ครั้นปฐมบทเริ่มขึ้น เครื่องเทศหลากสีได้ถูกสาดลงบนพื้นผ้าใบอันดำมืดแห่งห้วงอวกาศ ปรากฎเป็นแสงจ้าของปรากฎการณ์บิ๊กแบ๊งในภาพลักษณ์ของวิหคเพลิง แล้วสรรพสำเนียงจึงเริ่มค่อยๆก่อตัว เสียงกีต้าร์คลี่คลายตัวเองออกมาอย่างแผ่วเบา ไม่นานนักความเข้มข้นของพลังงานก็เพิ่มขึ้นด้วยเสียงไวโอลินของ Jerry Goodman และกลองของ Billy Cobham จังหวะการขยายตัวเริ่มพุ่งทะยานสุดขอบจักรวาล ดั่งพลังงานจากแกนกลางกำลังกระจายตัวออก เสียงกีต้าร์โซโล่ของ John McLaughlin ได้แผดเสียงอย่างเผ็ดร้อนบนพื้นหลังอันอัดแน่นจากเบสของ Rick Laird และมิติอันลึกล้ำจากเสียงคีย์บอร์ด Jan Hammer ในความวุ่นวายของห้วงอวกาศในสภาพไร้ระเบียบปรากฎให้เห็นชัดแล้ว เมื่อถึงที่สุดจักผันเปลี่ยน เมื่อความไร้ระเบียบถึงที่สุดจึงหดกลับสู่ระเบียบแห่งอ้อมกอดอีกครั้งในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสั้นๆแห่งห้วงเวลาของสรรพสิ่ง เป็นรอยประสานของการพักผ่อนหลังการสรรค์สร้าง แล้วพลังงานจึงเริ่มแผ่กระจายพลังงานอันเต็มเปี่ยมไปสู่ทุกพื้นที่ว่างในห้วงอวกาศอีกครั้ง แสงสีสันดั่งเครื่องเทศเผ็ดต้นหวานปลาย ท่อนเพลงวนซ้ำดั่งกำลังบอกว่าวัฏจักรในธรรมชาติย่อมวนเวียนผันเปลี่ยนไม่รู้จบสิ้น หยินหยางผันเปลี่ยน วุ่นวายสู่ระเบียบ ระเบียบสู่วุ่นวาย ไร้เริ่ม ไร้จบ... จากเถ้าธุลี วิหคเพลิงสะบัดปีกโผบินอีกครา...
บทพรรณาเพลงตามทรรศนะของข้าพเจ้า
นักดนตรี Associated Performer: The Mahavishnu Orchestra with John McLaughlin Electric Guitar, Composer, Lyricist, Producer: John McLaughlin Drums: Billy Cobham Keyboards: Jan Hammer Violin: Jerry Goodman Bass: Rick Laird
เพนทาโทนิก (Pentatonic) ซึ่งมักจะตั้งเสียงคีย์ G Pentatonic จากต่ำไปสูงคือ D-E-G-A-B-D-E (จะเห็นว่าไม่มีโน้ต C และ F#) หากจะตั้งเป็นคีย์ C Pentatonic จะเป็น G-A-C-D-E-G-A เป็นต้น (จะเห็นว่าไม่มีโน้ต F และ B)
ไดอะโทนิก (Diatonic) หากตั้งเป็นคีย์ C จากจากเสียงต่ำไปสูง คือ G-A-B-C-D-E-F
C=โด, D=เร, E=มี, F=ฟา, G=โซ, A=ลา, B=ที
ในบทความนี้จะกล่าวถึงการตั้งเสียงไลร์ 7 สาย คีย์ C มาตราฐาน จาก A442 แบบไดอะโทนิก ด้วยมาตราฐาน Just
แต่แนะนำว่าให้ตั้งค่าแอพจะสะดวกกว่า เพราะถ้าตั้งค่าแอพแล้วสามารถใช้ตั้งเสียงระบบ Just กับไลร์กี่สายก็ได้ สำหรับการตั้งค่าแอพตั้งเสียงให้ตั้งเสียง Just แบบอัตโนมัติจะใช้ cents ในการตั้งค่า แอพที่ตั้งค่าได้แนะนำแอพ Tuner-gStrings ส่วนวิธีการตั้งค่าในแอพให้ดูวิธีการจากบทความ Just intonation tuning - การตั้งเสียงแบบ Just intonation ครับ
ถ้าต้องการตั้งเสียง Just intonation คีย์อื่นๆก็เทียบโน้ตตามสูตรโรมันได้เลย ถ้าเป็น คีย์ B ก็เอา B ไปเทียบกับ I หรือ ถ้าเป็นคีย์ G ก็เอา G ไปเทียบกับ I ฯลฯ และไล่โน้ตที่เหลือไปตามลำดับของคีย์นั้นๆ
เป็นอันเสร็จ สามารถเอามาใช้ตั้งเสียงเป็นคีย์ C ระบบ Just intonation ได้แล้วครับ ทีนี้ก็หมดปัญหาเสียงแปร่งดังแง่งๆๆๆแล้วล่ะครับ
อย่าลืมว่าการตั้งเสียงแบบ Just นั้นเป็นการตั้งเสียงแบบคีย์ต่อคีย์ ถ้าเล่นคีย์เดียวอยู่แล้วอย่างคาลิมบามาตราฐาน การตั้งเสียงแบบ Just จะเหมาะมาก จะให้เสียงที่กลมกล่อมสมบูรณ์ที่สุดในคีย์นั้นๆอย่างสมบูรณ์ ผมก็เก็บแอปที่ตั้งค่านี้เอาไว้ตั้งระบบ Just คีย์ C อย่างเดียว ถ้าจะตั้งเครื่องดนตรีอื่นเช่น Guitar ก็จะใช้อีกแอปนึง Universal Tuner จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนการตั้งค่าไปมาครับ
ระบบการตั้งเสียงก็อยู่ที่ความชอบนะครับ ชอบแบบไหนก็ตั้งแบบนั้น ไม่ว่าจะตั้งเสียงแบบ Just หรือ Equal ถ้าเล่นในคีย์เดียวกันก็สามารถเล่นด้วยกันได้ครับ ไม่มีปัญหาอะไร แต่เสียงของ Just จะกลมกล่มกว่า เล่นคอร์ดก็ได้ โซโล่ก็ดี
ไว้เจอกันบทความหน้า
สวัสดีครับ ^_^
แถม
ถ้าอยากตั้งเสียงจากความถี่โดยตรง สามารถตั้งได้ตาม Just intonation chart ของ คีย์ C จากชุดความถี่ A442 ดังนี้
ส่วนโน้ตเสียงสูง/ต่ำกว่านี้ก็เอาสูตรมาคูณ2/หาร2ตามสัดส่วนของโน้ตนั้นๆได้เลยครับ จากสูตรนี้เมื่อคำนวณตามนี้ก็จะได้ค่าความถี่ของโน้ตในคีย์นั้นๆระบบ Just ออกมา
สูตรการหาความต่างของ Cent ระหว่าง Just และ Equal
สำหรับคนที่อยากรู้วิธีคำนวณหาตัวเลขที่ใช้ตั้งค่าในแอปแบบเจาะลึก มันคือวิธีหาความต่างของ Cent ระหว่าง Just และ Equal สามารถคำนวณได้ตามสูตรนี้ครับ
แต่ว่าหากจะเล่นเรื่องจิตวิญญาณและสุขภาพจากเสียงดนตรีกันจริงๆแล้วล่ะก็ ผมเห็นว่ามีอยู่อย่างหนึ่งที่เข้าเค้ามากกว่าแต่ไม่มีใครพูดถึงในแนวทางนี้ ก็คือ ระบบการตั้งเสียงแบบ Just Intonation และ Equal Temperament
Just Intonation เป็นระบบการตั้งเสียงแบบที่เน้นความกลมกลืนของความถี่ธรรมชาติในคีย์นั้นๆ ถ้าตั้งเสียงในคีย์ C โน้ตที่เหลือทั้งหมดจะหาความถี่ธรรมชาติที่กลมกลืนกันที่สุดในการประสานเสียงของคีย์ C อย่างสมบูรณ์ ฟังแล้วกลมกล่อม นุ่มนวล เข้ากันเป็นอย่างดี แต่ถ้าจะเปลี่ยนคีย์ก็ต้องตั้งเสียงใหม่ทั้งหมดทุกโน้ต เป็นการตั้งเสียงแบบโบราณแบบคีย์ต่อคีย์ ความไม่สะดวกนี้ทำให้เกิดระบบการตั้งเสียงอีกแบบคือ
1st position = C Ionian (หรือ C Major หรือ C straight harp นิยมใช้เล่นกันโดยทั่วไป)
2nd position = G Mixolydian (หรือ G cross harp เป็น G Major ประเภทหนึ่ง นิยมใช้สูงสุดในแนวฮาร์โมนิก้า Blues)
3rd position = D Dorian (หรือ D minor Blues เป็น D minor ประเภทหนึ่ง)
4th position = A Aeolian (หรือ A minor)
5th position = E Phrygian (เป็น E minor ประเภทหนึ่ง)
6th position = B Locrian (เป็น B minor ประเภทหนึ่ง)
12th position = F Lydian (เป็น F Major ประเภทหนึ่ง)
เป็นการเรียงลำดับที่แตกต่างกันจากเครื่องดนตรีอื่นทั้งหมด และ Position สุดท้ายที่เรียกว่า ตำแหน่งที่ 12 ไม่ได้พิมพ์ผิดแต่อย่างใด เขาเรียกกันอย่างนี้จริงๆครับ ดูๆแล้วทั้งหมดนี้น่าจะใช้ลำดับตำแหน่งจาก Circle of fifth ครับ
ฮาร์ป 1 คีย์ สามารถใช้โน้ตหลักที่มีเล่นได้ 7 คีย์ในแบบของ Mode ทีนี้เวลาเราได้ยินนักฮาร์ปมืออาชีพพูดถึง Position ต่างๆ ก็จะเข้าใจตรงกันได้ว่าหมายถึง Mode อะไร ซึ่งที่ฮาร์ปใช้กันบ่อยๆและคุ้ยเคยคือ 1st position, 2nd position, และ 4th position โดยฮาร์ปแนวบูลส์จะเล่น 2nd position เป็นหลักซึ่งก็คือ Mixolydian นั่นเอง
Just Intonation เป็นการตั้งเสียงแบบเน้นความกลมกลืนของความถี่เสียงตามธรรมชาติครับ สมมติว่าเป็นเปียโน ถ้าตั้งเสียงเปียโนให้กลมกล่อมในคีย์ C มันก็จะกลมกล่อมในคีย์ C เท่านั้นครับ แต่ถ้าเล่นเพลงอื่นที่ต้องเปลี่ยนคีย์ ก็ต้องตั้งเสียงกันใหม่หมดทั้งหลังเพื่อความกลมกลืนของความถี่เสียงในคีย์นั้นๆ (เป็นการตั้งเสียงแบบดั้งเดิม) สำหรับฮาร์ปแล้ว 1 ตัวจะมีคีย์เดียว ดังนั้นการตั้งเสียงให้กลมกลืนแบบ Just Intonation จึงไม่เป็นปัญหา เพราะเมื่อเปลี่ยนคีย์ก็เปลี่ยนฮาร์ปครับ ฮาร์ปทั่วไปจึงตั้งเสียงแบบ Just Intonation เป็นมาตราฐานครับ