เรื่องราวต่างๆในชีวิตที่เกิดขึ้นมักทิ้งร่องรอยเอาไว้เสมอ โดยเฉพาะอารมณ์ที่ตกค้างหลังจากผ่านเหตุการณ์ที่ชวนเครียดหรือตกใจ เช่น หมาเห่า เจ้านายด่า จ่าจับ รับซวย ฯลฯ เมื่อเรื่องไม่ปลอดภัยนั้นผ่านไปแล้ว แต่อารมณ์ความรู้สึกหรือความตึงเครียดยังคงตกค้างอยู่ ซึ่งอารมณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ บางทีอาจทำให้อึนไปเป็นวันๆจากเรื่องเฮงซวยเพียงเรื่องเดียว
เวลาสุนัขข่มเหงกัน (ก็นิสัยหมาๆอ่ะนะครับ) หลังจากที่ภัยผ่านพ้นไปแล้ว ลองสังเกตสิ่งที่มันจะทำทันทีคือ "ถอนหายใจใหญ่แล้วสะบัดตัว" เพียงครู่เดียวหน้าตาหมาหงอยก็หายไป มันกลับมาร่าเริงเป็นตัวของมันเองได้อีกครั้ง (จะเห็นว่าสุนัขไม่ใช่สะบัดตัวแค่ตอนเปียกหรือเลอะดินเท่านั้นนะ) ราวกับมันรู้กลไกธรรมชาติว่า ต้องสะบัดอารมณ์ตกค้างออกไป!
เวลาสุนัขข่มเหงกัน (ก็นิสัยหมาๆอ่ะนะครับ) หลังจากที่ภัยผ่านพ้นไปแล้ว ลองสังเกตสิ่งที่มันจะทำทันทีคือ "ถอนหายใจใหญ่แล้วสะบัดตัว" เพียงครู่เดียวหน้าตาหมาหงอยก็หายไป มันกลับมาร่าเริงเป็นตัวของมันเองได้อีกครั้ง (จะเห็นว่าสุนัขไม่ใช่สะบัดตัวแค่ตอนเปียกหรือเลอะดินเท่านั้นนะ) ราวกับมันรู้กลไกธรรมชาติว่า ต้องสะบัดอารมณ์ตกค้างออกไป!
เมื่ออารมณ์ติดหล่มในจิตใจกลายเป็นความติดขัดในร่างกาย
ในทางปรัชญา เมื่อมีอารมณ์ขุ่นมัว พลังงานหรือชี่ (氣) จะเกิดการติดขัด ซึ่งจะปรากฏชัดเจนผ่านการเกร็งค้างของกล้ามเนื้อ ตรงไหนเกร็งตึง ตรงนั้นคือชี่ติดขัดไม่ไหลเวียน ลองสำรวจร่างกายของคุณดูครับ
- ขากรรไกรเกร็ง: กำลังพยายามขบคิดเพื่อแก้ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก
- บ่าไหล่ต้นคอตึง: เครียดจากการแบกอารมณ์โกรธ อัดอั้น หรือมีความกดดันที่กำลังแบกรับไว้
- หน้าท้องแขม่วหรือเกร็งไม่รู้ตัว: ในใจกำลังกลัวลึกๆว่าจะได้รับผลกระทบจากอะไรบางอย่าง
- กล้ามเนื้อขาเกร็ง: สัญชาตญาณอยากจะหนีไปให้พ้นจากปัญหานั้น
เมื่อกล้ามเนื้อเกร็งค้าง ชี่ก็ติดขัด เมื่อชี่ติดขัด จิตใจก็พลอยติดหล่มอยู่กับอารมณ์เดิมๆ กลายเป็นวงจรป้อนกลับเชิงลบที่ยิ่งคิดก็ยิ่งตึง ยิ่งตึงก็ยิ่งคิดกังวลง่ายขึ้น กลายเป็นการเก็บกดทั้งในระดับพลังงานและจิตใจจนชี่ติดขัดเรื้อรัง
ปลดปล่อยรูปนามด้วยการเลียนแบบธรรมชาติ
ปลดปล่อยรูปนามด้วยการเลียนแบบธรรมชาติ
มนุษย์เราต่างจากสัตว์ตรงที่ มักใช้ความคิดและกรอบของสังคมคอยกดข่มปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณนี้ไว้ เพื่อนร่วมงานด่าเสร็จ เราจะสะบัดตัวใส่ตรงนั้นก็ไม่ได้ ทำให้นอกจากอารมณ์จะตกค้างแล้ว พลังงานลบยังติดแหง็กในร่างกาย แต่เราสามารถเรียนรู้และเลียนแบบธรรมชาติได้ครับ ในทางปรัชญาเต๋า รูปนาม (สสารและพลังงาน) คือสิ่งเดียวกัน (形氣一体) แต่คนละสถานะ ดังนั้น เมื่อเราเคลื่อนไหวทางกายภาพ ย่อมส่งผลต่อพลังงานภายในโดยตรง
หากไม่สะดวกไปวิ่งออกกำลังกาย ก็สามารถหาพื้นที่ส่วนตัว หรือลานกว้างที่สบายใจ แล้วลองทำตามแนวทางชี่กงเขย่าตัว ด้วยการ ถอนหายใจยาวๆ ออกทางปากหนึ่งครั้งเพื่อระบายชี่ที่อัดอั้น เขย่งเท้าขึ้นลงสลับกันซ้ำๆ แล้วปล่อยให้ข้อต่อ บ่า ไหล่ และแขนทั้งสองข้างอ่อนย้วย บิดตัวเล็กน้อย สะบัดแขน สะบัดขา ปล่อยแรงเหวี่ยงไปตามธรรมชาติ
เมื่อกายภาพขยับ ชี่ที่เคยติดขัดก็จะเกิดแรงผลักให้เคลื่อนไหว จิตใจที่เคยยึดติดกับอารมณ์เฮงซวยก็จะถูกเขย่าให้หลุดออกไปด้วย อาจพูดให้เห็นภาพได้ว่า เมื่อเขย่าตัวอารมณ์ขุ่นมัวที่ตกค้างก็ร่วงกราวๆลงสู่ดิน แล้วจากนั้นก็ใช้ชีวิตอย่างเป็นตัวของคุณเองต่อไป
ในการเขย่าตัว หากนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดี ลองดูตัวอย่างชี่กงเขย่าตัวเป็นแนวทางดูครับ
ในชีวิตประจำวันสิ่งสำคัญ คือ ทุกครั้งที่รู้ตัวว่าเผลอเกร็งก็ให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนให้เหลวไปตามแรงโน้มถ่วง เสมือนว่าทรงตัวอยู่ได้ด้วยโครงสร้างของกระดูกเป็นหลัก ตัวตรงเหมือนมีด้ายจากฟ้าผูกที่กลางศีรษะ แล้วใช้ชีวิตให้ใจเบาสบายที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็พอ รับรู้ทุกอย่างตามความเป็นจริง และเก็บเคล็ดลับการเขย่าตัวเองเอาไว้ใช้เมื่อต้องการออกกำลังกายเบาๆ หรือมีการติดขัดเกิดขึ้น
สุดท้ายนี้ขอให้อายุยืนและสุขภาพดีทั้งกายและใจนะครับ
สวัสดีครับ ^_^
อ้างอิง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น