Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาธิ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาธิ แสดงบทความทั้งหมด

03 มิถุนายน 2569

The Rest - การพักผ่อน ศิลปะในการดำรงชีวิตที่โรงเรียนไม่เคยสอน

ชื่อเสียงกับกายตนสิ่งใดใกล้ชิดกว่ากัน?
กายตนกับทรัพย์สินสิ่งใดมีค่ากว่ากัน?
ได้มากับสูญเสียสิ่งใดเป็นภัยกว่ากัน?
ยิ่งใคร่ได้จักหมดเปลืองมาก, เก็บไว้มากจักสูญเสียหนัก.
คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง บทที่ 44

名與身孰親?
身與貨孰多?
得與亡孰病?
甚愛必大費,多藏必厚亡。
道德經

ในทุกวันนี้ที่หลายคนเติบโตมากับค่านิยมที่ต้องทำงานแบบ Hyper-Productive ตลอดเวลา ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ต้อง FOMO มีปฏิสัมพันธ์ในโลกออนไลน์ตลอดเวลา ฯลฯ จนไม่มีเวลาได้พักผ่อนที่เป็นการพักผ่อนจริงๆ
โรงเรียนสอนให้เราทำงาน แต่ไม่เคยสอนให้เราพักผ่อนอย่างแท้จริง เมื่อชีวิตมีแต่การขับเคลื่อนใช้พลังงาน (หยาง) แต่ไม่มีการหยุดนิ่งเพื่อสะสมพลังงาน (หยิน) ระบบชีวิตย่อมเสียสมดุล และปลายทางคือการพังทลาย

เมื่อมนุษย์ผูกตัวตนไว้กับผลผลิต
เรื่องการพักผ่อน ทำไมโรงเรียนไม่สอน? เพราะระบบการศึกษาถูกออกแบบมาในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เพื่อสร้างแรงงานป้อนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ตัวตนของมนุษย์จึงถูกลดรูปให้เหลือแค่หน้าที่สร้างผลผลิตไม่ใช่เพื่อคุณค่าในตัวเอง คนเราจึงมักผูกคุณค่าของตัวเองกับตำแหน่งหน้าที่การงานที่ทำ การที่คนเราไม่ยอมพัก ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้ว่าต้องพัก แต่เพราะกลัว กลัวว่าจะสูญเสียตัวตนหากไม่ได้เป็นคน Hyper-Productive นี่คืออัตตาทางหยางที่ล้นเกินโดยไม่มีหยินอีกเช่นกัน ไม่ครบหยินหยางก็ไม่สมดุล ไม่สมดุลก็พังทลาย

แม่ของเราได้สอนคตินึงไว้ว่า "พักก่อนเหนื่อยจะไม่เหนื่อย" ซึ่งเป็นสิ่งที่เราปฏิบัติแล้วเห็นว่าจริง เพราะถ้าพักก่อนเหนื่อย พักไม่นานก็ทำงานต่อได้เลย แต่ถ้ารอให้เหนื่อยหนักๆถึงขีดสุดก่อนแล้วค่อยพัก มักจะต้องพักยาวจนไม่อาจทำงานอย่างต่อเนื่องได้ หรือบางคน ...อาจไม่ได้กลับมาทำต่ออีกเลย
คล้ายๆกับที่หมอบอกให้ดื่มน้ำก่อนกระหายนั่นแหละ เพราะถ้ารู้สึกกระหายแล้ว แปลว่าร่างกายขาดน้ำจนเริ่มไม่ปกติแล้ว แต่เรื่องทางกายนั้นเห็นง่าย เมื่อออกแรงจนเห็นว่าเริ่มจะเหนื่อยแล้วก็พัก และจัดการได้ไม่ยาก จึงขอละไว้ในฐานที่เข้าใจครับ แต่เรื่องทางใจนั้นเห็นยาก การฟังร่างกายตัวเองจึงสำคัญ จึงขอนำมากล่าวถึงศิลปะแห่งการพักผ่อนไว้ ณ ที่นี้

การละเลยเสิน (神) เมื่อจิตใจกลายเป็นจิตไร้บ้าน
งานที่ต้องใช้สมองคิด การเพ่งสมาธิจดจ่อ ในทางปรัชญาจีนเรียกว่าการใช้เสิน (神) ซึ่งมักแปลว่า จิตวิญญาณ สติรู้ตัว และสติปัญญา เป็นต้น ซึ่งในบทความนี้เราขอเรียกว่า "จิต" หรือ "จิตใจ" ก็แล้วกัน เพื่อผู้อ่านจะได้ไม่งงกับศัพท์เทคนิคมากนัก
ซึ่งจิตเองก็เหนื่อยได้เหมือนการใช้แรงกาย แต่เห็นได้ยาก บางคนถึงขั้นคิดว่า "แค่นั่งคิดจะไปเหนื่อยอะไร?" คนเราจึงละเลยการพักจิตใจ
  • เมื่อแรงกายหมด ผลคือ ร่างกายเสื่อม พิการ หรือตาย (กายพัง)
  • เมื่อแรงจิตหมด ผลคือ หมดไฟ ซึมเศร้า หรือวิกลจริต (จิตพัง)
อาการจะเริ่มจากการหยุดคิดไม่ได้ เริ่มรำคาญเสียงเล็กๆน้อยๆ นานไปจะเริ่มนอนไม่หลับ หรือพอจะหลับจะสะดุ้งตื่น เพราะจิตไม่สามารถเข้าไปพักในหัวใจที่เป็นบ้านของมันได้ เนื่องจากในทางปรัชญาจีนหัวใจเกี่ยวกับการรับรู้และเป็นบ้านของเสินหรือจิตนี้ นานไปพอจิตกลับเข้าหัวใจไม่ได้ก็ล่องลอย รู้สึกตัวเองไม่อยู่ในร่างกายนี้ นานไปเริ่มรู้สึกเหมือนวิทยุที่จูนคลื่นไม่ติดกับโลกภายนอก และปลายทางมีอยู่สองทางอันสุดโต่งคือ
  • ทางหยิน (ดิ่งสุด) กลายเป็นโรคซึมเศร้า นิ่งงัน ไร้พลังงาน
  • ทางหยาง (พุ่งสุด) กลายเป็นบ้า วิกลจริต คุ้มคลั่ง
ทั้งสองทางเป็นการหลุดออกจากโลกความเป็นจริงไปสู่โลกลวงที่สร้างขึ้นเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการใช้ความคิดไม่เคยหยุดพัก สุดท้ายร่างกายก็สั่งให้พักอย่างไร้กำหนดด้วยอาการเหล่านี้
แต่สามารถรักษาได้ครับ ไปหาหมอยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะนานไปร่างกายจะปรับตัวตามโลกลวงที่สร้างขึ้น ทำให้แม้รักษาหายก็ไม่ 100%

เชยชมไปยังที่ว่างนั้น, ห้องว่างเปล่าก็กำเนิดแสงสว่าง, ความมงคลย่อมสถิตหยุดอยู่.
อันว่าตัวอยู่นิ่งแต่ใจไม่หยุด, นี่เรียกว่าการนั่งห้อ.
คัมภีร์จวงจื่อ บทที่ 4

瞻彼闋者,虛室生白,吉祥止止。
夫且不止,是之謂坐馳。
莊子

ถอดรหัสภาวะหมดไฟ (Burnout) ด้วยปรัญชาจีน
แต่บางคนโชคดีหน่อย มีคัตเอ้าท์ที่เรียกว่าการหมดไฟ ทำให้อาการไม่ลุกลามจนจิตพัง ร่างกายตัดไฟกลางทาง
ในกรณีหมดไฟนี้ หลายคนชอบไปพูดปลุกใจว่า "ฮึดหน่อย สู้ๆหน่อย" ถ้าเจ้าตัวเอาด้วยละก็จิตจะพังกว่าเดิม เพราะที่หมดไฟก็เพราะแต่เดิมเคยไฟแรงไม่เคยพัก ตอนนี้ไฟเผาหัวใจจนเชื้อไฟมอดหมด น้ำที่คอยถ่วงดุลไฟก็แห้งผากไปแล้ว ถ้ายังเอาไฟไปจุดอีกใจก็ยิ่งพังหนักกว่าเดิม
ทางที่ดีคือการพักผ่อนอยู่กับความว่างเปล่า เพื่อรอให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง สะสมธาตุน้ำ (ไต) และธาตุไม้ (ตับ) เมื่อน้ำอุดมสมบูรณ์ไม้ก็แข็งแรง ฟืนจากไม้นั้นจะค่อยๆส่งผ่านเป็นเชื้อไฟที่อบอุ่นและเสถียรให้แก่ธาตุไฟ (หัวใจ) อีกครั้งอย่างสมดุล การหมดไฟก็คือการที่ร่างกายบังคับให้พักก่อน เป็นคัทเอ้าท์ก่อนลุกลามไปสู่การจิตพัง
แต่ก็ควรทบทวนสิ่งที่ทำก่อนหน้านั้นด้วยนะครับว่า กดดันตัวเองมากเกินไปมั้ย? ตัดสินตัวเองมากเกินไปมั้ย? บ้าพลังมากเกินไปมั้ย? ฯลฯ จนสิ่งเหล่านั้นคอยเร่งแผดเผาตัวเองจนหมดไฟเสียสมดุล เมื่อทบทวนได้ความแล้วก็อย่ากลับไปทำแบบนั้นอีก จากนั้นพยายามค้นหาความหมายที่แท้จริงของตัวเองให้เจอ ลดการตัดสินตัวเองลง และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวตนภายใน อย่าลืมโอบกอดตัวเองทั้งภายในและภายนอกด้วยนะ

สัญญาณเตือน เมื่อพลังเสินของคุณกำลังจะหมดหลอด
โบราณว่า "กันไว้ดีกว่าแก้" เราไม่จำเป็นต้องรอให้ร่างกายตัดคัตเอาต์หรือรอให้วิกลจริตแล้วค่อยพัก เราควรเรียนรู้การพักให้อยู่ในชีวิตประจำวัน หยินหยางต้องสมดุล ชีวิตจึงจะดำรงอยู่และขับเคลื่อนไปได้
ในประเทศที่เจริญแล้วมีการเรียกร้องให้ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์โดยได้เงินเดือนเต็ม เพราะพวกเขาเจ็บมามากแล้วกับแนวคิด Hyper-Productive ที่ต้องทำงานเยอะๆ หรือพัฒนาตัวเองแบบไม่ต้องพัก ทำให้มีอัตราการฆ่าตัวตาย หมดไฟ ซึมเศร้าเต็มเมือง ซึ่งสิ้นเปลื้องทรัพยากรมนุษย์มากเกินไป ดังนั้น การทำงานแค่ 4 วันแบบจิตที่มีพลังเต็มเปี่ยม ย่อมได้ผลงานที่มีคุณภาพกว่าการมานั่งเบลอๆหน้าคอมฯ 7 วันต่อสัปดาห์อย่างมาก แต่ในโครงสร้างสังคมที่ยังไม่ได้เอื้ออำนวยแบบนั้น เราจำเป็นต้องสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกายเอง ดังนี้
  1. อ่านหนังสือประโยคเดิม 3 รอบแล้ว แต่ไม่เข้าหัวเลย
  2. มองจอแล้วภาพมันเหมือนลอยๆ หรือละลายย้อยลงมา ตาเริ่มเบลอ
  3. รำคาญเสียงหรือเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ปกติไม่เคยรำคาญมาก่อน
  4. มึนตึง เบลอ หัวตัน เริ่มคิดอะไรไม่ออก
  5. สายตาเริ่มลอย ไร้จุดโฟกัส
เป็นต้น

เมื่อรู้สึกประมาณนี้เมื่อไหร่ต้องพักทันที ไม่ต้องรอให้ถึงเวลาพัก เพราะถ้าฝืนจนพลังหมดหลอดบ่อยๆรอยร้าวจะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ศิลปะการพักผ่อนที่แท้จริง
สำหรับการป้องกันจิตพังสำหรับคนที่ยังไม่พัง คือ ต้องเรียนรู้ที่จะพักระหว่างงาน โดยปกติมักจะแนะนำให้ใช้เทคนิค Pomodoro หรือ 45/15 หรือ 50/10 สำหรับงานทั่วไปหรืองานที่ใช้ความจำ
สำหรับงานที่ต้องใช้ความต่อเนื่องแนะนำให้ใช้เทคนิค 90/20 คือ ทำงาน 90 นาที พัก 20 นาที ตัวเลขนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นการทำงานตามวงจรประสาทของสมอง (สำหรับรายละเอียดกดเข้าไปอ่านที่ชื่อเทคนิคได้เลย)
ซึ่งจะใช้การจับเวลาเพื่อช่วยเตือน เช่น แอปจับเวลาถอยหลังในมือถือก็ใช้ได้แล้ว หรือแอปจับเวลาสนุกๆอย่าง Focus Friend, Focus QuestAge of Pomodoro หรือคำค้นในสโตร์ เช่น pomodoro หรือ focus เป็นต้นครับ หรือเพื่อความกิ๊บเก๋เป็นสีสรรสไตล์คลาสสิคก็อาจใช้นาฬิกาทรายมาจับเวลา อาจเลือกแบบ 25 นาที หรือ 30 นาที ก็ได้ แล้วค่อยพลิกเพื่อนับเวลาเพิ่มตามต้องการ

การพักระหว่างงานแบบนี้ เสมือนเป็นการลดความร้อนของเตาปฏิกรณ์แห่งจิตลงเมื่อร้อนจัด และทุกคาบที่ทำงานต่อก็เริ่มด้วยเตาที่พักเย็นแล้ว สมบูรณ์พร้อมที่จะผลิตงานทางความคิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
แต่บางคนอาจคิดว่า "ทำงานไปรวดเดียวแล้วค่อยทบไปพักเอาทีเดียวตอนเย็นก็ได้" จะทำอย่างนั้นก็ได้ แต่ความจริงของธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้นด้วยครับ เพราะการเร่งเตาปฏิกรณ์ให้ร้อนจัดตลอดทั้งวัน แล้วค่อยไปพักทีเดียว แต่ระหว่างที่มันร้อนจนถึงจุดวิกฤตแล้วไม่ยอมพัก รอยร้าวก็ค่อยๆก่อตัว เมื่อสะสมไปนานวันเข้า อาการระหว่างทางที่เคยกล่าวไว้จะเริ่มมา หรือกรณีร้ายแรงคือจิตแตกสลายพังลงอย่างที่ได้กล่าวไป แต่ปัจจัยต้นทุนสุขภาพของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนอาจไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ ก็ถือว่าดีแล้วครับ ซึ่งวิธีที่แนะนำไปนั้นก็สำหรับป้องกันการฝืนใช้จิตจนเหนื่อยล้าเกินไป เพื่อไม่ต้องจ่ายหนี้ในภายหลัง

💡 วิธีจัดการเมื่อเริ่มมีรอยร้าวใหญ่ (อาการระยะเริ่มต้น)
แต่สำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีอาการคิดแล้วหยุดไม่ได้จนไม่ได้นอน นอนไม่หลับ หรือหลับก็สะดุ้งตื่นเองแบบไม่มีสาเหตุ หลับฝันเป็นมหากาพย์ตื่นมาแล้วเหนื่อยเหมือนไม่ได้นอน รำคาญเสียงหรือเรื่องเล็กๆน้อยๆ หรือจู่ๆก็มีอาการผวาในใจ ระแวง ตื่นตระหนก (Panic) จิตไม่สงบ หัวตันเบลอ หงุดหงิดง่ายผิดปกติ หรือกำลังหมดไฟ ฯลฯ เหล่านี้อาจเป็นอาการระหว่างทางก่อนที่จิตจะพังแตกสลาย หากอาการยังไม่หนักก็กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าอาการหนักแล้วก็อาจใช้เวลาฟื้นฟูเป็นหลักปีถึงจะปกติจริงๆ
หลักการก็ทำแบบเดียวกับการป้องกันจิตพังครับ คือ แบ่งเวลาทำงานและพักด้วย 90/20 หรือ 50/10 หรือ 45/15 หรือ Pomodoro ซึ่งควรเลือกตามความเหมาะสม (แต่พักเร็วหน่อยก็ดี) แล้ววันหยุดต้องพักแบบพักจริงๆ คืออยู่เฉยๆหรือปฏิบัติธรรมเดินจงกรมนั่งสมาธิ หรือทำงานบ้าน อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องใช้ความคิดเพื่อพักจิต

แต่หลายคนอาจจะงงว่า "การพัก 10-20 นาทีจะไปช่วยรักษาอะไรได้?" ขอบอกเลยว่า ไม่ได้ช่วยรักษาแผลเก่าครับ แต่เป็นการไม่สร้างรอยร้าวเพิ่ม เพื่อให้ตอนนอนหลับร่างกายจะได้ซ่อมแซมรอยร้าวที่มีอยู่เดิม คือจ่ายหนี้เก่าไปเรื่อยๆโดยไม่สร้างหนี้ใหม่ ทำให้ไม่ไปถึงจุดที่จิตพัง และจะค่อยๆดีขึ้นทีละนิด ทำได้แบบนี้ 100 วัน (百日筑基 - ร้อยวันสร้างรากฐาน) จะดีขึ้นเกิน 50% และอาจหายดีได้ภายใน 1-3 ปี
สำหรับใครที่มีทุนทรัพย์แบบไม่ต้องทำงานก็ได้ การได้หยุดทำงานแล้วพักอยู่บ้านเฉยๆไปเลย แบบนี้ไม่ถึงปีสองปีก็อาจหายดีได้ครับ หากพักฟื้นอย่างถูกวิธี

หากต้องการให้หายเร็วขึ้น ต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินให้ดี การออกกำลังกายก็สำคัญ (อย่างน้อยช่วงกลางสัปดาห์สัก 2 วันตอนเย็น ออกกำลังหนักๆแบบใช้เวลาสั้นๆ เพื่อระบายไฟสะสม) และไปหาหมอแผนจีนให้ช่วยรักษาอาการที่เป็น หมอจะฝังเข็มเพื่อปรับสมดุลหรือจ่ายยาสมุนไพรเพื่อบำรุง จะช่วยให้นอนหลับดีขึ้นและสบายตัวขึ้น ซึ่งจะช่วยให้มีกำลังใจมากขึ้นด้วย

🚨 วิธีจัดการเมื่อ "จิตพัง" ไปแล้ว (สถานีปลายทาง)
สำหรับคนที่จิตพังแล้ว คือเป็นซึมเศร้าหรือคลุ้มคลั่งแล้ว จำเป็นต้องไปพบแพทย์เท่านั้น การบำรุงหรือแค่พักผ่อนไม่อาจช่วยได้อีกต่อไป และหากมีอาการคลุ้มคลั่งควรไปพบแพทย์แผนปัจจุบันร่วมด้วยเพื่อใช้ยาระงับอาการให้ปลอดภัย และรักษาควบคู่กับแพทย์แผนจีนทั้งฝังเข็มและสมุนไพรเพื่อให้ช่วยเยียวยาในแนวทางของการขับเสมหะร้อนที่อุดกั้นทวารหัวใจ เพราะตอนความเครียดสะสมจนระบบชี่ติดขัด ของเหลวในร่างกายจะงวดตัวกลายเป็นเสมหะเหนียวข้น และถูกไฟแห่งความเครียดพัดพาขึ้นไปบดบังช่องทางของจิต ทำให้การรับรู้โลกบิดเบือนไป แพทย์แผนจีนจะช่วยทะลวงเสมหะและดับไฟตรงนี้ลง เพื่อเปิดทวารหัวใจให้จิตได้กลับบ้าน (แต่ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้เหมือนกัน) และเป็นการรักษาให้หายจากทั้งภายในและภายนอกร่วมกัน แนะนำว่ายิ่งไปรักษาเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ซึ่งอาจกลับมาได้ 100% แต่ถ้าปล่อยให้เนิ่นช้าออกไปเป็นปีๆ ร่างกายจะเริ่มปรับตัวให้เข้ากับความผิดปกตินั้น จนแม้ภายหลังจะรักษาหายแล้วก็ไม่ปกติเหมือนเดิม ย้ำอีกที ยิ่งไปพบหมอเร็วเท่าไหร่เร็วยิ่งดี

แล้วแบบไหนที่เรียกว่า "พักผ่อนจริงๆ"?
หลายคนมักจะพักด้วยการเล่นเน็ต เช็คฟีด ไถมือถือ เสพสื่อไปเรื่อยๆ แต่นั่นไม่ใช่การพักผ่อน เพราะจิตยังต้องทำงานขบคิดและประมวลผลข้อมูลอยู่ การพักผ่อนจิตที่เป็นการพักผ่อนจริงๆ คือ การอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรที่เป็นการใช้สมองขบคิดเลย เช่น
  • กิจกรรมที่ควรเลี่ยงช่วงพัก เช่น ไม่เล่นคอมฯ ไม่เล่นเกม ไม่เล่นมือถือ ไม่เช็คเฟซฯ ไม่เล่นเน็ตฯ ไม่อ่านหนังสือ ไม่ดูหนัง ไม่ฟังพอคแคสต์ ไม่ช๊อปออนไลน์ ฯลฯ
  • กิจกรรมที่ทำได้ เช่น กวาดบ้าน ล้างจาน เดินจงกรม จัดบ้าน กวาดบ้านถูกบ้าน ฟังเพลงบรรเลงเบาๆฟีลกู๊ด หมุนลูกติ้ง รำมวยจีน ทำดรรชนีไล่ล่า หรือทำอะไรก็ได้ที่ดูไร้จุดหมาย
หลักคิดคือต้องสลับหยินหยาง งานใช้สมองเป็นหยาง เมื่อพักให้ทำงานหยินประเภทตรงข้ามแทน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้การขบคิดหรือการโฟกัสมากนัก ก็ลองเอาแนวคิดนี้ไปปรับใช้ดูครับ ถ้านึกอะไรไม่ออกก็นั่งโง่ๆเหม่อมองยอดไม้พลิ้วไหวไปตามลม สายตายก็ได้ผ่อนคลาย จิตก็ได้พักจากการขบคิดด้วย จริงๆวิธีนี้อาจดีที่สุดด้วยซ้ำ คล้ายๆหลักการนั่งลืม (坐忘 - จั้ววั่ง) ของปรัชญาเต๋า

วางระยางค์สังขาร, ปลดเปลื้องความหลักแหลม, แยกลักษณ์ละปัญญา, หลอมรวมกับมหามรรคา[เต๋า], นี่เรียกว่าการนั่งลืม.
คัมภีร์จวงจื่อ บทที่ 6

堕肢体,黜聪明,离形去智,同于大通,此谓坐忘。
莊子

คือควรปล่อยให้ตัวเองได้พักที่เป็นการพักจริงๆ ช่วงพักระหว่างงานก็ควรพักแบบนี้ ไม่ใช่พักด้วยการเล่นเน็ต นั่นยังคงเป็นการใช้จิตอยู่ไม่ต่างจากการทำงานเลย ต้องเปลี่ยนมาใช้สายตาไปกับสิ่งที่ไร้รูปทรง หรือพักสายตาหลับตาไปเลยยิ่งดี

🏢 วิธีเนียนพักในที่ทำงาน
แต่สำหรับคนทำงานออฟฟิศ ในสำนักงานคงไม่สามารถนั่งพักเฉยๆได้แน่ๆ เพราะอาจโดนเพ่งเล็ง ก็ให้เปลี่ยนกิจกรรมเป็นการเดินไปส่งเอกสารที่แผนกอื่น นั่งทำดรรชนีไล่ล่า นั่งหมุนลูกติ้งอยู่ที่โต๊ะ (เพื่อสงบความคิด ในที่ทำงานควรใช้แบบไม่มีเสียง) จัดไฟล์ในเครื่อง ไล่ลบอีเมล์ แวะไปเข้าห้องน้ำ หรือเดินไปสูดอากาศข้างนอกห้อง ฯลฯ อะไรก็ได้ที่ทำแบบเน้นปริมาณได้แบบไม่ต้องคิดเชิงคุณภาพมากนัก

หากเป็นครูอาจารย์ ที่ต้องสอนคลาสยาวหลายชั่วโมง ช่วงพักก็อาจปล่อยพักเบรกไปเลย หรือจ่ายงานให้นักศึกษารวมกลุ่มสนทนากันเองในช่วงพักนั้น เพราะยังไงการสอนแบบอัดต่อเนื่องไม่มีพักช่วงหลังก็เรียนไม่เข้าหัวอยู่แล้ว การพักเองก็เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพทั้งตัวผู้สอนและผู้เรียนไปด้วย

อาชีพสายบริการ ค้าขาย งานกลุ่มนี้มักถูกตัดจังหวะด้วยลูกค้าตลอดเวลา กลยุทธ์คือการพักสั้นๆทุกครั้งที่สลับเปลี่ยนลูกค้า หรือช่วงที่ไม่มีลูกค้าเดินเข้าร้าน 2-3 นาที ให้หลับตาลง สูดหายใจลึกๆลงไปที่ท้อง (หรือจิตนาการว่าหายใจลงไปถึงฝ่าเท้าเลยยิ่งดี เป็นการดึงไฟที่ค้างในหัวลงข้างล่าง) ดรรชนีไล่ล่าหรือหมุนลูกติ้ง ไม่ต้องรอให้ถึงเวลาพักที่ตั้งไว้

อาชีพขับรถหรือขนส่ง ความปลอดภัยสำคัญที่สุด เมื่อขับรถติดต่อกัน 90-120 นาที จิตที่เพ่งมองถนนจะล้าและเสี่ยงอุบัติเหตุ จำเป็นต้องเลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมัน พักรถและพักคน 15-20 นาที ลุกขึ้นมายืดเหยียด สะบัดมือสะบัดเท้าเพื่อระบายไฟสะสม

สำคัญคือการรู้ตัวทั่วพร้อม ขอเพียงแค่รู้ว่าตอนไหนจิตของคุณเริ่มตึงและคุณมีอุบายเล็กๆในการหย่อนมันลง แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่นาทีท่ามกลางความวุ่นวายในที่ทำงาน นั่นก็คือนวัตกรรมในการถนอมจิตใจแล้วครับ

💤 ศาสตร์แห่งการนอนหลับตามนาฬิกาชีวิต
ในเรื่องการนอนหลับ ตามหลักแพทย์แผนจีนแนะนำว่า
  • ช่วงกลางคืน ควรหลับก่อน 11 pm เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ ซึ่งควรเตรียมนอนตั้งแต่ 7 pm แล้ว ด้วยการปรับอารมณ์ให้ผ่อนคลาย ฟังเพลงบรรเลงเพราะๆ อ่านหนังสือเบาๆ ไม่ทำกิจกรรมหนักๆ
  • ช่วงกลางวัน (ถ้าทำได้) เวลาของหัวใจระหว่าง 11 am - 1 pm ควรงีบสัก 15 นาทีร่วมด้วย (ตั้งนาฬิกาปลุกด้วยนะ) เพื่อให้หัวใจได้พักและหยินหยางผลัดเปลี่ยน ในหลักปฏิบัติจริงของคนทำงานคือกินมื้อเที่ยงแล้วก็หาที่นั่งงีบ หลับไม่หลับไม่เป็นไร ขอให้ได้หลับตา
แล้วคนที่ชอบเล่นเกมกลยุทธ์ อ่านหนังสือหนักๆ อยากดูหนังฟังเพลง หรือฟังพอดแคสต์เพื่อพัฒนาตัวเองล่ะ การเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งที่ดีและควรทำ ผมสนับสนุนเรื่องนี้มาโดยตลอดครับ แต่บอกตรงๆนะครับ ...ให้เก็บไว้ทำในเวลาที่เหลือหรือวันหยุด และถือเป็นงาน ซึ่งต้องพักตามช่วงเวลาด้วยเช่นกัน
แต่สำหรับคนที่ร้อยร้าวเริ่มใหญ่แล้ว แม้วันหยุดก็ควรพักอย่างเดียวครับ ถ้ารู้สึกว่างมากก็ลุกขึ้นทำงานบ้านก็เป็นการพักจิตที่ดี ให้ร่างกายได้เข้าถึงโหมดเบื่อ เมื่อร่างกายเข้าสู่โหมดเบื่อร่างกายจะเริ่มพักระบบการคิดและเริ่มซ่อมแซมตัวเองในระหว่างวัน พอหายดีแล้วค่อยลุยต่อก็ยังไม่สายครับ (สมัยก่อนความเบื่อจุดประการความคิดสร้างสรรค์มานักต่อนักแล้ว)

ความสงบนิ่งชนะความร้อนรน.
ความใสสงบกระทำใต้ฟ้าให้เที่ยงตรง.
คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง บทที่ 45

靜勝熱。
清靜為天下正。
道德經

บทส่งท้าย ยอมรับข้อจำกัดของธรรมชาติ
ในระบบเศรษฐกิจที่รีดเค้นแรงงานอย่างเต็มรูปแบบนั้น ต้องยอมรับว่า ถ้าเราต้องการถนอมร่างกายและจิตใจจริงๆ ก็จำเป็นต้องแบ่งเวลาพักผ่อนด้วยตัวเอง และแบ่งเวลาของความบันเทิงส่วนตัวหลังจากพักผ่อนแล้ว ไม่งั้นจะเป็นการไม่ได้พักเลย เพราะถ้าจิตพังแล้วก็คือโดนบังคับให้พักทุกอย่างแบบไม่มีกำหนดอยู่ดี และค่ารักษาก็ไม่ใช่ถูกๆ แถมยังทรมานมากอีกด้วย โดยที่คนส่วนใหญ่รอบตัวก็ไม่ค่อยอยากจะเข้าใจความป่วยของจิตพังว่ามันเลวร้ายแค่ไหน เพราะเป็นเรื่องข้างในที่ไม่มีใครเห็น แย่กว่านั้นคือพาลคิดว่าเอาแต่ใจหรือเรียกร้องความสนใจไปอีก

คนจีน (และประเทศเอเชียหลายแห่ง) ต้องเรียนกวดวิชาวันละ 14 ชั่วโมงเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย คนทำงานระบบ 996 คือทำงาน 9 am ถึง 9 pm สัปดาห์ละ 6 วัน เมื่อคนจีนวิ่งไม่หยุด (หยางสุดโต่ง) จนร่างกายและจิตใจพัง โครงสร้างสังคมเริ่มบิดเบี้ยว ทำให้ตอนนี้ในกลุ่มวัยรุ่นจีนเกิดลัทธิใหม่ขึ้นมาตอบโต้ ซึ่งขยายตัวรวดเร็วมาก นั่นคือลัทธิทั่งผิง (躺平 - นอนราบ) ด้วยการทำงานแค่พอกินพอใช้แล้วนอนแผ่ไปวันๆ ไม่คาดหวังอะไรในชีวิตอีกแล้ว เมื่อระบบเศรษฐกิจและสังคมบีบเค้นจนสายพิณตึงเปรี๊ยะจนแทบขาด สติจะทำให้มนุษย์หันกลับมาเยียวยาตัวเองด้วยความนิ่งเฉยไม่ดิ้นรน (หยิน) เพื่อถ่วงดุลรักษาชีวิต มนุษย์ไม่มีทางวิ่งหนีไปจากกฎแห่งความสมดุลของธรรมชาติ (เต๋า) ได้พ้น วันหนึ่งเมื่อเหนื่อยล้า ธรรมชาติจะบังคับให้คนเราต้องหยุดวิ่งและหันกลับมาหาความสงบนิ่งอยู่ดี เพียงแต่จะมาในรูปแบบไหนเท่านั้น

สรรพสิ่งเมื่อสูงสุดจักพลิกกลับ
หลี่ซื่อชุนชิว

物極必反
吕氏春秋·博志

การที่ได้เห็นคนจิตพังจนเป็นโรคซึมเศร้ามากมายและตายคาไลฟ์ ต้องบอกเลยว่าในยุคสมัยนี้ การมีโอกาสได้พักผ่อนดูเหมือนจะเป็นของหรูหราไปแล้วจริงๆ ไม่ว่าจะด้วยสิ่งล่อใจต่างๆมากมายที่ต้องรู้เท่าทัน
อย่างโซเชียลมิเดียในยุคปัจจุบัน อาจเรียกได้ว่าเป็นโรงงานนรกสำหรับสูบพลังของจิตเพื่อเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินอย่างไร้ความปราณีที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติเลยก็ว่าได้ เพราะมันไม่ปล่อยให้คนได้พัก ดึงให้ต้องไถแทบตลอดเวลา ด้วยลูปที่ไถได้ไม่มีวันสิ้นสุด แต่พลังชีวิตมนุษย์มีวันสิ้นสุด การรู้เท่าทัน รู้วิธีการใช้งานและการพัก จึงเป็นความรู้ที่จำเป็นมาก เพราะรูปแบบการใช้ชีวิตได้เปลี่ยนไปจากธรรมชาติมากแล้ว
คนรุ่นก่อน ตอนนั่งรถเมล์ นั่งรอข้าว นั่งรอเพื่อน พวกเขามีโอกาสได้นั่งเฉยๆ ได้ชมนกชมไม้ระหว่างการเดินทาง จิตก็ได้เข้าไปพักในบ้าน (หัวใจ) บ้าง แต่สมัยนี้ แทบทุกคนพยายามอุดความว่างด้วยหน้าจอกันหมดแล้ว จิตไม่เคยได้กลับบ้าน และบ้าน (หัวใจ) ก็ร้อนขึ้นทุกวัน จนเมื่อถึงคราวหลับจิตก็เข้าบ้านไม่ได้แล้ว เพราะบ้านร้อนเกินไป (หัวใจร้อนนอนสะดุ้ง) นานวันเข้าบ้านของจิตก็ไหม้และพังพินาศลง จิตก็ไร้บ้านล่องลอยต่อไม่ติดกับโลกแห่งความจริง แล้วก็จิตแตกสลาย ซึ่งปลายทางไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
การที่คนในเมืองใหญ่ทุกวันนี้นิดหน่อยก็หงุดหงิดนิดหน่อยก็โมโห นั่นมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงไม่เหลือพลังไว้รองรับอะไรอื่นได้อีกต่อไปแล้ว และพร้อมจะแตกร้าวได้ตลอดเวลาหากยังไม่เยียวยาตัวเอง
แต่แน่นอนว่าการจิตพังนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในกันง่ายๆ หากไม่ได้โดนสิ่งที่รุนแรงมากๆมากระทบจนจิตพังทันที โดยทั่วไปจิตอาจค่อยๆสะสมรอยร้าว 10 ปี 20 ปี จึงค่อยเห็นอาการเตือนชัดเจน แล้วอีก 10 ปี 20 ปี ก็ค่อยจิตพังในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ระหว่างคลุ้มคลั่งพุ่งสุดหรือซึมเศร้าดิ่งสุด แต่หากตระหนักก่อนหรือระหว่างทางหากเห็นรอยร้าว แล้วเริ่มรู้จักศิลปะแห่งการพักผ่อน ก็อาจรอดพ้นปลายทางเช่นนี้ได้ ถ้าสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ไม่ใจร้ายจนเกินไป

ในสังคมแห่งการ Hyper-Produtive ที่เน้นแต่ผลลัพธ์โดยไม่สนใจสุขภาวะนั้น การพักผ่อนอาจดูไม่เท่ห์ไม่คูล แต่รู้ไว้เถิดว่าการยอมรับข้อจำกัดตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์นั้น เป็นการใช้ปัญญาสากลมากกว่าความถึกส่วนบุคคล การได้พักอย่างแท้จริงคือการได้ลิ้มรสการมีชีวิต และจะทำให้เราสามารถทำสิ่งที่รักได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนาน กายหรือจิตก็ใช้แนวคิดเดียวกันนี้ได้ เพราะถ้าพักก่อนเหนื่อยจะไม่เหนื่อย พักก่อนพังจะไม่พัง

ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ
ผ่านพ้นวิกฤตแห่งยุคสมัยไปได้อย่างสมดุล
พร้อมคนที่คุณรักนะครับ

ด้วยความปรารถนาดี
สวัสดีครับ ^_^

การเรียนรู้ทางโลกนับวันยิ่งเพิ่มพูน, การเรียนรู้ทางเต๋านับวันยิ่งลดทอน.
ลดทอนแล้วลดลทอนอีก, จนถึงขั้นไร้กระทำ.
เมื่อไร้กระทำก็ไม่มีไม่กระทำ.
คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง บทที่ 48

爲學日益,爲道日損。
損之又損,以至於無爲。
無爲而無不爲。
道德經

แถม
บทความที่อาจเกี่ยวข้องที่แนะนำให้อ่านครับ

05 มีนาคม 2569

The Art of Silence - ศิลปะแห่งความสงัด


五色令人目盲;五音令人耳聾;五味令人口爽;
道德經

สีทั้งห้าทำให้ตาพร่ามัว; เสียงทั้งห้าทำให้หูอื้อดับ; รสทั้งห้าทำให้ลิ้นด้านชา;
เต้าเต๋อจิง บทที่ 12

เมื่อโลก "ดัง" เกินไป... จนร่างกายส่งสัญญาณเตือน
ในยุคที่เราต้องใช้ชีวิตท่ามกลางเสียงเครื่องยนตร์หรือเสียงโฆษณาที่ตะคอกใส่เราทั้งวี่ทั้งวัน เสียงจอกแจระหว่างการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะหรือแม้แต่เสียงกิจกรรมรอบข้างที่โหวกเหวกโวยวายเกินควบคุม หลายครั้งเราอาจรู้สึกเหนื่อยล้าโดยไม่ทราบสาเหตุ สิ่งเหล่านี้อาจเกิดจากมลภาวะทางเสียงที่กระตุ้นให้ร่างกายอยู่ในสภาวะตื่นตัวตลอดเวลา จนสมองแทบไม่ได้พักผ่อนเลย ปฏิกิริยาต่อเนื่องของความตึงเครียดของร่างกายจากมลภาวะทางเสียงนี้ อันตรายต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต อาจนำไปสู่การนอนไม่หลับ ความเครียดเรื้อรัง และโรคหลอดเลือดหัวใจได้เลย
พูดตรงๆ คือ ทุกวันนี้ เราโดน "ข่มขืนทางโสตประสาท" มานานเกินไปแล้ว! ได้เวลาทวงคืนการควบคุม และเลือกปรับโวลลุ่มให้กับตัวเราเองกันเถอะ!

การถนอมหู การลงทุนที่คุ้มค่า
ข้อมูลเชิงประจักษ์หลายแห่งระบุชัดเจนว่าหากประสาทหูเสื่อมจากเสียงดังสะสมจะไม่สามารถรักษาได้ การใช้ที่อุดหูจึงไม่ใช่เรื่องของการขจัดความรำคาญเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างปราการด่านแรกเพื่อลดทอนความแรงของคลื่นเสียงที่เข้ากระทบแก้วหูในแต่ละวัน ช่วยยืดอายุการใช้งานของประสาทหูให้ยาวนานขึ้น เหมือนกับที่เราใส่หน้ากากอนามัยในวันที่ฝุ่นเยอะ หรือใส่แว่นดำยามที่เจอแดดจ้านั่นล่ะครับ

ลดระดับเสียง เพิ่มสมาธิ
การใช้ที่อุดหูช่วยให้เราสามารถจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การอ่านหนังสือ หรือการอยู่กับตัวเองท่ามกลางฝูงชน มันคือการสร้างพื้นที่ส่วนตัวที่เราสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเองเพียงแค่สวมใส่ที่อุดหูสักอันเท่านั้น ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไวต่อเสียงหรือผู้ที่ต้องการสมาธิท่ามกลางเสียงรบกวน

โจชัว โฟเออร์ (Joshua Foer)
แชมป์ความจำแห่งสหรัฐอเมริกา ปี 2006
ใส่ที่ครอบหูเพื่อลดเสียงรบกวนในการแข่งขัน

คืนคุณภาพให้การนอนหลับ
หัวใจสำคัญของการมีสุขภาพดีคือการหลับลึก ซึ่งเสียงรบกวนเพียงเล็กน้อยในตอนกลางคืน แม้จะไม่ทำให้เราตื่นเต็มตา แต่อาจกระชากสมองของเราขึ้นมาจากโหมดพักผ่อนพื้นฟูได้ การใช้ที่อุดหูแบบใส่สบายและพอดีกับสรีระหู จะช่วยสร้างสภาวะสุญญากาศทางเสียงเพื่อเอื้อต่อการซ่อมแซมของร่างกายอย่างเต็มที่

คำเตือนจากนักกีต้าร์ในตำนาน

Don’t be “cool” during situations where the music is too loud. Put your fingers in your ears or leave the room.
Pual Gilbert

"อย่าทำเป็น 'เท่' ในสถานการณ์ที่เสียงเพลงดังเกินไป
ให้เอานิ้วอุดหู หรือออกจากห้องนั้นไปซะ"
คำเตือนจาก พอล กิลเบิร์ต มือกีตาร์ระดับตำนานแห่งวง Mr. Big

คำเตือนนี้มาจากบทเรียนราคาแพงในการตรากตรำทำงานทางดนตรีท่ามกลางเสียงดังสะสมมานานหลายสิบปี จนพอลต้องเผชิญกับภาวะหูอื้อถาวรและการสูญเสียการได้ยินอย่างหนัก
นี่คือเครื่องเตือนใจชั้นยอดครับว่า ไม่ว่าเราจะเป็นร็อกสตาร์ระดับโลก หรือคนทำงานทั่วไปที่ต้องเผชิญเสียงรบกวนในเมืองใหญ่ หูเรามีเพียงคู่เดียว และมันไม่มีอะไหล่เปลี่ยน หากสภาพแวดล้อมมีเสียงดัง การเริ่มใช้ที่อุดหูเพื่อลดทอนเสียงตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือการรักษาสุนทรียภาพแห่งการได้ยินให้รื่นรมย์ไปจนถึงบั้นปลายชีวิตครับ

บทส่งท้าย
ยามอยู่ในที่เสียงดังเกินไปก็ควรสวมที่อุดหูเพื่อเรียกคืนความสงัดให้กับตัวเอง ไม่จำเป็นต้องสวมไว้ตลอดเวลาหรอกนะครับ สวมในยามที่ต้องการความสงบก็เพียงพอ และหากสวมนานจนอึดอัดก็ควรถอดหรือเผยอออกเพื่อพักหูจากความอึดอัดบ้าง
เมื่ออยู่ในที่ไม่มีเสียงรบกวน การถอดที่อุดหู จะทำให้เราได้สัมผัสกับเสียงธรรมชาติที่สดใสขึ้นกว่าเดิม เหมือนการพักลิ้นด้วยการกินของจืดๆบ้าง เมื่อกลับมาลิ้มรสอาหารเดิมๆ มันก็อร่อยขึ้นเป็นกอง หูคนเราก็เหมือนกัน ยุคสมัยนี้หูแทบไม่เคยได้พักเลย ควรให้มันได้พักบ้างก็น่าจะดีไม่น้อย

ขอให้มีความสุขกับความสงัดที่เลือกได้นะครับ ^_^

มีแต่ไม่ได้ใช้
ดีกว่าจะใช้แต่ไม่มี

🎯ชี้เป้ายุทโธปกรณ์กู้คืนความสงัด

หากเลือกไม่ถูก แต่อยากได้แบบอเนกประสงค์ที่สุด ไม่แฟชั่นจ๋า ขอแค่ ลดเสียงได้มาก ใช้ได้ทั้งนอกสถานที่ ใช้ได้ทั้งใส่นอน และใช้ซ้ำทำความสะอาดง่าย แนะนำ แบบสามครีบก้านสั้น ครับ
สำหรับสี หากต้องการสีกลางๆที่เข้าได้กับทุกสถานการณ์ก็แนะนำเป็น สีเทา ครับ


แถม
⚠️ ที่อุดหูแบบ Active vs Passive
ในยุคนี้หลายคนเลือกใช้หูฟังระบบ ANC (Active Noise Cancellation) เพื่อตัดเสียงรบกวนด้วยเทคโนโลยีโดยการใช้ไมโครโฟนรับเสียงแล้วสร้างคลื่นเสียงหลอกมาหักล้างภายในหูฟัง (ซึ่งต้องใช้แบตเตอรี่) แต่ว่ามีข้อควรระวังที่สำคัญมาก จากรายงานของ BBC พบว่าการใช้หูฟังตัดเสียงแบบ Active ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆนั้น ในการใช้ชีวิตประจำวันอาจทำให้สมองของเราไม่อาจคัดครองเสียงสภาพแวดล้อมออกจากเสียงพูดได้ด้วยตัวเอง ส่งผลให้ฟังเสียงพูดไม่รู้เรื่อง และทำให้รู้สึกว่าเสียงสภาพแวดล้อมปนเปจับทิศทางไม่ถูกและอาจรู้สึกว่าเสียงดังเกินไปตลอดเวลา เรียกว่าโรคการกระมวลผลทางการได้ยินบกพร่อง (Auditory Processing Disorder; APD) ซึ่งเกิดจากการที่สมองกำลังลืมวิธีการฟังและแยกแยะไป เพราะพึ่งพาเทคโนโลยีในการทำงานแทนไปแล้ว
ดังนั้น การเลือกใช้ที่อุดหูแบบ Passive (PNC เป็นการลดเสียงด้วยวัสดุกันเสียง ชี้เป้าที่ผมแนะนำข้างต้นเป็น Passive ทั้งหมด ไม่ต้องชาร์ดแบตฯใดใด) จึงเป็นทางเลือกที่ผมแนะนำมากกว่าครับ เพราะมันคือการลดระดับเสียงลงอย่างเป็นธรรมชาติเสมือนเอามือหรือนิ้วอุดหู ไม่ได้บิดเบือนหักล้างเสียง เรายังคงรับรู้ทิศทางของเสียงได้ ไม่ทำให้สมองสับสน และไม่มีการปล่อยคลื่นใดๆเข้าสู่หูของเรา เป็นความสงัดที่เป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และยั่งยืนกว่าในระยะยาวครับ
พูดง่ายๆว่า Active คือการ "แทนที่" ส่วน Passive คือการ "ถนอม" ครับ ควรเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับงาน

ถ้าจะสั่งน้ำมูก อย่างลืมถอดหรือเผยอที่อุดหูออกก่อนนะครับ ความดันในหูจะได้มีช่องทางระบาย

สำหรับพนักงานห้างที่ต้องฟังเพลงในห้างวนซ้ำจนเกิดภาวะเพลงหลอนหู (Earworm) แม้กลับบ้านไปแล้ว หากทางองค์กรอนุโลมให้บางคนที่ไวต่อเสียงได้ใส่ที่อุดหูเพื่อลดทอนความเข้มข้นของเสียงลงบ้าง โดยที่ยังสื่อสารและทำงานได้ปกติ ก็น่าจะเป็นการถนอมสุขภาพจิตและประสิทธิภาพของพนักงานในระยะยาวครับ ในยุคที่หูฟังไร้สายกลายเป็นเครื่องประดับหูกันทั่วไป การใส่ที่อุดหูเพื่อสุขภาพที่ดูสุภาพและสวยงามเสมือนหูฟังไร้สายหรือต่างหู ก็ควรเป็นสิ่งที่อนุญาติได้เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตของคนทำงานเช่นกันครับ ด้วยความปราถนาดี
หากให้แนะนำที่อุดหูสำหรับพนักงานห้างที่ต้องการสื่อสารได้อย่างสมบูรณ์ก็จะแนะนำ 🎯อุดหูซิลิโคนแบบมีชั้นกรองคุณภาพเสียงสำหรับนักดนตรี ครับ เพราะรุ่นสำหรับนักดนตรี ลดความดังแต่ไม่ลดคุณภาพ ลดเสียงทุกย่านความถี่อย่างสม่ำเสมอ เป็นการกรองเสียงมากกว่าการอุดเสียงทำให้เสียงไม่ทึบ และมักมีรูปลักษณ์โปร่งใสเพื่อความแนบเนียน (เมื่อต้องล้างน้ำทำความสะอาดที่อุดให้ถอดชั้นกรองเสียงออกก่อนนะครับ ชั้นกรองเป็นส่วนที่ไม่ควรโดนน้ำ แต่บางทีชั้นกรองเสียงก็แกะยาก อาจแค่เช็ดที่อุดด้วยทิชชู่เปียกให้สะอาดก็ได้ครับ) หรือแบบสไตล์ Loop ก็ดูแฟชั่นดี แต่อันที่จริงจะเป็นรุ่นไหนก็ได้ที่สะดวกครับ

เด็กกับมลพิษทางเสียง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ความเงียบเคยเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ แต่อาจไม่ใช่ในยุคนี้อีกต่อไป
ปัจจุบันนี้การป้องกันเสียงดังสำหรับเด็กก็เริ่มได้รับความสนใจกันมากขึ้นในต่างประเทศ หากว่ากันตามหลักปรัชญาจีนแล้วหากเด็กตกใจกับเสียงดังบ่อยครั้งจะทำให้พัฒนาการไม่สมบูรณ์ ไต (ซึ่งคุมหู กระดูก และสมอง) ยังพัฒนาไม่เต็มที่ การได้รับเสียงดังฉับพลันจะทำให้เสิน (จิตวิญญาณ) แตกซ่านได้ง่ายมาก พวกเสียงก่อสร้าง เสียงพลุ รถแห่ แตรรถ เครื่องบิน ลำโพงงานวัด งานรื่นเริงในโรงเรียน ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ หรือแม้แต่เสียงคนคุยกันดังๆในที่แคบ ฯลฯ ก็อาจทำให้เด็กขวัญผวาสะดุ้งตกใจได้ ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลต่อพัฒนาการ ยังไม่นับเสียงเบสตุ๊บๆที่ทำให้กระโหลกซึ่งยังปิดไม่สนิทสั่นสะเทือน ถ้าชี่ของไต (หู) และเสิน (จิต) ถูกรบกวนตั้งแต่วัยเยาว์ พลังสร้างสรรค์ ปัญญา สมาธิเชิงลึกย่อมถูกบั่นทอน และอาจเป็นระเบิดเวลาของปัญหาสุขภาพจิตในอนาคต
take-baby-concert
ได้ยินมาว่าในยุโรปหรืออเมริกาเริ่มมองว่าเสียงดังเป็นมลพิษทางเสียงไม่ต่างจากควันบุหรี่ครับ การใส่ที่ครอบหูให้เด็กในงานคอนเสิร์ตหรือสนามกีฬาจึงเป็นภาพปกติที่แสดงถึงความรับผิดชอบของพ่อแม่ ไม่ใช่ความกระแดะ อุปกรณ์สำหรับป้องกันเสียงสำหรับเด็กในบ้านเราเอาจริงๆหายาก แต่สำหรับผู้ที่ตระหนักในเรื่องนี้ผมได้ค้นเจอจึงนำมาแนะนำครับ 🎯ที่ครอบหูสำหรับเด็ก แม้ที่ครอบหูจะแนบเพื่อช่วยป้องกันกระโหลกสะเทือนจากเสียงได้ด้วย แต่ก็ไม่ใช่เด็กทุกคนจะชอบ การใช้ที่อุดหูจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ที่อุดหูสำหรับเด็กในไทยหาไม่ได้เลยจริงๆ ผมจึงคิดว่าใช้ 🎯ที่อุดหูซิลิโคนแบบปั้นได้ แทนก็น่าจะได้ครับ (ไม่ได้สอดลึกในรูหู เน้นแปะปิดรูหู) การใส่ที่ครอบหูให้เด็กในสภาพแวดล้อมที่เสียงดัง คือการบอกสมองเด็กว่าโลกใบนี้ปลอดภัย และช่วยให้เขาเติบโตมาด้วยระบบประสาทที่มั่นคง เป็นการปกป้องสิทธิ์ในการเติบโตอย่างสงบของเขาครับ

อ้างอิง

12 กุมภาพันธ์ 2569

Tactical nap - งีบเชิงยุทธวิธี เพื่อกู้คืนพลังงานในภารกิจที่ยืดเยื้อ

ภาพถ่ายโดย Suzy Hazelwood: https://www.pexels.com/th-th/photo/18455958/

以治待亂,以靜待譁,此治心者也。
孫子兵法
軍爭第七

อาศัยระเบียบรอวุ่นวาย, อาศัยเงียบสงบรออึกทึก, นี่คือการจัดการจิตใจ.
พิชัยสงครามซุนจื่อ
บทที่ 7 กองทัพสัประยุทธ์

ในสมรภูมิแนวหน้าที่ยืดเยื้อ บางครั้งการนอนหลับยาวต่อเนื่องอย่างเต็มรูปแบบอาจเป็นไปไม่ได้เลย การงีบเชิงยุทธวิธีเมื่อมีโอกาส จึงเป็นเทคนิคที่จำเป็นเพื่อกักเก็บพลังงานสำรอง และให้เราทำภารกิจได้ลุล่วงตามเป้าหมายก่อนที่ร่างกายจะพังจากการอดนอน เมื่อสถานการณ์ภายนอกควบคุมไม่ได้ เราต้องควบคุมสภาวะภายในแทน
เทคนิคนี้เดิมเป็นเทคนิคของทหาร แต่เราจะมาเรียนรู้และปรับใช้ในชีวิตประจำวันกันครับ

ประโยชน์ของการงีบเชิงยุทธวิธี
การอดนอนจำเป็นต้องได้รับการชดเชยด้วยการงีบในเวลากลางวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางร่างกายและจิตใจให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีความตึงเครียดสูง
การงีบเชิงยุทธวิธีไม่ได้มีไว้สำหรับทหารในสนามรบเท่านั้น แต่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ
ทีมงีบเชิงยุทธวิธี
การพักผ่อนนั้นดีที่สุด
http://t.ly/wnXe6

  • คนทำงานหามรุ่งหามค่ำ หรืออดหลับอดนอน: ที่ต้องการรักษาความเฉียบคมในการตัดสินใจ
  • แม่ลูกอ่อน: ผู้ที่สมรภูมิการนอนถูกขัดจังหวะตลอด 24 ชั่วโมง
  • ผู้ปฏิบัติภารกิจฉุกเฉิน: ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

การงีบเชิงยุทธวิธีภาคปฏิบัติ
  • หาตำแหน่งที่ปลอดภัยและเงียบสงบ: จะนั่งงีบบนเก้าอี้ หรือถ้ามีที่นอนราบได้ก็ยิ่งดี หากอยู่ในที่สาธารณะควรมีคู่หูที่ตื่นอยู่คอยเฝ้าระวัง แต่หากอยู่คนเดียวคนหามุมที่ปลอดภัย เก็บของมีค่าไว้ในที่ที่รู้สึกได้หากมีการขยับ เช่น กอดกระเป๋าเอาไว้ เป็นต้น และเตรียมทางหนีทีไล่ให้พร้อม
  • เวลาในการงีบ: 10-20 นาที เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด หรือ 5-10 นาทีก็พอไหว ช่วยรีเซ็ตสมาธิได้ แต่ถ้ามีเวลางีบต่ำกว่า 5 นาที ให้เน้นการสงบนิ่งเชิงยุทธวิธี (Tactical Stillness; NSDR (Non-Sleep Deep Rest)) แทน คือแค่พักสายตาหายใจลึกๆทำสมาธิก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง ดีกว่าไม่งีบเลย และควรตั้งนาฬิกาปลุก (แบบสั่น) เพื่อไม่ให้เกินเวลา เพราะถ้าหลับลึกไปแล้ว (30 นาที+ แต่ไม่ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง) ตื่นมาอาจมีอาการงัวเงียหลังตื่นนอน (เมาขี้ตา) มึนจนอาจทำภารกิจที่ต้องใช้สมาธิสูงแบบทันทีไม่ได้ (เว้นแต่ว่าภารกิจไม่เร่งด่วนเหมือนทหารก็คงไม่เป็นไรมาก)
  • การจัดท่าทาง: เรียงจากดีที่สุดไปสู่ดีรองลงมาเรื่อยๆ
    • ถ้ามีที่นอนราบจะดีที่สุดสำหรับการฟื้นฟู
    • หากนอนราบไม่ได้ ถ้าเก้าอี้มีพนักสูงหรือเอนได้ ให้งีบบนเก้าอี้ กางขาออกเล็กน้อยประมาณไหล่ (การกางขาออกเล็กน้อยเป็นการป้องกันการสับผงกจนตัวคว่ำ) ฝ่าเท้าทั้งสองราบกับพื้น แล้วก็เอนตัวเอาศีรษะพิงพนัก
    • หากไม่มีพนักสูงอาจเอาศีรษะพิงผนัง
    • หากไม่มีผนัง ให้เอาแขนรองบนโต๊ะแล้วฟุบลงบนแขน ขยับตัวออกจากโต๊ะพอสมควรเพื่อไม่ให้อึดอัดเมื่อหายใจ
    • หากไม่มีโต๊ะ ให้เอาแขนรองบนเข่าแล้วฟุบหน้าลงไปเลย หรือจะนั่งงีบนิ่งๆตรงๆบนเก้าอี้ก็ได้เหมือนทำสมาธิ แม้การสับผงกอาจรบกวนการงีบที่ต่อเนื่องก็จริง แต่ก็เป็นระบบเตือนภัยหากอยู่ในที่สาธารณะ แต่ถ้าอยู่ในที่ปลอดภัยก็ควรหาที่พิงศีรษะเพื่อจะได้งีบอย่างต่อเนื่อง หรือจะนั่งพื้นพิงผนังชันเข่าฟุบหน้างีบก็ได้
    • หากไม่มีที่นั่ง การยืนงีบก็เป็นไปได้ในกรณีจำเป็น แต่ต้องมีที่ผิงหลังและยืนกางขาย่อเล็กน้อย การยืนงีบอาจจะงีบไม่ลึกแต่ตื่นตัวไวที่สุด
    • สรุปคือ "หาทุกวิถีทางเพื่อให้ได้งีบ"
  • การงีบ: หลับตา ผ่อนคลายร่างกาย ทำใจให้สงบ ไล่ความรู้สึกไปตามส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อดึงความสนใจออกจากความคิด จะหลับไม่หลับก็ไม่เป็นไร ถือว่างีบแล้ว
  • การตื่น: เมื่อนาฬิกาปลุกเตือนแล้วให้ตื่นทันที ปรับตัวสักครู่ ตรวจสอบอุปกรณ์ของตัวเอง แล้วเริ่มภารกิจต่อได้

https://www.dvidshub.net/news/414417/tactical-napping-and-other-tips-sleep-well-deployment

การหาจังหวะงีบ
  • ทหารหรือผู้ปฏิบัติงานระดับสูงไม่ได้งีบเพราะง่วง แต่จะงีบถ้าคำนวณแล้วว่าพลังงานอาจจะไม่พอ จงฉวยโอกาสงีบทุกครั้งที่สถานการณ์เอื้ออำนวย แม้จะเป็นเวลาเพียง 5-10 นาทีก็ตาม เพื่อสะสมเสบียงพลังงาน เพราะเราไม่อาจรู้เลยว่าการปะทะครั้งต่อไปจะกินเวลานานแค่ไหน
  • ถ้าในอีก 6 ชั่วโมงข้างหน้า คุณต้องใช้สมาธิสูงสุด เช่น ประชุมสำคัญ ขับรถทางไกล วางแผนกลยุทธ์ เป็นต้น และถ้าตอนนี้มีโอกาสพัก 10-20 นาที จงงีบ แม้ไม่ง่วงก็ตาม
  • หากมีเวลาพอ การงีบ 90 นาที หรือ 1 ชั่วโมงครึ่ง จะครบหนึ่งวงจรการนอน (Sleep Cycle) ช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจได้ดีกว่า
  • หากคุณรู้ว่าคืนนี้ต้องอยู่เวร หรือต้องทำงานลากยาวถึงตี 2 การงีบตอนบ่าย 15 นาทีแม้จะไม่ง่วง คือการฉีดวัคซีนป้องกันความล้าไว้ล่วงหน้า
  • สำหรับแม่ลูกอ่อน อาจต้องชิงงีบเมื่อลูกหลับ "ลูกหลับแม่งีบ" สำคัญคือควรตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อลดความพะวงและงีบได้อย่างสนิทใจ เพราะถ้ารอให้ตื่นเพราะลูกร้องจะทำให้เกิดความเครียดสะสมสูงกว่าการตั้งปลุกล่วงหน้า (ควรตั้งปลุกแบบสั่นเพื่อไม่ให้รบกวนลูกเผื่อลูกยังไม่ตื่น) แต่ก็เข้าใจว่าตอนลูกหลับอาจต้องทำงานบ้านอื่นด้วย แต่ก็จำเป็นที่จะต้องแบ่งเวลางีบเอาไว้ด้วยหลังทำงานบ้านไปแล้วส่วนหนึ่ง
  • เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการงีบหลับกลางวันตามหลักแพทย์แผนจีน คือ ในระหว่างเวลา 11-13 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาของเส้นลมปราณหัวใจ การงีบหรือสงบนิ่งในช่วงนี้เพียงเล็กน้อยจะช่วยบำรุงหัวใจและระบบหมุนเวียนเลือดได้ดีเยี่ยม แม้คนที่ไม่อดนอนก็ควรงีบเวลานี้ทุกวันเพื่อบำรุงหัวใจ หรือหากช่วงเวลาหาจังหวะงีบไม่ได้เลย ผู้ที่อดนอนอาจขยายเวลาฉวยจังหวะเป็นช่วงระหว่างเวลา 11-15 นาฬิกาก็ได้ นับว่าดีรองลงมา
แต่ถ้าสามารถนอนตอนกลางคืนตามปกติได้ ก็ไม่ควรงีบช่วงใกล้เวลานอน เพราะจะทำให้ตอนถึงเวลานอนจริงจะนอนไม่หลับเอานะครับ ยกเว้นว่าขับรถแล้วง่วงจริงๆควรแวะงีบทันที แม้ใกล้เวลานอนจริงก็ควรแวะปั้มงีบก่อน แล้วค่อยขับต่อเพื่อกลับไปนอน จะปลอดภัยกว่าครับ

กลยุทธ์การจัดการ
การงีบเชิงยุทธวิธีเป็นเพียงการชดเชย แต่ไม่อาจแทนที่การนอนหลับตามปกติได้ เป็นเพียงการชะลอการล่มสลายของระบบประสาท ใช้ในกรณีภารกิจฉุกเฉินที่ถึงขั้นต้องอดหลับอดนอนเท่านั้น
การงีบ 20 นาที 3 ครั้ง (รวม 1 ชั่วโมง) แม้จะไม่ดีเท่าการนอนยาว 1 ชั่วโมงครึ่งรวด แต่ช่วยรักษาระดับการตัดสินใจไม่ให้ผิดพลาดในระดับร้ายแรงได้ หากมีโอกาสพัก 1 ชั่วโมง หัวหน้าทีมอาจสั่งแบ่งกำลังครึ่งหนึ่งนอน 20-30 นาที แล้วสลับกัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีคนตื่นคอยระวังภัยอยู่เสมอ (หลักการกระจายความเสี่ยง)
การฉวยโอกาสงีบทุกครั้งที่ทำได้นั้นเหมาะสำหรับคนที่ไม่แน่นอนว่าจะมีโอกาสได้นอนอีกเมื่อไหร่เท่านั้น แต่สำหรับคนที่อาจแค่นอนน้อยแต่มีเวลานอนที่แน่นอน ไม่แนะนำให้งีบทุกครั้งที่มีโอกาสเพราะมันจะมากเกินไปและไม่คุ้มกับประสิทธิภาพ แนะนำให้งีบในช่วงเวลาหลักก็พอคือ 11-13 นาฬิกา แค่ 15 นาที ส่วนนอกเหนือจากเวลาหลักนั้นถ้าง่วงก็งีบได้

ขีดจำกัด
เป็นธรรมดาที่ร่างกายมนุษย์ต้องอยู่ภายใต้กฎทางชีววิทยา ในทางยุทธวิธีมีเส้นตายที่ไม่ควรข้าม คือ 72 ชั่วโมง (3 คืน) นี่คือจุดที่ระบบประสาทจะเริ่มพังทลาย หลังจาก 72 ชั่วโมงที่ไม่ได้นอนยาวเลย แม้จะงีบสั้นๆมาตลอดก็ตาม มนุษย์จะเริ่มเห็นภาพหลอนและเสียการควบคุม
ขีดจำกัดขั้นต่ำของการอดนอน มักจะกำหนดให้มีการนอนยาวอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง ทุกๆ 24-48 ชั่วโมง (1-2 คืน) เพื่อรีเซ็ตระบบประสาทและป้องกันความเสียหายถาวรของเซลล์สมอง
สรุปก็คือ หากคุณอดนอนติดต่อกัน ต้องห้ามเกิน 2 คืนโดยไม่มีการหลับยาว โดยในระหว่างวันให้งีบเชิงยุทธวิธี 10-20 นาที ทุกครั้งที่มีช่องให้ทำ และคืนที่ 3 ต้องนอนตามปกติได้แล้ว

หากคุณง่วง โดยเฉพาะตอนขับรถทางไกล คำว่า "แข็งใจหน่อย" คือคำโกหกที่อันตรายที่สุด

เสียเวลางีบเพียงไม่กี่นาที
ดีกว่าฝืนทำงานจนผิดพลาด
แล้วต้องตามแก้เป็นวันๆ
หรือบางเรื่อง
อาจไม่มีโอกาสแก้อีกเลย...

สุดท้ายนี้
การงีบเชิงยุทธวิธีไม่ใช่การหลับพร่ำเพรื่อ แต่เป็นการฉวยโอกาสทางยุทธศาสตร์เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านพลังงานของร่างกายและความแจ่มใสของจิตใจเอาไว้ หากคุณแค่นอนน้อยแต่มีเวลานอนที่แน่นอน ให้งีบ 15 นาที ช่วง 11-13 นาฬิกาเป็นหลัก แต่หากคุณต้องอยู่ในสภาวะที่ต้องอดนอนและเวลานอนก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะได้นอนอีกเมื่อไหร่ ควรงีบสั้นๆทุกครั้งที่มีโอกาส เช่น ช่วงนั่งรอต่างๆ ช่วงเดินทางบนรถโดยสาร ฯลฯ จะช่วยให้คุณรักษาวิสัยทัศน์ในการปฏิบัติการได้ดีกว่าการพึ่งเครื่องดื่มชูกำลังเพียงอย่างเดียว
หมอนอนฟุบ

🎯ชี้เป้าอุปกรณ์ช่วยงีบ

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ
ขอให้นอนหลับอย่างมีความสุขครับทุกท่าน ^-^
Zzzzz Zzzzz

https://www.military.com/daily-news/2021/03/02/tactical-naps-caffeine-jolts-military-sleep-study-recommends-new-policies-better-troop-rest.html

แถม
สูตรลับ งีบพร้อมกาแฟ (Coffee Nap)
หากต้องการความตื่นตัวสูงสุดหลังตื่นจากการงีบ ให้ดื่มกาแฟแล้วไปงีบทันที งีบ 20 นาที คาเฟอีนจะออกฤทธิ์ในจังหวะที่คุณตื่นพอดี

คำเตือนเชิงยุทธศาสตร์: ตามหลักแพทย์แผนจีน การดื่มกาแฟไม่ใช่การเติมพลังงานแก่ร่างกาย แต่เป็นการดึงพลังงานในสำรองของร่างกายมาใช้ล่วงหน้า หากดื่มบ่อยเกินไปจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมได้ (หยินพร่อง) ดังนั้น ควรดื่มเฉพาะยามจำเป็น และหมั่นบำรุงร่างกายเพื่อรักษาความสมดุลและหาเวลานอนหลับพักผ่อนให้ถึงแก่นเสมอด้วยนะครับ

แนะนำเทคนิคเพิ่มเติมไว้ใช้ควบคู่กับการงีบหลับได้

การงีบเชิงยุทธวิธี (Tactical Napping)
จากเอกสารที่จัดทำโดยสถาบันวิจัยกองทัพบกสหรัฐฯวอลเตอร์ รีด (Walter Reed Army Institute of Research; WRAIR) เพื่อช่วยให้กำลังพลรักษาความพร้อมและประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่
แปลและสรุปใจความได้ว่า

การงีบเชิงยุทธวิธี (Tactical Napping)
โดย WRAIR
การงีบเชิงยุทธวิธีคือการนอนระยะสั้นเพื่อรักษาความพร้อมและสมรรถภาพของกำลังพล โดยมีเป้าหมายคือการนอนให้ครบอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวันเพื่อสุขภาพและประสิทธิภาพสูงสุด ทหารควรทำการสะสมการนอนก่อนเริ่มภารกิจ งีบเมื่อมีโอกาสระหว่างปฏิบัติการเพื่อฟื้นฟูร่างกาย และต้องนอนหลับชดเชยหลังจบภารกิจเพื่อกู้คืนสมรรถภาพที่เสียไป
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมควรจะมืด เงียบ และเย็น ห้ามนอนในบริเวณที่เสี่ยงอันตรายอย่างเช่น บริเวณด้านหน้า ด้านหลัง หรือข้างใต้ ของยานพาหนะโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ควรระวังอาการงัวเงียหลังตื่นนอน โดยควรพัก 10-20 นาทีก่อนเริ่มงานสำคัญ และไม่ควรงีบใกล้เวลาเข้านอนปกติเพราะจะกระทบต่อการนอนหลักได้


การนอนหลับเพื่อแก้ปัญหาของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ

อ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติม

09 กันยายน 2568

สมาธิเต๋า - เน่ยตัน (內丹) การหลอมโอสถอายุวัฒนะภายใน


กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา - แปล

ฟ้าเบื้องบนไม่มีเทพเซียนที่ไร้คุณธรรม.
ก่อนบำเพ็ญวิถีเซียน, บำเพ็ญวิถีมนุษย์ให้ได้เสียก่อน.
คุณธรรม(เต๋อ)คือรากฐานแห่งวิถี(เต๋า).

เฉินจื้อซวีในยุคราชวงศ์หยวนได้กล่าวไว้ในคัมภีร์จินตันต้าเหยา (แก่นแท้แห่งโอสถทองคำ) ม้วนสี่ว่า: "ทั้งหมดนี้ล้วนไม่พ้นสามสิ่ง เสิน (神), ชี่ (氣) และ จิง (精), เมื่อสามสิ่งนี้มีปฏิสัมพันธ์กัน, หากไหลตามปกติก็จะกลายเป็นคน, หากย้อนกลับก็จะก่อเกิดโอสถอายุวัฒนะ. อะไรคือไหลตามปกติ? หนึ่งเกิดสอง, สองเกิดสาม, สามเกิดสรรพสิ่ง, ดังนั้นความว่าง (虛) จึงแปรเป็นเสิน, เสินแปรเป็นชี่, ชี่แปรเป็นจิง, จิงแปรเป็นรูป, รูปก็กลายเป็นคน. อะไรคือย้อนกลับ? สรรพสิ่งล้วนมีสาม, สามกลับคืนสอง, สองกลับคืนหนึ่ง, ผู้ที่รู้วิถีนี้จะสงบเสินรักษารูป, หล่อเลี้ยงรูปเพื่อกลั่นจิง, สะสมจิงเพื่อแปรเป็นชี่, หลอมชี่เพื่อรวมกับเสิน, กลั่นเสินกลับสู่ความว่าง, โอสถทองคำก็สำเร็จ"


เน่ยตัน (內丹) การหลอมโอสถอายุวัฒนะภายใน
กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา - แปล
*หากผิดพลาดขาดตกบกพร่องประการใด ข้าพเจ้าต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

หลอมจิงแปรเป็นชี่ (煉精化氣)

ลัทธิเต๋าเชื่อในการยืดอายุและบรรลุเป็นเซียน โดยใช้การฝึกฝน จิง (精), ชี่ (氣), และ เสิน (神) เป็นพื้นฐาน ในมุมมองของนักพรตเต๋า ในช่วงแรกเริ่มของมนุษย์ จิง, ชี่, และ เสิน เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด ดังนั้นสภาวะของทารกจึงถือเป็นอุดมคติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์ได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ทำให้ จิง, ชี่, และ เสิน แยกออกจากกันเป็นสามส่วน และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป สุดท้ายก็จะนำไปสู่ความตาย เพื่อหลีกเลี่ยงจุดจบดังกล่าว นักพรตเต๋าจึงคิดถึงการย้อนกลับของกาลเวลา ในแง่ของการบำเพ็ญตน นั่นคือการ "กลับคืนสู่" สภาวะทารก แล้วจะ "กลับคืน" ได้อย่างไร? นั่นคือการนำ จิง, ชี่, และ เสิน ที่แยกจากกันกลับมารวมกันใหม่ ขั้นตอนแรกของการรวมกันคือ "หลอมจิงแปรเป็นชี่" ซึ่งหมายถึง "รวมสามให้เป็นสอง" (收三歸二) โดย "สาม" ในที่นี้คือ จิง, ชี่, และเสิน ส่วน "สอง" คือ ชี่ กับ เสิน เมื่อ "จิง" ถูกหลอมกลายเป็นชี่แล้ว "จิง" ก็จะไร้รูป คงเหลือเพียง "ชี่" และ "เสิน" ตามปกติแล้วการหลอมจิงให้เป็นชี่ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งร้อยวัน จึงเรียกว่า "ด่านร้อยวัน" (百日關) เนื่องจากเป็นขั้นตอนแรกในการฝึกฝนจิงชี่เสิน จึงเรียกว่า "ด่านแรก" (初關) ตามลำดับการฝึกฝน การหลอมจิงให้เป็นชี่ถือเป็นทักษะ "มีการกระทำ" (有為) คำว่า "มีการกระทำ" หมายถึงการต้องทำตามขั้นตอนที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง โดยขั้นตอนเหล่านี้ได้แก่: เก็บสมุนไพร (採藥), ปิดผนึก (封固), กลั่นหลอม (烹煉), และ หยุดไฟ (止火) สี่ขั้นตอนใหญ่นี้เป็นการเปรียบเทียบกับการหลอมโอสถภายนอก (เว่ยตัน, 外丹) ความหมายโดยรวมคือการนั่งสมาธิ (靜坐) เพื่อให้หยวนชี่ (元氣) ที่มีมาแต่กำเนิดทำงานขึ้น จากนั้นส่งพลังงานนี้ไปเก็บไว้ที่ตันเถียนล่าง (下丹田) แล้วใช้เจตจำนง (意念) ของตนเองเฝ้ารับรู้ เพื่อกระตุ้นให้สารจิงกลายเป็นชี่ และหมุนเวียนไปตามเส้นลมปรานเญิ่น-ตู (壬督之脈) เมื่อเสินและชี่รวมตัวกัน ก็จำเป็นต้องหยุดไฟ นั่นคือการบรรลุผลของการหลอมจิงให้เป็นชี่

หลอมชี่แปรเป็นเสิน (煉氣化神)

เมื่อการฝึกฝน "ด่านแรก" หรือ "การหลอมจิงแปรเป็นชี่" บรรลุผลแล้ว ก็สามารถก้าวไปสู่การฝึกฝน "การหลอมชี่แปรเป็นเสิน" ได้ "การหลอมชี่แปรเป็นเสิน" จัดอยู่ใน "ด่านกลาง" (中關) ของ "การฝึกสามขั้น" (三步功) เนื่องจากต้องใช้เวลาถึงสิบเดือน จึงเรียกอีกอย่างว่า "ด่านสิบเดือน" (十月關) หากการหลอมจิงแปรเป็นชี่เป็นการเปิดทางให้หยวนชี่ (元氣) หมุนเวียนใน "เสี่ยวโจวเทียน" (小周天) (เส้นลมปราณเญิ่น-ตู) แล้ว การหลอมชี่แปรเป็นเสินก็เป็นการฝึกฝนแบบ "ต้าโจวเทียน" (大周天) คำว่า "ต้าโจวเทียน" หมายถึงการที่หยวนชี่หมุนเวียนไปทั่วทั้งสิบสองเส้นลมปราณ ไม่จำกัดอยู่แค่เส้นลมปรานเญิ่น-ตูอีกต่อไป เมื่อเทียบกับการหลอมจิงแปรเป็นชี่ที่เป็นการ "รวมสามให้เป็นสอง" (收三歸二) แล้ว "การหลอมชี่แปรเป็นเสิน" คือกระบวนการ "รวมสองให้เป็นหนึ่ง" (由二歸一) ซึ่งก็คือการหลอมรวม "ชี่" และ "เสิน" เข้าด้วยกัน นักพรตเต๋าเรียกผลลัพธ์ของการรวม "เสิน" กับ "ชี่" เป็นหนึ่งเดียวว่า "ครรภ์ศักดิ์สิทธิ์" (聖胎) และหากใช้คำศัพท์จากวิชาหลอมโอสถภายนอกก็จะเรียกว่า "โอสถใหญ่ประสูติ" (大藥產) นี่คือช่วงเปลี่ยนผ่านจากวิธี "มีการกระทำ" (有為) ไปสู่วิธี "ไร้การกระทำ" (無為) โดยใช้ตันเถียนล่าง (下丹田) เป็นเตา และใช้หวงถิง (黃庭 หรือตันเถียนกลาง) เป็นหม้อหลอม ให้หยวนชี่ควบแน่นกันอยู่ที่ตันเถียนล่าง (หนึ่งชุ่นสามเฟินใต้สะดือ) และตันเถียนกลาง (ระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง) หมุนเวียนไปมา ฝึกบำรุงครรภ์เป็นเวลาสิบเดือน เพื่อให้บรรลุถึงการรวมกันอันมหัศจรรย์ของ "ฟ้ากับดิน" (乾坤交媾) โดยการเปิดและปิดหนึ่งครั้ง การหายใจเข้าและออกหนึ่งครั้ง ก็สามารถช่วงชิงการรังสรรค์ของฟ้าดิน และเป็นหนึ่งเดียวกับความลับสวรรค์แห่งหนึ่งปีได้แล้ว

หลอมเสินกลับสู่ความว่าง (ซวี) (煉神還虛)

เมื่อการฝึกฝน "ด่านกลาง" (中關) หรือ "การหลอมชี่แปรเป็นเสิน" (煉氣化神) บรรลุผลแล้ว ก็สามารถก้าวไปสู่การฝึกฝน "การหลอมเสินกลับสู่ความว่าง" (煉神還虛) ได้ "การหลอมเสินกลับสู่ความว่าง" จัดอยู่ใน "ด่านบน" (上關) ของ "การฝึกสามขั้น" (三步功) ตามธรรมเนียมโบราณ "การหลอมเสินกลับสู่ความว่าง" ใช้เวลาฝึกฝนจนบรรลุผลเป็นเวลาเก้าปี จึงเรียกอีกชื่อว่า "ด่านเก้าปี" (九年關) ในทางปฏิบัติแล้ว "เก้าปี" ไม่ใช่ตัวเลขที่ตายตัว แต่เป็นเพียงเวลาอ้างอิง ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น คุณสมบัติที่มีมาแต่กำเนิด, คโบราณวามเข้าใจส่วนบุคคล, และสภาพแวดล้อมภายนอกของผู้ฝึกฝน "การหลอมเสินกลับสู่ความว่าง" คือขั้นตอนขั้นสูงของการฝึกฝนในวิชาหลอมโอสถภายใน และยังเป็นอุดมคติของสภาวะที่จิตวิญญาณหลุดพ้นอีกด้วย หาก "การหลอมจิงแปรเป็นชี่" คือการ "รวมสามให้เป็นสอง" และ "การหลอมชี่แปรเป็นเสิน" คือการ "รวมสองให้เป็นหนึ่ง" แล้ว "การหลอมเสินกลับสู่ความว่าง" คือกระบวนการที่ปล่อยให้เสินก้าวไปสู่สภาวะความว่างอย่างถึงที่สุด ต่างจากการฝึกฝน "ด่านแรก" ที่เป็นแบบ "มีการกระทำ" (有為) และ "ด่านกลาง" ที่เป็นแบบ "กึ่งมีกึ่งไร้" (若有若無) การฝึกฝนใน "ด่านบน" เป็นทักษะแบบ "ไร้การกระทำ" (無為) โดยสมบูรณ์ คำว่า "ไร้การระทำ" คือสภาวะตามธรรมชาติของเต๋ามหามรรคา (大道) ซึ่งไม่อาจอธิบายด้วยคำพูดได้ นักพรตเต๋าจึงมักใช้สัญลักษณ์รูปวงกลม "O" เพื่อแสดงถึงสภาวะนี้ วงกลมนี้สื่อถึงทั้งสภาวะที่จิตวิญญาณก้าวไปสู่ความว่าง และยังสื่อถึงคุณสมบัติของการหมุนเวียนพลังภายในที่สมบูรณ์ "วงกลม" มาจากรูปลักษณ์ของพระจันทร์ ซึ่งเมื่อพระจันทร์เต็มดวงก็คือความสว่างอันยิ่งใหญ่ เป็นการรวมกันของสัญลักษณ์หยินหยางของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ส่วนสาเหตุที่ทักษะในระดับนี้ถูกเรียกว่า "ด่านเก้าปี" นั้น เป็นไปตามหลักการของการย้อนกลับจากสภาวะหลังกำเนิด (後天) ไปสู่สภาวะก่อนกำเนิด (先天) จากสภาวะหลังกำเนิดแล้วเป็นสภาวะก่อนกำเนิด ทำให้เกิดหยินหยางในกว้าขั่น (坎) และ หลี (離) ประสานกันแล้วกลายเป็นแก่นกว้าเชี๋ยน (乾) ซึ่งมีเลข "เก้า" เป็นเลขสูงสุดของหยาง เก้าเก้าจำนวนครบถ้วน (เมื่อหยางบรรลุถึงขีดสุดอย่างสมบูรณ์แล้ว) ก็จะกลายเป็นหยางบริสุทธิ์และมีอายุยืนยาว นี่คือเหตุผลที่หลี่ว์ต้งปิน (呂洞賓) ตั้งฉายาตัวเองว่า "บุตรแห่งหยางบริสุทธิ์" (純陽子) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของขอบเขตอันลึกซึ้งของการหลอมโอสถภายในในวิชา "การหลอมเสินกลับสู่ความว่าง" นั่นเอง


หลอมความว่างรวมกับเต๋า (煉虛合道)

นี่คือวิชาขั้นสูงสุดของการฝึกฝนในวิชาหลอมโอสถภายในของลัทธิเต๋า การฝึกฝน "หลอมความว่างรวมกับเต๋า" ยังเป็นการแสดงออกถึงแนวคิดการคิดแบบย้อนกลับและการ "ทำลายความยึดติด" ของนักพรตเต๋าด้วย จากการหลอมจิงแปรเป็นชี่ไปสู่การหลอมชี่แปรเป็นเสิน และจากการหลอมชี่แปรเป็นเสินไปสู่การหลอมเสินกลับสู่ความว่าง ทั้งหมดนี้เป็นไปตามแบบแผนการคิดแบบการฟื้นฟูแลหวนคืน ลัทธิเต๋าเชื่อว่า เมื่อเข้าสู่สภาวะความว่างเปล่าแล้ว หากยังคงมีความยึดติดในใจอยู่ ก็ยังไม่หลุดพ้นจากกฎของวิธี "มีการกระทำ" (有為) ควรทำลายความยึดติดในใจนั้นต่อไป แม้กระทั่งลืมสภาวะความว่างเปล่าจนไร้ร่องรอย จึงจะสามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋ามหามรรคา (大道) ซึ่งเป็นรากฐานที่แท้จริงได้ในที่สุด นับตั้งแต่สำนักเต๋าสายจงหลี่ว์ (鍾呂道脈) ในสมัยราชวงศ์ถัง จนถึงนักหลอมโอสถเต๋าทุกคนในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง ต่างก็ย้ำถึงแก่นสารของ "การหลอมความว่างรวมกับเต๋า" อย่างต่อเนื่อง หนึ่งใน "เจ็ดมนุษย์ที่แท้" (七真) แห่งสำนักเฉวียนเจิน ชิวฉู่จี (丘處機) ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนในหนังสือต้าตันจื๋อจื่อ (大丹直指) และหลี่ว์เต้าฉุน (李道純) ได้เรียกสภาวะนี้ว่า "การทำลายความว่าง" (打破虛空) ที่เรียกว่า "ทำลายความว่าง" ก็คือการลืมความยึดติดในใจที่มีการกระทำทั้งหมด เพื่อให้ตัวตนก้าวข้ามทั้งวัตถุภายนอกและก้าวข้ามตัวตนของตนเองในที่สุด

แปลต้นฉบับจาก
https://kknews.cc/zh-mo/culture/9x9qvx8.html

06 กันยายน 2568

เมอร์คาบาสมาธิ - การหายใจแบบทรงกลม 18 ครั้ง


เมอร์-คา-บาสมาธิ (Mer-Ka-Ba Meditation)

[Mer = แสง, Ka = จิตวิญญาณ (Spirit), Ba = ร่างกาย
Mer-Ka-Ba จึงหมายถึง จิตและกายที่ล้อมรอบด้วยแสง]

ในคำสอนเชิงลี้ลับยุคใหม่ มีการสอนว่าเมอร์คาบา (Merkaba; Merkabah) คือยานพาหนะข้ามมิติซึ่งประกอบด้วยพีระมิดฐานสามเหลี่ยม (tetrahedra) สองอันที่เชื่อมต่อกัน ณ จุดศูนย์กลาง มีขนาดเท่ากัน อันหนึ่งชี้ขึ้นและอีกอันชี้ลง รูปทรงที่มีสมมาตรแบบจุดนี้เรียกว่า สเตลลาออกแทงกูลา (stella octangula) หรือ สเตลเลตออกตาฮีดรอน (stellated octahedron) ซึ่งสามารถสร้างได้จากการขยายพื้นผิวของรูปทรงแปดหน้าปกติ (regular octahedron) จนกระทั่งพื้นผิวเหล่านั้นมาตัดกัน

ในหนังสือของเขา นักวิจัยและนักฟิสิกส์ชื่อ ดรันวาโล เมลคิเซเดค อธิบายรูปทรงนี้ว่าเป็น "เตตราฮีดรอนรูปดาว" (Star Tetrahedron) เนื่องจากมันสามารถมองได้ว่าเป็นดาวเดวิดในรูปแบบสามมิติ โดยการจินตนาการให้ "เตตราฮีดรอนรูปดาว" สองชุดซ้อนทับกันแล้วหมุนสวนทางกัน พร้อมกับเทคนิคการหายใจแบบ "ปราณ" ที่เฉพาะเจาะจง การเคลื่อนไหวของดวงตา และการใช้มุทรา (ท่ามือ) มีการสอนว่าหนึ่งในนั้นสามารถกระตุ้นสนามพลังงานรูปทรง "จานบิน" ที่มองไม่เห็นให้เกิดขึ้นรอบร่างกายมนุษย์ ซึ่งยึดอยู่กับที่ฐานกระดูกสันหลัง สนามพลังนี้มีขนาดประมาณ 55 ฟุตเมื่อวัดตามความสูงของผู้ฝึก เมื่อถูกกระตุ้นแล้ว สนามพลังรูปทรง "จานบิน" นี้จะสามารถพาจิตสำนึกของบุคคลนั้นเดินทางไปยังมิติที่สูงกว่าได้โดยตรง

สอนการหายใจแบบทรงกลม - การหายใจ 18 ครั้ง (The Teaching Of Spherical Breathing: Using 18 Breaths)

โดย ดรันวาโล เมลคิเซเดค (Drunvalo Melchizedek)
แปล กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา
*ความเห็นเพิ่มเติมของผู้แปลจะอยู่ในวงเล็บเหลี่ยม [ ]
หากผิดพลาดขาดตกบกพร่องประการใด ข้าพเจ้าต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

มีการหายใจ 17+1 ครั้ง โดย 6 ครั้งแรกเพื่อสร้างสมดุลขั้วพลัง, 7 ครั้งถัดมาเพื่อการไหลเวียนของพลังปราณที่เหมาะสมทั่วร่างกาย การหายใจครั้งต่อไปคือการเปลี่ยนจิตสำนึกจากมิติที่ 3 ไปยังมิติที่ 4 และสุดท้ายการหายใจ 3 ครั้งสุดท้ายคือการสร้างเมอร์คาบาที่หมุนอยู่ภายในและรอบตัวขึ้นมา การหายใจครั้งสุดท้าย (ครั้งที่ 18) จะไม่มีการสอนในบทความนี้ ให้ปฏิบัติการทำสมาธินี้ทุกวัน วันละครั้ง จนกว่าจะถึงเวลาที่คุณสามารถหายใจได้อย่างมีสติ และจดจำถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับพระเจ้าในทุกลมหายใจ

การหายใจครั้งที่ 1: หายใจเข้า

หัวใจ: เปิดหัวใจของคุณและรู้สึกถึงความรักต่อสรรพชีวิต หากทำไม่ได้ ให้เปิดรับความรักนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่คือคำแนะนำที่สำคัญที่สุด

จิต: รับรู้ถึงพีระมิดชาย (male tetrahedron) [พีระมิดฐานสามเหลี่ยมปลายแหลมชี้ขึ้นบน] (ปลายแหลมชี้ขึ้นไปหาตะวัน, ปลายฐานด้านหนึ่งหันไปข้างหน้าสำหรับผู้ชาย, ปลายฐานหนึ่งหันไปข้างหลังสำหรับผู้หญิง) ที่เต็มไปด้วยแสงสีขาวบริสุทธิ์ล้อมรอบร่างกายของคุณ จินตภาพให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากจินตภาพไม่ได้ให้รับรู้หรือรู้สึกถึงมัน

ร่างกาย: ในขณะเดียวกันที่หายใจเข้า ให้วางมือในท่ามุทรา โดยให้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้แตะกัน เบาๆ อย่าให้นิ้วที่เหลือแตะกันหรือแตะวัตถุอื่น ฝ่ามือหงายขึ้น

ลมหายใจ: ในขณะนี้ ให้เริ่มหายใจแบบโยคะ (yogic manner) อย่างสมบูรณ์โดยที่ปอดว่างเปล่า หายใจผ่านรูจมูกเท่านั้น เว้นแต่บางส่วนที่จะอธิบายต่อไป พูดง่ายๆคือหายใจจากท้องก่อน จากนั้นใช้กระบังลม และสุดท้ายคือหน้าอก ทำทั้งหมดในจังหวะเดียว ไม่แบ่งเป็นสามส่วน การหายใจออกทำโดยการเกร็งหน้าอกแล้วคลายท้องเพื่อปล่อยอากาศออกช้าๆ หรือเกร็งท้องแล้วคลายหน้าอก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหายใจต้องเป็นไปตามจังหวะ เริ่มจากใช้เวลา 7 วินาทีในการหายใจเข้าและ 7 วินาทีในการหายใจออก แต่เมื่อคุ้นเคยกับการทำสมาธินี้แล้ว ให้หาจังหวะของตัวเอง

การหายใจครั้งที่ 1: หายใจออก

หัวใจ: รัก

จิต: รับรู้ถึงพีระมิดหญิง (female tetrahedron) [พีระมิดฐานสามเหลี่ยมปลายแหลมชี้ลงล่าง] (ปลายแหลมชี้ลงสู่พื้นโลก, ปลายฐานหนึ่งหันไปข้างหลังสำหรับผู้ชาย, ปลายฐานหนึ่งหันไปข้างหน้าสำหรับผู้หญิง) ซึ่งเต็มไปด้วยแสงสีขาวบริสุทธิ์เช่นกัน

ร่างกาย: รักษาท่ามุทราเดิม

ลมหายใจ: อย่าลังเลที่จะเริ่มหายใจออกทันทีหลังจากหายใจเข้าจนสุด หายใจออกช้าๆ ประมาณ 7 วินาที ในแบบโยคะ เมื่ออากาศออกจากปอดจนหมดโดยไม่บังคับ ให้ผ่อนคลายหน้าอกและท้อง แล้ว กลั้นลมหายใจไว้ เมื่อรู้สึกอยากหายใจอีกครั้ง (ประมาณ 5 วินาที) แล้วให้ทำตามนี้:

จิต: รับรู้ถึงสามเหลี่ยมด้านเท่าแบนๆที่อยู่บนพีระมิดหญิงในแนวระนาบ [ฐานของพีระมิดฐานสามเหลี่ยม] ที่ผ่านหน้าอกของคุณที่กระดูกหน้าอก (sternum) ในพริบตาและด้วยพลังคล้ายชีพจร ให้ส่งระนาบสามเหลี่ยมนั้นลงไปตามพีระมิดหญิง มันจะเล็กลงเมื่อเคลื่อนที่ลงไป และจะผลักพลังงานลบทั้งหมดของท่ามุทราหรือวงจรไฟฟ้าออกไปทางปลายยอดของพีระมิด [ที่ชี้ลงดิน] จะมีแสงพุ่งออกจากปลายยอดนั้นไปยังใจกลางโลก การฝึกจิตนี้ทำไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวของร่างกายดังต่อไปนี้:

ร่างกาย: กรอกตาเข้าหากันเล็กน้อย หรือพูดง่ายๆ คือเหล่ตาเล็กน้อย ตอนนี้ให้กรอกตาขึ้นไปด้านบนสุดของเบ้าตา หรือพูดง่ายๆ คือมองขึ้นไป การมองขึ้นไปนี้ไม่ควรทำอย่างรุนแรง คุณจะรู้สึกเสียวซ่าระหว่างดวงตาในบริเวณตาที่สามของคุณ ตอนนี้คุณสามารถมองลงไปยังจุดต่ำสุดที่คุณทำได้ อย่างรวดเร็วที่สุด คุณควรจะรู้สึกถึงความรู้สึกเหมือนไฟฟ้าแลบลงไปตามกระดูกสันหลัง จิตและร่างกายต้องประสานการฝึกจิตกับดวงตาเข้าด้วยกัน ดวงตามองลงจากตำแหน่งที่มองขึ้นไปในขณะที่จิตเห็นระนาบสามเหลี่ยมในแนวนอนของพีระมิดหญิงเคลื่อนที่ลงไปที่ยอดของพีระมิดหญิง การฝึกผสมนี้จะช่วยชำระล้างความคิดและความรู้สึกเชิงลบที่เข้ามาในระบบไฟฟ้าของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันจะทำความสะอาดส่วนของระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับท่ามุทราที่คุณใช้ ทันทีที่พลังงานพุ่งลงไปตามกระดูกสันหลัง คุณจะเปลี่ยนท่ามุทราเป็นท่าถัดไปและเริ่มรอบใหม่ทั้งหมด การหายใจห้าครั้งถัดไปเป็นการทำซ้ำการหายใจครั้งแรกด้วยการเปลี่ยนท่ามุทราดังนี้:

มุทราการหายใจครั้งที่ 2: นิ้วหัวแม่มือและนิ้วกลางแตะกัน

มุทราการหายใจครั้งที่ 3: นิ้วหัวแม่มือและนิ้วนางแตะกัน

มุทราการหายใจครั้งที่ 4: นิ้วหัวแม่มือและนิ้วก้อยแตะกัน

มุทราการหายใจครั้งที่ 5: นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้แตะกัน (เหมือนการหายใจครั้งแรก)

มุทราการหายใจครั้งที่ 6: นิ้วหัวแม่มือและนิ้วกลางแตะกัน (เหมือนการหายใจครั้งที่สอง)

ส่วนแรกคือการหายใจ 6 ครั้งแรก การสร้างสมดุลของขั้วพลัง และการชำระล้างระบบไฟฟ้าของคุณเสร็จสมบูรณ์แล้ว ตอนนี้คุณพร้อมสำหรับส่วนถัดไป คือการหายใจ 7 ครั้งถัดไป ตอนนี้รูปแบบการหายใจใหม่ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องจินตภาพเตตราฮีดรอนรูปดาวอีกต่อไป สิ่งเดียวที่ต้องเห็นและทำงานด้วยคือหลอดที่วิ่งผ่านดาว จากยอดของพีระมิดชายที่อยู่เหนือศีรษะของคุณไปยังยอดของพีระมิดหญิงที่อยู่ใต้เท้าของคุณ หลอดนี้ขยายออกไปหนึ่งความยาวมือเหนือศีรษะและหนึ่งความยาวมือใต้เท้า เส้นผ่านศูนย์กลางของหลอดของคุณจะมีขนาดเท่ากับรูที่นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของคุณสัมผัสกัน

การหายใจครั้งที่ 7: หายใจเข้า

หัวใจ: รัก มีการปรับปรุงอีกอย่างที่สามารถใช้ได้หลังจากคุณทำสมาธินี้จนสมบูรณ์แบบแล้ว

จิต: จินตภาพหรือรู้สึกถึงท่อที่วิ่งผ่านร่างกายของคุณ ทันทีที่คุณเริ่มหายใจเข้าครั้งที่ 7 ให้เห็นแสงสีขาวบริสุทธิ์ของปราณที่เคลื่อนที่ลงไปตามท่อจากด้านบน และเคลื่อนที่ขึ้นไปตามท่อจากด้านล่างในเวลาเดียวกัน การเคลื่อนที่นี้เกิดขึ้นเกือบจะในทันที จุดที่ลำแสงทั้งสองมาบรรจบกันในร่างกายของคุณถูกควบคุมโดยจิตใจและเป็นศาสตร์อันไพศาลที่รู้จักกันทั่วทั้งจักรวาล อย่างไรก็ตาม ในคำสอนนี้ เราจะแสดงเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น สิ่งที่จะพาคุณจากมิติที่สามไปสู่การตระหนักรู้ในมิติที่สี่ ในกรณีนี้ คุณจะนำลำแสงปราณทั้งสองมาบรรจบกันที่สะดือของคุณ หรือที่ถูกต้องกว่าคือภายในร่างกายของคุณในระดับสะดือ ภายในท่อนั้น ทันทีที่ลำแสงปราณทั้งสองมาบรรจบกัน ซึ่งเกิดขึ้นทันทีที่เริ่มหายใจเข้า จะเกิดทรงกลมของแสงสีขาวหรือปราณขึ้นที่จุดบรรจบกันนั้น โดยมีขนาดประมาณเกรปฟรุต [ประมาณผลส้ม] และมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ท่อ ทั้งหมดเกิดขึ้นในพริบตา เมื่อคุณหายใจเข้าครั้งที่ 7 ต่อไป ทรงกลมของปราณจะเริ่มรวมตัวกันและเติบโตอย่างช้าๆ

ร่างกาย: สำหรับการหายใจ 7 ครั้งถัดไป ให้ใช้มุทราเดียวกันทั้งการหายใจเข้าและออก คือ นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลางแตะกัน ฝ่ามือหงายขึ้น

ลมหายใจ: หายใจแบบโยคะเป็นจังหวะและลึก 7 วินาทีเข้าและ 7 วินาทีออก ไม่มี การกลั้นหายใจอีกต่อไป การไหลของปราณจากขั้วทั้งสองจะไม่หยุดหรือเปลี่ยนไปในทางใดเมื่อคุณเปลี่ยนจากการหายใจเข้าเป็นการหายใจออก มันจะเป็นการไหลอย่างต่อเนื่องที่จะไม่หยุดตราบเท่าที่คุณหายใจด้วยวิธีนี้ แม้กระทั่งหลังจากความตาย

การหายใจครั้งที่ 7: หายใจออก

จิต: ปราณทรงกลมที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่สะดือยังคงเติบโตต่อไป เมื่อหายใจออกจนสุด ปราณทรงกลมจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8 หรือ 9 นิ้ว

ลมหายใจ: อย่าบังคับอากาศออกจากปอด เมื่อปอดของคุณว่างเปล่าตามธรรมชาติ ให้เริ่มหายใจถัดไปทันที

การหายใจครั้งที่ 8: หายใจเข้า

หัวใจ: รัก

จิต: ปราณทรงกลมยังคงรวมพลังชีวิตและเติบโตในขนาด

การหายใจครั้งที่ 8: หายใจออก

จิต: ปราณทรงกลมยังคงเติบโตในขนาดและจะถึงขนาดสูงสุดเมื่อสิ้นสุดลมหายใจนี้ ขนาดสูงสุดนี้แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล หากคุณแตะนิ้วที่ยาวที่สุดของคุณที่กึ่งกลางสะดือ เส้นที่ข้อมือของคุณกำหนดที่ขอบเขตมือจะแสดงให้คุณเห็นรัศมีของขนาดสูงสุดของทรงกลมนี้สำหรับคุณ [ปราณทรงกลมขยายจนมีรัศมีห่างจากสะดือประมาณหนึ่งฝ่ามือ] ปราณทรงกลมนี้ไม่สามารถเติบโตได้อีก

การหายใจครั้งที่ 9: หายใจเข้า

จิต: ปราณทรงกลมไม่สามารถเติบโตได้อีก ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือปราณเริ่มรวมตัวกันภายในทรงกลม รูปลักษณ์ที่มองเห็นได้คือทรงกลมจะ สว่างขึ้น

ลมหายใจ: ทรงกลมจะสว่างขึ้นเรื่อยๆเมื่อคุณหายใจเข้า

การหายใจครั้งที่ 9: หายใจออก

ลมหายใจ: เมื่อคุณหายใจออก ทรงกลมจะยังคงสว่างขึ้นเรื่อยๆ

การหายใจครั้งที่ 10: หายใจเข้า

จิต: เมื่อหายใจเข้าถึงครึ่งทาง และทรงกลมยังคงสว่างขึ้น ทรงกลมปราณจะถึงมวลวิกฤต (critical mass) ทรงกลมจะลุกเป็นไฟกลายเป็นดวงอาทิตย์ เป็นลูกบอลแสงสีขาวที่สว่างจ้า คุณพร้อมสำหรับขั้นตอนต่อไปแล้ว

การหายใจครั้งที่ 10: หายใจออก

จิต: ในขณะที่หายใจออก ทรงกลมเล็กๆที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางสองความยาวมือจะโป่งออกและขยายตัว ในหนึ่งวินาที เมื่อรวมกับการหายใจที่กล่าวถึงด้านล่าง ทรงกลมจะขยายตัวอย่างรวดเร็วไปยังทรงกลมของลีโอนาร์โด ไปที่ปลายนิ้วของคุณเมื่อกางแขนออก ร่างกายของคุณตอนนี้ถูกห้อมล้อมด้วยทรงกลมขนาดใหญ่ของแสงสีขาวบริสุทธิ์ [ทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 วา หรือระยะกางแขนสองข้างและแบมือออกจนสุด] คุณได้กลับไปสู่รูปแบบโบราณของการหายใจแบบทรงกลมแล้ว อย่างไรก็ตาม ในจุดนี้ ทรงกลมนี้ยังไม่เสถียร คุณ ต้อง หายใจอีกสามครั้งเพื่อทำให้ทรงกลมเสถียร

ลมหายใจ: ในขณะที่หายใจออก ให้ทำปากเป็นรูเล็กๆ แล้วเป่าลมออกด้วยแรงดัน เมื่อคุณรู้สึกว่าทรงกลมเริ่มโป่งออก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในหนึ่งวินาทีแรกของการหายใจออก ให้ปล่อยอากาศทั้งหมดออกอย่างรวดเร็ว ทรงกลมจะขยายตัวในขณะนั้น

การหายใจครั้งที่ 11, 12 และ 13: หายใจเข้าและหายใจออก

จิต: ผ่อนคลายและเพียงแค่รู้สึกถึงการไหลของปราณที่ไหลจากขั้วทั้งสองมาบรรจบกันที่สะดือแล้วขยายออกไปสู่ทรงกลมขนาดใหญ่

ลมหายใจ: หายใจเป็นจังหวะและลึก เมื่อสิ้นสุดการหายใจครั้งที่ 13 คุณได้ทำให้ทรงกลมขนาดใหญ่เสถียรแล้วและพร้อมสำหรับการหายใจครั้งที่ 14 ที่สำคัญ

การหายใจครั้งที่ 14

หัวใจ: รัก

จิต: ในการหายใจเข้าครั้งที่ 14 ในช่วงเริ่มต้นของลมหายใจ ให้ย้ายจุดที่ลำแสงปราณสองลำมาบรรจบกันจากสะดือไปยังกระดูกหน้าอก ซึ่งเป็นจักระมิติที่สี่ ทรงกลมขนาดใหญ่ทั้งหมด พร้อมกับทรงกลมดั้งเดิมซึ่งยังคงอยู่ในทรงกลมขนาดใหญ่ จะเคลื่อนที่ขึ้นไปยังจุดบรรจบกันใหม่ภายในท่อ แม้ว่าสิ่งนี้จะทำได้ง่าย แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่มีพลังมหาศาล การหายใจจากจุดใหม่นี้ภายในท่อจะเปลี่ยนการรับรู้ของคุณจากจิตสำนึกมิติที่สามไปสู่จิตสำนึกมิติที่สี่ หรือจากจิตสำนึกแบบโลกไปสู่จิตสำนึกแบบพระคริสต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ร่างกาย: มุทรานี้จะถูกใช้ตลอดการทำสมาธิที่เหลือ วางฝ่ามือซ้ายบนฝ่ามือขวาสำหรับผู้ชายและฝ่ามือขวาบนฝ่ามือซ้ายสำหรับผู้หญิง เป็นมุทราที่ทำให้ผ่อนคลาย [ฝ่ามือคว่ำประกบเข้าด้วยกัน?]

ลมหายใจ: หายใจเป็นจังหวะและลึก อย่างไรก็ตาม หากคุณยังคงหายใจจากศูนย์กลางพระคริสต์โดยไม่ไปต่อที่เมอร์-คา-บา ซึ่งเป็นสิ่งที่แนะนำจนกว่าคุณจะติดต่อกับจิตสำนึกชั้นสูง (Higher Self) ของคุณได้ ให้เปลี่ยนเป็นการหายใจที่ตื้นขึ้น พูดอีกอย่าง คือ หายใจเป็นจังหวะ แต่ในลักษณะที่สบายซึ่งความสนใจของคุณจะอยู่ที่การไหลของพลังงานที่เคลื่อนที่ขึ้นและลงตามท่อ มาบรรจบกันที่กระดูกหน้าอกและขยายออกไปสู่ทรงกลมขนาดใหญ่ เพียงแค่รู้สึกถึงการไหล ใช้ด้านที่เป็นหญิง (feminine side) ของคุณเพื่อเพียงแค่เป็น ในจุดนี้ไม่ต้องคิด เพียงแค่หายใจ รู้สึก และเป็น รู้สึกถึงความสัมพันธ์ของคุณกับสรรพชีวิตผ่านลมหายใจแห่งพระคริสต์ จดจำความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับพระเจ้าของคุณ

เมอร์-คา-บา ยานพาหนะแห่งการยกระดับจิตสำนึก (The Mer-Ka-Ba, The Vehicle Of Ascension)

การหายใจสามครั้งสุดท้าย

คุณไม่ควรพยายามทำส่วนที่สี่นี้จนกว่าคุณจะได้ติดต่อกับจิตสำนึกชั้นสูงของคุณแล้ว และ จิตสำนึกชั้นสูงของคุณได้ให้อนุญาตให้คุณดำเนินการต่อได้ ส่วนนี้ต้องทำอย่างจริงจัง พลังงานที่จะเข้ามาและล้อมรอบร่างกายและจิตวิญญาณของคุณมีพลังมหาศาล หากคุณยังไม่พร้อม คุณอาจทำร้ายตัวเองได้ [ฝึกแค่ 14 ลมหายใจไปก่อน ไม่ควรฝึกขั้นตอนต่อไป หากยังไม่เชื่อมต่อกับจิตสำนึกชั้นสูง] หากจิตสำนึกชั้นสูงของคุณอนุญาตให้คุณเข้าไปในเมอร์-คา-บาแล้ว อย่ากลัว เพราะคุณจะพร้อม

การหายใจครั้งที่ 15: หายใจเข้า

หัวใจ: รัก

จิต: รับรู้ถึงเตตราฮีดรอนรูปดาวทั้งหมด [พีระมิดฐานสามเหลี่ยมทั้งที่ปลายชี้ขึ้นและชี้ลง] ตระหนักว่ามีเตตราฮีดรอนรูปดาวทั้งหมดสามอันซ้อนทับกันอยู่ อันหนึ่งคือตัวร่างกายเอง และถูกล็อคอยู่กับที่และไม่เคลื่อนที่ ยกเว้นในบางสภาวะ มันถูกจัดวางรอบร่างกายตามความเป็นชายหรือความเป็นหญิง เตตราฮีดรอนรูปดาวทั้งหมดอันที่สองมีธรรมชาติเป็นชาย เป็นไฟฟ้า เป็นจิตใจของมนุษย์ และหมุนทวนเข็มนาฬิกาเมื่อมองจากร่างกายของคุณ หรืออีกนัยหนึ่งคือมันหมุนไปทางซ้ายมือของคุณ เตตราฮีดรอนรูปดาวทั้งหมดอันที่สามมีธรรมชาติเป็นหญิง เป็นแม่เหล็ก เป็นร่างกายอารมณ์ของมนุษย์ และหมุนตามเข็มนาฬิกาเมื่อมองจากร่างกายของคุณ หรืออีกนัยหนึ่งคือมันหมุนไปทางขวามือของคุณ

เพื่อให้ชัดเจน เราไม่ได้บอกให้คุณหมุนเตตราฮีดรอนชายไปทางหนึ่งและเตตราฮีดรอนหญิงไปอีกทางหนึ่ง เมื่อเราพูดว่าหมุนเตตราฮีดรอนรูปดาวทั้งหมด เราหมายถึงทั้งหมด

[จินตนาการว่ามีเตตราฮีดรอนรูปดาว 3 ชุดขนาดเท่ากันและซ้อนทับกันอยู่ในบริเวณเดียวกันรอบร่างกาย ชุดแรกเป็นเตตราฮีดรอนรูปดาวของร่างกายซึ่งอยู่นิ่งไม่หมุน, ชุดที่สองเป็นเตตราฮีดรอนรูปดาวของจิตใจ ทั้งชุดหมุนทวนเข็มนาฬิกา, ชุดที่สามเป็นเตตราฮีดรอนรูปดาวของอารมณ์ ทั้งชุดหมุนตามเข็มนาฬิกา]

ในการหายใจเข้าครั้งที่ 15 ขณะที่คุณกำลังหายใจเข้า คุณจะพูดกับตัวเองในใจว่ารหัสคำว่า ความเร็วเท่ากัน (EQUAL SPEED) สิ่งนี้จะบอกจิตใจของคุณว่าคุณต้องการให้เตตราฮีดรอนรูปดาวที่หมุนได้ทั้งสองชุดเริ่มหมุนไปในทิศทางตรงกันข้ามด้วยความเร็วที่เท่ากันในขณะที่หายใจออก หมายความว่าในการหมุนที่สมบูรณ์ทุกครั้งของเตตราฮีดรอนจิตใจ จะมีการหมุนที่สมบูรณ์หนึ่งครั้งของเตตราฮีดรอนอารมณ์

ร่างกาย: ใช้มุทราของมือที่พับกันต่อไปจากนี้

ลมหายใจ: หายใจแบบโยคะเป็นจังหวะและลึกอีกครั้ง แต่เฉพาะสำหรับการหายใจสามครั้งถัดไป หลังจากนั้นให้กลับไปหายใจแบบตื้นๆ

การหายใจครั้งที่ 15: หายใจออก

จิต: เตตราฮีดรอนทั้งสองชุดเริ่มหมุน ในพริบตา มันจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ปลายด้านนอกที่หนึ่งในสามของความเร็วแสง คุณอาจไม่สามารถมองเห็นสิ่งนี้ได้เนื่องจากความเร็วที่มหาศาล แต่คุณสามารถรู้สึกได้ สิ่งที่คุณเพิ่งทำไปคือการสตาร์ทมอเตอร์ของเมอร์-คา-บา คุณจะยังไม่ไปที่ไหนหรือมีประสบการณ์ใดๆ มันก็เหมือนกับการสตาร์ทมอเตอร์รถยนต์ แต่เกียร์ยังอยู่ในตำแหน่งว่าง

ลมหายใจ: ทำปากเป็นรูเล็กๆเหมือนที่คุณทำกับการหายใจครั้งที่ 10 เป่าลมออกในลักษณะเดียวกัน และเมื่อคุณทำเช่นนั้น ให้รู้สึกถึงเตตราฮีดรอนทั้งสองชุดที่เริ่มหมุน

การหายใจครั้งที่ 16: หายใจเข้า

จิต: เมื่อคุณหายใจออก เตตราฮีดรอนทั้งสองชุดจะเพิ่มความเร็วจากหนึ่งในสามของความเร็วแสงเป็นสองในสามของความเร็วแสงในพริบตา เมื่อพวกมันเข้าใกล้ความเร็วสองในสามของความเร็วแสง จะเกิดปรากฏการณ์ขึ้น จานที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 55 ฟุตจะก่อตัวขึ้นรอบๆร่างกายในระดับฐานของกระดูกสันหลัง และทรงกลมของพลังงานที่มีศูนย์กลางอยู่รอบๆเตตราฮีดรอนทั้งสองชุดจะก่อตัวพร้อมกับจานเพื่อสร้างรูปร่างที่ดูเหมือน จานบิน รอบๆร่างกาย เมทริกซ์พลังงานนี้ถูกเรียกว่า เมอร์-คา-บา อย่างไรก็ตาม มันยังไม่เสถียร หากคุณเห็นหรือรู้สึกถึงเมอร์-คา-บารอบตัวคุณในจุดนี้ คุณจะรู้ว่ามันไม่เสถียร มันจะสั่นคลอนช้าๆ ดังนั้นการหายใจครั้งที่ 17 จึงจำเป็น

ลมหายใจ: เหมือนการหายใจครั้งที่ 16 ทำปากเป็นรูเล็กๆ แล้วเป่าลมออกด้วยแรงดัน ในจุดนี้ความเร็วจะเพิ่มขึ้น เมื่อคุณรู้สึกถึงความเร็วที่เพิ่มขึ้น ให้ปล่อยลมหายใจทั้งหมดออกด้วยแรง การกระทำนี้จะทำให้ความเร็วที่สูงขึ้นถูกบรรลุอย่างสมบูรณ์และเมอร์-คา-บาถูกสร้างขึ้น

การหายใจครั้งที่ 17: หายใจเข้า

หัวใจ: จำไว้ว่าต้องรู้สึกถึงความรักที่ไม่มีเงื่อนไขต่อสรรพชีวิตตลอดการทำสมาธินี้ทั้งหมด มิฉะนั้นจะไม่มีผลลัพธ์ใดๆ

จิต: เมื่อคุณหายใจเข้า ให้พูดกับตัวเองในใจว่ารหัส เก้าในสิบของความเร็วแสง (NINE TENTHS THE SPEED OF LIGHT) รหัสนี้จะบอกจิตใจของคุณให้เพิ่มความเร็วของเมอร์-คา-บาเป็นเก้าในสิบของความเร็วแสง ซึ่งจะทำให้สนามพลังงานที่หมุนอยู่เสถียร นอกจากนี้ยังจะทำสิ่งอื่นด้วย จักรวาลมิติที่สามที่เราอาศัยอยู่นี้ถูกปรับให้เข้ากับความเร็ว 9/10 ของความเร็วแสง อิเล็กตรอนทุกตัวในร่างกายของคุณหมุนรอบอะตอมทุกตัวในร่างกายของคุณด้วยความเร็ว 9/10 ของความเร็วแสง นี่คือเหตุผลที่ความเร็วเฉพาะนี้ถูกเลือก

ลมหายใจ: หายใจเป็นจังหวะและแบบโยคะ

การหายใจครั้งที่ 17: หายใจออก

จิต: ความเร็วเพิ่มขึ้นเป็น 9/10 ของความเร็วแสงและทำให้เมอร์-คา-บาเสถียร

ลมหายใจ: เหมือนการหายใจครั้งที่ 15 และ 16 ทำปากเป็นรูเล็กๆ แล้วเป่าลมออกด้วยแรงดัน เมื่อคุณรู้สึกถึงความเร็วที่พุ่งขึ้น ให้ปล่อยลมหายใจทั้งหมดออกด้วยแรง คุณตอนนี้อยู่ในเมอร์-คา-บาที่เสถียรและถูกปรับให้เข้ากับมิติที่สามแล้ว ด้วยความช่วยเหลือจากจิตสำนึกชั้นสูงของคุณ คุณจะเข้าใจว่าสิ่งนี้หมายถึงอะไรจริงๆ

การหายใจครั้งที่ 18

การหายใจที่พิเศษมากนี้จะไม่มีการสอนที่นี่ คุณต้องได้รับจากจิตสำนึกชั้นสูงของคุณ เป็นการหายใจที่จะพาคุณทะลุความเร็วแสงเข้าสู่มิติที่สี่ คุณจะหายไปจากโลกนี้และปรากฏขึ้นในอีกโลกหนึ่งซึ่งจะเป็นบ้านใหม่ของคุณชั่วขณะ นี่ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตัวของจิตสำนึกที่ไม่มีที่สิ้นสุดซึ่งจะพาคุณกลับ บ้าน สู่ พระบิดา ของคุณ


แถม
[จากที่ได้กล่าวถึงวิธีฝึกเมอร์คาบาแบบสามชุดไปแล้ว เมื่อค้นหาในอินเตอร์เน็ตก็จะเห็นว่ามีอีกแนวทางที่แพร่หลายกว่า นั่นคือการฝึกแบบชุดเดียว ซึ่งตามข้อมูลจากเว็บไซต์ http://www.drunvalo.org/ ที่เป็นเว็บของ Drunvalo Melchizedek นั้น ก็มีบทความที่กล่าวถึงเมอร์คาบาชุดเดียวไว้ด้วยว่า:]


การทำสมาธิเมอร์คาบา
เมอร์คาบา คือ สนามพลังงานที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 17 เมตร ล้อมรอบร่างกายมนุษย์ ประกอบด้วยพีระมิดฐานสามเหลี่ยมสองอันที่หมุนสวนทางกัน พวกมันหมุนอยู่ตลอดเวลาด้วยความเร็วแสง การทำสมาธิสามารถช่วยขยายสนามพลังงานนี้ได้

การใช้กายแห่งแสงของมนุษย์นำไปสู่การยกระดับจิตสำนึก เมอร์-คา-บา คือ ยานพาหนะที่ช่วยให้เราสามารถเดินทางระหว่างมิติต่างๆได้ มันคือสถานะของการตระหนักรู้ ซึ่งจะเป็นคุณสมบัติทั่วไปของมนุษยชาติในอนาคต ดรันวาโล เมลคิเซเดค มักจะพูดถึงเด็กอินดิโกและเด็กคริสตัล (Indigo and Crystal children) บ่อยครั้ง เกี่ยวกับปาฏิหาริย์ที่พวกเขาสามารถทำได้ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในหัวใจ (ศูนย์กลางทางกายภาพคล้ายจักระในร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นไปได้ที่จะสร้างเจตนาเพื่อการสร้างสรรค์) แนวคิดนี้อธิบายถึงวิธีการจัดการโลกทางวัตถุสองวิธี วิธีแรกคือ การใช้หัวคิด (ซึ่งเป็นประเภทที่ก้าวร้าว ไม่ลงรอย เป็นเชิงรุก) วิธีที่สองคือ การใช้หัวใจ (ซึ่งเป็นประเภทที่กลมกลืน เป็นเชิงรับ)

การใช้หัวคิดต้องอาศัยพลังงานของตนเองในการรักษาไว้ และที่แน่ๆ ราคาไม่ถูก ตัวอย่างเช่น ปรากฏการณ์มนต์ดำ, การเมือง, อุตสาหกรรม, ความขัดแย้งและสงครามที่ดำเนินอยู่, ระดับความเครียดของสังคมทั้งหมด, และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม การใช้หัวใจใช้พลังงานของจักรวาล โดยใช้แนวคิดของความเป็นหนึ่งเดียว (Oneness) ซึ่งสามารถรักษาตัวเองไว้ได้ การจัดการผ่านหัวคิดประกอบด้วยจิตสำนึกของคนจำนวนมาก (ฉันคือฉัน และคุณคือคุณ) ในทางกลับกัน เจตนาผ่านหัวใจคือจิตสำนึกของความเป็นหนึ่งเดียว (ฉันคือคุณ และคุณคือฉัน)

[จะเห็นว่าในเว็บไซต์ของเขากล่าวถึงเมอร์คาบาแบบชุดเดียวไว้ด้วยที่ต้นบทความ โดยพีระมิดบนหมุนตามเข็มนาฬิกา พีระมิล่างหมุดทวนเข็มนาฬิกา ซึ่งตรงกับแนวคิดที่เผยแพร่ทั่วไป แนวทางนี้เรียบง่ายกว่าการหายใจ 18 ครั้งมาก
แต่มีประเด็นที่ผมยังไม่เข้าใจ คือ ในบทความทั้งหมดนี้จะเห็นว่ามีการใช้คำว่า เมอร์คาบา (merkaba) กับ เมอร์-คา-บา (Mer-Ka-Ba) ซึ่งเป็นการใช้ที่ต่างกันอย่างน่าสนใจ อาจมีนัยยะอะไรหรือไม่? เมอร์คาบา (Merkaba) อาจจะเป็นคำที่ใช้เรียกสนามพลังงานที่แผ่ออกมา หรือแนวคิดโดยรวมของยานพาหนะแห่งแสง? ส่วน เมอร์-คา-บา (Mer-Ka-Ba) ที่แยกเป็นสามส่วน อาจจะหมายถึง กระบวนการหรือยานพาหนะที่ต้องใช้การฝึกฝนอย่างเป็นขั้นตอน เช่น การหายใจ 18 ครั้ง และการเปิดใช้งานรูปแบบสามชุดหรือไม่?
หรืออาจจะเป็นรูปแบบเรียบง่ายกับแบบซับซ้อนที่สามารถเลือกใช้ได้ตามต้องการ ถ้าเป็นอย่างนั้นแบบเรียบง่ายชุดเดียวบนล่างหมุนสวนทางที่แพร่หลายทั่วไปก็ดูน่าสนใจกว่ามากเลยทีเดียว]





อ้างอิง