Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หย่งชุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หย่งชุน แสดงบทความทั้งหมด

03 พฤศจิกายน 2564

ขอซ่าหน่อยละกัน!


ขอซ่าหน่อยละกัน! เป็นนวนิยายที่ทางสำนักพิมพ์หริรักษ์ฟาร์มภูมิใจนำเสนอ เรื่องนี้สนุกมากๆ มีดีกรีได้รับการส่งเข้าพิจารณาคัดสรรของมูลนิธิวิชาหนังสือเลยทีเดียว ซึ่งในตอนนั้นมีเพียงแค่ตอนเดียว จากนั้นผู้เขียนได้สร้างสรรค์ต่ออีกหลายตอน เรียกได้ว่า อัดแน่นความสนุกและความมันส์ของมวยหย่งชุนได้อย่างน่าติดตาม และบัดนี้ ได้รวมเล่มกลายเป็นหนังสือเล่มนี้แล้ว เอาล่ะ จะรอช้าอยู่ใย? เข้าไปทดลองซ่าและเป็นเจ้าของความซ่าได้ที่นี่เลย 📖 https://cutt.ly/2R00O7b
Thumbnail Seller Link
ขอซ่าหน่อยละกัน!
กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา
www.mebmarket.com
คำนิยม ควรค่าแก่การอ่านแล้วอ่านอีกและเก็บไว้ให้ลูกหลานได้อ่านด้วย อ่านแล้วอยากฝึกมวยจีนเลย - Harirak Farm https://www.facebook.com/harirakfarm/ สนุก...
Get it now

คำนิยม

ควรค่าแก่การอ่านแล้วอ่านอีกและเก็บไว้ให้ลูกหลานได้อ่านด้วย อ่านแล้วอยากฝึกมวยจีนเลย
- Harirak Farm
https://www.facebook.com/harirakfarm/

สนุก กระชับ ฉับไว และมีรายละเอียดที่กลั่นออกมาอย่างเข้มข้นอยู่ในทุกคำ ทุกวลี ทุกประโยค คือต้องอ่านและอ่านซ้ำ
- Jazzylj
https://twitter.com/jazzylj

มวลหมู่บุษผา
โชยผ่านอักษร
ชวนเหล่าภมร
มาเริงร่ากัน
- เพจบทกวีที่สาบสูญ
https://cutt.ly/hiddenpoems

สนุกมาก! นี่คือคำแรกที่ผุดขึ้นหลังจากได้อ่าน ซึ่งตอนนั้นเป็นเพียงตอนเดียวจบ เราอ่านแล้วรู้สึกชอบมากๆ จึงรบเร้าให้ผู้เขียนเขียนออกมาอีกหลายๆตอน ผ่านไปนาน ฉันได้ทวงถามเขาว่าเขียนถึงไหนแล้ว ซึ่งตอนนั้นเขามีภาระรัดตัวจนไม่ได้ทำงานเขียนเลย ฉันก็ให้กำลังใจเขาอยู่เสมอ และในที่สุด ผ่านไปนานนับปี ผลงานเล่มนี้ก็ออกสู่บรรณพิภพ ควรค่าต่อการรอคอยจริงๆ
- Jazzylemon
https://jazzylj.blogspot.com

เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมวยจีนผ่านการผจญภัยของเหล่าเด็กหนุ่มได้อย่างสนุกสนาน ผสมผสานการเขียนหลายๆแบบได้อย่างกลมกล่อม มีทั้งความเป็นบทกวี ความกระชับ การเล่นคำ ฯลฯ และสอดแทรกเทคนิคของมวยหย่งชุนได้อย่างน่าสนใจ สุดท้ายนี้ผมอยากให้ทุกคนติดตามผลงานของเขาไปพร้อมๆกับผมครับ
- เท้าปุย

เป็นหนังสือที่หากอ่านผ่านๆก็เหมือนเรื่องราวที่สนุกสนานเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าได้อ่านแบบตีความคำที่เขาจงใจเลือกใช้ จะเห็นว่าเขาแฝงความนัยอยู่มาก เหมือนได้อ่าน 2-3 เรื่องในเล่มเดียว การแฝงความนัยจากการเลือกใช้คำของเขาเป็นอีสเตอร์เอ้กในหนังสือที่เขาเขียนเสมอ และมันสนุกสำหรับคนที่ชอบขบคิดตีความ เป็นหนังสือที่มีคุณค่าที่แฝงอยู่ในรูปแบบของขนมหวาน ควรค่าแก่การประดับชั้นหนังสือที่บ้านของคุณ
- ห้องสมุดตามใจ
https://www.facebook.com/theravenlibrary

26 กรกฎาคม 2562

DIY Wooden dummy PVC - วิธีทำหุ่นไม้หย่งชุนจาก PVC อย่างง่าย

ทำหุ่นไม้หย่งชุนขำๆกับท่อ PVC ขนาด 1" มันก็พอเป็นรูปเป็นร่างนะครับ ถอดประกอบพกพาได้ด้วย ๕๕๕บวก แต่ว่ามันจะโยกเยกหน่อย(ไม่หน่อยนะ ๕๕๕บวก)เหมือนตุ๊กตาล้มลุก ผมเรียกหุ่นไม้รุ่นนี้ว่า หุ่นไม้ขี้ก้าง ๕๕๕บวก ไปดูกันเลย

อุปกรณ์
ท่อ PVC 1" ขนาดต่างๆดังนี้
10.5" 5 อัน สำหรับทำแขน/ขา และอีก 2 อัน สำหรับทำฐาน
7" ข้อต่อขาตรง
ช่วงลำตัวจากบนลงล่าง
7.5"
2"
7"
13.5"
21"

ข้อต่อ 3 ทาง 1" 5 อัน
ข้อต่อ 45° 1" 1 อัน
พ่นด้วยสีสเปรย์น้ำตาลเข้ม เบอร์ A256
ต่อฐานเพื่อป้องกันการล้มไปด้านข้าง

ตัดขนาดตามที่แนะนำไว้แล้วนำมาประกอบตามรูปก็เรียบร้อยแล้วครับ โดยบิดให้ปลายแขนด้านซ้ายและขวาห่างกัน 8.5" ครับ(อาจต้องทากาวถ้ามันหมุนง่ายเกินไป ระวัง! กาวช้างจะแห้งเร็วมาก) กาวลาเท็กซ์ก็แน่นพอได้นะ
สำหรับผู้ที่มีงบน้อยหอยน้อยหรือไม่ค่อยมีที่ก็ลองทำเล่นกันดูครับ แม้สองแขนบนจะยกตัวห่างกันสักหน่อย ก็พอใช้ฝึกได้บ้าง แต่ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าใส่แรงมากไม่ได้เลยครับ ๕๕๕บวก บางคนก็เอาดักเทปแปะติดผนังไปเลย หรือพันเทปติดกับเสาก็พอจะนิ่งอยู่บ้าง จะเพิ่มถังน้ำถ่วงน้ำหนักเข้าไปอีกก็ได้ยิ่งเยอะยิ่งดี แล้วแต่จะประยุกต์ครับ หาวิธีทำให้มั่นคงก็เป็นอันโอเคครับ

แถมง่ายๆอีกสักแบบ
แน่นอนครับว่าหุ่นไม้หย่งชุนมาตราฐานที่เป็นท่อนซุงย่อมใช้ฝึกได้ดีกว่าแบบนี้แน่นอน ออกแรงได้เต็มที่ด้วย แต่แบบนี้ก็พอจะซ้อมท่วงท่าได้บ้าง แก้ขัดกันไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากมีเพื่อนร่วมซ้อมด้วยกันย่อมดีที่สุดครับ ฟังดูเหงาๆเนาะ ๕๕๔บวก


ศึกษาเพิ่มเติม
https://www.wingchun.org/dummy.html โครงสร้างหุ่นไม้มาตราฐาน

29 กันยายน 2559

ยิปมันปรมาจารย์มวยหย่งชุน - 咏春拳宗师 -- 叶问

ได้สร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Ip Man เมื่อปี 2008 และมีภาคต่อตามมาอีกหลายภาค
หากพูดถึงกังฟูจีน หลายคนคงนึกถึงภาพยนตร์กังฟู ภาพยนตร์กังฟูของหลี่ เสี่ยวหลง(บรู๊ซลี)  ดาราดังแห่งวงการนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังในระดับนานาชาติ  ในสมัยโบราณ  กังฟูจีนแบ่งออกเป็น “หมัดใต้เตะเหนือ” ทางตอนใต้ออกหมัดอย่างโดดเด่น ทางตอนเหนือเตะอย่างเชี่ยวชาญ  อาจารย์ของหลี่ เสี่ยวหลงก็คือ เย่เวิ่น (叶问 1893-1972 *เย่เวิ่นเป็นชื่อของยิปมันในสำเนียงจีนกลาง) ผู้เป็นตัวแทนการออกหมัดทางใต้ เป็นผู้ผสมผสาน “มวยหย่งชุน”(咏春) เขาเปี่ยมด้วยคุณธรรมการต่อสู้และจริยธรรมอันเป็นที่น่านับถือเป็นแบบอย่างและได้รับยกย่องให้เป็น “ปรมาจารย์แห่งยุคสมัย”

ตั้งใจฝึกฝน จนกลายเป็นปรมาจารย์แห่งมวยหย่งชุน
เย่เวิ่นเดิมชื่อว่า เย่ จี้เวิ่น เกิดในครอบครัวใหญ่ ฐานะร่ำรวย เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง ได้รับการอบรมสั่งสอนตามแนวคิดของขงจื่ออย่างเคร่งครัดมาตั้งแต่เยาว์วัย  เย่เวิ่นชื่นชอบศิลปะการต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 7 ขวบเริ่มศึกษามวยหย่งชุนโดยฝากตัวเป็นศิษย์ของเฉิน หวาซุ่น ราชันย์แห่ง “มวยหย่งชุน”  เย่เวิ่น เป็นคนช่างคิดวิเคราะห์ สติปัญญาหลักแหลมและหมั่นฝึกฝน ทำให้เฉิน หวาซุ่นรักลูกศิษย์ที่มีอายุน้อยกว่าเขาถึง 40 ปีคนนี้เป็นอย่างมากตั้งแต่รับเย่เวิ่นเป็นลูกศิษย์ ก็ไม่เคยรับลูกศิษย์คนอื่นอีกเลย เย่เวิ่นนับเป็นลูกศิษย์คนสุดท้ายของเฉิน หวาซุ่น

หลังจากอาจารย์ถึงแก่อนิจกรรม เย่เวิ่นก็ติดตามฝึกฝนเพลงมวยร่วมกันกับศิษย์พี่อย่างต่อเนื่อง เมื่ออายุได้ 15 ปี เย่เวิ่นจึงเดินทางไปศึกษาที่ฮ่องกง เย่เวิ่นจึงได้รู้จักกับเหลียง ปี้ผู้เป็นบุตรชายของเหลียง จ้าน ปรมาจารย์มวยหย่งชุน และติดตามศึกษาเพลงมวยหย่งชุนกับเหลียง ปี้เกือบ 4 ปี  เหลียง ปี้ถ่ายทอดเคล็ดลับเพลงมวยของบิดาให้แก่เย่เวิ่นจนหมดสิ้น ทำให้เพลงมวยของเย่เวิ่นพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด  ครั้นเมื่อเดินทางกลับมาถึงเมืองฝอซาน เพลงมวยของเย่เวิ่นก็เหนือกว่าศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันเป็นอย่างมาก

ตลอดชีวิตหลายสิบปี เย่เวิ่นได้ฝึกฝน ศึกษาวิเคราะห์มวยหย่งชุนอย่างต่อเนื่องไปพร้อมกับการคิดว่าจะทำให้มวยหย่งชุนมีชื่อเสียงกว้างไกลได้อย่างไร เขามักจะประลองฝีมือกับสำนักศิลปะการต่อสู้อื่นๆ เพื่อซึมซับจุดเด่นเอาไว้และผสมผสานเข้ากับมวยหย่งชุน ทำให้ศิลปะมวยหย่งชุนมีชื่อเสียงโด่งดังท่ามกลางสำนักต่างๆ

ถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ เน้นการสอนตามสภาพผู้เรียน
ก่อนหน้านี้ มีน้อยคนนักที่ถ่ายทอดมวยหย่งชุน  แต่เย่เวิ่นก็แก้สถานการณ์ดังกล่าวโดยเผยแพร่มวยหย่งชุนที่ฮ่องกงและผลักดันมวยหย่งชุนให้ไปไกลถึงระดับโลก

เย่เวิ่นรับลูกศิษย์ ไม่เคยขึ้นป้ายสำนัก และไม่โฆษณารับสมัครลูกศิษย์ การรับลูกศิษย์ของเขาเข้มงวดมาก “ลูกศิษย์เลือกอาจารย์ที่ดี ว่ายากแล้ว แต่อาจารย์เลือกศิษย์ที่ดีนั้นยากกว่า”เย่เวิ่นสอนอย่างตั้งใจ ให้ความสำคัญกับการฝึกพื้นฐานของผู้เริ่มเรียน เขาไม่เคยทำอะไรอย่างสุกเอาเผากิน  ลูกศิษย์ต้องบรรลุถึงเกณฑ์เป้าหมายที่เย่เวิ่นตั้งเอาไว้ในแต่ละกระบวนท่า ถึงจะเริ่มสอนบทเรียนใหม่  ในฐานะอาจารย์ใหญ่แห่งมวยหย่งชุน เย่เวิ่นยังพยายามดำเนินตามปรัชญา “สอนตามสภาพผู้เรียน” ก่อนการเรียนการสอน เย่เวิ่นมักจะทำความเข้าใจและวิเคราะห์สภาพร่างกาย จิตใจและลักษณะนิสัยที่โดดเด่นของผู้เรียนทุกคนก่อนเสมอ พร้อมทั้งวิเคราะห์ระดับความรู้ การอบรมสั่งสอนที่ผ่านมารวมถึงความสามารถในการเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ และใช้วิธีที่แตกต่างกันในการสอนนักเรียนตามจุดมุ่งหมายของนักเรียนแต่ละคน ทำให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ให้เกิดผลสำเร็จอย่างสูงสุด

ความพากเพียรเพาะหว่านเมล็ดพันธุ์หลายปีก็ได้ผลิดอกออกผลงอกงาม แผ่กิ่งก้านสาขา เย่เวิ่นมีลูกศิษย์มากมายในช่วงบั้นปลายชีวิต  ยอดครูมวยหย่งชุนที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายท่านต่างก็มาจากสำนักของเย่เวิ่นทั้งสิ้น  ในช่วงปี ค.ศ.1960-1970 เย่เวิ่นได้เปิด “สำนักมวยหย่งชุน” และ “สำนักศิลปะการต่อสู้จีนเย่เวิ่น” ขึ้นที่ฮ่องกงตามลำดับด้วยการร่วมแรงร่วมใจกันช่วยเหลือของลูกศิษย์ทุกคน เพื่อเผยแผ่มวยหย่งชุน พัฒนาและวางรากฐานให้แน่น ซึ่งเป็นการสร้างคุณูปการอย่างยิ่งใหญ่

ยิปมันกับบรูซลี
รักชาติ รักประชา ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินเกิด
สมัยที่เย่เวิ่นมีชีวิตอยู่นั้น สังคมกำลังประสบกับความไม่สงบสุข เย่เวิ่นเป็นคนที่มีเลือดรักชาติเข้มข้น เขาเคยกู้หน้าและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประชาชนคนจีนอยู่หลายครั้ง

ช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น หลังจากทหารญี่ปุ่นได้ยึดครองเมืองฝอซาน และได้ยินกิตติศัพท์ชื่อเสียงกังฟูของเย่เวิ่น ก็อยากเชิญมาเป็นรับตำแหน่งครูสอนศิลปะการต่อสู้ของจีนให้กับกองทัพ แต่เย่เวิ่นที่ยึดมั่นซื่อสัตย์รักชาติมาโดยตลอดกลับตอบปฏิเสธอย่างไม่ลังเล ทำให้ทหารญี่ปุ่นโกรธแค้นมาก จึงสั่งให้ยอดฝีมือด้านการต่อสู้มาประลองกับเย่เวิ่น ฝ่ายตรงข้ามมีรูปร่างกำยำสูงใหญ่ ชิงลงมือต่อสู้ก่อน เย่เวิ่นใช้เพลงมวยหย่งชุนตอบโต้ เพียงไม่นานก็ทำให้คู่ต่อสู้สูญเสียการทรงตัวและพ่ายแพ้ไปในที่สุด  หลังการประลองสิ้นสุดลง เย่เวิ่นกลัวว่าทหารญี่ปุ่นจะโกรธแค้นมากยิ่งขึ้น จึงตัดสินใจหลบหนีออกจากเมืองฝอซานชั่วคราว แต่ยังคงให้การช่วยเหลือขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นอย่างลับๆ  หลังจากได้รับชัยชนะในสงครามต่อต้านทหารญี่ปุ่น เย่เวิ่นละทิ้งการตั้งสำนักมวยและไม่รับลูกศิษย์ แต่เข้าทำงานที่หน่วยงานอาญาของอำเภอ รับผิดชอบงานด้านรักษาความปลอดภัย

ยิปมันฝึกซ้อมกับหุ่นไม้
ตอนเย่เวิ่นอายุ 70 ปี พละกำลังยังคงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตอนยังหนุ่ม  ในตอนนั้น การรักษาความปลอดภัยในฮ่องกงยังไม่ดีนัก มักจะเกิดการปล้นชิงตามท้องถนน เย่เวิ่นจึงได้ออกตรวจตรายามค่ำคืนเพื่อปกป้องดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ทันทีที่พบเห็นนักเลงใช้มีดปล้นชิงทรัพย์คนตามท้องถนน เย่เวิ่นก็จะใช้กระบวนท่าที่รวดเร็วฉับไวเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม โจรก็จะถูกเตะกระเด็นล้มลงไปไกลหลายสิบฟุตในพริบตา  การมีเย่เวิ่นอยู่ ทำให้เขตที่เขารับผิดชอบเป็นเขตที่สงบที่สุดของฮ่องกงด้วยสาเหตุนี้ เย่เวิ่นได้รับการยกย่องจากรัฐบาลฮ่องกงหลายครั้ง และได้รับเกียรติยกย่องให้เป็น “พลเมืองดีเด่น”

เพลงมวยที่ล้ำลึกและคุณธรรมอันสูงส่งของเย่เวิ่นได้รับการสรรเสริญและเคารพยกย่อง  ในปี ค.ศ. 2000 พิพิธภัณฑ์ศิลปะการต่อสู้เมืองฝอซานได้จัดสร้างห้องนิทรรศการเย่เวิ่นขึ้นเป็นพิเศษ แม้กระทั่งที่มลรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีการสร้าง “พิพิธภัณฑ์เย่เวิ่น” ขึ้น

อธิบายเพิ่มเติม
ช่วงสงครามต่อต้าน* หมายถึง ช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ประเทศจีนประกาศสงคราม ต่อต้านการรุกรานของประเทศญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเหตุการณ์ที่สะพานหลูโกวเฉียวเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ.1937 เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้สงครามต่อต้านญี่ปุ่นขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ ประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามอย่างไร้เงื่อนไขต่อกลุ่มประเทศพันธมิตร เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.1945 สงครามสิ้นสุดลง ประเทศจีนเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ

บทความโดย จินซูเหนียน
http://www.cim.chinesecio.com/hbcms/f/article/info?id=926e2f5096084600a1de4cb8c91fcbcb

ฟิมล์ที่ยังหลงเหลือจากการบันทึกภาพยิปมันรำมวยหย่งชุน


Donnie Yen รับบทเป็นยิปมัน

ศึกษาเพิ่มเติม
เกี่ยวกับภาพยนตร์ Ip Man - ปรมจารย์หย่งชุน ยิปมัน
ประวัติมวยหย่งชุน ฉบับ สมบูรณ์
สูงสุดสู่ตกต่ำของมวยตระกูลหย่งชุน

05 มีนาคม 2552

The Basic Drills of Wing Chun

พื้นฐานการชกแบบเจาะของมวยหย่งชุน รูปแบบที่อาจารย์ยิปมันชอบใช้ ถ้าได้ดูภาพยนตร์ชีวประวัติเรื่อง Ip Man-ปรมาจารย์หย่งชุนยิปมัน ที่เคยได้นำเสนอในบทความก่อนหน้านี้ จะได้เห็นท่านี้บ่อย(และเท่ห์มากด้วย) นำมาลงให้ได้ศึกษากันครับ

คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพใหญ่


แถมเบื้องหลังการถ่ายทำ Ip Man

สูงสุดสู่ตกต่ำของมวยตระกูลหย่งชุน


ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 1950 มวยจีนเป็นที่นิยมของคนหนุ่มและคนทำงานมาก มวยในยุคนั้นมี มวยตระกูลหง มวยกระเรียนขาว มวยมังกร มวยไฉเลฝัด แต่มวยหย่งชุนกลับไม่เคยมีใครเคยได้ยิน ในขณะนั้นหนุ่มน้อยจากฟอซานชื่อว่ายิปมันได้อพยพมายังฮ่องกง ยิปมันฝึกมวยหย่งชุนจากฮ่องกงและต่อมาเรียนรู้เพิ่มเติมจากเหลี่ยงปิ๊ก ลูกชายปรมาจารย์เหลียงจ้าน หลังจากมาถึงฮ่องกงเขาก็เริ่มสอนมวยที่สมาคมภัตตาคาร หลังจากนั้นเขาก็เปิดสำนักมวยเล็กๆที่บ้านเขาแถบธุรกิจร้านอาหารด้วย เนื้อที่เพียงสิบถึงสิบห้าตารางเมตร กับเวลาผ่านไปเขาได้สอนศิษย์ที่มีชื่อเสียงหลายคน และมวยหย่งชุนก็เริ่มเป็นที่รู้จักในฮ่องกง ตอนนั้นมวยต่างสำนักก็เริ่มท้าประลองกัน ทั้งในที่สาธารณะและลับๆ ศิษย์ของอาจารย์ ยิปมันที่มีชื่อเสียงในการประลองและชนะบ่อยๆคือ หลกหยิ่ว หว่องซั่มเหลี่ยง เนื่องจากบริษัทรถโดยสารเกาลูนอยู่เพียงไม่กี่ก้าวจากโรงเรียนของยิปมัน พนักงานขับรถบัสหลังเลิกงานก็มาร่วมฝึกกับพนักงานของภัตตาคารในละแวกนั้น จากนั้นนักเรียนจากโรงเรียนใกล้ เช่น เซนต์ฟรานซิส ซาเวียร์ เช่น บรู๊ซลี และฮอกกิ่นเชียง ก็เริ่มมาฝึกด้วย เศรษฐกิจแย่มากในขณะนั้น ผู้ลี้ภัยจากจีนเข้ามายังฮ่องกงเป็นร้อยๆต่อวันและงานก็หายากมาก ค่าแรงต่ำและชั่วโมงงานยาวต่อวัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ศิษย์หาเวลามาฝึกได้น้อย ศิษย์ช่วงต้นๆของยิปมันจึงเริ่มหารายได้โดยการเปิดโรงเรียนสอน เช่น เหลี่ยงเซียง หลกหยิ่ว หว่องซั่มเหลี่ยง ส่วน ซุ่ยเซียงถิ้น เปิดสอนเป็นการส่วนตัว


ปี 1957 ศิษย์รุ่นแรกๆของยิปมัน วิลเลี่ยม เชียง อพยพไปออสเตรเลีย ระหว่างเดินทางเกิดเรื่องขึ้นโดยเขาถูกล๊อคอยู่ในห้อง กลาสีและต่อสู้กับกลาสีมากว่าสิบคน เรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับในออสเตรเลียและหย่งชุนจึงเป็น ที่รู้จักในประเทศนั้น แต่บัดนั้น ประมาณหนึ่งปีต่อมาบรู๊ซลีได้ย้ายไปอยู่อเมริกา ที่นั้นคนอเมริกาได้เป็นความสามารถของเขาในการป้องกันตัวเริ่มจากการเป็น ตัวรองในเรื่องหน้ากากแตน Green Hornet เขาจึงเริ่มสอนมวยหย่งชุนให้กับบุคคลที่มีชื่อเสียง และดาราในแคลิฟอร์เนีย หลังจากนั้นเขา กลับไปฮ่องกงและได้แสดงในหนังที่ได้รับความนิยมทั่วโลก คนทั้งโลกเริ่มรู้จักมวยจีนและโดยเฉพาะมวยหย่งชุน หลังจากที่บรู๊ซเสีย ชีวิตไป ศิษย์ของเหลียงเซียงหรือเหลียงถิงสอนศิษย์ที่ชื่อว่า เกนเบิรต์ในเยอรมันนีทำให้หย่งชุนเริ่มเผยแพร่ในประเทศนั้น วิตเตอร์ กานหรือ ก๋านหว่าจิต ศิษย์อีกคนของ ยิปมันนำหย่งชุนไปสอนที่อังกฤษ ส่วน ลอหมันกั๋ม หลานอาจารย์ยิปมันนำเอาหย่งชุนไปสอนที่สวิสและ ไต้หวันประเทศของเขา หย่งชุนจึงเริ่มเป็นมวยที่แพร่หลายที่สุด มวยหนึ่งในโลกนี้ ในขณะที่มวยนี้ถูกแพร่ขยายออกไป อาจารย์ยิปมันก็ได้เสียชีวิตลง

ก่อนยิปมันเสียชีวิตในปี 1972 เขาได้หยุดการสอนแต่เป็นการชี้แนะแทนเขามีชีวิตที่ลำบากในปีแรกๆที่เขาอพยพมาฮ่องกง แต่ในปีท้ายๆของชีวิตศิษย์มีสตางค์ เช่น ดังซิงและฉานจีชู สายสืบแห่งตำรวจหลวงฮ่องกงได้หยุงสถานะทางการเงินของอาจารย์ยิปมันไว้ ยิปมันคือปรมาจารย์แห่งมวยหย่งชุนและบั้นปลายของชีวิตมี ความสุขพอสมควร แต่เขาก็ไม่ได้มอบหมายตำแหน่งผู้สืบทอดมวยหย่งชุนกับใครเลย อาจเป็นเพราะเขาไม่พบคนที่เขาคิดว่าเหมาะสม หรือว่านี่ไม่เป็นสิ่งที่เขายี่หระเลยก็ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามยิปมันคือปรมาจารย์ ของมวยหย่งชุน หลังเขาเสียชิวิตลงไม่นานศิษย์หย่งชุนเริ่มรู้ว่าเสาหลักของหย่งชุนได้ศูนย์ สิ้นไปแล้ว

ปัจจุบัน หย่งชุนเป็นสังคมที่ใหญ่มากมีโรงฝึกทั่วโลก ไม่ว่าสมาคมหรือองค์กรใดๆต้องการผู้นำที่จะรวมศูนย์ทุกคนอยู่ร่วมและร่วมงานด้วยกัน ด้วยเหตุผลใดก็ไม่ทราบ ศิษย์ของยิปมันน่าจะเป็นผู้นำของมวยนี้กลับไม่สามารถทำได้หรือไม่อยากทำ

ยี่สิบเจ็ดปีหลังยิปมันลาโลกไป ผู้ฝึกมวยหย่งชุนเริ่มห่างจากกันไปทุกที โดยที่ไม่มีผู้นำนั่นเอง หลายคนเริ่มสอนวิธีของตนเอง บางคนติคนอื่นที่สอนไม่เหมือนตนเอง หลายคนเริ่มสร้างทฤษฎีที่ยิปมันไม่เคยสอน หลานคนก็อ้างว่าเขาสอนมวยหย่งชุนต้นตำหรับและของแท้ เขาอ้างว่าคนที่สอนมวยหย่งชุนขนานแท้ต้องผ่านการทดสอบของเขาเท่านั้น การอ้างที่กล่าวมาได้ทำลายความเชื่อมั่นที่ดีๆและแบ่งแยก ผู้ฝึกมวยหย่งชุนจากกัน หย่งชุนคือมวยแขนงหนึ่งที่เราพูดถึงเป็นศาสตร์แห่งการต่อสู้ ผู้ฝึกต้อง เรียนและฝึกฝนเป็นเวลานาน เขาต้องใช้มัน ในการต่อสู้และป้องกันตัวเพื่อได้ประสพการณ์ที่แท้จริง นี่เป็นเรื่องที่จริงจังซึ่งอาจหมายถึงความเป็นหรือตายในบางสถานการณ์ มันไม่ใช่สิ่ง ที่คุณจ่ายเงินและผมทำก๊อปปี้ให้ มันไม่ง่ายอย่างนั้น ใครก็ตามที่เรียน ฝึก และใช้มวยหย่งชุนเป็นเวลานานคงเข้าใจถึงความจริงของมวยนี้ บ้าง เห็นไปได้อย่างไร ที่ใครก็ตามจะดูถูกประสพการณ์ของคนอื่นและเรียกตนเองว่าเป็นเจ้าของมวยหย่งชุนที่แท้คนเดียวและชักนำให้คนอื่นมีความคิดอ่านเช่นตน

ฐานรากของ หย่งชุนอยู่ในมวยเส้นที่ยิปมันได้ ทิ้งไว้ให้เรา แต่หลักและทฤษฎีท่านสอนโดยคำพูด หลายคนอาจแปลความ หมายได้ต่างๆนาๆ ผมแน่ใจว่า อาจารย์ยิปมันคงดีใจมากที่ทราบว่าเราได้นำสิ่งที่ท่านสอนมาใช้ประโยชน์ได้ ถ้าเรามีผู้นำที่ดีที่สามารถรวมพวกเราเข้าด้วยกันได้ เพื่อที่จะได้แลกเปลี่ยนประสพการณ์ ความคิดและยอมรับซึ่งกันและกัน ด้วยความคิดที่เปิดกว้าง หย่งชุนจะพัฒนา มากกว่าที่เป็นอยู่ หากไม่มีการรวมตัว และการสนับสนุนจากสมาชิกในสังคมหย่งชุนแล้ว สักวันมวยหย่งชุนคงจะถูกลืมเลือนไปในกาลเวลา หลักและทฤษฎีที่อาจารย์ยิปมันได้สอนไว้ก็คงหายไปจนไม่มีใครรู้จักมวยหย่งชุนอีกต่อไป วันหนึ่งหย่งชุนคงจะเหลือแค่ชื่อในประวัติศาสตร์ของศิลปะการต่อสู้


โดย อาจารย์ดันเกิ้น เลียง
http://www.geocities.com/yuttha015/home.html

02 กุมภาพันธ์ 2552

ประวัติมวยหย่งชุน ฉบับสมบูรณ์

กว่า 250 ปีมาแล้วรัชสมัยของกษัตริย์ หยวนเซ็ง แห่งราชวงศ์ ชิง วัดเส้าหลินได้ถูกวางเพลิงโดยทหารมองโกล
การวางเพลิงครั้งนี้จึงส่งผลให้ 5 ปรมาจารย์ อาวุโสของ วัดเส้าหลินพร้อมลูกศิษย์ต้องฝ่าทหารมองโกล ลงทางใต้ของเมืองจีน ปรมาจารย์ทั้ง 5 ได้แก่ หลวงจีนจี้ส่าน, แม่ชีไบ๋เหมย, แม่ชีหวู่เหมย, หลวงจีนฟองโตตั๊ก, หลวงจีนเมียงหิ่น รวมทั้งศิษย์ ฆราวาส ได้แก่ หงซีกวน ฟางซื่อยี่, ลกอาซาม, ถงเชียนจิน, หวูเว่ยฉวน, ชายหมี่จิ้ว และอื่นๆ
ปรมาจารย์ จี้ส่าน สอนศิษย์ ฆราวาสมากมายและได้นำศิษย์หล่านี้ต่อต้านแมนจู ในบรรดาศิษย์เหล่านี้นำโดยศิษย์พี่ชื่อ หงซีกวน, ตงซินทุน, ฉอยอาฟุก พวกเขาปฏิบัติการในเรือแดง โดย จี้ส่านได้ปลอมตัวเป็น พ่อครัวของคณะงิ้วเรือแดง
ส่วนปรมาจารย์ แม่ชีหวู่เหมย ได้หนีความวุ่นวายทั้งปวงไปยัง วัดกระเรียนขาวบนเขาไท่ซาน ในขณะเดียวกันได้คิดค้นวิทยายุทธ์แขนงใหม่ ซึ่งแตกต่างและมีประสิทธิภาพดีกว่าวิชาที่ได้เรียนจากวัดเส้าหลิน วิชานี้ แม่ชีได้ พบจุดเริ่มต้น
โดยบังเอิญเมื่อเธอได้เห็น จิ้งจอกต่อสู้กับนกกระเรียน ซึ่งจิ้งจอกวิ่งวนไปรอบๆนกกระเรียนเป็นวงกลมหวังหาจังหวะจู่โจมนกกระเรียน แต่นกกระเรียนอยู่ในศูนย์กลางวงกลม หันหน้าเข้าหาจิ้งจอกตลอดเมื่อจิ้งจอกโจมตีนกกระเรียนก็ปัดและจิกโดยไม่วิ่ง ออกจากวงกลมอาศัยการป้องกันและโจมตีในเวลาเดียวกัน จากจุดนี้คือการค้นพบพื้นฐานของมวยชนิดใหม่

การต่อสู้ของมวยชนิดนี้คืออาศัยหลักการต่อสู้อันแยบยลตามหลักธรรมชาติของการหลบหลีก การเคลื่อนไหวด้วยการปะทะแบบสลายแรงอย่างรวดเร็วพร้อมโจมตีเป็นเส้นตรงในเวลาเดียวกัน ทั้งรุกและรับในจังหวะเดียวกัน โดยการใช้โครงสร้างและสรีระของร่างกายแทนกำลังของมือและเท้าในการทำลายคู่ ต่อสู้
ต่อมา แม่ชีหวู่เหมยได้รับลูกศิษย์ ซึ่งเป็นผู้หญิงชื่อ เหยิ่นหย่งชุน ได้ถ่ายทอดวิชายุทธย์แขนงใหม่นี้ให้และฝึกฝนจนสามารถป้องกันตนเองได้แล้ว หย่งชุนจึงลงเขา ไท่ซ่านกลับไปหาบิดา จากนั้นหย่งชุนได้เอาวิชานี้สู้กับพวกอันธพาลที่มารังควานและรังแกประชาชนใน มลฑลนั้นจนชนะทั้งหมดจึงสร้างชื่อเสียงขึ้นมา
หลังจากนั้นหย่งชุนได้แต่งงานกับ เหลือง ปอกเชา และพยายามจะสอนวิชานี้ให้กับสามีแต่สามีไม่ยอมฝึกเพราะตัวสามีนั้นได้ฝึกฝน มวยเส้าหลินมาอย่างช่ำชองแล้วแต่หย่งชุนก็ได้แสดงฝีมือและได้เอาชนะสามีทุก ครั้ง สุดท้ายสามีจึงยอมเรียนวิชานี้กับภรรยา และจากจุดนี้จึงได้ตั้งชื่อมวยแขนงใหม่นี้ว่า หย่งชุน ตามชื่อภรรยา

ผู้หญิงทั้งๆมีรูปร่างเล็ก และบอบบางกว่าผู้ชายแต่แรงของผู้หญิงจะไปสู้กับแรงผู้ชายได้อย่างไรกัน มวยหย่งชุนเป็นมวยผู้หญิง หลักวิชาต่างๆที่ถูดคิดค้นขึ้นในวิชานี้ เน้นสำหรับผู้หญิง หย่งชุน ใช้สรีระที่ถูกต้องบวกกับความเข้าใจแรงที่แตกฉานและการฝึกฝนที่ถูกหลักวิชา มีทั้งอ่ออนและแข็ง (ไม่ใช่มวยอ่อนอย่างเดียว)และขอเน้นว่าไม่ได้เน้นกำลังภายในอะไรทำนองนั้น แต่ใช้ความเข้าใจทางสรีระและวิทยาศาสตร์

หว่องว่าโป๋ว และเหลียงหยี่ไท่
วิทยายุทธ์หย่งชุนคงจะไม่มีในวันนี้หากเหลี่ยงหล่านไกวไม่สอนใครเลย แต่ว่าเขาได้สอน หว่องว่าโป๋ว นักแสดงงิ้วแห่งคณะงิ้วเรือแดงเป็นการบังเอิญที่ปรมาจารย์ จี้ส่านก็ได้ปลอมตัวเป็นพ่อครัวในคณะงิ้วเช่นกัน จี้ส่านในเวลานั้นได้สอนลูกศิษย์อยู่จำนวนหนึ่ง เหลียงหยี่ไท นายคัดท้ายเรือคือหนึ่งนจำนวนศิษย์ซึ่งสนใจและได้รับการถ่ายทอดกระบองหกแต้ม ครึ่งหว่องว่าโป๋วและเหลี่ยงยี่ไท่ได้รู้จักชอบพอกันและแลกเปลี่ยนวิชากัน
หลังจากนั้นทั้งสองได้ดัดแปลงกระบองหกแต้มครึ่งโดยประยุกต์หลักการฟังด้วย การสัมผัสจากมวยหย่งชุนหรือชี้เสาและเรียกการฝึกฝนด้วยกระบองสัมผัสนี้ว่า ชี้กวัน
การชี้เสามีวิธีการฝึกโดยคู่ฝึกใช้แขนสัมผัสตลอดการฝึกฝนโดยต่างฝ่ายต่างฟังการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายจากการสัมผัสในขณะที่พยายามปิดป้องและโจมตีในเวลา เดียวกันโดยใช้แม่ไม้มวยหย่งชุนระหว่างการฝึกแขนทั้งสองฝ่ายต้องไม่หลุดสัมผัส หรือแยกจากกันเลย

เหลียงจั่น
เหลี่ยงยี่ไท่ได้สอนเหลียงจั่นศิษยืคนเดียวเมื่อเขาเกือบเขาสู่วัยชรา เหลียงจั่นเป็นหมอแผนโบราณชื่อดังแห่งฝอซาน แห่งมลฑลกวางตุ้ง เหลียงจั่นต่อมาได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งมวยหมัดหยงชุน หรือ ราชามวยประลองเนื่องจากนักมวยทั่วสารทิศได้มาประลองกับเหลี่ยงจั่น แต่ทุกคนก็ได้แพ้ไปในที่สุดเหลี่ยงชุน และเหลี่ยงปิ๊ก รวมทั้งหมกหยั่นหว่า(หว่าหุ่นไม้) ผู้มีแขนทังสองอันแข็งแกร่ง ลูกศิษย์ที่สำคัญของเหลียงจั่นคือฉันหว่าซุนหรือผู้แลกเงินเจ๋าฉิ่นหว่าผู้ ซึ่งได้แอบฝึกมวยหย่งชุนโดยมองผ่านเข้ามาตามซอกประตู จนกระทั่งเหลียงจั่นจับได้หลังจากที่เหลี่ยงซุ่นและฉานหว่าซุ่นได้ทำเก้าอี้ ตัวโปรดหักระหว่างประลองกันและรับเป็นศิษย์ในที่สุด

ฉานหว่าซุนและศิษย์
ฉานหว่าซุนรับลูกศิษย์ทั้งหมดสิบหกคน มีศิษย์คนโตชื่อว่าหงึงชงโซว และศิษย์คนสุดท้ายคืออาจารย์ยิปมัน อาจารย์ยิปมันสะสมเงินเพื่อมาขอเป็นศิษย์อาจารย์ฉานหว่านซุนเมื่อเขาอายุ ได้ประมาณ 11 ปี อาจารย์ฉานหว่าซุนจึงรับยิปมันเป็นลูกศิษย์คนสุดท้ายและสอนยิปมันเป็น เวลา 6 ปีก่อนจะเสียชีวิตหลังจากนั้นยิปมันฝึกฝนต่อภายใต้การชี้นำของศิษย์พี่ใหญ่ หงึงชงโซว ยิปมันได้เข้าศึกษาต่อที่ฮ่องกง ด้วยความคะนองได้ท้าประลองไปทั่วฮ่องกงและความหึกเฮิมมีมากขึ้นเมื่อเขาชนะเสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้พบคนแก่คนหนึ่งซึ่งผู้คนรู้จักกันดีว่ามีความสามารถ ยิบมันแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าให้กับชายแก่คนนนั้นซึ่งแท้จริงแล้วชายแก่ผู้ นั้นคือ เหลียงปิ๊ก อาจารย์อาบุตรเหลียงจั่น หรือศิษย์น้องของฉานหว่าซุนนั้นเอง ยิปมันหลังจากเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงลาอาจารย์กลับเมืองจีน
ยิปมัน และ ศิษยหลังจากที่คอมมิวนิสต์เข้าปฎิวัติประเทศจีน ยิปมันจึงอพยบมาที่ฮ่องกงอีกครั้ง และจึงเริ่มรับลูกศิษย์ทั่วไปมากมายมี ฮอกกิ่นเชียง และอื่นๆ อาจารย์เหล่านี้ได้เผยแพร่มวยหย่งชุนจนมีผู้ฝึกฝนทั่วโลกในบัจจุบันเป็น จำนวนมากมาย

บรู๊ซลีได้ไปอมเริกาและได้นำหมัดช่วงสั้นหนึ่งนิ้วและสามนิ้วไปสาธิตที่การ แข่งขันศิลปป้องกันตัวของ ed parker ครูมวยคาราเต้รับบอเมริกันแคมโบ้ (American kempo) จนเป็นที่ตื่นเต้นแก่ผู้สนใจเป็นจำนวนมากและเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ เคโต้ และอ้ายหนุ่มซินตึ้ง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ยิปมันเป็นไปอย่างไม่ราบรื่นนัก เมื่อยิปมันไม่ยอมถ่ายทอดวิชาทั้งหมดให้กับบรู๊ซได้ในเวลาอันสั้นด้วยความผิดหวัง บรู๊ซจึงได้คิดค้นมวยของตนเองขึ้นมาแล้วตัวชื่อว่า จิ๊ตคุนโด หรือวิชาหยุดหมัด สำหรับผู้ที่รู้จักมวยทั้งสองแล้วย่อมรู้ว่าบรู๊ซได้คงไว้ ซึ่งหลักวิชาหย่งชุนไว้อย่างมาก
ยิปมันเสียชีวิตลงในปี ค.ศ 1972 และถูกยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ในยุคบัจุบันของหย่งชุน เคียงข้าง เซ็งหม่านชิง(แต้หมั่งแช-แต้จิ๋ว) แห่งสำนักไทเก็ก ยูอิชิบ้าแห่งสำนักไอคิโด ส่วนบรู๊ซลีเสียชีวิตอีกหนึ่งปีถัดมา

เจี้ยงฮกกิ่น จูเสาไหล่ และอนันต์ ทินะพงศ์
บรู๊ซลีมีเพื่อนสนิทในโรงเรียนและสำนักมวย ชื่อเจี๊ยงฮกกิ่น ทั้งคู่เรียนหนังสือและวิชาป้องกันตัวและออกประลองด้วยกัน ทั้งคู่ฝึกมวยหย่งชุนภายใต้การชี้แนะของยิปมันและศิษย์พี่จอมราวีหว่องซัม เหลียงและเจียงจกเฮง เจียงฮกกิ่นนอกจากการศึกษาวิชามวยหย่งชุนแลวยังได้ศึกษามวยไทเก็กตระกูลวู และบัจุบันได้สอนมวยทั้งสองชนิดนี้เป็นการส่วนตัวที่ รํฐลอสแองเจิลลิส อเมริกาและได้รับศิษย์เอกในวิชาหย่งชุนคือจูเสาไหล่
อาจารย์จูเสาไหล่ศึกษาศิลปป้องกันตัวตั้งแต่เล็กๆในวิชาคาราเต้โชชินริว ต่อมาได้ฝึกมวยตระกูลหงทั้งหมดในฐานะศิษย์เอกจากยี่จีเหว่ย ศิษย์อาจารย์ต๋องฟ้งศิษย์อาจารย์หวองเฟยหง อาจารย์จูเสาไหล่ได้ให้ความสนใจหมัดหย่งชุนมาเป็นเวลานานจึงได้เริ่มหัดมวย หยงชุน กับ อากว้าน ศิษย์หย่งชุนสำนักซีมเซียวซาน หลีหมุ่ยซาน ศิษย์อาจารย์หมุ่ยยัดศิษย์อาจารย์ยิปมัน อาจารย์จูเสาไหล่ยังได้พัฒนาตัวเองเพิ่มเติมจากอาจารย์หลุ่ยหยันซัน ราชากระบองแดนใต้และมวยซิ่งยี่หมัดจากใจและไทเก็ก อาจารย์จูเสาไหล่ยังศึกษาเพิ่มเติมจากอาจารย์ฮอกกิ่นเป็นครั้งคราวเมื่อ อาจารย์อยู่ลอสแองเจิลลิส อเมริกา จึงได้กราบเป็นศิษย์อาจารย์ฮอกกิ่นจนถึงทุกวันนี้
อาจารย์อนันต์ได้เรียนรู้วิชาป้องกันตัวตั้งแต่อายุ 11 ปี ในวิชาเทควันโด้และมวยเสี้ยวลิ้มใต้จากอาจารย์คันศรเป็นเวลา 6-7 ปี และมวยไทยเมื่อคุณพ่อได้เปิดค่ายมวยไทยหลังจากนั้นจึงเดินทางไปเรียนต่อที่ อมเริกาขณะที่อยู่อมเริกาอาจารย์อนันต์ได้คลุกลีกับศิลปป้องกันตัวโดยตลอด โดยได้เป็นผู้จัดการฝ่ายขายอุปกรณ์กีฬาป้องกันตัวเป็นเวลา10ปีที่นี่เอง อาจารย์อนันต์ได้พบกับอาจารย์จูเสาไหล่จนเป็นมิตรที่สนิทและได้แลกเปลี่ยน วิชากันถ้าใครแพ้ก็ต้องเรียนวิชาอีกฝ่ายหนึ่งและก็ต้องถ่ายทอดสื่งที่ตนเรียนมาให้โดยไม่มีเงื่อนไข
อาจารย์อนันต์ได้เรียนรู้วิชาหย่งชุนกับอาจารย์จูเสาไหล่เป็นเวลาหลายปีก่อนจะกลับเมืองไทยในปี ค.ศ. 1988 จากนั้นจึงเริ่มสอนวิชามวยหย่งชุนเป็นต้นมา

19 มกราคม 2552

Ip Man - ปรมจารย์หย่งชุน ยิปมัน

Starring
Donnie Yen
Simon Yam
Lam Ka-Tung
Hiroyuki Ikeuchi

Xing Yu Fan
Siu-Wong

Lynn Hung
Wong You-Nam
Directed
Wilson Yip

เป็นภาพยนตร์ประวัติชีวิตของครูมวยนาม ยิปมัน( 葉問, 叶问 ) ที่โด่งดังเป็นพิเศษ และเป็นอาจายร์ของ บรูซ ลี อีกด้วย


Ip Man เป็นภาพยนตร์ถูกดัดแปลงจากชีวิตจริงของ ยิปมัน
( 葉問, 叶问 ) ปรมาจารย์มวยหย่งชุน มวยหย่งชุน(詠春, Wing Chun)มีประวัติศาสตร์มานานกว่า 200 ปี ซึ่งคิดค้นโดย แม่ชีอู่เหมย เป็นบุตรสาวของศิษย์ฆราวาสวัดเส้าหลินใต้ เป็นวิชาที่ผสานระหว่างความแข็งแกร่งของวิชาวัดเส้าหลิน และความอ่อนของวิชากระเรียนขาว จนกลายเป็นวิชาที่มีอานุภาพร้ายกาจ แม่ชีหวู่เหมยได้รับลูกศิษย์ซึ่งเป็นผู้หญิงชื่อ เหยียนหย่งชุน จากนั้นเหยียนหย่งชุนได้เอาวิชานี้ไปปราบพวกอันธพาลที่รังแกชาวบ้านแถวนั้นจนชนะ มวยหย่งชุนจึงมีชื่อเสียง และได้นำไปสอนสามี จากจุดนี้จึงได้ตั้งชื่อมวยแขนงใหม่นี้ว่า หย่งชุน ตามชื่อภรรยา ในปัจจุบันมวยหย่งชุนที่ได้รับความนิยม และมีการเผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว
ผมขอบอกว่า "Ip Man เป็นภาพยนตร์กังฟูที่มันส์ที่สุดในรอบปีเลยทีเดียว"

ลองชมตัวอย่างของภาพยนตร์เรื่องนี้ดูครับ