Sponsor

01 กุมภาพันธ์ 2569

หมากกระดานวิถีเต๋า - หมากล้อมในฐานะกระจกส่องใจและการบำเพ็ญที่ถูกลืมเลือน


ในบรรณพิภพของปราชญ์จีนโบราณ สี่ศิลปะของปัญญาชน ฉินฉีชูฮว่า (琴棋書畫) อันประกอบด้วย ดนตรี (琴), หมากกระดาน (棋), อักษรวิจิตร (書), และ การวาดภาพ (畫) ไม่ได้ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อความรื่นเริงหรือการแสดงความสามารถทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำหรับการขัดเกลาจิตใจของปราชญ์จีนในสมัยโบราณ โดยเฉพาะฉี (หมากกระดาน) ที่มักหมายถึงหมากล้อม (圍棋 - เว๋ยฉี) ปราชญ์มองว่าเป็นจักรวาลจำลองเพื่อให้มนุษย์ได้เรียนรู้สัจธรรมของโลกผ่านกระดานที่มี 361 จุด ซึ่งแทนจำนวนวันในหนึ่งปี และหมากขาวดำแทนหยินหยาง การวางหมากคือการจัดระเบียบฟ้าดินโดยมนุษย์ เป้าหมายไม่ใช่การทำลายล้างคู่ต่อสู้ แต่คือการหาความสมดุลร่วมกัน

ดนตรี (琴) เพื่อฟังเสียงภายในและชำระล้างจิตใจ
หมากกระดาน (棋) เพื่อฝึกกลยุทธ์ ละการยอมรับกฎแห่งสมดุล
อักษรวิจิตร (書) เพื่อฝึกสมาธิและควบคุมชี่
การวาดภาพ (畫) เพื่อฝึกการมองเห็นความงามและความว่าง

การบำเพ็ญเต๋าผ่านกระดานเหลี่ยมหมากกลม
สำหรับการบำเพ็ญตามวิถีปราชญ์ หมากล้อมคือการฝึกฝนเพื่อเข้าถึงสภาวะที่หัวคิดและหัวใจหลอมรวมเข้าด้วยกัน ในการแข่งขัน เรามักเดินหมากเพื่อเอาชนะ แต่ในการบำเพ็ญ ปราชญ์ใช้หมากเพื่อลดทอนอัตตาตัวตน ทุกครั้งที่โลภอยากได้พื้นที่มากเกินไปปรากฏขึ้น หมากจะซ่านเซ็นและอ่อนแอ การสละหมากจึงไม่ใช่เพียงยุทธวิธี แต่คือการฝึกจิตให้ปล่อยวางความยึดมั่นจากตัวกูของกู

ในหมากกระดานที่เป็นตรรกะบริสุทธิ์อย่างหมากล้อม ความพ่ายแพ้คือกระจกที่สะท้อนข้อจำกัดของสติปัญญามนุษย์ ปราชญ์ใช้การยอมรับความพ่ายแพ้เพื่อสยบความลำพองใจ เรียนรู้ที่จะยิ้มให้กับการอ่านหมากที่ผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปอย่างที่คิด และยอมรับว่าแม้จะพยายามเพียงใด ฟ้าดิน (กฎธรรมชาติบนกระดาน) ย่อมเที่ยงธรรมเสมอ

ปราชญ์โบราณไม่ได้ใช้หมากล้อมเพื่อการคำนวณเพียงอย่างเดียว แต่เขาใช้หมากล้อมเพื่อเข้าถึงสภาวะอู๋เหวย (無為) คือการกระทำที่สอดคล้องกับจังหวะของธรรมชาติ ลื่นไหลไร้ฝืน เมื่อเมื่อบำเพ็ญตนวันแล้ววันเล่า จนมองเห็นรูปทรงของความสมดุล หัวคิดจะหยุดการคำนวณอย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วหัวใจจะใช้สหัชญาณ (Intuition) ในการวางหมากลงในจุดที่มันควรอยู่ ด้วยใจที่เบาสบาย

การสนทนาด้วยมือ และอานาปานสติ
โส่วทั๋น (手談) หรือการสนทนาด้วยมือ โดยใช้กระดานเป็นสื่อกลาง เป็นการเล่นหมากล้อมเพื่อสัมผัสถึงจิตใจของอีกฝ่ายและจิตใจตนเอง เป็นการสื่อสารที่ข้ามพ้นถ้อยคำ

การวางหมากแต่ละตัวถูกกำกับด้วยลมหายใจ หากจิตใจสั่นคลอน หมากที่วางจะไร้พลัง ปราชญ์จึงฝึกให้ใจนิ่ง แม้ในจังหวะที่ถูกล้อมกรอบ การเล่นหมากในอดีตมักเล่นในพื้นที่สงบ เพื่อหลีกหนีจากโลกธรรมแปด ทำให้กระดานหมากเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการเผชิญหน้ากับกิเลสอันละเอียดอ่อนในตนเอง

เงาที่ทาบทับ เมื่อกระดานหมากล้อมกลายเป็นเพียงสนามประลอง
ทว่า ในโลกปัจจุบัน วิถีแห่งปราชญ์ได้ถูกบดบังด้วยม่านหมอกของการแข่งขัน ทุกวันนี้หมากล้อมถูกพัฒนาให้กลายเป็นสมรภูมิสมองที่ดุดัน ป่าวประกาศว่าเป็นเกมของคนฉลาด พยายามเป็นเหมือน AI ที่ต้องอ่านหมากให้แม่นยำที่สุด จนสูญเสียความสุนทรีย์และความสงบในใจไป การเล่นหมากล้อมจากความสนุกกลายเป็นความเครียด เพื่อสั่งสมชัยชนะ แต่ไม่ได้สั่งสมความว่าง ส่งเสริมการเพิ่มพูน แต่ไม่ส่งเสริมการลดทอน เมื่อความผิดพลาดถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวที่ต้องถูกเยาะเย้ย หัวใจของการบำเพ็ญจึงมอดดับลง

ในวันที่ทุกคนจ้องจะเอาชนะกัน การสนทนาด้วยมือจึงกลายเป็นการตะคอกใส่กัน บ้างก็หยิบยืมตรรกะอันสมบูรณ์แบบของ AI มาเพื่อหวังชัยชนะเพียงอย่างเดียว แต่ในการบำเพ็ญ การสนทนาด้วยมือนั้น คือการทำความรู้จักตัวตนผ่านการตอบสนอง เป็นการสะท้อนไม่ใช่การประลอง เมื่อท่านเดินหมากเข้าเบียด มันไม่ใช่แค่การเอาพื้นที่ แต่มันคือการถามว่า "ท่านยึดติดกับตรงนี้แค่ไหน?" หากเขาตอบโต้ด้วยความโกรธ ท่านจะเห็นความมุทะลุ หากเขาถอยหนีทั้งที่สู้ได้ ท่านจะเห็นความหวาดระแวง ไม่ใช่ว่าท่านเดินหมากไม่ดี แต่อัตตาของเขากระเพื่อม
การสนทนาด้วยมือที่แท้จริง คือการเดินหมากเพื่อให้เราและคู่เล่นได้เห็นข้อบกพร่องของตนเอง โดยมีกระดานเป็นกระจกที่สะท้อนเงาของทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน และในขณะเดียวกัน เราก็เรียนรู้ความอดทนของตนเองเมื่อต้องเล่นกับคนที่ฝีมือต่างกัน การที่ท่านพบว่าคู่ต่อสู้ฝีมืออ่อนกว่า ไม่ได้หมายความว่าเขาด้อยกว่าในฐานะมนุษย์ และการที่ท่านพบว่าคู่ต่อสู้เก่งกว่า ก็ไม่ได้แปลว่าท่านด้อยกว่าในฐานะมนุษย์เช่นกัน การสนทนาด้วยมืออันงดงามจึงเป็นการที่ทั้งสองฝ่ายต่างพึงพอใจในความสมดุลที่เกิดขึ้นบนกระดาน เหมือนการร่ายรำที่ไม่มีใครจ้องจะเอาชนะใคร ไม่มีใครเหนือกว่าใครในฐานะมนุษย์ แต่เป็นการวาดภาพร่วมกัน บรรเลงดนตรีและร่ายรำร่วมกันบนกระดาน

แต่ด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันในปัจจุบัน ซึ่งดูเหมือนจะมีเพียงสายเดียวที่เหลืออยู่ เราไม่ได้สนทนาด้วยมือกันอีกต่อไปแล้ว แต่เรากำลังคำนวณด้วยตรรกะอย่างไร้จิตวิญญาณเพื่ออุดปากอีกฝ่าย โส่วทั๋นหรือการสนทนาด้วยมือ จึงกลายเป็นเพียงตำนานเล่าขาน หาผู้ปฏิบัติจริงได้ยาก และดูเหมือนจะสาบสูญไปแล้ว?

เกียรติยศของสายแข่งขัน และคุณค่าของสายบำเพ็ญ
ในขณะที่วิถีการบำเพ็ญผ่านกระดานหมากล้อมดูเหมือนจะเลือนหาย แต่เราก็ต้องยอมรับเกียรติยศของสายแข่งขัน ในฐานะผู้บุกเบิกพรมแดนแห่งสติปัญญาเช่นกัน พวกเขาคือผู้ที่อุทิศแรงกายแรงใจคำนวณจนถึงขีดสุดเพื่อเผยให้เห็นความลึกซึ้งของตรรกะที่ซ่อนอยู่ คุณูปการของสายแข่งขันคือการยกระดับหมากกระดานให้กลายเป็นศาสตร์ชั้นสูงที่น่าเกรงขาม เปรียบได้กับนักมวยบนสังเวียนที่ฝึกฝนร่างกายจนเป็นเลิศเพื่อพิสูจน์ขีดจำกัดของมนุษย์ การมีอยู่ของสายแข่งขันทำให้หมากกระดานก้าวหน้าและเปี่ยมไปด้วยพลัง ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ช่วยเปิดพรมแดนที่มนุษย์ไม่อาจไปถึง

ทว่า ท่ามกลางกระแสแห่งการพิสูจน์ความเหนือกว่านั้น ยังมีอีกวิถีหนึ่งที่ดำรงอยู่เคียงคู่กันมาในสมัยก่อน นั่นคือสายบำเพ็ญ ซึ่งมีเป้าหมายต่างออกไป หากสายแข่งขันคือการออกไปสำรวจโลกภายนอก สายบำเพ็ญคือการกลับมาสำรวจโลกภายในใจตนเอง ทั้งสองสายต่างเป็นชิ้นส่วนที่เติมเต็มซึ่งกันและกันเหมือนหยินและหยาง การเข้าใจในบทบาทที่แตกต่างนี้จะช่วยให้ผู้เล่นไม่หลงทาง และไม่มองว่าการบำเพ็ญเป็นเพียงอาภรณ์ของความอ่อนแอ แต่เป็นวิถีที่ลึกซึ้งของทางเลือกแห่งจิตวิญญาณที่ต่างกัน

วิถีแห่งการเร้นกาย
วิถีแห่งการบำเพ็ญด้วยหมากกระดานในปัจจุบัน อาจเปรียบได้กับมวยจีนโบราณที่พ่ายแพ้ให้กับมวยแข่งขันในแง่ของพละกำลังและชั้นเชิง สายบำเพ็ญอาจจะสู้ไม่ไหวในโลกแห่งการแข่งขัน เพราะเป้าหมายของการบำเพ็ญไม่ใช่การยืนอยู่บนยอดเขาเพื่อประกาศชัยชนะ แต่คือการเดินเข้าสู่ก้นบึ้งของใจตนเอง

การบอกว่า "เล่นเพื่อบำเพ็ญ" อาจถูกเย้ยหยันว่าเป็นเพียงอาภรณ์ของคนขี้แพ้ที่ใช้ห่อหุ้มความไร้สามารถ แต่ในความเป็นจริง การบำเพ็ญไม่ใช่การหนีจากการคำนวณเพราะทำไม่ได้ แต่คือการก้าวข้ามการคำนวณหลังจากที่รู้แจ้งในข้อจำกัดของมันแล้ว เหมือนมวยจีนที่ไม่ได้ฝึกเพื่อไปเอาชนะใครบนสังเวียน แต่ฝึกเพื่อให้ร่างกายและจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับสมดุลธรรมชาติ
ปราชญ์ใช้ตรรกะเพื่อไปให้ถึงจุดที่ตรรกะใช้ไม่ได้ เมื่อคำนวณไปจนสุดทางแล้วพบว่า มันเป็นไปได้หลากหลายเหลือเกิน จุดนั้นแหละที่สหัชญาณจะเริ่มทำงาน ร่างกายจะหยุดคำนวณแล้วใช้ความรู้สึกถึงความเหมาะสมในการวางหมาก นี่อาจเป็นจุดที่สายแข่งขันอาจไม่เห็นด้วย แต่ปราชญ์จะยิ้มเพราะรู้ว่านี่คือจุดที่มนุษย์ต้องปล่อยวางให้ธรรมชาติทำงาน ปราชญ์สมัยก่อนไม่ได้พยายามเป็น AI เพื่อคำนวณตรรกะได้อย่างสมบูรณ์ แต่เขาใช้หมากล้อมเพื่อเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ คือรู้ทั้งตรรกะและรู้ทั้งการปล่อยวาง นั่นอาจเป็นการใช้หมากล้อมอย่างสอดคล้องกับการบำเพ็ญเต๋ามากที่สุด

เมื่อการบำเพ็ญเป็นเรื่องภายใน มันจึงไม่มีถ้วยรางวัล ไม่มีสถิติที่จะโอ้อวดได้ และดูเหมือนจะสูญหายไปท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ถาโถม แต่สำหรับผู้ที่ยังคงนั่งลงหน้ากระดานด้วยใจที่สงบ ยิ้มให้กับความผิดพลาดของตนเองในฐานะมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง เดินหมากด้วยความรู้สึกแรกที่แจ่มชัด และก้าวพ้นผลแพ้ชนะ วิถีแห่งปราชญ์โบราณอาจจะยังไม่ได้หายไปไหน แต่คงเร้นกายอยู่อย่างมั่นคงในทุกตาเดินที่เปี่ยมด้วยสติและความว่าง

ผู้รู้ไม่พูด
ผู้พูดไม่รู้
-เหล่าจื่อ คัมภีร์เต๋าเต้อจิง

บทความนี้หวังเพียงเพื่อเป็นคำเตือนใจแก่ปราชญ์ผู้เร้นกาย ให้กลับมาพบความสนุกบนกระดานและความหมายที่แท้จริงในชีวิตอีกครั้ง
ไม่ว่าหมากกระดานนั้นจะเป็นหมากล้อมหรือไม่ก็ตาม...

เมฆาหวนคืนหุบเหวใหญ่
โดย หวงจวินปี้
雲歸大壑 黃君璧 (1898-1991)
https://www.sothebys.com/en/auctions/ecatalogue/2012/fine-chinese-paintings-hk0398/lot.1391.html

27 มกราคม 2569

Linux ค้างทำยังไงดี?


Linux ที่ว่าเสถียรก็ยังแฮงค์ได้
มีหลายวิธีในการแก้ไข แต่เราจะพูดถึงวิธีที่เด็ดขาดที่สุดเลยล่ะกันครับ ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายก่อนดึงปลั๊ก

สั้นๆสำหรับสายรีบ
กด Alt + Print Screen + REISUB
เรียบร้อย เครื่องรีบูตแล้ว

บทความจากนี้ไปคือการร่ายกันยาวๆ

กระบวนท่า Magic SysRq
หากค้างแบบทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ ใน Linux มีปุ่มลัดระดับเทพที่ส่งคำสั่งตรงไปที่ Kernel เพื่อสั่งให้ระบบปิดตัวลงอย่างปลอดภัย ไม่ทำให้เครื่องพัง

*(บางเครื่องอาจต้องเปิด FnLock ก่อน ด้วยการกด Fn + Esc)

ให้กดปุ่ม

Alt + Print Screen ค้างไว้ก่อน

แล้วจากนั้น ค่อยๆกดตัวอักษรต่อไปนี้ทีละตัว เว้นจังหวะ 1-2 วินาทีต่อตัว เพื่อให้เวลาเครื่องได้ประมวลผลสักกะนิด

R E I S U B

เครื่องจะค่อยๆปิดโปรแกรมตามคำสั่งที่กดไปทีละปุ่ม และ Restart ตัวเองอย่างสงบ

หากเปรียบการกดปุ่ม Power ค้างคือการประหารชีวิตระบบทันที การใช้ REISUB ก็คือการเกลี้ยกล่อมให้สละอำนาจอย่างสงบ เครื่องไม่พังแน่นอน และถนอมอุปกรณ์มากกว่าการตัดไฟพรึบไปเฉยๆหลายเท่าครับ แม้เครื่องไม่พัง แต่งานที่ยังไม่ได้ Save ในโปรแกรมที่ค้างอยู่ เช่น พิมพ์เอกสารค้างไว้อะไรอย่างนี้ อาจจะหายไปนะครับ อันนี้ต้องทำใจรัวๆ

ต่อไปนี้จะเป็นการอธิบายรายละเอียดยุบยิบของคำสั่งข้างต้น หากไม่ต้องการปวดหัวสามารถจบบทความได้ตรงนี้เลยครับ
*(คำเตือนระวังปวดหัว)

อธิบาย REISUB
เวลาเรากด REISUB แต่ละตัวอักษรมีความหมายในการจัดการระบบให้ลงตัวก่อนปิด
  • R (Raw): ยึดอำนาจคุมคีย์บอร์ดคืนจากระบบหน้าจอที่ค้าง
  • E (Terminate): ส่งสัญญาณบอกโปรแกรมทั้งหมดให้ปิดตัวลงดีๆนะ
  • I (Kill): ถ้ายังไม่ยอมปิด ก็สั่งฆ่ากระบวนการนั้นทิ้งซะ
  • S (Sync): (สำคัญที่สุด) สั่งให้ระบบเขียนข้อมูลที่ค้างอยู่ใน RAM ลง Disk ให้หมด เพื่อป้องกันไฟล์พัง (Data Corruption)
  • U (Unmount): สั่งยกเลิกการเชื่อมต่อ Hard Drive แบบปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการอ่าน/เขียนค้างอยู่
  • B (Boot): สั่ง Restart เครื่อง
แต่หากต้องการปิดเครื่องแทนการ Restart ตัวสุดท้ายให้เป็น O
ก็จะเป็น

Alt + Print Screen + REISUO
  • O (shutOff): สั่งปิดเครื่อง (Power off)

ทางเลือกอื่นเมื่อ Linux ค้าง
  • ถ้าค้างแค่หน้าจอ (เมาส์ขยับได้) ให้ใช้ Alt + F2 แล้วพิมพ์ r
  • ถ้าค้างแค่เมาส์ (เมาส์นิ่งแต่คีย์บอร์ดกดได้) ให้ใช้ Ctrl + Alt + F2 เพื่อไป Kill Process


ในโลกของคอมพิวเตอร์ ไม่มีระบบไหนที่เสถียร 100% แม้แต่ Linux ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอึดระดับที่ Server ทั่วโลกไว้วางใจ ก็ยังมีวันค้างกันเขาด้วยเหมือนกัน (แม้นานๆจะค้างสักทีนึง) ถึงกระนั้นความต่างของ Linux กับระบบอื่นเวลาค้างคือ Linux จะทิ้งรอยเท้าไว้ให้เราสืบเสาะเพื่อแก้ไข ดูได้ผ่าน Terminal ด้วยคำสั่ง journalctl -p 3 -xb หลังจากที่รีบูตกลับเข้ามาแล้ว ก็จะทำให้เรารู้ว่ามันค้างเพราะอะไร (ไม่ใช่เพราะผีหลอกแน่นอน?) และมีทางออกฉุกเฉิน เช่น REISUB ที่ช่วยให้เราจบปัญหาได้โดยไม่ต้องทำร้ายเครื่อง

ศึกษาเพิ่มเติม

26 มกราคม 2569

Doubling Cube - เลข 64 ของแบ็กแกมมอนกับบทเรียนแห่งการทวีคูณอันซ้อนเร้น

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Backgammon_(52600594028).jpg

ข้างกระดานแบ็กแกมมอน มีลูกเต๋าหน้าตาประหลาดลูกหนึ่งวางอยู่อย่างสงบ มันไม่ได้มีไว้ทอยเพื่อเดินหมาก แต่มีไว้เพื่อเพิ่มความซ้อนทับของสถานการณ์ ลูกเต๋านี้บรรจุตัวเลขทวีคูณ เริ่มจาก 2, 4, 8, 16, 32, และจบที่ 64 ซึ่งหากพิจารณาให้ดี มันคือสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่เป็นตัวแทนของความจริงที่ไร้เมตตาในโลก ซึ่งมักเติบโตแบบทวีคูณ (Exponential) ไม่ใช่แบบเส้นตรง (Linear) ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเติบโตของเชื้อโรค (Exponential Growth) หรือการสลายตัวของกัมตภาพรังสี (Exponential Decay) รวมถึงปัญหาและผลกระทบในชีวิตจริงก็เช่นกัน หากเราเริ่มต้นด้วยความประมาทเล็กๆน้อยๆ แม้แค่ในระดับต่ำๆ เรามักชะล่าใจว่ามันยังจัดการได้ นิดๆหน่อยๆคิดว่าคงไม่เป็นไร แต่ในวิถีของธรรมชาติแห่งกาลเวลา ปัญหาที่ถูกละเลยจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็น 2 เป็น 4 เป็น 8 และพุ่งทะยานไปสู่ 64 ในพริบตาเดียว การที่ 2^6 = 64 จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขบนหน้าเต๋า แต่มันคือคำเตือนถึงจุดเปลี่ยนหรือวิกฤตที่กู่ไม่กลับ หากเราไม่รู้จักยับยั้งหรือตัดสินใจยอมรับความจริง (Pass) ตั้งแต่เนิ่นๆ เราอาจต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าจะควบคุมได้ในตอนสุดท้าย

ความจริงที่ซ้อนเร้นอยู่ในกฎของ Doubling Cube คือเรื่องของความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ ทุกครั้งที่ฝ่ายตรงข้ามยื่น Doubling Cube ให้ มันคือการทดสอบว่าเรามองเห็นแนวโน้มของอนาคตหรือไม่
ในชีวิตจริงนั้น การยื่น Doubling Cube อาจมาในรูปของโอกาสที่หอมหวานแต่แฝงไปด้วยความเสี่ยงมหาศาลที่บีบให้เราต้องเลือกว่าจะสู้ต่อหรือถอยทัพ การรับ (Take) ในขณะที่สถานการณ์เป็นรองอย่างหนักเพียงเพราะความดื้อรั้นหรืออัตตา เปรียบได้กับการถมทรัพยากรลงไปในหลุมอันไร้ก้น แบ็กแกมมอนสอนให้เราตระหนักว่า ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบางครั้งอาจไม่ใช่การชนะในเกมนั้น แต่คือการรู้จักแพ้ให้เสียน้อยที่สุด เพื่อรักษาขีดความสามารถในการกลับมาสู้ใหม่ในวันข้างหน้า ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจว่าการยอมแพ้ในบางสนามรบไม่ได้แปลว่าแพ้สงคราม และต้องเรียนรู้ที่จะแพ้ในท่าที่ชนะ

ดอกเบี้ยทบต้นคือสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก
ผู้ที่เข้าใจมัน จะได้รับผลตอบแทน
ผู้ที่ไม่เข้าใจ จะต้องเป็นคนจ่าย
-อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ในทุกย่างก้าวของการเดินหมาก คือการสะสมต้นทุนทางยุทธศาสตร์ ซึ่ง Doubling Cube ได้ทำหน้าที่เป็นภาพจำลองที่จับต้องได้ของพลังแห่งดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) ที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เคยขนานนามว่าเป็น "สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก"
ในโลกการเงิน ดอกเบี้ยทบต้นทำงานผ่านกาลเวลาที่ผลตอบแทนจะถูกนำไปวางซ้อนทับบนเงินต้นครั้งแล้วครั้งเล่าจนสร้างการเติบโตที่คาดไม่ถึง ในแบ็กแกมมอนก็เช่นกัน การทวีคูณของ Doubling Cube คือการนำความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่สะสมไว้มาวางทับซ้อนลงบนแต้มเดิมพัน หากท่านรู้จักสะสมความได้เปรียบเพียงเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง พลังทบต้นนี้จะกลายเป็นอาวุธร้ายกาจที่เปลี่ยนชัยชนะธรรมดาให้กลายเป็นการเผด็จศึกที่เด็ดขาดในพริบตา แต่ในทางกลับกัน หากท่านตกอยู่ในสถานะผู้รับในจังหวะที่เสียเปรียบ พลังทบต้นจะเปลี่ยนจากมิตรเป็นศัตรูที่คอยกัดกินทรัพยากรดุจดั่งดอกเบี้ยของหนี้สินที่พอกพูนจนเกินกว่าจะชำระคืนได้ แบ็กแกมมอนกำลังสอนเราว่า ผู้ที่เข้าใจพลังทบต้นจะเป็นผู้ใช้มัน แต่ผู้ที่ไม่เข้าใจจะตกเป็นเหยื่อของมัน ไม่ว่าจะเป็นบนกระดานหมากหรือกระดานชีวิตก็ตาม

ท้ายที่สุดแล้ว เลข 64 บน Doubling Cube ทำหน้าที่เป็นกระจกส่องใจ ที่เตือนให้เรามองโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามกิเลสความอยาก มันสอนให้เราประเมินจุดคุ้มทุนของความเสี่ยง และเตือนให้รู้ว่าในจักรวาลที่เพียงเด็ดดอกไม้ก็สะเทือนถึงดวงดาว การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวในวันนี้ อาจกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่ขยายตัวไปสู่จุดที่เราไม่คาดคิด ผู้ที่เข้าใจความหมายของเลข 64 จึงไม่ใช่คนที่กลัวความเสี่ยง แต่คือคนที่รู้จักบริหารความเสี่ยงด้วยใจที่สงบนิ่ง รู้ว่าเมื่อใดควรเร่งเครื่องเพื่อจบสงคราม และเมื่อใดควรวางมือเพื่อรักษาชีวิต เพราะในกระแสธารแห่งชะตากรรมที่ผันผวน การรู้เท่าทันพลังของการทวีคูณ คือปัญญาที่จะช่วยให้เราไม่ถูกบดขยี้ด้วยกงล้อแห่งความสูญเสียที่ทบเท่าทวี

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อน

การกระพรือปีกอันแผ่วเบาของผีเสือตัวเล็กจ้อย ณ จุดหนึ่ง
อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดพายุทอร์นาโด
ในอีกซีกโลกหนึ่งก็ได้

19 มกราคม 2569

12 บทเรียนชีวิตจาก Dirk Schiemann นักแบ็กแกมมอนระดับปรมาจารย์

https://bgverband.de/dbgv/ehrungen

12 บทเรียนชีวิตจาก Dirk Schiemann นักแบ็กแกมมอนระดับปรมาจารย์ (Super Grandmaster)

1. ยอมรับบทบาทของความบังเอิญ
ชีวิตเรามักได้รับอิทธิพลจากเหตุบังเอิญ เช่นเดียวกับที่ Dirk Schiemann ได้เข้าสู่โลกของแบ็กแกมมอนโดยไม่ได้ตั้งใจ จากการเล่นกับพี่ชายตอนเด็กและการพบหนังสือหายาก Backgammon ของ Paul Magriel โดยบังเอิญ (ในตอนนั้นมีเพียง ~15 เล่มในเยอรมันนี) ซึ่งเปลี่ยนชีวิตเขาอย่างสิ้นเชิง

2. ใช้จุดแข็งของตัวเองให้เกิดประโยชน์
Schiemann เริ่มเล่นแบ็กแกมมอนในทัวร์นาเมนต์ระดับเริ่มต้นและชนะได้อย่างรวดเร็ว เขาใช้ทักษะนี้สร้างรายได้ตั้งแต่วัยเรียน และค่อยๆ เติบโตจนกลายเป็นอาชีพ

3. ยอมรับความสุ่มในชีวิต
Schiemann มองโลกผ่าน "เลนส์แห่งความสุ่ม" และเชื่อว่าเราไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ไกลเกินไป เพราะโลกเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

4. เรียนรู้ที่จะเล่นให้ดี
แม้ว่าโชคจะมีบทบาทในเกม แต่การเล่นให้ดีจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราประสบความสำเร็จมากขึ้น Schiemann เชื่อว่าความสามารถในการปรับและเปลี่ยนแผนคือกุญแจสำคัญ

5. เน้นไปที่สิ่งที่ควบคุมได้ (โฟกัสที่การตัดสินใจ ไม่ใช่ผลลัพธ์)
เขาเน้นว่า การตัดสินใจที่ดีไม่ได้การันตีผลลัพธ์ แต่การมองผลลัพธ์อย่างไม่ยึดติดจะช่วยให้เราสบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

6. รู้จักอคติของตัวเอง
อคติหรือความลำเอียงในการตัดสินใจ เช่น การกลัวความเสี่ยงหรือการมั่นใจในตัวเองมากเกินไป พยายามค้นหาอคติและแนวโน้มที่ทำผิดพลาด เพื่อปรับปรุงและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

7. คิดออกเสียง
Schiemann ใช้การอธิบายความคิดของตัวเองระหว่างเล่นเกมบน YouTube เพื่อช่วยให้ตนเองและผู้ชมเข้าใจวิธีคิดเชิงกลยุทธ์อย่างลึกซึ้ง
"เมื่อคุณเล่นอย่างเงียบๆ คุณจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในหัวของคุณ และคุณตัดสินใจได้อย่างไร ดังนั้น มันช่วยฉันในการตัดสินใจอย่างแน่นอน หากฉันต้องพูดออกมา นั่นคือจุดเริ่มต้น และผู้คนชอบมัน"

8. คำนวณความเสี่ยง
เขาเลือกลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเล่นแบ็กแกมมอนและโป๊กเกอร์มืออาชีพ แต่ย้ำว่าความเสี่ยงต้องถูกคำนวณอย่างรอบคอบเสมอ
"แบ็กแกมมอนนั้นง่ายกว่าชีวิตจริงมาก ดังนั้น เมื่อคุณทำอะไรเสี่ยงๆ จงเตรียมใจไว้ว่ามันจะผิดพลาด และคุณไม่ควรทำอะไรเสี่ยงๆ ถ้าผลลัพธ์เชิงลบส่งผลต่อชีวิตของคุณจริงๆ"

9. เรียนรู้กฎและเชื่อในสัญชาตญาณ
ในแบ็กแกมมอน การเข้าใจหลักคณิตศาสตร์และตรรกะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การพัฒนาสัญชาตญาณและการจดจำรูปแบบช่วยเสริมให้การเล่นแข็งแกร่งขึ้น
"เนื่องจากทุกอย่างซับซ้อนเกินไป ...คุณไม่สามารถคำนวณหรือประเมินผลได้อย่างแม่นยำ คุณจึงต้องใช้สัญชาตญาณหรือการจดจำรูปแบบด้วยเช่นกัน"

10. รู้ว่าเมื่อไหร่ควรโจมตี
Schiemann สอนว่าการตัดสินใจว่าจะ "โจมตี" หรือไม่ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด ซึ่งต้องใช้การวิเคราะห์ที่ซับซ้อน

11. ค้นหาความสมดุลในชีวิต
แบ็กแกมมอนเกี่ยวข้องกับการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้ากระดานตลอดเวลา ดังนั้น งานอดิเรกจึงควรเป็นเรื่องทางกายภาพเป็นหลัก เช่น การเดินป่า เทนนิส และแบดมินตัน และอะไรที่ใช้การเคลื่อนไหว และใช่ อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องนั่งหน้าจอ นอกจากนี้ Schiemann ยังหาเวลาทำสมาธิทุกวันอีกด้วย

12. ออกไปเล่นแบ็กแกมมอน!
สุดท้าย Schiemann เชื่อว่าการสนุกกับเกมหรือสิ่งที่ทำจะช่วยให้เรามุ่งมั่นและก้าวหน้าไปได้ไกลกว่าเดิม
"เพราะว่ามันสนุกและน่าตื่นเต้นมาก เรียนรู้ได้ง่าย และไม่เหมือนหมากรุก คุณสามารถเริ่มเอาชนะผู้เล่นที่เก่งกว่าได้ทันที ดังนั้นในแง่นี้มันจึงสนุกกว่า"

สรุป
บทเรียนจาก Schiemann ไม่ได้มีเพียงการเล่นแบ็กแกมมอน แต่ยังเป็นปรัชญาชีวิตที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ - ยอมรับความสุ่ม ปรับเปลี่ยน และทำสิ่งที่ดีที่สุดในทุกเกมของชีวิต

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อน

https://dirk-schiemann.de/

อ้างอิง