Sponsor

27 มกราคม 2569

Linux ค้างทำยังไงดี?


Linux ที่ว่าเสถียรก็ยังแฮงค์ได้
มีหลายวิธีในการแก้ไข แต่เราจะพูดถึงวิธีที่เด็ดขาดที่สุดเลยล่ะกันครับ ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายก่อนดึงปลั๊ก

สั้นๆสำหรับสายรีบ
กด Alt + Print Screen + REISUB
เรียบร้อย เครื่องรีบูตแล้ว

บทความจากนี้ไปคือการร่ายกันยาวๆ

กระบวนท่า Magic SysRq
หากค้างแบบทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ ใน Linux มีปุ่มลัดระดับเทพที่ส่งคำสั่งตรงไปที่ Kernel เพื่อสั่งให้ระบบปิดตัวลงอย่างปลอดภัย ไม่ทำให้เครื่องพัง

*(บางเครื่องอาจต้องเปิด FnLock ก่อน ด้วยการกด Fn + Esc)

ให้กดปุ่ม

Alt + Print Screen ค้างไว้ก่อน

แล้วจากนั้น ค่อยๆกดตัวอักษรต่อไปนี้ทีละตัว เว้นจังหวะ 1-2 วินาทีต่อตัว ให้เวลาเครื่องได้ประมวลผลสักกะนิด

R E I S U B

เครื่องจะค่อยๆปิดโปรแกรมตามคำสั่งที่กดไปทีละปุ่ม และ Restart ตัวเองอย่างสงบ

หากเปรียบการกดปุ่ม Power ค้างคือการประหารชีวิตระบบทันที การใช้ REISUB ก็คือการเกลี้ยกล่อมให้สละอำนาจอย่างสงบ เครื่องไม่พังแน่นอน และถนอมอุปกรณ์มากกว่าการตัดไฟพรึบไปเฉยๆหลายเท่าครับ แม้เครื่องไม่พัง แต่งานที่ยังไม่ได้ Save ในโปรแกรมที่ค้างอยู่ เช่น พิมพ์เอกสารค้างไว้อะไรอย่างนี้ อาจจะหายไปนะครับ อันนี้ต้องทำใจรัวๆ

ต่อไปนี้จะเป็นการอธิบายรายละเอียดยุบยิบของคำสั่งข้างต้น หากไม่ต้องการปวดหัวสามารถจบบทความได้ตรงนี้เลยครับ
*(คำเตือนระวังปวดหัว)

อธิบาย REISUB
เวลาเรากด REISUB แต่ละตัวอักษรมีความหมายในการจัดการระบบให้ลงตัวก่อนปิด
  • R (Raw): ยึดอำนาจคุมคีย์บอร์ดคืนจากระบบหน้าจอที่ค้าง
  • E (Terminate): ส่งสัญญาณบอกโปรแกรมทั้งหมดให้ปิดตัวลงดีๆนะ
  • I (Kill): ถ้ายังไม่ยอมปิด ก็สั่งฆ่ากระบวนการนั้นทิ้งซะ
  • S (Sync): (สำคัญที่สุด) สั่งให้ระบบเขียนข้อมูลที่ค้างอยู่ใน RAM ลง Disk ให้หมด เพื่อป้องกันไฟล์พัง (Data Corruption)
  • U (Unmount): สั่งยกเลิกการเชื่อมต่อ Hard Drive แบบปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการอ่าน/เขียนค้างอยู่
  • B (Boot): สั่ง Restart เครื่อง

ทางเลือกอื่นเมื่อ Linux ค้าง
  • ถ้าค้างแค่หน้าจอ (เมาส์ขยับได้) ให้ใช้ Alt + F2 แล้วพิมพ์ r
  • ถ้าค้างแค่เมาส์ (เมาส์นิ่งแต่คีย์บอร์ดกดได้) ให้ใช้ Ctrl + Alt + F2 เพื่อไป Kill Process


ในโลกของคอมพิวเตอร์ ไม่มีระบบไหนที่เสถียร 100% แม้แต่ Linux ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอึดระดับที่ Server ทั่วโลกไว้วางใจ ก็ยังมีวันค้างกันเขาด้วยเหมือนกัน (แม้นานๆจะค้างสักทีนึง) ถึงกระนั้นความต่างของ Linux กับระบบอื่นเวลาค้างคือ Linux จะทิ้งรอยเท้าไว้ให้เราสืบเสาะเพื่อแก้ไข ดูได้ผ่าน Terminal ด้วยคำสั่ง journalctl -p 3 -xb หลังจากที่รีบูตกลับเข้ามาแล้ว ก็จะทำให้เรารู้ว่ามันค้างเพราะอะไร (ไม่ใช่เพราะผีหลอกแน่นอน?) และมีทางออกฉุกเฉิน เช่น REISUB ที่ช่วยให้เราจบปัญหาได้โดยไม่ต้องทำร้ายเครื่อง

ศึกษาเพิ่มเติม

26 มกราคม 2569

Doubling Cube - เลข 64 ของแบ็กแกมมอนกับบทเรียนแห่งการทวีคูณอันซ้อนเร้น

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Backgammon_(52600594028).jpg

ข้างกระดานแบ็กแกมมอน มีลูกเต๋าหน้าตาประหลาดลูกหนึ่งวางอยู่อย่างสงบ มันไม่ได้มีไว้ทอยเพื่อเดินหมาก แต่มีไว้เพื่อเพิ่มความซ้อนทับของสถานการณ์ ลูกเต๋านี้บรรจุตัวเลขทวีคูณ เริ่มจาก 2, 4, 8, 16, 32, และจบที่ 64 ซึ่งหากพิจารณาให้ดี มันคือสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่เป็นตัวแทนของความจริงที่ไร้เมตตาในโลก ซึ่งมักเติบโตแบบทวีคูณ (Exponential) ไม่ใช่แบบเส้นตรง (Linear) ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเติบโตของเชื้อโรค (Exponential Growth) หรือการสลายตัวของกัมตภาพรังสี (Exponential Decay) รวมถึงปัญหาและผลกระทบในชีวิตจริงก็เช่นกัน หากเราเริ่มต้นด้วยความประมาทเล็กๆน้อยๆ แม้แค่ในระดับต่ำๆ เรามักชะล่าใจว่ามันยังจัดการได้ นิดๆหน่อยๆคิดว่าคงไม่เป็นไร แต่ในวิถีของธรรมชาติแห่งกาลเวลา ปัญหาที่ถูกละเลยจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็น 2 เป็น 4 เป็น 8 และพุ่งทะยานไปสู่ 64 ในพริบตาเดียว การที่ 2^6 = 64 จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขบนหน้าเต๋า แต่มันคือคำเตือนถึงจุดเปลี่ยนหรือวิกฤตที่กู่ไม่กลับ หากเราไม่รู้จักยับยั้งหรือตัดสินใจยอมรับความจริง (Pass) ตั้งแต่เนิ่นๆ เราอาจต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าจะควบคุมได้ในตอนสุดท้าย

ความจริงที่ซ้อนเร้นอยู่ในกฎของ Doubling Cube คือเรื่องของความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ ทุกครั้งที่ฝ่ายตรงข้ามยื่น Doubling Cube ให้ มันคือการทดสอบว่าเรามองเห็นแนวโน้มของอนาคตหรือไม่
ในชีวิตจริงนั้น การยื่น Doubling Cube อาจมาในรูปของโอกาสที่หอมหวานแต่แฝงไปด้วยความเสี่ยงมหาศาลที่บีบให้เราต้องเลือกว่าจะสู้ต่อหรือถอยทัพ การรับ (Take) ในขณะที่สถานการณ์เป็นรองอย่างหนักเพียงเพราะความดื้อรั้นหรืออัตตา เปรียบได้กับการถมทรัพยากรลงไปในหลุมอันไร้ก้น แบ็กแกมมอนสอนให้เราตระหนักว่า ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบางครั้งอาจไม่ใช่การชนะในเกมนั้น แต่คือการรู้จักแพ้ให้เสียน้อยที่สุด เพื่อรักษาขีดความสามารถในการกลับมาสู้ใหม่ในวันข้างหน้า ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจว่าการยอมแพ้ในบางสนามรบไม่ได้แปลว่าแพ้สงคราม และต้องเรียนรู้ที่จะแพ้ในท่าที่ชนะ

ดอกเบี้ยทบต้นคือสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก
ผู้ที่เข้าใจมัน จะได้รับผลตอบแทน
ผู้ที่ไม่เข้าใจ จะต้องเป็นคนจ่าย
-อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ในทุกย่างก้าวของการเดินหมาก คือการสะสมต้นทุนทางยุทธศาสตร์ ซึ่ง Doubling Cube ได้ทำหน้าที่เป็นภาพจำลองที่จับต้องได้ของพลังแห่งดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) ที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เคยขนานนามว่าเป็น "สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก"
ในโลกการเงิน ดอกเบี้ยทบต้นทำงานผ่านกาลเวลาที่ผลตอบแทนจะถูกนำไปวางซ้อนทับบนเงินต้นครั้งแล้วครั้งเล่าจนสร้างการเติบโตที่คาดไม่ถึง ในแบ็กแกมมอนก็เช่นกัน การทวีคูณของ Doubling Cube คือการนำความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่สะสมไว้มาวางทับซ้อนลงบนแต้มเดิมพัน หากท่านรู้จักสะสมความได้เปรียบเพียงเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง พลังทบต้นนี้จะกลายเป็นอาวุธร้ายกาจที่เปลี่ยนชัยชนะธรรมดาให้กลายเป็นการเผด็จศึกที่เด็ดขาดในพริบตา แต่ในทางกลับกัน หากท่านตกอยู่ในสถานะผู้รับในจังหวะที่เสียเปรียบ พลังทบต้นจะเปลี่ยนจากมิตรเป็นศัตรูที่คอยกัดกินทรัพยากรดุจดั่งดอกเบี้ยของหนี้สินที่พอกพูนจนเกินกว่าจะชำระคืนได้ แบ็กแกมมอนกำลังสอนเราว่า ผู้ที่เข้าใจพลังทบต้นจะเป็นผู้ใช้มัน แต่ผู้ที่ไม่เข้าใจจะตกเป็นเหยื่อของมัน ไม่ว่าจะเป็นบนกระดานหมากหรือกระดานชีวิตก็ตาม

ท้ายที่สุดแล้ว เลข 64 บน Doubling Cube ทำหน้าที่เป็นกระจกส่องใจ ที่เตือนให้เรามองโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามกิเลสความอยาก มันสอนให้เราประเมินจุดคุ้มทุนของความเสี่ยง และเตือนให้รู้ว่าในจักรวาลที่เพียงเด็ดดอกไม้ก็สะเทือนถึงดวงดาว การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวในวันนี้ อาจกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่ขยายตัวไปสู่จุดที่เราไม่คาดคิด ผู้ที่เข้าใจความหมายของเลข 64 จึงไม่ใช่คนที่กลัวความเสี่ยง แต่คือคนที่รู้จักบริหารความเสี่ยงด้วยใจที่สงบนิ่ง รู้ว่าเมื่อใดควรเร่งเครื่องเพื่อจบสงคราม และเมื่อใดควรวางมือเพื่อรักษาชีวิต เพราะในกระแสธารแห่งชะตากรรมที่ผันผวน การรู้เท่าทันพลังของการทวีคูณ คือปัญญาที่จะช่วยให้เราไม่ถูกบดขยี้ด้วยกงล้อแห่งความสูญเสียที่ทบเท่าทวี

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อน

การกระพรือปีกอันแผ่วเบาของผีเสือตัวเล็กจ้อย ณ จุดหนึ่ง
อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดพายุทอร์นาโด
ในอีกซีกโลกหนึ่งก็ได้

19 มกราคม 2569

12 บทเรียนชีวิตจาก Dirk Schiemann นักแบ็กแกมมอนระดับปรมาจารย์

https://bgverband.de/dbgv/ehrungen

12 บทเรียนชีวิตจาก Dirk Schiemann นักแบ็กแกมมอนระดับปรมาจารย์ (Super Grandmaster)

1. ยอมรับบทบาทของความบังเอิญ
ชีวิตเรามักได้รับอิทธิพลจากเหตุบังเอิญ เช่นเดียวกับที่ Dirk Schiemann ได้เข้าสู่โลกของแบ็กแกมมอนโดยไม่ได้ตั้งใจ จากการเล่นกับพี่ชายตอนเด็กและการพบหนังสือหายาก Backgammon ของ Paul Magriel โดยบังเอิญ (ในตอนนั้นมีเพียง ~15 เล่มในเยอรมันนี) ซึ่งเปลี่ยนชีวิตเขาอย่างสิ้นเชิง

2. ใช้จุดแข็งของตัวเองให้เกิดประโยชน์
Schiemann เริ่มเล่นแบ็กแกมมอนในทัวร์นาเมนต์ระดับเริ่มต้นและชนะได้อย่างรวดเร็ว เขาใช้ทักษะนี้สร้างรายได้ตั้งแต่วัยเรียน และค่อยๆ เติบโตจนกลายเป็นอาชีพ

3. ยอมรับความสุ่มในชีวิต
Schiemann มองโลกผ่าน "เลนส์แห่งความสุ่ม" และเชื่อว่าเราไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ไกลเกินไป เพราะโลกเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

4. เรียนรู้ที่จะเล่นให้ดี
แม้ว่าโชคจะมีบทบาทในเกม แต่การเล่นให้ดีจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราประสบความสำเร็จมากขึ้น Schiemann เชื่อว่าความสามารถในการปรับและเปลี่ยนแผนคือกุญแจสำคัญ

5. เน้นไปที่สิ่งที่ควบคุมได้ (โฟกัสที่การตัดสินใจ ไม่ใช่ผลลัพธ์)
เขาเน้นว่า การตัดสินใจที่ดีไม่ได้การันตีผลลัพธ์ แต่การมองผลลัพธ์อย่างไม่ยึดติดจะช่วยให้เราสบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

6. รู้จักอคติของตัวเอง
อคติหรือความลำเอียงในการตัดสินใจ เช่น การกลัวความเสี่ยงหรือการมั่นใจในตัวเองมากเกินไป พยายามค้นหาอคติและแนวโน้มที่ทำผิดพลาด เพื่อปรับปรุงและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

7. คิดออกเสียง
Schiemann ใช้การอธิบายความคิดของตัวเองระหว่างเล่นเกมบน YouTube เพื่อช่วยให้ตนเองและผู้ชมเข้าใจวิธีคิดเชิงกลยุทธ์อย่างลึกซึ้ง
"เมื่อคุณเล่นอย่างเงียบๆ คุณจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในหัวของคุณ และคุณตัดสินใจได้อย่างไร ดังนั้น มันช่วยฉันในการตัดสินใจอย่างแน่นอน หากฉันต้องพูดออกมา นั่นคือจุดเริ่มต้น และผู้คนชอบมัน"

8. คำนวณความเสี่ยง
เขาเลือกลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเล่นแบ็กแกมมอนและโป๊กเกอร์มืออาชีพ แต่ย้ำว่าความเสี่ยงต้องถูกคำนวณอย่างรอบคอบเสมอ
"แบ็กแกมมอนนั้นง่ายกว่าชีวิตจริงมาก ดังนั้น เมื่อคุณทำอะไรเสี่ยงๆ จงเตรียมใจไว้ว่ามันจะผิดพลาด และคุณไม่ควรทำอะไรเสี่ยงๆ ถ้าผลลัพธ์เชิงลบส่งผลต่อชีวิตของคุณจริงๆ"

9. เรียนรู้กฎและเชื่อในสัญชาตญาณ
ในแบ็กแกมมอน การเข้าใจหลักคณิตศาสตร์และตรรกะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การพัฒนาสัญชาตญาณและการจดจำรูปแบบช่วยเสริมให้การเล่นแข็งแกร่งขึ้น
"เนื่องจากทุกอย่างซับซ้อนเกินไป ...คุณไม่สามารถคำนวณหรือประเมินผลได้อย่างแม่นยำ คุณจึงต้องใช้สัญชาตญาณหรือการจดจำรูปแบบด้วยเช่นกัน"

10. รู้ว่าเมื่อไหร่ควรโจมตี
Schiemann สอนว่าการตัดสินใจว่าจะ "โจมตี" หรือไม่ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด ซึ่งต้องใช้การวิเคราะห์ที่ซับซ้อน

11. ค้นหาความสมดุลในชีวิต
แบ็กแกมมอนเกี่ยวข้องกับการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้ากระดานตลอดเวลา ดังนั้น งานอดิเรกจึงควรเป็นเรื่องทางกายภาพเป็นหลัก เช่น การเดินป่า เทนนิส และแบดมินตัน และอะไรที่ใช้การเคลื่อนไหว และใช่ อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องนั่งหน้าจอ นอกจากนี้ Schiemann ยังหาเวลาทำสมาธิทุกวันอีกด้วย

12. ออกไปเล่นแบ็กแกมมอน!
สุดท้าย Schiemann เชื่อว่าการสนุกกับเกมหรือสิ่งที่ทำจะช่วยให้เรามุ่งมั่นและก้าวหน้าไปได้ไกลกว่าเดิม
"เพราะว่ามันสนุกและน่าตื่นเต้นมาก เรียนรู้ได้ง่าย และไม่เหมือนหมากรุก คุณสามารถเริ่มเอาชนะผู้เล่นที่เก่งกว่าได้ทันที ดังนั้นในแง่นี้มันจึงสนุกกว่า"

สรุป
บทเรียนจาก Schiemann ไม่ได้มีเพียงการเล่นแบ็กแกมมอน แต่ยังเป็นปรัชญาชีวิตที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ - ยอมรับความสุ่ม ปรับเปลี่ยน และทำสิ่งที่ดีที่สุดในทุกเกมของชีวิต

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อน

https://dirk-schiemann.de/

อ้างอิง

17 มกราคม 2569

วิถีแห่งการเปลี่ยนแปลง - แบ็กแกมมอนในเงาอี้จิง


《易經》中的「易」這個字,古人總結它有三個含義:簡易、變易、不易。 (https://m.secretchina.com/news/b5/2018/12/13/878679.html)

ในคัมภีร์อี้จิง (易經) คำว่า "อี้" (易) มีความหมายสามนัย, ตามที่คนโบราณสรุปไว้ คือ: ความเรียบง่าย (簡易), ความเปลี่ยนแปลง (變易), และความไม่เปลี่ยน (不易).

หากเราวางกระดานแบ็กแกมมอนลงตรงหน้า เราอาจพบว่ามันคือแบบจำลองของจักรวาลตามคติอี้จิงที่สมบูรณ์

ขั้วตรงข้ามและจุดกำเนิด (หยินหยาง)

อี้จิงเริ่มต้นจากความไร้ขั้ว (無極 - อู๋จี๋) สู่การแบ่งแยกเป็นสองขั้ว (太極 - ไท่จี๋) ในแบ็กแกมมอนคือการแบ่งหมากเป็นสองสี และทิศทางการเดินที่สวนทางกัน

หยินและหยางไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่โอบอุ้มกันและกัน เหมือนหัวกับก้อยในเหรียญเดียวกัน การจัดกระดานเริ่มต้น หมากขาวมีส่วนหนึ่งอยู่ในแดนหมากดำ และหมากดำมีส่วนหนึ่งอยู่ในแดนหมากขาว สะท้อนสัญลักษณ์ไท่จี๋ถู (太極圖 - สัญลักษณ์หยินหยาง) ที่มีจุดขาวในดำและจุดดำในขาว เป็นการบอกว่าในหยินมีหยาง ในหยางมีหยิน ในรุกมีรับ ในรับมีรุก ไม่มีชัยภูมิใดที่เป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยสมบูรณ์

เมื่อหมากถูกกิน (Hit) หมากนั้นจะถูกหยิบออกไปนอกกระดาน (Bar) ซึ่งในมุมมองอี้จิง นี่อาจเป็นสภาวะกึ่งกลางระหว่างความตายและการเกิดใหม่ ที่รอคอยแรงหนุนจากฟ้า (ลูกเต๋า) เพื่อกลับเข้าสู่วัฏจักรอีกครั้ง การที่ต้องทอยลูกเต๋าเพื่อให้ตัวหมากเกิดใหม่ในแดนศัตรู คือการจำลองวัฏจักรชีวิต เหมือนจุดหยินในหยาง จุดหยางในหยิน ซึ่งเป็นตำแหน่งในการเกิดใหม่ของหยินหยางเช่นกัน การถูกกินไม่ใช่จุดจบ แต่คือโอกาสในการเปลี่ยนตำแหน่งเพื่อสร้างกลยุทธ์ใหม่

ลูกเต๋าคือพลวัต
ในอี้จิง เราเข้าใจโลกผ่านกว้า (卦 - เส้นลักษณ์) ซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทุกครั้งที่ทอยลูกเต๋า สถานการณ์บนกระดานจะเปลี่ยนรูปแบบไปทันที เปรียบเสมือนการเปลี่ยนเส้นหยินหยางในกว้า จากกว้าเชี๋ยน (䷀ - 乾 - ฟ้า - การรุกคืบ) อาจกลายเป็นกว้าคุน (䷁ - 坤 - ดิน - การนิ่งรับ) จากการทอยลูกเต๋าเพียงครั้งเดียว

สรรพสิ่งถึงที่สุด
จักพลิกพัน
โบราณกล่าวว่า "เมื่อสิ่งใดขึ้นถึงจุดสูงสุดจักต้องพลิกกลับเป็นตรงข้าม" (物極必反) นี่คือสัจธรรมแห่งการเปลี่ยนแปลง (易) ในแบ็กแกมมอน เมื่อท่านสร้างกำแพง (Prime) ที่แข็งแกร่งที่สุดจนหมากศัตรูก็ไม่อาจทะลวงผ่านได้ นั่นคือจุดที่ถึงที่สุดที่การเปลี่ยนแปลงกำลังจะมาถึง เพราะในตาถัดไปท่านอาจถูกบังคับให้ทำลายกำแพงนั้นลงด้วยมือของท่านเอง หากสร้างกำแพงที่แข็งแกร่งในจังหวะที่เหมาะสมก็ย่อมทลายลงในจังหวะที่สมควรจักเป็นประโยชน์ แต่หากสร้างกำแพงที่แข็งแกร่งในจังหวะที่ไม่เหมาะสมก็ย่อมทลายลงในจังหวะที่ไม่สมควรจักเป็นภัย เมื่อหยินสุดจะกลายเป็นหยาง หยางสุดจะกลายเป็นหยิน เป็นการเตือนให้เราไม่ยึดติดกับความตกต่ำหรือความรุ่งเรืองที่เป็นเรื่องชั่วคราว

การหาความพอดีท่ามกลางสถานการณ์ (中)
แก่นของอี้จิงคือการหาตำแหน่งที่เหมาะสมในเวลาที่สมควร (กาลเทศะ) การเดินหมากในแบ็กแกมมอนไม่ใช่การหาทางที่ดีที่สุดแบบตายตัว แต่คือการหาทางที่เหมาะควรกับเวลาในขณะนั้น หากท่านทอยเต๋าได้ 6-6 ในขณะที่เกมตาม นี่อาจคือ กว้าฟู่ (䷗ - 復 - การกลับมา - จะเห็นว่าพลังหยางเริ่มกลับมาเกิดขึ้นจากข้างล่างแล้ว) แต่ถ้าได้ 6-6 ในขณะที่ต้องการความละเอียดอ่อน นี่อาจเป็นภัย แบ็กแกมมอนฝึกให้เราเป็นวิญญูชน (君子 - จวินจื่อ) ตามแบบอี้จิง คือ ผู้ที่รู้จังหวะรุกจังหวะถอย รู้ว่าเมื่อใดควรลงมือเมื่อใดควรเร้นกาย เป็นผู้ที่ไม่ฝืนกระแสของการเปลี่ยนแปลง แต่ไหลไปตามมัน รู้วาระโอกาส

ความไม่เปลี่ยนแปลง (不易) ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง (易)
ท่ามกลางลูกเต๋าที่ผันผวน (ความเปลี่ยน) มีกฎกติกาและสถิติที่เป็นแก่น (ความไม่เปลี่ยน) การเล่นแบ็กแกมมอนเพื่อเห็นจิตวิญญาณอี้จิง อาจทำได้ด้วยการรักษาสภาวะจิตใจที่ไม่เปลี่ยน (ความสงบ) ท่ามกลางสถานการณ์บนกระดานที่เปลี่ยนตลอดเวลา (ความเคลื่อนไหว) ซึ่งทำให้เห็นว่า ชัยชนะและความพ่ายแพ้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวัฏจักรธรรมชาติ ไม่ต่างจากฤดูกาลที่หมุนเวียนผันเปลี่ยนกันไป
แม้สิ่งภายนอกจะเป็นดั่งพายุที่วุ่นวาย แต่ใจกลางตาของพายุนั้นนิ่งสงบ เพียงแค่เห็นและยอมรับทุกสิ่งที่แปลงเปลี่ยน

เลขศาสตร์แห่งฟ้าดิน
ในทางอี้จิงและดาราศาสตร์จีน ตัวเลขไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือรหัสของจักรวาล
  • กระดานมีฝั่งล่ะ 12 ตำแหน่ง สะท้อนถึง 12 นักษัตร หรือ 12 ชั่วยามในหนึ่งวัน หรือ 12 เดือนใน 1 ปี การเคลื่อนหมากผ่านแต่ละจุดเปรียบเสมือนการเดินทางของห้วงเวลาที่ไม่หยุดนิ่ง การที่ผู้เล่นต้องเดินหมากย้อนศรกันผ่าน 24 ตำแหน่งนี้ จึงเปรียบเสมือนกงล้อแห่งฤดูกาลที่พัดพาสรรพสิ่งสวนทางกันเพื่อสร้างสมดุลให้กับโลก
  • กระดานมีทั้งหมด 24 ตำแหน่ง ซึ่งสอดคล้องกับ 24 ปักษ์ใน 1 ปี (1 เดือนมี 2 ฤดูย่อย) ในปฏิทินจีน ซึ่งเป็นการแบ่งวัฏจักรหนึ่งปีออกเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงตามพลังงานธรรมชาติ
แบ็กแกมมอนอาจกำลังบอกเราว่าทุกตำแหน่งมีเวลาของมัน บางช่วงเวลาตำแหน่งนี้เป็นประโยชน์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป (แต้มเต๋าเปลี่ยน) ตำแหน่งที่เคยดีอาจกลายเป็นภาระ นี่คือสัจธรรม

ความสอดคล้องที่น่าทึ่งที่สุดระหว่างแบ็กแกมมอนกับคัมภีร์อี้จิง คือตัวเลข 64 บนหน้าสูงสุดของลูกเต๋า Doubling Cube ซึ่งตรงกับจำนวน 64 กว้าในคัมภีร์อี้จิงพอดิบพอดี ตัวเลข 64 บนหน้าสูงสุดของ Doubling Cube ไม่ใช่เพียงขีดจำกัดทางคณิตศาสตร์ แต่มันสะท้อนนัยสำคัญของ 64 กว้าในคัมภีร์อี้จิง ซึ่งเป็นตัวแทนของทุกสภาวะความเปลี่ยนแปลงหลักที่เป็นไปได้ในจักรวาล เมื่อผู้เล่นท้าทายกันจนถึงเลข 64 (ซึ่งมักจะเกิดขึ้นใน Money play) นั่นหมายถึงสถานการณ์ได้ดำเนินมาจนถึงจุดสูงสุดของวัฏจักร เป็นสภาวะที่ความเสี่ยงและความเป็นไปได้ถูกรีดเค้นออกมาจนสุดขอบเขต การตัดสินใจในจุดนี้จึงไม่ใช่แค่การชิงแต้ม แต่คือการเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า เมื่อสรรพสิ่งแปรเปลี่ยนไปจนถึงขีดสุด (กว้าที่ 64 - ䷿ - 未濟 - เว่ยจี้ - ยังไม่เสร็จสิ้น) วงจรใหม่ย่อมเริ่มต้นขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะด้วยชัยชนะที่เด็ดขาดหรือการพ่ายแพ้เพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่ก็ตาม สูงสุดย่อมคืนสู่สามัญ
การที่เลข 64 คือเลขยกกำลังของ 2 (2^6) สอดคล้องกับโครงสร้างของกว้าที่เกิดจากการซ้อนทับของเส้นหยินหยาง 6 ชั้น (ฉักลักษณ์) ซึ่งสะท้อนว่าทุกการทวีคูณของเดิมพัน คือการซ้อนทับของมิติแห่งความจริงที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

ในสมัยโบราณของจีน แบ็กแกมมอนเคยถูกเรียกว่า ซวงลิ่ว (雙六 - คู่หก) ซึ่งชื่อนี้เองก็มีความหมายแฝงถึงเลข 6 ซึ่งเป็นเลขสูงสุดของหยิน (太陰 - ไท่หยิน) หรือจะเปรียบถึงจำนวนเส้น (爻 - เย๋า) ของกว้าก็ได้เช่นกัน

คัมภีร์อี้จิงที่ไร้อักษร เรียนรู้โดยไร้เรียนรู้
แบ็กแกมมอนไม่ใช่เกมของการเอาชนะโชคชะตา แต่เป็นศิลปะของการร่ายรำไปกับท่วงทำนองแห่งจักรวาล
  • ลูกเต๋า คือ พลังแห่งฟ้า (ความเปลี่ยนแปลง โชคชะตา กาลเวลา หรือฤดูกาล)
  • กระดาน คือ พลังแห่งดิน (พื้นที่ และระยะทาง)
  • ผู้เล่น คือ พลังแห่งคน ผู้ประสานฟ้าดินผ่านวาระแห่งปัญญา
แบ็กแกมมอนจึงเป็นเครื่องมือชั้นดีอีกชิ้นหนึ่งในการทำความเข้าใจอี้จิง เพราะมันทำให้เราเห็นว่า ความเปลี่ยนแปลง (易) คือสิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลง (不易) และผู้ที่ถือว่าประสบความสำเร็จคือผู้ที่สามารถปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างกลมกลืนที่สุดตามวาระแห่งตน ไม่ว่าจะถูกมองว่าแพ้หรือชนะก็ตาม

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อน

ลูกเต๋าคือ ฟ้าลิขิต ความแปรปรวน
กระดานคือ ดินทวน รอยวิถี
คนประคอง ปัญญา หาจังหวะที่พอดี
ร่ายรำไป ในที ความเปลี่ยนแปลง

ยี่สิบสี่ปักษ์ คือกงล้อ กาลเวลา
หกสิบสี่กว้า จุดบรรจบ สัจธรรมแฝง
สูงสุดคืน สู่สามัญ ไม่เปลี่ยนแปลง
คือวิถีแห่ง แบ็กแกมมอน เงาอี้จิง

ฝู๋ซีกำลังพิจารณากระดานแบ็กแกมมอน
[ภาพ AI]