Sponsor

19 มกราคม 2569

12 บทเรียนชีวิตจาก Dirk Schiemann นักแบ็กแกมมอนระดับปรมาจารย์

https://bgverband.de/dbgv/ehrungen

12 บทเรียนชีวิตจาก Dirk Schiemann นักแบ็กแกมมอนระดับปรมาจารย์ (Super Grandmaster)

1. ยอมรับบทบาทของความบังเอิญ
ชีวิตเรามักได้รับอิทธิพลจากเหตุบังเอิญ เช่นเดียวกับที่ Dirk Schiemann ได้เข้าสู่โลกของแบ็กแกมมอนโดยไม่ได้ตั้งใจ จากการเล่นกับพี่ชายตอนเด็กและการพบหนังสือหายาก Backgammon ของ Paul Magriel โดยบังเอิญ (ในตอนนั้นมีเพียง ~15 เล่มในเยอรมันนี) ซึ่งเปลี่ยนชีวิตเขาอย่างสิ้นเชิง

2. ใช้จุดแข็งของตัวเองให้เกิดประโยชน์
Schiemann เริ่มเล่นแบ็กแกมมอนในทัวร์นาเมนต์ระดับเริ่มต้นและชนะได้อย่างรวดเร็ว เขาใช้ทักษะนี้สร้างรายได้ตั้งแต่วัยเรียน และค่อยๆ เติบโตจนกลายเป็นอาชีพ

3. ยอมรับความสุ่มในชีวิต
Schiemann มองโลกผ่าน "เลนส์แห่งความสุ่ม" และเชื่อว่าเราไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ไกลเกินไป เพราะโลกเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

4. เรียนรู้ที่จะเล่นให้ดี
แม้ว่าโชคจะมีบทบาทในเกม แต่การเล่นให้ดีจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราประสบความสำเร็จมากขึ้น Schiemann เชื่อว่าความสามารถในการปรับและเปลี่ยนแผนคือกุญแจสำคัญ

5. เน้นไปที่สิ่งที่ควบคุมได้ (โฟกัสที่การตัดสินใจ ไม่ใช่ผลลัพธ์)
เขาเน้นว่า การตัดสินใจที่ดีไม่ได้การันตีผลลัพธ์ แต่การมองผลลัพธ์อย่างไม่ยึดติดจะช่วยให้เราสบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

6. รู้จักอคติของตัวเอง
อคติหรือความลำเอียงในการตัดสินใจ เช่น การกลัวความเสี่ยงหรือการมั่นใจในตัวเองมากเกินไป พยายามค้นหาอคติและแนวโน้มที่ทำผิดพลาด เพื่อปรับปรุงและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

7. คิดออกเสียง
Schiemann ใช้การอธิบายความคิดของตัวเองระหว่างเล่นเกมบน YouTube เพื่อช่วยให้ตนเองและผู้ชมเข้าใจวิธีคิดเชิงกลยุทธ์อย่างลึกซึ้ง
"เมื่อคุณเล่นอย่างเงียบๆ คุณจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในหัวของคุณ และคุณตัดสินใจได้อย่างไร ดังนั้น มันช่วยฉันในการตัดสินใจอย่างแน่นอน หากฉันต้องพูดออกมา นั่นคือจุดเริ่มต้น และผู้คนชอบมัน"

8. คำนวณความเสี่ยง
เขาเลือกลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเล่นแบ็กแกมมอนและโป๊กเกอร์มืออาชีพ แต่ย้ำว่าความเสี่ยงต้องถูกคำนวณอย่างรอบคอบเสมอ
"แบ็กแกมมอนนั้นง่ายกว่าชีวิตจริงมาก ดังนั้น เมื่อคุณทำอะไรเสี่ยงๆ จงเตรียมใจไว้ว่ามันจะผิดพลาด และคุณไม่ควรทำอะไรเสี่ยงๆ ถ้าผลลัพธ์เชิงลบส่งผลต่อชีวิตของคุณจริงๆ"

9. เรียนรู้กฎและเชื่อในสัญชาตญาณ
ในแบ็กแกมมอน การเข้าใจหลักคณิตศาสตร์และตรรกะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การพัฒนาสัญชาตญาณและการจดจำรูปแบบช่วยเสริมให้การเล่นแข็งแกร่งขึ้น
"เนื่องจากทุกอย่างซับซ้อนเกินไป ...คุณไม่สามารถคำนวณหรือประเมินผลได้อย่างแม่นยำ คุณจึงต้องใช้สัญชาตญาณหรือการจดจำรูปแบบด้วยเช่นกัน"

10. รู้ว่าเมื่อไหร่ควรโจมตี
Schiemann สอนว่าการตัดสินใจว่าจะ "โจมตี" หรือไม่ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด ซึ่งต้องใช้การวิเคราะห์ที่ซับซ้อน

11. ค้นหาความสมดุลในชีวิต
แบ็กแกมมอนเกี่ยวข้องกับการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้ากระดานตลอดเวลา ดังนั้น งานอดิเรกจึงควรเป็นเรื่องทางกายภาพเป็นหลัก เช่น การเดินป่า เทนนิส และแบดมินตัน และอะไรที่ใช้การเคลื่อนไหว และใช่ อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องนั่งหน้าจอ นอกจากนี้ Schiemann ยังหาเวลาทำสมาธิทุกวันอีกด้วย

12. ออกไปเล่นแบ็กแกมมอน!
สุดท้าย Schiemann เชื่อว่าการสนุกกับเกมหรือสิ่งที่ทำจะช่วยให้เรามุ่งมั่นและก้าวหน้าไปได้ไกลกว่าเดิม
"เพราะว่ามันสนุกและน่าตื่นเต้นมาก เรียนรู้ได้ง่าย และไม่เหมือนหมากรุก คุณสามารถเริ่มเอาชนะผู้เล่นที่เก่งกว่าได้ทันที ดังนั้นในแง่นี้มันจึงสนุกกว่า"

สรุป
บทเรียนจาก Schiemann ไม่ได้มีเพียงการเล่นแบ็กแกมมอน แต่ยังเป็นปรัชญาชีวิตที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ - ยอมรับความสุ่ม ปรับเปลี่ยน และทำสิ่งที่ดีที่สุดในทุกเกมของชีวิต

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อน

https://dirk-schiemann.de/

อ้างอิง

17 มกราคม 2569

วิถีแห่งการเปลี่ยนแปลง - แบ็กแกมมอนในเงาอี้จิง


《易經》中的「易」這個字,古人總結它有三個含義:簡易、變易、不易。 (https://m.secretchina.com/news/b5/2018/12/13/878679.html)

ในคัมภีร์อี้จิง (易經) คำว่า "อี้" (易) มีความหมายสามนัย, ตามที่คนโบราณสรุปไว้ คือ: ความเรียบง่าย (簡易), ความเปลี่ยนแปลง (變易), และความไม่เปลี่ยน (不易).

หากเราวางกระดานแบ็กแกมมอนลงตรงหน้า เราอาจพบว่ามันคือแบบจำลองของจักรวาลตามคติอี้จิงที่สมบูรณ์

ขั้วตรงข้ามและจุดกำเนิด (หยินหยาง)

อี้จิงเริ่มต้นจากความไร้ขั้ว (無極 - อู๋จี๋) สู่การแบ่งแยกเป็นสองขั้ว (太極 - ไท่จี๋) ในแบ็กแกมมอนคือการแบ่งหมากเป็นสองสี และทิศทางการเดินที่สวนทางกัน

หยินและหยางไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่โอบอุ้มกันและกัน เหมือนหัวกับก้อยในเหรียญเดียวกัน การจัดกระดานเริ่มต้น หมากขาวมีส่วนหนึ่งอยู่ในแดนหมากดำ และหมากดำมีส่วนหนึ่งอยู่ในแดนหมากขาว สะท้อนสัญลักษณ์ไท่จี๋ถู (太極圖 - สัญลักษณ์หยินหยาง) ที่มีจุดขาวในดำและจุดดำในขาว เป็นการบอกว่าในหยินมีหยาง ในหยางมีหยิน ในรุกมีรับ ในรับมีรุก ไม่มีชัยภูมิใดที่เป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยสมบูรณ์

เมื่อหมากถูกกิน (Hit) หมากนั้นจะถูกหยิบออกไปนอกกระดาน (Bar) ซึ่งในมุมมองอี้จิง นี่อาจเป็นสภาวะกึ่งกลางระหว่างความตายและการเกิดใหม่ ที่รอคอยแรงหนุนจากฟ้า (ลูกเต๋า) เพื่อกลับเข้าสู่วัฏจักรอีกครั้ง การที่ต้องทอยลูกเต๋าเพื่อให้ตัวหมากเกิดใหม่ในแดนศัตรู คือการจำลองวัฏจักรชีวิต เหมือนจุดหยินในหยาง จุดหยางในหยิน ซึ่งเป็นตำแหน่งในการเกิดใหม่ของหยินหยางเช่นกัน การถูกกินไม่ใช่จุดจบ แต่คือโอกาสในการเปลี่ยนตำแหน่งเพื่อสร้างกลยุทธ์ใหม่

ลูกเต๋าคือพลวัต
ในอี้จิง เราเข้าใจโลกผ่านกว้า (卦 - เส้นลักษณ์) ซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทุกครั้งที่ทอยลูกเต๋า สถานการณ์บนกระดานจะเปลี่ยนรูปแบบไปทันที เปรียบเสมือนการเปลี่ยนเส้นหยินหยางในกว้า จากกว้าเชี๋ยน (䷀ - 乾 - ฟ้า - การรุกคืบ) อาจกลายเป็นกว้าคุน (䷁ - 坤 - ดิน - การนิ่งรับ) จากการทอยลูกเต๋าเพียงครั้งเดียว

สรรพสิ่งถึงที่สุด
จักพลิกพัน
โบราณกล่าวว่า "เมื่อสิ่งใดขึ้นถึงจุดสูงสุดจักต้องพลิกกลับเป็นตรงข้าม" (物極必反) นี่คือสัจธรรมแห่งการเปลี่ยนแปลง (易) ในแบ็กแกมมอน เมื่อท่านสร้างกำแพง (Prime) ที่แข็งแกร่งที่สุดจนหมากศัตรูก็ไม่อาจทะลวงผ่านได้ นั่นคือจุดที่ถึงที่สุดที่การเปลี่ยนแปลงกำลังจะมาถึง เพราะในตาถัดไปท่านอาจถูกบังคับให้ทำลายกำแพงนั้นลงด้วยมือของท่านเอง หากสร้างกำแพงที่แข็งแกร่งในจังหวะที่เหมาะสมก็ย่อมทลายลงในจังหวะที่สมควรจักเป็นประโยชน์ แต่หากสร้างกำแพงที่แข็งแกร่งในจังหวะที่ไม่เหมาะสมก็ย่อมทลายลงในจังหวะที่ไม่สมควรจักเป็นภัย เมื่อหยินสุดจะกลายเป็นหยาง หยางสุดจะกลายเป็นหยิน เป็นการเตือนให้เราไม่ยึดติดกับความตกต่ำหรือความรุ่งเรืองที่เป็นเรื่องชั่วคราว

การหาความพอดีท่ามกลางสถานการณ์ (中)
แก่นของอี้จิงคือการหาตำแหน่งที่เหมาะสมในเวลาที่สมควร (กาลเทศะ) การเดินหมากในแบ็กแกมมอนไม่ใช่การหาทางที่ดีที่สุดแบบตายตัว แต่คือการหาทางที่เหมาะควรกับเวลาในขณะนั้น หากท่านทอยเต๋าได้ 6-6 ในขณะที่เกมตาม นี่อาจคือ กว้าฟู่ (䷗ - 復 - การกลับมา - จะเห็นว่าพลังหยางเริ่มกลับมาเกิดขึ้นจากข้างล่างแล้ว) แต่ถ้าได้ 6-6 ในขณะที่ต้องการความละเอียดอ่อน นี่อาจเป็นภัย แบ็กแกมมอนฝึกให้เราเป็นวิญญูชน (君子 - จวินจื่อ) ตามแบบอี้จิง คือ ผู้ที่รู้จังหวะรุกจังหวะถอย รู้ว่าเมื่อใดควรลงมือเมื่อใดควรเร้นกาย เป็นผู้ที่ไม่ฝืนกระแสของการเปลี่ยนแปลง แต่ไหลไปตามมัน รู้วาระโอกาส

ความไม่เปลี่ยนแปลง (不易) ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง (易)
ท่ามกลางลูกเต๋าที่ผันผวน (ความเปลี่ยน) มีกฎกติกาและสถิติที่เป็นแก่น (ความไม่เปลี่ยน) การเล่นแบ็กแกมมอนเพื่อเห็นจิตวิญญาณอี้จิง อาจทำได้ด้วยการรักษาสภาวะจิตใจที่ไม่เปลี่ยน (ความสงบ) ท่ามกลางสถานการณ์บนกระดานที่เปลี่ยนตลอดเวลา (ความเคลื่อนไหว) ซึ่งทำให้เห็นว่า ชัยชนะและความพ่ายแพ้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวัฏจักรธรรมชาติ ไม่ต่างจากฤดูกาลที่หมุนเวียนผันเปลี่ยนกันไป
แม้สิ่งภายนอกจะเป็นดั่งพายุที่วุ่นวาย แต่ใจกลางตาของพายุนั้นนิ่งสงบ เพียงแค่เห็นและยอมรับทุกสิ่งที่แปลงเปลี่ยน

เลขศาสตร์แห่งฟ้าดิน
ในทางอี้จิงและดาราศาสตร์จีน ตัวเลขไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือรหัสของจักรวาล
  • กระดานมีฝั่งล่ะ 12 ตำแหน่ง สะท้อนถึง 12 นักษัตร หรือ 12 ชั่วยามในหนึ่งวัน หรือ 12 เดือนใน 1 ปี การเคลื่อนหมากผ่านแต่ละจุดเปรียบเสมือนการเดินทางของห้วงเวลาที่ไม่หยุดนิ่ง การที่ผู้เล่นต้องเดินหมากย้อนศรกันผ่าน 24 ตำแหน่งนี้ จึงเปรียบเสมือนกงล้อแห่งฤดูกาลที่พัดพาสรรพสิ่งสวนทางกันเพื่อสร้างสมดุลให้กับโลก
  • กระดานมีทั้งหมด 24 ตำแหน่ง ซึ่งสอดคล้องกับ 24 ปักษ์ใน 1 ปี (1 เดือนมี 2 ฤดูย่อย) ในปฏิทินจีน ซึ่งเป็นการแบ่งวัฏจักรหนึ่งปีออกเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงตามพลังงานธรรมชาติ
แบ็กแกมมอนอาจกำลังบอกเราว่าทุกตำแหน่งมีเวลาของมัน บางช่วงเวลาตำแหน่งนี้เป็นประโยชน์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป (แต้มเต๋าเปลี่ยน) ตำแหน่งที่เคยดีอาจกลายเป็นภาระ นี่คือสัจธรรม

ความสอดคล้องที่น่าทึ่งที่สุดระหว่างแบ็กแกมมอนกับคัมภีร์อี้จิง คือตัวเลข 64 บนหน้าสูงสุดของลูกเต๋า Doubling Cube ซึ่งตรงกับจำนวน 64 กว้าในคัมภีร์อี้จิงพอดิบพอดี ตัวเลข 64 บนหน้าสูงสุดของ Doubling Cube ไม่ใช่เพียงขีดจำกัดทางคณิตศาสตร์ แต่มันสะท้อนนัยสำคัญของ 64 กว้าในคัมภีร์อี้จิง ซึ่งเป็นตัวแทนของทุกสภาวะความเปลี่ยนแปลงหลักที่เป็นไปได้ในจักรวาล เมื่อผู้เล่นท้าทายกันจนถึงเลข 64 (ซึ่งมักจะเกิดขึ้นใน Money play) นั่นหมายถึงสถานการณ์ได้ดำเนินมาจนถึงจุดสูงสุดของวัฏจักร เป็นสภาวะที่ความเสี่ยงและความเป็นไปได้ถูกรีดเค้นออกมาจนสุดขอบเขต การตัดสินใจในจุดนี้จึงไม่ใช่แค่การชิงแต้ม แต่คือการเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า เมื่อสรรพสิ่งแปรเปลี่ยนไปจนถึงขีดสุด (กว้าที่ 64 - ䷿ - 未濟 - เว่ยจี้ - ยังไม่เสร็จสิ้น) วงจรใหม่ย่อมเริ่มต้นขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะด้วยชัยชนะที่เด็ดขาดหรือการพ่ายแพ้เพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่ก็ตาม สูงสุดย่อมคืนสู่สามัญ
การที่เลข 64 คือเลขยกกำลังของ 2 (2^6) สอดคล้องกับโครงสร้างของกว้าที่เกิดจากการซ้อนทับของเส้นหยินหยาง 6 ชั้น (ฉักลักษณ์) ซึ่งสะท้อนว่าทุกการทวีคูณของเดิมพัน คือการซ้อนทับของมิติแห่งความจริงที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

ในสมัยโบราณของจีน แบ็กแกมมอนเคยถูกเรียกว่า ซวงลิ่ว (雙六 - คู่หก) ซึ่งชื่อนี้เองก็มีความหมายแฝงถึงเลข 6 ซึ่งเป็นเลขสูงสุดของหยิน (太陰 - ไท่หยิน) หรือจะเปรียบถึงจำนวนเส้น (爻 - เย๋า) ของกว้าก็ได้เช่นกัน

คัมภีร์อี้จิงที่ไร้อักษร เรียนรู้โดยไร้เรียนรู้
แบ็กแกมมอนไม่ใช่เกมของการเอาชนะโชคชะตา แต่เป็นศิลปะของการร่ายรำไปกับท่วงทำนองแห่งจักรวาล
  • ลูกเต๋า คือ พลังแห่งฟ้า (ความเปลี่ยนแปลง โชคชะตา กาลเวลา หรือฤดูกาล)
  • กระดาน คือ พลังแห่งดิน (พื้นที่ และระยะทาง)
  • ผู้เล่น คือ พลังแห่งคน ผู้ประสานฟ้าดินผ่านวาระแห่งปัญญา
แบ็กแกมมอนจึงเป็นเครื่องมือชั้นดีอีกชิ้นหนึ่งในการทำความเข้าใจอี้จิง เพราะมันทำให้เราเห็นว่า ความเปลี่ยนแปลง (易) คือสิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลง (不易) และผู้ที่ถือว่าประสบความสำเร็จคือผู้ที่สามารถปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างกลมกลืนที่สุดตามวาระแห่งตน ไม่ว่าจะถูกมองว่าแพ้หรือชนะก็ตาม

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อน

ลูกเต๋าคือ ฟ้าลิขิต ความแปรปรวน
กระดานคือ ดินทวน รอยวิถี
คนประคอง ปัญญา หาจังหวะที่พอดี
ร่ายรำไป ในที ความเปลี่ยนแปลง

ยี่สิบสี่ปักษ์ คือกงล้อ กาลเวลา
หกสิบสี่กว้า จุดบรรจบ สัจธรรมแฝง
สูงสุดคืน สู่สามัญ ไม่เปลี่ยนแปลง
คือวิถีแห่ง แบ็กแกมมอน เงาอี้จิง

ฝู๋ซีกำลังพิจารณากระดานแบ็กแกมมอน
[ภาพ AI]

13 มกราคม 2569

บทเรียนจากกระดานอันยุ่งเหยิงของแบ็กแกมมอน - เมื่อชีวิตไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Persian_Backgammon_board_made_in_Khatam_technique.jpg

ในโลกของเกมกระดานส่วนใหญ่ เรามักคุ้นเคยกับความว่างเปล่าหรือความเป็นระเบียบก่อนเริ่มเกม หมากล้อมเริ่มต้นจากดินแดนที่ว่างเปล่า หมากรุกเริ่มต้นจากกองทัพที่เป็นระเบียบและสมมาตร
แต่ แบ็กแกมมอน (Backgammon) กลับโยนเราลงไปในสถานการณ์ที่เหมือนมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว

นี่คือการจำลองสัจธรรมของชีวิตซึ่งจริงที่สุดข้อหนึ่งที่ว่า "ไม่มีใครในโลกนี้ที่เริ่มต้นจากศูนย์อย่างแท้จริง"

พันธนาการและมรดก หมากสองตัว ณ ตำแหน่งที่ห่างไกลที่สุด
เมื่อเราจัดกระดานแบ็กแกมมอนเสร็จ สิ่งแรกที่เราเห็นคือหมาก 2 ตัวของฝ่ายเราที่ถูกวางไว้ในตำแหน่งที่ลึกที่สุดในเขตของศัตรู (จุด 24) ในขณะที่ศัตรูก็มีหมาก 2 ตัววางอยู่ในแดนลึกของเราเช่นกัน

ในเชิงปรัชญา นี่คือมรดกแห่งชะตากรรม มนุษย์เราเกิดมาใช่ว่าจะไม่มีอะไรมาก่อนเลยจริงๆหรอกครับ คนเราเกิดมาพร้อมกับต้นทุนทางครอบครัว ยีนทางพันธุกรรม วัฒนธรรม หรือแม้แต่หนี้และความขัดแย้งที่คนรุ่นก่อนสร้างทิ้งไว้ หมาก 2 ตัวที่จุด 24 คือตัวแทนของอุปสรรคที่เราไม่ได้เลือก แต่เราต้องรับผิดชอบ และหาวิธีพามันออกมา (Home) ให้ได้ หากทิ้งพวกมันไว้เพียงเพราะว่ามันเดินยาก เราจะไม่มีวันชนะในเกมนี้เลย

ดุลยภาพแห่งหยินหยาง ทางเดินที่สวนทางกัน
การจัดหมากเริ่มต้นของแบ็กแกมมอนสร้างสิ่งที่เรียกว่าความสมมาตรที่มีพลวัต แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีหมากเท่ากันในตำแหน่งที่สะท้อนกัน แต่ทิศทางการเดินนั้นสวนทางกันโดยสิ้นเชิง

นี่คือการจำลองกระแสแห่งชะตาชีวิตที่ว่า เป้าหมายของเราอาจเป็นความขัดข้องของคนอื่น และฐานที่มั่น (Home) ของคนอื่นอาจคือสิ่งกีดขวางของเรา ในชีวิตจริง ความขัดแย้งอาจไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่งเป็นคนชั่วร้าย แต่เกิดจากการที่เราต่างต้องเดินสวนทางผ่านคอขวดเดียวกันในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน การที่หมากต้องเดินสวนกันตั้งแต่ต้นและอาจเกิดความติดขัดนั้น สอนให้เราเข้าใจว่าชีวิตคือการบริหารความขัดแย้ง ไม่ใช่การเดินในทุ่งลาเวนเดอร์ที่ไม่มีอุปสรรคใดใด

การบริหารความวุ่นวายกับทรัพยากรที่กระจัดกระจาย
ตัวหมากอื่น ๆ ที่กระจายไปตามจุดต่างๆ (5 ตัวที่จุด 13, 3 ตัวที่จุด 8, 5 ตัวที่จุด 6) สะท้อนถึงทรัพยากรที่กระจัดกระจายในชีวิต คนเราอาจมีความถนัดบางอย่าง (จุดที่แข็งแกร่ง) มีทรัพย์สินบางส่วนที่อยู่นอกตัว (จุดกึ่งกลาง) และมีเป้าหมายที่รอคอยการเติมเต็ม

แบ็กแกมมอนไม่ยอมให้เราค่อย ๆ สร้างกองทัพ แต่บังคับให้เราบริหารสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีที่สุด ภายใต้แรงกดดันจากลูกเต๋า (กาลเวลาและโชคชะตา) ที่หมุนวนผันแปรอยู่ตลอดเวลา

ยอมรับสิ่งที่ได้รับ เพื่อสร้างสิ่งที่ตั้งใจ
การที่แบ็กแกมมอนเริ่มเกมด้วยตำแหน่งที่ยุ่งเหยิงเช่นนี้ สอนให้ผู้เล่นละทิ้งอัตตาและปล่อยวางความโหยหาถึงความสมบูรณ์ตอนเริ่มต้น ถ้าชีวิตเริ่มจากศูนย์ เมื่อล้มเหลวเราอาจจะอ้างก้าวแรกที่ผิดพลาด ทั้งที่มันอาจผิดพลาดระหว่างทางก็ได้ แต่เมื่อชีวิตเริ่มจากความผิดพลาดที่โลกนี้โยนมาให้ตั้งแต่ต้น หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่การบ่นถึงชัยภูมิเริ่มต้นที่เสียเปรียบ แต่หน้าที่ของเราคือการใช้เจตจำนง (คน) เพื่อนำทางหมากเหล่านั้นผ่านโชคชะตา (ฟ้า) ไปบนความเป็นจริง (ดิน) ณ ปัจจุบัน

สุดท้ายนี้ แบ็กแกมมอนจึงเป็นเกมที่มอบแบบจำลองและการปลอบประโลมให้กับผู้ที่กำลังเหนื่อยล้ากับต้นทุนชีวิต มันบอกเราว่า แม้หมากของเราจะติดอยู่ในแดนศัตรู หรือสถานการณ์เริ่มต้นจะดูสับสนวุ่นวายเพียงใด แต่นั่นคือความงดงามในความไม่สมบูรณ์แบบแห่งชีวิต ชัยชนะที่แท้จริงไม่ได้วัดจากว่าใครเริ่มจากจุดที่ง่ายกว่า แต่วัดจากว่าใครสามารถนำพาหมากที่ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์เหล่านี้ มุ่งสู่จุดหมายได้อย่างสง่างามและมั่นคงที่สุดต่างหาก

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อน

ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่าน
ผ่านพ้นช่วงชีวิตอันยากลำบากนี้ไปได้
และวันหนึ่ง
เมื่อหันกลับมามอง
ขอให้มันเป็นเรื่องเล่า
แห่งชะตา

ภาพถ่ายโดย Gildo Cancelli: https://www.pexels.com/th-th/photo/11199451/

แถม
ในอดีตมีหมากกระดานที่ชื่อว่า Tabula ในยุคโรมัน เป็นเกมที่คล้ายแบ็กเกมมอน ใช้กระดานแบบเดียวกัน แต่เริ่มต้นจากกระดานที่ว่างเปล่า หมากทุกตัวอยู่นอกกระดาน ใช้เต๋า 3 ลูก และเดินหมากไปทางเดียวกัน แต่สุดท้ายแบ็กแกมมอนที่จัดหมากเริ่มเกมแบบในปัจจุบันกลับได้รับความนิยมมากกว่าและเล่นกันมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะมันให้ความสมดุลระหว่างความลึกซึ้งและความสนุกได้ดีที่สุดนั่นเอง

11 มกราคม 2569

U - ภาษา U ภาษาประดิษย์ที่มีแค่ 1 คำถ้วน

U (conlang)

U คือ ภาษาประดิษฐ์แนวเซ็น (Zen constructed language) ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยนักสร้างภาษาชื่อ arseniiv เมื่อปี ค.ศ. 2013

ระบบเสียง ระบบสัทวิทยาของภาษา U ประกอบด้วยหน่วยเสียงเพียงหน่วยเดียวคือ /u/ [อู] ซึ่งครอบคลุมการออกเสียงที่เป็นไปได้ทั้งหมด เนื่องจากไม่มีคู่เทียบเสียงที่ทำให้ความหมายเปลี่ยน (minimal pairs)

คลังคำศัพท์ คลังคำศัพท์ของภาษา U ประกอบด้วยคำเพียงคำเดียวคือ u /u/ ซึ่งสื่อความหมายได้หลากหลาย เช่น มันไร้สาระ, มันไม่มีจุดหมาย, มันไม่จำเป็น, มันไม่มีอยู่จริง หรือแทนด้วยสัญลักษณ์ทางตรรกศาสตร์คือ ⊥ [ความจริงคว่ำ] ทั้งนี้ การกล่าวซ้ำคำเดิมหรือการเว้นว่างไว้ ไม่ได้ทำให้ความหมายของสารเปลี่ยนแปลงไป

ระบบการเขียน ภาษา U ใช้การเขียนตามเสียง (Phonetic writing) โดยที่ตัวอักษรหรือข้อความใดๆ ก็ตาม สามารถตีความได้ว่าเป็นตัวแทนของหน่วยเสียง /u/

บทวิเคราะห์ การจำแนกความแตกต่างว่าข้อความใดเขียนด้วยภาษา U หรือไม่ หรือการพิจารณาว่าเสียงที่เปล่งออกมานั้นเป็นภาษา U หรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จึงนำไปสู่คำถามเชิงวาทศิลป์ที่ว่า: "มันคือ u หรือมันไม่ใช่ u กันแน่?" อย่างไรก็ตาม... u

ลักษณะเด่น
ภาษา U ดูเหมือนจะเป็นภาษาประดิษฐ์ที่มีการอธิบายเนื้อหาครอบคลุมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นด้านไวยากรณ์ สัทศาสตร์ การใช้งาน และอรรถศาสตร์ เมื่อเปรียบเทียบกับภาษาประดิษฐ์อื่นๆ

บทกวี

u u u u u
u u u u u u u
u u u u u

บทกวีไฮกุ โดย ckiku

=======

บทความข้างต้นแปลจาก บทความ U (conlang) ซึ่งเป็นเสมือนคู่มือภาษา U อย่างเป็นทางการ

ภาษา U ของ Arseniiv เป็นภาษาประดิษฐ์ที่ไม่ได้เป็นแค่ภาษาประดิษฐ์ แต่มันคือศิลปะเชิงมโนทัศน์ (Conceptual Art) ที่เสียดสีวงการภาษาศาสตร์ประดิษฐ์ได้อย่างแสบทรวง

ในขณะที่ภาษาประดิษฐ์ต่างๆพยายามสร้างคำสร้างกฎเกณฑ์มากมายเพื่อระบุทุกอย่างให้ชัดเจน ภาษา U กลับใช้หลักความว่างเปล่าเพื่อบอกว่า สุดท้ายแล้วภาษาอาจเป็นแค่กรงขังหรือเรื่องไร้สาระหรือไม่?
การที่อ้างว่ามันเป็นภาษาที่มีการอธิบายเนื้อหาที่ครอบคลุมที่สุด เป็นการประชดประชันที่ฉลาดมาก เพราะเมื่อมีแค่ 1 คำ และ 1 เสียง คำอธิบายเพียงไม่กี่บรรทัดย่อมถือว่าครบถ้วน 100% ของระบบภาษานั้นแล้วโดยปริยาย
แล้วการถามว่า "มันคือ u หรือมันไม่ใช่ u กันแน่" คล้ายกับปริศนาธรรมโกอานในนิกายเซ็น เช่น "เสียงปรบมือข้างเป็นอย่างไร?" เพื่อให้ผู้ศึกษาหลุดพ้นจากพันธนาการของตรรกะแบบทวิภาวะ จริง-เท็จ ถูก-ผิด ดี-เลว
สำหรับกวีไฮกุในตอนท้าย คืออารมณ์ขันแบบเนิร์ดๆของชาวภาษาประดิษฐ์ดีๆนี่เอง ว่าแต่... การใช้ภาษาที่มีคำน้อยที่สุด มาเขียนเป็นบทกวีไฮกุ มันจะทำให้เข้าถึงแก่นของเซ็นมากกว่าการเขียนไฮกุด้วยภาษาปกติรึเปล่านะ?

เหนือตรรกะทั้งปวง
คือความว่าง
ที่ไร้คำบรรยาย


อ้างอิง