Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ guitar แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ guitar แสดงบทความทั้งหมด

31 มกราคม 2566

Cigar box guitar - กีต้าร์กล่องซิก้าร์

https://www.flickr.com/photos/dhilowitz/27394152624/in/photostream/

Cigar box guitar - ซิก้าร์บ๊อซกีต้าร์ หรือ กีต้าร์กล่องซิก้าร์ หรือจะเรียกสั้นๆว่า กีต้าร์กล่อง หรือ กีต้าร์บ๊อซ ก็ได้ เป็นกีต้าร์ชนิดหนึ่งที่มักจะทำขึ้นเองจากกล่องซิก้าร์(หรือกล่องไม้หรือกระป๋องอะไรก็ได้) เอาไว้สำหรับเล่นตีคอร์ดร้องเพลงแบบชิวๆ โดยมาตราฐานจะมี 3 สาย อยู่ในหมวดเครื่องดนตรีนอกสารบบเหมือนกับเบสกะละมังอะไรทำนองนั้น คือเป็นเครื่องดนตรีประเภททำกันเองในบ้าน แต่เล่นได้จริง แต่อันนี้ต้องใช้อุปกรณ์ช่างและฝีมือทางช่างสูงอยู่พอสมควร และมันยุ่งยากก็ตรงการใส่เฟร็ต(Fret หรือเหล็กกั้นช่อง)นี่แหละ ที่ต้องวัดระยะกันให้เป็นเรื่องเป็นราว ต้องมีความรู้ทางดนตรีพอสมควรด้วย แต่จะทำแบบไม่ใส่เฟร็ตก็มี ก็เป็นแบบ Fretless คือไร้เฟร็ต แบบนี้ก็จะทำง่ายขึ้น เวลาเล่นก็ใช้นิ้วกดลงไปตรงตำแหน่งเฟร็ตแทน แต่ Fretless จะได้เสียงสั้นๆตุ่ยๆไม่กังวาล ด้วยเหตุนี้ถ้าเป็นแบบ Fretless มักใช้อุปกรณ์เสริมคือ แท่งสไลด์ Slide guitar tube เดี๋ยวจะพูดถึงเรื่องนี้อีกทีในส่วนแถมท้ายบทความ
กีต้าร์กล่อง เครื่องดนตรีนอกสารบบนี้ไม่มีขนาดที่แน่นอน สายที่ใช้ก็แล้วแต่ บางคนใช้สายอูคูเลเล่ บ้างก็ใช้สายไวโอลิน บ้างก็ใช้สายกีต้าร์ บ้างก็ใช้เอ็นตกปลา บ้างก็ใช้สายลวดเบรกจักรยาน ฯลฯ แล้วแต่ความสะดวกของเจ้าของ หาอะไรได้ก็ใส่อันนั้น


ที่ว่ามันเล่นง่าย คือมันเล่นง่ายมากจริงๆ ด้วยการตั้งเสียงมาตราฐาน Open G แบบ 3 สาย จากสายเสียงต่ำไปเสียงสูง คือ G-D-G' (G3 D4 G4)เวลาเล่นคอร์ด G ก็ไม่ต้องจับอะไร เปิดสายเปล่า แล้วดีดทั้งหมด ก็ได้คอร์ด G แล้ว และรูปแบบคอร์ดนี้โดยพื้นฐานคือไม่ว่าจะเป็น G, G7, GM7, Gm, Gsus ฯลฯ ก็ใช้คอร์ด G สายเปล่านี้แทนได้หมด(อันนี้คือโดยพื้นฐานนะครับ ถ้าอยากได้เสียงคอร์ดที่ซับซ้อนขึ้น ก็ต้องศึกษาทฤษฎีดนตรีว่าควรเติม/ตัดโน้ตอะไรอย่างไร) เพราะ 3 โน้ตในสายเปล่านั้นเป็น Power chord (คู่ 5)โดยตัวมันเองอยู่แล้ว ทำให้ใช้เล่นได้ทั้งคอร์ดตระกูล Major และ minor โดยไม่ต้องเปลี่ยนฟอร์มอะไรเลย(ยกเว้นตระกูล dim ที่ต้องเปลี่ยนฟอร์มนิดหน่อย) และใช่ครับ คอร์ดอื่นๆก็เหมือนกัน ถ้าจะจับคอร์ด C ไม่ว่า C อะไรก็ตาม ทาบนิ้วชี้ช่องที่ 5 ทาบไปเลยทุกสายก็เรียบร้อย และแน่นอนว่า ถ้าคอร์ด D ก็แค่ทาบช่องที่ 7 และคอร์ดอื่นๆก็แค่ทาบให้ถูกช่อง ก็เป็นอันเรียบร้อย แค่นิ้วเดียวทาบลงไป เล่นได้ทุกคอร์ดทุกเพลง!

มาดูตารางคอร์ดพื้นฐานกันครับ (Cigar box guitar basic chords)
Cigar Box Guitar 3-String, Opne G Tuning Chords Tuned G-D-G'

คอร์ดพื้นฐานคือแค่นี้เลยจริงๆ ทาบด้วยนิ้วเดียว แล้วเปลี่ยนช่องเอาก็ได้คอร์ดครบทุกคอร์ด แต่บางคนอาจสงสัยว่าแล้วคอร์ด G# เล่นช่องไหน ไม่มีในตาราง คือ G# เป็นอีกชื่อหนึ่งของ Ab ครับ ถ้าเจอ G# ก็ให้เล่น Ab ได้เลย คือพวก #,b เป็นพวกครึ่งเสียง(หรือกึ่งกลาง) ซึ่งการใช้ # หรือ b จะอิงตามหลักทฤษฎีดนตรีเกี่ยวกับคีย์ โดยส่วนใหญ่จะนิยมใช้ชื่อตามในตาราง แต่ถ้าเจอชื่ออื่นๆ เช่น C# ก็ให้เล่น Db (คือ อยู่กึ่งกลางระหว่าง C และ D นั่นเอง) เป็นต้น (และแน่นอน F# = Gb) ที่เหลือก็ทำการทดชื่อคอร์ดเอาเองตามนี้ได้เลยครับ ส่วนช่อง 12 ก็กลับมาครบรอบเป็นคอร์ด G อีกครั้ง และช่องสูงกว่านั้น เช่น ช่องที่ 13 ได้คอร์ดเหมือนช่องที่ 1, ช่องที่ 14 ได้คอร์ดเหมือนช่องที่ 2, ฯลฯ เรื่อยไปเป็นวงรอบเดิม

โน้ตบนคอร์ดกีต้าร์กล่อง (Cigar box guitar note chart)

เริ่มจากทางซ้ายเป็นหัวกีต้าร์

เทียบเป็นโน้ตตัวอักษรต่างๆ
ด=โด=C=1, ร=เร=D=2, ม=มี=E=3, ฟ=ฟา=F=4, ซ=โซ=G=5, ล=ลา=A=6, ท=ที=B=7.

เป็นโน้ตทั้งแต่สายเปล่าจนถึงช่องที่ 12 ก็กลับมาครบรอบที่โน้ตเดิมเหมือนโน้ตสายเปล่า ที่เหลือจากนั้นช่องที่ 13 ก็เป็นโน้ตเหมือนช่องที่ 1, ช่องที่ 14 โน้ตเหมือนช่องที่ 2, ฯลฯ เรื่อยไปเป็นวงรอบเดิม แล้วแต่เลยว่ามีกี่ช่อง ก็ไล่ลำดับโน้ตไปตามนั้น เท่าที่เห็นนี้ก็มีโน้ตมากพอที่จะเอาไว้โซโล่ทำนองเพลงทั่วๆไปได้สบายๆแล้วล่ะครับ

t.ly/bMQH
สำหรับคนที่เคยเล่นกีต้าร์หรือเบสมาก่อน ถ้าตั้งเสียงแบบ Open E คือ E-B-E' จะเล่นได้เลยโดยไม่ต้องปรับตัว เพราะตำแหน่งคอร์ดจะเหมือนกับตำแหน่งสายบนของเบสเลย แค่ก็ทาบช่องเดียวทุกสายไปตามตำแหน่งเหมือนเบสสายบน ก็จะได้คอร์ดนั้นๆเหมือนที่เคยเล่นกับเบสแล้วละครับ มือเบสก็มาเล่นตีคอร์ดกีต้าร์กล่องได้โดยไม่ต้องฝึกฟอร์มจับคอร์ดอะไรให้ยุ่งยาก

จะเห็นว่ากีต้าร์กล่องเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นง่าย โดยเฉพาะสำหรับการตีคอร์ดสำหรับมือใหม่ เล่นง่ายกว่าอูคูเลเล่กับกีต้าร์แน่นอน หยิบมาถึงก็เล่นคอร์ดได้แล้ว และสำหรับคนที่อยากเล่นแบบซับซ้อน กีต้าร์กล่องก็มีโน้ตมากพอให้เล่นโซโล่ได้เต็มที่ อาจจะลองทำเล่นเองกันดูได้นะครับถ้าอุปกรณ์พร้อม เพราะต้องใช้อุปกรณ์และฝีมืออยู่มากพอสมควรเลยทีเดียว

แถม
แท่งสไลด์ อุปกรณ์เสริมสำหรับกีต้าร์กล่อง

แท่งสไลด์ Slide guitar

แท่งสไลด์มักทำจากแก้ว, โลหะ, หรือเซรามิก เป็นท่อสวมนิ้ว จะสวมนิ้วไหนก็ได้แล้วแต่ถนัด ส่วนใหญ่จะสวมไว้ที่นิ้วนางหรือไม่ก็นิ้วก้อย(หรือถือไว้ก็ได้) โดยหลักการแล้วจะสวมลงไปแค่ 2 ข้อบนของนิ้ว เวลาใช้ก็แค่เอาแท่งสไลด์นาบลงไปบนสายกีต้าร์ แค่ให้แท่งสไลด์สัมผัสกับสาย ไม่ต้องกดลงไปแค่แตะโดนสายก็พอ เลื่อนให้ตรงกับตำแหน่งของเฟร็ต(จริงๆต้องฟังเสียงเอาว่าโน้ตตรงมั้ย หรือใช้แอพ Tuner ช่วยในตอนเริ่มต้น ตำแหน่งเฟร็ตเป็นแค่ค่าประมาณเท่านั้นสำหรับการใช้แท่งสไลด์) แล้วดีดก็จะได้โน้ตของเฟร็ตนั้นๆ
สำหรับกีต้าร์กล่องไร้เฟร็ตก็มักจะใช่แท่งสไลด์นี่แหละครับนาบไปเลยทั้ง 3 สาย ให้ตรงกับตำแหน่งของโน้ตที่ต้องการ(อาจจะขีดรอยมาร์คของเฟร็ตต่างๆไว้บนคอก็ได้ อาจทำโดยการหาฮาร์โมนิคของสายทั้งหมดทั่วคอ แล้วมาร์คตำแหน่งฮาร์โมนิคนั้นๆไว้ โดยเริ่มจากฮาร์โมนิคกึ่งกลางสายก่อนและขยับหาตำแหน่งใดๆต่อไป หรือใช้วิธีอื่นๆแล้วแต่สะดวก) แล้วตีคอร์ดหรือโซโล่ เสียงที่ได้จะกังวาลไม่ต่างจากแบบมีเฟร็ตเลย อาจจะกังวาลกว่าด้วยซ้ำ และถ้าขยับไปมาก็ยังได้เสียงสไลด์แบบสมูธๆอีกด้วยนะ เล่นแบบนี้ก็ไม่เจ็บนิ้วดีเหมือนกันนะ กีต้าร์กล่องมีเฟร็ตก็ใช้แท่งสไลด์ได้ เดิมเป็นอุปกรณ์ของกีต้าร์แนวบูลส์ หาซื้อได้ทั่วไปเรียกว่า แท่งสไลด์ หรือ Slide guitar tube หรือจะทำเองแบบดั้งเดิมก็ได้จากคอขวดแก้วเอามาตัด หรือใช้ขวดแก้วเครื่องดื่มขนาดเล็กทรงท่อขนาดพอเหมาะก็ได้


อ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติม

20 กุมภาพันธ์ 2552

Jaco Pastorius - John Francis Pastorius

คงไม่มีอะไรที่มากไปกว่าการกล่าวว่า Jaco เป็นอัจฉริยะมือเบสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เขาได้สร้างกฎเกณฑ์ใหม่แห่งโลกเบส ซึ่งไม่น้อยไปกว่าที่จะกล่าวเช่นนี้เลย เฉกเช่นเดียวกับ Jimi Hendrix กับการมีอิทธิพลต่อนักดนตรีทั่วโลก Jaco ได้มอบแนวทางใหม่สำหรับมือเบสในการที่จะเข้าถึงแก่นแท้ได้ กับการ บุกเบิกเทคนิคให้บังเกิดผลอย่างเชี่ยวชาญ และการเปลี่ยนแปลงขึ้นในแนวทางใหม่สำหรับเบส กับการออกโซโล่ อัลบั้ม ที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1976 จึงทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีชื่อเสียงในการเป็นนักดนตรีแจ๊ส เมื่อได้เป็นมือเบสแห่งวง Weather Report จุดนี้จึงได้ทำให้เขากลายเป็นตำนานไปโดยปริยาย Jaco ได้เชื่อมโยงระหว่างรูปแบบของดนตรี ภายในผลงานเพลงของเขากับ Weather Report และ โซโล่ อัลบั้มของเขา นอกจากนั้นเขาได้ร่วมงานดนตรีกับนักดนตรีที่มีชื่อเสียง เช่น Pat Metheny Joni Mitchell Michael Brecker และ Mike Stern จนในระหว่างปี 1970 -1980 เขาได้รับเกียรติให้ได้รับการโหวดให้เป็น Best Jazz Bassist และ Jazz Artist of the Year ใน Guitar Player และ Down Beat magazines จากหลายๆประเทศเช่น ญี่ปุ่น อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมัน และอเมริกา

Jaco ได้รับการยกย่องว่ามีเทคนิคที่เยี่ยมยอด กับเสียงที่ใช้ finger funk style กับการเล่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคนิค artificial harmonics ที่เขาได้สร้างขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนเป็นเสียงเบสที่น่าจดจำในประวัติศาสตร์ดนตรีเบส เขาเป็นบุคคลแรกที่ใช้ประโยชน์ของ harmonics ที่ใช้ในทำนองอย่างไพเราะ และใช้ Fretless electric bass ขึ้นมาอย่างชัดเจน

ประวัติโดยย่อ
John Francis Pastorius เกิดเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ใน Norristown, Pennsylvania ปี 1951 เมื่ออายุได้ 7 ปี ครอบครัวเขาย้ายไปที่ Fort Lauderdale ที่ Florida ที่ซึ่งเขาได้รับแนวดนตรี soul blues latin พ่อของเขา Jack Pastorius เป็นมือกลองและนักร้อง เขาจึงได้ดำเนินรอยตามพ่อเขา โดยได้เรียนรู้ดนตรีชนิดต่างๆเช่น กลอง เบส กีตาร์ เปียโน และ เซ็กโซโฟน เมื่ออายุได้ 12 ปี เขาได้เลือกกลองเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกในการเล่นวงดนตรีกับพี่เขาที่เล่น กีตาร์ จนมาเมื่ออายุ 13 ปี เขาได้เป็นมือกลองวง the Sonics ซึ่งเป็นวงแรกของเขา เมื่อ 15 ปีเขาเล่นกลองในวง Las Olas Brass แต่เมื่อการได้รับอุบัติเหตุจากการเล่นบอล จึงทำให้เขาได้รับบาดเจ็บที่เอวด้านซ้าย จึงทำให้เขาไม่สามารถเล่นกลองได้ จึงก้าวเข้ามาเล่นเบสแทนมือเบสคนเก่าที่ได้ลาออกไป ทำให้เขาเป็นมือเบสของวงไปโดยปริยาย ประจวบกับสภาพทางร่างกายคือ มีมือที่ใหญ่ นิ้วยาว จนเมื่ออายุได้ 16 ปี เขาได้รับการโหวดจากนักดนตรีให้เป็นมือเบสยอดเยี่ยมแห่ง South Florida และเมื่อ 17 ปี เขาถือว่าเป็นมือเบสยอดเยี่ยมแห่ง Florida โดยในเวลานั้นกับการเล่นแบบ muted 16th-note fingerstyle funk ที่เป็นแบบแผนที่น่าจดจำมาจนทุกวันนี้ เมื่อก่อนที่เขาจะมีอายุได้ครบ 18 ปี Jaco ได้ป่าวประกาศว่า “ผมเป็นมือเบสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” คำกล่าวนี้จึงไม่เกินความจริงนัก จนทุกวันนี้จะได้ยินมือเบสทั้งหลายกล่าวถึงเขาด้วยคำพูดนี้

ฤดูร้อน ของปี 1968 - Jaco เขาใช้ acoustic upright bass และเป็นที่น่าจดจำในปลายยุค 60 เมื่อเขาเข้ามาเป็นสมาชิกวง Woodchuck กับทัวร์คอนเสริ์ตใน Florida ต้นยุค 70 และในช่วงเวลานี้เอง Jaco ได้เบสตัวใหม่ คือ Fender Jazz Bass ซึ่งเป็นเบส fretted model แล้วเขาก็เเกะเฟรตออกให้เป็น fretless bass

ในปี 1972 ชีวิต Jaco จุดหักเหของชีวิต คือ เขาได้เข้าร่วม กับ Wayne Cochran และ the C.C.(Citlin Circuit) Riders เป็นวง R&B ที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรี 14 ชิ้น พร้อมกับคำจำกัดความใหม่สำหรับเขาคือ "creative overplaying" โดยเขาได้คิดค้นการเล่นเบสที่เหมือนการเล่นของริทึ่มกีตาร์ที่ผสมผสานและ ประยุกต์เข้ากับท่วงทำนองของการเล่น Harmonics เขาได้หมกมุ่นอยู่กับการพัฒนาและค้นหา Caribbean sound และเขาก็เล่นดนตรีใน ห้องพักเรือที่แล่นไปที่ท่าเรือ St. Thomas and Nassau ขณะที่นำเรือเทียบท่า Jaco จะออกไปร่วมแจมกับ นักดนตรี reggae และ calypso ( ดนตรีแบบคาลิปโซ) นี้เป็นสไตร์ของดนตรี latin/caribbean ที่มีอิทธิพลต่อ Jaco เขาจึงได้ผสมผสานมันเข้ากับแนวสไตร์ดนตรีของเขา ซึ่งเป็นที่ปรากฏขึ้นตาม เพลงของ Weather Report และชุด Word of Mouth

ต่อ มา Jaco ก็ได้เข้าสอนเบสที่มหาวิทยาลัย Miami ทำหน้าที่ควบคุมวงและเล่นเบสให้ในวงดนตรีแจ๊ซของนักเรียน เซียน Fretless bass นามว่า Mark Egan เป็นหนึ่งในนักเรียนของเขา ที่นั้นได้ส่งผลต่อชีวิตเขาเป็นอย่างมาก เมื่อได้เป็นที่รู้จักของ Joe Zawinul ( เปียโน ) และ Wayne Shorter ( แซ็กโซโฟน ) สมาชิกเก่าวงของ Miles Davis ที่ คอนเสริ์ตของ Weather Report ซึ่งวงนี้เป็นแนว fusion ชั้นนำ แห่งยุค 70 เขาได้เป็นนักดนตรีรับเชิญที่ปรากฎตัวขึ้นในชุด Black Market เมื่อ 1 เมษายน ปี 1976 เขาได้เป็นมือเบสอย่างเป็นทางการเมื่อได้ก้าวเข้ามาแทนที่ Alphonso Johnson ที่ลาออกไป ปีนี้นับว่าเป็นปีทองของเขาสำหรับการเป็นมือเบส นอกจากนั้นเขายัง มีอัลบั้มอื่นที่ร่วมงานกับ Pat Metheny, Joni Mitchell และ Al Di Meola จนทำให้เขาเป็น ซุปเปอร์สตาร์

ในปี 1976 เขาได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของเบสได้อย่างน่าอัศจรรย์โดยได้ออกชุด Jaco Pastorius จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเขาไปเลย เมื่อได้เป็นชุดที่มีคุณค่าต่อมือเบสทั่วโลก "Donna Lee" เป็นเพลงแรกในชุดนี้กับเสียงเบส fretless '62 Fender Jazz Bass ของเขา และเสียง artificial harmonics ในเพลง Portrait of Tracy ( ชื่อจากภรรยาคนแรกของเขา ) จนกลายเป็นบทเรียน harmonics ที่สำคัญ และ เพลง Come On, Come Over ที่ใช้ 16th-note groove กับเบส fretless จนต่อมาเขาก็ได้ออกอัลบั้มมาเรื่อยๆ

ปี 1977 กับ Weather Report ชุด Heavy Weather
ปี 1981 กับวง big band 20 ชิ้น ชุด Word of Mouth
ปี 1983 ชุด Invitation

กลาง ปี 80 Jaco มีปัญหาเรื่องยาเสพย์ติด แต่เขายังแสดงคอนเสริ์ตกับ Word of Mouth big band และเล่นที่บาร์ ที่ New York ต้นปี 1986 อาการของเขาเลวร้ายขึ้นกับการแสดงที่ก้าวร้าวต่อหน้าคนดู จนเขาต้องรับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล หลักจากเมื่อเขาออกจากโรงพยาบาลเขาก็ทำร้ายตัวเองด้วยการดื่มเหล้า จนทำให้ชีวิตเขาตกต่ำ จนในที่สุด
เมื่อ 12 กันยายน 1987 ที่บาร์ใน Fort Lauderdale รัฐ Florida เขาได้พยายามเข้าไปดู คอนเสริ์ตของ Carlos Santana แต่เนื่องจากอาการที่ก้าวร้าวของเขา ผู้คุมบาร์ไม่ยอมให้เขาเข้าไปดู จึงเกิดการต่อสู้ขึ้น จนทำให้เขาต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการขั้นโคม่า เนื่องจากกะโหลกแตก ตาข้างขวาแทบจะถลนออกมา เขาจึงถูงนำตังส่งโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส จนกระทั่งวันที่ 19 กันยายน เลือดคั่งในสมองของเขา จนขาดการรับรู้ได้
จนกระทั่งในวันที่ 21 กันยายน ปี 1987 เขาได้พบกับจดจุบในชีวิต เมื่ออายุได้ 36 ปี

แต่ ถึงอย่างไรตำนานทางดนตรี กับคำว่ามือเบสที่ยิ่งใหญ่ที่ยังคงป็นตำนาน สร้างแรงบัลดาลใจที่สำคัญยิ่งต่อมือเบสรุ่นแล้วรุ่นเล่า กับอัจฉริยะทางดนตรี ที่สมควรได้รับการจารึก...

ขอบคุณบทความดีๆจาก kttbass.dwthai

ลองค้นหาคำว่า jaco pastorius ใน youtube ดูครับ ยังมีอะไรเจ๋งๆให้ดูอีกเพียบ