทางการแพทย์โดยเฉพาะในการช่วยพยุงเท้าเพื่อให้ไม่บาดเจ็บ

การเดินหรือวิ่งด้วยเท้าเปล่าช่วยให้ท่าทางทั้งร่างกายเป็นธรรมชาติมากกว่า คนที่คุ้นเคยกับการเดินเท้าเปล่ามักจะลงเท้าเบากว่า ทำให้ไม่มีการลงส้นเท้าอย่างรุนแรง โดยจะใช้เท้าในการเดินแบบโยกจากส้นสู่ปลายเท้าอย่างนุ่มนวล ส่วนการวิ่งด้วยเท้าเปล่าจะใช้การลงน้ำหนักที่จมูกเท้าเป็นหลัก ซึ่งช่วยลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าลงอย่างมาก นอกจากนี้ งานวิจัยหลายชิ้นยังชี้ว่าคนที่เดินเท้าเปล่าอาจเสี่ยงน้อยกว่าต่อโรคข้อเข่าเสื่อม และจากการเปรียบเทียบเท้าของคนยุคปัจจุบันกับโครงกระดูกมนุษย์เมื่อสองพันปีก่อน พบว่ามนุษย์ในอดีตมีสุขภาพเท้าที่ดีกว่ามาก ยิ่งไปกว่านั้น เด็กที่ใส่รองเท้าเป็นประจำมีโอกาสเท้าแบนมากกว่าเด็กที่เดินเท้าเปล่าถึง 3 เท่า เนื่องจากรองเท้าอาจส่งผลเสียต่อการพัฒนาของอุ้งเท้า (กล้ามเนื้อบางส่วนไม่ได้ใช้งาน) โดยเด็กที่ชินกับการเดินเท้าเปล่าจะมีเท้าที่แข็งแรง ยืดหยุ่น มีรูปทรงปกติ และเผชิญปัญหาเรื่องเท้าน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยสวมรองเท้าเลย แทบจะไม่พบปัญหานิ้วโป้งเท้าเอียง (bunions) ตาปลา (corns) หรือเท้าแบน อีกทั้งยังลดโอกาสเกิดภาวะข้อต่อหรือกล้ามเนื้อเท้าอ่อนแรงจนทำให้เท้าบิดออกด้านนอกขณะยืนและเดินได้

ด้วยแนวคิดเหล่านี้ ในปัจจุบันนี้จึงมีผู้ที่หันมาเดินหรือวิ่งเท้าเปล่ากันมากขึ้น ที่เรียกกันว่าสาย Barefoot (แบร์ฟุต) แต่ว่าปัจจุบันนี้ที่เราใช้ชีวิตในเมืองไทย การเดินบนพื้นซีเมนต์พื้นถนนร้อนๆ ที่อาจมีเศษแก้ว เศษกระเบื้อง ก้างปลา หนาม เศษแหลมคม และสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ก็อันตรายเกินไปที่จะใช้เท้าเปล่าเพียวๆเดินได้อย่างจริงจังในเมือง (พระยังหันมาสวมแตะเดินกันเลยครับ ยังไม่นับกฎของบางสถานที่ที่ห้ามเท้าเปล่าอีกด้วย) แผลที่เท้าถ้าเจอกับสิ่งสกปรกก็อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ได้ ปัจจุบันนี้จึงมีรองเท้า Barefoot ที่พื้นบางๆ หน้ารองเท้ากว้างไม่บีบนิ้ว พื้นราบเสมอกันไม่หนุนอุ้มไม่ยกส้น และยืดหยุ่นตามการขยับของเท้า เพื่อเป็นเกาะปกป้องเท้าเท่านั้นแบบไม่ต้องเสริมอะไร แค่มีฟังชั่นพื้นฐาน เป็นรองเท้าอย่างที่รองเท้าควรจะเป็น แต่พื้นรองเท้าสำหรับสายเท้าเปล่าจะต้องหนาพอที่จะปกป้องฝ่าเท้าได้ แต่ก็ต้องบางพอที่ฝ่าเท้ารู้สึกได้ถึงสภาพพื้นผิว (พื้นยางรวมแผ่นรองควรหนาไม่เกิน 10 mm) เพื่อให้ร่างกายได้เรียนรู้การสร้างสมดุลในการปรับองศาการขยับเท้าทรงตัวในทุกสภาพพื้นผิว ทำให้ร่างกายคุ้นเคยและไม่เสียหลักล้มง่ายๆ ซึ่งจะเป็นความจำของกล้ามเนื้อที่ติดตัวไปจนแก่ ที่สำคัญคือความบางจนรู้สึกถึงพื้นผิวนั้นทำให้ได้รับการนวดเท้าไปด้วยตลอดการเดิน ซึ่งส่งผลดีต่อการไหลเวียนของเลือดลมในร่างกายอีกด้วย

ปัจจุบันนี้รองเท้าเท้าเปล่าก็มีออกมามากมายหลายยี่ห้อ หลายแบบ ซึ่งส่วนใหญ่ราคาสูง หลายคนจึงคิดหาวิธีทำรองเท้าเท้าเปล่าเองแบบง่ายๆ ซึ่งเราค้นหามาแล้วเห็นว่าวิธีนี้ทำง่ายสุด และเหมาะกับสายเท้าเปล่ามากที่สุด จึงนำมาแนะนำกันครับ

อุปกรณ์สำหรับทำรองเท้า Sock Shoes DIY
  1. ถุงเท้าทอแน่น เลือกแบบที่ต้องการ (ข้อสั้นจะใช้สะดวกที่สุด)
  2. สเปรย์เคลือบยาง เป็นสเปรย์ที่ใช้พ่นยางเหลวเพื่อเคลือบกันน้ำ มักเรียกว่า Flex Seal, Flexible Rubber Coating, Rubberized Undercoat หรืออะไรทำนองนี้ (กดลิ้งค์เข้าไปดูได้เลยครับ)
  3. ถุงพลาสติกเหลือใช้ หลายๆใบๆ เอาไว้ยัดทรง

วิธีทำ
  1. เอาถุงพลาสติกยัดเข้าไปในถุงเท้า ให้ได้ทรงขนาดพอเหมาะกับเท้าของเรา
  2. เอาถุงเท้าไปเสียบแท่น
  3. พ่นสเปรย์เคลือบยางให้ทั่วพื้นถุงเท้า (และขึ้นขอบถุงเท้ามาเล็กน้อยด้วยก็ดี) ควรพ่นในที่โล่งอากาศถ่ายเท เพราะสเปรย์มีสารระเหย (ใส่หน้ากากอนามัยด้วยก็ดี)
  4. รอให้แห้งหมาดๆสัก 15 นาที แล้วพ่นซ้ำ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ รอและพ่นซ้ำ จนกว่าจะไม่เห็นเนื้อผ้าเป็นอย่างน้อย หรือสามารถพ่นซ้ำเพื่อเพิ่มให้หนาได้ตามต้องการ (แต่ไม่ควรหนาเกิน 3 mm เพื่อให้เท้าสัมผัสพื้นใกล้เคียงเท้าเปล่ามากที่สุด)
  5. จากนั้นตากให้แห้งสนิทสักวันสองวัน เอาถุงพลาสติกออกก็เป็นอันใช้ได้แล้ว
ลองดูตัวอย่างวิธีทำจากคลิปนี้ครับ


การซ่อมบำรุงก็ไม่ยาก เมื่อพื้นส่วนไหนเริ่มลอกหรือสึกก็แค่นำกลับมาพ่นซ้ำก่อนที่จะเป็นรูครับ

มีอีกสูตรนึงบอกว่าถ้าใช้กาวซิลิโคน PU Sealant ทำพื้นจะทนกว่า แต่การทำก็ยุ่งยากกว่าด้วย เพราะต้องปาดให้เนียน และแต่ละชั้นต้องรอแห้งนานมาก แต่ก็แนะนำไว้ในที่นี้สำหรับผู้ที่อาจจะอยากลองทำครับ

ทีนี้ก็ได้รองเท้า Barefoot ที่ให้สัมผัสคล้ายเดินเท้าเปล่าและเป็นเสมือนหนังชั้นที่สองที่คอยปกป้องฝ่าเท้า ที่สำคัญทำเองได้ ทั้งยังอาจใช้เป็นรองเท้าสำรองที่พับเก็บได้ง่ายอีกด้วย

แต่สำหรับใครที่อยากได้รองเท้ายี่ห้อมาตราฐานแบบสำเร็จรูป ซึ่งทนทานกว่าและไม่ต้อง DIY ทำเอง ก็อาจหาลองดูยี่ห้อเหล่านี้ครับ
  • Skinners Sock Shoes เป็นเจ้าแรกๆที่ทำ Sock Shoes และได้รับความนิยมสูง เป็นถุงเท้าที่เคลือบพื้นด้วย Polymers เคลมว่าใช้ได้ถึง 800 km (คือ พื้นบางแต่ทนทานเทียบเท่ากับรองเท้าทั่วไป)
  • Vibram FiveFingers V-Alpha Minimalist Shoes รองเท้าแบบแยกห้านิ้ว มีนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว นิยมในหมู่นักวิ่ง Barefoot ที่ชอบรองเท้าแบบแยกห้านิ้ว (แต่สถานที่ราชการไม่ถูกใจสิ่งนี้)

สองยี่ห้อข้างต้นราคาจะแพงหน่อยในหลักพันบาทเพราะเป็นรองเท้า Barefoot โดยเฉพาะ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการรองเท้าที่ราคาถูกหน่อยในราคาไม่เกินร้อยจนถึงหลักร้อยต้นๆ โดยเข้ากับคอนเซ็ปต์ของ Barefoot เรื่องความบางก็แนะนำเป็น
  • รองเท้าน้ำ (Water shoes) ตรงกับคอนเซ็ป Barefoot ทั้งหมด แต่หากใช้เดินเมืองความทนทานของพื้นอาจไม่มากนัก (แต่ก็หลายเดือนกว่าพื้นจะทะลุ) แต่ราคาถูก
  • รองเท้ากังฟู แบบผ่ากลาง ทรงคลาสสิค
  • รองเท้ากังฟู แบบผ่าข้าง ทรงยอดนิยม ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดี
  • รองเท้ากังฟู 飞跃 Feiyue Classic - เฟยเยว่รุ่นคลาสสิค เป็นรองเท้ากังฟูยุคใหม่ ตั้งแต่ ค.ศ. 1920 ออกแบบสำหรับศิลปะการต่อสู้โดยเฉพาะ นิยมใช้ในวัดเส้าหลินและผู้ฝึกกังฟูทั่วโลก เนื่องจากรุ่นนี้ขอบพื้นรองเท้าจะโค้งมนโดยรอบ ทำให้เคลื่อนไหวได้อิสระคล้ายเท้าเปล่า สาย Barefoot ก็เริ่มพูดถึงและนิยมใช้รุ่นนี้กันมากขึ้น รวมถึงผู้ที่เล่น Parkour และ Freerunning ก็หันมาใช้กันมากขึ้น

สำหรับผู้ที่ใส่รองเท้าพื้นหนานุ่มมาโดยตลอด โดยเฉพาะถ้าอายุเยอะแล้ว หากสนใจจะเปลี่ยนมาเดินหรือวิ่งแบบสายเท้าเปล่าเต็มตัว (ไม่ว่าจะใส่รองเท้าเท้าเปล่าหรือเท้าเปล่าเพียวๆก็ตาม) ไม่แนะนำให้เปลี่ยนแบบหักดิบครับ (โดยเฉพาะสายวิ่ง) เพราะกล้ามเนื้อเท้าและเอ็นร้อยหวายที่เคยหดสั้นอาจเกิดการอักเสบ เช่น โรคเอ็นร้อยหวายอักเสบ หรือรองช้ำได้ จึงควรค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการฝึกเดินเท้าเปล่าแบบเพิ่มเวลาขึ้นวันละนิด เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ยืดตัว ค่อยๆปรับท่าเดินไม่ให้กระแทกส้น และให้ฝ่าเท้าค่อยๆปรับตัวให้แข็งแรงขึ้น จนเดินได้ตลอดวัน อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังสำคัญคือผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่มีปัญหาการรับความรู้สึกที่ฝ่าเท้า ควรเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าเพียวๆ และควรสวมรองเท้ากับถุงเท้าไว้เสมอเพื่อป้องกันการเกิดบาดแผลครับ

ก็ประมาณนี้ สำหรับผู้สนใจสาย Barefoot ที่อยากรองทำรองเท้าเองก็ลองทำดูได้ง่ายๆครับ โดยเฉพาะคนที่หาไซส์รองเท้ายากและเป็นสายเท้าเปล่าด้วยแล้วล่ะก็ Sock Shoes DIY นี้ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งครับ หรือหากมีรองเท้าสำเร็จรูปพื้นบางที่ชอบก็ลองเลือกดูได้เลยครับ แต่หากเจอสถานที่ที่สามารถใช้เท้าเปล่าเพียวๆได้อย่างปลอดภัย การให้ฝ่าเท้าได้มีโอกาสสัมผัสกับพื้นดินโดยตรงบ้าง ก็เป็นการกราวดิ้งเพื่อแลกเปลี่ยนประจุดีถ่ายเทประจุเสียกับพื้นโลกซึ่งดีต่อสุขภาพกายและใจเช่นกันนะครับ

ขอให้ก้าวเดินด้วยฝ่าเท้าของเราเองอย่างมั่นใจในทุกย่างก้าวครับ
สวัสดีครับ ^-^


แถม

นักสเก็ตบอร์ดในยุคแรกมักเล่นด้วยเท้าเปล่า โดยเน้นการสัมผัสของเท้ากับบอร์ดและเลียนแบบท่าทางของการเล่นเซิร์ฟ เพนนีบอร์ดพลาสติกก็ถูกออกแบบมาให้เล่นด้วยเท้าเปล่า และแบรนด์ Penny Skateboards ก็ได้ส่งเสริมการเล่นบอร์ดด้วยเท้าเปล่าผ่านการขายเสื้อยืดและสติกเกอร์ รวมถึงมีการโพสต์บนโซเชียลมีเดียเพื่อสนับสนุนการเล่นด้วยเท้าเปล่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ส่วน Hamboards ซึ่งเป็นบอร์ดสไตล์เซิร์ฟบอร์ดก็ถูกออกแบบมาให้เล่นด้วยเท้าเปล่าเช่นกัน การเล่นสเก็ตบอร์ดด้วยเท้าเปล่ากำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในปัจจุบัน นักสเก็ตบอร์ดสมัยใหม่หลายคนก็เล่นด้วยเท้าเปล่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและในประเทศที่มีอากาศอบอุ่น เช่น ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และบางส่วนของอเมริกาใต้

อ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/Barefoot

23 กรกฎาคม 2569

เมื่อ "เวลาพัก" ของเรา ดันมาชนกับ "เวลาพัก" ของเขา - มหากาพย์ความตลกร้ายของเวลาทำการ


เคยสังเกตไหมครับว่า ในโลกใบนี้มีสิ่งมหัศจรรย์เชิงระบบอยู่สิ่งหนึ่งที่ชวนให้เราเกาหัวทุกครั้งที่นึกถึง มันคือข้อจำกัดทางกาลเวลาที่ทำให้เกิดคำถามว่า "สรุปแล้ว เขาเปิดไว้ให้ใครมาใช้บริการกันแน่?" 🤔

ลองจินตนาการภาพตัวเราเองในฐานะ "คนทำงานสู้ชีวิต" ที่เข้างาน 8 โมงเช้า เลิก 4-5 โมงเย็น วันๆนั่งหลังขดหลังแข็ง รอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่า "เมื่อไหร่จะเที่ยงนะ จะได้แวบไปติดต่อทำบัตรเข้า-ออกอาคารสักหน่อย"

และเมื่อเสียงระฆังดังเป๊งตอน 12.00 น. ลุกจากเก้าอี้ด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม ก้าวเท้าฉับๆไปถึงหน้าหน่วยงานบริการ...
ผ่างงง! ป้าย "ปิดพักเที่ยง" แขวนเด่นเป็นสง่า ไฟข้างในปิดพรึบ

นี่คือความจริงอันโหดร้ายเชิงโครงสร้าง

ช่วงเช้า (08.30 - 12.00 น.): เราทำงาน - เขาเปิด (เราไปไม่ได้)

ช่วงเที่ยง (12.00 - 13.00 น.): เราพัก - เขาก็พักเหมือนกัน! (ประตูอัดโครมใส่หน้า พร้อมเสียงตะโกนว่า "พักเที่ยง!")

ช่วงบ่าย (13.00 - 16.30 น.): เรากลับไปทำงาน - เขากลับมาเปิด (เราก็ยังไปไม่ได้)

ช่วงเย็น (หลัง 16.30 น.): เราเลิกงานแล้ว! - เย้! เขาก็ปิดแล้วเหมือนกัน! ขอบคุณครับ บาย...

โดยเฉพาะไอเทมคลาสสิกอย่าง "ห้องสมุดประชาชน" หรือ "พิพิธภัณฑ์" ที่ชื่อก็บอกอยู่โต้งๆว่าเพื่อ "ประชาชน" แต่เวลาทำการกลับล้อไปกับเวลาทำงานแบบเป๊ะๆ แถมบางแห่งปิดวันเสาร์-อาทิตย์เพิ่มความเอ็กซ์คลูซีฟไปอีก จนบางทีก็แอบคิดในใจเบาๆว่า "ประชาชนคนไหนหนอ ที่จะมีโอกาสได้มาเดินทอดน่องอ่านหนังสือตอนบ่ายสองวันพุธ?" ถ้าไม่ใช่เด็กโดดเรียน ก็คงเป็นผู้มีอันจะกินที่ลาพักร้อนมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

สุดท้าย... ทางออกเดียวของมนุษย์ทำงานที่จะเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ ไม่ใช่การ "เดินไปตอนเวลาว่าง" แต่อย่างใด
แต่มันคือมหกรรมการใช้ "กลยุทธ์ขั้นสูง"
ไม่ว่าจะเป็นการตีเนียนเดินไปเข้าห้องน้ำแต่แวบไปเคาน์เตอร์, ยอมลางานครึ่งวัน (ผู้เสียสละตน), หรือการใช้คาถาพรางตัวหลบสายตาหัวหน้างาน เพื่อซิกแซกเอาตัวเองมาติดต่องานให้ทันก่อนประตูเขาจะปิด

เอาจริงนะ มันไม่ใช่ความผิดของพี่ๆเจ้าหน้าที่หน้างานเลยสักนิดครับ (เพราะพี่เขาก็เป็นคนทำงานที่ต้องพักต้องเลิกงานตามระบบเหมือนกัน) แต่มันคือความตลกร้ายของระบบที่ออกแบบมาโดยลืมเช็กตารางชีวิตของ "ผู้ใช้บริการ" ไปนิดเดียว นิดเดียวจริงๆ ...จริงๆนะ

ครั้งต่อไป ถ้าเดินไปติดต่องานแล้วเจอประตูปิดล็อกตอนพักเที่ยง อย่าเพิ่งอารมณ์เสียไป ให้ยิ้มอ่อนแล้วบอกตัวเองว่า "เออ... ระบบเขาเสถียรดีจริงๆ ล็อกเวลาชีวิตมนุษย์ออฟฟิศไว้ตรงกันเป๊ะ ไม่มีช่องว่างให้เล็ดลอดได้เลยจริงๆ พับผ่า!" ฮ่าๆ

แล้วทุกคนล่ะครับ เคยเจอประสบการณ์ "เวลาพักชนกันจนทำอะไรไม่ได้" แบบนี้ที่ไหนอีกบ้าง? มาแชร์ความยิ้มแห้งกันได้ในคอมเมนต์เลยครับ 😅👇

#เวลาทำการที่เป็นปริศนา #ชีวิตคนทำงาน #ยิ้มแห้ง #เรื่องเล่าชาวออฟฟิศ

แถมท้ายเชิงประวัติศาสตร์
สรุปแล้วระบบเวลาการทำงานแบบนี้นี้คิดขึ้นมาเพื่ออะไร? 🧠🕰️

ถ้าเราย้อนเวลากลับไปดู จะพบว่าคนต้นคิดระบบนี้ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเขามีตรรกะที่เฉียบคมมาก (ในยุคนั้นนะครับ) เขาคิดว่า

"ถ้าบริษัท A ทำงาน 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น และบริษัท B ก็ทำงานเวลาเดียวกัน บริษัท A ก็จะสามารถส่งเอกสารหรือส่งสินค้าหาบริษัท B ได้ทันทีในวันเวลานั้นเลย"

ซึ่งระบบนี้ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมกระเทียมดองมากในการจับคู่ให้ "องค์กรคุยกับองค์กร" (B2B) ได้อย่างราบรื่น

แต่... แต่ๆๆ สมการนี้ดันลืมคำนวณตัวแปรสำคัญไปอย่างหนึ่งครับ... นั่นคือลืมไปว่า "พนักงาน" (สำคัญสำหรับเขารึเปล่านะ?) ซึ่งเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตส่วนตัว มีธุระปะปัง และมีความจำเป็นต้องติดต่อหน่วยงานบริการในฐานะ "ประชาชนคุยกับองค์กร" (B2C)

เมื่อระบบเวลาทำงานสั่งให้มนุษย์ทุกคนทำงานพร้อมกันปุ๊บ ความวิบัติอันแสนน่ารักจึงบังเกิด! เพราะทุกคนต้องทำงานในบริษัทตั้งแต่ 8 โมงเช้า ยัน 4 โมงเย็น ไม่มีใครมีสิทธิ์ถอนตัวออกไปเดินงานอื่นได้เลย (ยกเว้นจะยอมโดนหักเงินเดือนหรือลางาน)

นี่จึงกลายเป็น "ค่ายกลที่สมบูรณ์แบบ จนขังตัวเองไว้ภายในซะเอง"

สรุปได้ว่า เจตนารมณ์แรกเริ่มของระบบนี้ คือ ออกแบบมาเพื่อให้ "ทุกคนเจอกันได้ง่ายที่สุด" แต่กลับทำให้ "ทุกคนเจอกันได้ยากที่สุด"

เห้ยเดี๋ยว! ยังไงนะ? (สงสัยต้องย้อนกลับไปอ่านใหม่)

การคิดด้วยตรรกะเส้นตรง (Linear Logic) ช่างเป็นชั้นเชิงที่ลึกล้ำและทิ้งมรดกแห่งความยิ้มแห้งเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆครับ! 🤣