Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำอาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำอาหาร แสดงบทความทั้งหมด

05 เมษายน 2567

อาหารสำรองฉุกเฉินแบบทำเองได้ที่บ้าน : ฮาร์ดแทค (Hardtack) สูตรอาหารสำรองฉุกเฉินที่ถูกลืม

ฮาร์ดแทค ปี 1862 ที่ได้รับการเก็บรักษาไว้จากสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ ที่ฟลอริดา ณ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เพนซาโคล (Pensacola Museum of History) Hardtack มีฉายาว่า Worm castles (ปราสาทหนอน) เนื่องจากการจัดเก็บที่ไม่ดีทำให้แมลงระบาด เมื่อแช่น้ำแล้วหนอนก็ลอยขึ้นมา จึงได้ฉายานั้นมา ซึ่งเหล่าทหารก็ตักหนอนทิ้งแล้วกินต่อ หรือนี่อาจเป็นการเสริมโปรตีนแบบเนียนๆ อิอิ

สองบทความก่อนได้พูดถึงอาหารสำรองฉุกเฉินที่หาซื้อได้[อาหารสำรองฉุกเฉินหาซื้อง่ายราคาย่อมเยาว์ และ อาหารสำรองฉุกเฉินของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน] และเพื่อให้ควรถ้วนกระบวนความ มาสายทำเองบ้าง คราวนี้เเรามาดูวิธีการทำอาหารสำรองแบบดั้งเดิมที่ทำเองได้ง่ายๆที่บ้านกันครับ สำหรับนักเตรียมพร้อมสาย DIY ที่ชอบทำเอง

ฮาร์ดแทค (Hardtack เสบียงแข็ง) มีอีกชื่อหนึ่งว่า ขนมปังกันตาย (Survival Bread) ใช้เป็นอาหารฉุกเฉินที่มีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ โรมัน และช่วงสงครามกลางเมืองของอเมริกาก็ใช้ นิยมเก็บไว้เป็นเสบียงสำรองในหมู่นักเดินเรือสมัยก่อนด้วย รวมถึงตอนที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสค้นพบอเมริกาก็เช่นกัน ฮาร์ดแทคใช้เป็นเสบียงมาตรฐานสำหรับกองทัพหลายแห่งตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เนื่องจากเก็บรักษาได้นานเป็นปีๆ หากเก็บดีๆ(สูญญากาศ)ก็อาจเก็บได้ตลอดไป ปัจจุบันนี้รัสเซียก็ยังจัดฮาร์ดแทคไว้ในเสบียงของกองทัพ เรียกว่า galeta (галета) ที่ญี่ปุ่นก็จัดฮาร์ดแทคอยู่ในชุดเสบียงภัยพิบัติ และในกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินของญี่ปุ่น (Rikujō Jieitai 陸上自衛隊 ) เรียกว่า Kanpan (乾パン) หรือ ขนมปังแห้ง

แต่ฮาร์ดแทคนั้นก็แข็งเป็นหินเลยทีเดียว จึงควรแช่น้ำ(หรือนม ฯลฯ) 15 นาที ก่อนกิน แต่อย่าถามหาความอร่อย ๕๕๕

#วัตถุดิบ
  1. แป้งอเนกประสงค์ (All Purpose Flour) 2 ถ้วยตวง (อย่าใช้แป้ง Self-Rising Flour เพราะมีผงฝู)
  2. น้ำ 1 ถ้วยตวง
  3. เกลือ 2 ช้อนชา (นี่คือตัวช่วยถนอมอาหารและเพิ่มรสชาติ)
*หมายเหตุ เป็นสูตรโดยประมาณ สามารถปรับส่วนได้ตามสมควร

#วิธีทำ
  1. ผสมวัตถุดิบเข้าด้วยกัน นวดให้เป็นเนื้อเดียว และแห้งพอสมควร(ไม่เหนียวติดนิ้ว) ถ้าแฉะก็โรยแป้งเพิ่ม
  2. รีดแบนให้หนาครึ่งนิ้วหรือน้อยกว่า(แต่อย่าบางมากเพราะจะแตกหักง่ายตอนพกพา) ตัดเป็นสี่เหลี่ยมไม่เกิน 3x3 นิ้ว แล้วเอาส้อมทิ่มๆให้เป็นรูทะลุระยะเท่าๆกัน เพื่อทำรูระบายความชื้นตอนอบ
  3. วางบนถาดไม่ต้องทาน้ำมัน(น้ำมันจะทำให้อายุการเก็บรักษาสั้นลง) อบที่ 190°C นาน 30 นาที แล้วพลิกกลับด้านแล้วอบต่ออีก 30 นาที ถ้าอบด้วยหม้อหุงข้าวอาจใช้เวลาต่างกัน ให้อบจนแห้งเป็นสีน้ำตาลทอง
  4. พักไว้ให้เย็นสนิท แล้วจัดเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิดไม่ให้อากาศและความชื้นเข้าไปได้
เสร็จ!

มาลองดูคลิปวิธีทำกันดีกว่า

ปกติแล้วฮาร์ดแทคจะเก็บได้นานหลายปีในสภาพแห้งแข็งเป็นหิน โดยเก็บในที่แห้งและเย็น ห่างจากความชื้นและแสงแดดโดยตรง ควรตรวจสอบฮาร์ดแทคที่เก็บไว้เป็นระยะ หากขึ้นราก็ควรทิ้งไป แล้วทำใหม่

โดยทั่วไปในกรณีฉุกเฉินมักแนะนำให้แบ่งกินอาหารฉุกเฉิน 50-100 กรัม ทุกๆ 12 ช.ม. แต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสมควร ขึ้นอยู่กับระดับกิจกรรม สุขภาพ และสถานการณ์ ซึ่งตามหลักแล้วต้องจัดสรรให้ได้อย่างน้อย 3 วัน

#วิธีกินฮาร์ดแทคอย่างสร้างสรรค์
นอกเหนือจากแช่น้ำให้นิ่มแล้วกินเลย บางทีการกินก็ต้องการความสร้างสรรค์เหมือนกัน เพื่อจะได้กินอย่างสนุกสนานขึ้นบ้าง แต่ก็ต้องมีที่เตรียมอาหารด้วยนะ เช่น พอแช่นิ่มแล้ว ก็เอาไปทอดเนย, ทาเนยถั่ว, ทาแยม, จิ้มนมข้นหวาน, จิ้มน้ำตาล, จิ้มน้ำผึ้ง, โรยเครื่องเทศ, หรือแช่นมเหมือนกินซีเรียล, ทุบเป็นผงใส่นมหรือน้ำหรือซุปทำเป็นโจ๊ก, เอาไปนึ่ง, ฯลฯ ก็สุดแท้แต่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการกินอย่างเอร็ดอร่อย แม้ฮาร์ดแทคจะไม่ใช่อาหารที่อร่อย แต่ก็เป็นอาหารสำรองฉุกเฉินที่ทำเองได้ที่บ้านเพื่อเก็บไว้ ถึงตอนนั้นการมีอาหารสำรองไว้ย่อมดีกว่าไม่มีครับ

แถม

อ้างอิง

อาหารสำรองฉุกเฉินของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน

https://detail.1688.com/offer/662930682500.html
จากโพสก่อนที่ได้พูดถึงอาหารสำรองฉุกเฉินทดแทนในราคาถูก[อาหารสำรองฉุกเฉินหาซื้อง่ายราคาย่อมเยาว์] คราวนี้มาพูดกันต่ออีกสักนิดนึง สำหรับคนที่ต้องการอาหารฉุกเฉินสำเร็จรูปโดยตรง แม้ราคาจะแพงกว่าหน่อยแต่ตรงประเด็นที่สุด เพราะเก็บรักษาได้นาน ให้พลังงานสูง และไม่ฝืดคอ(ประหยัดน้ำดื่ม)

อาหารฉุกเฉิน MRE (Meal, Ready-to-Eat อาหารพร้อมกิน) ที่ราคาไม่แพงนัก และน่าสนใจก็คือ
900 压缩干粮 (เสบียงแห้งอัดแท่ง สูตร 900) เป็นอาหารภาคสนามและฉุกเฉินที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัยของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(中国人民解放军) สูตรสำหรับพลเรือน (ถ้าเป็นสูตร 90 จะเป็นสำหรับกองทัพ ซึ่งต่างกันที่ สูตร 90 ผสมนมผง แต่สูตร 900 ไม่ผสมนมผง)

ส่วนผสมของ 900 MRE จะมี แป้งสาลี, ถั่วลิสง, น้ำตาล, กลูโคส, น้ำมันพืช, และเกลือ เป็นวัตถุดิบหลัก นำมาผ่านกรรมวิธีปรุงสุกและอัดแท่ง โดยพัฒนามาจาก สูตร 761 ด้วยการปรับปรุงรสชาติและแพ็คเกจเป็นสูญญากาศ และผสมโสมด้วยเพื่อชูกำลัง อายุการเก็บรักษาได้กว่า 4 ปี โดย 1 ถัง มี 20 ซอง น้ำหนักซองละ 200 กรัม แต่ละซอง มี 4 ชิ้น สามารถแบ่งกินได้ 2-4 มื้อ น้ำหนักชิ้นละ 50 กรัม โดย 1 ชิ้น ให้พลังงาน ~247 กิโลแคลลอรี่
รสชาติเหมือนคุ๊กกี้ กลิ่นเหมือนถั่ว รสสัมผัสเหมือนขนมตุ๊บตั๊บ

และก็อย่างที่รู้กัน อาหารฉุกเฉินส่วนใหญ่เน้นให้พลังงานมากกว่าอย่างอื่น ดังนั้น จึงไม่ควรกินเยอะเกิน เพราะอาจทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนได้ ซึ่งโดยทั่วไปในสภาวะภัยพิบัติฉุกเฉินจะแนะนำให้กิน 1 ชิ้นทุกๆ 12 ช.ม. แต่สามารถปรับปริมาณและเพิ่มลดระยะเวลาได้ตามสภาวการณ์ เพื่อรอการดำเนินการช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเฉลี่ยคือ 3 วัน

ก็นำมาเล่าให้ฟังเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่สนใจอาหารฉุกเฉินโดยตรงมากกว่าแบบทดแทนอย่างโพสที่แล้วครับ จะได้ตรงเป้าเข้าประเด็นไปเลย

🛒ชี้เป้า

#หมายเหตุ
ต้องมีคำเตือนนิดหน่อยสำหรับอาหารฉุกเฉินอัดแท่งสไตล์นี้ไม่ว่ายี่ห้อไหนก็ตาม เนื่องจากส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยแป้งสาลีและน้ำตาล ดังนั้น ผู้เป็นเบาหวาน ผู้แพ้กลูเตน แพ้ถั่ว ควรเลี่ยง กรณีที่ต้องกินแค่ MRE อย่างเดียว โดยทั่วไปกองทัพจะกำหนดไม่ให้กินต่อเนื่องเกิน 21 วัน เพราะจะทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน ไม่ท้องเสียก็ท้องผูก ใยอาหารน้อย อาจจะมีสารกันบูดฉ่ำ จุลินทรีย์ในลำไส้ตาย ทำให้มีปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมา มันไม่ใช่อาหารเพื่อสุขภาพอย่างแน่นอน จึงควรใช้ในกรณีฉุกเฉินแค่ 2-3 วัน และหาทางกลับสู่การกินอาหารปรกติโดยเร็วที่สุด


อาหารสำรองฉุกเฉินหาซื้อง่ายราคาย่อมเยาว์

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Broken-cracker.jpg

อาหารสำรองฉุกเฉินส่วนใหญ่จะทำมาให้เก็บรักษาได้ 1-4 ปี(แล้วแต่ยี่ห้อ) และมักมีราคาแพง แต่ก็ให้พลังงานสูง และกินแล้วไม่ฝืดคอ(ประหยัดน้ำดื่ม) อาหารฉุกเฉินเหล่านี้ใช้ในกรณีเข้าถึงอาหารไม่ได้ตามปกติ เช่น ในช่วงภัยพิบัติ ตั้งแคมป์ เดินป่า ฯลฯ ซึ่งปริมาณขั้นต่ำจะต้องเตรียมไว้ให้พอกินได้ 3 วันเป็นอย่างน้อย สำหรับรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกว่าจะคลี่คลาย

ซึ่งหากต้องการอาหารฉุกเฉินที่ราคาถูก เก็บรักษาได้นานอย่างน้อย 1 ปี รสชาติกลางๆ และกินได้ทันทีไม่ต้องปรุง ก็ต้องมองหาอะไรทั่วไปที่พอจะมีคุณสมบัตินี้ จากที่ศึกษามาสักพัก ตอนนี้เราเห็นว่า Cream cracker หรือที่ไทยเรียกกันว่า แคร็กเก้อร์เค็ม นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับอาหารฉุกเฉินราคาถูก รสกลางๆ เก็บได้ 1 ปี แม้ว่าอาจจะต้องดื่มน้ำตามสักหน่อยก็เถอะนะ ๕๕๕ (อาหารฉุกเฉินบางยี่ห้อก็รสชาติคล้ายเอาแคร็กเกอร์บดมาอัดแท่ง)
ส่วนปริมาณที่จะเก็บก็ขึ้นอยู่กับว่าจะกินเท่าไหร่ อาจจะเป็น ~50 กรัม/วัน(ประหยัด) หรือ ~100 กรัม/วัน ซึ่งก็แล้วแต่คนว่าต้องกินมากแค่ไหน(อาจจะคำนวณจากพลังงานต่อวันก็ได้) เมื่อคำนวณปริมาณได้แล้วก็ให้เตรียมไว้สำหรับ 3 วันเป็นอย่างน้อย ซึ่งเป็นไปตามหลักการมาตราฐานสำหรับเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติระยะสั้นครับ

จริงๆอาจจะเป็นอาหารแห้งอย่างอื่นก็ได้นะครับที่สามารถกินได้ทันที ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ไม่ต้องปรุง และไม่ต้องดื่มน้ำตามมากเกินไป ก็เหมาะสมกับการเป็นอาหารฉุกเฉินได้เช่นกัน และที่สำคัญควรเก็บรักษาได้นานอย่างน้อย 1 ปีก่อนหมดอายุ ตรงนี้สำคัญครับ

เพื่อนๆนึกถึงอาหารแห้งอะไรที่พอจะตรงตามเงื่อนไขเหล่านี้บ้างครับ แนะนำกันมาในคอมเม้นต์เพื่อเป็นไอเดียได้เลยครับ
ขอบคุณครับ

🛒ชี้เป้า
  • Cream cracker แคร็กเกอร์เค็ม
  • ถ้าหากไม่ติดขัดเรื่องการเตรียมอาหาร เนยถั่วก็เป็นอีกอย่างที่แนะนำ มันเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ทาบนแคร็กเกอร์ก็ได้ เก็บรักษาได้นานพอกัน (เป็นอาหารฉุกเฉินร่วมสำหรับสัตว์เลี้ยงก็ได้)

แถม
สำหรับคนที่ต้องการอาหารฉุกเฉินสำเร็จรูปโดยเฉพาะ ราคาจะแพงกว่าหน่อยแต่ตรงประเด็น
900 压缩干粮 (เสบียงแห้งอัดแท่ง สูตร 900) เป็นอาหารฉุกเฉินและภาคสนามของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนสำหรับพลเรือน (ถ้าเป็นสูตร 90 จะเป็นสำหรับกองทัพ ซึ่งต่างกันที่ สูตร 90 ผสมนมผง แต่สูตร 900 ไม่ผสมนมผง) ทราบมาว่ามีการผสมโสมด้วย


บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม

03 เมษายน 2559

การทำ Kombucha ตั้งแต่การทำวุ้น SCOBY จนเป็นเครื่องดื่ม

Kombucha หรือที่เรียกว่า กอบบูชา, คอมบูชา, คอมบูฉะ, หรือ ชาเห็ดแดง เป็นชาหมักชนิดหนึ่งครับ จากประวัติศาสตร์ว่ากันว่าเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปมานานนับ 2,000 กว่าปีแล้วที่ประเทศจีน ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดทั่วโลกในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และฮิตมากในรัสเซีย

น้ำ Kombucha คือ น้ำชา+น้ำตาล+จุลินทรีย์พันธ์ุดี (SCOBY = a Symbiotic Colony of Bacteria and Yeast)

เจ้าตัว SCOBY ที่เป็นโคโลนีของจุลินทรีย์ซึ่งมันจะทำการย่อยน้ำตาลให้กลายเป็นสารอาหารต่างๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงเป็นเป็นชาหมักที่อุดมไปด้วยวิตามินบี เกลือแร่ เอนไซม์ ยีสต์ และมีแบคทีเรีย Probiotic ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายช่วยปรับสมดุลระบบนิเวศในลำไส้ให้กับแบคทีเรียดีในร่างกาย และช่วยเรื่องระบบขับถ่าย

รสชาติที่ได้จะเป็นน้ำชาที่ออกเปรี้ยวๆหวานๆซ่าๆ(มีกลิ่นแอลกอฮอล์เล็กน้อย) เหมือน Apple Cider จริงๆแล้ว Apple Cider ก็คือการนำวิธีการทำ Kombucha ไปทำในแบบตะวันตกโดยใช้แอปเปิ้ลมาหมักแทนน้ำชานั่นเองครับ

ปกติแล้วการทำ Kombucha จะนิยมซื้อหัวเชื้อ SCOBY มาใส่ลงในน้ำชาหวานเพื่อหมักเลย จะช่วยย่นเวลาในการทำได้มากนับครึ่งปีเลยล่ะครับ แต่สำหรับใครที่หาแหล่งซื้อ SCOBY ไม่ได้ ก็สามารถหมักเองได้ตามวิธีการข้างล่าง
มาเริ่มกันเลยครับ!

การทำหัวเชื้อ SCOBY

วัตถุดิบในการหมักหัวเชื้อ

1. ผลไม้เปรี้ยว (เช่น มะเฟืองหั่นชิ้น มะยม ฯลฯ) 3 ส่วน
2. น้ำตาล 1 ส่วน
3. น้ำ ไม่เกิน 10 ส่วน

ผสมเข้าด้วยกัน หมักไว้ในที่ร่ม 1-2 เดือน เมื่อครบให้กรองกากออกเหลือแต่น้ำ แล้วหมักต่อไปอีก 3-6 เดือน จะได้วุ้น SCOBY
จากนั้นก็ได้เวลาของน้ำชา

ส่วนผสมน้ำชา
1. น้ำชาที่ต้มแล้วกรองเอาแต่น้ำ 4 ลิตร (ชาดำจะให้รสที่ดีที่สุด)
2. น้ำตาล 1 กิโลกรัม
(สัดส่วน คือ 4:1)

นำน้ำตาลมาผสมกับน้ำชาที่ต้มและกรองใบชาออกแล้ว(ต้มน้ำชาในน้ำเดือดเพื่อสกัดสารอาหาร และแร่ธาตุต่างๆ ออกมา) เทน้ำชาหวานใส่ลงในโหล ปล่อยให้เย็น จากนั้นนำเอา SCOBY ที่เตรียมไว้แล้วหย่อนใส่ลงไปในโหลน้ำชา แล้วใช้ผ้าหรือทิชชูแผ่นใหญ่ห่อปิดปากโหลไว้ ครอบไว้กันฝุ่นและให้อากาศเข้าออกได้เพื่อให้ SCOBY ได้หายใจ ตั้งไว้ในที่ร่มอย่างน้อย 7 วัน ก็เริ่มนำมาดื่มได้ครับ
เมื่อน้ำคอมบูชาใกล้หมด ก็ให้ทำเหมือนเดิม คือ ชงชาหวานๆมาเติมลงไป โดยให้เหลือน้ำในโหลไว้สักหน่อย แล้วก็รอประมาณ 7 วันเหมือนเดิม ถ้าหัวเชื้อมันหนาขึ้นมากสามารถลอกออกแบ่งไปหมักเพิ่มกับโหลใหม่ได้อีกเรื่อยๆ
ในทุกขั้นตอนทั้งหมดต้องรักษาความสะอาดให้มากๆเลยนะครับ

ดูคลิปประกอบการทำข้างล่างได้เลยครับ 


http://www.marthajjohnston.com/artful-vegan.html

แถม
ขวดโหลที่จะนำมาหมักคอมบูชาควรทำความสะอาดและลวกหรือต้มในน้ำร้อนก่อน เพื่อฆ่าเชื้อโรคอื่นๆที่อาจติดอยู่ออกไป พักให้เย็น จึงจะนำมาใส่น้ำชาและหัวเชื้อเพื่อหมักคอมบูชาได้

ตัววุ้นหัวเชื้อ SCOBY สามารถนำมากินได้ มันเป็นเหมือนวุ้นมะพร้าว

ถ้าหมักแล้วขึ้นราเขียวหรือราดำคือเสีย ต้องเททิ้งทั้งหมด แต่ถ้าเป็นราขาวต้องมาดูก่อนว่าเป็นคามยีสต์ (Kahm yeast) หรือไม่ ซึ่งคามยีสต์จะมีลักษณะเป็นฟิล์มบางๆ มันวาว ย่นๆ ไม่ฟูหรือฟูน้อยมาก ถ้าใช่อาจจะช้อนคามยีสต์ทิ้งไปแล้วหมักต่อได้แต่หากกลิ่นรสเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีแล้วควรเททิ้งทั้งหมด ถ้าหากเป็นราขาวแห้งๆฟูๆต้องเททิ้งทั้งหมด
หากกังวลเกี่ยวกับการเติบโตของเชื้อราหรือพบการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติใดๆเกิดขึ้น ควรเททิ้งทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย

คามยีสต์และรา

ถ้าหมักทิ้งไว้นานมันจะเปรี้ยวมากๆเลย สามารถนำมาเจือจางกับน้ำเปล่าเพื่อดื่มได้ หรือถ้าไม่อยากดื่มก็สามารถใช้เป็นน้ำส้มสายชูทำอาหารได้ หรือจะนำมาใช้ทำความสะอาดก็ได้ คือประยุกต์ใช้อื่นๆเสมือนเป็นน้ำส้มสายชูหรือน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ได้เลยครับ

ยาแก้ไอทำเองได้ที่บ้าน สูตรเปรี้ยว
น้ำคอมบูชาที่หมักจนเปรี้ยวหนึ่งช้อนชา+เกลือปลายช้อนชา+น้ำเปล่าเล็กน้อยปริมาณพอเหมาะเพื่อเจือจางหากความเปรี้ยวมากเกินไป นำมาจิบ แก้ไอได้ชะงัก ละลายเสมหะดีนักแล
จิบเรื่อยๆด้วยหลอดจะดีที่สุด เพราะความเปรี้ยวโดนฟันมากจะไม่ดี มันกัดกร่อน
จากที่ทดลองด้วยตัวเอง ถ้าไอแบบมีเสมหะเคลือบอยู่ในคอ ใช้ยาแก้ไอสูตรเปรี้ยว(ทำเอง)ได้ผลดีกว่ายาแก้ไอสูตรหวานอย่างเห็นได้ชัดเลย ดังนั้น บางทีถ้าไอเสมหะอาจเหมาะกับสูตรเปรี้ยว ถ้าไอแห้งอาจเหมาะกับสูตรหวานก็ได้นะ

16 กันยายน 2555

My Portable Kitchenware - ห้องครัวพกพาของผม

สวัสดีครับ วันนี้มาพูดถึงห้องครัวพกพาของผมซะหน่อยครับ แนวคิดห้องครัวพกพานี้เกิดขึ้นตอนสมัยตอนที่ผมพักอยู่หอพักตอนเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นพักหอพักเล็กๆไม่มีพื้นที่ครัว มีแต่ห้องน้ำกับห้องนอนเลยครับ และตอนนั้นต้องการจะประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการปลูกผักกระถางทำกับข้าวกินเอง แต่ขาดห้องครัวจะใช้เตาปิกนิกยังใหญ่ใบสำหรับหอที่ผมอยู่ ก็เลยได้ไอเดียห้องครัวพกพาไว้ทำอาหารเช้าอาหารเย็นกินเองประหยัดไปเยอะครับ แล้วตอนนี้ผมคิดว่าทุกๆคนน่าจะมีไว้สักชุดน่ะครับ เผื่อใช้ในยามฉุกเฉินหรือใช้ทำอาหารร้อนๆช่วงเกิดภัยพิบัติก็สะดวกดี เพราะตอนนั้นวันที่ห้างของหมดผมก็ผ่านน้ำท่วมมาด้วยผักกระถางและครัวพกพานี่แหละครับ มาดูกันเลยดีกว่าครับ

นี่คืออุปกรณ์หลัก ผมเรียกมันว่าครัวหม้อไตครับ

 
หม้อไตเขียวๆแบบนี้น่าจะเคยเห็นและคุ้นตากันเป็นอย่างดีนะครับ หาได้ตามร้านอุปกรณ์เดินป่าตั้งแคมป์ นอกจากจะใช้เข้าค่ายตั้งแคมป์แล้วก็เอามาเป็นชุดครัวพกพาสำหรับชาวหอห้องเล็กๆได้เป็นอย่างดีครับ(เตรียมผ้าหนาๆไว้ด้วยครับ ไว้จับฝาจับหม้อตอนร้อนๆครับ)

อีกชิ้นคือเตาแอกอฮอล์ทำเองจากกระป๋องน้ำอัดลม เป็นไอเดียเดียวกับตะเกียงแอกอฮอล์ตอนเรียนสมัย ม.ต้น ครับ แต่คราวนี้เอามาทำให้เป็นเตาซะเลย หน้าตาแบบนี้เลยครับ เชื้อเพลิงที่ใช้ก็เป็นแอกอฮอล์ล้างแผลปลอดภัยแน่นอนครับ(ต้องใช้เอทิลแอกอฮอล์คือแอกอฮอล์ล้างแผล ห้ามใช้เมทิลแอกอฮอล์ที่เป็นแอกอฮอล์ก่อสร้างนะครับมันไอละเหยเป็นพิษครับ)

วิธีทำดูจากคลิปนี้ครับ แกนข้างในก็สำคัญนะครับช่วยให้ไฟกระจายออกรูข้างๆได้และไฟจะแรงขึ้นด้วย(เหมือนมีแรงอัด) แต่เอาเข้าจริงๆตัดก้นกระป๋องอย่างเดียวก็ใช้ได้แล้วครับ แต่การกระจายความร้อนอาจไม่ทั่วเท่าไหร่แค่นั้นเองครับ

 
การจุดไฟก็ง่ายๆแบบเดียวกับตะเกียงแอกอฮอล์สมัย ม.ต้น คือ รินแอกอฮอล์ล้างแผลลงไปพอประมาณ แล้วจุดไม้ขีดก็แหย่ไฟลงไป ไปก็จะพรึบขึ้นมาเลยครับ ตรงไฟพรึบนี่แหละครับต้องระวังหน่อยเพราะมันเร็วมากและไฟของแอกอฮอล์นี่มันจะใสนะครับในที่สว่างมองไม่ค่อยเห็นครับ ใช้อย่างระวังด้วยนะครับ
ไฟที่ได้จะเป็นไฟอ่อนครับไม่แรงมาก เวลาจะดับไฟก็แค่เอาก้นกะทะวางทับลงไปให้อากาศเข้าไม่ได้ไฟก็ดับแล้วครับ(เหมือนครอบฝาของตะเกียงแฮกอฮอล์นั่นแหละครับ) แต่ระวังเตายังร้อนนะครับ

อันนี้เป็นเมนูแรกๆ ตอนนั้นลองซื้อแอกอฮอล์อุ่นอาหารมาลองทำไข่ดาว ไข่ผัดผัก ก็ทำได้เหมือนกันครับแต่ทุนสูงเกินไป ทำเตาเองคุ้มกว่าเยอะ
ใช้ฝาหม้อไตเป็นกะทะเลยครับ ตั้งน้ำมันให้ร้อนแล้วตอกไข่ลงไป ที่เห็นเนี่ยผมทำในห้องน้ำนะครับ ไม่มีลมไฟจะได้ไม่โบกไปมา และเป็นการเซฟไปในตัวครับ ยังไงก็มีน้ำให้ดับไฟทันที่ที่เกิดเหตุไม่คาดคิด ปลอดภัยไว้ก่อนครับ

เตาแอกอฮอล์ดีกว่าเตาถ่ายตรงที่ว่ามันไม่มีควันครับ
จึงไม่จำเป็นว่าต้องทำในที่โล่งกว้าง เพียงแค่เป็นที่อากาศถ่ายเถก็ทำได้แล้วครับ
ไม่ต้องกลัวเรื่องเขม่าหรือควันรบกวนแต่อย่างใด


รินน้ำมันส่วนเกินออก ใส่ข้าว เยาะซีอิ๋วขาว เป็นเมนูเบาๆยามเช้าด้วยครัวพกพาครับ อาห์...อร่อย

หรือจะเป็นทูน่าผัดผัก(ในรูปใช้ใบปูเล่)ก็ใช่ย่อยนะครับ

 
ตั้งไฟใส่เครื่องปรุงตามใจชอบผัดทูน่าและใส่ผักปิดท้ายผัดให้สุกเป็นอันเสร็จพิธี


เมนูง่ายๆอร่อยๆของชาวหอด้วยครัวพกพาครับ

ผัดผักบุ้งแบบเยอะๆก็ได้นะครับ ใช้ตัวหม้อเลยงานนี้จะได้ใส่ได้เยอะๆหน่อย ใส่เครื่องปรุงแล้วก็ยำกันตามมีตามเกิดด้วยพื้นที่อันน้อยนิดครับ(ฮา) ในการทำนี่สูตรใครสูตรมันครับ ชอบแบบไหน จัดเต็มเลยครับ 

เห็นหน้าตาแบบนี้แต่อร่อยนะครับ

ตอนหลังไปเจอแอกอฮอล์แข็งของสวนจิตรลดากระป๋องละ 25฿ ใช้ดีมากครับ พกพาสะดวก ควรมีไว้ในเป้ฉุกเฉินเลยครับ ใช้เป็นตัวจุดฟืนอีกทีก็ได้

ไฟที่ได้จะเป็นไฟแรงครับ เอาไว้ต้มซุปได้เร็วดีครับ แต่ทำพวกผัดหรือทอดไข่ดาวไข่เจียวไม่เวิร์คเพราะจะไหม้เอาง่ายๆได้ครับ
ไฟแรงมากมายครับ


ต้มยำปลากระป๋องหม้อไตครับ

 
นี่เป็นซุปเต้าเจี้ยวเห็ดหอมทำง่ายๆ ซดซุปร้อนๆยามเช้า

นี่คือผักกระถางส่วนนึงที่ปลูกไว้ ทางซ้ายคือ ต้นปูเล่(30฿จากจตุจักร)เก็บ ใบแก่มากินได้ ทางขวาผักบุ้งจีน(มีอีกชื่อคือผักบุ้งใบไผ่ หรือผักบุ้งบก)เพาะจากเมล็ดครับ ซอง10฿ ดินก็ซื้อมาถุงไม่กี่บาท ปลูกผักกินได้เป็นปีๆครับ อ๋อ ผักกระถางอย่าลืมเรื่องปุ๋ยนะครับ ธรรมชาติมีวัฏจักรครับ ฉี่ของเรานี่แหละปุ๋ยอย่างดีเลยครับ งอกงามเลยทีเดียว พืชผักนี่ตัวรีไซเคิลแบบฟรีอย่างดีจากธรรมชาติเลยครับ

ต้นปูเล่นี่มีประวัติน่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังครับ ต้นปูเล่เข้ามาในไทยโดยชาวจีนที่เดินทางมากับเรือครับ เขาเล่าว่า บนเรือจะมีกระถางต้นปูเล่หลายกระถาง และเมล็ดถั่วเขียว(เผื่อไว้ทำถั่วงอกกินบนเรือ) และใช้เป็นผักไว้กินได้บนเรือยามเดินทางไปทั่วโลก(คงมีการตกปลามากินด้วย) ที่เราเคยเรียนมาว่าชาวเรือของฝรั่งมักจะเป็นโรคเลือดออกตามไรฟันเพราะขาดวิตามินเนื่องจากผักที่แช่เย็นไว้ถูกกินจนหมด(หรือไม่ก็เน่าไปบ้าง) แต่ชาวจีนเหนือชั้นกว่าโดยการเอาขึ้นไปตั้งต้นและปลูกบนเรือเลยทีเดียว จึงมีผักวิตามินไว้กินได้แม้เดินทางรอบโลกครับ
แล้วถ้าเปรียบบ้านของเราเป็นเหมือนเรือ แล้วมีน้ำล้อมรอบ ตอนนี้บ้านเราเป็นเหมือนเรือฝรั่ง หรือเรือจีน ละครับ ผมว่ามีผักกระถางและครัวพกพาไว้ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยนะครับ

ก็จบลงเท่านี้ครับ ห้องครัวพกพา หรือครัวหม้อไตนี้เหมาะกับเพื่อนๆที่อยู่หอเล็กๆไม่ค่อยมีพื้นที่แต่อยากทำอาหารฝึมือตัวเองปลูกผักกินเองเพื่อช่วยประหยัดค่ากิน(ประหยัดได้เยอะนะครับ) หรือจะเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติและลองทำดูเผื่อจะใช้ในยามฉุกเฉิน
หวังว่าคงจะมีประโยชน์บ้างสำหรับคนที่สนใจนะครับ
ไว้เจอกันใหม่
ขอบคุณที่ติดตามครับ ^v^


ปล.ผมไม่ใช้มือเซียนแต่อย่างใดครับ ผมเพียงต้องการนำเสนอการประยุกต์อุปกรณ์ในการทำอาหาร อาจเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยในยามที่ต้องทำอาหารโดยไม่มีไฟฟ้า และแก๊ส