Sponsor

03 มิถุนายน 2569

The Rest - การพักผ่อน ศิลปะในการดำรงชีวิตที่โรงเรียนไม่เคยสอน

ชื่อเสียงกับกายตนสิ่งใดใกล้ชิดกว่ากัน?
กายตนกับทรัพย์สินสิ่งใดมีค่ากว่ากัน?
ได้มากับสูญเสียสิ่งใดเป็นภัยกว่ากัน?
ยิ่งใคร่ได้จักหมดเปลืองมาก, เก็บไว้มากจักสูญเสียหนัก.
เต๋าเต๋อจิง บทที่ 44

名與身孰親?
身與貨孰多?
得與亡孰病?
甚愛必大費,多藏必厚亡。
道德經

ในทุกวันนี้ที่หลายคนเติบโตมากับค่านิยมที่ต้องทำงานแบบ Hyper-Productive ตลอดเวลา ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ต้อง FOMO มีปฏิสัมพันธ์ในโลกออนไลน์ตลอดเวลา ฯลฯ จนไม่มีเวลาได้พักผ่อนที่เป็นการพักผ่อนจริงๆ
โรงเรียนสอนให้เราทำงาน แต่ไม่เคยสอนให้เราพักผ่อนอย่างแท้จริง เมื่อชีวิตมีแต่การขับเคลื่อนใช้พลังงาน (หยาง) แต่ไม่มีการหยุดนิ่งเพื่อสะสมพลังงาน (หยิน) ระบบชีวิตย่อมเสียสมดุล และปลายทางคือการพังทลาย

เมื่อมนุษย์ผูกตัวตนไว้กับผลผลิต
เรื่องการพักผ่อน ทำไมโรงเรียนไม่สอน? เพราะระบบการศึกษาถูกออกแบบมาในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เพื่อสร้างแรงงานป้อนเข้าสู่ระบบทุนนิยม ตัวตนของมนุษย์จึงถูกลดรูปให้เหลือแค่หน้าที่สร้างผลผลิตไม่ใช่เพื่อคุณค่าในตัวเอง คนเราจึงมักผูกคุณค่าของตัวเองกับงานที่ทำ การที่คนเราไม่ยอมพัก ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้ว่าต้องพัก แต่เพราะกลัว กลัวจะสูญเสียตัวตนหากไม่ได้เป็นคน Hyper-Productive นี่คืออัตตาทางหยางที่ล้นเกินโดยไม่มีหยินอีกเช่นกัน ไม่ครบหยินหยางก็ไม่สมดุล ไม่สมดุลก็พังทลาย

แม่ของเราได้สอนคตินึงไว้ว่า "พักก่อนเหนื่อยจะไม่เหนื่อย" ซึ่งเป็นสิ่งที่เราปฏิบัติแล้วเห็นว่าจริง เพราะถ้าพักก่อนเหนื่อย พักไม่นานก็ทำงานต่อได้เลย แต่ถ้ารอให้เหนื่อยหนักๆถึงขีดสุดก่อนแล้วค่อยพัก มักจะต้องพักยาวจนไม่อาจทำงานอย่างต่อเนื่องได้ หรือบางคน ...อาจไม่ได้กลับมาทำต่ออีกเลย
คล้ายๆกับที่หมอบอกให้ดื่มน้ำก่อนกระหายนั่นแหละ เพราะถ้ารู้สึกกระหายแล้ว แปลว่าร่างกายขาดน้ำจนเริ่มผิดปกติแล้ว แต่เรื่องทางกายนั้นเห็นง่าย และจัดการได้ไม่ยากอยู่แล้ว จึงขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ แต่เรื่องทางใจนั้นเห็นยาก การฟังร่างกายตัวเองจึงสำคัญ จึงขอนำมากล่าวถึงศิลปะแห่งการพักผ่อนไว้ ณ ที่นี้

การละเลยเสิน (神) เมื่อจิตใจกลายเป็นจิตไร้บ้าน
งานที่ต้องใช้สมองคิด การเพ่งสมาธิจดจ่อ ในทางปรัชญาจีนเรียกว่าการใช้เสิน (神) ซึ่งมักแปลว่า จิตวิญญาณ สติรู้ตัว และสติปัญญา เป็นต้น ซึ่งในบทความนี้เราขอเรียกว่า "จิต" หรือ "จิตใจ" ก็แล้วกัน เพื่อผู้อ่านจะได้ไม่งงกับศัพท์เทคนิคมากนัก
ซึ่งจิตเองก็เหนื่อยได้เหมือนการใช้แรงกาย แต่เห็นได้ยาก บางคนถึงขั้นคิดว่า "แค่นั่งคิดจะไปเหนื่อยอะไร?" คนเราจึงละเลยการพักจิตใจ

  • เมื่อแรงกายหมด ผลคือ ร่างกายเสื่อม พิการ หรือตาย (กายพัง)
  • เมื่อแรงจิตหมด ผลคือ หมดไฟ ซึมเศร้า หรือวิกลจริต (จิตพัง)
อาการจะเริ่มจากการหยุดคิดไม่ได้ เริ่มรำคาญเสียงเล็กๆน้อยๆ นานไปจะเริ่มนอนไม่หลับ หรือพอจะหลับจะสะดุ้งตื่น เพราะจิตไม่สามารถเข้าไปพักในหัวใจที่เป็นบ้านของมันได้ เนื่องจากในทางปรัชญาจีนหัวใจเกี่ยวกับการรับรู้และเป็นบ้านของเสินหรือจิตนี้ นานไปพอจิตกลับเข้าหัวใจไม่ได้ก็ล่องลอย รู้สึกตัวเองไม่อยู่ในร่างกายนี้ นานไปเริ่มรู้สึกเหมือนวิทยุที่จูนคลื่นไม่ติดกับโลกภายนอก และปลายทางมีอยู่สองทางอันสุดโต่งคือ
  • ทางหยิน (ดิ่งสุด) กลายเป็นโรคซึมเศร้า นิ่งงัน ไร้พลังงาน
  • ทางหยาง (พุ่งสุด) กลายเป็นบ้า วิกลจริต คุ้มคลั่ง
ทั้งสองทางเป็นการหลุดออกจากโลกความเป็นจริงไปสู่โลกลวงที่สร้างขึ้นเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการใช้ความคิดไม่เคยหยุดพัก สุดท้ายร่างกายก็สั่งให้พักอย่างไร้กำหนดด้วยอาการเหล่านี้
แต่สามารถรักษาได้ครับ ไปหาหมอยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะนานไปร่างกายจะปรับตัวตามโลกลวงที่สร้างขึ้น ทำให้แม้รักษาหายก็จะไม่ 100%

เชยชมไปยังที่ว่างนั้น, ห้องว่างเปล่าก็กำเนิดแสงสว่าง, ความมงคลย่อมสถิตหยุดอยู่.
อันว่าตัวอยู่นิ่งแต่ใจไม่หยุด, นี่เรียกว่านั่งห้อ.
จวงจื่อ บทที่ 4

瞻彼闋者,虛室生白,吉祥止止。
夫且不止,是之謂坐馳。
莊子

ถอดรหัสภาวะหมดไฟด้วยปรัญชาจีน
แต่บางคนโชคดีหน่อย มีคัตเอ้าท์ที่เรียกว่าการหมดไฟ ทำให้อาการไม่ลุกลามจนจิตพัง ร่างกายตัดไฟกลางทาง
ในกรณีหมดไฟนี้ หลายคนชอบไปพูดปลุกใจว่า "ฮึดหน่อย สู้ๆหน่อย" ถ้าเจ้าตัวเอาด้วยละก็จิตจะพังกว่าเดิม เพราะที่หมดไฟก็เพราะแต่เดิมไฟแรงไม่เคยพัก ตอนนี้ไฟเผาหัวใจจนเชื้อไฟมอดหมด น้ำที่คอยถ่วงดุลไฟก็แห้งผากไปแล้ว ถ้ายังเอาไฟไปจุดอีกใจก็ยิ่งพังหนักกว่าเดิม
ทางที่ดีคือการพักผ่อนอยู่กับความว่างเปล่า เพื่อรอให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง สะสมธาตุน้ำ (ไต) และธาตุไม้ (ตับ) เมื่อน้ำอุดมสมบูรณ์ไม้ก็มีพลัง ฟืนจากไม้นั้นจะค่อยๆส่งต่อส่งผ่านเป็นเชื้อไฟที่อบอุ่นและเสถียรให้แก่ธาตุไฟ (หัวใจ) อีกครั้งอย่างเป็นสมดุล การหมดไฟก็คือการที่ร่างกายบังคับให้พักก่อน เป็นคัทเอ้าท์ก่อนลุกลามไปสู่การจิตพัง

สัญญาณเตือน เมื่อพลังเสินของคุณกำลังจะหมดหลอด
เราไม่จำเป็นต้องรอให้ร่างกายตัดคัตเอาต์หรือรอให้วิกลจริตแล้วค่อยพัก เราควรเรียนรู้การพักให้อยู่ในชีวิตประจำวัน หยินหยางต้องสมดุล ชีวิตจึงจะดำรงอยู่และขับเคลื่อนไปได้
ในประเทศที่เจริญแล้วมีการเรียกร้องให้ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์โดยได้เงินเดือนเต็ม เพราะพวกเขาเจ็บมามากแล้วกับแนวคิด Hyper-Productive ที่ต้องทำงานเยอะๆหรือพัฒนาตัวเองแบบไม่ต้องพัก ทำให้มีอัตราคนฆ่าตัวตาย หมดไฟ ซึมเศร้าเต็มเมือง ซึ่งสิ้นเปลื้องทรัพยากรมนุษย์มากเกินไป ดังนั้น การกำหนดให้ทำงานแค่ 4 วันแบบจิตที่มีพลังเต็มเปี่ยม ย่อมได้ผลงานที่มีคุณภาพกว่าการมานั่งเบลอๆหน้าคอมฯ 7 วันต่อสัปดาห์อย่างมาก แต่ในโครงสร้างสังคมที่ยังไม่ได้เอื้ออำนวยแบบนั้น เราจำเป็นต้องสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกายเอง ดังนี้
  1. อ่านประโยคเดิม 3 รอบแล้วแต่ไม่เข้าหัวเลย ไม่รู้เรื่องเลย
  2. มองจอแล้วภาพมันเหมือนลอยๆ หรือละลายย้อยลงมา ตาเริ่มเบลอ
  3. รำคาญเสียงหรือเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ปกติไม่เคยรำคาญมาก่อน
  4. มึนตึง เบลอ หัวตัน เริ่มคิดอะไรไม่ออก
  5. สายตาเริ่มลอย ไร้จุดโฟกัส
เป็นต้น เมื่อรู้สึกประมาณนี้เมื่อไหร่ต้องพักทันที ไม่ต้องรอให้ถึงเวลาพัก เพราะถ้าฝืนจนพลังหมดหลอดบ่อยๆรอยร้าวจะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ศิลปะการพักผ่อนที่แท้จริง
สำหรับการป้องกันจิตพังสำหรับคนที่ยังไม่พัง คือ ต้องเรียนรู้ที่จะพักระหว่างงาน โดยปกติมักจะแนะนำให้ใช้เทคนิค Pomodoro หรือ 45/15 หรือ 50/10 สำหรับงานทั่วไปหรืองานที่ใช้ความจำ
สำหรับงานที่ต้องใช้ความต่อเนื่องแนะนำให้ใช้เทคนิค 90/20 คือ ทำงาน 90 นาที พัก 20 นาที ตัวเลขนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นการทำงานตามวงจรประสาทของสมอง (สำหรับรายละเอียดกดเข้าไปอ่านที่ชื่อเทคนิคได้เลย)

การพักระหว่างงานแบบนี้ เสมือนเป็นการลดความร้อนของเตาปฏิกรณ์แห่งจิตลงและทุกคาบเมื่อร้อนจัด และทุกคาบที่ทำงานต่อก็เริ่มด้วยเตาที่พักสมบูรณ์พร้อมที่จะผลิตงานทางความคิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
แต่บางคนอาจคิดว่า "ทำงานไปรวดเดียวแล้วค่อยทบไปพักเอาทีเดียวตอนเย็นก็ได้" จะทำอย่างนั้นก็ได้ แต่ความจริงของธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้นด้วยครับ เพราะการเร่งเตาปฏิกรณ์ให้ร้อนจัดตลอดทั้งวัน แล้วค่อยไปพักให้เย็นทีเดียว ระหว่างที่มันร้อนจนถึงจุดวิกฤตแล้วไม่พัก รอยร้าวก็ค่อยๆก่อตัว เมื่อสะสมไปนานวันเข้า อาการระหว่างทางที่เคยกล่าวไว้จะเริ่มมา หรือกรณีร้ายแรงคือจิตแตกสลายพังลงอย่างที่ได้กล่าวไป แต่ปัจจัยต้นทุนสุขภาพของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนอาจไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ ก็ถือว่าดีแล้วครับ ซึ่งวิธีที่แนะนำไปนั้นก็สำหรับป้องกันการใช้จิตจนเหนื่อยล้าเกินไป เพื่อไม่ต้องจ่ายหนี้ในภายหลัง

💡 วิธีจัดการเมื่อเริ่มมีรอยร้าวใหญ่ (อาการระยะเริ่มต้น)
แต่สำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีอาการคิดแล้วหยุดไม่ได้จนไม่ได้นอน นอนไม่หลับ หรือหลับก็สะดุ้งตื่นเองแบบไม่มีสาเหตุ หลับฝันเป็นมหากาพย์ตื่นมาแล้วเหนื่อยเหมือนไม่ได้นอน รำคาญเสียงหรือเรื่องเล็กๆน้อยๆ หรือจู่ๆก็มีอาการผวาในใจ จิตไม่สงบ หัวตันเบลอ หงุดหงิดง่ายผิดปกติ หรือกำลังหมดไฟ ฯลฯ เหล่านี้อาจเป็นอาการระหว่างทางก่อนที่จิตจะพังแตกสลาย หากอาการยังไม่หนักก็กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าอาการหนักแล้วก็อาจใช้เวลาฟื้นฟูเป็นหลักปีถึงจะปกติจริงๆ
หลักการใช้ชีวิตก็ทำแบบเดียวกับการป้องกันจิตพังครับ แบ่งเวลาทำงานและพักด้วย Pomodoro หรือ 90/20 แล้ววันหยุดต้องพักแบบพักจริงๆ คืออยู่เฉยๆหรือปฏิบัติธรรมเดินจงกรมนั่งสมาธิ หรือทำงานบ้าน อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องใช้ความคิดเพื่อพักจิต

แต่หลายคนอาจจะงงว่า แล้วการพัก 20 นาทีจะไปช่วยรักษาอะไรได้ บอกเลยว่า ไม่ได้ช่วยรักษาแผลเก่าครับ แต่เป็นการไม่สร้างรอยร้าวเพิ่ม เพื่อให้ตอนนอนหลับร่างกายจะเริ่มซ่อมแซมรอยร้าวที่มีคือจ่ายหนี้เก่าไปเรื่อยๆโดยไม่สร้างหนี้เพิ่ม จึงไม่ไปถึงจุดที่จิตพัง ทำได้แบบนี้ 100 วันจะดีขึ้นเกิน 50% และหายดีได้ภายใน 1-3 ปี
หากต้องการให้หายเร็วขึ้น ต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินให้มากขึ้น และไปหาหมอแผนจีนให้หมอฝังเข็มปรับสมดุลหรือจ่ายยาสมุนไพรเพื่อบำรุง จะช่วยให้นอนหลับดีขึ้นและสบายตัวขึ้น ซึ่งจะมีกำลังใจมากขึ้น
สำหรับใครที่มีทุนทรัพย์แบบไม่ต้องทำงานก็ได้ การได้หยุดทำงานแล้วพักอยู่บ้านเฉยๆไปเลย แบบนี้ไม่ถึงปีก็อาจหายดีได้ครับ หากพักอย่างถูกวิธี

🚨 วิธีจัดการเมื่อ "จิตพัง" ไปแล้ว (สถานีปลายทาง)
สำหรับคนที่จิตพังแล้ว คือเป็นซึมเศร้าหรือคลุ้มคลั่งแล้ว จำเป็นต้องไปพบแพทย์เท่านั้น การบำรุงหรือแค่พักผ่อนไม่อาจช่วยได้อีกต่อไป และหากมีอาการคลุ้มคลั่งควรไปพบแพทย์แผนปัจจุบันร่วมด้วยเพื่อระงับอาการให้ปลอดภัย และรักษาควบคู่กับแพทย์แผนจีนเพื่อให้ช่วยเยียวยาในแนวทางของการขับเสมหะร้อนที่อุดกั้นทวารหัวใจ เพราะตอนความเครียดสะสมจนระบบชี่ติดขัด ของเหลวในร่างกายจะงวดตัวกลายเป็นเสมหะเหนียวข้น และถูกไฟแห่งความเครียดพัดพาขึ้นไปบดบังช่องทางแห่งจิต ทำให้การรับรู้โลกบิดเบือนไป การแพทย์แผนจีนจะช่วยทะลวงเสมหะและดับไฟตรงนี้ลง เพื่อเปิดทวารหัวใจให้จิตได้กลับบ้าน และเป็นการรักษาให้หายจากทั้งภายในและภายนอกร่วมกัน แนะนำว่ายิ่งไปรักษาเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ซึ่งอาจกลับมาได้ 100% แต่ถ้าปล่อยให้เนิ่นช้าออกไป ร่างกายจะเริ่มปรับตัวให้เข้ากับความผิดปกตินั้น จนแม้ภายหลังจะรักษาหายแล้วก็ไม่ปกติเหมือนเดิม ย้ำอีกที ยิ่งไปพบหมอเร็วเท่าไหร่เร็วยิ่งดี

แล้วแบบไหนที่เรียกว่า "พักผ่อนจริงๆ"?
หลายคนมักจะพักด้วยการเล่นเน็ต เช็คฟีด ไถมือถือ เสพสื่อไปเรื่อยๆ นั่นไม่ใช่การพักผ่อนจิต เพราะสมองยังต้องทำงานขบคิดและประมวลผลข้อมูลอยู่ การพักผ่อนจิตที่เป็นการพักผ่อนจริงๆคือ การอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรที่เป็นการใช้สมองขบคิดเลย เช่น
  • กิจกรรมที่ควรเลี่ยงช่วงพัก เช่น ไม่เล่นคอมฯ ไม่เล่นเกม ไม่เล่นมือถือ ไม่เช็คเฟซฯ ไม่เล่นเน็ตฯ ไม่อ่านหนังสือ ไม่ดูหนัง ไม่ฟังพอคแคสต์ ไม่ช๊อปออนไลน์ ฯลฯ
  • กิจกรรมที่ทำได้ เช่น กวาดบ้าน ล้างจาน เดินจงกรม จัดบ้าน กวาดบ้านถูกบ้าน ฟังเพลงบรรเลงเบาๆฟีลกู๊ด หมุนลูกติ้ง รำมวยจีน ทำอะไรที่ดูไร้จุดหมายไร้สาระ
หลักคิดคือต้องสลับหยินหยาง งานใช้สมองเป็นหยาง เมื่อพักให้ทำงานหยินประเภทตรงข้ามแทน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้การขบคิดหรือการโฟกัสมากนัก ก็ลองเอาแนวคิดนี้ไปปรับใช้ดูครับ ถ้านึกอะไรไม่ออกก็นั่งโง่ๆเหม่อมองยอดไม้พลิ้วไหวไปตามลม สายตายก็ได้ผ่อนคลาย จิตก็ได้พักจากการขบคิดด้วย จริงๆวิธีนี้อาจดีที่สุดด้วยซ้ำ คล้ายๆหลักการนั่งลืม (坐忘 - จั้ววั่ง) ของปรัชญาเต๋า

วางระยางค์สังขาร, ปลดเปลื้องความหลักแหลม, แยกลักษณ์ละปัญญา, หลอมรวมกับมหามรรคา[เต๋า], นี่เรียกว่าการนั่งลืม.
คัมภีร์จวงจื่อ บทที่ 6

堕肢体,黜聪明,离形去智,同于大通,此谓坐忘。
莊子

คือควรปล่อยให้ตัวเองได้พักที่เป็นการพักจริงๆ ช่วงพักระหว่างงานก็ควรพักแบบนี้ ไม่ใช่พักด้วยการเล่นเน็ต นั่นยังคงเป็นการใช้จิตอยู่ไม่ต่างจากการทำงานเลย ต้องเปลี่ยนมาใช้สายตาไปกับสิ่งที่ไร้รูปทรง หรือพักสายตาหลับตาไปเลยยิ่งดี

🏢 วิธีเนียนพักในที่ทำงาน (สำหรับพนักงานออฟฟิศ)
แต่สำหรับคนทำงาน ในสำนักงานคงไม่สามารถนั่งพักเฉยๆได้แน่ๆ เพราะอาจโดนเพ่งเล็ง ก็ให้เปลี่ยนกิจกรรมเป็นการเดินไปส่งเอกสารที่แผนกอื่น นั่งหมุนลูกติ้งอยู่ที่โต๊ะ (เพื่อดึงไฟที่ค้างอยู่ที่หัวลงมาที่มือ) จัดไฟล์ในเครื่อง ไล่ลบอีเมล์ แวะไปเข้าห้องน้ำ หรือเดินไปสูดอากาศข้างนอกห้อง ฯลฯ อะไรก็ได้ที่ทำแบบเน้นปริมาณได้แบบไม่ต้องคิดเชิงคุณภาพมากนัก
หากเป็นครูอาจารย์ที่ต้องสอนคลาสยาวหลายชั่วโมง ช่วงพักก็อาจปล่อยพักเบรกไปเลย หรือจ่ายงานให้นักศึกษารวมกลุ่มสนทนากันเองในช่วงพักนั้น เพราะยังไงการสอนแบบอัดต่อเนื่องไม่มีพักช่วงหลังก็เริ่มไม่เข้าหัวอยู่แล้ว การพักเองก็เพิ่มประสิทธิภาพทั้งตัวผู้สอนและผู้เรียนไปด้วย

💤 ศาสตร์แห่งการนอนหลับตามนาฬิกาชีวิต
ในเรื่องการนอนหลับ ตามหลักแพทย์แผนจีนแนะนำว่า
  • ช่วงกลางคืน ควรหลับก่อน 11 pm เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ ซึ่งควรเตรียมนอนตั้งแต่ 7 pm แล้วด้วยการปรับอารมณ์ให้ผ่อนคลาย ฟังเพลงบรรเลงเพราะๆ อ่านหนังสือเบาๆ ไม่ทำกิจกรรมหนักๆ
  • ช่วงกลางวัน ถ้าให้ดีช่วงระหว่าง 11 am - 1 pm ควรงีบสัก 15 นาทีร่วมด้วย (ตั้งนาฬิกาปลุกด้วยนะ) เพื่อให้หัวใจได้พักและหยินหยางผลัดเปลี่ยน ในหลักปฏิบัติจริงของคนทำงานคือกินมื้อเที่ยงแล้วก็หาที่นั่งงีบ หลับไม่หลับไม่เป็นไร ขอให้ได้หลับตา
แล้วคนที่ชอบเล่นเกมกลยุทธ์ อ่านหนังสือหนักๆ อยากดูหนังฟังเพลง หรือฟังพอดแคสต์เพื่อพัฒนาตัวเองล่ะ บอกตรงๆนะครับ ...ให้เก็บไว้ทำวันหยุด และถือเป็นงาน ซึ่งต้องพักตามช่วงเวลาด้วยเช่นกัน
แต่สำหรับคนที่ร้อยร้าวเริ่มใหญ่แล้ว แม้วันหยุดก็ควรพักอย่างเดียวครับ ถ้ารู้สึกว่างมากก็ลุกขึ้นทำงานบ้านก็เป็นการพักจิตที่ดี ให้ร่างกายได้เข้าถึงโหมดเบื่อ เมื่อร่างกายเข้าสู่โหมดเบื่อร่างกายจะเริ่มพักระบบการคิดและเริ่มซ่อมแซมตัวเองในระหว่างวัน พอหายดีแล้วค่อยลุยต่อก็ยังไม่สายครับ (สมัยก่อนความเบื่อจุดประการความคิดสร้างสรรค์มานักต่อนักแล้ว)

ความสงบนิ่งชนะความร้อนรน.
ความใสสงบกระทำใต้ฟ้าให้เที่ยงตรง.
เต๋าเต๋อจิง บทที่ 45

靜勝熱。
清靜為天下正。
道德經

บทส่งท้าย ยอมรับข้อจำกัดของธรรมชาติ
ในระบบเศรษฐกิจที่รีดเค้นแรงงานอย่างเต็มรูปแบบนั้น ต้องยอมรับว่า ถ้าเราต้องการถนอมร่างกายจริงๆ ก็จำเป็นต้องแบ่งเวลาพักผ่อนด้วยตัวเอง และแบ่งเวลาของความบันเทิงส่วนตัวหลังจากพักผ่อนแล้ว ไม่งั้นจะเป็นการไม่ได้พักเลย เพราะถ้าจิตพังแล้วก็คือโดนบังคับให้พักแบบไม่มีกำหนดอยู่ดี และค่ารักษาก็ไม่ใช่ถูกๆ แถมยังทรมานมากอีกด้วย
การที่เห็นคนจิตพังจนเป็นโรคซึมเศร้ามากมาย ต้องบอกเลยว่าในยุคสมัยนี้ การมีโอกาสได้พักผ่อนดูเหมือนจะเป็นของหรูหราไปแล้วจริงๆ ไม่ว่าจะด้วยสิ่งล่อใจต่างๆมากมายที่ต้องรู้เท่าทัน
โซเชียลมิเดียในยุคปัจจุบันนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นโรงงานนรกสำหรับสูบพลังของจิตเพื่อเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติเลย เพราะมันไม่ปล่อยให้คนได้พัก ดึงต้องไถแทบตลอดเวลา ด้วยลูปที่ไถได้ไม่มีวันสิ้นสุด แต่พลังชีวิตมนุษย์มีวันสิ้นสุด การรู้เท่าทันและรู้วิธีการใช้งานและการพัก จึงเป็นความรู้ที่จำเป็นมาก เพราะรูปแบบการใช้ชีวิตได้เปลี่ยนไปจากธรรมชาติมากแล้ว
คนรุ่นก่อน ตอนนั่งรถเมล์ นั่งรอข้าว นั่งรอเพื่อน พวกเขามีโอกาสได้นั่งเฉยๆ ได้ชมนกชมไม้ระหว่างการเดินทาง จิตก็ได้เข้าไปพักในบ้าน (หัวใจ) บ้าง แต่สมัยนี้ แทบทุกคนพยายามอุดความว่างด้วยหน้าจอกันหมดแล้ว จิตไม่เคยได้กลับบ้าน และบ้าน (หัวใจ) ก็ร้อนขึ้นทุกวัน จนเมื่อถึงคราวหลับจิตก็เข้าบ้านไม่ได้แล้ว เพราะบ้านร้อนเกินไป (หัวใจร้อนนอนสะดุ้ง) นานเข้าบ้านของจิตก็ไหม้และพังพินาศลง จิตก็ไร้บ้านล่องลอยต่อไม่ติดกับโลกแห่งความจริง แล้วก็จิตแตกสลาย ซึ่งปลายทางไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
การที่คนในเมืองใหญ่ทุกวันนี้นิดหน่อยก็หงุดหงิดนิดหน่อยก็โมโห นั่นเป็นเพราะจิตพร่องพลังไปมากจากการไม่ได้พักผ่อนครับ จึงไม่เหลือพลังไว้รองรับอะไรที่ไม่คาดคิดอีกต่อไปแล้ว และพร้อมจะแตกสลายได้ตลอดเวลาหากยังไม่เยียวยาตัวเอง แต่แน่นอนว่าการจิตพังนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในกันง่ายๆ หากไม่ได้โดนสิ่งที่รุนแรงมากๆมากระทบจนจิตพังทันที โดยทั่วไปจิตอาจค่อยๆสะสมรอยร้าว 10 ปี 20 ปี แล้วค่อยออกอาการเตือน แล้วอีก 10 ปี 20 ปี ก็ค่อยจิตพังในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งระหว่างคลุ้มคลั่งพุ่งสุดหรือซึมเศร้าดิ่งสุด แต่ระหว่างทางหากเห็นรอยร้าว แล้วเริ่มรู้จักศิลปะแห่งการพักผ่อน ก็อาจรอดพ้นปลายทางเช่นนี้ได้ ถ้าสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ไม่ใจร้ายจนเกินไป

ในสังคมแห่งการ Hyper-Produtive ที่เน้นแต่ผลลัพธ์โดยไม่สนใจสุขภาวะนั้น การพักผ่อนอาจดูไม่เท่ห์ไม่คูล แต่รู้ไว้เถิดว่าการยอมรับข้อจำกัดตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์นั้น เป็นการใช้ปัญญาสากลมากกว่าความถึกส่วนบุคคล การได้พักอย่างแท้จริงคือการได้ลิ้มรสการมีชีวิต และจะทำให้เราสามารถทำสิ่งที่รักได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนาน กายหรือจิตก็ใช้แนวคิดเดียวกันนี้ได้ เพราะถ้าพักก่อนเหนื่อย ...จะไม่เหนื่อย

ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ และผ่านพ้นวิกฤตแห่งยุคสมัยไปได้อย่างสมดุลพร้อมคนที่คุณรักนะครับ
ด้วยความปรารถนาดี
สวัสดีครับ ^_^

การเรียนรู้ทางโลกนับวันยิ่งเพิ่มพูน, การเรียนรู้ทางเต๋านับวันยิ่งลดทอน.
ลดทอนแล้วลดลทอนอีก, จนถึงการไร้กระทำ.
เมื่อไร้กระทำก็ไม่มีไม่กระทำ.
เต๋าเต๋อจิง บทที่ 48

爲學日益,爲道日損。
損之又損,以至於無爲。
無爲而無不爲。
道德經

แถม
บทความที่อาจเกี่ยวข้องที่แนะนำให้อ่านครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น