Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มวยจีน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มวยจีน แสดงบทความทั้งหมด

20 มิถุนายน 2569

ลูกติ้งโบราณ - วอลนัทบริหารมือเพื่อสุขภาพ

https://www.zhihu.com/question/20454436?rf=20501732

ในบทความก่อนที่ผมได้พูดถึงเรื่องลูกติ้งซึ่งเป็นลูกเหล็กบริหารมือของชาวจีนโบราณไป ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และก็มีหลายแบบไม่ว่าจะเป็นแบบมาตราฐานที่ข้างในมีเสียงกรุ๊งกริ๊งเหมือนขันทิเบต หรือเป็นหินกลึงกลม ลูกติ้งเป็นการออกกำลังกายเบาๆแบบหนึ่งด้วยการเอาลูกกลมๆคู่หนึ่งมาหมุนคลึงไว้บนมือ เพื่อช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อ นวดกดจุดบนฝ่ามือเพื่อบำรุงสุขภาพ และผ่อนคลายเป็นสมาธิ ซึ่งแบบดั้งเดิมที่ปราชญ์จีนสมัยก่อนใช้คลึงกันก่อนหน้าที่จะมีการผลิตลูกติ้งกลมๆขึ้นมานั้น คือ วอลนัทป่า หรือเรียกภาษาจีนว่าเหวินหวานเหอเถา (文玩核桃) ซึ่งในบทความลูกติ้งได้พูดถึงไว้พอสังเขป แต่บทความนี้เราจะคุยกันเรื่องลูกติ้งวอลนัทซึ่งเป็นลูกติ้งดั้งเดิมจากธรรมชาติกันแบบเน้นๆเลยครับ

ลูกติ้งแบบดั้งเดิมใช้เม็ดวอลนัทป่า ซึ่งวอลนัทป่าเนี่ยจะมีเปลือกแข็งหนา ไม่ใช่สายพันธุ์วอลนัทที่เอามาแกะกินทั่วไปครับ เพราะนอกจากเปลือกหนาแล้วก็เนื้อน้อยอีกด้วย วอลนัทป่าประเภทนี้จะสังเกตเห็นได้ว่าร่องมันจะดูโหดๆดุดัน ร่องโหดๆพวกนี้แหละครับที่เมื่อเอามาหมุนคลึงแล้วมันจะช่วยนวดกดจุดได้ดีนักแล

ราคาของเหวินหวานเหอเถาหรือลูกติ้งวอลนัทนี้ ราคาเริ่มต้นก็พอๆกับลูกติ้งมาตราฐานที่มีเสียงกรุ๊งกริ๊งครับ (คู่นึงไม่ถึงร้อยบาทหรือหลักร้อยต้นๆ) แต่ยิ่งลูกใหญ่เท่าไหร่ ลวดลายคล้ายกันเท่าไหร่ ราคาก็จะยิ่งแพงขึ้นเท่านั้น เนื่องจากเม็ดวอลนัทเกิดขึ้นตามธรรมชาติโอกาสที่จะเจอขนาดที่เท่ากันแป๊ะ สีเดียวกันแป๊ะ และลายเหมือนกันแป๊ะนั้นยากมาก การคัดลวดลายและขนาดที่ใกล้เคียงกันเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่ง ยิ่งลูกใหญ่ยิ่งหาคู่จับยากและยิ่งแพง

ขนาดที่เหมาะมือคือถึงประมาณขอบนิ้วชี้กับนิ้วก้อย

ลูกติ้งวอลนัทขนาดโดยทั่วไปจะใช้ขนาดใกล้เคียงกับลูกติ้งมาตราฐานคือ 45 mm ซึ่งลูกติ้งวอลนัทส่วนใหญ่ก็จะคัดขนาดระหว่าง 44 - 48 mm แล้วมาจับคู่กันเลย (ถ้าเป็นแบบพกพาก็จะประมาณ ±40 mm) แบบนี้จะไม่แพงเพราะให้ส่วนต่างของขนาดได้ถึง 4 mm แต่ถ้าจะเอาขนาดที่ใกล้เคียงกันแบบสุดๆจริงๆ ซึ่งให้ส่วนต่างไม่เกิน 0.5 mm แบบนี้ต้องคัดอย่างละเอียด และคู่นั้นราคาจะสูงทันที

นอกจากจะเอามาหมุนคลึงเพื่อสุขภาพกายใจแล้ว ลูกติ้งวอลนัทยังเป็นของสะสมอีกด้วย ยิ่งเล่นจนเก่ายิ่งมีมูลค่ามาก เพราะผิววอลนัทได้ถูกบ่มจากน้ำมันบนมืออย่างยาวนานจนถูกเคลือบ (包漿) สีจะค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากสีดิบ (Level 1) เป็นสีส้ม สีอิฐ และสุดท้ายเปลี่ยนเป็นสีแดงใสคล้ายเชอร์รี่เชื่อม หรือคล้ายหยกแดง (Level 99) อาจกล่าวได้ว่าลูกติ้งวอทนัทเป็นของเล่นที่ชิ้นหนึ่งที่ยิ่งเล่นยิ่งทรงคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆตามความเพียรของผู้เล่น นี่ก็เป็นอีกเสน่ห์หนึ่งของลูกติ้งวอลนัท ซึ่งเมื่อเอามาเล่นแล้วเขาจะไม่ล้างน้ำกัน จะทำความสะอาดแบบแห้ง เช่นใช้แปรงปัด เพราะถ้าล้างน้ำอาจจะเสียและขึ้นราได้ครับ

ผิววอลนัทที่เคลือบจนเปลี่ยนสี

ลูกติ้งวอลนั้นเองก็มีหลายชนิดหลายสายพันธุ์ เช่น หัวสิงโต (獅子頭) หมวกขุนนาง (官帽) หมวกคุณชาย (公子帽) และหัวใจไก่ (雞心) ฯลฯ ยังมีอีกหลายพันธุ์รูปลักษณ์แปลกๆเบี้ยวๆอีกมากมาย แต่พันธุ์ที่นิยมที่สุดคือ หมวกขุนนาง (官帽 - กวนเมี้ยว) ทรงนี้ด้านข้างมีครีบที่หนาพุ่งขึ้นสู่ยอด รูปร่างคล้ายหมวกของขุนนางจีนโบราณ ทรงนี้ร่องจะโหดแน่น นวดมือได้สะใจ และด้วยความที่ชื่อว่าหมวกขุนนางจึงได้รับความนิยมมากที่สุด

ลูกติ้งวอลนัทนั้นเหมาะกับการหมุนคลึงแบบบุ๋น (文盘) (แบบลูกไม่ชนกัน) เพื่อรักษาสภาพเปลือกเอาไว้ด้วย ซึ่งต้องใช้ทักษะในการควบคุมมากกว่าการหมุนแบบบู๊ (武盘) (แบบลูกชนกัน) แล้วยิ่งเป็นลูกติ้งวอลนัทซึ่งไม่ได้กลมเกลี้ยง ก็มีโอกาสหลุดมือระหว่างคลึงได้มาก เล่นยากขึ้น ควบคุมยากขึ้น จึงต้องใช้สมาธิที่มากกว่าการเล่นลูกติ้งมาตราฐานอยู่บ้าง ทำให้ใช้นวดคลึงได้ดีและฝึกสมาธิได้ลึกกว่า

การจะหาซื้อวอลนัทป่านั้น ในจีนมีสิ่งที่เรียกว่าการเดิมพันเปลือกเขียว (賭青皮 - ตู่ชิงผี) ซึ่งก็คือการสุ่มเม็ดวอลนัทป่านั่นเอง เป็นสายกล่องสุ่มธรรมชาติ พ่อค้าแม่ค้าจะตั้งแผงลูกวอลนัทเขียวๆสดๆที่ยังไม่แกะเม็ด ให้คนเลือกซื้อเพื่อลุ้นว่าข้างในจะได้เม็ดแบบไหน (ซึ่งก็เสี่ยงที่จะเจอเม็ดเน่าด้วย) ผู้ขายก็จะแกะสดๆตรงนั้นเลย หรือถ้าไม่อยากสุ่มก็สาสามารถเลือกซืื้ออันที่ร้านแกะเม็ดเอาไว้แล้วก็มี คนซื้อก็จะนำไปเล่นเป็นลูกติ้งวอลนัทและสะสมนี่แหละครับ

แผงสุ่มวอลนัทป่า


กล่องสุ่มวอลนัทป่า 30 ลูก


🛒ชี้เป้าลูกติ้งวอลนัท

วอลนัทป่าก็เป็นลูกติ้งจากธรรมชาติแบบดั้งเดิมที่มีประวัติศาสตร์การเล่น การสุ่ม และการสะสมมากอย่างยาวนาน ลองซื้อหามาเล่นกันดูครับ หรือซื้อเป็นของขวัญให้พ่อแม่ก็ดี ให้ท่านได้หมุนๆนวดฝ่ามือเพื่อสุขภาพ ใช้ออกกำลังกายกระตุ้นเส้นลมปราณต่างๆและเลือดลมแบบเบาๆได้ครับ หรือเป็นของขวัญให้เด็กๆได้เล่นของเล่นจากธรรมชาติ ปลอดภัยจากสารเคมี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้ฝึกกล้ามเนื้อและสมาธิ ที่สำคัญยิ่งเล่นยิ่งน่าสะสม ไม่กลายเป็นขยะอันตรายต่อโลกใบนี้ด้วยครับ

แนะนำให้อ่านบทความ ลูกเป่าติ้ง - ลูกเหล็กบริหารมือของชาวจีนโบราณ เพื่อจะได้ทราบถึงประโยชน์ของลูกติ้งและทำความรู้จักลูกติ้งแบบต่างๆเพิ่มเติมครับ

ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรง และสนุกกับการหมุนลูกติ้งนะครับ
สวัสดีครับ ^_^

อ้างอิง

13 มิถุนายน 2569

行氣玉佩銘 - จารึกหยกการโคจรลมปราณ คัมภีร์ชี่กงที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์


วัตถุโบราณชิ้นนี้เรียกว่า จารึกหยกการโคจรลมปราณ (行氣玉佩銘 - สิงชี่หยี่เพ้ยหมิง) ทำขึ้นในยุคจ้านกั๋ว (ประมาณ 400 ปีก่อนคริสตกาล) จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เทียนจิน (天津历史博物馆)
ตัววัตถุจริงเป็นแท่งทรงกระบอกหยก 12 ด้านขนาดเล็ก สูง 5.3 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 3.5 ซม. ตรงกลางกลวงจากล่างไม่ทะลุด้านบน มีอักษรจีนโบราณสลักอยู่ 45 ตัว (นับรวมสัญลักษณ์คำซ้ำ) ถือเป็นบันทึกทฤษฎีชี่กงที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ตัวบทจารึกและบทแปล
行氣玉佩銘
行氣,深則畜、畜則伸、伸則下、下則定、定則固、固則萌、萌則長、長則退、退則天、天幾舂在上、地幾舂在下。順則生、逆則死。

จารึกหยกการโคจรลมปราณ
การเดินลมปราณ ลึกล้ำก็สะสม สะสมก็ขยายออก ขยายออกก็ลงล่าง ลงล่างก็สงบนิ่ง สงบนิ่งก็มั่นคง มั่นคงก็ผลิแย้ม ผลิแย้มก็เติบโต เติบโตก็ถอยกลับ ถอยกลับก็สู่ฟ้า กลไกฟ้าทุบกุมอยู่เบื้องบน กลไกดินทุบกุมอยู่เบื้องล่าง คล้อยตามก็เป็น ย้อนทวนก็ตาย

📚 ข้อถกเถียงและมุมมองทางวิชาการ
นักวิชาการมีทัศนะต่อจารึกนี้ใน 3 แนวทางหลัก
  1. เป็นบันทึกวิธีฝึกเดินลมปราณภายในร่างกาย (内气炼养) คาดว่าเป็นบทย่อของวิชาเสี่ยวโจวเทียน (小周天) คือ การเดินลมปราณในเส้นลมปราณเริ่น (任) และตู (督) (คนไทยรู้จักในชื่อจุดหยิมต๊ก จริงๆไม่ใช่จุด แต่เป็นเส้นลมปราณซึ่งมีหลายจุดอยู่บนเส้น เป็นการฝึกกำลังภายในของจีน คล้ายแนวคิดจักระของอินเดีย เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายใจให้แข็งแรงอายุวัฒนะ) ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นแนวทางนี้
  2. เป็นบันทึกเกี่ยวกับศิลปะในห้องหอ (房中術) (กามสูตรจีน) เพื่อกักเก็บและดึงพลังย้อนกลับไปบำรุงสมอง (ใช้แนวคิดเสี่ยวโจวเทียนเป็นพื้นฐาน)
  3. เป็นบันทึกเกี่ยวกับการฝังเข็มและการแพทย์ชี่กง (針灸與醫療氣功)

เสี่ยวโจวเทียน (小周天)

🔍 การตีความและวิเคราะห์ตัวบท
จะเห็นว่าข้อความในจารึกอาจเป็นคำอธิบายถึงวงจรการแปรสภาพพลังงานภายในแบบวิทยาศาสตร์โบราณ ตามแบบวิชาเสี่ยวโจวเทียน (小周天) โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ
  • ระยะที่ 1 การสะสมและหยั่งราก (จากฟ้าลงดิน): เมื่อหายใจเข้าลึก จิตสงบ พลังลมปราณ (ชี่) จะถูกสะสมไว้ที่จุดตันเถียนล่างในท้องน้อย (深則畜) เมื่อเต็มแน่นจะขยายตัวจะจมลง (伸則下) และสงบนิ่งทำให้จิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหวดั่งเมล็ดพันธุ์หยั่งราก (下則定、定則固)
  • ระยะที่ 2 การแปรสภาพและเติบโต (จากดินกลับสู่ฟ้า): ความมั่นคงภายในจะให้กำเนิดพลังงานใหม่ที่ผลิบานและเติบโตขึ้น (固則萌、萌則長) เป็นการแปรเปลี่ยนจากหยิน (ความสงบนิ่ง) สู่หยาง (การเคลื่อนไหว) เมื่อพลังเติบโตถึงขีดสุดจะไหลย้อนกลับขึ้นไปตามแนวกระดูกสันหลังผ่านเส้นลมปราณตูม่าย (督脉) เพื่อคืนสู่กระหม่อมหรือสู่ฟ้าเอง (長則退、退則天)
  • ระยะที่ 3 กลไกขับเคลื่อนของธรรมชาติ: ตามคำในจารึก พลังงานของฟ้าและดินทำหน้าที่เหมือนสากตำข้าว (舂) ที่กระแทกส่งแรงสลับกันบนล่าง (天幾舂在上、地幾舂在下) เกิดเป็นแรงดันหมุนเวียนพลังงานไม่สิ้นสุด หากหมุนเวียนตามธรรมชาติร่างกายจะเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา หากฝืนบังคับสวนกระแสร่างกายจะเสื่อมสลาย (順則生、逆則死)
จารึกหยกนี้มี 12 ด้าน ว่ากันว่าหมายถึง 12 ชั่วยาม (24 ชั่วโมง) ซึ่งอาจเป็นการย้ำเตือนว่าให้ตระหนักเช่นนี้ตลอดเวลา

แผนภาพภูมิทัศน์ภายในของร่างกายมนุษย์
เน่ยจิงถู (內經圖)

✍ การตีความเชิงปรัชญาสำหรับชีวิตประจำวัน
หากตัดเรื่องการฝึกกำลังภายในออกไป เราอาจตีความแบบสมการบริบทเพื่อใช้จารึกนี้เป็นคติเตือนใจอาจได้ประมาณนี้ครับ
  • 深則畜、畜則伸 (ลึกล้ำก็สะสม สะสมก็ขยายออก): ก่อนเริ่มโครงการใหญ่ อย่าเพิ่งรีบออกตัวแรง ให้เก็บตัว ฟัง อ่าน คิด ถาม เขียนรวบรวมข้อมูลให้ลึกซึ้งก่อน จากนั้นจึงจะเริ่มออกตัวได้
  • 下則定、定則固 (ลงล่างก็สงบ สงบก็มั่นคง): เผชิญหน้าวิกฤต ห้ามปล่อยให้อารมณ์หรืออัตตาขึ้นไปอยู่ที่หัว ให้ดึงความรู้สึกกลับมาที่ร่างกายหรือตันเถียนล่าง (ในท้องน้อย) อย่างมั่นคงเพื่อสงบสติอารมณ์
  • 固則萌、萌則長 (มั่นคงก็ผลิแย้ม ผลิแย้มก็เติบโต): ความคิดสร้างสรรค์และไอเดียที่ดี เกิดจากจิตใจที่นิ่งและตกผลึกแล้วเท่านั้น ไม่ได้เกิดจากความลนลาน เมื่อนิ่งและตกผลึกดีแล้วจากนั้นก็เริ่มงอกงามเอง
  • 順則生、逆則死 (คล้อยตามก็เป็น ย้อนทวนก็ตาย): ควรบริหารชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ถึงเวลาพักต้องกักเก็บ (หยิน) ถึงเวลาทำงานต้องปลดปล่อย (หยาง) หากฝืนธรรมชาติ ถึงเวลาต้องพักไม่พัก ถึงเวลาต้องทำไม่ทำ ร่างกายและงานก็จะพัง
ก็เป็นการตีความเอาสนุกๆนะครับ เพื่อนำมาเป็นปรัชญาเตือนใจในชีวิตประจำวันได้ครับ ซึ่งอาจสรุปรวมได้ว่า "ถ้าอยากขึ้นสูง (天) ต้องลงให้ลึก (深) และอยู่ข้างล่าง (下) ก่อน" เพราะมนุษย์เราจะกระโดดได้สูง ก็ต่อเมื่อย่อตัวลงต่ำก่อนเท่านั้น
(ส่วนนี้เป็นการตีความแบบแถๆเอาสนุกๆเท่านั้นนะครับ ไม่เป็นวิชาการ เผื่อจะใช้เป็นข้อคิดในชีวิตประจำวันได้ ไม่ต้องจริงจังกับมันก็ได้ครับ แล้วแต่จะเอาบริบทมาจับและแทนค่าสมการ ลองเอาไปแทนค่ากันดูนะครับ กระตุ้นความคิดได้ดี)


แถม
เอาจริงๆ เมื่อผมได้อ่านจารึกหยกนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงคัมภีร์มรกตของเฮอร์เมสขึ้นมาเลย มีความคล้ายคลึงกันสูงมาก

คัมภีร์มรกตของเฮอร์เมสอธิบายถึง พลังงานหรือสสารศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องวิ่งขึ้นไปสู่ฟ้า แล้วกลับลงมาสู่ดิน แปรสภาพแยกสิ่งหยาบออกจากสิ่งละเอียด
จารึกหยกอธิบายว่า ชี่ต้องลึกและลงล่างก่อนเพื่อหยั่งรากในดิน จากนั้นจึงแปรสภาพผลิบานและทะยานขึ้นสู่ฟ้า
ทั้งสองศาสตร์มองว่า พลังงานที่ทรงอานุภาพนี้ไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรงไปทางเดียว แต่ต้องวนลูปขึ้นลงสลับกันเพื่อหลอมรวมขั้วตรงข้าม (หยินหยาง) เข้าด้วยกัน

ความต่างเชิงปฏิบัติของศาสตร์ตะวันตกนั้น มักเน้นไปที่การควบคุมวัตถุธาตุภายนอก เป็นการเล่นแร่แปรธาตุโลหะต่างๆให้เป็นทองคำโดยผ่านปรัชญาในคัมภีร์มรกตของเฮอร์เมสนี้ (ภายหลังพัฒนามาเป็นปรัชญาทางจิตวิญญาณ) ในขณะที่ศาสตร์ตะวันออก (จีน) ของจารึกหยกนี้ แยบยลตรงที่ใช้ร่างกายและลมหายใจของตัวเองเป็นเตาหลอมตั้งแต่ต้น (เตาหลอมคือจุดตันเถียน) โดยไม่พึ่งพาการเล่นแร่แปรธาตุภายนอกใดใด

แต่ที่ชัดที่สุด ศาสตร์ตะวันตกจารึกไว้บนมรกต และศาสตร์ตะวันออกจารึกไว้บนหยก เป็นการใช้หินทรงค่าที่ใกล้เคียงกันอย่างน่าประหลาดจริงๆครับ บางทีคนสมัยโบราณอาจต้องการสื่อว่า "ข้อความเหล่านี้คือความรู้อันมีค่าสูงส่ง อมตะเหนือกาลเวลา ควรคงอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย เหมือนเนื้อหินอันทรงค่านี้ที่คงทนต่อกาลเวลา" ก็เป็นได้

🌌 การตีความด้วยสมการบริบท
การตีความแบบเปลี่ยนตัวแปรของบริบทเพื่อดูว่าแกนกลางของคัมภีร์ทำงานอย่างไรนั้น เป็นวิธีคิดเชิงปรัชญาของการมองโครงสร้างร่วมสากล หากแก่นของจารึกนี้คือ "วัฏจักรการกักเก็บและปลดปล่อยพลังงาน" เมื่อเราเปลี่ยนสมการบริบทโดยใช้แก่นเดิมก็จะได้แนวคิดใหม่ที่แม่นยำตามแนวทางเดิม เป็นแนวคิดของการเชื่อมโยงแก่นเพื่อปรับใช้ในบริบทต่างๆ เหมือนการเอาข้อคิดของหมากรุกหมากล้อม หรือหลักอริยสัจ 4 มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันนั่นแหละครับ แม้บางครั้งบางเรื่องอาจจะดูแถๆหรือดูไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับแนวคิดดั้งเดิม แต่หากจับแก่นมาใช้ก็ย่อมปรับใช้ได้ เพราะในสมการบริบทส่วนบุคคลมันอาจได้ผลเฉพาะตัวก็ได้

ไหนๆก็พูดถึงความคล้ายคลึงกันกับคัมภีร์มรกตของเฮอร์เมสแล้ว งั้นมาลองตีความจารึกหยกสนุกๆในบริบทของ ชาว The Secret ชาวนิวเอจ (New Age) และชาวพลังจิตเนรมิต (Manifestation) กันดูครับ

🪄 กฎแห่งการดึงดูดจากจารึกหยก
สาย The Secret จะบอกว่า คุณไม่สามารถดึงดูดอะไรได้เลยตราบใดที่จิตใจยังลนลานและฟุ้งซ่าน จารึกหยกได้อธิบายขั้นตอนนี้ไว้ว่า ให้เริ่มต้นจากการดิ่งจิตลงไปให้ลึก เช่น การทำสมาธิ หรือภาวะจูนคลื่นสมองระดับ Alpha/Theta เพื่อกักเก็บและโฟกัส "ภาพความปรารถนา" ของคุณไว้ภายใน (深則畜) ไม่ให้พลังงานกระจายหายไปกับการบ่นหรือคิดลบ เมื่อภาพนั้นแจ่มชัดและขยายตัวหนาแน่น (伸) พลังงานจะจมดิ่งลงสู่จิตใต้สำนึก (下) จนกระทั่งจิตเกิดความสงบนิ่ง (定) และเกิดความเชื่ออย่างสนิทใจว่าสิ่งนั้นเป็นของคุณแล้ว ความเชื่อนี้ต้องมั่นคงดั่งภูผา (固) ไม่มีความสงสัยมาสั่นคลอนได้ เมื่อพลังงานภายในเติบโตจนเต็มเปี่ยม หน้าที่ของคุณคือการ "ปล่อยวาง" (Let Go หรือ Detachment) ซึ่งตรงกับคำว่า "ล่าถอย" (退) คือการไม่ยึดติด ไม่กระวนกระวายว่าเมื่อไหร่จะมา แล้วส่งความไว้วางใจนั้นขึ้นไปสู่จักรวาลหรือฟ้าสวรรค์ (天) เพื่อให้กลไกของธรรมชาติทำงาน กลไกฟ้ารับส่งอยู่เบื้องบน กลไกดินรับส่งอยู่เบื้องล่าง (天幾舂在上、地幾舂在下) พลังงานระหว่าง "จิตกับจักรวาล" (ฟ้า) และ "โลกกายภาพ" (ดิน) ทำงานสะท้อนกลับไปกลับมาเหมือนสากที่ตำสลับกัน (舂) เมื่อคุณส่งคลื่นความถี่แบบไหนขึ้นไปสู่ฟ้า (上) ฟ้าจะตอกย้ำและส่งผลลัพธ์รูปแบบเดียวกันกลับลงมาสู่ดิน (下) เบื้อนบนสะท้อนเบื้องล่างเสมอ ภายนอกสะท้อนภายในเสมอ ดังนั้น หากคุณใช้ชีวิตอย่างสอดคล้อง (順) คือ คิดบวก อารมณ์ดี และลงมือทำด้วยพลังงานบวก สิ่งที่คุณปรารถนาก็จะถือกำเนิดขึ้นจริง (生) แต่หากคุณฝืน (逆) เช่น ปากบอกว่าอยากรวย แต่จิตใจเต็มไปด้วยความรู้สึกขาดแคลนและอิจฉา คลื่นความถี่จะหักล้างกันเอง และทำลายโอกาสที่จะประสบความสำเร็จไปโดยสิ้นเชิง (死)

ถ้าชาว The Secret ได้มาอ่านจารึกหยกอายุ 2,400 ปีชิ้นนี้ ก็อาจทึ่ง เพราะมันคือการพิสูจน์ว่า "สูตรสั่งการจักรวาล" ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งคิดค้นขึ้นในศตวรรษที่ 21 แต่คนจีนโบราณได้สลักมันลงบนก้อนหยกมาตั้งแต่ยุคชุนชิวจ้านกั๋ว (春秋戰國) แล้ว! มีคัมภีร์มรกตแล้วก็มีคัมภีร์หยกในอีกซีกโลกหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตาม ถ้าว่ากันตามหลักเต๋า (道) ซึ่งเป็นปรัชญารากฐานที่โอบอุ้มความคิดของจีนทั้งหมดไว้ แนวคิดการ "สั่งการจักรวาล" นั้น ค่อนข้างไม่สอดคล้องกับเต๋าเลยครับ เพราะเต๋าเน้นการปรับตัวตามธรรมชาติ การรู้วาระ เช่น จากอี้จิง ก็เป็นไปเพื่อใช้ประโยชน์หรือเลี่ยงภัย ไม่ใช่เพื่อไปควบคุมสั่งการธรรมชาติ แต่ไม่เป็นไร โครงสร้างยังสอดคล้องกันอยู่ และการตีความในหลักของ New Age ก็ยังคงแทนค่าในสมการได้อยู่นะครับ (เหมือนเอาหลักอริยสัจที่แต่เดิมสำหรับบรรลุธรรมไปทำธุรกิจนั่นแหละ) ถือว่าเป็นการตีความเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับชาว The Secret ได้ครับ

และมาลองมาดูการตีความให้จารึกนี้เป็นพิชัยสงครามกันดูครับ ย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นการตีความส่วนตัวเพื่อเล่นสนุกเป็นเกมทางความคิด ถือว่านำมาให้อ่านกันเล่นๆ อย่าถือจริงจังมากนะครับ

🩦 ตำราพิชัยสงครามจากจารึกหยก
ในบริบทการทหาร ชี่ (氣) คือ ขวัญกำลังใจของกองทัพ แก่นคือการบริหารจังหวะรุกรับ กองทัพที่ยอดเยี่ยมต้องซ่อนตัวได้อย่างลึกล้ำ กักเก็บกำลังบำรุงและขวัญกำลังใจไว้ (深則畜) ไม่ปล่อยให้ข้าศึกรู้ร่องรอยและการเคลื่อนไหว เมื่อขวัญกำลังใจเต็มเปี่ยม จะสามารถแผ่ขยายขีดความสามารถออกมา (伸) และปักหลักสร้างฐานดั่งอยู่ใต้พิภพ (下) ขบวนทัพจะเกิดความนิ่ง (定) และมั่นคงแน่นหนา (固) จนข้าศึกตีไม่แตก เมื่อปิดโอกาสแพ้ของตนแล้ว จากความมั่นคงในการตั้งรับ (หยิน) จะสามารถให้กำเนิดแผนการรุกได้ (萌) (หยาง) และขยายผลกลายเป็นการบุกจู่โจมครั้งใหญ่ (長) เมื่อบุกขยายผลจนบรรลุเป้าหมายสูงสุดแล้ว ต้องรู้จักล่าถอยอย่างมีกลยุทธ์ (退) เพื่อรักษาตำแหน่งและอำนาจเหนือกว่าเอาไว้ในจุดสูงสุด (天) อย่าบ้าดีเดือดจนเสี่ยงเพลี่ยงพล้ำ กลยุทธ์การสงครามคือการรุกและรับ ซึ่งกระแทกกระทั้นสลับกันไปมาดั่งสากตำข้าว (舂) รุกรับเป็นพลวัตสลับกันไป รุกอยู่บนมองหา รับอยู่ล่างซ่อนเร้น (天幾舂在上、地幾舂在下) หากเคลื่อนทัพสอดคล้องกับสถานการณ์และภูมิประเทศ (順) กองทัพย่อมอยู่รอด (生) แต่ถ้าฝืนดันทุรัง รุกในยามที่ควรรับ รับในยามที่ควรรุก (逆) กองทัพย่อมมอดม้วย (死)

ก็อาจจะออกมาเป็นประมาณนี้(มั้ง?) ซึ่งโครงสร้างสากลก็ยังคงเป็น "หากอยากจะส่งพลังออกไปให้สูงและไกล (天/長) คุณต้องเรียนรู้วิธีผ่อนคลาย กักเก็บ และหยั่งรากลงให้ลึกที่สุด (深/下) เสียก่อน" ลองเอาแนวทางนี้ไปตีความสนุกๆเป็น "กามสูตรจีน" กันดูสิครับ หากแก่นคือการบริหารการรุกรับ มันจะออกมาเป็นอย่างไรกันนะ อิอิ

22 พฤษภาคม 2569

Shake it off - สลัดเรื่องเฮงซวยด้วยการเขย่ามันออกไป


เรื่องราวต่างๆในชีวิตที่เกิดขึ้นมักทิ้งร่องรอยเอาไว้เสมอ โดยเฉพาะอารมณ์ที่ตกค้างหลังจากผ่านเหตุการณ์ที่ชวนเครียดหรือตกใจ เช่น หมาเห่า เจ้านายด่า จ่าจับ รับซวย ฯลฯ เมื่อเรื่องไม่ปลอดภัยนั้นผ่านไปแล้ว แต่อารมณ์ความรู้สึกหรือความตึงเครียดยังคงตกค้างอยู่ ซึ่งอารมณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ บางทีอาจทำให้อึนไปเป็นวันๆจากเรื่องเฮงซวยเพียงเรื่องเดียว

ลองสังเกตเวลาสุนัขข่มเหงกันเสร็จแล้ว (ก็นิสัยหมาๆอ่ะนะครับ) หลังจากภัยผ่านพ้นไป สิ่งที่มันจะทำทันทีคือ "ถอนหายใจใหญ่แล้วสะบัดตัว" เพียงครู่เดียวหน้าตาหมาหงอยก็หายไป มันกลับมาร่าเริงเป็นตัวของมันเองได้อีกครั้ง (จะเห็นว่าสุนัขไม่ใช่สะบัดตัวแค่ตอนเปียกหรือเลอะดินเท่านั้นนะ) ราวกับมันรู้กลไกธรรมชาติว่า ต้องสะบัดอารมณ์ตกค้างออกไป!

เมื่ออารมณ์ติดหล่มในจิตใจกลายเป็นความติดขัดในร่างกาย
ในทางปรัชญา เมื่อมีอารมณ์ขุ่นมัว พลังงานหรือชี่ (氣) จะเกิดการติดขัด ซึ่งจะปรากฏชัดเจนผ่านการเกร็งค้างของกล้ามเนื้อ ตรงไหนเกร็งตึง ตรงนั้นคือชี่ติดขัดไม่ไหลเวียน ลองสำรวจร่างกายของคุณดูครับ
  • ขากรรไกรเกร็ง: กำลังพยายามขบคิดเพื่อแก้ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก
  • บ่าไหล่ต้นคอตึง: เครียดจากการแบกอารมณ์โกรธ อัดอั้น หรือมีความกดดันที่กำลังแบกรับไว้
  • หน้าท้องแขม่วหรือเกร็งไม่รู้ตัว: ในใจกำลังกลัวลึกๆว่าจะได้รับผลกระทบจากอะไรบางอย่าง
  • กล้ามเนื้อขาเกร็ง: สัญชาตญาณอยากจะหนีไปให้พ้นจากปัญหานั้น
เป็นต้น

เมื่อกล้ามเนื้อเกร็งค้าง ชี่ก็ติดขัด เมื่อชี่ติดขัด จิตใจก็พลอยติดหล่มอยู่กับอารมณ์เดิมๆ กลายเป็นวงจรป้อนกลับเชิงลบที่ยิ่งคิดก็ยิ่งตึง ยิ่งตึงก็ยิ่งคิดกังวลง่ายขึ้น กลายเป็นการเก็บกดทั้งในระดับพลังงานและจิตใจจนชี่ติดขัดเรื้อรัง

ปลดปล่อยรูปนามด้วยการเลียนแบบธรรมชาติ
มนุษย์เราต่างจากสัตว์ตรงที่ มักใช้ความคิดและกรอบของสังคมคอยกดข่มปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณนี้ไว้ เจ้านายด่าเสร็จ เราจะสะบัดตัวใส่ตรงนั้นก็ไม่ได้ ทำให้นอกจากอารมณ์จะตกค้างแล้ว พลังงานลบยังติดแหง็กในร่างกาย แต่เราสามารถเรียนรู้และเลียนแบบธรรมชาติได้ครับ ในทางปรัชญาเต๋า รูปนาม (สสารและพลังงาน) คือสิ่งเดียวกัน (形氣一体) แต่คนละสถานะ ดังนั้น เมื่อเราเคลื่อนไหวทางกายภาพ ย่อมส่งผลต่อพลังงานภายในโดยตรง หากไม่สะดวกไปวิ่งออกกำลังกาย คุณสามารถหาพื้นที่ส่วนตัว หรือลานกว้างที่สบายใจ แล้วลองทำตามแนวทางชี่กงเขย่าตัว ด้วยการ ถอนหายใจยาวๆ ออกมาหนึ่งครั้งเพื่อระบายชี่ที่อัดอั้น เขย่งเท้าขึ้นลงซ้ำๆ ปล่อยให้ข้อต่อ บ่า ไหล่ และแขนทั้งสองข้างอ่อนย้วย สะบัดแขน สะบัดขา ปล่อยแรงเหวี่ยงไปตามธรรมชาติ

เมื่อกายภาพขยับ ชี่ที่เคยติดขัดก็จะเกิดแรงผลักให้เคลื่อนไหว จิตใจที่เคยยึดติดกับอารมณ์เฮงซวยก็จะถูกเขย่าให้หลุดออกไปด้วย อาจพูดให้เห็นภาพได้ว่า เมื่อเขย่าตัวอารมณ์ขุ่นมัวที่ตกค้างก็ร่วงกราวๆลงสู่ดิน แล้วจากนั้นก็ใช้ชีวิตอย่างเป็นตัวของคุณเองต่อไป

ในการเขย่าตัว หากนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดี ลองดูตัวอย่างชี่กงเขย่าตัวเป็นแนวทางดูครับ

ในชีวิตประจำวันสิ่งสำคัญ คือ ทุกครั้งที่รู้ตัวว่าเผลอเกร็งก็ให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนให้เหลวไปตามแรงโน้มถ่วง ทรงตัวอยู่ได้ด้วยโครงสร้างของกระดูกเป็นหลัก ตัวตรงเหมือนมีด้ายจากฟ้าผูกที่กลางศีรษะ แล้วใช้ชีวิตให้ใจเบาสบายที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็พอ รับรู้ทุกอย่างตามความเป็นจริง และเก็บเคล็ดลับการเขย่าตัวเองเอาไว้ใช้เมื่อมีการติดขัดเกิดขึ้น

สุดท้ายนี้ขอให้อายุยืนและสุขภาพดีทั้งกายและใจนะครับ
สวัสดีครับ ^_^

อ้างอิง

01 กุมภาพันธ์ 2569

หมากกระดานวิถีเต๋า - หมากล้อมในฐานะกระจกส่องใจและการบำเพ็ญที่ถูกลืมเลือน


ในบรรณพิภพของปราชญ์จีนโบราณ สี่ศิลปะของปัญญาชน ฉินฉีชูฮว่า (琴棋書畫) อันประกอบด้วย ดนตรี (琴), หมากกระดาน (棋), อักษรวิจิตร (書), และ การวาดภาพ (畫) ไม่ได้ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อความรื่นเริงหรือการแสดงความสามารถทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำหรับการขัดเกลาจิตใจของปราชญ์จีนในสมัยโบราณ โดยเฉพาะฉี (หมากกระดาน) ที่มักหมายถึงหมากล้อม (圍棋 - เว๋ยฉี) ปราชญ์มองว่าเป็นจักรวาลจำลองเพื่อให้มนุษย์ได้เรียนรู้สัจธรรมของโลกผ่านกระดานที่มี 361 จุด ซึ่งแทนจำนวนวันในหนึ่งปี และหมากขาวดำแทนหยินหยาง การวางหมากคือการจัดระเบียบฟ้าดินโดยมนุษย์ เป้าหมายไม่ใช่การทำลายล้างคู่ต่อสู้ แต่คือการหาความสมดุลร่วมกัน

ดนตรี (琴) เพื่อฟังเสียงภายในและชำระล้างจิตใจ
หมากกระดาน (棋) เพื่อฝึกกลยุทธ์และการยอมรับกฎแห่งสมดุล
อักษรวิจิตร (書) เพื่อฝึกสมาธิและควบคุมชี่
การวาดภาพ (畫) เพื่อฝึกการมองเห็นความงามและความว่าง

การบำเพ็ญเต๋าผ่านกระดานเหลี่ยมหมากกลม
สำหรับการบำเพ็ญตามวิถีปราชญ์ หมากล้อมคือการฝึกฝนเพื่อเข้าถึงสภาวะที่หัวคิดและหัวใจหลอมรวมเข้าด้วยกัน ในการแข่งขัน เรามักเดินหมากเพื่อเอาชนะ แต่ในการบำเพ็ญ ปราชญ์ใช้หมากเพื่อลดทอนอัตตาตัวตน ทุกครั้งที่โลภอยากได้พื้นที่มากเกินไปปรากฏขึ้น หมากจะซ่านเซ็นและอ่อนแอ การสละหมากจึงไม่ใช่เพียงยุทธวิธี แต่คือการฝึกจิตให้ปล่อยวางความยึดมั่นจากตัวกูของกู

ในหมากกระดานที่เป็นตรรกะบริสุทธิ์อย่างหมากล้อม ความพ่ายแพ้คือกระจกที่สะท้อนข้อจำกัดของสติปัญญามนุษย์ ปราชญ์ใช้การยอมรับความพ่ายแพ้เพื่อสยบความลำพองใจ เรียนรู้ที่จะยิ้มให้กับการอ่านหมากที่ผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปอย่างที่คิด และยอมรับว่าแม้จะพยายามเพียงใด ฟ้าดิน (กฎธรรมชาติบนกระดาน) ย่อมเที่ยงธรรมเสมอ

ปราชญ์โบราณไม่ได้ใช้หมากล้อมเพื่อการคำนวณเพียงอย่างเดียว แต่เขาใช้หมากล้อมเพื่อเข้าถึงสภาวะอู๋เหวย (無為) คือการกระทำที่สอดคล้องกับจังหวะของธรรมชาติ ลื่นไหลไร้ฝืน เมื่อเมื่อบำเพ็ญตนวันแล้ววันเล่า จนมองเห็นรูปทรงของความสมดุล หัวคิดจะหยุดการคำนวณอย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วหัวใจจะใช้สหัชญาณ (Intuition) ในการวางหมากลงในจุดที่มันควรอยู่ ด้วยใจที่เบาสบาย

การสนทนาด้วยมือ และอานาปานสติ
โส่วทั๋น (手談) หรือการสนทนาด้วยมือ โดยใช้กระดานเป็นสื่อกลาง เป็นการเล่นหมากล้อมเพื่อสัมผัสถึงจิตใจของอีกฝ่ายและจิตใจตนเอง เป็นการสื่อสารที่ข้ามพ้นถ้อยคำ

การวางหมากแต่ละตัวถูกกำกับด้วยลมหายใจ (ชี่) หากจิตใจสั่นคลอน หมากที่วางจะไร้พลัง ปราชญ์จึงฝึกให้ใจนิ่ง แม้ในจังหวะที่ถูกล้อมกรอบ การเล่นหมากล้อมในอดีตมักเล่นในพื้นที่สงบ เพื่อหลีกหนีจากโลกธรรมแปด ทำให้กระดานหมากเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการเผชิญหน้ากับกิเลสอันละเอียดอ่อนในตนเอง

เงาที่ทาบทับ เมื่อกระดานหมากล้อมกลายเป็นเพียงสนามประลอง
ทว่า ในโลกปัจจุบัน วิถีแห่งปราชญ์ได้ถูกบดบังด้วยม่านหมอกของการแข่งขัน ทุกวันนี้หมากล้อมถูกพัฒนาให้กลายเป็นสมรภูมิสมองที่ดุดัน ป่าวประกาศว่าเป็นเกมของอัจฉริยะ พยายามเป็นเหมือน AI ที่ต้องอ่านหมากให้แม่นยำที่สุด จนสูญเสียความสุนทรีย์และความสงบในใจไป การเล่นหมากล้อมจากความสนุกกลายเป็นความเครียด เพื่อสั่งสมชัยชนะ แต่ไม่ได้สั่งสมความว่าง ส่งเสริมการเพิ่มพูน แต่ไม่ส่งเสริมการลดทอน เมื่อความผิดพลาดถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวที่ต้องถูกเยาะเย้ย หัวใจของการบำเพ็ญจึงมอดดับลง

ในวันที่ทุกคนจ้องจะเอาชนะกัน การสนทนาด้วยมือจึงกลายเป็นการตะคอกใส่กัน บ้างก็หยิบยืมตรรกะอันสมบูรณ์แบบของ AI มาเพื่อหวังชัยชนะเพียงอย่างเดียว แต่ในการบำเพ็ญ การสนทนาด้วยมือนั้น คือการทำความรู้จักตัวตนผ่านการตอบสนอง เป็นการสะท้อนไม่ใช่การประลอง เมื่อท่านเดินหมากเข้าเบียด มันไม่ใช่แค่การเอาพื้นที่ แต่มันคือการถามว่า "ท่านยึดติดกับตรงนี้แค่ไหน?" หากเขาตอบโต้ด้วยความโกรธ ท่านจะเห็นความมุทะลุ หากเขาถอยหนีทั้งที่สู้ได้ ท่านจะเห็นความหวาดระแวง ไม่ใช่ว่าท่านเดินหมากไม่ดี แต่อัตตาของเขากระเพื่อมเอง
การสนทนาด้วยมือที่แท้จริง คือการเดินหมากเพื่อให้เราและคู่เล่นได้เห็นข้อบกพร่องของตนเอง โดยมีกระดานเป็นกระจกที่สะท้อนเงาของทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน และในขณะเดียวกัน เราก็เรียนรู้ความอดทนของตนเองเมื่อต้องเล่นกับคนที่ฝีมือต่างกัน การที่ท่านพบว่าคู่ต่อสู้ฝีมืออ่อนกว่า ไม่ได้หมายความว่าเขาด้อยกว่าในฐานะมนุษย์ และการที่ท่านพบว่าคู่ต่อสู้เก่งกว่า ก็ไม่ได้แปลว่าท่านด้อยกว่าในฐานะมนุษย์เช่นกัน การสนทนาด้วยมืออันงดงามจึงเป็นการที่ทั้งสองฝ่ายต่างพึงพอใจในความสมดุลที่เกิดขึ้นบนกระดาน เหมือนการร่ายรำที่ไม่มีใครจ้องจะเอาชนะใคร ไม่มีใครเหนือกว่าใครในฐานะมนุษย์ แต่เป็นการวาดภาพร่วมกัน บรรเลงดนตรีและร่ายรำร่วมกันบนกระดาน

แต่ด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันในปัจจุบัน ซึ่งดูเหมือนจะมีเพียงสายเดียวที่เหลืออยู่ เราไม่ได้สนทนาด้วยมือกันอีกต่อไปแล้ว แต่เรากำลังคำนวณด้วยตรรกะอย่างไร้จิตวิญญาณเพื่ออุดปากอีกฝ่าย โส่วทั๋นหรือการสนทนาด้วยมือ จึงกลายเป็นเพียงตำนานเล่าขาน หาผู้ปฏิบัติจริงได้ยาก และดูเหมือนจะสาบสูญไปแล้ว?

เกียรติยศของสายแข่งขัน และคุณค่าของสายบำเพ็ญ
ในขณะที่วิถีการบำเพ็ญผ่านกระดานหมากล้อมดูเหมือนจะเลือนหาย แต่เราก็ต้องยอมรับเกียรติยศของสายแข่งขัน ในฐานะผู้บุกเบิกพรมแดนแห่งสติปัญญาเช่นกัน พวกเขาคือผู้ที่อุทิศแรงกายแรงใจคำนวณจนถึงขีดสุดเพื่อเผยให้เห็นความลึกซึ้งของตรรกะที่ซ่อนอยู่ คุณูปการของสายแข่งขันคือการยกระดับหมากกระดานให้กลายเป็นศาสตร์ชั้นสูงที่น่าเกรงขาม เปรียบได้กับนักมวยบนสังเวียนที่ฝึกฝนร่างกายจนเป็นเลิศเพื่อพิสูจน์ขีดจำกัดของมนุษย์ การมีอยู่ของสายแข่งขันทำให้หมากกระดานก้าวหน้าและเปี่ยมไปด้วยพลัง ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ช่วยเปิดพรมแดนที่มนุษย์ไม่อาจไปถึง

ทว่า ท่ามกลางกระแสแห่งการพิสูจน์ความเหนือกว่านั้น ยังมีอีกวิถีหนึ่งที่ดำรงอยู่เคียงคู่กันมาในสมัยโบราณ นั่นคือสายบำเพ็ญ ซึ่งมีเป้าหมายต่างออกไป หากสายแข่งขันคือการออกไปสำรวจโลกภายนอก สายบำเพ็ญคือการกลับมาสำรวจโลกภายในใจตนเอง ทั้งสองสายต่างเป็นชิ้นส่วนที่เติมเต็มซึ่งกันและกันเหมือนหยินและหยาง การเข้าใจในบทบาทที่แตกต่างนี้จะช่วยให้ผู้เล่นไม่หลงทาง และไม่มองว่าการบำเพ็ญเป็นเพียงอาภรณ์ของความอ่อนแอ แต่เป็นวิถีที่ลึกซึ้งของทางเลือกแห่งจิตวิญญาณที่ต่างกัน

วิถีแห่งการเร้นกาย
วิถีแห่งการบำเพ็ญด้วยหมากกระดานในปัจจุบัน อาจเปรียบได้กับมวยจีนโบราณที่พ่ายแพ้ให้กับมวยแข่งขันในแง่ของพละกำลังและชั้นเชิง สายบำเพ็ญอาจจะสู้ไม่ไหวในโลกแห่งการแข่งขัน เพราะเป้าหมายของการบำเพ็ญไม่ใช่การยืนอยู่บนยอดเขาเพื่อประกาศชัยชนะ แต่คือการเดินเข้าสู่ก้นบึ้งของใจตนเอง

การบอกว่า "เล่นเพื่อบำเพ็ญ" อาจถูกเย้ยหยันว่าเป็นเพียงอาภรณ์ของคนขี้แพ้ที่ใช้ห่อหุ้มความไร้สามารถ แต่ในความเป็นจริง การบำเพ็ญไม่ใช่การหนีจากการคำนวณเพราะทำไม่ได้ แต่คือการก้าวข้ามการคำนวณหลังจากที่รู้แจ้งในข้อจำกัดของมันแล้ว เหมือนมวยจีนที่ไม่ได้ฝึกเพื่อไปเอาชนะใครบนสังเวียน แต่ฝึกเพื่อให้ร่างกายและจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับสมดุลธรรมชาติ
ปราชญ์ใช้ตรรกะเพื่อไปให้ถึงจุดที่ตรรกะใช้ไม่ได้ เมื่อคำนวณไปจนสุดทางแล้วพบว่า มันเป็นไปได้หลากหลายเหลือเกิน จุดนั้นแหละที่สหัชญาณจะเริ่มทำงาน ร่างกายจะหยุดคำนวณแล้วใช้ความรู้สึกถึงความเหมาะสมในการวางหมาก นี่อาจเป็นจุดที่สายแข่งขันอาจไม่เห็นด้วย แต่ปราชญ์จะยิ้มเพราะรู้ว่านี่คือจุดที่มนุษย์ต้องปล่อยวางให้ธรรมชาติทำงาน ปราชญ์สมัยก่อนไม่ได้พยายามเป็น AI เพื่อคำนวณตรรกะได้อย่างสมบูรณ์ แต่เขาใช้หมากล้อมเพื่อเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ คือรู้ทั้งตรรกะและรู้ทั้งการปล่อยวาง นั่นอาจเป็นการใช้หมากล้อมอย่างสอดคล้องกับการบำเพ็ญเต๋ามากที่สุด

เมื่อการบำเพ็ญเป็นเรื่องภายใน มันจึงไม่มีถ้วยรางวัล ไม่มีสถิติที่จะโอ้อวดได้ และดูเหมือนจะสูญหายไปท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ถาโถม แต่สำหรับผู้ที่ยังคงนั่งลงหน้ากระดานด้วยใจที่สงบ ยิ้มให้กับความผิดพลาดของตนเองในฐานะมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง เดินหมากด้วยความรู้สึกแรกที่แจ่มชัด และก้าวพ้นผลแพ้ชนะภายในจิตใจ วิถีแห่งปราชญ์โบราณอาจจะยังไม่ได้หายไปไหน แต่คงเร้นกายอยู่อย่างมั่นคงในทุกตาเดินที่เปี่ยมด้วยสติและความว่าง

ผู้รู้ไม่พูด
ผู้พูดไม่รู้
-เหลาจื่อ
คัมภีร์เต๋าเต้อจิง

บทความนี้หวังเพียงเพื่อเป็นคำเตือนใจแก่ปราชญ์ผู้เร้นกาย ให้กลับมาพบความสนุกบนกระดานและความหมายที่แท้จริงในชีวิตอีกครั้ง
ไม่ว่าหมากกระดานนั้นจะเป็นหมากล้อมหรือไม่ก็ตาม...

เมฆาหวนคืนหุบเหวใหญ่
โดย หวงจวินปี้
雲歸大壑 黃君璧 (1898-1991)
https://www.sothebys.com/en/auctions/ecatalogue/2012/fine-chinese-paintings-hk0398/lot.1391.html

18 พฤศจิกายน 2568

ท่ากำมือมั่น (握固) - อาวุธลับในการรักษาสุขภาพ


👶 ท่านทราบหรือไม่ว่า แท้จริงแล้ว ทารกนั้นกำเนิดมาพร้อมกับศิลปะการบำรุงสุขภาพโดยธรรมชาติ? กำมือมั่น (握固 - ว้อกู้) คือ ลักษณะมือที่มักใช้กันในศาสตร์การบำรุงสุขภาพแบบเต๋า ซึ่งมิได้เพียงส่งเสริมให้ชี่แห่งใจ (心氣) รวมเป็นหนึ่งเท่านั้น หากยังสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายและป้องกันพิษภัย (辟邪防毒) ได้อีกด้วยนะ! 😮

✊ การกำมือมั่นนั้นทำได้ง่ายดายยิ่งนัก ทว่ามันกลับเป็นความลับแห่งร่างกายมนุษย์ในการขับไล่สิ่งชั่วร้ายและหลีกเลี่ยงพิษภัย โดยมีวิธีการดังนี้: ใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือแตะที่โคนของนิ้วนาง ส่วนนิ้วอื่น ๆ ที่เหลือให้กำลงมาเบา ๆ ทารกก็มีลักษณะการกำมือเช่นนี้ จึงถูกขนานนามว่า "เคล็ดวิชาของทารก" (子决 - จื่อเจวี๋ย) หรือที่เรียกกันว่า "กำมือมั่น" (握固) นั่นเอง
กำมือแบบทารก
https://zhuanlan.zhihu.com/p/250515094

💡 การกำมือมั่นหากนำมาผนวกเข้ากับการฝึกฝนพลัง จะยิ่งให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น! ตำราเต่าอิ่นฝ่า (导引法) ได้กล่าวไว้ว่า:

“拘魂门,制魄户,名曰握固。法屈大拇指,着小指内抱之。”

"กุมประตูแห่งขวัญ, คุมทวารแห่งมิ่ง, นามว่ากำมือมั่น. วิธีการคืองอนิ้วหัวแม่มือ, สัมผัสภายในนิ้วก้อย[หรือนิ้วนาง]แล้วโอบไว้."

 และยังกล่าวอีกว่า:

“拘魂门,制魄户,名曰握固与魂魄安户也。”

"กุมประตูแห่งขวัญ, คุมทวารแห่งมิ่ง, นามว่ากำมือมั่นด้วยเป็นเรือนสงบแห่งมิ่งขวัญแล."

📜นี่คือวิธีในการผนึกจิง (固精) ทำให้ดวงตากระจ่าง (明目) ยืดอายุขัย (留年) และกลับคืนขวัญ (還魂) หากสามารถกำมือมั่นได้ตลอดวัน พลังงานชั่วร้ายและร้อยพิษภัยมิอาจกล้ำกลาย

🌿 การกำมือมั่นมิได้เพียงแต่สามารถปกปักรักษาซึ่ง 'จิง ชี่ เสิน' [แก่นแท้ พลังงาน และจิตวิญญาณ] ของผู้คนเท่านั้น หากยังช่วยทำให้จิตใจสงบและมั่นคง (安神定神) อีกด้วย แพทย์แผนจีนเชื่อว่าตับและไตมีรากฐานร่วมกัน (肝腎同根) ตับสามารถควบคุมอารมณ์และชี่เลือดได้ เส้นลมปราณตับนั้นเกี่ยวพันกับตับ, เอ็น, ดวงตา, ถุงน้ำดี และอื่น ๆ ส่วนไตนั้นคือน้ำ, เป็นพื้นฐานแห่งการเจริญเติบโตของร่างกาย เส้นลมปราณตับและเส้นลมปราณไต ทั้งสองนี้มักจะทำงานประสานกัน เพื่อกักเก็บและใช้แก่นแท้ (精) และมิ่ง (魄) ของผู้ฝึก หากบำเพ็ญอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ย่อมสามารถทำให้จิตใจสงบและมั่นคงได้

💪 การกำมือมั่นมีคุณประโยชน์อย่างยิ่งในการบำรุงไตและช่วยเสริมพลังหยาง (補腎助陽) สำหรับผู้ป่วยวัยกลางคนและผู้สูงอายุที่มีอาการไตพร่อง (腎虛) ทั้งยังสามารถ ขจัดความชื้นและระงับสิ่งชั่วร้าย (祛濕抑邪) ได้ด้วย หากร่างกายมีความชื้นหรือชี่ร้าย (濕氣邪氣) ก็สามารถขับออกไปได้ด้วยการกำมือมั่น ซึ่งมีผลลัพธ์ที่โดดเด่นในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

💡 ข้อควรระวัง: ขณะกำมือมั่นไม่ควรกำแน่นจนเกินไป ควรให้รู้สึกสบายที่สุด การกำมือมั่นไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่ สามารถทำได้ทุกเมื่อและทุกแห่ง ควรทำละครั้ง 5 นาที+ หากกระทำขณะนั่งสมาธิหรือทำสมาธิ ควรทำอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง การกำมือมั่นก่อนนอนช่วยให้หลับได้เร็วขึ้น การกำมือมั่นมิได้ให้ผลลัพธ์ในสองสามวัน จำเป็นต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจึงจะบังเกิดผลอันน่าอัศจรรย์

🌈 บัดนี้ ท่านจงไปทดลองดูเถิด! จงให้การกำมือมั่น (握固) เป็นอาวุธลับในการปกปักรักษาซึ่ง 'จิง ชี่ เสิน' ของท่านเอง!

https://zhuanlan.zhihu.com/p/539285016


แถม
การกำมือมั่นควรกำทั้งสองข้างถ้าเป็นไปได้ แต่หากต้องกำมือมั่นข้างเดียว ควรเป็นมือซ้าย เพราะในทางเต๋าและแพทย์จีน แขนซ้ายสัมพันธ์กับเลือดและหัวใจ การกำมือมั่นที่มือซ้ายจะช่วยสงบเสิน (神) และกล่อมหัวใจให้เข้าสู่สภาวะพักผ่อนได้เร็วกว่า แต่หากทำสองข้างได้ จะเป็นการปิดวงจรพลังงานที่สมบูรณ์แบบที่สุด เปรียบเสมือนการปิดประตูเมืองทั้งทิศตะวันออกและตะวันตกครับ


กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา - แปลและเรียบเรียง

แปลและเรียบเรียงจาก

11 กันยายน 2568

Earthing - ชาร์จแบตเตอร์ี่แท้ให้ร่างกายและจิตใจด้วยการกราวดิ้ง

https://allgrounded.com/grounding/

ในยุคที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ อาหารแปรรูปสูง และแสงไฟประดิษฐ์ เรามักรู้สึกเหนื่อยล้าและหมดพลังโดยไม่รู้สาเหตุ เปรียบได้กับร่างกายที่กำลังใช้แบตเตอรี่ปลอม จนการทำงานของระบบต่างๆเริ่มรวนและผิดเพี้ยนไป ปรัชญาจีนโบราณได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติว่ามีพลังงานที่คอยหล่อเลี้ยงซึ่งกันและกันเสมอ ดังนั้น หากคุณกำลังมองหาวิธีเติมพลังงานที่บริสุทธิ์เพื่อชาร์จแบตเตอรี่แท้ให้กับร่างกาย บทความนี้จะนำเสนอ 3 วิธีการง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณกลับมาเชื่อมต่อกับโลกได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง

3 วิธีการกราวดิ้ง (grounding; earthing) แบบง่ายๆ

1. เท้าเปล่าสัมผัสพื้นโลก
การสัมผัสพื้นดินโดยตรงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกราวดิ้ง การเดินเท้าเปล่าบนพื้นหญ้า, ทราย, หรือหินที่เปียกน้ำก็เป็นวิธีที่ดีเช่นกันครับ สิ่งเหล่านี้สามารถเชื่อมต่อพลังงานได้

2. สัมผัสต้นไม้
การใช้มือเปล่าสัมผัสต้นไม้เป็นการกราวดิ้งที่ยอดเยี่ยมอีกวิธีหนึ่ง ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรากยึดลึกอยู่ในดินและดูดซับพลังงานจากพื้นโลก การที่เราใช้มือสัมผัสลำต้นหรือแม้แต่กอดต้นไม้ จะช่วยให้เราสามารถเชื่อมต่อและรับพลังงานจากโลกผ่านต้นไม้ได้เช่นกัน

3. การแช่เท้าในน้ำอุ่นผสมเกลือ
หากไม่สามารถออกไปกราวดิ้งนอกสถานที่ได้ โดยเฉพาะคนเมืองในตึกสูงสมัยนี้ การใช้วิธีแช่เท้าในน้ำเกลือก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี โดยใช้เกลือ 1-2 ช้อนชา กับน้ำอุ่นใส่ในภาชนะท่วมประมาณข้อเท้า น้ำเป็นสื่อนำพลังงานที่ดีเยี่ยม การแช่เท้าในน้ำอุ่นที่ผสมเกลือหรือเกลือทะเลเล็กน้อยก็สามารถช่วยถ่ายเทประจุไฟฟ้าส่วนเกินออกจากร่างกายได้เช่นกัน นิยมแช่เท้าตอนหัวค่ำก่อนนอน

ไม่ว่าจะเลือกวิธีการกราวดิ้งแบบใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งใจเชื่อมต่อกับธรรมชาติและพลังงานที่บริสุทธิ์ของโลก การปฏิบัติที่เรียบง่ายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การดูแลสุขภาพกาย แต่ยังเป็นการบำบัดจิตใจให้กลับมามีรากฐานที่มั่นคงอีกครั้ง เมื่อคุณสามารถถ่ายเทพลังงานที่ติดขัดและรับพลังงานที่บริสุทธิ์จากโลกอย่างสม่ำเสมอ คุณก็จะรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับของร่างกายและจิตใจ เปรียบเสมือนร่างกายที่ได้รับการชาร์จด้วยแบตเตอรี่แท้จากธรรมชาติจนสามารถกลับมาทำงานได้อย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพอีกครั้งครับ

กราวดิ้ง + แสงแดดอ่อนๆยามเช้า + อาการบริสุทธิ์ + สมาธิกายบริหารชี่กง = การชาร์จแบตเตอรี่แท้ในอุดมคติ

https://www.soulventure.com/what-is-grounding/

09 กันยายน 2568

สมาธิเต๋า - เน่ยตัน (內丹) การหลอมโอสถอายุวัฒนะภายใน


กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา - แปล

ฟ้าเบื้องบนไม่มีเทพเซียนที่ไร้คุณธรรม.
ก่อนบำเพ็ญวิถีเซียน, บำเพ็ญวิถีมนุษย์ให้ได้เสียก่อน.
คุณธรรม(เต๋อ)คือรากฐานแห่งวิถี(เต๋า).

เฉินจื้อซวีในยุคราชวงศ์หยวนได้กล่าวไว้ในคัมภีร์จินตันต้าเหยา (แก่นแท้แห่งโอสถทองคำ) ม้วนสี่ว่า: "ทั้งหมดนี้ล้วนไม่พ้นสามสิ่ง เสิน (神), ชี่ (氣) และ จิง (精), เมื่อสามสิ่งนี้มีปฏิสัมพันธ์กัน, หากไหลตามปกติก็จะกลายเป็นคน, หากย้อนกลับก็จะก่อเกิดโอสถอายุวัฒนะ. อะไรคือไหลตามปกติ? หนึ่งเกิดสอง, สองเกิดสาม, สามเกิดสรรพสิ่ง, ดังนั้นความว่าง (虛) จึงแปรเป็นเสิน, เสินแปรเป็นชี่, ชี่แปรเป็นจิง, จิงแปรเป็นรูป, รูปก็กลายเป็นคน. อะไรคือย้อนกลับ? สรรพสิ่งล้วนมีสาม, สามกลับคืนสอง, สองกลับคืนหนึ่ง, ผู้ที่รู้วิถีนี้จะสงบเสินรักษารูป, หล่อเลี้ยงรูปเพื่อกลั่นจิง, สะสมจิงเพื่อแปรเป็นชี่, หลอมชี่เพื่อรวมกับเสิน, กลั่นเสินกลับสู่ความว่าง, โอสถทองคำก็สำเร็จ"


เน่ยตัน (內丹) การหลอมโอสถอายุวัฒนะภายใน
กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา - แปล
*หากผิดพลาดขาดตกบกพร่องประการใด ข้าพเจ้าต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

หลอมจิงแปรเป็นชี่ (煉精化氣)

ลัทธิเต๋าเชื่อในการยืดอายุและบรรลุเป็นเซียน โดยใช้การฝึกฝน จิง (精), ชี่ (氣), และ เสิน (神) เป็นพื้นฐาน ในมุมมองของนักพรตเต๋า ในช่วงแรกเริ่มของมนุษย์ จิง, ชี่, และ เสิน เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด ดังนั้นสภาวะของทารกจึงถือเป็นอุดมคติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์ได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ทำให้ จิง, ชี่, และ เสิน แยกออกจากกันเป็นสามส่วน และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป สุดท้ายก็จะนำไปสู่ความตาย เพื่อหลีกเลี่ยงจุดจบดังกล่าว นักพรตเต๋าจึงคิดถึงการย้อนกลับของกาลเวลา ในแง่ของการบำเพ็ญตน นั่นคือการ "กลับคืนสู่" สภาวะทารก แล้วจะ "กลับคืน" ได้อย่างไร? นั่นคือการนำ จิง, ชี่, และ เสิน ที่แยกจากกันกลับมารวมกันใหม่ ขั้นตอนแรกของการรวมกันคือ "หลอมจิงแปรเป็นชี่" ซึ่งหมายถึง "รวมสามให้เป็นสอง" (收三歸二) โดย "สาม" ในที่นี้คือ จิง, ชี่, และเสิน ส่วน "สอง" คือ ชี่ กับ เสิน เมื่อ "จิง" ถูกหลอมกลายเป็นชี่แล้ว "จิง" ก็จะไร้รูป คงเหลือเพียง "ชี่" และ "เสิน" ตามปกติแล้วการหลอมจิงให้เป็นชี่ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งร้อยวัน จึงเรียกว่า "ด่านร้อยวัน" (百日關) เนื่องจากเป็นขั้นตอนแรกในการฝึกฝนจิงชี่เสิน จึงเรียกว่า "ด่านแรก" (初關) ตามลำดับการฝึกฝน การหลอมจิงให้เป็นชี่ถือเป็นทักษะ "มีการกระทำ" (有為) คำว่า "มีการกระทำ" หมายถึงการต้องทำตามขั้นตอนที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง โดยขั้นตอนเหล่านี้ได้แก่: เก็บสมุนไพร (採藥), ปิดผนึก (封固), กลั่นหลอม (烹煉), และ หยุดไฟ (止火) สี่ขั้นตอนใหญ่นี้เป็นการเปรียบเทียบกับการหลอมโอสถภายนอก (เว่ยตัน, 外丹) ความหมายโดยรวมคือการนั่งสมาธิ (靜坐) เพื่อให้หยวนชี่ (元氣) ที่มีมาแต่กำเนิดทำงานขึ้น จากนั้นส่งพลังงานนี้ไปเก็บไว้ที่ตันเถียนล่าง (下丹田) แล้วใช้เจตจำนง (意念) ของตนเองเฝ้ารับรู้ เพื่อกระตุ้นให้สารจิงกลายเป็นชี่ และหมุนเวียนไปตามเส้นลมปรานเญิ่น-ตู (壬督之脈) เมื่อเสินและชี่รวมตัวกัน ก็จำเป็นต้องหยุดไฟ นั่นคือการบรรลุผลของการหลอมจิงให้เป็นชี่

หลอมชี่แปรเป็นเสิน (煉氣化神)

เมื่อการฝึกฝน "ด่านแรก" หรือ "การหลอมจิงแปรเป็นชี่" บรรลุผลแล้ว ก็สามารถก้าวไปสู่การฝึกฝน "การหลอมชี่แปรเป็นเสิน" ได้ "การหลอมชี่แปรเป็นเสิน" จัดอยู่ใน "ด่านกลาง" (中關) ของ "การฝึกสามขั้น" (三步功) เนื่องจากต้องใช้เวลาถึงสิบเดือน จึงเรียกอีกอย่างว่า "ด่านสิบเดือน" (十月關) หากการหลอมจิงแปรเป็นชี่เป็นการเปิดทางให้หยวนชี่ (元氣) หมุนเวียนใน "เสี่ยวโจวเทียน" (小周天) (เส้นลมปราณเญิ่น-ตู) แล้ว การหลอมชี่แปรเป็นเสินก็เป็นการฝึกฝนแบบ "ต้าโจวเทียน" (大周天) คำว่า "ต้าโจวเทียน" หมายถึงการที่หยวนชี่หมุนเวียนไปทั่วทั้งสิบสองเส้นลมปราณ ไม่จำกัดอยู่แค่เส้นลมปรานเญิ่น-ตูอีกต่อไป เมื่อเทียบกับการหลอมจิงแปรเป็นชี่ที่เป็นการ "รวมสามให้เป็นสอง" (收三歸二) แล้ว "การหลอมชี่แปรเป็นเสิน" คือกระบวนการ "รวมสองให้เป็นหนึ่ง" (由二歸一) ซึ่งก็คือการหลอมรวม "ชี่" และ "เสิน" เข้าด้วยกัน นักพรตเต๋าเรียกผลลัพธ์ของการรวม "เสิน" กับ "ชี่" เป็นหนึ่งเดียวว่า "ครรภ์ศักดิ์สิทธิ์" (聖胎) และหากใช้คำศัพท์จากวิชาหลอมโอสถภายนอกก็จะเรียกว่า "โอสถใหญ่ประสูติ" (大藥產) นี่คือช่วงเปลี่ยนผ่านจากวิธี "มีการกระทำ" (有為) ไปสู่วิธี "ไร้การกระทำ" (無為) โดยใช้ตันเถียนล่าง (下丹田) เป็นเตา และใช้หวงถิง (黃庭 หรือตันเถียนกลาง) เป็นหม้อหลอม ให้หยวนชี่ควบแน่นกันอยู่ที่ตันเถียนล่าง (หนึ่งชุ่นสามเฟินใต้สะดือ) และตันเถียนกลาง (ระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง) หมุนเวียนไปมา ฝึกบำรุงครรภ์เป็นเวลาสิบเดือน เพื่อให้บรรลุถึงการรวมกันอันมหัศจรรย์ของ "ฟ้ากับดิน" (乾坤交媾) โดยการเปิดและปิดหนึ่งครั้ง การหายใจเข้าและออกหนึ่งครั้ง ก็สามารถช่วงชิงการรังสรรค์ของฟ้าดิน และเป็นหนึ่งเดียวกับความลับสวรรค์แห่งหนึ่งปีได้แล้ว

หลอมเสินกลับสู่ความว่าง (ซวี) (煉神還虛)

เมื่อการฝึกฝน "ด่านกลาง" (中關) หรือ "การหลอมชี่แปรเป็นเสิน" (煉氣化神) บรรลุผลแล้ว ก็สามารถก้าวไปสู่การฝึกฝน "การหลอมเสินกลับสู่ความว่าง" (煉神還虛) ได้ "การหลอมเสินกลับสู่ความว่าง" จัดอยู่ใน "ด่านบน" (上關) ของ "การฝึกสามขั้น" (三步功) ตามธรรมเนียมโบราณ "การหลอมเสินกลับสู่ความว่าง" ใช้เวลาฝึกฝนจนบรรลุผลเป็นเวลาเก้าปี จึงเรียกอีกชื่อว่า "ด่านเก้าปี" (九年關) ในทางปฏิบัติแล้ว "เก้าปี" ไม่ใช่ตัวเลขที่ตายตัว แต่เป็นเพียงเวลาอ้างอิง ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น คุณสมบัติที่มีมาแต่กำเนิด, คโบราณวามเข้าใจส่วนบุคคล, และสภาพแวดล้อมภายนอกของผู้ฝึกฝน "การหลอมเสินกลับสู่ความว่าง" คือขั้นตอนขั้นสูงของการฝึกฝนในวิชาหลอมโอสถภายใน และยังเป็นอุดมคติของสภาวะที่จิตวิญญาณหลุดพ้นอีกด้วย หาก "การหลอมจิงแปรเป็นชี่" คือการ "รวมสามให้เป็นสอง" และ "การหลอมชี่แปรเป็นเสิน" คือการ "รวมสองให้เป็นหนึ่ง" แล้ว "การหลอมเสินกลับสู่ความว่าง" คือกระบวนการที่ปล่อยให้เสินก้าวไปสู่สภาวะความว่างอย่างถึงที่สุด ต่างจากการฝึกฝน "ด่านแรก" ที่เป็นแบบ "มีการกระทำ" (有為) และ "ด่านกลาง" ที่เป็นแบบ "กึ่งมีกึ่งไร้" (若有若無) การฝึกฝนใน "ด่านบน" เป็นทักษะแบบ "ไร้การกระทำ" (無為) โดยสมบูรณ์ คำว่า "ไร้การระทำ" คือสภาวะตามธรรมชาติของเต๋ามหามรรคา (大道) ซึ่งไม่อาจอธิบายด้วยคำพูดได้ นักพรตเต๋าจึงมักใช้สัญลักษณ์รูปวงกลม "O" เพื่อแสดงถึงสภาวะนี้ วงกลมนี้สื่อถึงทั้งสภาวะที่จิตวิญญาณก้าวไปสู่ความว่าง และยังสื่อถึงคุณสมบัติของการหมุนเวียนพลังภายในที่สมบูรณ์ "วงกลม" มาจากรูปลักษณ์ของพระจันทร์ ซึ่งเมื่อพระจันทร์เต็มดวงก็คือความสว่างอันยิ่งใหญ่ เป็นการรวมกันของสัญลักษณ์หยินหยางของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ส่วนสาเหตุที่ทักษะในระดับนี้ถูกเรียกว่า "ด่านเก้าปี" นั้น เป็นไปตามหลักการของการย้อนกลับจากสภาวะหลังกำเนิด (後天) ไปสู่สภาวะก่อนกำเนิด (先天) จากสภาวะหลังกำเนิดแล้วเป็นสภาวะก่อนกำเนิด ทำให้เกิดหยินหยางในกว้าขั่น (坎) และ หลี (離) ประสานกันแล้วกลายเป็นแก่นกว้าเชี๋ยน (乾) ซึ่งมีเลข "เก้า" เป็นเลขสูงสุดของหยาง เก้าเก้าจำนวนครบถ้วน (เมื่อหยางบรรลุถึงขีดสุดอย่างสมบูรณ์แล้ว) ก็จะกลายเป็นหยางบริสุทธิ์และมีอายุยืนยาว นี่คือเหตุผลที่หลี่ว์ต้งปิน (呂洞賓) ตั้งฉายาตัวเองว่า "บุตรแห่งหยางบริสุทธิ์" (純陽子) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของขอบเขตอันลึกซึ้งของการหลอมโอสถภายในในวิชา "การหลอมเสินกลับสู่ความว่าง" นั่นเอง


หลอมความว่างรวมกับเต๋า (煉虛合道)

นี่คือวิชาขั้นสูงสุดของการฝึกฝนในวิชาหลอมโอสถภายในของลัทธิเต๋า การฝึกฝน "หลอมความว่างรวมกับเต๋า" ยังเป็นการแสดงออกถึงแนวคิดการคิดแบบย้อนกลับและการ "ทำลายความยึดติด" ของนักพรตเต๋าด้วย จากการหลอมจิงแปรเป็นชี่ไปสู่การหลอมชี่แปรเป็นเสิน และจากการหลอมชี่แปรเป็นเสินไปสู่การหลอมเสินกลับสู่ความว่าง ทั้งหมดนี้เป็นไปตามแบบแผนการคิดแบบการฟื้นฟูแลหวนคืน ลัทธิเต๋าเชื่อว่า เมื่อเข้าสู่สภาวะความว่างเปล่าแล้ว หากยังคงมีความยึดติดในใจอยู่ ก็ยังไม่หลุดพ้นจากกฎของวิธี "มีการกระทำ" (有為) ควรทำลายความยึดติดในใจนั้นต่อไป แม้กระทั่งลืมสภาวะความว่างเปล่าจนไร้ร่องรอย จึงจะสามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋ามหามรรคา (大道) ซึ่งเป็นรากฐานที่แท้จริงได้ในที่สุด นับตั้งแต่สำนักเต๋าสายจงหลี่ว์ (鍾呂道脈) ในสมัยราชวงศ์ถัง จนถึงนักหลอมโอสถเต๋าทุกคนในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง ต่างก็ย้ำถึงแก่นสารของ "การหลอมความว่างรวมกับเต๋า" อย่างต่อเนื่อง หนึ่งใน "เจ็ดมนุษย์ที่แท้" (七真) แห่งสำนักเฉวียนเจิน ชิวฉู่จี (丘處機) ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนในหนังสือต้าตันจื๋อจื่อ (大丹直指) และหลี่ว์เต้าฉุน (李道純) ได้เรียกสภาวะนี้ว่า "การทำลายความว่าง" (打破虛空) ที่เรียกว่า "ทำลายความว่าง" ก็คือการลืมความยึดติดในใจที่มีการกระทำทั้งหมด เพื่อให้ตัวตนก้าวข้ามทั้งวัตถุภายนอกและก้าวข้ามตัวตนของตนเองในที่สุด

แปลต้นฉบับจาก
https://kknews.cc/zh-mo/culture/9x9qvx8.html

08 กุมภาพันธ์ 2568

ท่าออกกำลังกายเลียนแบบสัตว์ 5 ชนิด (五禽戲)


อู่ฉินซี่ (五禽戲) ท่าออกกำลังกายเลียนแบบสัตว์ 5 ชนิด เป็นท่ากายบริหารแบบดั้งเดิมของจีน ว่ากันว่าคิดค้นโดยหมอฮู๋โต๋ (หมอเทวดาในสามก๊ก) แต่ละท่าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็มสำคัญต่างๆ เพื่อทำให้ลมปราณไหลเวียนได้อย่างสมดุลแข็งแรงทั้งห้าธาตุ ท่วงท่าเหล่านี้ได้ถูกปรับปรุงเพิ่มเติมประยุกต์ตามแต่ละสำนึกผ่านยุคสมัยจึงแตกต่างกันไป และยังคงได้รับความนิยมในการฝึกเป็นท่ากายบริหารอยู่ในปัจจุบันเคียงคู่กับเคล็ดวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็นและท่ากายบริหารปาต้วนจิ่น
จึงนำมาแนะนำเพื่อเพื่อนๆท่านใดสนใจจะนำไปเป็นท่าบริหารร่างกายสนุกๆ หากท่านใดสนใจดูคลิปสาธิตท่ารำกายบริหารชุดนี้สามารถให้เลื่อนข้ามลงไปดูที่คลิปสาธิตข้างล่างได้เลยครับ ส่วนท่านใดอยากทรายว่าในคัมภีร์บรรยายอะไรไว้บ้าง ซึ่งผมได้แปลเอาไว้แล้ว (หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ) ก็ลองอ่านตามลำดับต่อไปได้เลยครับ โดยเนื้อหามาจากส่วนหนึ่งของตำราว่านโส่วตันซู (萬壽丹書 ตำราชาดแดงแห่งอายุวัฒนะ)

附發汗愈病五形圖
此禽獸形圖,乃漢神醫華陀所授,凡人身體不安,作此五形圖之戲,汗出疾即愈矣。
閉氣低頭撚拳,戰如虎威勢,兩手如提千金,輕輕起來,莫放氣,平身吞氣入腹,使神氣上而復下,覺腹內如雷鳴,或七次,如此運動,一身氣脈調和,百病不生。
如熊側身起,左右擺腳,要後立定,使氣兩旁脅骨節皆響,亦能動腰力除腫,或三五次止,能舒筋骨而安,此乃養血之術也。
閉氣低頭撚拳,如鹿轉頭顧尾,平身縮肩立腳尖,跳跌跟連天柱,通身皆振動,或三次。每日一次也可,如下床做作一次更妙。
閉氣如猿爬樹,一隻手如撚果,一隻腳如上擡起,一隻腳跟轉身,更運神氣吞入,腹內覺有汗出方可罷。
閉氣如鳥飛頭起,吸尾閭氣朝頂,虛隻手躬前,頭要仰起,迎神破頂。

ห้าท่าขับเหงื่อเยียวยาโรคภัย

ภาพท่าเลียนแบบสัตว์นี้, ท่ายทอดโดยหมอฮัวโต๋หมอเทวดาสมัยราชวงศ์ฮั่น, อันร่างกายมนุษย์เมื่อไม่สบายนั้น, ทำกายบริหารตามท่าห้ารูปนี้, พอเหงื่อออกโรคภัยก็จะเยียวยา.

[ท่าพยัคฆ์]

[หายใจเข้าแล้ว]กลั้นลมก้มศีรษะกำมือ, สั่นสะท้านดุจแสนยานุภาพพยัคฆ์, มือทั้งสองดั่งยกทองพันชั่ง, แล้วยกขึ้นมาอย่างนุ่มนวล, อย่าปล่อยลมหายใจ, ยืนตัวตรงกลืนลมเข้าท้อง, ทำให้เสินชี่ขึ้นแล้วกลับลงมา, รู้สึกในท้องดุจเสียงฟ้าร้อง, ทำซ้ำเจ็ดครั้ง, การเคลื่อนไหวเช่นนี้, ช่วยปรับสมดุลเส้นลมปราณในร่างกาย, ร้อยโรคไม่เกิด.

[ท่าหมี]
[ทำท่า]ดั่งหมีเอี้ยวตัวขึ้น, แกว่งอุ้มตีนหมีซ้ายขวา, ต้องยืนให้มั่นคงด้วยเอ็นร้อยหวาย, [หายใจ]ให้ชี่ไหลผ่านกระดูกซี่โครงทั้งสองข้างจนเกิดเสียงก้อง, ก็สามารถเคลื่อนไหวพลังรอบเอวขจัดการบวม, ทำซ้ำสามถึงห้าครั้งจบ, สามารถคลายเส้นเอ็นแลกระดูกให้สบาย, นี่ก็เป็นวิธีบำรุงเลือดด้วย.

[ท่ากวาง]

[หายใจเข้าแล้ว]กลั้นลมก้มศีรษะกำมือ, [ทำท่า]ดุจกวางเหลียวหลังมองหาง, ยืนตัวตรงห่อไหล่ยืนด้วยปลายเท้า, แล้วกระโจนเหยาะย่าง[ด้วยปลายเท้าโดย]ส้นเท้าเชื่อมต่อเสาค้ำฟ้า[จากส้นถึงคอ], ทั้งตัวล้วนสั่นสะเทือน, ทำซ้ำสามครั้ง. วันละหนึ่งรอบก็ได้, หากทำทันทีหนึ่งครั้งหลังลุกจากเตียงจะวิเศษยิ่ง.

[ท่าวานร]

[หายใจเข้าแล้ว]กลั้นลม[แล้วทำท่า]ดุจวานรปีนต้นไม้, มือข้างหนึ่งดั่งกำผลไม้, เท้าข้างหนึ่งยกขึ้นบน, เท้าข้างหนึ่งส้นเท้าเป็นจุดหมุน, จากนั้นกลืนเสินชี่เข้า, ในท้องรู้สึกมีเหงื่อออกจึงหยุดได้.

[ท่านกกระเรียน]

[หายใจเข้าแล้ว]กลั้นลม[แล้วทำท่า]ดุจนกบินยกหัวขึ้น, ดูดชี่จากก้นกบขึ้นสู่กระหม่อม, มือยกขึ้นฟ้างอไปข้างหน้า, ศีรษะต้องเงยขึ้น, รับเสินทะลวงกระหม่อม.




คลิปสาธิตท่าออกกำลังกายเลียนแบบสัตว์ 5 ชนิด ลองฝึกตามกันได้เลยครับ

ขอขอบคุณเจ้าของคลิปมา ณ  ที่นี้ด้วยครับ

ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัยครับ

อ้างอิง
https://jicheng.tw/tcm/book/%E7%A6%8F%E5%A3%BD%E4%B8%B9%E6%9B%B8/index.html
http://www.shen-nong.com/chi/lifestyles/tcmrole_health_maintenance_5animal.html
https://zh.wikipedia.org/zh-tw/%E4%BA%94%E7%A6%BD%E6%88%8F
https://commons.wikimedia.org/w/index.php?search=Play+of+the+five+creatures&title=Special:MediaSearch&go=Go&type=image

16 มกราคม 2568

ท่ารำมวยของกองทัพจีน - ฝึกการป้องกันตัวด้วยตนเองที่บ้าน

Image by Mohamed Hassan from Pixabay

สวัสดีครับทุกท่าน เมื่อคนเราต้องปกป้องตัวเอง คนที่เรารัก และทรัพย์สิน การมีความรู้ หรือเคยฝึกพื้นฐานเอาไว้ย่อมเป็นสิ่งที่ช่วยได้บ้างหากจำเป็นต้องใช้ บทความนี้จะมาแนะนำการฝึกศิลปะการป้องกันตัวที่สามารถฝึกเองได้ที่บ้านผ่านคลิปวิดิโอ ท่ารำมวยของกองทัพจีน เป็นท่วงท่าที่ไม่ซับซ้อนมากนักและนำไปปรับใช้ได้อย่างตรงไปตรงมา ตามแนวคิดของกองทัพส่วนใหญ่ที่มักเน้นฝึกได้รวดเร็วและใช้งานได้ทันที ซึ่งท่ารำมวยของกองทัพจีนนี้น่าจะตรงตามแนวคิดนั้นพอดี (ชุดรำมวยนี้น่าจะเป็นท่ารำมวยเก่าชุดหนึ่งของกองทัพจีน คิดว่าอาจเป็นการนำวิชามวยจีนบางสำนักมาย่อให้สั้นเพื่อฝึกทหาร แต่ไม่ทราบว่ามวยอะไร วอนผู้รู้ช่วยแถลงไขในคอมเม้นต์ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ) จึงอยากมาแนะนำให้สำหรับผู้ที่สนใจให้ลองนำไปฝึกฝนด้วยตนเองดูครับ ไม่ยาวมากและค่อนข้างครบเครื่องพอสมควร ไม่ว่าจะเพื่อออกกำลังกายหรือฝึกไว้ป้องกันด้วยก็ตาม ฝึกได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ใช้พื้นที่น้อย มีทั้งหมด 16 ท่า พร้อมทั้งสาธิตการนำไปใช้จริงบางส่วน งั้นก็ไปเริ่มกันเลยครับ

ท่าที่ 1-8


ท่าที่ 9-16


ขอขอบคุณเจ้าของคลิปสำหรับวิทยาทานอันทรงคุณค่ามา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

สรุปท่ารำมวยของกองทัพจีน
ท่าเตรียม ยืนตรงหน้ามองตรง แบมือไปข้างหน้า และส้นเท้าชิด จากนั้นกำหมดหันหลังมือไปข้างหน้า เท้าชิด และหันหน้า
  1. ปัดป้อง ป้องกันด้านบนและชก
  2. ฟัดและเตะ ชก
  3. ไขว้แขนป้องกันด้านบน จับดึงและเตะ
  4. ทุบ ชกหมัดเหวี่ยงและเข่า
  5. ป้องกัน ถีบออกข้าง
  6. จับ ดึง เตะตัด
  7. ป้องกันด้านบน จับขา
  8. จับ พลิกโยน
  9. ปัดป้อง ชกเสย
  10. คว้าจับ เกี่ยวลง
  11. เตะและคว้าจับข้อมือ
  12. เตะ จับล็อค
  13. ปัดป้อง ชก
  14. คว้าจับ ล็อคข้อมือ
  15. คว้าจับแขน กดคอ
  16. ล็อคแขน กดแขน
กลับมายืนตรงเป็นท่าจบ

หลังจากฝึกรำมวยได้ครบชุดแล้ว แนะนำให้ฝึกกลับด้านด้วยนะครับ คือ เมื่อฝึกด้านขวาแล้วก็ควรฝึกด้านซ้ายด้วย จะได้ถนัดทั้งสองด้าน

ทำไมต้องรำมวย?
ในการฝึกการต่อสู้ป้องกันตัวนั้นแค่ฝึกท่าชกเตะต่อยให้คล่องๆโดยไม่ต้องรำมวยก็ได้ครับ หากฝึกจนชำนาญเป็นระเบียบแล้วก็ย่อมมีทักษะอย่างแน่อน ซึ่งยังไงก็เป็นสิ่งที่ต้องทำไม่ว่าจะรำมวยหรือไม่รำมวย ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมต้องรำมวยด้วยล่ะ?

ท่ารำมวยเป็นท่วงท่าที่ได้รับการกลั่นเนื้อหาสาระมาอย่างครบถ้วนแล้วของกระบวนวิชานั้นๆ จึงได้มาเป็นท่ารำให้ได้เราฝึกฝน ก็เพื่อเป็นการท่องจำแนวคิดหลัก ในไทยเรียกเรียกชุดท่ารำของมวยจีนว่า มวยเส้น คือ ท่ารำที่เป็นเส้นร้อยเรียงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบตามลำดับซึ่งทำไว้ดีแล้ว (ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า กาตะ (Kata); ภาษาอังกฤษเรียกว่า Form หรือ Kung fu form)
ท่ารำมวยเปรียบเสมือนคัมภีร์ของวิชานั้น การรำมวยเปรียบเสมือนการท่องหรือคัดคัมภีร์เพื่อทบทวนเนื้อหา จึงเป็นส่วนเริ่มต้นที่สำคัญในการเรียนศิลปะการป้องกันตัวของจีน (กังฟู จริงๆคำว่ากังฟู แปลว่า ทักษะที่ได้จากการฝึกฝน แต่ในไทยเราใช้เรียกมวยจีน) เพราะเมื่อเราจำเนื้อหาในคัมภีร์ได้ก็สามารถหยิบทีละกระบวนท่ามาเพื่อฝึก ผสมผสาน สลับลำดับ หรือประยุกต์ต่อยอดเองสำหรับฝึกเป็นท่าใช้จริงต่อไปได้ ซึ่งท่าทั้งหมดก็หยิบมาจากท่ารำนั่นเอง หรือแม้ไม่ได้หยิบมาแยกฝึกก็ตาม การรำมวยเส้นก็เป็นการทบทวนทุกกระบวนท่าและจัดโครงสร้างที่ถูกต้องไปพร้อมๆกับการยืดเส้นยืดสาย อย่างน้อยก็เป็นการออกกำลังกายที่ได้วิชาติดไม้ติดมือบ้างไม่มากก็น้อย และสามารถส่งต่อวิชาได้โดยไม่ลืมท่วงท่าใด เพราะแก่นของท่วงท่าร้อยเรียงอยู่ในมวยเส้นหมดแล้วนั่นเอง ที่เหลือก็อยู่ที่ผู้รำว่าจะเข้าถึงความหมายของแต่ละท่วงท่าหรือไม่เท่านั้นเอง ซึ่งก็ต้องได้รับการอธิบายโดยผู้สอนว่าแต่ละท่านั้นมีแนวคิดอย่างไร หากรู้พื้นฐานทางปรัชญาตรงนี้แล้วก็สามารถนำไปพลิกแพลงต่อยอดได้หลากหลายไม่จบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกระบวนท่าใหม่หรือนำไปประยุกต์ใช้กับอาวุธต่างๆ ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน (บางมวยเริ่มจากมือเปล่าแล้วประยุกต์ใช้กับอาวุธ บางมวยเริ่มจากอาวุธแล้วประยุกต์ใช้กับมือเปล่า)

ในการเรียนมวยจีนที่เป็นวิชาขึ้นชื่อทั่วไปนั้น มักจะมีท่ารำที่มีลายละเอียดซับซ้อน ดังนั้น ควรจะไปเรียนโดยมีครูผู้สอนแนะนำจะดีที่สุด เพราะจะมีรายละเอียดเรื่องการวางมือวางเท้า โครงสร้าง การก้าวเท้า การหายใจ การส่งแรง การลงน้ำหนักเท้า สมดุลการยืน ฯลฯ ซึ่งละเอียดเกินกว่าท่วงท่าที่เห็น ดูแค่คลิปแล้วทำตามอย่างเดียวไม่เพียงพอ คลิปเหมือนมีไว้ทบทวนสำหรับผู้ที่เคยเรียนมาแล้วมากกว่าครับ

ในท่ารำมวยของกองทัพจีนนี้แม้จะไม่ซับซ้อนมากและเห็นว่าพอที่จะฝึกเองผ่านคลิปได้ก็ตาม (เอาจริงๆก็แอบซับซ้อนอยู่นะ) แต่ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่าการวางและก้าวเท้าจะมีหลายแบบ อาจเป็นการลงน้ำหนัก 50% หรือขาใดขาหนึ่ง 70% ก็แล้วแต่ท่วงท่า ลองสังเกตและหาสมดุลที่เหมาะสมกับกระบวนท่านั้นๆดูครับ โดยทั่วไปจะลงน้ำหนักถ่ายเทไปมาอยู่ราวๆนี้ครับ

คุณธรรมที่ผู้ฝึกมวยควรมี
ผู้ที่ฝึกการต่อสู้บางครั้งย่อมมีบ้างที่อาจจะร้อนวิชา เหล่าบูรพาจารย์จึงต้องถ่วงดุลด้วยหลักการ ซึ่งได้กล่าวสั่งสอนให้ผู้ฝึกมวยจีนทุกคนถือคุณธรรม 10 ประการ
คุณธรรมภายนอก คือ ถ่อมตน, จริงใจ, มารยาท, มโนสำนึก, สัจจะ (謙誠禮義信) และ คุณธรรมภายใน คือ กล้าหาญ, อดทน, อดกลั้น, พากเพียร, มุ่งมั่น (勇忍恆毅志)
ฝึกมวยเพื่อส่งเสริมสุขภาพกายใจ หลีกเลี่ยงการต่อสู้และรักษาสันติจนถึงที่สุด หากมิอาจเลี่ยงแล้วจึงจะใช้การต่อสู้เพื่อปกป้องตนเองและคนที่เรารักให้รอดพ้นอันตราย (มีไว้แต่ไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แต่ไม่มี) มิใช่เพื่อจะเอาชนะคะคานระรานกลั่นแกล้งผู้อื่น การฝึกมวยต้องบ่มเพาะคุณธรรมทั้งกายและใจไปพร้อมกัน หากไร้คุณธรรมก็เป็นแค่คนพาล

มีแล้วไม่ได้ใช้
ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี

ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรง
มีความสุข และปลอดภัยตลอดปีนะครับ


แถม


ท่ารำมวยหมัดตั๊กแตนเส้นสั้น

BJJ พื้นฐาน สำหรับการป้องกันตัวในท่านอน




อ้างอิง

01 สิงหาคม 2567

การประสานอิน 九字印 - โยคะนิ้วเพิ่มพลังสมาธิฟื้นฟูร่างกายป้องกันภยันตราย

ภาพจากตำรา 九字護身法 (คาถากันตัวเก้าอักษร) ปี 1881
อ่านจากขวาไปซ้าย
https://t.ly/FpI9a

ประสานอิน ที่นิยมเรียกกันในปัจจุบันนี้น่าจะมาจากคำว่า 九字印 (Kuji-in; คุจิอิง -ญี่ปุ่น, จิ่วจื้ออิ้น -จีนกลาง) แปลว่า เก้าอักขระลัญจกร คือการทำท่ามือเก้าแบบ ซึ่งการทำท่ามือแบบนี้เรียกกันว่า มุทรา (Mudra) หรือ โยคะนิ้ว มีท่วงท่ามากมาย ซึ่งท่ามือทั้งเก้านี้ เล่ากันว่าเกิดมาจากลัทธิเต๋า ที่ได้รับอิทธิพลโยคะนิ้วจากอินเดียอีกทีนึง แล้วก่อเกิดเป็นท่านิ้วทั้งเก้า เก้าอักขระนี้เดิมเป็นคาถาป้องกันตัวประกอบไปด้วย

臨兵闘者皆陳裂在前

ริน โป โต ชา ไก จิน เร็ตส์ ไซ เซ็น (สวดแบบญี่ปุ่น - แบบมาตราฐาน)
ลิ๋น ปิง โต้ว เจ่อ เจีย เจิ้น เลี่ย ไจ้ เชี๋ยน (สำเนียงจีนกลาง)

นักรบ[แห่งเบื้องบน]ที่ลงมาล้วนจัดขบวนทัพอยู่เบื้องหน้า[ซึ่งเป็นกองหน้าให้ข้าฯ]

ประโยคนี้ปรากฏครั้งแรกในคัมภีร์เต๋า เป่าผู่จื่อ 抱朴子 รจนาโดย เก่อหง 葛洪 โดยมีคำต่างกันเล็กน้อยแต่ให้ความหมายใกล้เคียงกัน (บางก็บอกว่านี่คือบทสวดแบบจีน) คือ

臨兵鬭者,皆陣列前行。

ลิ๋น ปิง โต้ว เจ่อ, เจีย เจิ้น เลี่ย เชี๋ยน ซิ๋ง.

นักยุทธ์[แห่งเบื้องบน]ที่ลงมา, ล้วนจัดขบวนแถวเดินทัพเบื้องหน้า[ซึ่งเป็นกองหน้าให้ข้าฯ].

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบทอธิฐานในคัมภีร์ แต่เดิมใช้ปลุกใจทหารก่อนออกรบเพื่อชัยชนะ ต่อมาถูกนำไปใช้เป็นมนตราปราบมารขับไล่สิ่งชั่วร้าย ซึ่งว่ากันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มาก ภายหลังใช้สวดเพื่อป้องกันภยันตราย ชนะการต่อสู้ ขับไล่สิ่งชั่วร้าย ฟื้นฟูร่างกาย เพิ่มพลังให้กับจิตวิญญาณ

ที่แปลมานี้เป็นการแปลแบบกลางๆตามบริบท จริงๆเรื่องความหมายของคำเหล่านี้ถูกตีความไปมากมาย แปลได้หลากแบบหลายบริบท จัดหมวดเป็นหยินหยาง จัดเป็นดาวนพเคราะห์ ฯลฯ และอะไรอีกหลายอย่าง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในศาสตร์ต่างๆตามแต่จะตีความ

โดยมนตร์ทั้งเก้าคำเชื่อมโยงกับท่ามือดังนี้

臨 (ริน [มองลงมาจากเบื้องบน]) วัชระลัญจกร: ไม่หวั่นไหวเมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ การรักษาจิตใจให้ไม่หวั่นไหวและไม่สับสน และเสริมร่างกายให้แข็งแกร่ง
ความมั่นคงของฐาน: ปรับโครงสร้างกระดูกและเอ็นให้สมดุล
兵 (โป [ทหาร]) มหาวัชระลัญจกร: ยืนอายุและย้อนวัยเสริมความมีชีวิตชีวา
การหมุนเวียนพลังชีวิต: กระตุ้นเลือดลมไปเลี้ยงข้อนิ้ว
闘 (โต [การต่อสู้]) พาหิระราชสีห์ลัญจกร: กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ส่งเสริมความมุ่งมั่นเมื่อเจอความยากลำบากติดขัด
การทะลวงจุดติดขัด: สลายลิ่มเลือดหรือพลังงานอุดตัน
者 (ชา [ผู้นั้น]) อันตรราชสีห์ลัญจกร: เยียวยารับรู้ร่างกายของตัวเองและร่างกายของผู้อื่นได้อย่างอิสระ
การเยียวยาตนเอง: ปรับจูนระบบประสาทอัตโนมัติ
皆 (ไก [ล้วน]) พาหิระพันธะลัญจกร: รู้เท่าทันกระแสใจของผู้คน
การหยั่งรู้ทิศทาง: รู้ว่าภยันตรายมาจากไหน
陳 (จิน [จัดขบวน]) อันตรพันธะลัญจกร: รวบรวมความนิยมชมชอบและความเคารพ
การสื่อสารที่ราบรื่น: ลดความขัดแย้งกับคนรอบข้าง
裂 (เร็ตส์ [แถว]) ปัญญามุฐิลัญจกร: ใจแห่งการช่วยเหลือผู้อื่น
การตัดขาดพันธนาการ: ตัดสภาพแวดล้อมที่รบกวนสมาธิ
在 (ไซ [อยู่]) ตะวันวัฏฏะลัญจกร: สามารถประสานสอดคล้องกับธรรมชาติได้อย่างอิสระมากขึ้น
ความว่างและการดำรงอยู่: เข้าถึงสภาวะกระทำโดยไร้กระทำ (無為)
前 (เซ็น [เบื้องหน้า]) เร้นลักษณ์ลัญจกร: พุทธภูมิ เข้าใกล้ภูมิธรรมแห่งอภิมนุษย์
ความกระจ่างแจ้ง: มองเห็นความจริงหลังม่านมายา (อนิจจัง)

วิธีทำคือ ทำลัญจกรทีละท่าและสวดมนตราทีละคำตามลำดับ หรือจะทำท่าใดท่าหนึ่งที่ต้องการค้างไว้ก็ได้ ซึ่งแต่ละท่าก็มีสรรพคุณแตกต่างกันไป แต่โดยรวมก็ใช้ในการทำสมาธิและบำรุงสุขภาพได้
ถ้าเป็นไปได้อย่างน้อยท่าละ 3-5 ลมหายใจเข้าออก หรือถ้ามีเวลาท่าละประมาณ 30 วินาที - 3 นาที หากกรณีเร่งด่วนท่าละ 1 ลมหายใจ

ตามหลักของแพทย์แผนจีนนั้น บนฝ่ามือและนิ้วมีจุดสะท้อนอวัยวะภายในจำนวนมาก นอกจากการนวดกดจุดฝ่ามือและนิ้ว หรือหมุนลูกติ้งแล้ว การทำโยคะนิ้วก็ช่วยบำรุงร่างกาย เพิ่มอัตราการฟื้นฟูอวัยวะภายในได้
นินจาเองก็นำท่าทั้งเก้าท่าเหล่านี้มาใช้ เพื่อรับมือกับความกดดันในขณะซุ่มซ่อนทำภารกิจลับ ทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ร่วมกับการกำหนดลมหายใจ ทำให้จิตใจสงบและเฉียบคม
อาจนับเป็นการทำสมาธิแบบเคลื่อนไหวแบบหนึ่ง

โดยท่าประสานอินทั้งเก้านี้มีการบีบรัดข้อนิ้วในหลายส่วน ถ้าตามหลักการกดจุดแล้ว การกดจุดบริเวณนิ้วมือหรือดึงข้อนิ้วมือเบาๆทุกนิ้วจะช่วยลดความกระวนกระวาย  ความตื่นตระหนกตกใจ ทำบ่อยๆใช้แก้อาการตกใจง่าย แก้อารมณ์แปรปรวนง่าย แก้อาการประสาทไวเกินควร ลดความหวาดหวั่น แก้ปัสสาวะรดที่นอนได้
และอาจเป็นท่าเพื่อบริหารนิ้วเพื่อป้องกันนิ้วล๊อคได้

โอเค ไหนๆก็ไหนๆแล้ว งั้นมาฝึกการทำเก้าอักขระลัญจกรกันดีกว่า แนะนำว่าให้ดูคลิปและเปรียบเทียบกับภาพจากตำราข้างบนด้วยนะครับ(ดูจากขวามาซ้าย)จะได้เข้าใจลักษณะมือตรงต้นฉบับมากขึ้น



แถม
https://t.ly/NRw3V

九字切り (Kujigiri; คุจิงิริ -ญี่ปุ่น, จิ่วจื้อเชี่ย -จีน) แปลว่า การตัดเก้าอักขระ เป็นการสร้างตาข่ายอาคมขึ้นเบื้องหน้าเพื่อป้องกันตัวเองจากสิ่งชั่วร้ายด้วยคาถากันตัวเก้าอักษร
วิธีทำคือ ให้ใช้มือซ้ายขวากำมือแล้วเหยียดนิ้วชี้กับนิ้วกลางติดกัน(เสมือนกระบี่)แล้วให้นิ้วมือขวาสวมเข้าไปที่มือซ้ายเหมือนกระบี่เสียบอยู่ในฝัก (อสิลัญจกร ดูภาพข้างล่างประกอบ) จากนั้นดึงกระบี่ออกจากฝัก แล้วใช้กระบี่ตัดอากาศเบื้องหน้า เริ่มจากแนวนอน(วาดจากซ้ายไปขวา)สลับตามด้วยแนวตั้ง(วาดจากบนลงล่าง) แล้วตัดสลับขยับเป็นตาข่ายเบื้องหน้าตามในรูป ซึ่งในการตัดทีละครั้งก็สวดคาถาทีละคำ ก็จะได้ตาข่ายอาคมเก้าเส้น แนวนอนห้าแนวตั้งสี่
เมื่อตัดเก้าอักขระแล้วจะเกิดบาเรียอาคมรอบตัวเพื่อป้องกันภยันตรายจากสิ่งไม่ดีทั้งหลายรวมถึงคำสาป บ้างก็ว่ากันว่าอาคมนี้ป้องกันทุกสิ่งทุกอย่างไม่ให้เข้ามา ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี เป็นการปิดกั้นพลังชี่จากภายนอกทั้งหมด (จะรู้สึกตัดขาดจากโลกภายนอกทั้งหมด) อยู่ในอาคมนิรภัย ดั้งนั้นเมื่อต้องการยุติการใช้พลังของตาข่ายอาคมแล้วก็ต้องทำการเรียกคืนอาคม ด้วยการสวมกระบี่เข้าฝัก (บางสำนักก็ต่างกัน เช่น สะบัดกระบี่ลงพื้นแรงๆ 1 ครั้ง พร้อมผ่อนลมหายใจออกยาวๆ (ฮ่า...) เพื่อส่งอาคมกระจายตัว เป็นต้น)
ปกติหากไม่ตกอยู่ในอันตรายจริงๆไม่ควรใช้ เพราะมันจะพลังงานในร่างกายสูงมากเพื่อคงอาคมซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพ แต่ในการตัดเก้าอักขระนั้นอาจมีบทสวดเสริมในการเริ่มและเรียกคืนอาคมที่แต่ต่างกันตามแต่สำนัก ดังนั้น โปรดศึกษาให้ดีก่อนที่จะใช้

การตัดเก้าอักขระ 九字切り Kujigiri คุจิงิริ
ภาพจากตำรา 九字護身法 (คาถากันตัวเก้าอักษร) ปี 1881
https://t.ly/FpI9a




ท่าโยคะนิ้วมีหลายท่า หากให้แนะนำเพียงท่าเดียวที่เป็นพื้นฐานและทรงพลังที่สุด คือ ท่ากำมือมั่น (握固) - อาวุธลับในการรักษาสุขภาพ

28 กรกฎาคม 2565

เคล็ดวิชาในห้องนอน(房中術) กับ คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง ของเล่าจื่อ

เคล็ดวิชาในห้องนอน(房中術) หรือ กามสูตรของจีน ในแนวคิดเกี่ยวกับการค้นหาความเป็นอมตะอายุยืนนานนั้น ว่ากันว่าตีความมาจากคัมภีร์เต๋าเต๋อจิง(เต๋าเต็กเก็ง)ของเล่าจื่อ ขอยกตัวอย่างมา 2 บทสำคัญ เรามาลองอ่านกันก่อนว่า 2 บทนี้กล่าวไว้อย่างไร

เต๋าเต๋อจิง บทที่ 55

ผู้เต็มเปี่ยมด้วยคุณความดี
คล้ายกับเด็กทารก
แมลงมีพิษไม่ต่อยกัด
สัตว์ร้ายไม่จู่จับ
นกร้ายไม่จิกตี
กระดูกของทารกนั้นอ่อน
กล้ามเนื้อนุ่มนิ่ม
แต่ถ้าจับฉวยสิ่งใด
ก็ยึดไว้แน่น
ไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ทางเพศ
ระหว่างชายหญิง
แต่อวัยวะเพศของเด็กก็สมบูรณ์
นี่แสดงว่ากำลังของเด็กไม่เสื่อมถอย
ร้องไห้อยู่ตลอดวัน
น้ำเสียงก็ไม่แหบแห้ง
นี่แสดงว่าร่างกายของเด็ก
มีความกลมกลืนอย่างสมบูรณ์
(สำนวนแปลไทยคลาสสิคของคุณ พจนา จันทรสันติ)

《老子》五十五章寫道: 含德之厚,比於赤子。毒蟲不螫,猛獸不據,攫鳥不搏。骨弱筋柔而握固,未知牝牡之合而朘作,精之至也; 終日號而不嗄,和之至也。

เต๋าเต๋อจิง บทที่ 6

มหิทธานุภาพอันล้ำลึกนั้นมิเคยดับสูญ
เป็นมารดาอันมหัศจรรย์
จากทวาราแห่งมารดานี้เอง
ได้ก่อเกิดรากฐานแห่งฟ้าและดิน
นานแสนนานสืบมา สิ่งนี้ยังคงดำรงอยู่
มีคุณประโยชน์มากมาย ใช้ได้มิรู้หมดสิ้น
(สำนวนแปลไทยคลาสสิคของคุณ พจนา จันทรสันติ)

《老子》第六章寫道: 穀神不死,是謂玄牝。玄牝之門,是謂天地根。綿綿若存,用之不勤。

จะเห็นว่าในบทที่ 55 รากฐานของความอายุวัฒนะนั้นมาจากลักษณะของทารกที่มีพลังเต็มเปี่ยม "ไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ทางเพศ ระหว่างชายหญิง แต่อวัยวะเพศของเด็กก็สมบูรณ์ นี่แสดงว่ากำลังของเด็กไม่เสื่อมถอย" คำแปลที่ว่า "กำลังของเด็กไม่เสื่อมถอย" คำว่า "กำลัง" มาจากคำว่า 精 สารจิง ซึ่งหมายถึง สารแห่งชีวิตที่กักเก็บอยู่ในไต เป็นทุนก่อนกำเนิดซึ่งได้มาจากบิดามารดา เป็นพลังแห่งชีวิต ซึ่งส่วนหนึ่งของสารจิงคืออสุจิของเพศชายและน้ำหล่อลื่นของเพศหญิง ถ้าสารจิงสมบูรณ์สมรรถภาพทางเพศก็สมบูรณ์ ร่างกายก็แข็งแรง ผมดกดำ ฟันแข็งแรง อายุยืนมีกำลังวังชา แต่หากสารจิงพร่องจะทำให้สมองเสื่อม แก่เร็ว ผมร่วง ฟันโยก สมรรถภาพทางเพศเสื่อม เป็นหมัน บุรุษน้ำกามน้อย สตรีมีบุตรยาก ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งก็คือความชราก่อนวัยอันควรนั่นเอง และถ้าสารจิงหมดก็คือตาย ดังนั้นแนวคิดของเต๋าในสายอายุวัฒนะก็ใช้ลักษณะของทารกเป็นแนวทาง ซึ่งแก่นของแนวคิดก็คือการกักเก็บสารจิงให้เต็มเปี่ยมเหมือนเพิ่งเกิดใหม่นั่นเอง

ทีนี้ในบทที่ 6 ที่ว่า "มหิทธานุภาพอันล้ำลึกนั้นมิเคยดับสูญ" คำว่า "มหิทธานุภาพอันล้ำลึก" มาจาก 穀神(กู่เสิน) ซึ่งแปลตรงตัวว่า "หุบเขาเทพเจ้า" ซึ่ง 神(เสิน) ที่แปลว่าเทพเจ้า ยังมีความหมายถึง จิตใจหรือจิตวิญญาณของมนุษย์ได้ด้วย ซึ่ง เสิน แปรมาจาก ชี่ และ ชี่ แปรมาจาก จิง ดังนั้น 穀神(กู่เสิน) หรือหุบเขาแห่งเสิน(เทพเจ้า) ก็หมายถึง แอ่งกำเนิดของเสิน ซึ่งจุดกำเนิดเริ่มต้นก็มาจากสารจิง(元精) หากกักเก็บจิงเอาไว้ได้อย่างล้ำลึกจะไม่ตาย
คำว่า "เป็นมารดาอันมหัศจรรย์" มากจาก 是謂玄牝 คำว่า "มารดาอันมหัศจรรย์" มาจากคำว่า 玄牝 ซึ่ง 玄 แปลว่า ดำมืดลึกลับมหัศจรรย์ และ 牝 แปลว่า เพศเมีย หากเอาแต่ละคำมารวมกันจะหมายถึง สิ่งลึกลับของเพศเมีย ในที่นี้จึงอาจหมายถึง อวัยะเพศหญิง(หรือชายด้วย)
จะไปต่อแบบเร็วๆนะครับ "จากทวาราแห่งมารดานี้เอง" 玄牝之門 "ทวารา" มาจาก 門 คือ "ประตู" ซึ่งก็คือทางเข้าออก
"ได้ก่อเกิดรากฐานแห่งฟ้าและดิน" 是謂天地根 ฟ้าดิน ฟ้า=เพศชาย ดิน=เพศหญิง เป็นตัวแทนของภาพที่ว่า ฟ้าหลั่งน้ำลงมาสู่ดินจึงกำเนิดชีวิต ดังนั้น ประตูลึกลับนี้จึงเป็นที่พบกันระหว่างเพศชายและหญิง(ฟ้าดิน)
"นานแสนนานสืบมา สิ่งนี้ยังคงดำรงอยู่" 綿綿若存 คำว่า "นานแสนนานสืบมา" มาจากคำว่า 綿綿 คือ สื่บเนื่องไม่ขาดสาย หมายถึง การกักเก็บจิงอย่างต่อเนื่องให้คงอยู่
"มีคุณประโยชน์มากมาย ใช้ได้มิรู้หมดสิ้น" 用之不勤 ใช้แล้วก็ไม่อ่อนล้า คำว่า ไม่อ่อนล้า มาจาก 不勤 ซึ่ง 勤 อาจแปลได้อีกว่า บ่อยๆ หรือ ขยัน ดังนั้นจึงอาจหมายถึง ในการมีเพศสัมพันธ์ของชายหญิง ไม่ควรบ่อยเกินไป(หรือไม่ควรทำจนเหนื่อยล้า) เพราะจะสูญเสียสารจิง

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นทฤษฎี สรุปเป็นพื้นฐานแนวคิดได้ว่า ให้บำรุงและกักเก็บสารจิงเอาไว้ ไม่ควรใช้อย่างสิ้นเปลื้อง ซึ่งในที่นี้หมายถึงไม่ควรปล่อยอสุจิออกมาบ่อย จึงนำไปสู่เทคนิคกามสูตรของจีนที่ฝึกให้มีเพศสัมพันธ์แบบไม่หลั่งหรือหลั่งเข้าในแทนที่จะหลั่งออกนอก เพื่อดูดซับสารจิงกลับคืน คงความอายุวัฒนะ และต่อยอดไปเป็นเคล็ดวิชาต่างๆมากมาย ซึ่งรายละเอียดตรงนี้และรายละเอียดเพิ่มเติมขอยกเอาไว้ เพราะจะกลายเป็นบทความ 18+ มากเกินไป
ซึ่งนี่ก็เป็นการตีความในด้านที่แสวงหาความอายุวัฒนะจากเพศสัมพันธ์ เป็นเพียงด้านหนึ่งเท่านั้น ยังมีด้านอื่นอีก เช่น สายสมุนไพร สายเดินลมปราณ เป็นต้น ซึ่งมักใช้ทุกด้านไปพร้อมๆกัน

จากทั้งหมดนี้ผู้อ่านก็น่าจะเริ่มตีความได้เองแล้วต่อไปในระดับหนึ่ง และจะเห็นว่า ในการแปลตำราปรัชญา โดยเฉพาะอภิปรัชญาชั้นสูงนั้น มันมีความหมายแฝงอยู่มาก การแปลแบบถอดความทั่วไปจึงอาจไม่เห็นถึงความหมายแฝงในการตีความนอกสารบบได้ และหนังสือแปลก็ไม่สามารถแปลแบบนอกสารบบได้เพราะต้องแปลตามหลักการตีความมาตราฐาน(ไม่อย่านั้นจะเป็นเรื่องอื่นไป) จึงจำเป็นต้องแปลแบบถอดความโดยตัวมันเอง และบางคำก็แปลไม่ได้แต่ก็พอจะถอดความได้ ดังนั้น การมีหนังสือที่แปลแบบ คำต่อคำ หรือกึ่งคำต่อคำ ของคำต้นฉบับมาเทียบด้วยหลังจากอ่านแบบแปลถอดความแล้ว จึงชวนให้ตีความในเชิงลึกได้มากขึ้น มากกว่าฉากหน้าที่เห็น(ในการอ่านหนังสือแปลจึงควรอ่านหลายๆสำนวนแปลหากมีโอกาส) และบางทีต้องเชื่อมโยงการตีความซ้อนการตีความเข้าไปอีก เช่น การถ่ายเทซึมซับสารจิงจากการมีเพศสัมพันธ์ของชายหญิงนั้น อาจมองเป็นการศึกที่ใช้การหลอกล่อให้อีกฝ่ายถ่ายเทสารจิงออกมาให้มากกว่าเพื่อตัวเองจะได้เปรียบในการซึมซับสารจิง เป็นต้น นั่นคือเหตุที่เต๋าสายอายุวัฒนะมีการฝึกมีเพศสัมพันธ์แบบไม่หลั่ง เพื่อดูดซับกลับคืน และซึมซับน้ำหล่อลื่นจากฝ่ายหญิงอย่างเดียว เพื่อความเป็นอายุวัฒนะ เป็นต้น นั่นคือกลอุบายของฝ่ายชาย โอเค ไปไกลแล้ว เรากลับมาที่การศึกก่อน ๕๕๕ จากจุดนี้เราก็ใช้การตีความนี้เป็นพิชัยสงครามได้อีกเช่นกันนั่นเอง

หนังสือเต๋าเต๋อจิง นอกจากปรัชญาเต๋าเพียวๆแบบที่มีฉบับแปลไทยออกมานั้น ยังสามารถตีความนอกสารบบเป็นตำราอายุวัฒนะ ตำราพิชัยสงคราม ตำราการปกครอง ตำราการแพทย์ ตำราการเล่นแร่แปรธาตุ ฯลฯ และอื่นๆอีกมากมาย ขึ้นอยู่กับการตีความ และหนังสืออภิปรัชญายังมีอีกหลายเล่มที่นิยมเอามาตีความนอกสารบบ เช่น อี้จิง, ตำพิชัยสงครามซุนจื่อ, ตำราพิชัยสงครามสามสิบหกกลยุทธ์ เป็นต้น

จากที่เขียนมายาวเหยียดขนาดนี้(ไม่รู้จะมีใครอ่านจบมั้ย อิอิ) จะเห็นเลยว่า ทำไมหนังสือแปลจึงไม่อธิบายออกมาในลักษณะนี้ เพราะมันต้องใช้ความพยายามสูงมากทั้งคนแปลและคนอ่าน แค่แปลถอดความตามปกติก็ยากแล้วเพราะเป็นภาษาโบราณ การชี้ให้เห็นความหมายนอกสารบบนั้นยากยิ่งกว่า เพราะมันจะตีความไปเป็นอะไรก็ได้ เหมือนหนังสือที่มีความหมายซ้อนอยู่หลายชั้น อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้ว จึงไม่อาจชี้ได้หมด เพราะจะทำให้งงว่าตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่ และมันจะกลายเป็นหนังสือตีความไปแทน เพราะแน่นอนว่า ตำราเต๋าเต๋อจิงย่อมมีความหมายแท้จริงของมันตามหลักการอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าจะเป็นอะไรก็ได้ ซึ่งต้องยอมรับว่านั้นคือความหมายตามสารบบ แต่อย่าให้เป็นการผูกขาดการตีความ เพราะการตีความนอกสารบบนั้นก็มีการใช้ประโยชน์อยู่จริงในหลายๆกลุ่มเช่นกัน จนกลายเป็น ชี่กง การแพทย์ และอื่นๆ ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งคงไม่อาจถือได้ว่าเป็นความหมายมาตราฐานตามหลักการได้ แต่ก็อาจใช้ประโยชน์ได้ และก็มีการพัฒนาเป็นตำรากามสูตรของจีน ทั้งการเล่นแร่แปรธาตุภายในและภายนอกเพื่อความอายุวัฒนะ และอื่นๆ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากพื้นฐานเดียวกัน

ส่วนตัวชอบการตีความและการเชื่อมโยงที่หลากหลาย และชอบอ่านการตีความแปลกๆของคนอื่นด้วย ผมไม่ถือว่าถูกหรือผิดแบบตายตัวแบบที่ว่าต้องอย่างนั้นอย่างนี้เท่านั้นอย่างอื่นผิด ผมไม่ถืออย่างนั้นครับ เพราะมันแค่การตีความ ซึ่งทุกคนควรมีอิสระตามประสบการณ์ของตน
ในการอ่านหนังสือ อ่านแล้วตีความเพื่อใช้ประโยชน์ อย่าไปติดกับความหมายของคำอย่างตายตัวเพียงอย่างเดียว ลองอ่านเพื่อเชื่อมโยงแก่น เชื่อมโยงความหมาย ตีความให้หลากหลาย เอาไปประยุกต์ใช้กับเรื่องต่างๆให้กว้างขวาง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นความสนุกที่ได้จากการอ่าน เหมือนเล่นเกม Puzzle อ่านเล่มเดียวกันแต่อาจได้ประโยชน์มากกว่ากันก็ได้ แต่ที่แน่ๆคืออ่านสนุกแน่นอน อ่านไปคิดไป ดังนั้นลองตีความกันดูนะครับ ที่เหลือก็ใช้หลักกาลามสูตร

บทความนี้ก็ถือว่าผมเขียนให้อ่านกันสนุกๆจากที่ได้เก็บเล็กผสมน้อยกันมาก็แล้วกันนะครับ ความรู้ของผมยังแค่หางอึ่ง ยังต้องศึกษาอีกมากครับ ซึ่งหากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

t.ly/9V5A
แถม

เคล็ดวิชาในห้องนอน(房中術) มีข้อห้ามของการมีเพศสัมพันธ์เอาไว้ดังนี้
  1. เมื่ออารมณ์ไม่สมดุล
  2. เมื่อเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ
  3. หลังจากกินอิ่มหรือเมามาย
  4. พึงระวังขณะเจ็บป่วย
  5. ตามสรีรวิทยาของฝ่ายหญิง เช่น การตั้งครรภ์ การคลอดบุตร (ร่วมถึง มีประจำเดือน, ให้นมบุตร, ฯลฯ)

ซึ่งข้อห้ามเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความสมดุลของชี่เลือดและความแข็งแรงของร่างกาย เพื่อไม่ให้กระทบต่อสุขภาพ เพราะช่วงนั้นร่างกายอ่อนแอเกินไป และต้องเห็นพ้องต้องกันทั้งสองฝ่าย เพราะแนวคิดการมีเพศสัมพันธ์ในแบบจีนโบราณนั้น ไม่ใช่เพียงเพื่อสืบพันธุ์หรือความสนุกเท่านั้น แต่เป็นไปเพื่อสุขภาพด้วยนั่นเอง เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พร้อมทั้งกายและใจ การถ่ายเทหยินหยางจะไม่ประสบผล

อ้างอิง
https://baike.baidu.hk/item/%E6%88%BF%E4%B8%AD%E8%A1%93/1567235
https://zh.wikipedia.org/zh-hant/%E6%88%BF%E4%B8%AD%E6%9C%AF
http://www.sookjai.com/index.php?topic=36136.0
https://mgronline.com/china/detail/9480000051386
https://zhuanlan.zhihu.com/p/44556804

25 กรกฎาคม 2565

ประเด็นเรื่องชื่อของ SonGoku ใน Dragon Ball

t.ly/tfX0z
จากดราม่าเรื่องชื่อของ SonGoku หรือ 孫悟空 ใน Dragon Ball เอาจริงๆคือถ้าตามหลัก ย้ำอีกที ตามหลักการ ในไทยควรจะเรียก 孫悟空 ว่า ซุนหงอคง เหตุผลก็เพราะว่าเป็นการเรียกชื่อนี้ในสำเนียงไทยนั่นเอง ซึ่งที่เรียกว่า ซงโกคู นั่นก็นับเป็นชื่อนี้ในสำเนียงญี่ปุ่น และในเอเชียแต่ละประเทศก็เรียกชื่อนี้ด้วยสำเนียงของตัวเอง

จีนกลางเรียกว่า ซุนอู้คง
เกาหลีเรียกว่า ซนโอกง
เวียดนามเรียกว่า โตนโหงะคง

เพราะตามหลัก(ย้ำอีกที ตามหลักการ)แล้ว ต้องเรียกชื่อนี้ตามชื่ออ้างอิงจากตัวอักษรจีนครับ คือ 孫悟空

เพื่อให้เห็นภาพสมมุติว่า มีตัวละครชื่อไทยว่า สมชาย อยู่ในการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งออกเสียงว่า โซมุไช ทีนี้ เราจะเรียกว่าโซมุไชหรือสมชาย? ถ้าตามหลัก คือ ในไทยควรเรียกว่า สมชาย เพราะอ้างอิงจากคำว่า "สมชาย" แต่จะเรียกว่าโซมุไชก็ไม่ผิดอะไรครับเพราะแค่เป็นสำเนียงญี่ปุ่นที่สื่อถึงตัวละครเดียวกัน
ส่วน โกฮัง ในมังงะเก่าๆก็มีเรียกว่า หงอฮัง แต่ส่วนตัวมองว่าควรเรียกว่า โกฮัง ตามญี่ปุ่นจะเหมาะกว่า เพราะเป็นตัวละครใหม่ที่ไม่อ้างอิงวรรณกรรมเดิม แม้ชื่อจะเขียนด้วยอักษรจีนก็ตาม แต่เป็นชื่อภาษาญี่ปุ่นซึ่งแปลว่า ข้าว(อาหาร) (แต่จะเรียกหงอฮังก็ไม่ผิดอะไร) ส่วนแซ่ก็อาจจะเรียกด้วยแซ่ ซุน ต่อไปก็ไม่เป็นไรหากต้องการความสอดคล้อง

ทีนี้ที่ดราม่ากันส่วนนึงเพราะ ชื่อนี้ถูกเรียกด้วยคำว่า "โงกุน" ซึ่งแตกต่างไปเลย แต่ชื่อนี้ก็มีที่มา อาจเป็นเพราะการถอดคำจาก Goku ในสมัยก่อน โดยอาจเทียบกับคำว่า "หงอคง" จาก หงอ จึงเป็น "โง" ส่วน คง ก็ควรเป็น "คู" แต่ดันเป็น "กุน" ก็เห็นว่าเอกสารอ้างอิงสมัยก่อนเขียนว่า Gokul หรือ Gokuh จึงอาจถอดคำเป็น "กุล" จากตัวอ้างอิงนั้น แล้วเป็น "โงกุน" ไปในที่สุด เพราะชื่อเต็มเองก็ยังเรียกว่า ซุนโงกุน ยังใช้แซ่ "ซุน" แบบจีน จึงเป็นไปได้ว่าถอดคำโดยใช้สำเนียงไทย(ตามตัวอักษรจีน)เข้ามาเทียบผสมกับสำเนียงญี่ปุ่นไปด้วย(ในมังงะก็อาจเหมือนกันเพราะเรียกว่า ซุนโงคู) และเห็นว่านักพากษ์บอกว่าออกเสียง "โงกุน" ได้สะดวกดีด้วย
ในประเทศตะวันตกซึ่งไม่ได้มีวัฒนธรรมร่วมอะไรกับชื่อภาษาจีน เขาก็อาจเรียกตามเสียงที่ได้ยินครั้งแรก ซึ่งก็คือ ซงโกคู แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีตัวละครที่ถูกเปลี่ยนชื่อไปตามวัฒธรรม อย่างเช่น คุริริน ทางตะวันตกก็เปลี่ยนเป็น Krillin เพราะเรียกง่ายกว่า เป็นต้น

สรุปคือ จะเรียกแบบไหนก็ไม่ผิดอะไรครับ เพราะเป็นการใช้หลักในการเรียกต่างกัน และหลักการสามารถบัญญัติใหม่ได้เสมอ ซึ่งเป็นการเรียกกันตามยุคสมัย ต่างยุคก็อาจเรียกต่างกัน เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนเดี๋ยวก็มีการเปลี่ยนแปลงกันไปตามเหตุปัจจัยครับ
ส่วนจะเรียกแบบไหนก็แล้วแต่ เพราะ ไม่มีผิด ไม่มีถูก แค่อย่าไปล้อเลียนคนที่เรียกต่างจากเราก็พอครับ

อ้างอิง
https://www.online-station.net/anime/313188/