Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พึ่งพาตนเอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พึ่งพาตนเอง แสดงบทความทั้งหมด

25 ธันวาคม 2568

บทบาทของเกลือในกลียุค

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:A_bottle_of_sea_salt_in_Hong_Kong.jpg

หากเกิดภัยพิบัติยืดเยื้อหรือเกิดสงครามโลกจนระบบเศรษฐกิจพังทลาย เกลือจะกลับมาทวงคืนตำแหน่งทองคำสีขาว (White Gold) ทันทีภายในเวลา 1-3 เดือน หากภัยพิบัติยืดเยื้อขนาดนั้นจริงๆ (หวังว่าคงจะไม่) ถึงตอนนั้น เกลือจะกลับมาเป็นเงินตราดั่งเช่นในอดีต
ในประวัติศาสตร์คำว่า Salary (เงินเดือน) ก็มีรากศัพท์มาจาก Sal (เกลือ) เพราะโรมันใช้เกลือจ่ายค่าจ้างทหาร เพราะเกลือคือสิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้ ดั่งที่ได้กล่าวไปในบทความ เกลือแต่ละชนิดเหมือนหรือต่างกันอย่างไร? และขาดไม่ได้ในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจหากเกิดกลียุคด้วย

เมื่อเกิดกลียุค ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีการขนส่ง การใช้แรงงานออกไปหาอาหารทำให้เหนื่อยล้า เครียด สูญเสียเหงื่อ โรคพื้นฐานที่เคยหายไปจะกลับมามีบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง ตะคริว ท้องเสีย หรือช็อกจากการขาดเกลือแร่ เกลือเล็กน้อยผสมน้ำเป็นน้ำเกลือแร่สำหรับดื่มช่วยได้
การขาดโซเดียมอาจนำไปสู่สภาวะสมองเบลอ (Brain Fog) และอาการสับสนเฉีียบพลัน ซึ่งเป็นอันตรายมากในขณะที่ต้องตัดสินใจในภาวะวิกฤต
เมื่อไม่มีไฟฟ้า ตู้เย็นใช้ไม่ได้ อาหารที่ออกแรงหามาได้ จะเน่าเสียอย่างรวดเร็ว การใช้เกลือจะช่วยถนอมอาหารให้อยู่ได้นานเป็นปี
หากบาดเจ็บจากการออกไปหาอาหารหรือเป็นแผลในปาก การมีเกลือไว้ทำน้ำเกลือสามารถใช้ล้างแผลและฆ่าเชื้อเบื้องต้นได้ เป็นต้น

ในภาวะเช่นนั้นเกลือจะมีมูลค่าสูงขึ้นมาทันที จากที่ในปัจจุบันเกลือมีราคาถูกมาก ผู้คนจึงมักมองข้าม แต่ถึงอย่างนั้น มีแค่เกลือย่อมไม่พอ ต้องมีความรู้ในการใช้เกลือถนอมอาหาร รวมถึงการเข้าถึงแหล่งอาหาร และมีของใช้อื่นๆในการเอาชีวิตรอด สำคัญที่สุดคือ ต้องมีความรู้ให้มากกว่าอุปกรณ์

เกลือที่ควรมีสำรอง สำหรับ 1 คน/ปี ประมาณ 5 ก.ก. และเผื่อใช้แลกเปลี่ยนเป็นเงินตราในชุมชนอีกประมาณ 2-5 ก.ก. เป็นอย่างน้อย

แนะนำว่าควรเก็บเกลือสมุทรแบบเม็ดเป็นหลัก เนื่องจากมันมีแร่ธาตุที่หลากหลาย ใช้ประโยชน์ได้กว้าง ดูจริงจังในการเป็นเงินตรา และเกลือเม็ดนั้นเก็บรักษาได้ง่ายกว่าเกลือป่นละเอียดในแง่ของความชื้น แต่เกลือชนิดอื่นๆก็อาจจะควรมีไว้ด้วยในสัดส่วนที่น้อยกว่า (รวมไม่เกิน 10%) เผื่อใช้งานต่างๆ

เกลือโดยธรรมชาตินั้นเป็นแร่ธาตุที่เสถียรมาก ไม่มีแบคทีเรียหรือเชื้อราที่เจริญเติบโตบนเกลือได้ มันจึงกันบูดในตัวเอง และไม่มีวันหมดอายุในแง่ของการเน่าเสียตามธรรมชาติ อยู่ได้เป็นร้อยเป็นพันปีตราบเท่าที่ยังแห้งอยู่ การเก็บรักษาจึงควรเลี่ยงความชื้นที่อาจทำให้ละลาย (ภาชนะเก็บเกลือจึงสำคัญ) แต่แม้จะเกลือละลาย การนำไปตากหรือเคี่ยวให้แห้งก็กลับมาเป็นเกลือได้ เพียงต้องระวังเศษฝุ่นปนเปื้อนเท่านั้น
การมีเกลือเม็ดคุณภาพดีติดบ้านไว้สัก 5-10 กิโลกรัม คือยุทธศาสตร์ที่ลงทุนน้อยแต่ผลตอบแทนมหาศาลในการเตรียมพร้อม


https://pxhere.com/en/photo/1630370

แถม
รู้หรือไม่?

สมัยสามก๊ก ขงเบ้งเป็นรัฐมนตรีนาเกลือด้วยนะ

เกลือถือเป็นยุทธปัจจัยด้วยล่ะ

ในสมัยก่อนโรมันกับกรีกถึงขั้นทำสงครามเพื่อแย่งเกลือกันบ่อยครั้ง

ในการปิดล้อมเมืองของการรบสมัยโบราณ มักจะตัดทางส่งเกลือเป็นอันดับแรก เพราะเขารู้ว่าต่อให้ในเมืองมีน้ำบ่อหรือมีสวนผัก แต่ถ้าขาดเกลือ ทหารจะหมดสภาพการรบภายใน 1-2 สัปดาห์ แม้จะมีเนื้อกินจนอิ่มก็ตาม เพราะกล้ามเนื้อจะไม่มีพลังงานจากเกลือแร่ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นตะคริว และมีอาการเหนื่อยล้าสะสมเรื้อรัง

สัตว์กินพืชที่กินแต่ของสดในป่าที่อุดมสมบูรณ์ ยังยอมเสี่ยงชีวิตเดินออกจากป่าทึบมาที่ลานโล่งเพื่อเลียดินเค็ม (ดินโป่ง) เพราะมันรู้ว่าถ้าขาดเกลือร่างกายจะอ่อนแอจนหนีนักล่าไม่ได้

เรื่องที่น่ากลัวในยุคนี้คือ "การกลัวเกลือ" จากความเข้าใจผิดเรื่อง "การบริโภคเกิน" ถูกทำให้กลายเป็นความเข้าใจผิดว่า "ร่างกายไม่ต้องการ" แล้วคิดว่าร่างกายสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องการเกลือ ซึ่งเป็นการคิดที่หลงประเด็นของสภาวะปกติที่เราได้รับโซเดียมเกินจากอาหารแปรรูป แต่ผู้คนกลับตีความเหมารวมว่า "เกลือคือยาพิษ" ทั้งที่ในสภาวะวิกฤต เกลือคือ "ทองคำสีขาว" ที่รักษาชีวิตได้ดีที่สุด ซึ่งร่างกายต้องการในปริมาณไม่มากแต่ขาดไม่ได้เพื่อให้ระบบประสาททำงานได้ปกติ ยังไม่นับประโยชน์ใช้สอยในด้านอื่นๆอีกนะครับ

ในยามปกติเราลดเกลือเพื่อรักษา "สมดุล"
ในยามวิกฤตเราใช้เกลือเพื่อรักษา "ชีวิต"

โรงพยาบาลให้น้ำเกลือกับผู้ป่วยเป็นภาพที่เห็นจนชินตา เพราะเกลือในปริมาณที่พอเหมาะรักษาอาการอ่อนเพลียได้

24 ธันวาคม 2568

เกลือแต่ละชนิดเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Seasalt.jpg

เกลือ หรือ เกลือแกง ถ้าว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ เกลือ คือ โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ดังนั้น เกลือแต่ละชนิดจึงไม่มีความแตกต่างอะไรกัน หากไม่นับแร่ธาตุอื่นๆที่เจืออยู่

บทความก็จบลงเพียงเท่านี้

แต่... หากตีความด้วยปรัชญาจีนห้าธาตุ เกลือไม่ใช่เพียงวัตถุที่ให้ความเค็ม แต่คือธาตุน้ำที่แฝงอยู่ในรูปลักษณ์ของธาตุทอง (ธาตุทองกำเนิดธาตุน้ำ) ซึ่งเก็บงำพลังงานชีวิตและจิตวิญญาณของแหล่งกำเนิดชีวิตไว้อย่างมหาศาล โดยเกลือแต่ละชนิดจะมีพลังงานที่แตกต่างกันไป

เกลือ มีรสเค็ม ธาตุน้ำ ตามหลักปรัชญาจีน จะเข้าเส้นลมปราณไต บำรุงไต (เมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป และไตยังทำงานได้ปกติ)
ไต เป็นธาตุน้ำ ตามหลักปรัชญาจีน เป็นแบตเตอรี่รากฐานของร่างกาย ไตแข็งแรงจะอายุยืน
ดังนั้น เกลือจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อชีวิต

เกลือป่นบริโภคทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่ทำจากเกลือสินเธาว์ที่ผ่านกระบวนการจนเหลือเพียงโซเดียมคลอไรด์เพียวๆจากกรรมวิธีทางอุตสาหกรรม ด้วยความที่สกัดจนเหลือเพียงโซเดียมคลอไรด์ ทำให้เกลือขาดสมดุลตามธรรมชาติที่ปกติควรจะต้องอยู่ร่วมกับแร่ธาตุอื่นๆตามบริบท มันจึงมีรสเค็มโดดและบริสุทธิ์เกินไป ดั่งเกลือที่ไร้วิญญาณ เป็นเพียงโครงทางเคมี มันจึงมีความเข้มข้นจัด พุ่งเข้าไตอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ไตต้องทำงานหนักเพื่อขับส่วนเกิน ส่งผลให้พลังไตพร่อง ซึ่งนำไปสู่โรคไตได้ง่าย และตามระบบวงจรห้าธาตุที่ว่า ธาตุน้ำข่มธาตุไฟ เมื่อธาตุน้ำไตบกพร่องจากการรับภาระหนักเกินไป ธาตุน้ำก็ไม่อาจข่มธาตุไฟให้สงบได้ ส่งผลให้ธาตุไฟซึ่งก็คือหัวใจลุกโชน เบื้องต้นแสดงอาการออกทางจิตใจที่ว้าวุ่น นอนไม่หลับ และอาจลุกลามไปสู่โรคความดันโลหิตและโรคหัวใจได้
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกลือป่นอุตสาหกรรมมีราคาถูกและมักเสริมคุณค่าด้วยการเติมสารไอโอดีน จึงเป็นตัวช่วยกระจายไอโอดีนไปสู่พื้นที่ทุรกันดารที่ห่างไกลทะเลได้อย่างทั่วถึง ทั้งยังมีผลึกที่สม่ำเสมอทำให้ควบคุมรสชาติในกระบวนการผลิตอาหารเชิงอุตสาหกรรมได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ด้วยราคาที่ย่อมเยา จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้ประโยชน์ในครัวเรือน เช่น ใช้ขัดคราบไหม้บนกระทะเหล็ก ขจัดคราบหรือกลิ่นบนวัสดุ ทำความสะอาดท่อระบายน้ำ โรยพื้นเพื่อฆ่าเชื้อหรือไล่สัตว์บางชนิด ฯลฯ โดยไม่ต้องเสียดายมากนัก

ขณะที่ เกลือสินเธาว์แบบดั้งเดิม ที่ได้จากการต้มดินเค็มด้วยฟืน จะโดดเด่นด้วยพลังของธาตุดินและธาตุไฟที่สอดแทรกแฝงอยู่ในธาตุน้ำ การผ่านความร้อนจากฟืนช่วยให้เกลือชนิดนี้มีคุณสมบัติในการขับความชื้นและกระจายความเย็นในร่างกายได้ดี มีสมดุลของธาตุตามสมควร จึงให้รสเค็มที่ไม่โดด ทำให้เข้าไตและอวัยวะธาตุต่างๆอย่างนุ่มนวลกว่า

ส่วน เกลือชมพูหิมาลายัน นั้น เป็นฟอสซิลเกลือจากทะเลดึกดำบรรพ์ ถูกผนึกอยู่ภายใต้แรงกดดันของภูเขาสูงนับล้านปี และมีสีชมพูที่สะท้อนถึงพลังงานของธาตุไฟที่ละเอียดอ่อนซ่อนอยู่ภายใน เกลือชนิดนี้จึงเป็นเกลือธรรมชาติที่ดีอีกชนิดหนึ่งยามที่ร่างกายต้องการการฟื้นฟูระดับลึก เหมาะใช้เป็นยา

แต่ที่โดดเด่นและใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางที่สุดคือ เกลือสมุทร เพราะถือกำเนิดจากการประสานกันของมหาสมุทร (ธาตุน้ำ, หยิน) และแสงอาทิตย์ (ธาตุไฟ, หยาง) และด้วยกระบวนการตกผลึกอย่างช้าๆตามธรรมชาติด้วยกระแสลม (ธาตุไม้) และตะวัน (หยาง) จันทรา (หยิน) ทำให้เกลือเม็ดมีพลังงานชีวิตที่เต็มเปี่ยม สามารถเข้าสู่เส้นลมปราณไตได้อย่างนุ่มนวลที่สุดในบรรดาเกลือทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น ในกระบวนการผลิตเกลือสมุทรยังมี ดอกเกลือ ซึ่งเป็นผลึกแรกที่ลอยตัวเหนือผิวน้ำ จึงมีพลังที่โปร่งเบา ให้รสเค็มที่ละเอียดอ่อนและสดใหม่ เหมาะสำหรับการใช้ปรุงเพื่อชูรสในขั้นสุดท้าย หรือใช้เป็นโอสถสารเพื่อคืนความสดชื่น

ดังนั้น ที่ว่า "เกลือ มีรสเค็ม ธาตุน้ำ ตามหลักปรัชญาจีน จะเข้าเส้นลมปราณไต บำรุงไต (เมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป และไตยังทำงานได้ปกติ)" นั้น อาจจะไม่ใช่หมายถึงเกลืออะไรก็ได้ แต่หมายถึงเกลือธรรมชาติ ในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่ร่างกายปกติ เค็มพอดีบำรุงไต เค็มมากไปทำลายไต

สิ่งมีชีวิตถือกำเนิดจากทะเล และวิวัฒนาการขึ้นมาอาศัยอยู่บนบกได้ก็ด้วยการพกทะเลติดตัวมาด้วย ในรูปแบบของของเหลวในร่างกาย ดังนั้น การเลือกเกลือจึงไม่ใช่แค่การเลือกเครื่องปรุง แต่คือการเลือกคุณภาพของมหาสมุทรภายในตัวเรา การกินเกลือที่ไร้พลังชีวิต ก็เท่ากับเรากำลังเปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นทะเลทรายที่เค็มจัดแทนที่จะเป็นมหาสมุทรที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา


https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Sun_(210247565).jpeg

แถม
ในปัจจุบันที่เราไม่อาจเลี่ยงเกลือป่นอุตสาหกรรมได้ จึงอาจจำเป็นต้องดูแลตัวเองเท่าที่ทำได้
ดังนั้น เมื่อเกลือป่นอุตสาหกรรมคือธาตุน้ำที่รุนแรงเกินไปจนทำร้ายไต ก็ต้องทำการระบายส่วนแกร่งและบำรุงส่วนพร่อง ตามหลักห้าธาตุ เมื่อธาตุน้ำให้กำเนิดธาตุไม้ ธาตุไม้ก็จะดึงธาตุน้ำมาเกิดตัวเอง ดังนั้น ควรกินอาหารที่เป็นธาตุไม้ เพื่อระบายธาตุน้ำ เช่น น้ำเก๊กฮวย ชาเขียว เป็นต้น และเพื่อบำรุงไต ด้วยอาหารธรรมชาติสีดำ เช่น เห็ดหอม งาดำ ถั่วดำ เป็นต้น นี่คือคำแนะนำโดยทั่วไปสำหรับผู้ที่สุขภาพปกติดี แต่เนื่องจากเป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็น จึงควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะตามสภาพร่างกาย
สภาวะร่างกาย (หยินหยางห้าธาตุ) ของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน หากท่านมีโรคประจำตัวหรือสภาวะร่างกายที่ซับซ้อน โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนปรับเปลี่ยนการบริโภค

สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องไอโอดีน ต้องเข้าใจว่าเกลือโดยธรรมชาติ แม้เกลือสมุทรก็ตาม ไม่ใช่แหล่งหลักของไอโอดีน ส่วนเกลือป่นอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่มักมีการเสริมไอโอดีนเข้าไปเพื่อเพิ่มคุณค่า ซึ่งแม้จะมีประโยชน์ในการป้องกันโรคเอ๋อและโรคคอพอกอยู่บ้าง แต่แหล่งไอโอดีนที่แท้จริงและดีที่สุดตามธรรมชาติมาจากอาหารทะเล ดังนั้น หากต้องการเสริมไอโอดีน การบริโภคอาหารทะเลโดยตรงจึงเป็นวิธีที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับธรรมชาติมากกว่า เช่น สาหร่ายทะเล เป็นต้นครับ
แต่หากเข้าถึงอาหารทะเลได้ยาก ไม่ว่าจะเพราะเหตุใดก็ตาม การมีเกลือบริโภคผสมไอโอดีนก็เป็นแหล่งไอโอดีนที่เหมาะสม

เนื้อหาทั้งหมดข้างต้นเป็นการตีความเชิงปรัชญาห้าธาตุ มิใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากมีข้อบกพร่องประการใด ข้าพเจ้าขอน้อมรับคำชี้แนะจากผู้รู้ทุกท่านเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่สาธารณะสืบไป และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม
บทบาทของเกลือในกลียุค

11 พฤศจิกายน 2568

โคลเวอร์ (Clover) - ใบนำโชคและดอกชงชา

โคลเวอร์ (Clover)
เป็นพืชตระกูลถั่ว มักนิยมปลูกคลุมดิน ไถกลบบำรุงดินได้ นิยมใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งยังทำเป็นชงสมุนไพรบำรุงร่างกายได้ด้วย
อุดมไปด้วยแคลเซียม โครเมียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม วิตามินซี อี เอ บี1 บี2 บี3 บี12 ฯลฯ

🍵ชาดอกโคลเวอร์
ใช้ดอก (และใบ) ต้มหรือชงดื่ม
รสหวานเล็กน้อย จืด ฤทธิ์เย็น

เข้าเส้นลมปราณ: หัวใจ, ปอด, ไต, กระเพาะปัสสาวะ

🔴☘️โคลเวอร์แดง (Red clover) (Trifolium pratense)
ฟอกเลือด บำรุงผิว กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ระบายความร้อน ขับพิษ ลดการอักเสบ บรรเทาอาการปวด บำรุงเลือด บำรุงหยิน สงบจิตใจ

แก้อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน ผื่นแดงคัน โรคข้ออักเสบ ต่อมน้ำเหลืองบวม ปัสสาวะแสบขัด อสุจิหลั่งเอง(ฝันเปียก) แผลเรื้อรัง แมลงกัดต่อย ปากแห้ง ท้องผูก ประจำเดือนขาด ไอแห้ง เจ็บคอ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ต้านความวิตกกังวลและต้านอาการซึมเศร้า ฯลฯ

ข้อควรระวัง: แม้ว่าจะถือว่าปลอดภัย แต่ไม่ควรใช้ในสตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีวิจัยที่แน่นอนในเรื่องนี้ และผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (coumadin) หรือผู้ที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด

⚪️🍀โคลเวอร์ขาว (White clover) ( Trifolium repens )
นิยมนำมาทำชาดื่มเพื่อฟองเลือด ใบและดอกแห้งจะมีรสหวานเล็กน้อย มีกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ มักนิยมใช้สดหรือแห้งในขนมอบ สลัด และชา โคลเวอร์ขาวมีรสชาติอร่อยกว่าโคลเวอร์แดง เนื่องจากมีโปรตีน แร่ธาตุ และสารอาหารอื่นๆสูง

ทั้งโคลเวอร์แดงและขาวถูกนำมาใช้เพื่อถอนคำสาปและช่วยฟื้นฟูจิตวิญญาณ

ดรูอิด (Druids) ใช้สมุนไพรชนิดนี้เพื่อ “ปัดเป่าเวทมนตร์คาถาและวิญญาณชั่วร้าย”
โดยทั่วไปแล้วโคลเวอร์มักเกี่ยวข้องกับความโชคดี โดยเฉพาะใบโคลเวอร์สี่แฉก โคลเวอร์ขาวมักเกี่ยวข้องกับพลังเพศชาย โคลเวอร์ขาวยังเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มครองและเครื่องรางป้องกันงู เวทมนตร์ และพลังงานด้านลบแบบต่างๆ

เป็นดอกไม้ที่สวยงาม มีประโยชน์ และน่าสนใจมากจริงๆเลยนะครับ

เมล็ดโคลเวอร์สำหรับปลูก https://s.shopee.co.th/70CENC9ySx

มาดูคลิปชาโควเวอร์แดง/ขาวกันครับ ทั้งสวยงามและน่าดื่มจริงๆ ชงผสมทั้งแดงขาวก็ได้นะ

18 มิถุนายน 2568

Emergency tent - เต็นท์ฉุกเฉิน ที่พักพิงยามจำเป็น

เต็นท์ฉุกเฉิน
ภาพจาก http://t.ly/JXlr7

ในการเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน (Survival) หนึ่งในสิ่งสำคัญ คือ ที่พักพิง (Shelter) ถ้าเป็นการ Bushcraft ก็อาจจะสร้างที่พักพิงขึ้นมาจากวัสดุธรรมชาติในป่ารอบตัว เพื่อดำรงชีพอยู่ในป่าต่อไป แต่ในกรณี Survival นั้น จะเน้นการเอาตัวรอดอย่างรวดเร็วเพื่อรอความช่วยเหลือต่อไป ทำให้อุปกรณ์ต่างๆต้องพร้อมสำหรับอย่างน้อย 3 วัน (72 ช.ม.)
ที่พักพิงจะเน้นไปการป้องกันร่างกายจากสภาพอากาศเพื่อช่วยรักษาพลังงานและอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายให้คงที่ซึ่งสำคัญต่อชีวิต ไม่ว่าจะเป็นจากแดด ลม ฝน หมอก หรือน้ำค้าง หากมีเต็นท์มาตราฐานก็จะดีมาก แต่หากไม่มี การใช้เต็นท์ฉุกเฉิน (Emergency tent; Tube tent) ก็เป็นอีกตัวเลือกสำหรับการเอาตัวรอด
เต็นท์ฉุกเฉินมักจะเป็นวัสดุกันน้ำ บางเบาแต่ทนทาน มักจะใช้เชือกขึงระหว่างต้นไม้สองต้นแล้วหาอะไรมาขึงหรือทับไว้ที่มุม ตัวเต็นท์จะเป็นทรงท่อให้มุดเข้าไปนอน หรือหากไม่มีต้นไม้ให้ขึงเชือกก็อาจนำมาใช้เป็นถุงนอน ด้วยการซุกตัวเข้าไปเพื่อกันหนาวกันน้ำค้างได้ เต็นท์ฉุกเฉินพวกนี้สามารถพับเก็บและนำมาใช้ซ้ำได้จนกว่าจะขาด
เต็นท์ฉุกเฉินนับว่าเป็นอุปกรณ์อีกอย่างที่ควรมีติดไว้เผื่อใช้ในยามจำเป็น ใช้ได้ทั้งเป็นเต็นท์และเป็นถุงนอนเฉพาะกิจ

🛒เต็นท์ฉุกเฉินพร้อมเชือก https://s.shopee.co.th/8KdpTzhcoq, https://s.shopee.co.th/8KdpZDZfBS
🛒ผ้าห่มฉุกเฉิน, ผ้าห่มอวกาศ https://s.shopee.co.th/30cJDRbhJR
🛒เต็นท์ Mobi Garden https://s.shopee.co.th/1LU5lrfo3P






แถม
เต็นท์ฉุกเฉินส่วนใหญ่ไม่มีประตู แต่สามารถประยุกต์ปิดประตูได้ด้วยการ รวบขอบเต็นท์ทั้งสองด้านขยุ้มเข้ามาแล้วใช้เชือกหรือยางมัดเข้าด้วยกัน พื้นที่ข้างในอาจลดลงนิดหน่อย แต่ก็ช่วยปิดปากทางเต็นท์ได้ครับ
วัสดุของเต็นท์ฉุกเฉินนั้นมักจะเป็นวัสดุเดียวกันกับผ้าห่มฉุกเฉิน คือ เป็นวัสดุสังเคราะห์ที่กันอากาศเข้าออกเกือบจะ 100% ดังนั้น หากปิดสนิทเกินไปอาจทำให้ร้อนมากเกินไป (ยกเว้นในที่เย็น) หายใจไม่ออก และอาจเกิดความชื้นป็นหยดน้ำภายในได้ การมีช่องลมระบายอากาศบ้างจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

หนึ่งเสื้อกันฝนคือหนึ่งเต็นท์สำหรับหนึ่งคน

อุปกรณ์อีกอย่างที่น่าสนใจสำหรับชาว Bushcraft ซึ่งปกติเวลาจะทำที่พักก็มักจะใช้วัสดุธรรมชาติรอบตัว (สาย Hardcore) แต่หากประยุกต์จากของที่เตรียมไปด้วยก็จะสะดวกขึ้น นอกจากเต็นท์ฉุกเฉินแล้ว เสื้อกันฝนซึ่งควรจะนำไปด้วยอยู่แล้ว ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจที่จะนำมากางเพื่อทำเต็นท์ฉุกเฉินได้เช่นกัน หากของต่างประเทศมักจะเป็น Polish Lavvu ซึ่งเป็นเสื้อกันฝนทหารโปแลนด์ที่ออกแบบมาเพื่อประยุกต์เป็นที่พักในตัว แต่หายากในประเทศไทยและราคาแพงเพราะทำจากผ้าใบธรรมชาติ (แน่นอนว่าระบายอากาศดี) หากในไทยสามารถใช้เสื้อกันฝนค้างคาว (Poncho; แบบที่ไม่มีแขนเสื้อ) แทน ซึ่งควรมีขนาดที่กางเป็นแผ่นแล้วกว้างยาวประมาณ 140x200 cm+ หรือ 55"x78"+ ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี แต่ไซส์ส่วนใหญ่ในไทยจะประมาณนั้นบวกลบเล็กน้อย และควรมีตาไก่ที่มุมทั้งสี่เพื่อเอาไว้ปักหมุดหรือร้อยเชือกเพื่อขึงทรง (หากไม่มีตาไก่ก็อาจใช้หินหรือก้อนดินห่อด้วยมุมเสื้อฝนแล้วมัดเชือกขึงหรือทำห่วงสำหรับปักหมุดก็ได้) ยิ่งเบาก็พกพาสะดวก แน่นอนว่าควรเตรียมเชือกไปด้วยอย่างน้อย 5 m หรือไม่ก็หาไม้ค้ำเอา ส่วนหมุดก็ค่อยใช้กิ่งไม้แถวนั้น
การใช้เสื้อกันฝนประยุกต์เป็นเต็นท์นั้น ก็จะมีแค่หลังคาแต่ไม่มีแผ่นรองที่พื้นเหมือนเต็นท์ฉุกเฉิน และไม่มีประตู แต่ก็พอใช้เป็นที่พักฉุกเฉินกันแดดลมฝนน้ำค้างได้บ้าง และวางอุปกรณ์ไว้ภายในได้ หาก Bushcraft สองคน ใช้เสื้อกันฝนสองตัวมาต่อกันได้ก็จะเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้มากขึ้น
สำหรับคนที่ไม่อยากใช้ลายพรางทหาร แต่ก็ต้องการโทนสีที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมด้วย (แต่จะไม่เนียนเท่าลายพราง) ควรเลือกใช้ สีเขียวมะกอก สีแทน สีกากี สีน้ำตาล สีเทา สีเหล่านี้เป็นสีที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมทั่วไป ใช้สีใดก็ได้ แต่ว่าก็มีที่หลักๆของมันที่กลมกลืนเป็นพิเศษ เช่น
  • สีเขียวมะกอก อาจเข้าได้ดีเป็นพิเศษกับบริเวณพืชพรรณไม้เขียวชะอุ่ม
  • สีแทน สีกากี สีน้ำตาล อาจเข้าได้ดีเป็นพิเศษกับบริเวณหญ้าแห้ง ไม้แห้ง ดิน โคลน ทราย
  • สีเทา อาจเข้าได้ดีเป็นพิเศษกับบริเวณที่มีโขดหิน ดินทราย ใต้ร่มเงา เขตเมือง
แนวคิดของสีกลมกลืนนี้ก็สามารถใช้กับเครื่องแต่งกายได้ด้วยโดยไม่จำเป็นต้องใช้ลายพรางเสมอไป โดยเฉพาะสำรับพลเรือน หากต้องการแค่สีเดียวใช้หลากหลายก็แค่เลือกให้เหมาะกับบริเวณที่ใช้บ่อยเป็นหลักก็พอ เพราะสีเหล่านี้เข้ากับทุกสภาพแวดล้อมอยู่แล้วครับ

เสื้อกันฝนค้างคาวยังอาจใช้เป็นที่ดักน้ำฝนได้ โดยผูกเสื้อกันฝนให้หงายขึ้น และให้ส่วนหัวอยู่ตรงถังน้ำ เมื่อฝนตกเสื้อกันฝนก็จะทำหน้าที่เหมือนเป็นกรวยยักษ์พาน้ำไหลเข้าถังได้อย่างสะดวกนั่นเอง






29 มีนาคม 2568

ตระหนักรู้และเตรียมพร้อม - ทำไมควรมีชุดของใช้ฉุกเฉินประจำวัน (EDC)

Every Day Carry Four (EDC 4)

ในชีวิตประจำวัน เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อย ภัยธรรมชาติ หรือสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องหลบหนี การมี ชุดของใช้ฉุกเฉินประจำวัน (Everyday Carry; EDC) ติดตัวไว้เสมอจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจให้กับคุณและคนรอบข้าง

EDC คืออะไร?
EDC (Everyday Carry) คือ ของใช้จำเป็นที่พกพาติดตัวเป็นประจำทุกวัน นอกเหนือจากสิ่งของประจำวันทั่วไป (กระเป๋าสตางค์, บัตรประจำตัว, กุญแจบ้าน/รถ, นาฬิกาข้อมือ, แว่นกันแดด, ฯลฯ) เพื่อใช้ในยามฉุกเฉินหรือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ของเหล่านี้ควรมีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา แต่มีประโยชน์สูง ไม่ว่าจะพกไว้ในกระสตางค์ กระเป๋าทำงาน หรือกระเป๋าเหน็บเข็มขัดก็ได้

ทำไมต้องมี EDC?
  1. ช่วยชีวิตในสถานการณ์คับขัน – เช่น อุบัติเหตุ ก่อการร้าย ภัยธรรมชาติ หรือต้องหลบหนีออกจากอาคาร
  2. เพิ่มความมั่นใจ – เมื่อรู้ว่ามีอุปกรณ์ช่วยเหลือติดตัวไว้เสมอ
  3. ช่วยเหลือผู้อื่น – บางครั้งคุณอาจเป็นคนแรกที่สามารถให้ความช่วยเหลือคนรอบข้างได้
ของแนะนำเป็นทางเลือกในชุด EDC
  1. อุปกรณ์ฉุกเฉิน
  2. อุปกรณ์ปฐมพยาบาล
    • พลาสเตอร์ปิดแผล
    • ยาหอม ยาดม
    • ยาฆ่าเชื้อ
    • ยาแก้ปวด
    • ยาประจำตัว
  3. อุปกรณ์สื่อสาร
    • โทรศัพท์มือถือ + Power Bank
    • เบอร์โทรติดต่อฉุกเฉินแบบจดไว้ในกระดาษ (เบอร์ญาติ, เบอร์การแพทย์ฉุกเฉิน 1669)
    • สมุดฉีกขนาดพกพา (สำหรับจด หรือเขียนโน้ตเพื่อส่งสาร)
    • ปากกา
  4. ของใช้ส่วนตัวและอื่นๆ
    • เงินสดเล็กน้อย (สำหรับกรณีฉุกเฉิน)
    • กระดาษทิชชู
    • อาหารฉุกเฉิน MRE
    • ขวดน้ำดื่มขนาดเล็ก
    • ที่พึ่งทางใจ (เครื่องราง, ภาพครอบครัว)
    • เข็มกลัด
    • เศษผ้า เข็ม และด้าย
    • อุปกรณ์จุดไฟ (ไม้ขีด, ไฟแช็ก, แท่งจุดไฟ)
สรุป
การเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม EDC ไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่คือเครื่องมือที่อาจช่วยชีวิตคุณและคนที่คุณรักได้ ลองเริ่มจากของชิ้นเล็กๆ ที่จำเป็นที่สุด (แนะนำมีดพับสวิสเป็นอันดับแรก) แล้วค่อยๆ เพิ่มเติมตามความเหมาะสม

อย่ารอให้เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น… เตรียมตัวไว้ก่อนดีกว่า!

คุณมี EDC อะไรติดตัวบ้าง? แชร์ไอเดียดีๆ ให้กันได้ในคอมเมนต์นะครับ!

หากบทความนี้มีประโยชน์ อย่าลืมแบ่งปันให้คนรอบตัวเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กันนะครับ😊

ผู้ที่เตรียมสิ่งของไว้ยามฉุกเฉินไม่ใช่คนโง่
แต่เป็นผู้ที่ตระหนักในความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแม้ว่ามันจะไม่เกิดก็ตาม
เพราะความไม่พร้อมจ่ายแพงกว่าเสมอ



แถม




05 เมษายน 2567

อาหารสำรองฉุกเฉินแบบทำเองได้ที่บ้าน : ฮาร์ดแทค (Hardtack) สูตรอาหารสำรองฉุกเฉินที่ถูกลืม

ฮาร์ดแทค ปี 1862 ที่ได้รับการเก็บรักษาไว้จากสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ ที่ฟลอริดา ณ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เพนซาโคล (Pensacola Museum of History) Hardtack มีฉายาว่า Worm castles (ปราสาทหนอน) เนื่องจากการจัดเก็บที่ไม่ดีทำให้แมลงระบาด เมื่อแช่น้ำแล้วหนอนก็ลอยขึ้นมา จึงได้ฉายานั้นมา ซึ่งเหล่าทหารก็ตักหนอนทิ้งแล้วกินต่อ หรือนี่อาจเป็นการเสริมโปรตีนแบบเนียนๆ อิอิ

สองบทความก่อนได้พูดถึงอาหารสำรองฉุกเฉินที่หาซื้อได้[อาหารสำรองฉุกเฉินหาซื้อง่ายราคาย่อมเยาว์ และ อาหารสำรองฉุกเฉินของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน] และเพื่อให้ควรถ้วนกระบวนความ มาสายทำเองบ้าง คราวนี้เเรามาดูวิธีการทำอาหารสำรองแบบดั้งเดิมที่ทำเองได้ง่ายๆที่บ้านกันครับ สำหรับนักเตรียมพร้อมสาย DIY ที่ชอบทำเอง

ฮาร์ดแทค (Hardtack เสบียงแข็ง) มีอีกชื่อหนึ่งว่า ขนมปังกันตาย (Survival Bread) ใช้เป็นอาหารฉุกเฉินที่มีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ โรมัน และช่วงสงครามกลางเมืองของอเมริกาก็ใช้ นิยมเก็บไว้เป็นเสบียงสำรองในหมู่นักเดินเรือสมัยก่อนด้วย รวมถึงตอนที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสค้นพบอเมริกาก็เช่นกัน ฮาร์ดแทคใช้เป็นเสบียงมาตรฐานสำหรับกองทัพหลายแห่งตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เนื่องจากเก็บรักษาได้นานเป็นปีๆ หากเก็บดีๆ(สูญญากาศ)ก็อาจเก็บได้ตลอดไป ปัจจุบันนี้รัสเซียก็ยังจัดฮาร์ดแทคไว้ในเสบียงของกองทัพ เรียกว่า galeta (галета) ที่ญี่ปุ่นก็จัดฮาร์ดแทคอยู่ในชุดเสบียงภัยพิบัติ และในกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินของญี่ปุ่น (Rikujō Jieitai 陸上自衛隊 ) เรียกว่า Kanpan (乾パン) หรือ ขนมปังแห้ง

แต่ฮาร์ดแทคนั้นก็แข็งเป็นหินเลยทีเดียว จึงควรแช่น้ำ(หรือนม ฯลฯ) 15 นาที ก่อนกิน แต่อย่าถามหาความอร่อย ๕๕๕

#วัตถุดิบ
  1. แป้งอเนกประสงค์ (All Purpose Flour) 2 ถ้วยตวง (อย่าใช้แป้ง Self-Rising Flour เพราะมีผงฝู)
  2. น้ำ 1 ถ้วยตวง
  3. เกลือ 2 ช้อนชา (นี่คือตัวช่วยถนอมอาหารและเพิ่มรสชาติ)
*หมายเหตุ เป็นสูตรโดยประมาณ สามารถปรับส่วนได้ตามสมควร

#วิธีทำ
  1. ผสมวัตถุดิบเข้าด้วยกัน นวดให้เป็นเนื้อเดียว และแห้งพอสมควร(ไม่เหนียวติดนิ้ว) ถ้าแฉะก็โรยแป้งเพิ่ม
  2. รีดแบนให้หนาครึ่งนิ้วหรือน้อยกว่า(แต่อย่าบางมากเพราะจะแตกหักง่ายตอนพกพา) ตัดเป็นสี่เหลี่ยมไม่เกิน 3x3 นิ้ว แล้วเอาส้อมทิ่มๆให้เป็นรูทะลุระยะเท่าๆกัน เพื่อทำรูระบายความชื้นตอนอบ
  3. วางบนถาดไม่ต้องทาน้ำมัน(น้ำมันจะทำให้อายุการเก็บรักษาสั้นลง) อบที่ 190°C นาน 30 นาที แล้วพลิกกลับด้านแล้วอบต่ออีก 30 นาที ถ้าอบด้วยหม้อหุงข้าวอาจใช้เวลาต่างกัน ให้อบจนแห้งเป็นสีน้ำตาลทอง
  4. พักไว้ให้เย็นสนิท แล้วจัดเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิดไม่ให้อากาศและความชื้นเข้าไปได้
เสร็จ!

มาลองดูคลิปวิธีทำกันดีกว่า

ปกติแล้วฮาร์ดแทคจะเก็บได้นานหลายปีในสภาพแห้งแข็งเป็นหิน โดยเก็บในที่แห้งและเย็น ห่างจากความชื้นและแสงแดดโดยตรง ควรตรวจสอบฮาร์ดแทคที่เก็บไว้เป็นระยะ หากขึ้นราก็ควรทิ้งไป แล้วทำใหม่

โดยทั่วไปในกรณีฉุกเฉินมักแนะนำให้แบ่งกินอาหารฉุกเฉิน 50-100 กรัม ทุกๆ 12 ช.ม. แต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสมควร ขึ้นอยู่กับระดับกิจกรรม สุขภาพ และสถานการณ์ ซึ่งตามหลักแล้วต้องจัดสรรให้ได้อย่างน้อย 3 วัน

#วิธีกินฮาร์ดแทคอย่างสร้างสรรค์
นอกเหนือจากแช่น้ำให้นิ่มแล้วกินเลย บางทีการกินก็ต้องการความสร้างสรรค์เหมือนกัน เพื่อจะได้กินอย่างสนุกสนานขึ้นบ้าง แต่ก็ต้องมีที่เตรียมอาหารด้วยนะ เช่น พอแช่นิ่มแล้ว ก็เอาไปทอดเนย, ทาเนยถั่ว, ทาแยม, จิ้มนมข้นหวาน, จิ้มน้ำตาล, จิ้มน้ำผึ้ง, โรยเครื่องเทศ, หรือแช่นมเหมือนกินซีเรียล, ทุบเป็นผงใส่นมหรือน้ำหรือซุปทำเป็นโจ๊ก, เอาไปนึ่ง, ฯลฯ ก็สุดแท้แต่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการกินอย่างเอร็ดอร่อย แม้ฮาร์ดแทคจะไม่ใช่อาหารที่อร่อย แต่ก็เป็นอาหารสำรองฉุกเฉินที่ทำเองได้ที่บ้านเพื่อเก็บไว้ ถึงตอนนั้นการมีอาหารสำรองไว้ย่อมดีกว่าไม่มีครับ

แถม

อ้างอิง

อาหารสำรองฉุกเฉินของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน

https://detail.1688.com/offer/662930682500.html
จากโพสก่อนที่ได้พูดถึงอาหารสำรองฉุกเฉินทดแทนในราคาถูก[อาหารสำรองฉุกเฉินหาซื้อง่ายราคาย่อมเยาว์] คราวนี้มาพูดกันต่ออีกสักนิดนึง สำหรับคนที่ต้องการอาหารฉุกเฉินสำเร็จรูปโดยตรง แม้ราคาจะแพงกว่าหน่อยแต่ตรงประเด็นที่สุด เพราะเก็บรักษาได้นาน ให้พลังงานสูง และไม่ฝืดคอ(ประหยัดน้ำดื่ม)

อาหารฉุกเฉิน MRE (Meal, Ready-to-Eat อาหารพร้อมกิน) ที่ราคาไม่แพงนัก และน่าสนใจก็คือ
900 压缩干粮 (เสบียงแห้งอัดแท่ง สูตร 900) เป็นอาหารภาคสนามและฉุกเฉินที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัยของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(中国人民解放军) สูตรสำหรับพลเรือน (ถ้าเป็นสูตร 90 จะเป็นสำหรับกองทัพ ซึ่งต่างกันที่ สูตร 90 ผสมนมผง แต่สูตร 900 ไม่ผสมนมผง)

ส่วนผสมของ 900 MRE จะมี แป้งสาลี, ถั่วลิสง, น้ำตาล, กลูโคส, น้ำมันพืช, และเกลือ เป็นวัตถุดิบหลัก นำมาผ่านกรรมวิธีปรุงสุกและอัดแท่ง โดยพัฒนามาจาก สูตร 761 ด้วยการปรับปรุงรสชาติและแพ็คเกจเป็นสูญญากาศ และผสมโสมด้วยเพื่อชูกำลัง อายุการเก็บรักษาได้กว่า 4 ปี โดย 1 ถัง มี 20 ซอง น้ำหนักซองละ 200 กรัม แต่ละซอง มี 4 ชิ้น สามารถแบ่งกินได้ 2-4 มื้อ น้ำหนักชิ้นละ 50 กรัม โดย 1 ชิ้น ให้พลังงาน ~247 กิโลแคลลอรี่
รสชาติเหมือนคุ๊กกี้ กลิ่นเหมือนถั่ว รสสัมผัสเหมือนขนมตุ๊บตั๊บ

และก็อย่างที่รู้กัน อาหารฉุกเฉินส่วนใหญ่เน้นให้พลังงานมากกว่าอย่างอื่น ดังนั้น จึงไม่ควรกินเยอะเกิน เพราะอาจทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนได้ ซึ่งโดยทั่วไปในสภาวะภัยพิบัติฉุกเฉินจะแนะนำให้กิน 1 ชิ้นทุกๆ 12 ช.ม. แต่สามารถปรับปริมาณและเพิ่มลดระยะเวลาได้ตามสภาวการณ์ เพื่อรอการดำเนินการช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเฉลี่ยคือ 3 วัน

ก็นำมาเล่าให้ฟังเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่สนใจอาหารฉุกเฉินโดยตรงมากกว่าแบบทดแทนอย่างโพสที่แล้วครับ จะได้ตรงเป้าเข้าประเด็นไปเลย

🛒ชี้เป้า

#หมายเหตุ
ต้องมีคำเตือนนิดหน่อยสำหรับอาหารฉุกเฉินอัดแท่งสไตล์นี้ไม่ว่ายี่ห้อไหนก็ตาม เนื่องจากส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยแป้งสาลีและน้ำตาล ดังนั้น ผู้เป็นเบาหวาน ผู้แพ้กลูเตน แพ้ถั่ว ควรเลี่ยง กรณีที่ต้องกินแค่ MRE อย่างเดียว โดยทั่วไปกองทัพจะกำหนดไม่ให้กินต่อเนื่องเกิน 21 วัน เพราะจะทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน ไม่ท้องเสียก็ท้องผูก ใยอาหารน้อย อาจจะมีสารกันบูดฉ่ำ จุลินทรีย์ในลำไส้ตาย ทำให้มีปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมา มันไม่ใช่อาหารเพื่อสุขภาพอย่างแน่นอน จึงควรใช้ในกรณีฉุกเฉินแค่ 2-3 วัน และหาทางกลับสู่การกินอาหารปรกติโดยเร็วที่สุด


อาหารสำรองฉุกเฉินหาซื้อง่ายราคาย่อมเยาว์

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Broken-cracker.jpg

อาหารสำรองฉุกเฉินส่วนใหญ่จะทำมาให้เก็บรักษาได้ 1-4 ปี(แล้วแต่ยี่ห้อ) และมักมีราคาแพง แต่ก็ให้พลังงานสูง และกินแล้วไม่ฝืดคอ(ประหยัดน้ำดื่ม) อาหารฉุกเฉินเหล่านี้ใช้ในกรณีเข้าถึงอาหารไม่ได้ตามปกติ เช่น ในช่วงภัยพิบัติ ตั้งแคมป์ เดินป่า ฯลฯ ซึ่งปริมาณขั้นต่ำจะต้องเตรียมไว้ให้พอกินได้ 3 วันเป็นอย่างน้อย สำหรับรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกว่าจะคลี่คลาย

ซึ่งหากต้องการอาหารฉุกเฉินที่ราคาถูก เก็บรักษาได้นานอย่างน้อย 1 ปี รสชาติกลางๆ และกินได้ทันทีไม่ต้องปรุง ก็ต้องมองหาอะไรทั่วไปที่พอจะมีคุณสมบัตินี้ จากที่ศึกษามาสักพัก ตอนนี้เราเห็นว่า Cream cracker หรือที่ไทยเรียกกันว่า แคร็กเก้อร์เค็ม นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับอาหารฉุกเฉินราคาถูก รสกลางๆ เก็บได้ 1 ปี แม้ว่าอาจจะต้องดื่มน้ำตามสักหน่อยก็เถอะนะ ๕๕๕ (อาหารฉุกเฉินบางยี่ห้อก็รสชาติคล้ายเอาแคร็กเกอร์บดมาอัดแท่ง)
ส่วนปริมาณที่จะเก็บก็ขึ้นอยู่กับว่าจะกินเท่าไหร่ อาจจะเป็น ~50 กรัม/วัน(ประหยัด) หรือ ~100 กรัม/วัน ซึ่งก็แล้วแต่คนว่าต้องกินมากแค่ไหน(อาจจะคำนวณจากพลังงานต่อวันก็ได้) เมื่อคำนวณปริมาณได้แล้วก็ให้เตรียมไว้สำหรับ 3 วันเป็นอย่างน้อย ซึ่งเป็นไปตามหลักการมาตราฐานสำหรับเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติระยะสั้นครับ

จริงๆอาจจะเป็นอาหารแห้งอย่างอื่นก็ได้นะครับที่สามารถกินได้ทันที ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ไม่ต้องปรุง และไม่ต้องดื่มน้ำตามมากเกินไป ก็เหมาะสมกับการเป็นอาหารฉุกเฉินได้เช่นกัน และที่สำคัญควรเก็บรักษาได้นานอย่างน้อย 1 ปีก่อนหมดอายุ ตรงนี้สำคัญครับ

เพื่อนๆนึกถึงอาหารแห้งอะไรที่พอจะตรงตามเงื่อนไขเหล่านี้บ้างครับ แนะนำกันมาในคอมเม้นต์เพื่อเป็นไอเดียได้เลยครับ
ขอบคุณครับ

🛒ชี้เป้า
  • Cream cracker แคร็กเกอร์เค็ม
  • ถ้าหากไม่ติดขัดเรื่องการเตรียมอาหาร เนยถั่วก็เป็นอีกอย่างที่แนะนำ มันเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ทาบนแคร็กเกอร์ก็ได้ เก็บรักษาได้นานพอกัน (เป็นอาหารฉุกเฉินร่วมสำหรับสัตว์เลี้ยงก็ได้)

แถม
สำหรับคนที่ต้องการอาหารฉุกเฉินสำเร็จรูปโดยเฉพาะ ราคาจะแพงกว่าหน่อยแต่ตรงประเด็น
900 压缩干粮 (เสบียงแห้งอัดแท่ง สูตร 900) เป็นอาหารฉุกเฉินและภาคสนามของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนสำหรับพลเรือน (ถ้าเป็นสูตร 90 จะเป็นสำหรับกองทัพ ซึ่งต่างกันที่ สูตร 90 ผสมนมผง แต่สูตร 900 ไม่ผสมนมผง) ทราบมาว่ามีการผสมโสมด้วย


บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม

24 ตุลาคม 2564

เปิดฝาหลัง Casio F91W - พูดไปเรื่อยกับนาฬิกาในตำนาน

Casio F91W นาฬิกาในตำนานที่ใครๆก็รู้จัก เราเคยพูดถึงนาฬิการุ่นนี้ไว้แล้วบทความก่อนอ่านได้ที่ Casio F91W - นาฬิกาในตำนาน คราวนี้เรามาคุยกันเรื่อยเปื่อยถึงนาฬิการุ่นนี้กันต่อ แม้ว่าเดี๋ยวนี้จะมีนาฬิกาออกมาหลากหลายรูปแบบแต่นาฬิการุ่นนี้ก็ยังคงเป็นนาฬิกาที่ประทับใจของผู้คนเสมอ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ด้วยฟังก์ชั่นพื้นฐานที่ครบถ้วน รวมไปถึงน้ำหนักที่เบา บาง และที่สำคัญที่สุดคือทนทาน ทำให้ยังคงได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหน รุ่นนี้ก็ยังคงยืนยงอยู่จนถึงทุกวันนี้

คราวนี้เรามาเปิดด้านหลังกันเพราะว่าถ่านหมดครับ จึงเปิดมาเพื่อเปลี่ยนถ่านแล้วก็ให้ความรู้ถึงชิ้นส่วนที่เราต้องเจอเมื่อเปิดออกมา
เมื่อแกะสติกเกอร์ออก
อันดับแรกเลย ที่ทุกคนมักแปลกใจเมื่อเปิดฝาหลังครั้งแรก คือเจ้าสติ๊กเกอร์พลาสติกสีขาวๆ แวบแรกคือ มันมีไว้ทำไม? หลายคนมาถึงก็จะแกะสติ๊กเกอร์นี้ออกเลยซึ่งมันไม่จำเป็นต้องแกะออก ประโยชน์ของสติ๊กเกอร์ตัวนี้คือปิดเอาไว้เพื่อไม่ให้ลำโพง ซึ่งคือสติ๊กเกอร์กลมๆที่ปั้มอักษร AD43 ที่แปะอยู่ข้างหลังฝาครอบนั้น สัมผัสโดนกับขั้วถ่าน(ตัวครอบถ่านมีสภาพเป็นขั้วถ่านทั้งอัน) เพราะขั้วที่ลำโพงต้องสัมผัสนั้นเป็นแกนเหล็กสีทองที่อยู่ข้างล่าง เป็นคนละขั้วกัน คือป้องกันการช๊อตน่ะแหละ แต่สติ๊กเกอร์สีขาวนี้จะมีหรือไม่มีก็ได้ มันไม่สัมผัสตัวลำโพงอยู่แล้ว เพราะมีช่องว่างจากฝาหลังพอสมควร แต่ว่าแปะไว้ก็ดี เน้นชัวร์

ลำโพงเปียโซ คือ ลำโพงแบนๆกลมๆที่แปะอยู่ที่ฝาครอบที่มีอักษร AD43 ในภาพนั่นล่ะครับ รับไฟขั้วบวกผ่านฝาครอบเข้าข้างหลังลำโพง และไฟอีกขั้วจากการสัมผัสโดยตรงกับแกนหล็กสีทอง ถ้าตั้งใจฟังดีๆ จะชัดเจนว่าเสียงปี๊บของ Casio F91W นั้นให้เสียงทุ้มแน่นกังวาลกว่านาฬิกาทั่วๆไป
ต่อสายจากขั้วไฟลำโพง

อีกสิ่งที่จะเห็นคือ ขั้วสัมผัสที่อยู่สองขั้ว ข้างบนเป็นขั้วบวกข้างล่างเป็นขั้วลบ สองขั้วนี้จะจ่ายไฟเข้าไปที่ลำโพงเปียโซเมื่อตั้งเตือนทำให้ให้เกิดเสียง ปี๊บๆ ตรงจุดนี้เองที่ผู้ก่อการร้ายนิยมนำนาฬิกา Casio F91W มาใช้ในการตั้งระเบิดเวลา โดยโยงสายออกจากสองขั้วนี้เข้าวงจรจุดระเบิดแล้วตั้งเตือนเอาไว้ เราก็แอบสงสัยว่าทำไมต้องใช้ Casio ด้วยนะ นาฬิกาดิจิตอลราคาถูกๆกว่านี้ก็มีตั้งมากมาย หรือยี่ห้อถูกๆอื่นๆไม่มีขั้วแบบนี้ก็ไม่ทราบได้ แต่ก็นั่นแหละ ด้วยเหตุนี้เอง การใส่นาฬิกา Casio F91W ไปเที่ยวในบางประเทศ เจ้าหน้าที่สนามบินจะให้ความสนใจกับผู้ใส่นาฬิกานี้เป็นพิเศษด้วยนะ(ฮา) ได้ยินมาว่ามีบางคนเคยถูกกักตัวในห้องเย็นที่สนามบินเพื่อสอบสวนด้วย(อันนี้ฮาไม่ออกแฮะ)
ภายในทั้งหมด

แต่ต้องยอมรับเลยว่าการออกแบบวงจรภายในน่าประทับใจมาก ถ้าแกะออกมาทั้งหมดจะเห็นว่าไม่ต้องมีการโยงสายอะไรเลย ใช้การสัมผัสทั้งหมด ประกบกันเหมือนแซนวิสก็ทำงานได้แล้ว แม้กระทั่งเบ้าใส่ถ่านที่ถ่านด้านหน้าจ่ายไฟเข้าวงจรนาฬิกา ด้านหลังก็ต่อเข้าลำโลง ไม่ต้องโยงสายอะไรเลย ออกแบบได้สุดยอดจริงๆ ใช้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของถ่านได้ประโยชน์สูงสุด รวมถึงฝาครอบก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของวงจร

อีกอันที่เป็นตัวหลักคือ ขอบยาง ตัวนี้ไว้กันน้ำเข้า ซึ่งเมื่อถอดออกมาแล้ว ต้องใส่คืนให้ถูกด้านด้วย สังเกตขอบให้ดี ขอบยางที่อยู่ด้านข้าง มุมของมันจะกิ่วนิดหน่อย ทั้งสี่มุมเลย และด้านที่หันขึ้นจะเป็นด้านที่ดูเรียบๆเหมือนกันไปตลอดวง ถ้าใส่ถูกแล้ว แทบไม่ต้องจัดเลย มันจะลงล๊อคเอง อันนี้ต้องระวังให้ดี ถ้าใส่ผิดน้ำอาจเข้าได้

วิธีเปลี่ยนถ่าน คือ เอาตัวเครื่องออกมาทั้งอันเลย แล้วปลดคลิปออกทั้งสี่ด้าน ทีนี้ก็เอาถ่านเก่าออกใส่ถ่านใหม่แทน ก่อนประกอบกลับให้ระวังเรื่องฝุ่นที่หน้าปัดด้วย จากนั้นดันปุ่มกดจากข้างในเพื่อเคลียพื้นที่แล้วใส่เครื่องกลับลงไป  บางทีใส่ถ่านใหม่แล้วมันอาจยังไม่ติด กดปุ่มเปิดไฟสักที ก็เป็นอันเรียบร้อย

จุดเด่นของนาฬิกา Casio F91W คือจอแสดงผลที่มีคุณภาพมาก มันให้มุมมองที่กว้าง ลองเอียงจอดูทั้งซ้านขวา มุมเงยบนล่าง เราจะเห็นเงา LED แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ถ้าเป็นนาฬิการาคาถูกยี่ห้ออื่นๆ แค่มองมุมไม่ตรงนิดเดียว เงา LED ก็เข้มลอยมาแล้ว นี่หมายความว่า จอของ Casio F91W มีความคมชัดและสะอาดตา นี่เป็นจุดที่หลายคนอาจไม่สังเกต ซึ่งเอาเป็นหลักการไว้ดูว่าเป็น Casio แท้หรือปลอมได้ด้วย ตรงนี้ต้องยกให้เลยว่า Casio F91W เป็นนาฬิกาที่ออกแบบและผลิตมาอย่างดีจริงๆ ไม่ใช่แค่แสดงผลได้ แต่ต้องแสดงผลได้อย่างเคลียๆด้วย ตั้งแต่ปี 1991 เลยทีเดียวที่เริ่มผลิตรุ่น F91W ออกมา รุ่นอื่นๆจอแสดงผลก็คงมีคุณภาพไม่แพ้กัน

นาฬิการุ่นนี้ที่ว่าทนก็ทนจริง ถ่านก้อนนึงใช้ได้อย่างน้อย 7 ปี แต่ใช้จริงๆได้นานกว่านั้นมากๆ แต่ว่าสิ่งที่จะไปก่อนเพื่อนคือสายครับ ๕๕๕บวก ปีสองปีก็ขาดแล้ว ก็ต้องไปร้านนาฬิกาซื้อสายให้ช่างเปลี่ยน ก็เลยหงุดหงิดสายเรซิ่น หันมาใช้สายผ้าแทน ก็เฉือนหัวเข็มขัดจากสายเก่าเอามาถักใยกัญชงเข้าไปให้เป็นสายนาฬิกา ใยกัญชงเขาว่ามันไร้กลิ่นอับและไม่ขึ้นรา คิดว่าเหมาะอยู่นะสำหรับสายนาฬิกา เพราะเคยใช้สายนาฬิกาไนลอนทั่วไป กลิ่นนี่ได้ใจเลยถ้าเปียกเหงื่อหรือเปียกน้ำบอกเลย ถักยาวเป็นเส้นเดียวแล้วสอดผ่านใต้ตัวเรือน ใช้ดีอยู่นะ น้ำหนักเบากว่าเดิม และจะแทงเข็มตรงไหนก็ได้เพราะสายถักมีรูเต็มไปหมด ทำให้ปรับระยะได้ตามใจชอบ

หลังจากหันไปใช้ยี่ห้ออื่นมาหลายปี ไม่มีอะไรถูกใจเท่าเจ้านี้อีกแล้วแหละ จึงกลับมาปลุกชีพมันขึ้นมา เปลี่ยนสายซะใหม่ ผู้ที่นิยมใช้นาฬิการาคาไม่แพง ราคาหลักร้อย บางเบาแต่ทนถึก เที่ยงตรง เชื่อถือได้ และมีฟังชั่นมาตราฐานครบถ้วน Casio F91W เป็นตัวเลือกที่มองข้ามไม่ได้เลยจริงๆ

กดปุ่มขวาล่างค้างไว้ 3 วินาทีจะขึ้นคำว่า CA51o
ถ้ากดทั้ง 3 ปุ่มค้างไว้จอจะแสดงผล LED ทั้งหมด

ปลุก Casio F91W ในตำนานให้คืนชีพอีกครั้ง และเปลี่ยนสายใหม่โดยถักจากใยกัญชง น้ำหนักเบา ทนทาน ว่ากันว่าเส้นใยกัญชงจะไร้กลิ่นอับและไม่ขึ้นรา ทำเป็นสายนาฬิกาก็น่าจะเหมาะดีเหมือนกัน

Ryusuke Moriai ผู้ออกแบบ F91W

แถม

F91W กับ NATO 18 mm

NATO Strap สายนาฬิกาสำรอง ที่ไว้สวมรอดใต้ตัวเรือนเพื่อเปลี่ยนสายอย่างง่ายดาย และถอดซักได้สะดวก ชื่อนี้มีที่มา
สายนาฬิกาที่รู้จักกันในนามว่านาโต้ ถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดยกองทัพสหราชาอาณาจักรในปี 1973 โดยให้ทหารสามารถเบิกไปใช้กับนาฬิกาของตัวเองได้ ที่มาของชื่อนี้มาจากการที่สหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ จึงทำให้อุปกรณ์ต่างๆของกองทัพต้องมีเลขรหัสที่ขึ้นทะเบียนกับ NATO ไม่ได้ผลิตมาสำหรับกองกำลังของ NATO แต่อย่างใด อีกชื่อของมันคือ G10 ตามชื่อย่อของแบบฟอร์มที่ทหารต้องกรอกเมื่อต้องการเบิกสายนาฬิกาแบบนี้มาใช้งาน
สาย NATO ถูกออกแบบมาให้มีความยาวกว่าสายนาฬิกาทั่วไป ทำให้สามารถสวมใส่ทับแขนเสื้อได้ ไม่ว่าจะเป็นชุดกันหนาวหรือเว็ตสูทสำหรับนักประดาน้ำ สายไนลอนยังความทนทาน และการที่สายลอดใต้ตัวเรือนนาฬิกาทำให้สวมใส่กระชับกว่าสายประเภทอื่นๆ

ถ้าสายนาฬิกาขาด แล้วเบื่อสายเรซิ่นแบบเดิมๆที่ไม่นานก็ขาดอีก เปลี่ยนถ่านครั้งนึงก็เปลี่ยนสายเรซิ่นไปแล้ว 3 เส้น มันมีสายนาฬิกาไนล่อนสำเร็จรูปอยู่ครับ ที่เรียกว่า NATO Strap เป็นสายแบบชิ้นเดียวสามารถนำมาร้อยผ่านใต้นาฬิกาได้เลย ไม่ต้องใช้เครื่องมือถอดสปริงบาร์ให้ยุ่งยาก สายตัวนี้คนเล่นนาฬิกาจะรู้จักดี ใส่ง่ายถอดซักได้สะดวก มันเป็นสายนาฬิกาสำรองของทหารอังกฤษซึ่งออกแบบมาสำหรับใช้ในสนามรบ ใช้ได้กับนาฬิกาแทบทุกชนิด ปัจจุบันนี้ของจีนทำออกมาราคาไม่กี่สิบบาทเท่านั้นเอง สำหรับ F91W จะใช้สาย NATO Strap ขนาด 18 mm ครับ แต่สำหรับ F91W ก็ใส่ไม่ง่ายซะทีเดียว มันจะแน่นๆหน่อย ต้องใช้กำลังภายในกันนิดนึง
ข้อดีของ NATO Strap สำหรับทหารและสายลับหลักๆ คือ
  • สายที่ยาวกว่าปกติ ทำให้สามารถใส่นาฬิกาทับบนแขนเสื้อกันหนาวได้ หรือใส่ในที่อื่นๆได้อย่างกว้างขวางตามต้องการ ถ้าปลายยาวเกินก็เพียงพับปลายแล้วสอดกลับเข้าไป
  • เพราะเป็นสายแบบชิ้นเดียวทำให้ปลอดภัยต่อนาฬิกาเมื่อเกิดเหตุตัวสปริงบาร์อันใดอันหนึ่งหัก นาฬิกาก็ยังคงคาอยู่บนสายได้ด้วยสปริงบาร์อีกอัน ต่างจากสายปกติแบบสองชิ้นที่นาฬิกาคงหลุดร่วงไปแล้ว
  • จากการที่สายลอดผ่านใต้นาฬิกาทำให้ผิวหนังไม่ต้องสัมผัสกับโลหะใต้ตัวเรือน ซึ่งเหมาะในสถานที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด
  • แน่นอนว่าทนทานเพราะทำจากไนล่อน
  • ใช้รัดสิ่งของได้
  • และอื่นๆอีกมากมาย

ร้านขายสาย NATO Strap

คลิปทดสอบ F91W ด้วยการใส่พร้อมใช้งานเครื่อมมือช่างต่างๆนี้ เป็นการทดสอบที่ค่อนข้างแฟร์ เพราะ G-Shock ก็มีการทดสอบแรงสั่นสะเทือนด้วย และเป็นสิ่งที่อาจเจอได้ในชีวิตจริง โดยเฉพาะเมื่อขับมอร์เตอร์ไซด์
การทดสอบเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงที่ใช้กับ G-Shock มี 3 ประเภทคือ แรงกระแทก แรงเหวี่ยง และแรงสั่นสะเทือน
จากในคลิปนับว่า F91W ก็ผ่านแรงสั่นสะเทือนไปได้ด้วยดี แต่ถ้าโดนอย่างนี้ในระยะยาวอยู่เรื่อยๆก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ๕๕๕บวก แต่เดาว่าสกรูอาจจะหลวม อย่างไรก็ตาม ที่ F91W ไม่ได้รับปกป้องหลักๆเลยก็คือกระจกและปุ่ม กระจกเป็นรอยนั้นปกติมาก และถ้าทำตกแล้วปุ่มลงพื้นละก็ ต้องมีซ่อมแน่ๆครับ ดังนั้นใช้อย่างระวังดีกว่า แค่รู้ว่าทนทานใช้ได้นานก็พอแล้ว

คลิปนี้ทดสอบแรงกระแทก(ตกพื้น)แบบโหดใช้ได้เลย แต่ F91W ก็ผ่านมาได้ โมดูลยังคงทำงานได้ดี แม้ภายนอกจะมีแผลพอสมควรเลยทีเดียว โชคดีปุ่มไม่ลงพรพื้นตอนตก ไม่งั้นกดไม่ติดแน่ครับ

ถ้าเทียบแค่ราคาต่อความทนทานสำหรับการใช้ในชีวิตจริง F91W นับว่าคุ้มค่ามาก
ในคลิปนี้ทดสอบ F91W กับแรงเหวี่ยงด้วย ซึ่ง F91W ผ่านมาได้ด้วยดี แต่การทดสอบหลังๆโหดจนเกินไปเลยทีเดียว
การทดสอบเหล่านี้เป็นอะไรที่เกินกว่ากรณีใช้จริงอยู่มาก เอาเป็นว่าอย่าทำการทดสอบเหล่านี้เองเลยนะ มันอันตรายและโหดร้ายกับนาฬิกาเกินไป ใช้อย่างทะนุถนอมดีกว่า อย่างที่เห็นว่ามันทนทานขนาดนี้ คงใช้ได้กันไปยาวๆเลยล่ะ

คลิปนี้ดำน้ำกับ F91W และกดปุ่มใต้น้ำ OMG! นับว่าเป็นการทดสอบการใช้ที่ขึ้นไปอีกขั้น เพราะนาฬิกาทั่วไปแม้กันน้ำก็ไม่ควรกดปุ่มขณะเปียกน้ำ ไม่ต้องพูดถึงตอนดำน้ำเลย เพราะน้ำอาจจะแทรกเข้าไปได้ โดยเฉพาะในน้ำลึกหรือน้ำสบู่ เนื่องจากในน้ำลึกมีแรงดันของน้ำที่มากกว่าปกติ และสบู่นั้นลดแรงตึงผิวของน้ำ อาจทำให้น้ำแทรกเข้าไปได้ง่ายครับแม้ขณะล้างมือก็ตาม
บางคลิปยังบอกว่า เคยดำลงไปถึง 30 m แล้วกดปุ่มก็ไม่มีปัญหาอะไร นับว่าเป็นนาฬิการาคาหลักร้อยที่ทนถึกคุ้มค่าจริงๆ น่าประทับใจ

อ้างอิง

06 สิงหาคม 2561

ทำถุงผ้าเองได้ง่ายนิดเดียว - วิธีทำถุงผ้าแบบไม่ต้องเย็บ

สามารถดาวโหลด/พิพม์ใบปลิวนี้เพื่อนำไปเผยแพร่ได้ตามอัธยาศัยเลยจ้า ใบปลิวนี้ทาง Harirak Handmade ทำขึ้นเผื่อเผยแพร่การทำถุงผ้าใช้เองได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องเย็บตามสไตล์ฟุโรชิกิ #furoshiki และพิมพ์แจกจ่ายตามกำลัง มาช่วยกันนะ ลดการใช้ถุงพาสติก และใช้ถุงผ้าใช้ซ้ำกันเถอะ😉

ทำถุงผ้าเองได้ง่ายนิดเดียว
วิธีทำถุงผ้าโดยไม่ต้องเย็บ

ใช้ผ้าสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือพับให้ใกล้เคียง เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขาวม้า ผ้าปูโต๊ะ ฯลฯ

วิธีทำ
1. พับผ้าเป็นสามเหลี่ยม
2. ผูกปมทั้งซ้ายและขวา
3. พลิกในออกนอกและเก็บปม(จะไม่เก็บก็ได้น้า แต่เก็บจะสวยกว่าจ้า)
4. ใส่ของ
5. ผูกเงื่อนพิรอด(ขวาทับซ้าย ซ้ายทับขวา)เล็กๆที่ยอดผ้า
เสร็จ!

ถุงทรงหยดน้ำนี้เป็นวิธีการมัดผ้าแบบฟุโรชิกิ(Furoshiki)สามารถทำได้ทั้งผ้าเล็กและใหญ่เลยจ้า ใช้เป็นถุงลดโลกร้อนได้ดี ใส่ของได้มาก และทำได้ง่าย ลองทำกันดูน้า และขอให้สนุกกับการมัดถุงผ้าฟุโรชิกิกันจ้า
ยังมีการมัดแบบอื่น ๆ อีกสามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/harirakhandmade หรือ  www.facebook.com/harirakfarm

ด้วยความปราถนาดีจาก
Harirak Handmade
ทำมือ ด้วยใจ
😇✋💝

ลองมาดูแบบวิดีโอกันจ้า


เตรียมแจกจ่าย เพื่อช่วยกันลดการใช้ถุงพาสติก มาใช้ถุงผ้าใช้ซ้ำกันเถอะ

31 สิงหาคม 2559

Casio F91W - นาฬิกาในตำนาน

Casio F-91W คาสิโอ้เอฟเก้าหนึ่งดับเบิ้ลยู เป็นนาฬากาดิจิตอลที่ดังมากตั้งแต่แรกออกจำหน่ายในปี ค.ศ. 1991 ปัจจุบันยังคงเป็นที่นิยมทั่วโลก ราคาจำหน่ายอยู่ในช่วง 300-800 บาท คาซิโอไม่ได้เปิดเผยยอดขายเพียงแต่ระบุว่านาฬิการุ่นนี้ขายดิบขายดีอย่างต่อเนื่อง(huge seller)

คาสิโอ้รุ่นนี้แถบสีดั่งเดิมจะมีอยู่ 3 สี คือ สีน้ำเงิน สีทอง และ สีเขียว ทุกเรือนสีดำเหมือนกันหมดครับ ต่างกันแค่แถบสีเท่านั้น แต่รุ่นของทองแถบหน้าปัดหลังตัวเลขจะสีออกเหลืองๆและปุ่มจะเป็นสีทองด้วย แต่โดยมาตราฐานแล้ว Casio F91W จะเป็นแถบน้ำเงิน(ปัจจุบันนี้มีตัวเรือนที่ทำเป็นสีมากมาย แต่ความทนทานไม่เท่ากัน)

แถบสีทั้งสาม
นาฬิกา F-91W มีที่จับเวลาซึ่งมีความละเอียด 1/100 วินาที โดยนับไปถึง 59:59.99 (เกือบหนึ่งชั่วโมง) ทั้งจับเวลารวม และเวลาช่วงย่อย และเวลาของอับดับหนึ่งและอันดับสอง นาฬิกาสามารถส่งเสียงร้องได้ทุกชั่วโมง และส่งเสียงปลุกได้วันละหนึ่งครั้ง มีปฏิทินอัตโนมัติ แต่ไม่รองรับปีอธิกสุรทินเพราะว่านาฬิกาไม่ได้บันทึกปีเอาไว้ ความเที่ยงตรงของนาฬิกาบันทึกไว้ที่ ±30 วินาทีต่อเดือน (6 นาทีต่อปี) โดยผู้ผลิต แต่สำหรับผู้ใช้งานแล้วพบว่ามีความเที่ยงตรงกว่านั้นมาก

นาฬิกานี้ใช้ถ่านลิเทียมแบบกระดุม CR2016 หนึ่งก้อน ซึ่งคาสิโอระบุว่าใช้ได้ประมาณเจ็ดปี(บนสมมติฐานที่ว่าส่งเสียปลุก 20 วินาทีต่อวัน และใช้แสง 1 วินาทีต่อวัน) สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปพบว่านาฬิกานี้ใช้งานได้นานกว่าสิบปี ขนาดภายนอกของนาฬิกาคือ 37.5 × 33.5 × 9.5 mm และหนัก 20 g รหัสโมดูลของผู้ผลิตที่ประทับไว้บนฝาสแตนเลสด้านหลังคือ 593

เรื่องความสามารถในการกันน้ำ ด้านหน้าของนาฬิกามีขัอความ WATER RESIST ซึ่งหมายถึงกันน้ำแค่ล้างมือล้างหน้าหรือโดนฝนได้เท่านั้น แต่จริงๆแล้วมันกันน้ำได้ดีก่วานั้นมากๆๆๆๆๆๆๆ หลายแหล่งอ้างว่านาฬิกาคาสิโอเมื่อใช้จริงทนน้ำกว่าที่ผู้ผลิตกล่าวอ้างในเอกสารอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นประโยชน์กับผู้ที่ต้องใส่นาฬิกาเวลาว่ายน้ำหรืออาบน้ำเป็นประจำ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรใส่อาบน้ำ(หรือล้างจาน)เพราะสบู่จะทำให้ยางกันน้ำเสื่อมสภาพ(และไม่ควรกดปุ่มใดๆเมื่อเปียกน้ำ)

สัญลักษณ์ต่างๆบนหน้าปัด
นาฬิการุ่นนี้มีปุ่มควบคุมสามปุ่มอยู่ด้านข้างของตัวเรือนนาฬิกา ปุ่มบนซ้ายใช้เปิดไฟดูนาฬิกา ยกเลิกเสียงปลุก และใช้เลือกการตั้งค่า ปุ่มล่างซ้ายใช้เปลี่ยนโหมดการทำงานของนาฬิกา: → Alarm → Stopwatch → Time adjustment และกลับไปสู่การแสดงเวลาปกติ ปุ่มขวา(ล่าง) เป็นปุ่มฟังก์ชัน ในโหมดจับเวลาใช้ในการเริ่มและจบการจับเวลา และใช้ปรับค่าในโหมดอื่นๆ ส่วนถ้ากดปุ่มนี้ขณะที่แสดงเวลาอยู่ จะเปลี่ยนการแสดงผลระหว่างแบบ 12 ชั่วโมงกับแปบบ 24 ชั่วโมง
การปรับเวลาหรือวัน ทำได้โดยกดปุ่มซ้ายล่างสามครั้งเพื่อเข้าสู่โหมดการปรับตั้ง ซึ่งจะแสดงเวลาในหน่วยวินาทีกระพริบอยู่ ปุ่มบนซ้ายใช้เลื่อนไป จากวินาที ชั่วโมง นาที เดือน วันที่ และวันในสัปดาห์ตามลำดับ ปุ่มด้านขวาใช้ปรับค่าที่กระพริบอยู่ เมื่อปรับตั้งค่าเสร็จแล้วกดปุ่มด้านซ้ายล่างเพื่อกลับเข้าสู่โหมดการแสดง เวลาปกติ
นาฬิกาแสดงวันในสัปดาห์ วันที่ของเดือน ชั่วโมง นาที วินาที (รวมถึง am/pm ถ้าใช้ในโหมด 12 ชั่วโมง) รวมถึงการตั้งปลุกประจำวัน(สัญญลักษณ์ขีดๆมุมบนซ้ายสุด) และสัญญาณเตือนประจำชั่วโมง(เสียงปี๊ปสองครั้ง แสดงผลอยู่มุมบนซ้ายเป็นรูปกระดิ่ง อยู่ถัดจากสัญลักษณ์ของการตั้งปลุกประจำวัน)
ในโหมดจับเวลา นาฬิกาจะแสดงผล นาที วินาที และหนึ่งในร้อยของวินาที มีอยู่สามรูปแบบในการจับเวลาดูวิธีใช้ได้จาก คู่มือการใช้งานอย่างละเอียด http://www.instructionsmanuals.com/u2/pdf/relojes/Casio-qw415_587_590_593_595_596-en.pdf

กดปุ่มล่างขวาแช่ไว้ 3 วินาที CA51o
วิธีการทดสอบว่าเป็นนาฬิกาของแท้รึเปล่าให้ลองกดปุ่มล่างขวาแช่ไว้ 3 วิ จะขึ้นคำว่า CA51o ถ้ากด 3 ปุ่มพร้อมกัน จะเป็นการเปิดการแสดงผลทั้งหมด เพื่อเช็คว่ามีการแสดงผลส่วนไหนของจอผิดปกติ

ในหนังสือพิมพ์ The Guardian รายงานว่า "นาฬิกาข้อมือดิจิตอล Casio F-91W digital เป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่บ่งชี้ถึง al-Qaeda และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คนถูกกุมขังที่ Guantánamo Bay เอกสารเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงของผู้ถูกคุมขังใหม่ระบุว่าการมี F-91W – ที่มีขายออนไลน์ที่ราคาเพียง £4 – บ่งบอกว่าผู้สวมใส่ได้รับการอบรมการผลิตระเบิดโดย al-Qaida ในอาฟกานิสถาน" สายลับทหารสหรัฐอเมริกาได้ระบุว่า F91W เป็นนาฬิกาที่ผู้ก่อการร้ายใช้ในการทำระเบิดเวลา ดังนั้นการใส่นาฬิการุ่นแล้วเดินทางไปในบางประเทศอาจจะได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่สนามบินได้(555+)

Casio F-91W นั้นทนทาน เที่ยงตรง และมีคุณสมบัติครบถ้วนในการใช้เป็นนาฬิกาเดินป่า ทั้งตั้งปลุกได้ ตั้งเตือนได้ทุกชั่วโมง สายทำจากเรซิ่น มีไฟดูตอนค่ำมืด ฯลฯ อีกทั้งยังราคาไม่แพง เรียกได้ว่าคุ้มค่า แต่ก็มีจุดอ่อนตรงที่สายมันใช้ได้แค่ปีสองปีก็จะขาด ซึ่งก็สามารถหาสายใหม่ได้ตามร้านนาฬิกาครับ รุ่นนี้แม้ออกมานานแล้วแต่ก็สามารถหาซื้อได้ทั่วไป เพียงแต่ต้องระวังของปลอมกันหน่อยนะครับ เพราะปลอมกันเยอะมาก วิธีดูก็ด้วยการกดปุ่มที่แนะนำไว้ในย่อหน้าก่อนนี้และดูร่วมกับตัวเรือนด้วยเพราะของปลอมคุณภาพของวัสดุที่ทำตัวเรือนและสายจะดูและสัมผัสรู้เลยว่ามันคุณภาพต่ำ
ดูจากการออกแบบแล้วเหมือนกับว่ามันเป็นบรรพบุรุษของ Casio G-Shock เลยครับ (รุ่นคลาสสิคตอนนี้คือ DW5600E-1VQ) ที่ต่อยอดมาให้มีความทนทานยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งปกป้องตัวเครื่องภายใน ทำให้กั้นแรงกดของน้ำได้มากขึ้น และปกป้องปุ่มกดภายนอกได้ดี(และอื่นๆอีกมากที่มีคุณสมบัติในการปฏิบัติการทางอวกาศกับนาซ่า ช่วงราคาประมาณ 3,000-7,000 บาท) เพราะ F-91W ถ้าทำตกโดยที่ปุ่มกระแทกพื้นก็มีโอกาสทำให้ปุ่มเสียได้เหมือนกันครับ

G-Shock และ F-91W

แถม
รู้หรือไม่ว่านาฬิการุ่นนี้มีเกมคลาสสิคอยู่ในเครื่องด้วย เป็นเกมเก่าแก่ตั้งแต่ผลิตออกมาเลยครับ นั่นก็คือ เกมจับเวลา (555+) วิธีเล่นง่ายๆ แข่งกันกดหยุดเมื่อจับเวลา ใครกดได้เสี้ยววิน้อยสุด หรือ ได้ศูนย์ก็ชนะไป หรืออื่นๆตามแต่ตั้งกฏ
เล่นแก้เบื่อได้ดี เป็นเกมยอดฮิตสมัยเด็กๆเลยทีเดียวเชียวล่ะ จริงๆดิจิตอลที่จับเวลาได้ก็เล่นได้หมดครับ สมัยเด็กบางกลุ่มถ้าจะเล่นต้องมีนาฬิกาของตัวเองเท่านั้น แต่กลุ่มของเราเรือนเดียวเวียนรอบครับ(555+) เด็กเมืองใหญ่บางที่ต้องเอา G-Shock ไปเล่นถึงจะยอมให้เล่นด้วย(แหม่ๆๆๆ 555+)


เรือนนี้ของเราสายสายขาด แก้ด้วยการทำเป็นพวงกุญแจซะเลยครับ
ทนแค่ไหนถามใจเธอดู


อ้างอิง
https://th.wikipedia.org/wiki/Casio_F91W
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B5-%E0%B8%8A%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%84
http://f-91w.blogspot.com/2010/05/cuando-aparece-la-palabra-casio.html
http://www.casio.com/products/Watches/Classic/F91W-1/
http://www.casio-intl.com/th/th/wat/watch_detail/DW-5600E-1VQ/

22 สิงหาคม 2559

Spork - ช้อม(ช้อนกึ่งส้อม)


ช้อม เขียนไม่ผิดหรอกครับ คำนี้เป็นคำสมาสระหว่างช้อน+ส้อม(หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Spork มาจาก Spoon+Fork) นั่นเป็นชื่อเล่นของมันครับ ชื่ออย่างเป็นทางการคือ ช้อนกึ่งส้อม หรือ ช้อนปลายส้อม เป็นการพยายามออกแบบให้เป็นเครื่องใช้ในครัวเพียงชิ้นเดียวที่ใช้ในการรับประทานอาหารแต่ละมื้อ เพื่อลดความยุ่งยากในการมีเครื่องใช้ในครัวหลายชิ้นลง ช้อมนี้ออกแบบเป็นรูปทรงคล้ายช้อนซึ่งสามารถใช้ตักอาหารหรือแม้แต่ของเหลวได้ ขณะที่ตรงปลายมีเงี่ยงเล็กๆคล้ายส้อมช่วยในการจิ้มอาหาร ทำให้สะดวกต่อการรับประทานอาหาร อุปกรณ์ชนิดนี้ได้รับความนิยมในการรับประทานอาหารในบางประเทศและนิยมใช้ในกองทัพของชาวตะวันตกเป็นอย่างมาก
ในแวดวงคนที่ชอบท่องเที่ยว ตั้งแคมป์ เดินป่า ก็นิยมเจ้าช้อมนี่อยู่บ้างเหมือนกัน เพราะใช้สะดวกดี และมีทั้งแบบพับได้อีกด้วย ทำให้พกพาสะดวกเข้าไปอีก ไม่ต้องพกอุปกรณ์การกินอะไรไปมากมาย แค่พกเจ้าช้อมคันเดียวก็สบายๆได้ทั่วแล้วล่ะครับ
นับได้ว่าเจ้าช้อมเนี่ย เป็นการฟิวชั่นเครื่องมือทานอาหารที่สุดยอดเสียจริงๆ(555+) ร้านค้าที่ทำข้าวกล่องด้วยก็น่าจะแถมเจ้าช้อมพลาสติกเข้าไปด้วยจะประหยัดกว่าแถมช้อนและส้อมอีกนะ ซึ่งเจ้าช้อมพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในบ้านเราก็มีขายนะครับเป็นแพ็คๆ แต่ไม่เคยเห็นร้านค้าไหนใช้เลย น่าเอาไปพิจารณาดูนะครับ ;)
ช้อมมีการทำด้วยวัสดุที่หลากหลายครับ ตั้งแต่ พลาสติก แสตนเลน กระทั่งไทเทเนี่ยม สำหรับช้อมในบ้านเราที่ทำจากโลหะราคายังคงแพงอยู่เพราะเป็นของนำเข้า มีราคาตั้งแต่อันละ 120-800 บาท(ทั้งแบบพับได้และพับไม่ได้) ถ้าช้อมเป็นที่นิยมขึ้นมาบ้าง ก็อาจจะเห็นช้อมราคาถูกเหมือนช้อนส้อมทั่วไปกับเข้าบ้างก็ได้ [ตอนนี้ราคาไม่กี่สิบบาทแล้วล่ะครับ]

จริงๆแล้วไม่ได้มีแค่ช้อมเท่านั้นที่เป็นอุปกรณ์รับประทานอาหารแบบฟิวชั่น ยังมีแบบอื่นๆอีก เราไปรู้จักกับพวกมันกันเลยดีกว่าครับ

Spork - ช้อม (ช้อน+ส้อม)
ช้อมแบบธรรมดา

ช้อมแบบพับได้
นิยมใช้ในหมู่นักเดินป่า

ช้อมแบบพวงกุญแจพร้อมอุปกรณ์มัลติทูล

เรามาดูอย่างอื่นกันบ้างดีกว่า
Knork (ส้อม+มีด)
Knork

Spife (ช้อน+มีด)


Splayd (ช้อน+ส้อม+มีด)
เอิ่ม -_-" จะบาดปากมั้ยเนี่ย?

Splayd อีกแบบหนึ่งแบ่งเป็นสองด้าน แต่ทรงนี้มักถูกเรียกว่า Spork
นิยมใช้ในหมู่นักเดินป่า

เอาภาพรวมของวิวัฒนาการอุปกรณ์รับประทานอาหารไปพินิจกันดูครับ


คุณอยากจะได้ช้อม(หรืออันอื่น)ขึ้นมาบ้างรึยังครับ 555+ ถึงตรงนี้จะบอกว่าอะไรใช้งานได้ดีที่สุดก็คงจะบอกอย่างนั้นไม่ได้เนอะ เพราะหลายๆงานก็จำเป็นต้องแยกหน้าที่กันไปตามเวลาและสถานการณ์(กาละเทศะ)ล่ะนะครับ เอาตามความเหมาะสม ความชอบส่วนบุคคล และความสะดวก
บทความนี้เพียงต้องการนำเสนอทางเลือกสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักช้อมนะครับ เพราะเป็นอุปกรณ์ที่นิยมในหมู่ทหารของตะวันตกและในหมู่นักเดินป่าด้วย เผื่อจะได้รู้จักอุปกรณ์อะไรที่ช่วยตอบสนองการใช้งานส่วนบุคคลได้ดีขึ้นนะครับ

สำหรับบทความนี้เท่านี้ครับ สวัสดีครับ ^_^


อ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/Spork
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1
http://pantip.com/topic/35170131