Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิยาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิยาย แสดงบทความทั้งหมด

14 ตุลาคม 2568

ดันเจี้ยน (Dungeon) คืออะไรกันแน่? - ความหมายและที่มาของดันเจี้ยน


ดันเจี้ยน (Dungeon) เป็นคำที่เราคุ้นเคยกันดีในปัจจุบัน โดยเฉพาะในบริบทของวรรณกรรมและเกมแฟนตาซี อย่างไรก็ตาม ที่มาของคำนี้ในยุคกลางมีความหมายที่กว้างและยิ่งใหญ่กว่าเพียงแค่ห้องคุมขังใต้ดินอันมืดมิด
เดิมทีคำว่า Dungeon นั้นมาจากภาษาฝรั่งเศสเก่าคือ donjon ซึ่งหมายถึง หอกลางหรือป้อมปราการหลัก (Keep) เป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดของปราสาทสมัยกลางในยุคศักดินา ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการป้องกันและเป็นที่ตั้งมั่นสุดท้ายเมื่อส่วนอื่น ๆ ของปราสาทถูกโจมตี เมื่อเวลาผ่านไป ความหมายของคำนี้เริ่มลดบทบาทลงและเปลี่ยนไปเน้นที่ห้องคุมขังที่อยู่ชั้นใต้ดินของป้อมปราการเหล่านั้น เนื่องจากเป็นสถานที่ที่เข้าถึงได้ยากที่สุดและใช้คุมขังนักโทษสำคัญหรือนักโทษที่ขังลืม ด้วยเหตุนี้เอง ความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจในปัจจุบันจึงกลายเป็นคุกใต้ดินไป บางก็เรียกว่าคุกปราสาท

ในความหมายที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน ดันเจี้ยนได้รับอิทธิพลอย่างมากจากนวนิยายและภาพยนตร์แฟนตาซี ซึ่งหมายถึ สถานที่ปิดใต้ดิน หรือเขาวงกตที่เต็มไปด้วยภยันตรายและความลึกลับ สถานที่เหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นแหล่งที่ซ่อนสมบัติ หรือความรู้ต้องห้ามที่นักผจญภัยหรือฮีโร่ต้องลงไปค้นหา ความหมายนี้จึงมักถูกนำไปใช้ในบริบทของการผจญภัยหรือการสำรวจสถานที่ที่ไม่เคยมีใครเข้าถึงหรือเต็มไปด้วยอุปสรรคหรือเวทมนตร์ ดังนั้นคำว่าดันเจี้ยนจึงข้ามพรมแดนจากความหมายทางประวัติศาสตร์มาสู่การเป็นฉากหลังของการทดสอบความกล้าหาญในงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ ในยุคสมัยใหม่

สำหรับในบริบทของเกมแนว Roguelike อย่าง Brogue หรือ NetHack นั้น ความหมายของดันเจี้ยนได้ถูกขยายขอบเขตออกไปอีกขั้น โดยกลายเป็นเขาวงกตใต้ดินที่สุ่มสร้างขึ้น ซึ่งทอดตัวลงสู่ความลึกที่ไม่สิ้นสุด ดันเจี้ยนในเกมเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นระบบนิเวศจำลอง มอนสเตอร์ไม่ได้ถูกขังไว้ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ ดันเจี้ยนในบริบทของเกมเหล่านี้จึงเป็นเสมือนโลกใต้พิภพ ที่ให้เหล่านักสำรวจ นักผจญภัย ได้เข้าไปค้นหาสมบัติในโลกใต้พิภพอันลึกลับและคาดเดาไม่ได้นี้ ด้วยพริบและการจัดการทรัพยากรที่จำกัด เป็นการย้ำแนวคิดเชิงปรัชญาที่ว่า การเอาตัวรอดเกิดจากการปรับตัวและการใช้สติปัญญากับทุกสิ่งที่สุ่มมาให้ แม้ในดันเจี้ยนเหล่านี้ก็ตาม

สำหรับความหมายของดันเจี้ยนในบริบทต่าง ๆ ก็ประมาณนี้ครับ
ขอให้สนุกกับการผจญภัย
ไว้พบกันบทความหน้า
สวัสดีครับ ^_^

อ้างอิง
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97

วัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงของอี้จิง 64 กว้า


ทำไมอี้จิงจึงเรียง 64 กว้าตามลำดับแบบนั้น?
เคยมีหลายท่านถามเข้ามาพอสมควร แต่ด้วยความรู้ความเข้าใจที่อ่อนด้อยเพียงแค่ครูพักลักจำ จึงไม่อาจให้คำแนะนำอะไรที่เป็นประโยชน์ได้มากนัก แต่ลำดับกว้านั้นมีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นวัฏจักรธรรมชาติ ตอนนี้ก็ได้มีโอกาสศึกษาเพิ่มเติมเล็กน้อย และอาจหาญเหลือเกินที่นำมาเสนอให้แก่ทุกท่าน (ขอท่านผู้รู้โปรดเมตตาชี้แนะแก่ข้าพเจ้า)
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปอ่านได้ ข้าพเจ้าแปลเผยแพร่เป็นวิทยาทาน สามารถอ่านได้ฟรี
และสุดท้ายนี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใดข้าพเจ้าต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
ขอบคุณครับ
ด้วยรักและเคารพ
-กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของตำราสิบปีก (十翼) ซึ่งเป็นส่วนคำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับคัมภีร์อี้จิงที่เชื่อกันว่าเขียนโดยขงจื่อและศิษย์ เป็นการอธิบายลำดับของกว้าทั้ง 64 กว้า ว่าทำไมจึงเรียงลำดับตามนี้ มันมีเหตุผลและที่มาของมันอย่างไร

วัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงของอี้จิง 64 กว้า
กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา - แปลและเรียบเรียง
เผยแพร่ฟรีเป็นวิทยาทาน
ข้อความในวงเล็บเหลี่ยม [ ] เป็นส่วนที่ผู้แปลแทรกเพิ่มเติมเข้าไป
หากมีข้อผิดพลาดประการใดข้าพเจ้าต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

序卦傳 - 上篇
ลำดับกว้า - ภาคต้น

有天地,然後萬物生焉。
มีฟ้าดิน [เชี๋ยน/คุน; 乾/坤] แล้วจึงมีสรรพสิ่งเกิดขึ้น.

盈天地之間者唯萬物,故受之以屯。
สิ่งที่เติมเต็มระหว่างฟ้าดินนั้นมีเพียงสรรพสิ่ง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ตุน (屯) (ปฐมวิบาก/ความยากลำบากตอนเริ่มต้น).

屯者,盈也,物之始生也。
จุนนั้น, คือความเต็มเปี่ยม, เป็นการเริ่มต้นของการเกิดของสิ่งมีชีวิต.

物生必蒙,故受之以蒙。
สิ่งมีชีวิตเมื่อเกิดแล้วย่อมจักไร้เดียงสา, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เหมิง (蒙) (ความไร้เดียงสา/เยาว์ความ).

蒙者,蒙也,物之稚也。
เหมิงนั้น, คือความไม่รู้, เป็นความอ่อนเยาว์ของสิ่งมีชีวิต.

物稚不可不養也,故受之以需。
สิ่งมีชีวิตที่อ่อนเยาว์นั้นย่อมไม่อาจไม่ได้รับการบำรุงหล่อเลี้ยง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ซวี (需) (การรอคอย/การบำรุงเลี้ยง).

需者,飲食之道也。
ซวีนั้น, คือวิถีแห่งการดื่มกิน.

飲食必有訟,故受之以訟。

เมื่อมีการดื่มกิน [แย่งกันใช้ทรัพยากรณ์] ย่อมต้องมีข้อพิพาท, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ซง (訟) (ความขัดแย้ง).

訟必有衆起,故受之以師。
เมื่อมีข้อพิพาท ย่อมต้องมีมวลชนลุกฮือ, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ซือ (師) (กองทัพ).

師者,衆也。
ซือนั้น, คือมวลชน.

衆必有所比,故受之以比。
มวลชนย่อมต้องมีสิ่งที่เทียบเคียง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ปี่ (比) (การชิดใกล้).

比者,比也。
ปี่นั้น, คือการรวมกัน.

比必有所畜,故受之以小畜。
เมื่อรวมกลุ่มกันแล้ว ย่อมต้องมีการสั่งสม, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เสี่ยวฉู่ (小畜) (การสั่งสมเล็กน้อย).

物畜然後有禮,故受之以履。
เมื่อสิ่งของถูกสั่งสมแล้ว จึงจะมีจารีตพิธี (ลวี่), ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ลวี่ (履) (ก้าวย่าง/การปฏิบัติตาม/มารยาท).

履而泰,然後安,故受之以泰。
เมื่อประพฤติตามจารีตแล้วย่อมเกิดความสงบสุข, แล้วจึงเกิดความสงบ, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ไท่ (泰) (สันติสุข/สงบสุข).

泰者,通也。
ไท่นั้น, คือความราบรื่น.

物不可以終通,故受之以否。
สิ่งมีชีวิตไม่อาจราบรื่นไปตลอดได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ผี่ (否) (การหยุดชะงัก/ปิดกั้น).

物窮則反,故受之以同人。
เมื่อสิ่งมีชีวิตถึงที่สุดย่อมพลิกกลับ, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ถงเหริน (同人) (การร่วมมือ/การรวมผู้คน).

與人同者,物必歸焉,故受之以大有。
ผู้ที่รวมมือกับผู้อื่น, สิ่งมีชีวิตจักกลับไปหา, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ต้าโหย่ว (大有) (การมีมากมาย).

有大者,不得驕也,故受之以謙。
ผู้ที่มีมากมาย, ไม่อาจเย่อหยิ่งได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เชียน (謙) (ความถ่อมตน).

有謙而豫,故受之以豫。
เมื่อมีความถ่อมตนแล้วย่อมเกิดความยินดี, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า อวี้ (豫) (ความเบิกบาน/การเตรียมการ/กระตือรือร้น).

豫必有隨,故受之以隨。
ความเบิกบานย่อมมีผู้คล้อยตาม, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า สุย (隨) (การคล้อยตาม).

以喜隨人者,必有事,故受之以蠱。
ผู้ที่คล้อยตามผู้อื่นด้วยความยินดี, จักต้องมีภารกิจ, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า กู่ (蠱) (ความเสื่อมโทรม).

蠱者,事也。
กู่นั้น, คือภารกิจ.

有事而後可大,故受之以臨。
เมื่อมีภารกิจแล้วจึงจะสามารถยิ่งใหญ่ได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า หลิน (臨) (การเข้าใกล้/การดูแล/ตรวจตรา).

臨者,大也。
หลินนั้น, คือความยิ่งใหญ่.

物大然後可觀,故受之以觀。
เมื่อสิ่งมีชีวิตยิ่งใหญ่แล้วจึงสามารถเฝ้าสังเกตได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า กวน (觀) (การเฝ้าสังเกต/พินิจ).

可觀而後有所合,故受之以噬嗑。
เมื่อเฝ้าสังเกตแล้วจึงมีความสอดคล้องกัน, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ซื่อเหอ (噬嗑) (การกัดกิน/การลงโทษ).

嗑者,合也。
เหอนั้น, คือการสอดคล้อง.

物不合不可以無飾,故受之以賁。
สิ่งมีชีวิตที่ไม่สอดคล้องกัน ไม่อาจไม่มีการตกแต่ง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ปี้ (賁) (การประดับ).

賁者,飾也。
ปี้นั้น, คือการตกแต่ง.

致飾然後亨,則盡矣,故受之以剝。
เมื่อการตกแต่งถึงที่สุดแล้วย่อมรุ่งเรือง, แล้วก็จะถึงจุดสิ้นสุด, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ปอ (剝) (การลอกเปลือก/การหลุดลอก).

剝者,剝也。
ปอนั้น, คือการลอกออก.

物不可以終盡,剝窮上反下,故受之以復。
สิ่งมีชีวิตไม่อาจสิ้นสุดไปตลอดได้, เมื่อการลอกออกถึงที่สุดย่อมพลิกกลับมา, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ฟู่ (復) (การหวนกลับ).

復則不妄矣,故受之以無妄。
เมื่อหวนกลับมาย่อมไร้ความโลภแล้ว, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า อู๋วั่ง (無妄) (บริสุทธิ์ใจ/ไร้มลทิน/ไร้มายา).

有無妄然後可大畜,故受之以大畜。
เมื่อไร้มายาแล้วจึงจะสามารถสั่งสมอย่างยิ่งใหญ่ได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ต้าฉู่ (大畜) (การสั่งสมใหญ่).

物畜然後可養,故受之以頤。
เมื่อสิ่งมีชีวิตถูกสั่งสมแล้วจึงจะสามารถบำรุงหล่อเลี้ยงได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า อี้ (頤) (การบำรุงรักษา).

頤者,養也。
อี้นั้น, คือการบำรุงหล่อเลี้ยง.

不養則不可動,故受之以大過。
หากไม่บำรุงแล้วย่อมไม่อาจเคลื่อนไหวได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ต้ากว้อ (大過) (ความผิดพลาดใหญ่).

物不可以終過,故受之以坎。
สิ่งมีชีวิตไม่อาจผิดพลาดไปตลอดได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ข่าน (坎) (อันตราย/ความลุ่มลึก).

坎者,陷也。
ข่านนั้น, คือห้วงอันตราย.

陷而後麗,故受之以離。
เมื่ออยู่ในห้วงอันตรายแล้วย่อมต้องยึดติด, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า หลี (離) (การยึดติด/แสงสว่าง).

離者,麗也。
หลีนั้น, คือการติดยึด.

序卦傳 - 下篇
ลำดับกว้า - ภาคปลาย

有天地,然後有萬物;有萬物,然後有男女;有男女,然後有夫婦;有夫婦,然後有父子;有父子,然後有君臣;有君臣,然後有上下;有上下,然後禮義有所錯。
มีฟ้าดิน, แล้วจึงมีสิ่งมีสรรพสิ่ง; มีสรรพสิ่ง, แล้วจึงมีชายหญิง; มีชายหญิง แล้วจึงมีสามีภรรยา; มีสามีภรรยา แล้วจึงมีพ่อลูก; มีพ่อและลูก แล้วจึงมีผู้ปกครองและข้าราชบริพาร; มีผู้ปกครองและข้าราชบริพาร, แล้วจึงมีเบื้องบนเบื้องล่าง; มีเบื้องบนเบื้องล่าง, แล้วจึงมีจารีตธรรมมโนธรรมตั้งอยู่.

夫婦之道,不可以不久也,故受之以恒。
วิถีแห่งสามีภรรยา, ไม่อาจไม่ยาวนาน, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เหิง (恒) (ความยั่งยืน). [ลำดับที่ 31 คือ เสียน (咸) ถูกละไว้ในตำราฉบับนี้ โดยให้ เหิง ต่อจากหลีโดยตรง]

恒不可久也,故受之以遯。
ความยาวนานไม่อาจคงอยู่ได้ตลอด, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ตุ้น (遯) (การถอย).

遯者,退也。
ตุนนั้น, คือการล่าถอย.

物不可以終退,故受之以大壯。
สิ่งมีชีวิตไม่อาจถอยไปตลอดได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ต้าจ้วง (大壯) (อำนาจที่ยิ่งใหญ่).

大壯者,物不可以終止,故受之以晉。
ต้าจ้วงนั้น, สิ่งมีชีวิตไม่อาจหยุดนิ่งไปตลอดได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า จิ้น (晉) (ความก้าวหน้า).

晉者,進也。
จิ้นนั้น, คือการก้าวไปข้างหน้า.

進必有所傷,故受之以明夷。
การก้าวไปข้างหน้าย่อมต้องมีสิ่งที่บาดเจ็บ, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า หมิงอี๋ (明夷) (ความมืดมัว/การอับแสง).

夷者,傷也。
อี๋นั้น, คือการบาดเจ็บ.

傷於外者,必反其家,故受之以家人。
ผู้ที่บาดเจ็บจากภายนอก, จักกลับมาที่บ้านของตน, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เจียเหริน (家人) (ครอบครัว).

家道窮必乖,故受之以睽。
วิถีครอบครัวเมื่อถึงที่สุดจักแยกย้าย, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ขุย (睽) (การแยกจาก/ปฏิปักษ์).

乖必有難,故受之以蹇。
เมื่อแตกแยกแล้วย่อมมีปัญหา, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เจี๋ยน (蹇) (อุปสรรค/ขัดขวาง).

難者,解也,故受之以解。
ปัญหานั้น, คือการคลี่คลาย, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เจี่ย (解) (การคลี่คลาย).

解者,緩也。
เจี่ยนั้น, คือความผ่อนคลาย.

緩必有所失,故受之以損。
เมื่อผ่อนคลายแล้วย่อมต้องมีการสูญเสียบางสิ่ง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ซุ่น (損) (การลดทอน).

損而不已必益,故受之以益。
เมื่อลดทอนแล้วไม่หยุดจักต้องเพิ่มพูน, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า อี้ (益) (การเพิ่มพูน).

益而不已必決,故受之以夬。
เมื่อเพิ่มพูนแล้วไม่หยุดจักต้องแน่วแน่, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ไกว้ (夬) (แน่วแน่/เด็ดเดี่ยว/การตัดสินใจ).

決而後有所遇,故受之以姤。
เมื่อแน่วแน่แล้วย่อมมีการพบพาน, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า โก่ว (姤) (การพบพาน).

姤者,遇也。
โก่ว, คือการพบ.

物相遇而後聚,故受之以萃。
สิ่งมีชีวิตเมื่อพบกันแล้วย่อมรวมตัวกัน, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ชุ่ย (萃) (การรวมตัว/การชุมนุม).

萃而上者謂之升,故受之以升。
เมื่อรวมตัวกันแล้วก้าวขึ้นไปเบื้องบนเรียกว่าการเติบโต, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เซิง (升) (การเติบโต).

升而不已必困,故受之以困。
เมื่อเติบโตแล้วไม่หยุดย่อมต้องถูกจำกัด, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า คุ่น (困) (การถูกจำกัด/ตกยาก/ติดขัดอยู่ข้างใน).

困乎上者必反下,故受之以井。
ผู้ที่ถูกจำกัดอยู่เบื้องบนย่อมต้องกลับลงสู่เบื้องล่าง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า จิ่ง (井) (บ่อน้ำ).

井道不可不革,故受之以革。
วิถีบ่อน้ำย่อมไม่อาจไม่เปลี่ยนแปลง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เก๋อ (革) (การเปลี่ยนแปลง).

革物者莫若鼎,故受之以鼎。
ผู้ที่เปลี่ยนแปลงสิ่งมีชีวิตนั้นไม่มีอะไรเท่าภาชนะติ่ง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ติ่ง (鼎) (หม้อสามขา/ภาชนะ/การหลอมรวม).

主器者莫若震,故受之以震。
ผู้ที่เป็นเจ้าของภาชนะนั้นไม่มีใครเท่าฟ้าร้อง (พลังงานกระตุ้น), ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เจิ้น (震) (ฟ้าร้อง/การสั่นสะเทือน).

震者,動也。
เจิ้นนั้น, คือการเคลื่อนไหว.

物不可以終動,故受之以艮。
สิ่งมีชีวิตไม่อาจเคลื่อนไหวไปตลอดได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เกิ้น (艮) (ความนิ่ง).

艮者,止也。
เกิ้นนั้น, คือการหยุด.

物不可以終止,故受之以漸。
สิ่งมีชีวิตไม่อาจหยุดไปตลอดได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เจี้ยน (漸) (การพัฒนาอย่างช้า ๆ).

漸者,進也。
เจี้ยนนั้น, คือการก้าวไปข้างหน้า.

進必有所歸,故受之以歸妹。
เมื่อก้าวไปข้างหน้าย่อมต้องมีที่กลับไป, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า กุยเม่ย (歸妹) (การออกเรือน).

歸妹者,人之終也。
กุยเม่ยนั้น, คือจุดสิ้นสุดของมนุษย์.

終則豐,故受之以豐。
เมื่อถึงจุดสิ้นสุดย่อมมั่งคั่ง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เฟิง (豐) (ความมั่งคั่ง).

豐者,大也。
เฟิงนั้น, คือความยิ่งใหญ่.

窮大者必失其居,故受之以旅。
ผู้ที่ถึงความยิ่งใหญ่ที่สุดจักสูญเสียที่พำนักของตน, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ลวี่ (旅) (การเดินทาง/สัญจร).

旅而後知巽,故受之以巽。
เมื่อเดินทางแล้วจึงจะรู้จักความอ่อนโยน, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ซวิ่น (巽) (ความอ่อนโยน/การปรับตัว).

巽者,入也。
ซวิ่นนั้น, คือการแทรกซึม.

入而後悅之,故受之以兌。
เมื่อแทรกซึมแล้วจึงเกิดความยินดี, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ตุ่ย (兌) (ความปิติยินดี).

兌者,說也。
ตุ่ยนั้น, คือความยินดี.

說而後散之,故受之以渙。
เมื่อยินดีแล้วย่อมซ่านเซ็น, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ฮ่วน (渙) (การกระจายตัว).

渙者,離也。
ฮ่วนนั้น, คือการแยกจาก.

物不可以終離,故受之以節。
สิ่งมีชีวิตไม่อาจแยกจากไปตลอดได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เจี๋ย (節) (ข้อจำกัด/การควบคุม).

節而後信,故受之以中孚。
เมื่อมีการควบคุมแล้วจึงเกิดความน่าเชื่อถือ, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า จงฝู (中孚) (ความจริงใจภายใน).

有其信者,可過而小,故受之以小過。
ผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ, อาจทำความผิดพลาดเล็กน้อย, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เสี่ยวกว้อ (小過) (ความผิดพลาดเล็กน้อย).

有過物者,必濟,故受之以既濟。
ผู้ที่ก้าวผ่านความผิดพลาด, จักบรรลุผลสำเร็จ, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า จี้จี้ (既濟) (สำเร็จ/เสร็จสิ้นแล้ว).

既濟者,定也。
จี้จี้นั้น, คือความมั่นคง.

物不可窮也,故受之以未濟終。終焉。
สิ่งมีชีวิตไม่อาจสิ้นสุดได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เว่ยจี้ (未濟) (ยังไม่เสร็จสิ้น) เป็นการปิดท้าย.


แถม
ข้างต้นก็เป็นการร่ายเรียงลำดับกว้าจากการอธิบายของปราชญ์โบราณที่แยบยลยิ่งนัก และเป็นแนวทางมาตราฐานในการทำความเข้าใจลำดับกว้าต่อๆกันมา
ส่วนล่างนี้ให้ถือเป็นนิทานเพื่อช่วยจำได้ง่ายขึ้นในอีกแบบนึงนะครับ โดยใช้แนวทางเดียวกับ 序卦傳 ข้างต้น แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนจุดเชื่อมนิดหน่อยเพื่อให้ครบถ้วนและเป็นไปตามความเข้าใจที่ยังอ่อนด้อยของข้าพเจ้าในตอนนี้ ดังนั้น หากผิดพลาดประการใดข้าพเจ้าต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

เรื่องเล่าลำดับ 64 กว้าอี้จิง

เรื่องราวเริ่มจาก เชี๋ยน (乾) (ฟ้า/พลังสร้างสรรค์) และ คุน (坤) (ดิน/การน้อมรับ) เมื่อมีฟ้าดิน สรรพสิ่งจึงเกิดขึ้นท่ามกลางฟ้าดิน สิ่งที่เพิ่งเกิดย่อมประสบกับ จุน (屯) (ปฐมวิบาก/ความยากลำบากในตอนแรก) และยังเยาว์ความด้วย เหมิง (蒙) (ความไร้เดียงสา) จึงต้องอาศัย ซวี (需) (การรอคอย/การบำรุงเลี้ยง) แต่เมื่อมีการใช้ผลประโยชน์ร่วมกันย่อมเกิด ซ่ง (訟) (ความขัดแย้ง) จนต้องอาศัย ซือ (師) (กองทัพ/ผู้นำ) เข้าแก้ไข ผู้คนจึงรวมกลุ่มกันใน ปี่ (比) (การร่วมเคียง) เพื่อสั่งสมพลังใน เสี่ยวฉู่ (小畜) (การสั่งสมเล็กน้อย) และสร้างระเบียบด้วย ลวี่ (履) (การก้าวตาม/จารีต) จนนำมาซึ่ง ไท่ (泰) (สันติสุข) ซึ่งไม่คงอยู่ตลอดไป จึงเปลี่ยนเป็น ผี่ (否) (การหยุดชะงัก) ผู้คนจึงต้องกลับมารวมกันใน ถงเหริน (同人) (การรวมผู้คน) เพื่อสร้าง ต้าโหย่ว (大有) (การมีมากมาย) เมื่อมีมากแล้วย่อมต้องระลึกถึง เชียน (謙) (ความถ่อมตน) ซึ่งนำมาสู่ อวี้ (豫) (ความเบิกบานยินดี) ที่ทำให้ผู้คน สุย (隨) (การคล้อยตาม) ผู้นำ หากปล่อยปละละเลยย่อมเกิด กู่ (蠱) (ความเสื่อมโทรม) ผู้นำจึงต้อง หลิน (臨) (การเข้าใกล้/การดูแล/ตรวจตรา) และ กวน (觀) (การพินิจ/เฝ้าสังเกต) เพื่อใช้ ซื่อเหอ (噬嗑) (การลงโทษ) กำจัดความชั่วร้าย จนอารยธรรมกลับมามี ปี้ (賁) (การตกแต่งที่งดงาม) แต่การตกแต่งที่งดงามก็ย่อมมีวันโรยราร่วงหล่นใน ปอ (剝) (การหลุดลอก) จนถึงจุดสิ้นสุด พลังหยางจึง ฟู่ (復) (หวนกลับ) ด้วย อู๋วั่ง (無妄) (ไร้มายา) เพื่อสั่งสมอีกครั้งใน ต้าฉู่ (大畜) (การสั่งสมใหญ่) ซึ่งใช้ในการ อี้ (頤) (การบำรุงรักษา) หากไม่บำรุงหรือบำรุงผิดวิธีจะเกิด ต้ากว้อ (大過) (ความผิดพลาดใหญ่) จนเข้าสู่ ข่าน (坎) (ความเสี่ยง/อันตราย/ห้วงลึก) จึงต้องยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องอันเป็นทางสว่างคือ หลี (離) (การยึดติด/แสงสว่าง) เพื่อเอาตัวรอดจากภยันตราย

จากนั้นเมื่อรู้จักการเอาตัวรอดแล้ว ย่อมเริ่มสนใจ เสียน (咸) (อิทธิพล/ความสัมพันธ์/การดึงดูด) ซึ่งต้องสร้าง เหิง (恒) (ความยั่งยืน) หากมีปัญหาขัดแย้งก็ต้อง ตุ้น (遯) (การถอย) อย่างสง่างาม เพื่อรักษา ต้าจ้วง (大壯) (พลังที่ยิ่งใหญ่) ไว้ จากนั้นจึง จิ้น (晉) (ความก้าวหน้า) แต่ความก้าวหน้าอาจถูกบดบังด้วย หมิงอี๋ (明夷) (การอับแสง) เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องกลับไปพึ่งพา เจียเหริน (家人) (ครอบครัว) แต่หากความสัมพันธ์ไม่ดีหรือถึงที่สุดแล้วก็จะเกิด ขุย (睽) (การแยกจาก) นำไปสู่ เจี๋ยน (蹇) (อุปสรรค) ที่ต้องใช้ เจี่ย (解) (การคลี่คลาย) ซึ่งมักต้องแลกมาด้วย ซุ่น (損) (การลดทอน) เพื่อให้เกิด อี้ (益) (การเพิ่มพูน) เมื่อมีผลประโยชน์มากก็ต้องใช้ ไกว้ (夬) (ความแน่วแน่/การตัดสินใจ) เพื่อนำไปสู่ โก่ว (姤) (การพบพาน) และ ชุ่ย (萃) (การชุมนุม/การรวมตัว) ของคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน จนเกิด เซิง (升) (การเติบโต) อย่างต่อเนื่อง หากเติบโตอย่างไม่สมดุลย่อม คุ่น (困) (การถูกจำกัด/ติดแหง็ก/ติดขัด) จึงต้องกลับสู่ จิ่ง (井) (บ่อน้ำ) ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรพื้นฐานที่ต้องอาศัย เก๋อ (革) (การเปลี่ยนแปลง/ปฏิวัติ) เพื่อสร้างระบบใหม่ด้วย ติ่ง (鼎) (หม้อสามขา/ภาชนะ/การหลอมรวม) ระบบใหม่นี้ต้องอาศัยแรงกระตุ้นจาก เจิ้น (震) (ฟ้าร้อง/การสั่นสะเทือน) ในการริเริ่ม แล้วจึงตามด้วย เกิ้น (艮) (ความนิ่ง) เพื่อสร้างความมั่นคง และเริ่ม เจี้ยน (漸) (การพัฒนาอย่างช้าๆ) อย่างถูกต้องเหมาะสม ย่อมนำไปสู่ความสัมพันธ์อย่าง กุยเม่ย (歸妹) (การออกเรือน) และบรรลุ เฟิง (豐) (ความมั่งคั่ง/สมบูรณ์) จึงต้องออก ลวี่ (旅) (เดินทาง/สัญจร) และต้องใช้ ซวิ่น (巽) (ความอ่อนโยน/การปรับตัว) เพื่อให้เกิด ตุ่ย (兌) (ความปิติยินดี) หากความปิติยินดีขาดการควบคุมจะนำไปสู่ ฮ่วน (渙) (การแยกจาก/การกระจายตัว) จึงต้องมี เจี๋ย (節) (ข้อจำกัด/การควบคุม) ที่มาจาก จงฝู (中孚) (ความจริงใจภายใน) แม้จะจริงใจก็ยังอาจเกิด เสี่ยวกว้อ (小過) (ความผิดพลาดเล็กน้อย) ได้ และเมื่อได้เรียนรู้จากความผิดพลาดแล้วย่อม จี้จี้ (既濟) (สำเร็จ) ทว่านั่นเป็นเพียงความมั่นคงชั่วคราว เพราะทุกสรรพสิ่งย่อม เว่ยจี้ (未濟) (ยังไม่เสร็จสิ้น) เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวัฏจักรใหม่ (กลับสู่เชี๋ยน)

อ้างอิง

23 พฤษภาคม 2566

สรุปบทเรียนจาก The Kite Rider - เด็กชายผู้ขี่ว่าว

ในสังคมที่สอนว่าต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่อย่างไม่ลืมหูลืมตานั้น เราควรจะมีสามัญสำนึกและมีลิมิตในการทำตามคำสั่ง โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ที่ตั้งใจหลอกใช้และเอาเปรียบเด็ก โดยเอาตรงจุดนี้มาเป็นข้ออ้าง "เป็นเด็กดีก็ต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่" คำสอนนี้ใช้ได้หากกล่าวโดยคนที่หวังดี แต่ใช้ไม่ได้เลยหากกล่าวโดยคนที่หวังร้าย ในการเชื่อฟังจำเป็นต้องมีสามัญสำนึกที่รู้ผิดชอบชั่วดีรวมอยู่ด้วย การสั่งสอนให้เชื่อฟังโดยไม่รวมสามัญสำนึกเอาไว้นั้น คือความไม่หวังดีตั้งแต่ต้น
นี่คือข้อคิดหนึ่งที่ผมได้จากการอ่านเรื่องราวการผจญภัยของเหาโหย่วในวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง The Kite Rider - เด็กชายผู้ขี่ว่าว เรื่องนี้เป็นธีมประเทศจีนโบราณที่เขียนโดยนักเขียนชาวต่างชาติมือรางวัลคุณ Geraldine McCaughrean เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่น่าอ่าน ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยโดยคุณ สุวัฒน์ หลีเหม ของสำนักพิมพฝ์ Bear Publishing
ยังมีมุมมองให้ขบคิดอีกมากในหนังสือเล่มนี้กับการผจญภัยของเหาโหย่ว เด็กชายผู้ขี่ว่าว เด็กน้อยผู้ได้เห็นโลกในมุมมองที่สูงเสียดฟ้า เขาได้เจออะไรบนท้องฟ้าและเขาได้เจออะไรบนพื้นดิน คงต้องติดตามอ่านได้ครับกับวรรณกรรมเล่มนี้

25 กรกฎาคม 2565

ประเด็นเรื่องชื่อของ SonGoku ใน Dragon Ball

t.ly/tfX0z
จากดราม่าเรื่องชื่อของ SonGoku หรือ 孫悟空 ใน Dragon Ball เอาจริงๆคือถ้าตามหลัก ย้ำอีกที ตามหลักการ ในไทยควรจะเรียก 孫悟空 ว่า ซุนหงอคง เหตุผลก็เพราะว่าเป็นการเรียกชื่อนี้ในสำเนียงไทยนั่นเอง ซึ่งที่เรียกว่า ซงโกคู นั่นก็นับเป็นชื่อนี้ในสำเนียงญี่ปุ่น และในเอเชียแต่ละประเทศก็เรียกชื่อนี้ด้วยสำเนียงของตัวเอง

จีนกลางเรียกว่า ซุนอู้คง
เกาหลีเรียกว่า ซนโอกง
เวียดนามเรียกว่า โตนโหงะคง

เพราะตามหลัก(ย้ำอีกที ตามหลักการ)แล้ว ต้องเรียกชื่อนี้ตามชื่ออ้างอิงจากตัวอักษรจีนครับ คือ 孫悟空

เพื่อให้เห็นภาพสมมุติว่า มีตัวละครชื่อไทยว่า สมชาย อยู่ในการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งออกเสียงว่า โซมุไช ทีนี้ เราจะเรียกว่าโซมุไชหรือสมชาย? ถ้าตามหลัก คือ ในไทยควรเรียกว่า สมชาย เพราะอ้างอิงจากคำว่า "สมชาย" แต่จะเรียกว่าโซมุไชก็ไม่ผิดอะไรครับเพราะแค่เป็นสำเนียงญี่ปุ่นที่สื่อถึงตัวละครเดียวกัน
ส่วน โกฮัง ในมังงะเก่าๆก็มีเรียกว่า หงอฮัง แต่ส่วนตัวมองว่าควรเรียกว่า โกฮัง ตามญี่ปุ่นจะเหมาะกว่า เพราะเป็นตัวละครใหม่ที่ไม่อ้างอิงวรรณกรรมเดิม แม้ชื่อจะเขียนด้วยอักษรจีนก็ตาม แต่เป็นชื่อภาษาญี่ปุ่นซึ่งแปลว่า ข้าว(อาหาร) (แต่จะเรียกหงอฮังก็ไม่ผิดอะไร) ส่วนแซ่ก็อาจจะเรียกด้วยแซ่ ซุน ต่อไปก็ไม่เป็นไรหากต้องการความสอดคล้อง

ทีนี้ที่ดราม่ากันส่วนนึงเพราะ ชื่อนี้ถูกเรียกด้วยคำว่า "โงกุน" ซึ่งแตกต่างไปเลย แต่ชื่อนี้ก็มีที่มา อาจเป็นเพราะการถอดคำจาก Goku ในสมัยก่อน โดยอาจเทียบกับคำว่า "หงอคง" จาก หงอ จึงเป็น "โง" ส่วน คง ก็ควรเป็น "คู" แต่ดันเป็น "กุน" ก็เห็นว่าเอกสารอ้างอิงสมัยก่อนเขียนว่า Gokul หรือ Gokuh จึงอาจถอดคำเป็น "กุล" จากตัวอ้างอิงนั้น แล้วเป็น "โงกุน" ไปในที่สุด เพราะชื่อเต็มเองก็ยังเรียกว่า ซุนโงกุน ยังใช้แซ่ "ซุน" แบบจีน จึงเป็นไปได้ว่าถอดคำโดยใช้สำเนียงไทย(ตามตัวอักษรจีน)เข้ามาเทียบผสมกับสำเนียงญี่ปุ่นไปด้วย(ในมังงะก็อาจเหมือนกันเพราะเรียกว่า ซุนโงคู) และเห็นว่านักพากษ์บอกว่าออกเสียง "โงกุน" ได้สะดวกดีด้วย
ในประเทศตะวันตกซึ่งไม่ได้มีวัฒนธรรมร่วมอะไรกับชื่อภาษาจีน เขาก็อาจเรียกตามเสียงที่ได้ยินครั้งแรก ซึ่งก็คือ ซงโกคู แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีตัวละครที่ถูกเปลี่ยนชื่อไปตามวัฒธรรม อย่างเช่น คุริริน ทางตะวันตกก็เปลี่ยนเป็น Krillin เพราะเรียกง่ายกว่า เป็นต้น

สรุปคือ จะเรียกแบบไหนก็ไม่ผิดอะไรครับ เพราะเป็นการใช้หลักในการเรียกต่างกัน และหลักการสามารถบัญญัติใหม่ได้เสมอ ซึ่งเป็นการเรียกกันตามยุคสมัย ต่างยุคก็อาจเรียกต่างกัน เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนเดี๋ยวก็มีการเปลี่ยนแปลงกันไปตามเหตุปัจจัยครับ
ส่วนจะเรียกแบบไหนก็แล้วแต่ เพราะ ไม่มีผิด ไม่มีถูก แค่อย่าไปล้อเลียนคนที่เรียกต่างจากเราก็พอครับ

อ้างอิง
https://www.online-station.net/anime/313188/

15 กรกฎาคม 2565

จงเชื่อในตัวเอง

Photo by Александр Македонский: https://www.pexels.com/photo/film-photography-of-aman-and-buildings-3572686/

จงเชื่อในตัวเอง แม้จะผิด แม้จะดูโง่(จากขี้ปากของคนอื่น) จงเชื่อในตัวเอง แม้มันจะผิดจริงๆ แม้มันจะโง่จริงๆ แล้วเรียนรู้จากมัน และเชื่อในตัวเองต่อไป ประสบการณ์คือสิ่งที่คุณได้สัมผัสถึงมันอย่างแนบชิด และไม่มีอะไรมาทดแทนสิ่งนี้ได้ แม้คำพูดที่บอกในสิ่งที่ถูก แม้คำพูดที่บอกในสิ่งที่ฉลาดก็ทดแทนไม่ได้เลยกับ(สิ่งที่)ประสบ(กับเหตุ)การณ์(ด้วยตัวเอง)
ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ไม่ว่าจะผิด ไม่ว่าจะโง่ ก็จงผิด และจงโง่ และจงเรียนรู้จากความผิด จงเรียนรู้จากความโง่ เมื่อรับผิดชอบถึงที่สุดแล้ว คุณจะโทษใครไม่ได้อีกต่อไป รวมถึงตัวเองด้วย เพราะบางอย่างก็แค่ความโง่ที่คุณต้องก้าวผ่านและเรียนรู้ แค่นั้น
การเชื่อในตัวเองไม่ใช่การหัวแข็งไม่ฟังใคร คุณต้องฟังแต่ขบคิด หากจะทำตามในสิ่งที่ผู้อื่นบอก ก็จงทำตามเพราะคิดแล้วว่าดี เพราะคิดแล้วว่าควร นี่ก็คือการเชื่อในตัวเองด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ทำตามแบบนายสั่งขี้ข้าพลอย

อย่าทำตาม และอย่าไม่ทำตาม แค่ตัดสินใจเองที่จะทำหรือไม่ทำ

อ่านหนังสือเพื่อขบคิดให้รู้ไม่ใช่อ่านเพื่อเชื่อ ไม่ว่าจะฟังอะไรมาจากใครก็ตาม สุดท้ายจงเดินหมากด้วยการตัดสินใจของตัวเอง
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม จงเชื่อในตัวของคุณเอง

14 กรกฎาคม 2565

แสดงออกในสิ่งที่เป็น

Photo by Heloisa Vecchio: https://www.pexels.com/photo/reflection-of-woman-dancing-6760183/

มันไม่สำคัญว่าคุณทำอะไร แต่มันสำคัญที่ตัวตนที่คุณเป็น สิ่งที่คุณทำเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงสิ่งที่คุณเป็น แต่ไม่สำคัญว่าจะใช้เครื่องมืออะไร สำคัญที่คุณเป็นอะไรมากกว่า ตัวตนจริงๆ ที่เป็นมาตั้งแต่ยังไม่เกิด
สมมุติว่าคุณเล่นหมากรุก เล่นเก่งมากเลย แล้วก็มาคุยโวว่า "ฉันเล่นหมากรุกเก่งมากเลย เก่งกว่าแกอีก ฉันมาโวใส่เพื่อจะให้แกรู้สึกว่าแกด้อยกว่า และฉันเก่งกว่าแก" ถ้าพยายามใช้สิ่งที่ทำเพื่อมาข่มผู้อื่น นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ดีที่จะทำ เพราะแม้จะเก่งระดับโลกขนาดไหน ได้รับคำชื่นชมขนาดไหน ภายในก็ยังคงกลวงโบ๋ เพราะเครื่องมือนั้นไม่ได้แสดงตัวตนที่เป็นออกมา แต่กลับเอามันมาปกปิดตัวตนด้วยการ ข่มเหงคนอื่น และจะกลวงโบ๋ไปชั่วชีวิต การพยายามข่มเหงกดขี่หรือเป็นคนเฮงซวยมักเกิดจากการปกปิดตัวตนเสมอ
นั่นเพราะสิ่งที่เลือกทำไม่ได้สำคัญอะไรสำหรับคนอื่น คุณอาจนอนขี้เกียจไปวันๆก็ได้ บางคนมองว่าการนั่งสมาธิเป็นพวกขี้เกียจก็มี อันที่จริงมันเป็นเรื่องของคุณว่าจะเลือกเครื่องมืออะไร แต่คุณก็ยังคงเป็นในสิ่งที่เป็นอยู่ภายใน ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม มันสมบูรณ์ในแบบที่มันเป็นอยู่แล้วตั้งแต่เกิด
แต่เมื่อคุณลุกขึ้นมาทำอะไรบางสิ่ง ก็ให้สิ่งที่ทำนั้นแสดงความเป็นตัวคุณออกมา อาจจะเป็นกีต้าร์ กลอง หมากรุก การทำอาหาร งานเขียน การงานที่ทำอยู่ ฯลฯ จะเป็นอะไรก็ได้ที่คุณจะเลือกใช้ มันคือเครื่องมือ แม้จะใช้เครื่องมือเดียวกันกับใครอื่น แต่ทุกคนก็มีสิ่งที่เป็นต่างกัน ความเก่งความด้อยบางทีไม่ควรเทียบกันเลยด้วยซ้ำ หากเขาจะเลือก เขาก็เลือกที่ความเป็นตัวคุณ หากเขาจะไม่เลือก เขาก็ไม่เลือกเพราะความเป็นคุณอีกนั่นแหละ

มีตัวคุณ มีความเป็นตัวคุณ และเครื่องมือ เมื่อคุณแสดงสิ่งที่คุณเป็นออกมาในผลงานที่คุณสร้าง คุณก็กำลังเป็นแรงบรรดาลใจให้กับผู้อื่นได้ค้นหาตัวตนด้วยเช่นกัน
มันไม่สำคัญว่าเครื่องมือของคุณคืออะไร มันจะคืออะไรก็ได้แล้วแต่คุณ สำคัญที่ตัวตนของคุณต่างหาก และกำลังใช้เครื่องมือนั้นเพื่อปกปิดตัวตน หรือใช้เครื่องมือเพื่อแสดงในสิ่งที่เป็น
ค้นหาตัวเองก่อน แล้วลองเลือกเครื่องมือ และไม่ว่าจะเก่งหรือห่วย(จากขี้ปากคนอื่น) คุณก็เติมเต็มไปกับมันได้ชั่วชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องเทียบกับใครเลย

Photo by Lisa: https://www.pexels.com/photo/yellow-flower-under-blue-sky-3498114/

26 กุมภาพันธ์ 2565

100 เรื่องสั้นอย่างสั้น หมายเลข 3 : ท้องฟ้ามิอาจเอ่ยคำ


คอลเลคชั่นเรื่องสั้นอย่างสั้น 100 เรื่อง 267 อักขระ เดินทางมาถึงเล่มที่ 3 แล้ว ซึ่งทุกเรื่องในทุกเล่มจะพาเราโลดแล่นไปสู่โลกที่พิศดารได้อย่างมีเสน่ห์ ชวนสัมผัสกับความละเมียดละไม ลิ้มรสกับความนุ่มละมุน กรุ่นหอมไปในห้วงอักขระต่างรส อบอวลอยู่ในภวังค์แห่งจิตนาการ
-ส่วนหนึ่งของคำนำ

=======
สามารถทดลองอ่านและเป็นเจ้าของได้ที่ https://cutt.ly/qP0hXF0 เลยจ้า
Thumbnail Seller Link
100 เรื่องสั้นอย่างสั้น หมายเลข 3 : ท้องฟ้ามิอาจเอ่ยคำ
กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา
www.mebmarket.com
คอลเลคชั่นเรื่องสั้นอย่างสั้น 100 เรื่อง 267 อักขระ เดินทางมาถึงเล่มที่ 3 แล้ว ซึ่งทุกเรื่องในทุกเล่มจะพาเราโลดแล่นไปสู่โลกที่พิศดารได้อย่างมีเสน่ห์ ช...
Get it now

=======
คำนิยม

นุ่มละมุนในอ้อมกอดของตัวอักษร
-Harirak Farm
https://www.facebook.com/harirakfarm/

ลุ่มลึก อิ่มเอม และเร้าร้อน
-Jazzylj
https://twitter.com/jazzylj

เป็นชุดเรื่องสั้นที่สัมผัสได้หลากรสชาติ ทั้งเปรี้ยว หวาน เค็ม ขม เผ็ด นุ่ม แข็ง หยาบ เนียน เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของอักขระและวลี งดงามเกินจะกล่าว แต่สัมผัสได้ด้วยการชิ้มลิ้มละเลียดอ่าน
-ห้องสมุดตามใจ
https://www.facebook.com/theravenlibrary

ผมเฝ้ารอเล่มนี้มานาน เมื่อได้อ่านก็ไม่ผิดหวัง ชวนฝันละเมียดละไม
-เท้าปุย

นุ่มนวลดั่งฟองนม
กรุ่นกลิ่นดั่งอบเชย
เผ็ดร้อนดังต้มยำ
-เพจบทกวีที่สาบสูญ
https://cutt.ly/hiddenpoems

เล่มนี้เป็นเล่มที่ลุ่มลึกที่สุดในไตรภาค แผ่วเบาแต่หนักหน่วง น้อยแต่มาก สั้นแต่ยาว พร้อมที่จะซึมซาบเข้าไปในห้วงแห่งความฝัน ที่รอให้ผู้อ่านมาขุดค้นพบมันด้วยตัวเอง
-Jazzylemon
https://jazzylj.blogspot.com

11 ธันวาคม 2564

100 เรื่องสั้นอย่างสั้น หมายเลข 1 : ในปฐมกาล


คอลเลคชั่นเรื่องสั้นอย่างสั้น 100 เรื่อง เล่มนี้มีดีกรีส่งเข้าพิจารณาคัดสรรของมูลนิธิโครงการหนังสือเลยทีเดียว เป็นดั่งจับฉ่ายหม้อใหญ่ ที่เข้มข้นกลมกล่อม ชวนให้กินพร้อมข้าวสวยอุ่นๆที่ผู้อ่านหุงเองตามบรรยากาศแวดล้อมที่หยิบอ่าน เพื่อขบเคี้ยวตีความหลากหลายตามประสบการณ์ที่แตกต่าง นับว่าคู่ควรอย่างยิ่งสำหรับสะสมประดับชั้นหนังสือ และพกติดกระเป๋าเอาไว้ยามเดินทาง
-ส่วนหนึ่งของคำนำ

=======
สามารถทดลองอ่านและเป็นเจ้าของได้ที่ https://cutt.ly/9YIcRuh เลยจ้า
Thumbnail Seller Link
100 เรื่องสั้นอย่างสั้น หมายเลข 1 : ในปฐมกาล
กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา
www.mebmarket.com
คอลเลคชั่นเรื่องสั้นอย่างสั้น 100 เรื่อง เล่มนี้มีดีกรีส่งเข้าพิจารณาคัดสรรของมูลนิธิโครงการหนังสือเลยทีเดียว เป็นดั่งจับฉ่ายหม้อใหญ่ ที่เข้มข้นกลมกล่...
Get it now

=======
คำนิยม

เรื่องสั้นสั้นชวนพกไปอ่านระหว่างรอรถเมล์, ระหว่างเดินทาง, รอกินข้าว, หรือกระทั่งตอนเข้าส้วม!
-Harirak Farm
https://www.facebook.com/harirakfarm/

อ่านสั้นแต่ขบยาว
-Jazzylj
https://twitter.com/jazzylj

เขาทำแนวหนังสือที่คาดเดาไม่ได้จริงๆ ให้ผมต้องติดตามอีกแล้วสิเนี่ย เอาเถอะ ยังไงผมก็ติดตามผลงานของเขามาโดยตลอดอยู่แล้วล่ะนะ
จัดว่าเป็นนวนิยายอีกแนวที่น่าสนใจกับ Ultra short stories เป็นหนังสือที่สั้นแต่จุใจ ถ้าจะพกพาไปเที่ยว เล่มนี้แหละเหมาะที่สุดแล้ว
-เท้าปุย

ดึงจิตนาการของผู้อ่านให้กระฉูด หลุดโลก โลดแล่นเข้าไปในโลกที่ไม่รู้จัก เรื่องราวไม่ได้อยู่แค่ในบรรทัด แต่ยังอยู่ในช่องว่างระหว่างบรรทัดด้วย
-ห้องสมุดตามใจ
https://www.facebook.com/theravenlibrary

เขาชอบเขียนเรื่องสั้นและบทกวีมาแต่ไหนแต่ไร เรื่องส่วนใหญ่คงกระจัดกระจายสูญหายไปพร้อมกับเวลาที่เลยผ่าน ซึ่งได้อ่านกันแต่ในแวดวงเพื่อนฝูง ถือเสียว่าเป็นการขัดเกลาฝีมือก็แล้วกัน ทว่าตอนนี้เขาได้กลั่นกรองประสบการณ์ออกมาเป็นผลึกความคิด กลายเป็นเรื่องสั้นขนาดสั้นเล่มนี้ นับเป็นความกล้าหาญที่กล้าบ้าบิ่นทีเดียว ที่กล้าเขียนเรื่องสั้นอย่างสั้นออกแนวนี้ออกมารวมเล่ม และคนที่อ่านก็ต้องกล้าบ้าบิ่นพอกันที่จะถอดรหัสของเรื่องราวแต่ละเรื่องออกมาได้ เรื่องน่ะสั้นก็จริง แต่ทำเอานอนไม่หลับ เพราะเรื่องยาวยังคงดำเนินต่อไปในห้วงความคิดหลังจากที่ได้อ่านมันแล้ว
-Jazzylemon
https://jazzylj.blogspot.com

ดั่งบทกวี
แต่ไม่ใช่บทกวี
ดั่งเรื่องสั้น
แต่ไม่ใช่เรื่องสั้น
มันแค่เป็นมัน
อย่างที่มันไม่ได้เป็น
-เพจบทกวีที่สาบสูญ
https://cutt.ly/hiddenpoems

27 พฤศจิกายน 2564

พิชัยสงครามหานซิ่น

หานซิ่นจากซีรี่ย์ King's War

คำนำ
หานซิ่น(ฮั่นสิน) เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้ร่วมกับหลิวปัง(เล่าปัง)สถาปนาราชวงศ์ฮั่น ซึ่งถูกยกย่องจากจางเหลียง(เตียวเหลียง)ที่ปรึกษาของหลิวปังว่า หานซิ่นมีปัญญาและความรู้เหนือกว่า ซุนวู และ หวู่ฉี่(เง่าคี้) สองผู้รจนาต้นตำรับตำราพิชัยสงครามจีน ทั้งยังถูกพูดถึงโดยฟ่านเจิ้ง(ฟัมแจ้ง)ที่ปรึกษาของฌ้อปาอ๋องที่แนะนำฌ้อปาอ๋องว่า หานซิ่นมีสติปัญญาความคิด ควรจะชุบเลี้ยงให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ หาไม่ก็ต้องฆ่าทิ้งเสีย อย่าให้ไปที่อื่น เพราะจะเป็นเสี้ยนหนามในภายภาคหน้า
เดิมหานซิ่นเป็นคนยากจนแต่รักการศึกษา ได้อ่านตำรับตำราทั้งหลายจนเจนจบแตกฉาน แต่เนื่องจากเคยเป็นคนยากจนผอมแห้ง จึงไม่มีใครเคารพเชื่อถือในสติปัญญา แม้ฟ่านเจิ้งจะฝากฝังไว้กับฌ้อปาอ๋อง แต่ก็ไม่ได้รับการชุบเลี้ยง หานซิ่นน้อยใจจึงหนีไปอยู่กับหลิวปัง ในตอนแรกก็ไม่ได้รับความเชื่อถือเช่นเดียวกัน จนหนีไปอีกครั้ง แต่ได้เซียวเหอ(เสียวโห)ตามกลับมาและรับรองกับหลิวปัง จนหานซิ่นได้เป็นแม่ทัพใหญ่ จึงได้ใช้สติปัญญาในการปราบยุคเข็ญและสถาปนาราชวงศ์ฮั่น
พงศาวดารจีนเป็นแหล่งขององค์ความรู้มากมายให้ขุดค้นได้ไม่จบสิ้น พิชัยสงครามหานซิ่นเล่มนี้ได้รวมรวมและเรียบเรียงจากพงศาวดารไซ่ฮั่น เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจไว้เป็นคู่มือศึกษาและทบทวนเป็นการเฉพาะ และเขียนภาคผนวกเพิ่มเติมเพื่อเสริมเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับหานซิ่น หวังว่าทุกท่านจะได้รับความเพลิดเพลินและความรู้ไปพร้อมๆกัน สุดท้ายนี้ หากขาดตกบกพร่องประการใด ข้าพเจ้าขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา
ผู้เรียบเรียง

=======
สามารถอ่านพิชัยสงครามหานซิ่นฟรี!ได้ข้างล่าง
หรือช่วยอุดหนุนและเป็นเจ้าของ eBook พิชัยสงครามหานซิ่นพร้อมภาคผนวกได้ที่นี่จ้า https://cutt.ly/UTMzyMy
Thumbnail Seller Link
พิชัยสงครามหานซิ่น
กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา
www.mebmarket.com
หานซิ่น(ฮั่นสิน) เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้ร่วมกับหลิวปัง(เล่าปัง)สถาปนาราชวงศ์ฮั่น ซึ่งถูกยกย่องจากจางเหลียง(เตียวเหลียง)ที่ปรึกษาของหลิวปังว่า หานซิ่นมีปัญญา...
Get it now
เป็นเจ้าของหนังสือเล่มอื่นๆของสำนักพิมพ์หริรักษ์ฟาร์มก่อนใครได้ที่นี่เลย https://cutt.ly/harirakfarmbooks

ทั้งยังสามารถสนับสนุนค่าน้ำชา ข้าวผัด โดยตรงได้ที่บัญชี
ธนาคารกรุงไทย
909-0-61970-4
กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา
ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนนะครับ รายได้หลักของบล๊อกนี้มาจากการสนับสนุนของทุกท่าน เราจะสร้างสรรค์ผลงานเพื่อเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านต่อไป
ขอบคุณครับ

=======

พิชัยสงครามหานซิ่น

1
จงพิเคราะห์ดูให้รู้การรอบคอบต้องกับตำรับคัมภีร์พิชัยสงคราม ควรจะยกจึงเคลื่อนพลดูกำลังตนกำลังท่าน อย่าห้าวหาญ ถือกำลังแต่ผู้เดียว ถ้าข้าศึกฝีมืออ่อนแต่กำลังศึกกล้า อย่าเพ่อเข้าโจมตีดูทีทำนองศึกก่อน ถ้าเห็นทัพใดไม่ปกติจึงทำ

2
อันลักษณะแม่ทัพซึ่งดีมาแต่ก่อนนั้น ประกอบด้วยสติปัญญาแลได้เรียนรู้ชำนาญในกลพิชัยสงคราม ใจหนักแน่นลึกซึ้งมีอาชญาสิทธิ์โดยแท้ แต่จะลงโทษผู้ใดไว้อารมณ์เป็นธรรม ถึงจะมีศัตรูมาโดยกลอุบายก็คิดทำลายกลข้าศึกได้ ประการหนึ่งทั้งให้รู้กิจราชการตำแหน่งขุนนางฝ่ายพลเรือน มีเมตตาแก่ไพร่บ้านพลเมือง จะพิพากษาตัดสินข้อความสิ่งใดโดยยุติธรรม ให้เป็นที่วางใจแห่งพระมหากษัตริย์ ถ้าอยู่ในพระนครก็เป็นผู้สำเร็จราชการได้ ถ้ามีการศึกก็จะได้เป็นแม่ทัพใหญ่ ไปรบร้อยหนให้มีชัยชนะทุกครั้ง ถึงจะตีเมืองใหญ่ก็ให้ได้โดยเร็ว เปรียบเหมือนมือหงายพลิกให้คว่ำอย่าให้ทันคนเห็น อย่างนี้จึงจะเป็นแม่ทัพใหญ่ไปรบเมืองฌ้อได้ แต่ข้าพเจ้าจะว่าให้ท่านฟังอีกอย่างหนึ่ง คำโบราณว่าไว้ถึงจะเรียนวิชาล้ำลึก ถ้าไม่รู้จักใช้เรียนไว้ก็เสียเปล่า เหมือนครั้งแผ่นดินเลียดก๊กนั้น หญิงชายชาวบ้านแดนเมืองซองเป็นช่างฟอกหนัง ครั้นถึงฤดูหนาวคนบ้านนั้นจะถูกน้ำฝาด ตีฟอกด้วยมือกลัวมือจะแตกจึงละการเสีย มีชายผู้หนึ่งเลี้ยงเต่าเอาประกอบกับสรรพยาทามือทำการหน้าหนาวได้ แต่ปกปิดตำราไม่แพร่งพรายกับชาวบ้าน

ฝ่ายชายสองคนชาวเมืองหงอไปค้าขายถึงเมืองซอง เห็นชายผู้นั้นทำการฟอกเมื่อฤดูหนาวได้ จึงขอตำราให้ราคาเงินพันตำลึง ชายช่างฟอกเป็นคนเข็ญใจขายตำราให้พ่อค้า ๆ กลับมาอยู่เมืองหงอ พออวดอ๋องยกทัพมาตีเมืองหงอเป็นเทศกาลหนาว ทหารในเมืองแลกองทัพจะยืนถืออาวุธก็ไม่ได้ ชายพ่อค้าจึงเอาตำรายาเข้าไปถวายหงออ๋อง ๆ ก็ให้ประกอบยาทามือถืออาวุธออกรบ ทหารอวดอ๋องสู้ไม่ได้แตกหนีไป หงออ๋องจึงให้บำเหน็จแก่ชายสองคนนั้นถึงขนาด อันตำราอยู่เมืองซองใช้แต่พวกช่างฟอก หงออ๋องรู้จักใช้จึงมีชัยแก่ข้าศึก

3
การที่จะเป็นแม่ทัพนั้น ให้รู้สติดีห้าประการมีโทษอยู่สิบอย่าง คติดีนั้น ประการหนึ่งคิดกลอุบายเห็นผู้ใดจะทำได้จึงใช้ไปทำ ถ้าจะฝึกสอนทหารให้มีสง่าข้าศึกจึงจะเป็นที่เกรงกลัว แล้วให้ตั้งตัวมีอำนาจดังราชสีห์ ข้อสองนั้นให้มีน้ำใจโอบอ้อมแก่ทหารรักให้เสมอกัน ผู้ใดมีความชอบจึงเพ็ดทูลให้ ถ้าผู้ใดผิดทำตามผิดอย่าถือโกรธผู้น้อย ข้อสามให้ตรองความแล้วจึงสั่งดังงาช้างมีแต่จะยาว จงรักษาความสัตย์ทำการสิ่งใดให้แน่นอนอย่าเจรจาเป็นคำสอง ข้อสี่มีศึกมารู้ว่าแม่ทัพเคยชนะศึกเพราะกำลังพลมาก ผู้จะอยู่แก้ทัพรับมิได้เพราะมีพลน้อย อย่าถือตัวทำองอาจจะออกรบเมื่อกำลังกล้า จงหาที่มั่นให้ได้ก่อนจึงต่อสู้แล้วตรองดูอุบายหมายชนะจึงทำ ข้อห้าถ้าตัวเป็นแม่ทัพถึงไปตีเมืองใดมีรี้พลมาก อย่าคิดกำเริบทรยศเจ้านายของตัว ผู้ใดรักษาคติห้าประการนี้ให้ถูกถ้วนก็ควรจะเป็นแม่ทัพได้ ซึ่งโทษจะมีแก่แม่ทัพสิบประการ คำรบหนึ่งว่าพึงถือแต่น้ำใจไม่รักชีวิต คิดว่าตัวเข้มแข็งไม่ตรองดูให้รู้กำลังศึก คำรบสองไม่ส่องโดยปัญญาอาการร้อนแลเย็นเห็นแต่จะทำโดยเร็ว คำรบสามห้ามน้ำจิตอย่าให้โลภ ถ้าเห็นแก่โลภเอาทรัพย์ผู้อื่นมาเป็นประโยชน์โทษมีหลายประการ คำรบสี่มีน้ำใจอ่อนคนผิดมาอ้อนวอนไม่ฆ่าตามอาญาศึก คำรบห้าถือปัญญาแต่ตัวไม่กลัวข้าศึกคิดชนะท่าเดียว คำรบหกเป็นคนหูเบาถ้ามีผู้มาว่าสิ่งใดก็เชื่อฟัง ไม่หนักแน่นตรึกตรองดูให้ละเอียด คำรบเจ็ดมีแต่ใจโมหันธ์ไม่เลือกคนที่ดีใช้กลับให้คนชั่วเป็นใหญ่บัญชาการทหารมักเสียใจ คำรบแปดถือตัวว่าไม่มีใครเสมอ ทำการไม่ปรึกษานายทัพนายกอง คำรบเก้าไม่เอาใจของตัวเป็นแน่ ฟังแต่คำคนพูดเพราะเชื่อถึอเอาถ้อยคำผิดมาทำศึก คำรบสิบเป็นแม่ทัพไปที่เปลี่ยวแลทางกันดาร ก็มิได้มีความเมตตาแก่ทหารโดยกำเริบอิสริยยศ พูดจาข่มขี่ติเตียนเพื่อนฝูงทั้งปวง แลโทษสิบประการนี้ถ้าผู้ใดละมิได้ไม่ควรจะเป็นแม่ทัพ

4
แม่ทัพทุกวันนี้ บางคนมีกำลังแลน้ำใจองอาจแต่สติปัญญาน้อย ที่มีวิชาความรู้มาก ไม่กล้าหาญในการศึกมีแต่ทิฐิต่อตีทหาร ครั้นเหตุมีมาจะหารือผู้น้อยกลัวอาย บางทีทหารมีความชอบปกปิดเสียคิดเอามาเป็นความชอบของตัว ซึ่งจะหาเสมือนแม่ทัพแต่ก่อนที่มีสติปัญญาพร้อมนั้นหายากนัก

5
ข้าพเจ้าได้เป็นแม่ทัพจะบังคับคนนับแสนให้สิทธิ์ขาด แม้นจะตั้งค่ายหมายให้มั่นเหมือนภูเขาใหญ่ ใจทหารจึงไม่สะดุ้งสะเทือน แม้นจะเดินทัพจะเอาอย่างแม่น้ำไหลเชี่ยว ถึงข้าศึกจะตั้งสกัดอยู่เหมือนสวะปะน้ำเชี่ยวหรือจะทนได้ ถ้าจะใช้ทหารไปทำศึกเสียทีจวนจะถึงที่ตาย ข้าพเจ้าจะช่วยไว้ให้กลับคืนได้ชัยชนะจึงจะเห็นว่าเป็นทัพเทพยดา แม้นทหารจะไม่กล้าข้าพเจ้าคิดโดยแยบคายให้องอาจจงได้ ถึงศัตรูจะมีกลอุบายพึงทำลายกลนั้นเสียจึงนับว่าชาติชายชำนาญศึก ถ้ามีคนแต่สิบหมื่นจะยกไปล้อมข้าศึกให้เห็นว่ามีคนรบถึงร้อยหมื่น ประการหนึ่งสังเกตฤกษ์ล่างแลฤกษ์บนดูกำลังท่าน ต้องตามตำรับที่เรียนรู้แล้วจึงทำการ ถ้าจะคิดกลอุบายก็จะทำให้มิตรคิดแพ้เสียก่อน จึงจะตรึกตรองเอาชัยชนะต่อภายหลัง

6
จะตั้งบ้านเรือนจงชำระจัดแจงภายในเสียก่อน คิดบำรุงฝึกทหารให้ชัดเจนในกลศึก การภายนอกจึงจะสำเร็จ

7
ให้มีกฎหมายสำหรับทหารไว้ คำรบหนึ่งว่าได้ยินเสียงกลองไม่ไป ได้ยินเสิยงม้าล่อไม่หยุด ถือธงไม่ตรงล้มธงไม่ราบ คำรบสองว่าเรียกชื่อไม่ขาน ถึงวันกำหนดไม่มาตามนัด ถึงวันหัดไม่มาซ้อมมือ คำรบสามผู้จะนั่งยามตามเพลิง ถึงโมงยามไม่ตีกลองพวกประโคมไม่ประโคมรับ คำรบสี่ทำเกียจคร้านไม่ไปตามบังคับบัญชา กล่าวคำติเตียนแม่ทัพ ถืออาวุธสิ่งไรไม่ทำให้ชำนิชำนาญละเสียให้ลืมเพลง คำรบห้ามาสู่ที่ท้องสนาม พูดจาตลกคะนองชักชวนให้ทหารป่วยการหัดเพลงอาวุธ แลเดินกรายไปนั่งอยู่ตามหมวดตามกอง คำรบหกสรรพวุธสิ่งไรผู้ถือไม่ขัดลับให้คม แลเกาทัณฑ์ไม่ทำสายสำรองไว้ ลูกเกาทัณฑ์ไม่มีขนนก ผู้ถือธงทำให้ขาด คำรบเจ็ดกล่าวอัปมงคลหลอกลวงให้ทหารขลาดตื่นตกใจ คำรบแปดพูดจาส่อเสียดยุยงให้นายทัพนายกองวิวาทกัน คำรบเก้าหยุดกองทัพบ้านใดตำบลใด เที่ยวทำย่ำยีให้ราษฎรซึ่งทำมาหากินสะดุ้งสะเทือนเดือดร้อน คำรบสิบทหารจับตัวข้าศึกแลได้ศีรษะข้าศึกมา คนซึ่งมิได้ทำไปช่วงชิงมาสอพลอเอาความชอบ คำรบสิบเอ็ดแม่ทัพแลนายทัพนายกองปรึกษาการศึกลักลอบแอบแฝงไปฟัง คำรบสิบสองแม่ทัพแลนายทัพนายกองสั่งกิจการอันใดจำเอาไปแพร่งพรายหลายหู คำรบสิบสามสั่งกิจการสิ่งไรก้มหน้านิ่งเสียไม่ทำตามสั่ง คำรบสิบสี่เมื่อซุ่มทัพไม่ควรจะพูดจาให้อื้ออึงขึ้นพูดด้วยเสียงอันดัง คำรบสิบห้าเมื่อจะออกรบแกล้งทำเจ็บป่วยหลบหลีกเสีย คำรบสิบหกแม่ทัพแจกเงินแลสิ่งของให้แก่ทหารแลนายทัพนายกอง ผู้แจกเบียดบังไว้ไม่ให้เสมอกัน คำรบสิบเจ็ดใช้ให้สืบราชการทัพไปไม่ถึงข้าศึก ดูการไม่แน่กลับเอาเท็จมาบอก ถ้าผู้ใดมิฟังทำความชั่วต้องกับกฎหมายสิบเจ็ดประการนี้จะลงโทษถึงสิ้นชีวิต

8
หัดทหารให้ดูธงสัญญาณ ถ้าโบกซ้ายให้เดินไปซ้าย ถ้าโบกขวาให้เดินไปขวา ถ้าโบกไปข้างหน้าให้เดินไปข้างหน้า ถ้าโบกไปข้างหลังให้ถอยลงมาเดินหลัง หัดพลสี่กองจะเดินเป็นกองเดียวก็ให้เดินเหมือนงูเลื้อย ที่จะเข้ารบแลถอยล่าก็แบ่งออกเป็นสี่กอง แม้นจะตั้งค่ายมีประตูเข้าออกทั้งสี่ทิศแต่ปิดไว้ใช้ประตูอื่น ทำเป็นประตูลับไว้เข้าออกไม่ให้ศัตรูเห็น

9
เวลากลางคืนคนจะแปลกปลอมกันสับสนนัก จำจะหยุดทหารไว้ก่อนด้วยคำโบราณท่านว่าไว้ แม้นได้ทีแก่ข้าศึกเวลาค่ำ ถ้าติดตามมักเสียทัพ

10
ให้พิเคราะห์ดูที่ชัยภูมิก่อน ถ้าจะตั้งกองทัพให้ต้องลักษณะศึก จึงจะมีชัยชนะฝ่ายเดียว ถ้าแลที่ซอกเขาเนินทางจำเพาะชอบทัพเดินหน้า จะได้แต่งเป็นกองล่อกองซุ่มสกัดตี ถ้าแลเป็นที่ท้องทุ่งทัพม้าจะได้ล้อมสกัดตัดหลังให้ข้าศึกเสียขบวน ถ้าแลที่ราบมิได้มีลุ่มดอนเหมือนที่นอกเมืองเอ๊กเอี๋ยง ไปทางประมาณสามร้อยเส้นข้างตะวันออกนั้นชอบทัพรถ

11
ในขณะเลี้ยงโต๊ะอยู่นั้นนายทัพนายกองจึงว่าแก่ฮั่นสินว่า ง่วนโซ่ยกระทำศึกครั้งนี้ข้าพเจ้าไม่เห็นเลยที่จะเอาชัยชนะได้ ด้วยว่าข้ามแม่น้ำมารบกันกับตินอี๋ก็เสียเปรียบตินอี๋อยู่หลายประการ เหตุใดท่านจึงชนะตินอี๋เล่า ฮั่นสินได้ฟังก็หัวเราะจึงว่า ท่านหารู้ไม่หรือ ในตำราพิชัยสงครามนั้นว่าให้เข้าที่ตายก่อนจึงออกที่เป็น เราทำถูกตำราจึงเอาชัยชนะแก่ข้าศึกนั้นได้

12
ลักษณะจะใช้ทหารเปรียบเหมือนดาบที่คม ถ้าใช้นักสิ้นเหล็กดีเร็ว แม้นทิ้งไว้นานพึงจะมีสนิม อันทหารถ้าใช้นักไม่พักเสียบ้างก็อิดโรยถอยกำลัง ครั้นไม่ใช้เลยก็หลงลืมการสงคราม

13
เที่ยวดูที่จะวางทัพ พรุ่งนี้จะได้ให้ทหารไปอยู่ประจำที่ ซึ่งอุบายเป็นความลับอย่างนี้ถึงมาตรว่าบิดาแลบุตรก็ไม่ควรจะแพร่งพราย

14
ให้ดูปลายธงสำคัญให้แม่น ถ้าเห็นธงโบกไปซ้าย ให้เปิดซ้ายเข้า ถ้าโบกขวาให้ขวาเข้า ถ้าเห็นธงหยุดอยู่ให้สงบทหารไว้ จงกำชับกันทุกหมวดทุกกอง อย่าให้เสียกระบวนได้

15
จงเอาธงสำคัญของเราขึ้นไปถือไว้บนภูเขากิวลิสาร เอาทหารไปสามพันคอยรักษาธงไว้ให้ได้ ถ้าเห็นพระเจ้าฌ้อปาอ๋องตีไปข้างด้านไหนก็ให้โบกธงไปข้างนั้น การสิ่งนี้ยากนัก ท่านจงพิเคราะห์ดูให้ดีให้รู้ว่าพระเจ้าฌ้อปาอ๋องไปข้างไหนให้แน่

16
ถ้าเป็นเวลากลางคืนท่านจงเอาโคมผูกไว้ที่ธงเป็นสำคัญ ถ้าเห็นคนสงบอยู่ก็ให้หยุดโคมไว้ แต่บรรดาพวกเราถ้าเห็นโคมหยุดก็จะหยุดอยู่ ที่ยังตื่นวุ่นวายไปก็เป็นพวกข้าศึก

หานซิ่นจากซีรี่ย์ King's War ฉากรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่

หานซิ่นจากซีรี่ย์ King's War


อ้างอิง

20 พฤศจิกายน 2564

Harirak Farm Books - พบกับหนังสือของ Harirak Farm ในรูปแบบ eBook ได้ก่อนใคร

หน้าร้านหนังสือ Harirak Farm ใน Mebmarket ณ วันที่ 26/02/2022
หนังสืออื่นๆอีกมากมายที่จะตามมาเรื่อยๆในโอกาสต่อไปจ้า

🎉ใหม่!🎉 พบกับหนังสือของ Harirak Farm ในรูปแบบ eBook ได้ก่อนใคร ได้ที่ 🈁 หน้าร้าน ebook ของ Harirak Farm Books

💮 หนังสือแปลไทย:

㊙️ หนังสือหายากที่ไม่เคยจัดจำหน่ายมาก่อน แต่ได้รับการถามถึงมากที่สุด:

🆕 งานเขียนหลากหลายแนวจาก Harirak Farm นวนิยาย, เรื่องสั้น, และอื่นๆ:

และเรื่องอื่นๆอีกมากมายที่จะตามมาเรื่อยๆในโอกาสต่อไป ติดตามได้ที่🈁 หน้าร้าน ebook ของ Harirak Farm Books

🎊เข้าไปทดลองอ่านและเลือกสรรจับจองเป็นเจ้าของได้เลยก่อนใคร🎊

ขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนเราเสมอมาจ้า (人 •͈ᴗ•͈)

รายได้ส่วนหนึ่งของ Harirak Farm จะนำไปบริจาคในรูปแบบต่างๆต่อไป

100 เรื่องสั้นอย่างสั้น หมายเลข 2 : เขาตื่นขึ้นมาในห้องมืด


คอลเลคชั่นเรื่องสั้นอย่างสั้น 100 เรื่อง ซีรี่ย์นี้เดินทางมาถึงเล่มที่ 2 แล้ว ซึ่งมีดีกรีส่งเข้าพิจารณาคัดสรรของมูลนิธิโครงการหนังสืออีกเช่นกัน เป็นเรื่องราวที่หลากหลายหลากรส ในความยาวเรื่องไม่เกิน 267 อักขระ พูดน้อยแต่กินความมาก ชวนละเลียดให้ขบคิดตีความหลากหลาย ดั่งงานศิลปะในรูปแบบของอักษร คู่ควรอย่างยิ่งสำหรับสะสมประดับชั้นหนังสือ และพกติดกระเป๋าเอาไว้ยามเดินทาง
-ส่วนหนึ่งของคำนำ

ทดลองอ่านและเป็นเจ้าของได้ที่ https://cutt.ly/HTRKyuk เลยจ้า
Thumbnail Seller Link
100 เรื่องสั้นอย่างสั้น หมายเลข 2 : เขาตื่นขึ้นมาในห้องมืด
กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา
www.mebmarket.com
คอลเลคชั่นเรื่องสั้นอย่างสั้น 100 เรื่อง ซีรี่ย์นี้เดินทางมาถึงเล่มที่ 2 แล้ว ซึ่งมีดีกรีส่งเข้าพิจารณาคัดสรรของมูลนิธิโครงการหนังสืออีกเช่นกัน เป็นเร...
Get it now

=======
คำนิยม

ชวนเชิญให้ดำดิ่งลึกลงไปในก้นบึ้งแห่งสมอง ออกจากโลกที่บิดเบี้ยวหงิกงอ ไปสู่โลกที่บิดเบือนบ้าคลั่ง บางครั้ง การพักใจในโลกเหล่านี้ก็เย้ายวนใจไม่น้อยเหมือนกัน
-Jazzylj
https://twitter.com/jazzylj

เหนือความคาดหมาย ยียวน หลุดโลก และมีเสน่ห์อันน่าพรั่นพรึง!
-Harirak Farm
https://www.facebook.com/harirakfarm/

บ้า บ้าไปแล้ว ผมติดตามหนังสือของเขาทุกเล่ม แต่เล่มนี้บ้าเกินขีดจำกัดไปมาก ไม่รู้เขาไปเก็บตัวเขียนอยู่ในนรกขุมไหน
-เท้าปุย

เรื่องราวเหล่านี้เขาเขียนสะสมไว้วันแล้ววันเล่า แต่ละเรื่องเป็นดั่งผลึกอารมณ์ที่จารจรดเป็นอักขระ บีบอัดจนกลายเป็นอัญมณีที่ส่องประกายงดงามในแบบของมันเอง บางคนอาจชอบ บางคนอาจเกลียด บางคนไม่เข้าใจ แต่ไม่ว่าใครจะรู้สึกอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องรู้สึกคือ ไม่อาจไม่สนใจเรื่องสั้นของเขาได้ เมื่อได้อ่านเข้าสักเรื่อง มันจะชอนไชหลอกหลอนคุณอยู่อย่างนั้น จนกว่าคุณจะขบคิดจนทะลุปรุโปร่ง มันถึงจะหลุดพ้นออกไปจากหัวของคุณได้ หนังสือเล่มนี้เป็นดั่งหีบสมบัติที่เต็มไปด้วยอัญมณีที่เมื่อได้เห็นมันแล้ว ก็ไม่อาจละความคิดจากมันไปได้เลยจริงๆ
-Jazzylemon
https://jazzylj.blogspot.com

ร้อยบทเพลงแห่งความเงียบ
บรรเลงดังสนั่น
ในมโนสำนึก
-เพจบทกวีที่สาบสูญ
https://cutt.ly/hiddenpoems

เอสเปรสโซ่ในรูปแบบของเรื่องสั้นสูตร 2 เข้มกว่าเดิม หนังสือเล่มนี้คล้ายเป็นห้องสมุดอีกสาขาหนึ่งที่รวมหนังสือไว้ 100 เล่ม พกเล่มนี้เพียงเล่มเดียวเสมือนแบกห้องสมุดไปทั้งตึก แต่ละเรื่องกระตุกความคิดได้มาก แม้อาจจะอ่านจบได้ภายในไม่ถึง 1 นาที แต่ตะกอนของมันจะค้างอยู่ยาวนานเป็นชั่วโมง อาจเป็นวัน ในห้องสมุดตามใจเราจะจัดหนังสือเล่มนี้ไว้ในหมวดหนังสืออันตราย ปิดตู้ ล๊อคกุญแจ แล้วโยนลูกกุญแจทิ้งไปเลย ใครเก็บได้ก็ขอให้โชคดีแล้วกัน
-ห้องสมุดตามใจ
https://www.facebook.com/theravenlibrary

เล่มนี้ สนุก แปลกดี
-Win Zatori

09 พฤศจิกายน 2564

สุภาษิตเตือนใจของหานซิ่นจากไซ่ฮั่น

"ฮ่องเต้คิดฆ่าข้าฯ"

ด้วยลักษณะพรานนกนั้นจะรักใคร่ธนูก็ต่อเมื่อตัวจะต้องการยิงนกเท่านั้น ครั้นสิ้นนกแล้วก็ทิ้งธนูเสียหานับถือไม่ พรานเนื้อเล่าถ้าสิ้นเนื้อแล้วก็ประหารชีวิตสุนัขของตัวกินเสีย อันคำโบราณสองประการนี้ควรจะเอาเป็นคติต่อไปได้
-ฮั่นสิน
ไซ่ฮั่น

=======
นกหมดเกาทัณฑ์ซ่อน, กระต่ายสิ้นต้มหมาล่าเนื้อ.
鳥盡弓藏,兔死狗烹。

ฮั่นสิน(หานซิ่น)แม่ทัพใหญ่ที่ร่วมสถาปนาราชวงศ์ฮั่นเปรยขึ้นในท้องพระโรงให้เหล่าขุนนางได้ยิน ขณะที่กำลังถูกเล่าปังซึ่งได้เป็นฮ่องเต้แล้ว หาเรื่องประหารด้วยการขุดเรื่องในอดีตมากล่าวหาจะเอาโทษตายให้ได้

ตรงกับสุภาษิตไทยที่ว่า เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล หมายถึง เมื่อเขาใช้งานจนเห็นว่าหมดประโยชน์แล้วก็จะกำจัดทิ้ง
เข้าตำราว่าเป็นเจ้านายที่ร่วมทุกข์ได้ แต่ร่วมสุขไม่ได้

ฮั่นสินยังกล่าวเตือนสติลูกศิษย์ไว้อีกว่า

ผู้ใดซึ่งจะอาสาพระเจ้าฮั่นเต้จะเอาบำเหน็จความชอบไปภายหน้านั้น จงดูเอาอย่างเราซึ่งพระเจ้าฮั่นเต้มิได้ชุบเลี้ยงไว้เป็นบรรทัดนั้นเถิด ถึงมาตรว่าท่านยกไปกระทำศึกชนะฮวนอ๋องกลับมาเฝ้าเวลาเช้า พระเจ้าฮั่นเต้ก็จะให้เป็นอ๋องยกย่องสรรเสริญ พอเวลาเย็นพระเจ้าฮั่นเต้ก็จะทำเมินมิได้โปรด จะติเตียนยกโทษกลับเป็นคนชั่วคนร้าย ความชอบซึ่งทำไว้นั้นกลายกลับลับเลื่อมเสื่อมสูญโดยเร็ว
-ฮั่นสิน
ไซ่ฮั่น

=======
เป็นคำกล่าวที่ฮั่นสินสอนศิษย์ซึ่งกำลังอาสาไปทำศึก
ดั่งสุภาษิตว่า นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ


อ้างอิง

03 พฤศจิกายน 2564

ขอซ่าหน่อยละกัน!


ขอซ่าหน่อยละกัน! เป็นนวนิยายที่ทางสำนักพิมพ์หริรักษ์ฟาร์มภูมิใจนำเสนอ เรื่องนี้สนุกมากๆ มีดีกรีได้รับการส่งเข้าพิจารณาคัดสรรของมูลนิธิวิชาหนังสือเลยทีเดียว ซึ่งในตอนนั้นมีเพียงแค่ตอนเดียว จากนั้นผู้เขียนได้สร้างสรรค์ต่ออีกหลายตอน เรียกได้ว่า อัดแน่นความสนุกและความมันส์ของมวยหย่งชุนได้อย่างน่าติดตาม และบัดนี้ ได้รวมเล่มกลายเป็นหนังสือเล่มนี้แล้ว เอาล่ะ จะรอช้าอยู่ใย? เข้าไปทดลองซ่าและเป็นเจ้าของความซ่าได้ที่นี่เลย 📖 https://cutt.ly/2R00O7b
Thumbnail Seller Link
ขอซ่าหน่อยละกัน!
กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา
www.mebmarket.com
คำนิยม ควรค่าแก่การอ่านแล้วอ่านอีกและเก็บไว้ให้ลูกหลานได้อ่านด้วย อ่านแล้วอยากฝึกมวยจีนเลย - Harirak Farm https://www.facebook.com/harirakfarm/ สนุก...
Get it now

คำนิยม

ควรค่าแก่การอ่านแล้วอ่านอีกและเก็บไว้ให้ลูกหลานได้อ่านด้วย อ่านแล้วอยากฝึกมวยจีนเลย
- Harirak Farm
https://www.facebook.com/harirakfarm/

สนุก กระชับ ฉับไว และมีรายละเอียดที่กลั่นออกมาอย่างเข้มข้นอยู่ในทุกคำ ทุกวลี ทุกประโยค คือต้องอ่านและอ่านซ้ำ
- Jazzylj
https://twitter.com/jazzylj

มวลหมู่บุษผา
โชยผ่านอักษร
ชวนเหล่าภมร
มาเริงร่ากัน
- เพจบทกวีที่สาบสูญ
https://cutt.ly/hiddenpoems

สนุกมาก! นี่คือคำแรกที่ผุดขึ้นหลังจากได้อ่าน ซึ่งตอนนั้นเป็นเพียงตอนเดียวจบ เราอ่านแล้วรู้สึกชอบมากๆ จึงรบเร้าให้ผู้เขียนเขียนออกมาอีกหลายๆตอน ผ่านไปนาน ฉันได้ทวงถามเขาว่าเขียนถึงไหนแล้ว ซึ่งตอนนั้นเขามีภาระรัดตัวจนไม่ได้ทำงานเขียนเลย ฉันก็ให้กำลังใจเขาอยู่เสมอ และในที่สุด ผ่านไปนานนับปี ผลงานเล่มนี้ก็ออกสู่บรรณพิภพ ควรค่าต่อการรอคอยจริงๆ
- Jazzylemon
https://jazzylj.blogspot.com

เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมวยจีนผ่านการผจญภัยของเหล่าเด็กหนุ่มได้อย่างสนุกสนาน ผสมผสานการเขียนหลายๆแบบได้อย่างกลมกล่อม มีทั้งความเป็นบทกวี ความกระชับ การเล่นคำ ฯลฯ และสอดแทรกเทคนิคของมวยหย่งชุนได้อย่างน่าสนใจ สุดท้ายนี้ผมอยากให้ทุกคนติดตามผลงานของเขาไปพร้อมๆกับผมครับ
- เท้าปุย

เป็นหนังสือที่หากอ่านผ่านๆก็เหมือนเรื่องราวที่สนุกสนานเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าได้อ่านแบบตีความคำที่เขาจงใจเลือกใช้ จะเห็นว่าเขาแฝงความนัยอยู่มาก เหมือนได้อ่าน 2-3 เรื่องในเล่มเดียว การแฝงความนัยจากการเลือกใช้คำของเขาเป็นอีสเตอร์เอ้กในหนังสือที่เขาเขียนเสมอ และมันสนุกสำหรับคนที่ชอบขบคิดตีความ เป็นหนังสือที่มีคุณค่าที่แฝงอยู่ในรูปแบบของขนมหวาน ควรค่าแก่การประดับชั้นหนังสือที่บ้านของคุณ
- ห้องสมุดตามใจ
https://www.facebook.com/theravenlibrary

30 ตุลาคม 2564

มองหมากรุกจีนเห็นประวัติศาสตร์

หมากรุกจีน (象棋; Xiangqi)

บริเวณกลางกระดานหมากรุกจีนเป็นแม่น้ำขั้นระหว่างสองฝ่าย มี 4 ตัวอักษรจีนเขียนว่า 楚河 漢界 หมายถึง น่านน้ำฉู่ เขตแดนฮั่น หมากรุกจีนถือเป็นการจำลองการต่อสู้ระหว่างแคว้นฉู่กับแคว้นฮั่น ซึ่งเรื่องราวตอนนี้อยู่ในหนังสือพงศาวดารไซ่ฮั่น เป็นเรื่องราวต่อเนื่องมาจากเลียดก๊ก หลังจิ๋นซีควบรวมประเทศและล่มสลาย เกิดกบฏลุกฮือจนกลายเป็นศึกฉู่ฮั่น เป็นศึกระหว่างเซี่ยงอวี่กับหลิงปัง ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของหลิวปังหรือพระเจ้าฮั่นโกโจแห่งราชวงศ์ฮั่น ต่อจากไซ่ฮั่นก็คือหนังสือตั้งฮั่น เป็นเรื่องราวของราชวงศ์ฮั่นจนถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ตอนต้นของสามก๊กที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี ต่อจากตั้งฮั่นก็คือสามก๊กนั่นเอง หนังสือพงศาวดารเหล่านี้เป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องกันมาของประวัติศาสตร์จีนโบราณที่โด่งดัง
จากการอ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์เหล่านี้จะเห็นได้ว่า แคว้นต่างๆมักจะล่มสลายเมื่อผู้นำและนักการเมืองสนใจแต่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่สนใจประชาราชบ้านเมือง ยุคนั้นจะเต็มไปด้วยการฉ้อราชบังหลวง ปกปิดปัญหา บิดเบือนกฎหมาย ละเลยบ้านเมือง เบียดบังประชา ฯลฯ เพื่อคงอำนาจอย่างฉ้อฉน เหล่านี้เป็นสิ่งที่หนังสือได้เฝ้าบอกกล่าวซ้ำไปซ้ำมา เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แต่ก็ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหนังสือพงศาวดารเหล่านั้นเอง

หมากรุกจีน เราเคยเล่นสนุกๆกับเพื่อนๆสมัยเด็กๆ แต่ก็ไม่ได้เล่นนานมากแล้ว เป็นหมากรุกที่เล่นสนุกมากๆเกมหนึ่งเลยทีเดียว เพื่อนๆมีใครเคยเล่นกันมั้ยเอ่ย แล้วห้องสมุดใกล้บ้านมีกระดานหมากรุกจีนให้เบิกมาเล่นมั้ย ลองเข้าถามหากันดูนะครับ
เล่นหมากรุกจีนเห็นถึงหนังสือประวัติศาสตร์ แรงบันดาลใจในการค้นหาความรู้มีอยู่ในทุกสิ่งเมื่อเรามองหา

แถม
หมากรุกจีนมีหมากตัวหนึ่งซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นคือ เผ้า หรือ ปืนใหญ่ มีการเดินเหมือนเรือ แต่การกินนั้นต้องมีหมากคั่นไว้ก่อน 1 ตัวจึงจะกระโดดข้ามไปกินได้
ตัวหมากเผ้าของสองฝ่ายเขียนต่างกันเล็กน้อย คือ ฝ่ายแดง(ทัพหลวง)เขียนว่า 炮 ส่วนฝ่ายดำ(ทัพกบฎ)เขียนว่า 砲
เป็นปืนใหญ่เหมือนกันแต่ความหมายต่างกันดังนี้ครับ ฝ่ายแดงมีคำว่า 火 ไฟ ผสมอยู่ จึงหมายถึง ปืนใหญ่ยิงก้อนไฟ ส่วนฝ่ายดำมีคำว่า 石 หิน จึงหมายถึง ปืนใหญ่ยิงก้อนหิน ครับ ดูเหมือนทัพหลวงจะมีอุปกรณ์ที่เหนือกว่าทัพกบฎนะครับ แต่ในการเล่นสองตัวนี้ใช้เหมือนกันทุกประการ แค่เขียนให้ต่างกันเฉยๆ 555+
ถ้านับว่าเป็นทัพสมัยโบราณ ปืนใหญ่จะหมายถึงเครื่องดีดก้อนหิน/ไฟขนาดใหญ่ที่เราเคยเห็นในภาพยนตร์นั่นเองครับ

เมื่อการเล่นจบลง ไม่ว่าว่าจะเป็นขุน เบี้ย หรือหมากยศต่างๆ ก็ถูกเก็บลงในกล่องเดียวกัน

เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย
ว่ากันว่าหานซิ่นแม่ทัพเอกของหลิวปัง ชื่นชอบการเล่นหมากรุกจีนอย่างมาก และสนับสนุนให้ทหารทุกคนเล่นในยามว่างเว้นจากการศึกเพื่อลับคมทางกลยุทธ์
ยังมีเรื่องเล่าว่าผู้คิดค้นหมากรุกจีนก็คือหานซิ่นนี่แหละ แต่ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์บอกว่าน่าจะมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว


14 มิถุนายน 2564

สรุปหนังสือ - 10 คัมภีร์นักขายผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก - The Greatest Salesman in the World


10 คัมภีร์นักขายผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เขียนโดย อ๊อก แมนดิโน่, แปลโดย บัณฑิต อึ้งรังษี
สรุปและย่อความโดย กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา

เราสรุปย่อคร่าวๆออกมาได้ดังนี้ครับ

  • ต้องมีเป้าหมายที่ใหญ่พอและบันดาลใจมากพอให้ลงมือทำ
  • ความล้มเหลวจะไม่มีวันมีชัยเหนือเจ้า ถ้าความมุ่งมั่นที่จะสำเร็จของเจ้า หนักแน่นมากพอ
  • ผู้ที่มีจิตใจดีงามคู่ควรกับความมั่งคั่ง

คัมภีร์ม้วนที่ 1
วันนี้ ฉันเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันจะไม่ล้มเหลวเหมือนคนอื่น เพราะฉันมีแผนที่ กฎความสำเร็จเท่านั้นที่เป็นอมตะ สิ่งที่มันจะสอนคือการหลีกเลี่ยงความล้มเหลว ข้อแตกต่างระหว่างคนที่ล้มเหลวและคนที่สำเร็จคือนิสัย ฉันจะสร้างนิสัยที่ดีและตกเป็นทาสของมัน ฉันต้องฝึกฝนตนเองให้สร้างนิสัยใหม่ นิสัยแรกคือจะอ่านคัมภีร์แต่ละม้วนเป็นเวลา 30 วัน ฉันจะได้ความลับของความสำเร็จทุกประการในโลก ซึมซับเข้าไปในจิตใต้สำนึก วันนี้ ฉันได้ทิ้งอดีตไปแล้ว ฉันจะเดินอย่างสง่าท่ามกลางผู้คนและเขาจะจำฉันไม่ได้เลย เพราะวันนี้ฉันเป็นคนใหม่พร้อมกับชีวิตใหม่

คัมภีร์ม้วนที่ 2
ฉันจะทักทายวันนี้ด้วยความรักในหัวใจ เพราะนี่คือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความสำเร็จในทุกสิ่ง ที่สามารถเปิดประตูใจของมนุษย์ ฉันจะมองสรรพสิ่งด้วยความรักและจะเกิดใหม่ ฉันจะรักมนุษย์ทุกคน โต้ตอบการกระทำของผู้อื่นด้วยความรัก ฉันจะรักตัวเอง ไม่ปล่อยให้จิตคอยตามสิ่งชั่วร้ายและความสิ้นหวัง แม้ไม่มีคุณสมบัติใดเลย ก็สำเร็จได้ด้วยความรักเพียงอย่างเดียว ฉันจะทักทายวันนี้ด้วยความรักในหัวใจ และฉันจะสำเร็จ

คัมภีร์ม้วนที่ 3
ฉันจะยืนหยัดจนสำเร็จ ถ้าพยายามต่อไป พุ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆฉันจะสำเร็จ ฉันจะไม่ฟังพวกขี้แงและขี้บ่น ฉันจะเดินต่อไปอีกก้าวหนึ่งเสมอ ฉันจะสร้างปราสาทของฉันจากอิฐทีละก้อน ฉันจะหลีกเลี่ยงความสิ้นหวัง แต่หากต้องติดเชื้อโรคทางจิตนี้ฉันจะทำงานต่อไปทั้งๆที่รู้สึกสิ้นหวัง จ้องไปที่เป้าหมาย ฉันจะจำ "กฎแห่งค่าเฉลี่ย" (The ancient law of averages) ฉันต้องล้มเหลวบ่อยครั้ง เพื่อที่จะสำเร็จเพียงครั้งเดียว ฉันจะพยายาม ฉันจะไม่ยอมให้วันใดจบลงด้วยความล้มเหลว ฉันจะไม่ผยองกับความสำเร็จของเมื่อวาน ฉันจะลืมสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่ว่าจะดีหรือร้าย และต้อนรับวันใหม่ด้วยความมั่นใจว่า วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิตฉัน ถ้าฉันยืนหยัดนานพอ ฉันจะชนะ

คัมภีร์ม้วนที่ 4
ฉันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของธรรมชาติ ตั้งแต่เริ่มโลกไม่เคยมีใครเหมือนฉัน ฉันจะประกาศเอกลักษณ์ของฉันให้โลกรู้ ฉันจะใช้ประโยชน์จากความแตกต่างนี้ เพราะมันเป็นสมบัติที่ต้องส่งเสริมให้ถึงที่สุด ฉันจะไม่เลียนแบบคนอื่นแบบไร้ค่าอีก ฉันจะใช้หลักการนี้กับสินค้าต่างๆที่ฉันขาย ฉันคือสิ่งสร้างสรรค์อันเป็นหนึ่งเดียวจากธรรมชาติ ฉันเป็นสิ่งหายาก และทุกสิ่งที่หายากจะมีคุณค่า ฉันสามารถและจะสำเร็จมากกว่าที่ผ่านมา ฉันจะฝึกฝนพัฒนาทักษะต่างๆ ฉันจะรวมพลังทั้งหมดไปที่ความท้าทายในแต่ละขณะ ฉันจุติมาจากความรักและเกิดมามีจุดประสงค์ ธรรมชาติไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้ ในที่สุดแล้ว เธอจะกำชัยชนะเช่นเดียวกับฉัน ฉันจะชนะ และจะกลายเป็นนักขายที่ยิ่งใหญ่ เพราะฉันคือหนึ่งเดียวเท่านั้น

คัมภีร์ม้วนที่ 5
ฉันจะใช้ชีวิตเหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้าย ไม่รำพันถึงโชคร้ายที่ผ่านไปแล้ว วันวานถูกฝังตลอดกาลและไม่คิดถึงมันอีก ลืมเมื่อวานและไม่คิดถึงวันพรุ่งนี้ด้วย วันพรุ่งนี้ถูกฝังไปพร้อมกับวันวานและไม่คิดถึงมันอีก วันนี้คือทุกสิ่งที่ฉันมี และช่วงนี้คือเวลาทั้งหมดของฉัน วันนี้เป็นวันที่ฉันจะเป็นเลิศ ฉันมีเพียงชีวิตเดียว ฉันจะทำให้มันประเมินค่าไม่ได้เลย ฉันจะหลีกเลี่ยงพวกสิ่งผลาญเวลาแบบไม่เว้นหน้า หน้าที่ต่างๆของวันนี้ฉันจะทำให้เสร็จในวันนี้ นาทีสุดท้ายของฉันต้องดีที่สุดในชีวิต และหากวันนี้มิใช่วันสุดท้าย ฉันจะคุกเข่าและเปร่งคำขอบคุณ

คัมภีร์ม้วนที่ 6
วันนี้ฉันจะเป็นเจ้านายอารมณ์ของตัวเอง วัฏจักรของอารมณ์มีขึ้นมีลงตามธรรมชาติ คนเข้มแข็งคือคนที่บังคับให้การกระทำควบคุมความคิด ถ้ารู้สึกแย่ฉันจะทำสิ่งตรงข้าม ถ้ามั่นใจเกินไปฉันจะนึกถึงความล้มเหลว ฉันจะให้อภัยความโกรธเคืองและหงุดหงิดของผู้อื่น เพราะเขาไม่รู้เคล็ดลับในการควบคุมจิต ฉันสามารถทนต่อคำเสียดแทงและคำดูถูกเพราะฉันรู้ว่าพรุ่งนี้เขาจะเปลี่ยนไป ความลับนี้คือกุญแจสู่ความมั่งคั่งยิ่งใหญ่ เมื่อฉันควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ฉันก็ควบคุมชะตาชีวิตได้ จะเป็นนายของตัวเอง ฉันจะยิ่งใหญ่

คัมภีร์ม้วนที่ 7
ฉันจะหัวเราะใส่โลกนี้ ฉันจะยิ้ม และชีวิตของฉันจะยาวขึ้น นี่คือความลับที่ยิ่งใหญ่ ฉันจะหัวเราะใส่ตัวเอง เพราะมนุษย์หน้าขันที่สุดเมื่อทำตัวจริงจังเกินไป เมื่อต้องเจอกับคำดูหมิ่น ฉันจะปลอบตัวเองว่า "สิ่งนี้ก็จะผ่านไป" เมื่อฉันพองโตไปด้วยความสำเร็จ ฉันก็จะเตือนตัวเองว่า สิ่งนี้ก็จะผ่านไป ฉันจะทาสีวันนี้ด้วยเสียงหัวเราะ ฉันจะหัวเราะใส่ความล้มเหลว และพวกมันจะหายไป ฉันจะหัวเราะใส่ความสำเร็จ และพวกมันจะหดลงเท่าคุณค่าที่แท้จริง รอยยิ้มเปลี่ยนเป็นทองได้ คำพูดอันเมตตาสร้างปราสาทได้ ตราบใดที่ฉันยังหัวเราะได้ ฉันจะไม่มีวันยากจน เสียงหัวเราะคือของขวัญชิ้นใหญ่ที่สุดของธรรมชาติ และฉันจะไม่ทิ้งมันอีกต่อไป ฉันจะมีความสุข ฉันจะประสบความสำเร็จ

คัมภีร์ม้วนที่ 8
วันนี้ฉันจะทวีคุณค่าของฉันเป็นร้อยเท่า ดั่งเมล็ดข้าวสาลีที่ออกรวงนับร้อยจากเมล็ดเดียว และต้องปลูกในดินอันมืดมิดแห่งความล้มเหลวสิ้นหวัง ฉันจะตั้งเป้าหมายต่อวัน ต่อสัปดาห์ ต่อเดือน ต่อปี และสำหรับชีวิต ความสูงของเป้าหมายจะไม่ทำให้ฉันเกรงกลัว ถ้าล้มจะลุกขึ้น ทุกคนต้องล้มบ่อยครั้งกว่าจะถึงเป้าหมายสูงสุด การก้าวข้ามผลงานของคนอื่นนั้นไม่สำคัญ การก้าวข้ามผลงานของฉันเองนั้นคือทุกสิ่ง ฉันจะเป็นดั่งผู้ทำนายอนาคตตัวเอง ฉันจะตั้งเป้าให้เกินเอื้อมเสมอ ฉันจะประกาศเป้าหมายให้โลกรู้เสมอ เมื่อทำสำเร็จแล้ว ฉันจะทวีคุณค่าอีกครั้ง และอีกครั้ง

คัมภีร์ม้วนที่ 9
ฉันจะทำเดี๋ยวนี้ ฉันจะย้ำประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก การกระทำจะบำรุงเลี้ยงความสำเร็จของฉัน ถ้าจะพิชิตความกลัว ฉันต้องลงมือทำโดยปราศจากการลังเล การลงมือทำเท่านั้น ที่กำหนดคุณค่าของฉันในท้องตลาด และการที่จะทวีคุณค่าของฉัน ฉันต้องทวีการลงมือทำ เพราะ "ขณะนี้" คือทั้งหมดที่ฉันมี ฉันจะสั่งการ และฉันจะเชื่อฟังคำสั่งตัวเอง ความสำเร็จไม่เคยรอใคร นี่คือเวลาอันสมควร นี่คือสถานการณ์ที่ใช่ ฉันคือคนคนนั้น ฉันจะทำเดี๋ยวนี้

คัมภีร์ม้วนที่ 10
ฉันจะอธิษฐาน ร้องขอการนำทางเท่านั้น ที่ฉันขอ อาจมาหรืออาจไม่มา แต่ทั้งสองแบบก็คือคำตอบ ฉันจะอธิษฐานขอการนำทางในฐานะนักขายดังนี้
ข้าแต่พระเจ้าผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง ช่วยฉันด้วย ช่วยนำทางฉัน เพื่อที่ฉันจะสร้างความสามารถให้คู่ควรต่อโอกาสที่ได้รับ โปรดช่วยฉัน ให้อ่อนน้อมถ่อมตน และช่วยให้นัยตาเห็นรางวัลที่มาพร้อมกับชัยชนะด้วยเถิด โปรดให้ฉันมีเวลาอย่างเพียงพอ โปรดนำทางฉันในเรื่องคำพูด โปรดอบรมบ่มวินัย โปรดมอบความอดทน โปรดล้างชำระฉันด้วยนิสัยที่ดี โปรดให้ฉันรู้ว่าทุกอย่างจะผ่านไป ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับประสงค์ของพระองค์ โปรดนำทางฉัน ช่วยฉัน ชี้ทางให้ฉันเถิด ให้ฉันกลายเป็นทุกสิ่งที่ท่านได้วางแผนสำหรับฉัน โปรดช่วยนักขายผู้ถ่อมตัวคนนี้ โปรดนำทางฉัน พระเจ้า

=======
ก็จบไปแล้วนะครับ กับการสรุปและย่อความ 10 คัมภีร์นักขายฯ ในส่วนของคัมภีร์ทั้ง 10 ม้วน หากได้อ่านจากหนังสือจะมีรายละเอียดที่น่าประทับใจมากมายและขยายความให้เข้าใจได้มากยิ่งขึ้น หากอ่านสรุปนี้แล้วสนใจก็ลองหาหนังสือมาอ่านดูนะครับ จะได้อรรถรสในส่วนของเนื้อเรื่องที่เป็นนิยายด้วย
การสรุปนี้เป็นอย่างไรก็สามารถติชมได้ครับขอบคุณมากครับ และหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่าน
ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จดั่งหวังนะครับ

=======
แถม
มาลองฟังหนังสือ 10 คัมภีร์ฯฉบับเต็มในรูปแบบหนังสือเสียงกันดูครับ

ผมทำการสรุปคัมภีร์ทั้ง 10 ม้วนอีกครั้ง จาก 10 คัมภีร์นักขายผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก โดยย่อแบบกระชับขั้นสุด แต่ยังคงแก่นความเอาไว้ใช้ย้ำเตือนตัวเอง (affirmation) สำหรับคนที่มีเวลาน้อย ซึ่งนอกจากเรื่องการขายแล้วยังสามารถนำไปปรับใช้กับเป้าหมายอื่นๆในชีวิตได้
  1. ฉันคือผู้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในวันนี้ ฉันจะสร้างนิสัยที่ดีและเป็นนายของมัน และจะเริ่มต้นด้วยการอ่านคัมภีร์ทุกวันเพื่อความสำเร็จ
  2. ฉันจะทักทายโลกด้วยความรัก เพราะความรักคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่จะเปิดประตูแห่งความสำเร็จในทุกสิ่ง
  3. ฉันจะยืนหยัดและก้าวต่อไป แม้ล้มก็พร้อมลุก เพื่อให้สำเร็จในที่สุด เพราะความพากเพียรคือชัยชนะ
  4. ฉันคือสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งเดียวในธรรมชาติ และจะใช้เอกลักษณ์นี้ เพื่อสร้างคุณค่าและประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
  5. ฉันจะใช้ชีวิตในวันนี้ให้ดีที่สุดเหมือนเป็นวันสุดท้าย เพราะวันนี้คือทั้งหมดที่ฉันมี อดีตและอนาคตไม่สำคัญเท่าปัจจุบัน
  6. ฉันจะเป็นนายของอารมณ์ตนเอง และควบคุมจิตใจเพื่อควบคุมโชคชะตาของฉัน
  7. ฉันจะหัวเราะใส่โลกนี้และตัวเอง เพราะเสียงหัวเราะคือของขวัญที่เปลี่ยนความล้มเหลวให้เป็นเรื่องเล็กน้อย
  8. ฉันจะตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้น และทวีคุณค่าของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อก้าวข้ามผลงานของตัวเอง
  9. ฉันจะทำเดี๋ยวนี้ เพราะการลงมือทำคือการบำรุงเลี้ยงความสำเร็จ และปัจจุบันคือเวลาเดียวที่ฉันมี
  10. ฉันจะอธิษฐานขอเพียงการนำทาง เพื่อให้ฉันคู่ควรกับโอกาสและกลายเป็นทุกสิ่งที่ธรรมชาติได้วางแผนไว้สำหรับฉัน