Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เดินป่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เดินป่า แสดงบทความทั้งหมด

11 พฤศจิกายน 2568

โคลเวอร์ (Clover) - ใบนำโชคและดอกชงชา

โคลเวอร์ (Clover)
เป็นพืชตระกูลถั่ว มักนิยมปลูกคลุมดิน ไถกลบบำรุงดินได้ นิยมใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งยังทำเป็นชงสมุนไพรบำรุงร่างกายได้ด้วย
อุดมไปด้วยแคลเซียม โครเมียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม วิตามินซี อี เอ บี1 บี2 บี3 บี12 ฯลฯ

🍵ชาดอกโคลเวอร์
ใช้ดอก (และใบ) ต้มหรือชงดื่ม
รสหวานเล็กน้อย จืด ฤทธิ์เย็น

เข้าเส้นลมปราณ: หัวใจ, ปอด, ไต, กระเพาะปัสสาวะ

🔴☘️โคลเวอร์แดง (Red clover) (Trifolium pratense)
ฟอกเลือด บำรุงผิว กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ระบายความร้อน ขับพิษ ลดการอักเสบ บรรเทาอาการปวด บำรุงเลือด บำรุงหยิน สงบจิตใจ

แก้อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน ผื่นแดงคัน โรคข้ออักเสบ ต่อมน้ำเหลืองบวม ปัสสาวะแสบขัด อสุจิหลั่งเอง(ฝันเปียก) แผลเรื้อรัง แมลงกัดต่อย ปากแห้ง ท้องผูก ประจำเดือนขาด ไอแห้ง เจ็บคอ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ต้านความวิตกกังวลและต้านอาการซึมเศร้า ฯลฯ

ข้อควรระวัง: แม้ว่าจะถือว่าปลอดภัย แต่ไม่ควรใช้ในสตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีวิจัยที่แน่นอนในเรื่องนี้ และผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (coumadin) หรือผู้ที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด

⚪️🍀โคลเวอร์ขาว (White clover) ( Trifolium repens )
นิยมนำมาทำชาดื่มเพื่อฟองเลือด ใบและดอกแห้งจะมีรสหวานเล็กน้อย มีกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ มักนิยมใช้สดหรือแห้งในขนมอบ สลัด และชา โคลเวอร์ขาวมีรสชาติอร่อยกว่าโคลเวอร์แดง เนื่องจากมีโปรตีน แร่ธาตุ และสารอาหารอื่นๆสูง

ทั้งโคลเวอร์แดงและขาวถูกนำมาใช้เพื่อถอนคำสาปและช่วยฟื้นฟูจิตวิญญาณ

ดรูอิด (Druids) ใช้สมุนไพรชนิดนี้เพื่อ “ปัดเป่าเวทมนตร์คาถาและวิญญาณชั่วร้าย”
โดยทั่วไปแล้วโคลเวอร์มักเกี่ยวข้องกับความโชคดี โดยเฉพาะใบโคลเวอร์สี่แฉก โคลเวอร์ขาวมักเกี่ยวข้องกับพลังเพศชาย โคลเวอร์ขาวยังเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มครองและเครื่องรางป้องกันงู เวทมนตร์ และพลังงานด้านลบแบบต่างๆ

เป็นดอกไม้ที่สวยงาม มีประโยชน์ และน่าสนใจมากจริงๆเลยนะครับ

เมล็ดโคลเวอร์สำหรับปลูก https://s.shopee.co.th/70CENC9ySx

มาดูคลิปชาโควเวอร์แดง/ขาวกันครับ ทั้งสวยงามและน่าดื่มจริงๆ ชงผสมทั้งแดงขาวก็ได้นะ

18 มิถุนายน 2568

Emergency tent - เต็นท์ฉุกเฉิน ที่พักพิงยามจำเป็น

เต็นท์ฉุกเฉิน
ภาพจาก http://t.ly/JXlr7

ในการเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน (Survival) หนึ่งในสิ่งสำคัญ คือ ที่พักพิง (Shelter) ถ้าเป็นการ Bushcraft ก็อาจจะสร้างที่พักพิงขึ้นมาจากวัสดุธรรมชาติในป่ารอบตัว เพื่อดำรงชีพอยู่ในป่าต่อไป แต่ในกรณี Survival นั้น จะเน้นการเอาตัวรอดอย่างรวดเร็วเพื่อรอความช่วยเหลือต่อไป ทำให้อุปกรณ์ต่างๆต้องพร้อมสำหรับอย่างน้อย 3 วัน (72 ช.ม.)
ที่พักพิงจะเน้นไปการป้องกันร่างกายจากสภาพอากาศเพื่อช่วยรักษาพลังงานและอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายให้คงที่ซึ่งสำคัญต่อชีวิต ไม่ว่าจะเป็นจากแดด ลม ฝน หมอก หรือน้ำค้าง หากมีเต็นท์มาตราฐานก็จะดีมาก แต่หากไม่มี การใช้เต็นท์ฉุกเฉิน (Emergency tent; Tube tent) ก็เป็นอีกตัวเลือกสำหรับการเอาตัวรอด
เต็นท์ฉุกเฉินมักจะเป็นวัสดุกันน้ำ บางเบาแต่ทนทาน มักจะใช้เชือกขึงระหว่างต้นไม้สองต้นแล้วหาอะไรมาขึงหรือทับไว้ที่มุม ตัวเต็นท์จะเป็นทรงท่อให้มุดเข้าไปนอน หรือหากไม่มีต้นไม้ให้ขึงเชือกก็อาจนำมาใช้เป็นถุงนอน ด้วยการซุกตัวเข้าไปเพื่อกันหนาวกันน้ำค้างได้ เต็นท์ฉุกเฉินพวกนี้สามารถพับเก็บและนำมาใช้ซ้ำได้จนกว่าจะขาด
เต็นท์ฉุกเฉินนับว่าเป็นอุปกรณ์อีกอย่างที่ควรมีติดไว้เผื่อใช้ในยามจำเป็น ใช้ได้ทั้งเป็นเต็นท์และเป็นถุงนอนเฉพาะกิจ

🛒เต็นท์ฉุกเฉินพร้อมเชือก https://s.shopee.co.th/8KdpTzhcoq, https://s.shopee.co.th/8KdpZDZfBS
🛒ผ้าห่มฉุกเฉิน, ผ้าห่มอวกาศ https://s.shopee.co.th/30cJDRbhJR
🛒เต็นท์ Mobi Garden https://s.shopee.co.th/1LU5lrfo3P






แถม
เต็นท์ฉุกเฉินส่วนใหญ่ไม่มีประตู แต่สามารถประยุกต์ปิดประตูได้ด้วยการ รวบขอบเต็นท์ทั้งสองด้านขยุ้มเข้ามาแล้วใช้เชือกหรือยางมัดเข้าด้วยกัน พื้นที่ข้างในอาจลดลงนิดหน่อย แต่ก็ช่วยปิดปากทางเต็นท์ได้ครับ
วัสดุของเต็นท์ฉุกเฉินนั้นมักจะเป็นวัสดุเดียวกันกับผ้าห่มฉุกเฉิน คือ เป็นวัสดุสังเคราะห์ที่กันอากาศเข้าออกเกือบจะ 100% ดังนั้น หากปิดสนิทเกินไปอาจทำให้ร้อนมากเกินไป (ยกเว้นในที่เย็น) หายใจไม่ออก และอาจเกิดความชื้นป็นหยดน้ำภายในได้ การมีช่องลมระบายอากาศบ้างจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

หนึ่งเสื้อกันฝนคือหนึ่งเต็นท์สำหรับหนึ่งคน

อุปกรณ์อีกอย่างที่น่าสนใจสำหรับชาว Bushcraft ซึ่งปกติเวลาจะทำที่พักก็มักจะใช้วัสดุธรรมชาติรอบตัว (สาย Hardcore) แต่หากประยุกต์จากของที่เตรียมไปด้วยก็จะสะดวกขึ้น นอกจากเต็นท์ฉุกเฉินแล้ว เสื้อกันฝนซึ่งควรจะนำไปด้วยอยู่แล้ว ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจที่จะนำมากางเพื่อทำเต็นท์ฉุกเฉินได้เช่นกัน หากของต่างประเทศมักจะเป็น Polish Lavvu ซึ่งเป็นเสื้อกันฝนทหารโปแลนด์ที่ออกแบบมาเพื่อประยุกต์เป็นที่พักในตัว แต่หายากในประเทศไทยและราคาแพงเพราะทำจากผ้าใบธรรมชาติ (แน่นอนว่าระบายอากาศดี) หากในไทยสามารถใช้เสื้อกันฝนค้างคาว (Poncho; แบบที่ไม่มีแขนเสื้อ) แทน ซึ่งควรมีขนาดที่กางเป็นแผ่นแล้วกว้างยาวประมาณ 140x200 cm+ หรือ 55"x78"+ ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี แต่ไซส์ส่วนใหญ่ในไทยจะประมาณนั้นบวกลบเล็กน้อย และควรมีตาไก่ที่มุมทั้งสี่เพื่อเอาไว้ปักหมุดหรือร้อยเชือกเพื่อขึงทรง (หากไม่มีตาไก่ก็อาจใช้หินหรือก้อนดินห่อด้วยมุมเสื้อฝนแล้วมัดเชือกขึงหรือทำห่วงสำหรับปักหมุดก็ได้) ยิ่งเบาก็พกพาสะดวก แน่นอนว่าควรเตรียมเชือกไปด้วยอย่างน้อย 5 m หรือไม่ก็หาไม้ค้ำเอา ส่วนหมุดก็ค่อยใช้กิ่งไม้แถวนั้น
การใช้เสื้อกันฝนประยุกต์เป็นเต็นท์นั้น ก็จะมีแค่หลังคาแต่ไม่มีแผ่นรองที่พื้นเหมือนเต็นท์ฉุกเฉิน และไม่มีประตู แต่ก็พอใช้เป็นที่พักฉุกเฉินกันแดดลมฝนน้ำค้างได้บ้าง และวางอุปกรณ์ไว้ภายในได้ หาก Bushcraft สองคน ใช้เสื้อกันฝนสองตัวมาต่อกันได้ก็จะเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้มากขึ้น
สำหรับคนที่ไม่อยากใช้ลายพรางทหาร แต่ก็ต้องการโทนสีที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมด้วย (แต่จะไม่เนียนเท่าลายพราง) ควรเลือกใช้ สีเขียวมะกอก สีแทน สีกากี สีน้ำตาล สีเทา สีเหล่านี้เป็นสีที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมทั่วไป ใช้สีใดก็ได้ แต่ว่าก็มีที่หลักๆของมันที่กลมกลืนเป็นพิเศษ เช่น
  • สีเขียวมะกอก อาจเข้าได้ดีเป็นพิเศษกับบริเวณพืชพรรณไม้เขียวชะอุ่ม
  • สีแทน สีกากี สีน้ำตาล อาจเข้าได้ดีเป็นพิเศษกับบริเวณหญ้าแห้ง ไม้แห้ง ดิน โคลน ทราย
  • สีเทา อาจเข้าได้ดีเป็นพิเศษกับบริเวณที่มีโขดหิน ดินทราย ใต้ร่มเงา เขตเมือง
แนวคิดของสีกลมกลืนนี้ก็สามารถใช้กับเครื่องแต่งกายได้ด้วยโดยไม่จำเป็นต้องใช้ลายพรางเสมอไป โดยเฉพาะสำรับพลเรือน หากต้องการแค่สีเดียวใช้หลากหลายก็แค่เลือกให้เหมาะกับบริเวณที่ใช้บ่อยเป็นหลักก็พอ เพราะสีเหล่านี้เข้ากับทุกสภาพแวดล้อมอยู่แล้วครับ

เสื้อกันฝนค้างคาวยังอาจใช้เป็นที่ดักน้ำฝนได้ โดยผูกเสื้อกันฝนให้หงายขึ้น และให้ส่วนหัวอยู่ตรงถังน้ำ เมื่อฝนตกเสื้อกันฝนก็จะทำหน้าที่เหมือนเป็นกรวยยักษ์พาน้ำไหลเข้าถังได้อย่างสะดวกนั่นเอง






ตรีเอกานุภาพศักดิ์สิทธิ์แห่งการดำรงชีพในป่า - อุปกรณ์ 3 อย่างที่จำเป็นสำหรับการ Bushcraft


คนสมัยก่อนบอกกันว่า ในการเข้าป่าต้องพกมีดไปด้วยจึงจะอยู่ป่าได้สะดวก เพราะมีดเป็นเครื่องมือที่จะใช้สร้างอะไรต่างๆจากวัสดุธรรมชาติได้หลายๆอย่าง แต่หากต้องการความพร้อมที่มากขึ้นอาจต้องพกสิ่งที่เรียกกันว่า The holy trinity (ตรีเอกานุภาพศักดิ์สิทธิ์) คือ มีด, พร้า (หรือขวาน), และเลื่อย ซึ่งอุปกรณ์สำหรับการเดินป่า Bushcraft โดยเรียงตามลำดับความสำคัญ

1. มีด
มีดพกใบตายขนาดเล็ก-กลาง (ความยาวใบมีด ~3.5-5.5 นิ้ว หรือ มาตราฐานอยู่ที่ 4 นิ้ว หรือประมาณความกว้างฝ่ามือ) ถือเป็นหัวใจของเครื่องมือ Bushcraft เลยก็ว่าได้ครับ หากพกอุปกรณ์ได้เพียงชิ้นเดียว มีดคือสิ่งที่ต้องมี ด้วยความอเนกประสงค์ของมันไม่ว่าจะเป็น
  • ตัดกิ่งไม้ทั่วๆไป
  • เหลาไม้ หรือแกะสลัก สำหรับทำของใช้จากวัสดุธรรมชาติ เช่น ช้อนไม้ ถ้วยชาม อาวุธ กับดัก แท่งไม้จุดไฟ เชื้อฟืน ฯลฯ ซ่อมแซมอุปกรณ์
  • เตรียมอาหาร แล่เนื้อ หั่นผักผลไม้ เปิดถุงขนม!
  • การปฐมพยาบาลเบื้องต้น (เช่น ตัดเทปพันแผล)
  • การป้องกันตัว (ในกรณีฉุกเฉิน)
มีดพกน่าสนใจ
https://s.shopee.co.th/8AK9xKK0pl
https://s.shopee.co.th/5pwEPHTUvp
https://s.shopee.co.th/708BnzWVL1
https://s.shopee.co.th/7phMqjYKMU

2. พร้า (หรือขวาน)
มีดพร้า มีดใหญ่ (ความยาวใบมีด ~8-12 นิ้ว หรือมาตราฐานที่ 12 นิ้ว) (หากเป็นขวานมักจะเลือกด้ามที่ยาวประมาณช่วงปลายนิ้วมือถึงหัวไหล่จะเป็นระยะที่ดีที่สุด) พร้าเหมาะสำหรับแถบป่ารกอย่างประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งป่าในเขตร้อนมักมีพืชพรรณหนาแน่น พร้าจึงเป็นเครื่องมือที่เข้ามาเติมเต็มสิ่งที่มีดพกทำได้ยากหรือไม่เหมาะสม โดยเฉพาะงานที่ต้องการแรงกระแทกหรือการตัดไม้ขนาดใหญ่ขึ้น เป็นเครื่องมือพื้นฐานการเกษตรในแถบนี้อยู่แล้ว
  • การบุกเบิกทาง ตัดฟันพงหญ้า เถาวัลย์ หรือกิ่งไม้ที่เกะกะ
  • การเตรียมพื้นที่ แผ้วถางบริเวณสำหรับตั้งแคมป์หรือสร้างที่พักพิง
  • สับไม้ฟืน ผ่าไม้ สำหรับก่อกองไฟ
  • โค่นต้นไม้ขนาดเล็ก-กลาง เพื่อสร้างที่พัก เตรียมไม้สำหรับสร้างโครงสร้าง เช่น เสา คาน
พร้าโดยทั่วไปมีน้ำหนักเบากว่าขวาน ทำให้พกพาและใช้งานได้สะดวก

Pollo M212 18" https://s.shopee.co.th/8fGCoNxjvn
BUCK MB-421 สแตนเลส https://s.shopee.co.th/40UZdDz4sN
PUMPKIN ขวานด้ามไม้ https://s.shopee.co.th/6fVKmktq2M

3. เลื่อย
เลื่อยมีบทบาทสำคัญในการตัดไม้ให้ได้ขนาดและรวดเร็ว โดยเฉพาะการตัดไม้ที่ต้องการความแม่นยำ หรือไม่ต้องการให้เกิดการปริแตกจากการสับ
  • ตัดท่อนไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่ามีด
  • สร้างโครงสร้างที่พัก ที่ต้องการการตัดตรงและเนียน
  • ลดแรงและพลังงานในการตัดไม้ท่อนใหญ่เมื่อเทียบกับการใช้มีดฟัน และเลื่อยอาจเข้าถึงได้ในจุดที่ไม่มีระยะสำหรับการเงื้อฟันด้วยมีด
แนะนำว่าควรเป็นเลื่อยประเภท เลื่อยดึง (Pull saw) เป็นเลื่อยที่จะกินเนื้อไม้เมื่อดึงเข้า (ฟันเลื่อยเฉียงเข้าตัว) จะไม่มีปัญหาดันเลื่อยแล้วใบโก่งสะดุด เนื่องจากเมื่อดันเลื่อยจะลื่น เมื่อดึงเลื่อยจะกิน
ความยาวใบเลื่อยควรจะยาวเป็น 3 เท่า ของเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อนไม้ที่ต้องตัด เพื่อให้มีระยะในการเลื่อยที่เหมาะสม ส่วนใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางจะประมาณ 3 นิ้วสำหรับท่อนไม้ที่ใหญ่หน่อยที่อาจจะต้องเลื่อยในการเดินป่า ใบเลื่อยจึงควรยาวประมาณ 9 นิ้วเป็นอย่างน้อย
การใช้ในป่า ฟันเลื่อยหยาบใช้เลื่อยไม้สด จะจัดการเศษไม้เหนียวๆได้ดี ฟันเลื่อยละเอียดใช้เลื่อยไม้แห้งเศษละเอียดหรือที่ต้องการความเนียนสูง

เลื่อยพับ https://s.shopee.co.th/BISTEO4A5
เลื่อยญี่ปุ่น 2 คม 9.3 นิ้ว https://s.shopee.co.th/9UpW8ykJrE

หากพกไปทั้งสามอย่างนี้ก็จะสะดวก เนื่องจากแต่ละเครื่องมือได้แบ่งงานกันเป็นที่เรียบร้อย แต่หากไม่สามารถมีครบได้ ขอให้มีดพกสักเล่มไว้ก่อน ในกรณีใช้มีดเล่มเดียวทำทุกอย่าง ความหนาของใบมีดจะมีความสำคัญมากขึ้น ควรเป็นใบมีดที่หนาอย่างน้อย 2.5-5 ม.ม. หรือโดยเฉลี่ยประมาณ 3 ม.ม. กำลังดี น้ำหนักก็ไม่มากเกินไป หากใช้มีดสันบางควรมีมีดพร้าไปด้วยเพื่อช่วยในงานหนัก หากมีแต่มีดสันบาง (เช่น มีดทำครัว) แต่จำเป็นต้องลุยงานหนักจริงๆ ก็ต้องเรียนรู้การทำลิ่มจากวัสดุรอบตัวเพื่อใช้ตอกผ่าไม้หากจำเป็น
แต่ทั้งหมดทั้งมวล การมีอุปกรณ์ที่พร้อมและเหมาะสมกว่าย่อมสะดวกกว่าครับ

อุปกรณ์อื่นๆ เช่น
และ ฯลฯ

ก็เป็นอุปกรณ์เพิ่มเติมนอกเหนือจากอุปกรณ์หลัก ซึ่งก็นับว่าจำเป็นอยู่เหมือนกันโดยเฉพาะสำหรับคนเมืองอย่างเราที่จะเข้าป่าพักแรม จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมตามความจำเป็นต่อไป

พกพาความรู้ให้มากกว่าอุปกรณ์

29 มีนาคม 2568

ตระหนักรู้และเตรียมพร้อม - ทำไมควรมีชุดของใช้ฉุกเฉินประจำวัน (EDC)

Every Day Carry Four (EDC 4)

ในชีวิตประจำวัน เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อย ภัยธรรมชาติ หรือสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องหลบหนี การมี ชุดของใช้ฉุกเฉินประจำวัน (Everyday Carry; EDC) ติดตัวไว้เสมอจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจให้กับคุณและคนรอบข้าง

EDC คืออะไร?
EDC (Everyday Carry) คือ ของใช้จำเป็นที่พกพาติดตัวเป็นประจำทุกวัน นอกเหนือจากสิ่งของประจำวันทั่วไป (กระเป๋าสตางค์, บัตรประจำตัว, กุญแจบ้าน/รถ, นาฬิกาข้อมือ, แว่นกันแดด, ฯลฯ) เพื่อใช้ในยามฉุกเฉินหรือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ของเหล่านี้ควรมีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา แต่มีประโยชน์สูง ไม่ว่าจะพกไว้ในกระสตางค์ กระเป๋าทำงาน หรือกระเป๋าเหน็บเข็มขัดก็ได้

ทำไมต้องมี EDC?
  1. ช่วยชีวิตในสถานการณ์คับขัน – เช่น อุบัติเหตุ ก่อการร้าย ภัยธรรมชาติ หรือต้องหลบหนีออกจากอาคาร
  2. เพิ่มความมั่นใจ – เมื่อรู้ว่ามีอุปกรณ์ช่วยเหลือติดตัวไว้เสมอ
  3. ช่วยเหลือผู้อื่น – บางครั้งคุณอาจเป็นคนแรกที่สามารถให้ความช่วยเหลือคนรอบข้างได้
ของแนะนำเป็นทางเลือกในชุด EDC
  1. อุปกรณ์ฉุกเฉิน
  2. อุปกรณ์ปฐมพยาบาล
    • พลาสเตอร์ปิดแผล
    • ยาหอม ยาดม
    • ยาฆ่าเชื้อ
    • ยาแก้ปวด
    • ยาประจำตัว
  3. อุปกรณ์สื่อสาร
    • โทรศัพท์มือถือ + Power Bank
    • เบอร์โทรติดต่อฉุกเฉินแบบจดไว้ในกระดาษ (เบอร์ญาติ, เบอร์การแพทย์ฉุกเฉิน 1669)
    • สมุดฉีกขนาดพกพา (สำหรับจด หรือเขียนโน้ตเพื่อส่งสาร)
    • ปากกา
  4. ของใช้ส่วนตัวและอื่นๆ
    • เงินสดเล็กน้อย (สำหรับกรณีฉุกเฉิน)
    • กระดาษทิชชู
    • อาหารฉุกเฉิน MRE
    • ขวดน้ำดื่มขนาดเล็ก
    • ที่พึ่งทางใจ (เครื่องราง, ภาพครอบครัว)
    • เข็มกลัด
    • เศษผ้า เข็ม และด้าย
    • อุปกรณ์จุดไฟ (ไม้ขีด, ไฟแช็ก, แท่งจุดไฟ)
สรุป
การเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม EDC ไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่คือเครื่องมือที่อาจช่วยชีวิตคุณและคนที่คุณรักได้ ลองเริ่มจากของชิ้นเล็กๆ ที่จำเป็นที่สุด (แนะนำมีดพับสวิสเป็นอันดับแรก) แล้วค่อยๆ เพิ่มเติมตามความเหมาะสม

อย่ารอให้เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น… เตรียมตัวไว้ก่อนดีกว่า!

คุณมี EDC อะไรติดตัวบ้าง? แชร์ไอเดียดีๆ ให้กันได้ในคอมเมนต์นะครับ!

หากบทความนี้มีประโยชน์ อย่าลืมแบ่งปันให้คนรอบตัวเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กันนะครับ😊

ผู้ที่เตรียมสิ่งของไว้ยามฉุกเฉินไม่ใช่คนโง่
แต่เป็นผู้ที่ตระหนักในความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแม้ว่ามันจะไม่เกิดก็ตาม
เพราะความไม่พร้อมจ่ายแพงกว่าเสมอ



แถม




05 เมษายน 2567

อาหารสำรองฉุกเฉินแบบทำเองได้ที่บ้าน : ฮาร์ดแทค (Hardtack) สูตรอาหารสำรองฉุกเฉินที่ถูกลืม

ฮาร์ดแทค ปี 1862 ที่ได้รับการเก็บรักษาไว้จากสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ ที่ฟลอริดา ณ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เพนซาโคล (Pensacola Museum of History) Hardtack มีฉายาว่า Worm castles (ปราสาทหนอน) เนื่องจากการจัดเก็บที่ไม่ดีทำให้แมลงระบาด เมื่อแช่น้ำแล้วหนอนก็ลอยขึ้นมา จึงได้ฉายานั้นมา ซึ่งเหล่าทหารก็ตักหนอนทิ้งแล้วกินต่อ หรือนี่อาจเป็นการเสริมโปรตีนแบบเนียนๆ อิอิ

สองบทความก่อนได้พูดถึงอาหารสำรองฉุกเฉินที่หาซื้อได้[อาหารสำรองฉุกเฉินหาซื้อง่ายราคาย่อมเยาว์ และ อาหารสำรองฉุกเฉินของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน] และเพื่อให้ควรถ้วนกระบวนความ มาสายทำเองบ้าง คราวนี้เเรามาดูวิธีการทำอาหารสำรองแบบดั้งเดิมที่ทำเองได้ง่ายๆที่บ้านกันครับ สำหรับนักเตรียมพร้อมสาย DIY ที่ชอบทำเอง

ฮาร์ดแทค (Hardtack เสบียงแข็ง) มีอีกชื่อหนึ่งว่า ขนมปังกันตาย (Survival Bread) ใช้เป็นอาหารฉุกเฉินที่มีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ โรมัน และช่วงสงครามกลางเมืองของอเมริกาก็ใช้ นิยมเก็บไว้เป็นเสบียงสำรองในหมู่นักเดินเรือสมัยก่อนด้วย รวมถึงตอนที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสค้นพบอเมริกาก็เช่นกัน ฮาร์ดแทคใช้เป็นเสบียงมาตรฐานสำหรับกองทัพหลายแห่งตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เนื่องจากเก็บรักษาได้นานเป็นปีๆ หากเก็บดีๆ(สูญญากาศ)ก็อาจเก็บได้ตลอดไป ปัจจุบันนี้รัสเซียก็ยังจัดฮาร์ดแทคไว้ในเสบียงของกองทัพ เรียกว่า galeta (галета) ที่ญี่ปุ่นก็จัดฮาร์ดแทคอยู่ในชุดเสบียงภัยพิบัติ และในกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินของญี่ปุ่น (Rikujō Jieitai 陸上自衛隊 ) เรียกว่า Kanpan (乾パン) หรือ ขนมปังแห้ง

แต่ฮาร์ดแทคนั้นก็แข็งเป็นหินเลยทีเดียว จึงควรแช่น้ำ(หรือนม ฯลฯ) 15 นาที ก่อนกิน แต่อย่าถามหาความอร่อย ๕๕๕

#วัตถุดิบ
  1. แป้งอเนกประสงค์ (All Purpose Flour) 2 ถ้วยตวง (อย่าใช้แป้ง Self-Rising Flour เพราะมีผงฝู)
  2. น้ำ 1 ถ้วยตวง
  3. เกลือ 2 ช้อนชา (นี่คือตัวช่วยถนอมอาหารและเพิ่มรสชาติ)
*หมายเหตุ เป็นสูตรโดยประมาณ สามารถปรับส่วนได้ตามสมควร

#วิธีทำ
  1. ผสมวัตถุดิบเข้าด้วยกัน นวดให้เป็นเนื้อเดียว และแห้งพอสมควร(ไม่เหนียวติดนิ้ว) ถ้าแฉะก็โรยแป้งเพิ่ม
  2. รีดแบนให้หนาครึ่งนิ้วหรือน้อยกว่า(แต่อย่าบางมากเพราะจะแตกหักง่ายตอนพกพา) ตัดเป็นสี่เหลี่ยมไม่เกิน 3x3 นิ้ว แล้วเอาส้อมทิ่มๆให้เป็นรูทะลุระยะเท่าๆกัน เพื่อทำรูระบายความชื้นตอนอบ
  3. วางบนถาดไม่ต้องทาน้ำมัน(น้ำมันจะทำให้อายุการเก็บรักษาสั้นลง) อบที่ 190°C นาน 30 นาที แล้วพลิกกลับด้านแล้วอบต่ออีก 30 นาที ถ้าอบด้วยหม้อหุงข้าวอาจใช้เวลาต่างกัน ให้อบจนแห้งเป็นสีน้ำตาลทอง
  4. พักไว้ให้เย็นสนิท แล้วจัดเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิดไม่ให้อากาศและความชื้นเข้าไปได้
เสร็จ!

มาลองดูคลิปวิธีทำกันดีกว่า

ปกติแล้วฮาร์ดแทคจะเก็บได้นานหลายปีในสภาพแห้งแข็งเป็นหิน โดยเก็บในที่แห้งและเย็น ห่างจากความชื้นและแสงแดดโดยตรง ควรตรวจสอบฮาร์ดแทคที่เก็บไว้เป็นระยะ หากขึ้นราก็ควรทิ้งไป แล้วทำใหม่

โดยทั่วไปในกรณีฉุกเฉินมักแนะนำให้แบ่งกินอาหารฉุกเฉิน 50-100 กรัม ทุกๆ 12 ช.ม. แต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสมควร ขึ้นอยู่กับระดับกิจกรรม สุขภาพ และสถานการณ์ ซึ่งตามหลักแล้วต้องจัดสรรให้ได้อย่างน้อย 3 วัน

#วิธีกินฮาร์ดแทคอย่างสร้างสรรค์
นอกเหนือจากแช่น้ำให้นิ่มแล้วกินเลย บางทีการกินก็ต้องการความสร้างสรรค์เหมือนกัน เพื่อจะได้กินอย่างสนุกสนานขึ้นบ้าง แต่ก็ต้องมีที่เตรียมอาหารด้วยนะ เช่น พอแช่นิ่มแล้ว ก็เอาไปทอดเนย, ทาเนยถั่ว, ทาแยม, จิ้มนมข้นหวาน, จิ้มน้ำตาล, จิ้มน้ำผึ้ง, โรยเครื่องเทศ, หรือแช่นมเหมือนกินซีเรียล, ทุบเป็นผงใส่นมหรือน้ำหรือซุปทำเป็นโจ๊ก, เอาไปนึ่ง, ฯลฯ ก็สุดแท้แต่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการกินอย่างเอร็ดอร่อย แม้ฮาร์ดแทคจะไม่ใช่อาหารที่อร่อย แต่ก็เป็นอาหารสำรองฉุกเฉินที่ทำเองได้ที่บ้านเพื่อเก็บไว้ ถึงตอนนั้นการมีอาหารสำรองไว้ย่อมดีกว่าไม่มีครับ

แถม

อ้างอิง

อาหารสำรองฉุกเฉินของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน

https://detail.1688.com/offer/662930682500.html
จากโพสก่อนที่ได้พูดถึงอาหารสำรองฉุกเฉินทดแทนในราคาถูก[อาหารสำรองฉุกเฉินหาซื้อง่ายราคาย่อมเยาว์] คราวนี้มาพูดกันต่ออีกสักนิดนึง สำหรับคนที่ต้องการอาหารฉุกเฉินสำเร็จรูปโดยตรง แม้ราคาจะแพงกว่าหน่อยแต่ตรงประเด็นที่สุด เพราะเก็บรักษาได้นาน ให้พลังงานสูง และไม่ฝืดคอ(ประหยัดน้ำดื่ม)

อาหารฉุกเฉิน MRE (Meal, Ready-to-Eat อาหารพร้อมกิน) ที่ราคาไม่แพงนัก และน่าสนใจก็คือ
900 压缩干粮 (เสบียงแห้งอัดแท่ง สูตร 900) เป็นอาหารภาคสนามและฉุกเฉินที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัยของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(中国人民解放军) สูตรสำหรับพลเรือน (ถ้าเป็นสูตร 90 จะเป็นสำหรับกองทัพ ซึ่งต่างกันที่ สูตร 90 ผสมนมผง แต่สูตร 900 ไม่ผสมนมผง)

ส่วนผสมของ 900 MRE จะมี แป้งสาลี, ถั่วลิสง, น้ำตาล, กลูโคส, น้ำมันพืช, และเกลือ เป็นวัตถุดิบหลัก นำมาผ่านกรรมวิธีปรุงสุกและอัดแท่ง โดยพัฒนามาจาก สูตร 761 ด้วยการปรับปรุงรสชาติและแพ็คเกจเป็นสูญญากาศ และผสมโสมด้วยเพื่อชูกำลัง อายุการเก็บรักษาได้กว่า 4 ปี โดย 1 ถัง มี 20 ซอง น้ำหนักซองละ 200 กรัม แต่ละซอง มี 4 ชิ้น สามารถแบ่งกินได้ 2-4 มื้อ น้ำหนักชิ้นละ 50 กรัม โดย 1 ชิ้น ให้พลังงาน ~247 กิโลแคลลอรี่
รสชาติเหมือนคุ๊กกี้ กลิ่นเหมือนถั่ว รสสัมผัสเหมือนขนมตุ๊บตั๊บ

และก็อย่างที่รู้กัน อาหารฉุกเฉินส่วนใหญ่เน้นให้พลังงานมากกว่าอย่างอื่น ดังนั้น จึงไม่ควรกินเยอะเกิน เพราะอาจทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนได้ ซึ่งโดยทั่วไปในสภาวะภัยพิบัติฉุกเฉินจะแนะนำให้กิน 1 ชิ้นทุกๆ 12 ช.ม. แต่สามารถปรับปริมาณและเพิ่มลดระยะเวลาได้ตามสภาวการณ์ เพื่อรอการดำเนินการช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเฉลี่ยคือ 3 วัน

ก็นำมาเล่าให้ฟังเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่สนใจอาหารฉุกเฉินโดยตรงมากกว่าแบบทดแทนอย่างโพสที่แล้วครับ จะได้ตรงเป้าเข้าประเด็นไปเลย

🛒ชี้เป้า

#หมายเหตุ
ต้องมีคำเตือนนิดหน่อยสำหรับอาหารฉุกเฉินอัดแท่งสไตล์นี้ไม่ว่ายี่ห้อไหนก็ตาม เนื่องจากส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยแป้งสาลีและน้ำตาล ดังนั้น ผู้เป็นเบาหวาน ผู้แพ้กลูเตน แพ้ถั่ว ควรเลี่ยง กรณีที่ต้องกินแค่ MRE อย่างเดียว โดยทั่วไปกองทัพจะกำหนดไม่ให้กินต่อเนื่องเกิน 21 วัน เพราะจะทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน ไม่ท้องเสียก็ท้องผูก ใยอาหารน้อย อาจจะมีสารกันบูดฉ่ำ จุลินทรีย์ในลำไส้ตาย ทำให้มีปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมา มันไม่ใช่อาหารเพื่อสุขภาพอย่างแน่นอน จึงควรใช้ในกรณีฉุกเฉินแค่ 2-3 วัน และหาทางกลับสู่การกินอาหารปรกติโดยเร็วที่สุด


อาหารสำรองฉุกเฉินหาซื้อง่ายราคาย่อมเยาว์

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Broken-cracker.jpg

อาหารสำรองฉุกเฉินส่วนใหญ่จะทำมาให้เก็บรักษาได้ 1-4 ปี(แล้วแต่ยี่ห้อ) และมักมีราคาแพง แต่ก็ให้พลังงานสูง และกินแล้วไม่ฝืดคอ(ประหยัดน้ำดื่ม) อาหารฉุกเฉินเหล่านี้ใช้ในกรณีเข้าถึงอาหารไม่ได้ตามปกติ เช่น ในช่วงภัยพิบัติ ตั้งแคมป์ เดินป่า ฯลฯ ซึ่งปริมาณขั้นต่ำจะต้องเตรียมไว้ให้พอกินได้ 3 วันเป็นอย่างน้อย สำหรับรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกว่าจะคลี่คลาย

ซึ่งหากต้องการอาหารฉุกเฉินที่ราคาถูก เก็บรักษาได้นานอย่างน้อย 1 ปี รสชาติกลางๆ และกินได้ทันทีไม่ต้องปรุง ก็ต้องมองหาอะไรทั่วไปที่พอจะมีคุณสมบัตินี้ จากที่ศึกษามาสักพัก ตอนนี้เราเห็นว่า Cream cracker หรือที่ไทยเรียกกันว่า แคร็กเก้อร์เค็ม นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับอาหารฉุกเฉินราคาถูก รสกลางๆ เก็บได้ 1 ปี แม้ว่าอาจจะต้องดื่มน้ำตามสักหน่อยก็เถอะนะ ๕๕๕ (อาหารฉุกเฉินบางยี่ห้อก็รสชาติคล้ายเอาแคร็กเกอร์บดมาอัดแท่ง)
ส่วนปริมาณที่จะเก็บก็ขึ้นอยู่กับว่าจะกินเท่าไหร่ อาจจะเป็น ~50 กรัม/วัน(ประหยัด) หรือ ~100 กรัม/วัน ซึ่งก็แล้วแต่คนว่าต้องกินมากแค่ไหน(อาจจะคำนวณจากพลังงานต่อวันก็ได้) เมื่อคำนวณปริมาณได้แล้วก็ให้เตรียมไว้สำหรับ 3 วันเป็นอย่างน้อย ซึ่งเป็นไปตามหลักการมาตราฐานสำหรับเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติระยะสั้นครับ

จริงๆอาจจะเป็นอาหารแห้งอย่างอื่นก็ได้นะครับที่สามารถกินได้ทันที ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ไม่ต้องปรุง และไม่ต้องดื่มน้ำตามมากเกินไป ก็เหมาะสมกับการเป็นอาหารฉุกเฉินได้เช่นกัน และที่สำคัญควรเก็บรักษาได้นานอย่างน้อย 1 ปีก่อนหมดอายุ ตรงนี้สำคัญครับ

เพื่อนๆนึกถึงอาหารแห้งอะไรที่พอจะตรงตามเงื่อนไขเหล่านี้บ้างครับ แนะนำกันมาในคอมเม้นต์เพื่อเป็นไอเดียได้เลยครับ
ขอบคุณครับ

🛒ชี้เป้า
  • Cream cracker แคร็กเกอร์เค็ม
  • ถ้าหากไม่ติดขัดเรื่องการเตรียมอาหาร เนยถั่วก็เป็นอีกอย่างที่แนะนำ มันเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ทาบนแคร็กเกอร์ก็ได้ เก็บรักษาได้นานพอกัน (เป็นอาหารฉุกเฉินร่วมสำหรับสัตว์เลี้ยงก็ได้)

แถม
สำหรับคนที่ต้องการอาหารฉุกเฉินสำเร็จรูปโดยเฉพาะ ราคาจะแพงกว่าหน่อยแต่ตรงประเด็น
900 压缩干粮 (เสบียงแห้งอัดแท่ง สูตร 900) เป็นอาหารฉุกเฉินและภาคสนามของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนสำหรับพลเรือน (ถ้าเป็นสูตร 90 จะเป็นสำหรับกองทัพ ซึ่งต่างกันที่ สูตร 90 ผสมนมผง แต่สูตร 900 ไม่ผสมนมผง) ทราบมาว่ามีการผสมโสมด้วย


บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม