Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติ แสดงบทความทั้งหมด

10 มีนาคม 2565

สรุปหนังสือ iWoz - อัตชีวประวัติของ สตีฟ วอซเนียก อัจริยะผู้สร้างคอมพิวเตอร์ด้วยตัวคนเดียว ต้นกำเนิดคอมพิวเตอร์ Apple Inc.


เมื่อพูดถึง iPhone, Macintosh, หรือบริษัท Apple Inc. หลายคนจะนึกถึงสตีฟจ๊อบส์(Steve Jobs)เป็นคนแรกว่าเขาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิ้ล จริงๆยังมีสตีฟอีกคนที่เป็นผู้ก่อตั้งร่วมกันอีกคนคือ สตีฟวอซเนียก(Steve Wozniak) ผู้สร้างคอมฯส่วนบุคคล(PC)ขึ้นมาคนแรกของโลก ด้วยกการออกแบบบนกระดาษและบัดกรีแผงวงจรด้วยมือเพียงคนเดียวในห้องพัก

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยวอซและจีน่าสมิท(Gina Smith) โดยเดินเรื่องในแบบที่วอซเล่าประวัติของเขาให้เราฟัง มีแปลไทยแล้วในชื่อ iWoz : สตีฟ วอซเนียก อัจฉริยะคอมพิวเตอร์ ของสำนักพิมพ์ปราณ
มีศัพท์เทคนิคเยอะมากทั้งศัพท์อิเล็กทรอนิกและศัพท์ทางคอมพิวเตอร์ ใครที่พอเข้าใจก็จะได้แนวคิดอะไรไปมาก แต่ถึงแม้ไม่เข้าใจศัพท์เทคนิคก็ยังรู้จักกับอัจฉริยะคนนี้ได้อย่างสนุกเหมือนกัน

อัจฉริยะแต่เด็ก
พ่อของวอซเป็นวิศวกรโครงการลับของรัฐบาล วอซได้เรียนรู้เกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกจากพ่อตั้งแต่เด็กๆ ตั้งแต่เล็กวอซคลุกคลีอยู่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก และเพื่อนๆระแวกบ้านก็มีพ่อเป็นวิศกรของบริษัทต่างๆ เรียกได้ว่าแถวนั้นมีแต่วิศวกรอิเล็กทรอนิก เขาจึงมีเพื่อนผู้และหาอุปกรณ์มาประดิษฐ์นู่นนี่นั่นได้อย่างง่ายได้ ถ้าไม่ไปหยิบมาจากบ้านพ่อของใครสักคน ก็เข้าไปหยิบจากบริษัทที่พ่อทำงาน
วัยเด็กวอซสร้างอุปกรณ์อะไรหลายอย่าง มีอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ เครื่องอินเตอร์คอม วอซกับเพื่อนประดิษฐ์เครื่องอินเตอร์คอมหรือวิทยุสื่อสารแบบมีสาย ติดไว้ในห้องนอนของกลุ่มเพื่อนแล้วโยงสายไฟถึงกัน ซึ่งสายไฟวอซเล่าว่า เพื่อนของเขาคนนึงไปขอจากช่างไฟฟ้า แล้วเขาก็ให้มาม้วนนึงเลยเฉย ที่วอซประดิษฐ์ไม่ใช่แค่อินเตอร์คอมด้วยเสียงธรรมดา วอซยังได้ใส่หลอดไฟเข้าไปด้วย เพื่อเป็นการส่งสัญญาณลับในยามค่ำคืนโดยไม่ให้พ่อแม่ได้ยินเสียง
ในวัยเด็กวอซยังเป็นนักวิทยุสมัครเล่นที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่งในอเมริกาที่สอบได้ใบนักวิทยุสมัครเล่น พ่อของเขาซื้อชุดคิท(ชุดอุปกรณ์ให้เอาไปประกอบเอง)ของวิทยุสื่อสารให้ชุดนึง มีอุปกรณ์เป็นร้อยชิ้น วอซบอกว่า การที่เขาได้ประกอบวิทยุสื่อสารขนาดใหญ่นี่แหละที่เป็นรากฐานให้เขาสร้างคอมพิวเตอร์ขึ้นมาได้
ในการเรียนวอซเก่งการคำนวณมาก คุณครูก็ชื่นชมเขามาตลอด ทำให้เขามีกำลังใจที่จะพัฒนาตัวเองให้เก่งยิ่งๆขึ้นไป เมื่อมีงานประกวดทางวิทยาศาสตร์ วอซได้ส่งงานเข้าประกวดเสมอ และได้รางวัลมาโดยตลอด งานประดิษฐ์ที่น่าสนใจชิ้นนึงคือ เครื่องคิดเลขฐานสองที่วอซออกแบบวงจรและประกอบขึ้นเอง

เวลาว่างของอัจฉริยะ
ช่วงปิดเทอมครั้งหนึ่ง วอซได้เจอนิตยสารเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ในตอนนั้น เป็นนิตยสารเฉพาะกลุ่มวิศวกร วอซคิดว่าคนทั่วไปน่าจะไม่มีใครได้อ่าน เขาได้เอามาเปิดอ่าน ดูวงจรและเอาวงจรเหล่านั้นมาออกแบบใหม่ ทำให้ใช้ชิปน้อยลง ขนาดเล็กลง แต่ทำงานได้เหมือนเดิม เขาเขียนวงจรเหล่านั้นไว้มากมาย แต่ไม่เคยได้สร้างขึ้นจริง แต่เขารู้ว่ามันสามารถสร้างขึ้นได้

เมื่อสองขั้วมาเจอกัน
วอซเป็นคนเงียบๆขี้อาย สิ่งหนึ่งที่วอซทำไม่ได้ จ๊อบทำได้สบาย
ตอนนี้วอซเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว วอซเป็นรุ่นพี่ของจ๊อบ มีเพื่อนแนะนำจ๊อบให้กับวอซเพราะเห็นว่ามีความสนใจในอิเล็กทรอนิกเหมือนกัน และเมื่อได้เจอกัน ทั้งคู่ก็คุยถูกคอและซี้กันเลยทีเดียว
วันนึงวอซได้อ่านเจอเรื่องการ Hack โทรศัพให้สามารถโทรฟรีได้ด้วยคลื่นเสียง เขาจึงไปศึกษาเรื่องคลื่นเสียงและการกดตัวเลขผ่านคลื่นเสียงเพื่อโทรจากเครื่องปลายทางอีกที แล้วสร้างเป็นอุปกรณ์สร้างคลื่นเสียงในแบบของตัวเองขึ้นมา ซึ่งเรียกกันว่า Blue box แล้วจ๊อบก็แนะนำให้ลองทำขาย ซึ่งก็ขายดีทีเดียว

กำเนิดคอมพิวเตอร์ส่วนบคุคคลเครื่องแรกของโลก
Apple I

หลังจากที่วอซได้ทำงานที่ HP เขาก็ลืมเรื่องการสร้างคอมพิวเตอร์ไปเลย จนวันนึงเพื่อนเขาแนะนำให้เขาไปชมรมอิเล็กทรอนิกแถวบ้าน และเขาในการประชุมมีคนพูดถึงไมโครโปรเซสเซอร์ และคอมพิวเตอร์อัลแตร์ ทำให้วอซมีไฟอีกครั้ง เขาได้ศึกษาไมโครโปรเซสเซอร์และศึกษาคอมฯอัลแตร์ แล้วเขาก็นึงถึงวงจรต่างๆที่เขาเคยออกแบบบนกระดาษ อัลแตร์สร้างออกมาในแบบเดียวกับที่เขาเคยเขียนไว้เลย ต่างกันแค่มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามา วอซเลยอยากจะสร้างบ้าง แต่เอาให้ดีกว่า ดีกว่าเดิม เพราะอัลแตร์เป็นคอมที่มีสวิตช์และหลอดไฟ วอซต้องการเอาสวิตช์และหลอดไฟแสดงผลออกไปให้หมด แล้วแสดงผลบนจอโทรทัศน์แทนไปเลย เขาจึงเริ่มลงมือออกแบบวงจรใหม่อีกครั้ง ซึ่งต่อมากลายเป็นคอมพิวเตอร์ Apple I คอมฯที่มีคีย์บอร์ดใส่คำสั่งเข้าไปโดยตรงและแสดงผลบนจอโทรทัศน์
เขาสร้างวงจรและเขียนโปรแกรมคอมไพเลอร์ภาษา Basic ด้วยตัวเองทั้งหมด แล้วไปนำเสนอจ๊อบ จ๊อบเห็นว่าน่าจะขายได้ จึงแนะนำว่ามาตั้งบริษัทกันดีกว่า วอซยังกังวลเพราะไม่รู้ว่าจะขายได้มั้ย แต่จ๊อบได้บอกว่า "จะขาดทุนแล้วยังไง อย่างน้อย ครั้งนึงในชีวิต เราก็ได้มีบริษัทของตัวเองจะเว้ย"

ก่อตั้งบริษัท Apple
ทั้งสองก็ร่วมก็ก่อตั้งบริษัท Apple ด้วยประการฉะนี้แล จากนั้นทั้งคู่ก็หาทีมเพิ่ม เพื่อบริหารและประกอบคอมฯ Apple I ซึ่งเรื่องราวในช่วงนี้ก็เหมือนในประวัติของสตีฟจ๊อบและแอปเปิ้ลอย่างที่ทุกคนน่าจะรู้กันดี

มนุษย์คอมพิวเตอร์ RAM พัง
Apple II
บริษัท Apple โด่งดังและขายดีเพราะเป็นนวัตกรรมใหม่ คอมฯที่มีคีย์บอร์ดมีจอ ที่เรียกกันว่า PC วอซเป็นผู้บุกเบิกคนแรกของโลก ไม่นานก็มี Apple II ออกมา ซึ่งเป็นรุ่นยอดนิยมตลอดกาล ตอนนี้วอซก็ร่ำรวยแล้ว เขาสอบใบขับขี่ได้ก็พาแฟนไปเที่ยว แต่เกิดเหตุไม่คาดฝัน ภาพสุดท้ายคือเขากำลังเอาเครื่องขึ้น แต่ทุกอย่างก็ตัดไป เขาตื่นมาอีกทีที่โรงพยาบาล ข่าวบอกเขาว่า เขาทำเครื่องบินตก ไม่มีใครเสียชีวิตแต่เขาบาดเจ็บสาหัส ตั้งแต่นั้น สำหรับเขาทุกวันคือวันเดียวกัน เขาจำอะไรในแต่ละวันไม่ได้เลย เขาคิดว่าทุกวันคืนวันหยุดสุดสัปดาห์ เขาจึงไม่ได้ไปทำงานที่ Apple เขาเรียนรู้อะไรใหม่ไม่ได้เลยในช่วงนั้น ผ่านไป 2-3 เดือน จู่ๆ ความทรงจำในช่วงที่จำไม่ได้ก็โผล่ขึ้นมา เขาจำได้แล้ว
และเนื่องจากไม่ได้ไปทำงานนาน เขาก็เลยถือโอกาสไปเรียนต่อปีสุดท้ายให้จบมหาลัยซะเลย

ลาออกจากบริษัทที่ตัวเองก่อตั้ง
CL9 Core
เมื่อวอซกลับมาหลังกจาเรียนจบ ตอนนั้นบริษัท Apple ถูกบริหารโดยผ่านคณะกรรมการบริษัท ทำให้ไม่มีแนวคิดนวัตกรรมที่ท้าทายอีกแล้ว ประจวบกับวอซประสบปัญหารีโมทมากมายที่บ้าน ที่กว่าจะเปิดทีวีดูได้แต่ละครั้ง ต้องใช้รีโมทมากมายมั่วไปหมด ซึ่งวอซบอกว่า เขาเป็นคนแรกๆที่ได้มีโอกาสประสบกับปัญหานี้ เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครมีรีโมทมากกว่า 2 อัน แต่เขาซื้อเครื่องเสียง ดาวเทียม อะไรมากมายที่ต่อพ่วงกับทีวี เขาจึงคิดถึงรีโมทอเนกประสงค์ที่กดปุ่มเดียวสามารถเปิดอะไรต่อมิอะไรเองได้ตามลำดับที่เราตั้งค่าเองได้
เขาจึงลาออกจาก Apple ไปตั้งบริษัท CL9 เพื่อทำรีโมทนั้น
แม้เขาจะลาออกไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีหมายเลขพนักงาน Apple และได้รับเงินเดือนขั้นต่ำอยู่เสมอ เป็นการให้ออกทางเทคนิคเท่านั้น เมื่อไปสัมนาที่ไหนก็ไปในฐานะตัวแทนของ Apple เสมอ

ปรัชญาชีวิตของวอซ
บทสุดท้าย วอซแนะนำเด็กรุ่นใหม่ที่อยากเป็นนักประดิษฐ์ ให้เชื่อมั่นในตัวเอง ค้นคว้าหาข้อมูลเยอะๆเพื่อมายืนยันความเชื่อของตัวเอง คนอื่นที่ไม่เชื่อคุณส่วนใหญ่คิดตามที่เคยได้ยินมาว่าอะไรเป็นประโยชน์แต่ไม่มีเรื่องที่คุณพูด พวกเขาจึงอาจไม่เห็นด้วยกับคุณ แต่คุณต้องเชื่อในตัวเองให้มาก และหากคุณมีความเป็นศิลปินอยู่ด้วย วอซแนะนำให้ทำงานคนเดียว สิ่งที่เรายอมเอาเวลาว่างมาทำมัน สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับเราอย่างแน่นอน และขอใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

เป็นอัตชีวประวัติที่วอซเล่าให้เราฟังอย่างสบายๆ เขาเป็นคนชอบบุกเบิกสิ่งใหม่ๆเสมอ เขาอยากเป็นคนแรก และเขาก็ทำได้ทุกครั้ง ตั้งแต่เล็กจนโตเขาเป็นอัจฉริยะมาโดยตลอด และได้อยู่ท่ามกลางทรัพยากรที่พร้อมเพรียง ทั้งเงิน, หนังสือ, องค์ความรู้, อุปกรณ์, และการเข้าถึงโอกาส เมื่อความอัจฉริยะมาพบกับทรัพยากรที่สมบูรณ์ อัจฉริยะก็ฉายแสง และโลกใบนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:SteveWozniak2014_viappy.jpg

23 กุมภาพันธ์ 2565

สรุปหนังสือ Just For Fun - เอามัน: ต้นกำเนิดของ Linux และประวัติของ Linus

หนังสือ เอามัน และ Linux Zorin OS 16 Lite

Just For Fun by Linus Torvalds & David Diamond เป็นหนังสือที่เล่าถึงประวัติและแนวคิดของอัฉริยะชาวฟินแลนด์ผู้สร้างระบบปฏิบัติการ(OS) Linux ซึ่งเป็น OS ระบบแบบ Unix แจกฟรี ผู้สร้าง Linux ก็คือนายไลนุสผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เอง ซึ่งเขียนร่วมกับเพื่อนนักข่าวชาวอเมริกัน

Linux หลายคนอาจคุ้นชื่อแต่ไม่รู้จัก คร่าวๆก็คือ มันก็เป็นเหมือนระบบ Windows ที่อยู่บนคอมพิวเตอร์นั่นแหละครับ แต่ Linux เป็น Windows อีกเจ้าหนึ่งที่แจกฟรี และเป็น Open source หมายความว่าใครๆก็สามารถนำมันไปใช้ได้ฟรีๆและปรับปรุงแก้ไขได้อย่างอิสระ และการที่ Linux เป็นระบบเหมือน Unix จึงมีเสถียรภาพสูง แฮ็กยาก และไม่มีไวรัสรบกวน จึงนิยมนำไปใช้กับเครื่อง Server ระดับสูง และนิยมใช้ในหมู่โปรแกรมเมอร์และแฮ็กเกอร์ และด้วยความยืดหยุ่นของมัน จึงสามารถใช้กับคอมฯพิวเตอร์ทั่วไปได้ด้วย โดยใช้เสป็คเครื่องไม่สูงมาก ซึ่ง Linux บางตัวสามารถใช้กับเครื่องเก่า 15 ปีได้อย่างลื่นไหลสบายๆ และมีคุณสมบัติเทียบเท่าปัจจุบันทุกประการ
ปัจจุบันนี้หลายคนก็ใช้ Linux อยู่แต่อาจไม่รู้ เพราะเรารู้จักมันในชื่อว่า Android ซึ่งเป็น Linux ที่พัฒนาให้ใช้เป็นสมาร์ทโฟน และในอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความสมาร์ทๆอีกหลายชนิด
คร่าวๆก็ประมาณนี้ครับ

กลับมาที่หนังสือ
หนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นไทยแล้ว ชื่อว่า "เอามัน" ของสำนักพิมพ์มติชน ซึ่งเหตุผลในการสร้าง Linux ขึ้นมาของไลนุสก็ตามชื่อหนังสือเลยครับ คือพี่แกทำเอามันเท่านั้นแหละ!
เรื่องมันเกิดขึ้นในปี 1991 ตอนที่พี่แกซื้อโมเด็มใหม่มาแล้วมันไม่มีไดเวอร์สำหรับคอมฯของพี่แก(ไดเวอร์คือโปรแกรมที่ให้ OS ใช้งานอุปกรณ์นั้นๆได้) พี่แกก็พยายามเขียนไดเวอร์ขึ้นมาเอง เขียนอยู่เป็นเดือนก็ยังไม่สำเร็จ เขียนไปเขียนมาพี่แกเริ่มรู้สึกว่ามันชักจะเยอะขึ้นทุกทีทุกทีแล้วเว้ยเฮ้ย จนในที่สุดพี่แกเห็นว่า "นี่มันจะเป็น OS แล้วนะโว้ย?" ถึงจุดนี้พี่แกก็ "เอาว่ะ ลองเขียน OS ดูเลยล่ะกัน ไหนๆก็ไหนๆแล้ว" ในที่สุดเขาก็ได้สร้าง Linux เวอร์ชั่น 0.01 ขึ้นมาสำเร็จ และโพสลงในกลุ่มเว็บบอร์ดของชาวคอมฯบนอินเตอร์เน็ต นี่คือจุดเริ่มต้นในการปฏิวัติของวงการคอมฯไปตลอดกาล

ตอนเป็นเด็ก ไลนุสได้ใช้คอมฯกับคุณปู่คุณตา ซึ่งคอมฯสมัยนั้นถ้าต้องการใช้โปรแกรมอะไร จะต้องเขียนโปรแกรมขึ้นมาเอง โดยอาจจะหาซื้อหนังสือการเขียนโปรแกรมเบื้องต้นมาอ่าน หรือในนิตยสารคอมฯสมัยนั้นก็มีการแจก Source code ของโปรแกรม คือเอามาพิมพ์ตามให้ทุกต้องทุกตัวอักษร ก็จะได้โปรแกรมใช้ในคอมฯของเราแล้ว
ตรงนี้ชวนให้นึกถึงสมัยโนเกีย 3310 ที่ต้องเปิดหนังสือโน้ตเพื่อทำริงโทนเองยังไงอย่างงั้นเลย(ดักแก่แล้ว๑)
ด้วยประสบการณ์นี้ ทำให้ไลนัสถนัดที่จะเขียนโปรแกรมและเกมเล่นเองมาตั้งแต่เด็ก บางเกมก็ไปดูแล้วกลับมาเขียนเองให้เล่นได้อย่างที่ได้ดูมาก็มี แม้ตัวละครในเกมที่เขียนเลียนแบบมาจะดูอมโรคไปสักหน่อยก็ตาม ไลนุสว่าไว้อย่างนั้น และเขายังได้ส่ง Source code เกมที่เขียนเองไปลงนิตรยสารด้วย เขามักจะอุดตุอยู่แต่ในห้องนอนกับคอมฯคู่ใจ และกองหนังสือในห้องมาโดยตลอด กระทั่งเมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยและได้อ่านหนังสือการออกแบบระบบปฏิบัติการของผู้สร้าง Mimix ซึ่งเป็นระบบแบบ Unix สำหรับนักศึกษา ไลนุสก็สั่งซื้อมาใช้ แต่มันมีข้อบกพร่องเยอะ จนวันนึงเกิดความผิดพลาดบนคอมฯขึ้น ทำให้ Mimix ในคอมฯพัง ซึ่งตอนนั้นพี่แกก็เขียน Linux แล้ว ไลนุสเลยตัดสินใจใช้ Linux เป็นหลักและพัฒนาต่อไปให้ดีกว่าเดิม จนกระทั่งดีกว่า Mimix

เมื่อ Linux บดบังแสง Mimix
Linux เริ่มได้รับความนิยมจากชาวเน็ตในสมัยนั้น(สมัยนั้นคอมฯยังเป็นระบบจอดำๆเขียวๆพิมพ์คำสั่งอยู่เลยครับ คนที่ใช้เน็ตยังมีน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นแฮ็กเกอร์และโปรแกรมเมอร์) จนผู้สร้าง Mimix ออกมาโจมตี Linux ทำให้ไลนุสกับผู้สร้าง Mimix (ซึ่งเป็นไอดอลของไลนุสเลย เพราะไลนุสอ่านหนังสือการสร้างระบบปฏิบัติการที่เขาเขียน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง Linux)ต้องฉะกันทั้งบนเว็บบอร์ดและอีเมล์อยู่ยกใหญ่ แต่ Linux ซึ่งเป็น Opensource ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฟรีและทุกคนเข้าร่วมในการพัฒนาได้ เมื่อถึงปี 1993 ได้มีคนสร้างระบบ GUI (คือระบบคอมฯแบบมีภาพ ใช้เม้าคลิกๆ แบบที่เราใช้กันในปัจจุบัน) ได้สำเร็จ และมีคนนำมาใส่บน Linux จากนั้นก็ทำให้โลกใบนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

สตีฟจ๊อบนัดพบไลนุส
ในหนังสือประวัติของสตีฟจ๊อบไม่เคยเห็นจ๊อบพูดถึงการเจอกับไลนุสเลย แต่ในหนังสือเล่มนี้ไลนุสบอกว่า เลขาของจ๊อปโทรนัดให้ไปพบกัน เมื่อเขาได้เจอกับจ๊อบ สิ่งแรกที่จ๊อบพูดกับเขา ซึ่งสมเป็นจ๊อบมากๆคือ "ในตลาดคอมฯน่ะ มีแค่ 2 เจ้า คือ Microsoft กับ Apple เท่านั้น ทางที่ดีที่สุดไลนุสควรมาทำงานให้กับ Apple" แต่ไลนุสไม่ได้ตอบรับ ไลนุสเล่าว่า จ๊อบเป็นเหมือนที่ทุกคนรับรู้จากสื่อนั่นแหละ แบบนั้นเลย ไลนุสพูดถึง Macintosh ไว้ว่า เป็นระบบที่มีข้อบกพร่องเยอะแยะ ซึ่ง Macintosh เองก็พัฒนามาจาก Mach ซึ่งเป็นระบบแบบ Unix และ Opensorce เหมือนกัน ซึ่งสร้างมาโดยใช้เทคนิค Micro Kernel คือเป็นการแยกย่อยหน่วยต่างๆจากกัน ซึ่งไลนุสไม่สนับสนุน พี่แกชอบสร้างเป็นก้อนๆเดียวแบบดั้งเดิมมากกว่า(นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไลนุสทะเลาะกับผู้สร้าง Mimix)

บางทีการปฏิวัตก็หยุดไม่ได้
เรื่องราวของ Linux ยังคงดำเนินต่อไป มีอะไรมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ไลนุสเห็นว่าการที่เขามีมุมมองต่อ Linux แบบนี้ คือให้มันเป็น Opensorce และปล่อยฟรีให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้เต็มที่ แม้ในวัยเด็กของไลนุสจะยากจนสักหน่อย คอมฯที่ใช้พัฒนา Linux (ในขณะนั้น)ก็ยังต้องผ่อนจ่าย อาจเป็นเพราะสภาพสังคมของฟินแลนด์ที่เป็นประเทศสวัสดิการ เรียนฟรีได้ทุกระดับ จะเรียนถึงปริญญาเอกก็ได้(ปู่และตาของไลนุสเป็นศาสตร์จารย์ทั้งคู่เลย) มีสวัสดิการทุกคน ทุกคนเสมอภาคเท่ากัน อาจเพราะอย่างนี้ก็ได้ Linux จึงปล่อยฟรีโดยไม่คิดเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว แต่ทุกอย่างก็มาจากทำ"เอามัน"ของไลนุสทั้งสิ้น พี่แกชอบความท้าทาย เขาอยากได้รับคำติชมเยอะๆ เพื่อที่ว่าจะลองท้าทายตัวเองว่าจะแก้ปัญหาได้มั้ย โดยพี่แกเชื่อว่า ถ้าทุกคนได้ทำอาชีพที่ตัวเองรัก ด้วยการทำเอามันแบบนี้แหละ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ทุกอย่างจะพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเหมือน Opensorce อย่างแน่นอน

การทำด้วยใจรัก เมื่อพบปัญหา ย่อมไม่ถอดใจง่ายๆหรอก
คุณคิดว่าไงครับ?

สัมภาษไลนัสใน TED (มีซับไทย)

Software is like sex: it's better when it's free.
-Linus Torvalds
The founder of Linux

30 ตุลาคม 2564

มองหมากรุกจีนเห็นประวัติศาสตร์

หมากรุกจีน (象棋; Xiangqi)

บริเวณกลางกระดานหมากรุกจีนเป็นแม่น้ำขั้นระหว่างสองฝ่าย มี 4 ตัวอักษรจีนเขียนว่า 楚河 漢界 หมายถึง น่านน้ำฉู่ เขตแดนฮั่น หมากรุกจีนถือเป็นการจำลองการต่อสู้ระหว่างแคว้นฉู่กับแคว้นฮั่น ซึ่งเรื่องราวตอนนี้อยู่ในหนังสือพงศาวดารไซ่ฮั่น เป็นเรื่องราวต่อเนื่องมาจากเลียดก๊ก หลังจิ๋นซีควบรวมประเทศและล่มสลาย เกิดกบฏลุกฮือจนกลายเป็นศึกฉู่ฮั่น เป็นศึกระหว่างเซี่ยงอวี่กับหลิงปัง ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของหลิวปังหรือพระเจ้าฮั่นโกโจแห่งราชวงศ์ฮั่น ต่อจากไซ่ฮั่นก็คือหนังสือตั้งฮั่น เป็นเรื่องราวของราชวงศ์ฮั่นจนถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ตอนต้นของสามก๊กที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี ต่อจากตั้งฮั่นก็คือสามก๊กนั่นเอง หนังสือพงศาวดารเหล่านี้เป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องกันมาของประวัติศาสตร์จีนโบราณที่โด่งดัง
จากการอ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์เหล่านี้จะเห็นได้ว่า แคว้นต่างๆมักจะล่มสลายเมื่อผู้นำและนักการเมืองสนใจแต่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่สนใจประชาราชบ้านเมือง ยุคนั้นจะเต็มไปด้วยการฉ้อราชบังหลวง ปกปิดปัญหา บิดเบือนกฎหมาย ละเลยบ้านเมือง เบียดบังประชา ฯลฯ เพื่อคงอำนาจอย่างฉ้อฉน เหล่านี้เป็นสิ่งที่หนังสือได้เฝ้าบอกกล่าวซ้ำไปซ้ำมา เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แต่ก็ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหนังสือพงศาวดารเหล่านั้นเอง

หมากรุกจีน เราเคยเล่นสนุกๆกับเพื่อนๆสมัยเด็กๆ แต่ก็ไม่ได้เล่นนานมากแล้ว เป็นหมากรุกที่เล่นสนุกมากๆเกมหนึ่งเลยทีเดียว เพื่อนๆมีใครเคยเล่นกันมั้ยเอ่ย แล้วห้องสมุดใกล้บ้านมีกระดานหมากรุกจีนให้เบิกมาเล่นมั้ย ลองเข้าถามหากันดูนะครับ
เล่นหมากรุกจีนเห็นถึงหนังสือประวัติศาสตร์ แรงบันดาลใจในการค้นหาความรู้มีอยู่ในทุกสิ่งเมื่อเรามองหา

แถม
หมากรุกจีนมีหมากตัวหนึ่งซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นคือ เผ้า หรือ ปืนใหญ่ มีการเดินเหมือนเรือ แต่การกินนั้นต้องมีหมากคั่นไว้ก่อน 1 ตัวจึงจะกระโดดข้ามไปกินได้
ตัวหมากเผ้าของสองฝ่ายเขียนต่างกันเล็กน้อย คือ ฝ่ายแดง(ทัพหลวง)เขียนว่า 炮 ส่วนฝ่ายดำ(ทัพกบฎ)เขียนว่า 砲
เป็นปืนใหญ่เหมือนกันแต่ความหมายต่างกันดังนี้ครับ ฝ่ายแดงมีคำว่า 火 ไฟ ผสมอยู่ จึงหมายถึง ปืนใหญ่ยิงก้อนไฟ ส่วนฝ่ายดำมีคำว่า 石 หิน จึงหมายถึง ปืนใหญ่ยิงก้อนหิน ครับ ดูเหมือนทัพหลวงจะมีอุปกรณ์ที่เหนือกว่าทัพกบฎนะครับ แต่ในการเล่นสองตัวนี้ใช้เหมือนกันทุกประการ แค่เขียนให้ต่างกันเฉยๆ 555+
ถ้านับว่าเป็นทัพสมัยโบราณ ปืนใหญ่จะหมายถึงเครื่องดีดก้อนหิน/ไฟขนาดใหญ่ที่เราเคยเห็นในภาพยนตร์นั่นเองครับ

เมื่อการเล่นจบลง ไม่ว่าว่าจะเป็นขุน เบี้ย หรือหมากยศต่างๆ ก็ถูกเก็บลงในกล่องเดียวกัน

เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย
ว่ากันว่าหานซิ่นแม่ทัพเอกของหลิวปัง ชื่นชอบการเล่นหมากรุกจีนอย่างมาก และสนับสนุนให้ทหารทุกคนเล่นในยามว่างเว้นจากการศึกเพื่อลับคมทางกลยุทธ์
ยังมีเรื่องเล่าว่าผู้คิดค้นหมากรุกจีนก็คือหานซิ่นนี่แหละ แต่ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์บอกว่าน่าจะมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว


06 เมษายน 2564

อู่สือส่าน (五石散) ผงห้าศิลา ยาเสพติดในตำนาน


หากเปรียบประเทศเป็นคนคนหนึ่ง ผู้นำก็เป็นเหมือนนิสัยของคนคนนั้น แล้วผู้นำมีผลกระทบต่อประเทศขนาดนั้นจริงๆหรือ? ก็เป็นเรื่องที่เราต้องพินิจพิเคราะห์ แต่มาลองฟังประวัติศาสตร์ในยุคหลังสามก๊กกันสักหน่อย

ในยุคนั้นมีของยอดนิยมที่เรียกกันว่า อู่สือส่าน (五石散) หรือ ผงห้าศิลา เป็นยาเสพติดยอดนิยม ซึ่งประกอบไปด้วย ...ฮั่นแน่! ขอเอาชื่อแบบยาจีนโบราณมาลงไว้ก็แล้วกัน ซึ่งมี 石鐘乳、紫石英、白石英、石硫磺、赤石脂 อย่าได้ริอาจหามาลองนะจ๊ะ เตือนไว้ก่อน ซึ่งผงแร่เหล่านี้ แต่เดิมถูกใช้เป็นยารักษาโรคบางชนิดครับ แต่ละตัวก็มีสรรพคุณทางยาแตกต่างกันไป แต่เมื่อนำมารวมกันในปริมาณที่มากพอจะทำให้ คึกคัก เพ้อพก สัมผัสไว รุ่มร้อน และเสพติด ซึ่งวิธีการเสพไม่ได้ระบุไว้มากนัก คาดว่าน่าจะโรยข้าวกิน เหมือนกับว่ามันคือแป้ง! หรือผสมเหล้ากินเพื่อเร่งให้ออกฤทธิ์แรงขึ้นไปอีก บ้างก็ว่าใช้สูดเข้าทางจมูก!(อันนี้ไม่น่าจะได้นะ) ซึ่งการโรยข้าวกินทำให้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หานซือส่าน (寒食散) ผงอาหารเย็น ในนิยายจะกล่าวถึงว่าพวกสายลัทธิมารนิยมเสพผงห้าศิลานี้กันเพื่อเสริมพลังให้คลั่ง และเป็นยาอายุวัฒนะ

ในยุคนั้นชนชั้นสูงนิยมเสพกันมาก ทั้งนักปราชญ์ ขุนนางในราชสำนัก ทำให้ชาวบ้านร้านตลาดที่พอจะมีกระตุ้งกระตังค์อยากลองบ้าง เอาอย่างชนชั้นสูงว่างั้นเถอะ เห็นเขาทำได้ก็หาช่องทางทำบ้าง ก็เอามาเสพกันทั่วบ้านทั่วเมือง ทุกคนก็เอาแต่เพ้อพก มึนเมา อยากเอาหลังแนบหินเย็นๆให้สบายอุรา ไม่เป็นอันทำมาหากินจนบ้านเมืองฟ่อนแฟะไปหมด บางท่านก็เรียกว่าเป็นยุคที่เหลวแหลกที่สุดในประวัติศาสตร์เลยก็มี จนถึงยุคราชวงศ์ถังจึงมีการประกาศให้เป็นยาผิดกฎหมายไปในที่สุด ซึ่งการแพทย์ปัจจุบันได้ลองทำการตรวจสอบดูแล้วพบว่า เจ้าผงห้าศิลาเนี่ย มีความรุนแรงเทียบเท่ายาอีเลยทีเดียว (ในแง่ของอาการทางจิต) แต่ก็ไม่ทราบว่าปัจจุบันได้กำหนดกฏหมายห้ามเอาไว้หรือเปล่า
นอกจากฤทธิ์กระตุ้นต่างๆแล้ว มันยังกระตุ้นความกำหนัดอีกด้วย นี่คือเหตุนึงที่ได้รับความนิยมมานาน แน่นอนว่าการกู้ยืมความรู้สึกเหล่านี้มาเสพมีดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย เพราะผลข้างเคียงได้แก่ เกิดความเจ็บปวดทั่วร่างกาย มีอาการไข้ ท้องไส้ปั่นป่วน ท้องเสีย รวมถึงเกิดแผลเน่าและฝีหนองทั่วร่างกาย อาการซึมเศร้าที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย และเสียชีวิต

ต้องเข้าใจว่าในสมัยโบราณนั้นผู้คนยังไม่รู้เท่าทันยาเสพติด แต่ในปัจจุบันนี้เรามีความรู้มากพอ ก็เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็อย่าริลองเลยจะดีกว่า เพราะในยุคนั้นมีผู้เสียชีวิตจากผงหาศิลาไปเป็นแสนๆคน นับว่าเยอะมาก เพราะเป็นยุคที่เพิ่งผ่านสงครามสามก๊กมา ซึ่งมีประชากรต่ำที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์จีนเลยทีเดียว ผงแป้งเหล่านี้นอกจากลดทอนประชากรแล้วยังลดทอนคุณภาพของประชากรอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้เห็นว่าแคว้นต่างๆในยุคนั้นสิ้นชาติรวดเร็วเพียงใด

เรื่องเล่านี้อาจไม่ได้บอกว่าผู้นำมีผลต่อลักษณะนิสัยของประเทศมากน้อยแค่ไหน แต่หวังว่าคงได้อะไรไปบ้างจากประวัติศาสตร์ไม่มากก็น้อย ไม่ใช่ได้แค่สูตรแป้งไปนะ ต้องได้อย่างอื่นด้วย (ฮา) เพราะไม่ว่าชนชั้นสูง ชนชั้นปกครอง ผู้นำ ผู้ใหญ่ หรือดาราดังๆ จะทำอะไรก็ตามแต่ เราก็ควรเอามาขบคิดก่อนว่ามันดีหรือไม่ด้วยความรู้ต่างๆที่ได้ร่ำเรียนมา เพราะเพียงกระแสนิยมจากคนดังหรือคนหมู่มากไม่ได้รับประกันว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราควร ค.ว.ย. เสียก่อน จึงจะไม่หลงทาง แม้หลงทางก็จะหลงไม่นาน แต่ถ้าหลงนานก็ควรเปิด Google map ได้แล้ว ขอบคุณครับ (ฮา)


09 กรกฎาคม 2563

เรื่องราวของหานซิ่น(韓信)

http://www.ruiyingmedical.com/zuixin/3358.html

หานซิ่น(韓信) แม่ทัพใหญ่อันดับหนึ่งในยุคก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น ในวัยหนุ่มเขาเป็นเด็กยากจนคนหนึ่ง ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีฝีมือ ทำมาหากินอะไรไม่ขึ้น เที่ยวขอข้าวนายอำเภอกินอยู่เสมอ จนภรรยานายอำเภอไม่พอใจ ไม่แบ่งข้าวให้กินอีก แต่เขาเป็นคนรักการอ่านการศึกษา
วันหนึ่งขณะกำลังขายม้าฟางอยู่ในตลาด ได้ถูกอันธพาลมาหาเรื่องไล่ที่

"ไอ้เนิร์ด แน่จริงมึงก็ชักกระบี่ ไม่ก็ลอดหว่างขากูซะ!"

จีนมุงในตลาดส่งเสียงเฮลั่น ลุ้นว่าจะได้ดูมวยหรือคนลอดหว่างขา หานซิ่นก้มหัวลง คลานลอดหว่างขาไป จีนมุงตบมือเฮลั่นด้วยความบันเทิง เขาเอาตัวรอดมาได้อย่างอัปยศอดสู
เขาจึงปลีกตัวไปตกปลาริมแม่น้ำเพื่อประทังชีวิต แต่ก็ตกไม่ได้สักตัว โชคดีว่ามีกลุ่มหญิงซักผ้า อาม่าคนหนึ่งจึงแบ่งอาหารให้แก่เขา เขาบอกอาม่าว่า

"วันหน้าข้าจะตอบแทนท่านอย่างงาม"
"ลูกผู้ชายหาเลี้ยงตัวเองยังไม่ได้เลย จะตอบแทนอะไรกัน?"

เขาจึงออกจากเมืองไปสมัครเป็นทหาร แม้เป็นคนมีความรู้มากมาย แต่ไม่ได้รับการเหลียวแล เพราะเขาไม่ใช่นักสู้ที่เก่งกล้าสามารถอะไร ถูกใช้ให้เป็นยาม วันแล้ววันเล่า เขาถอดใจกลับบ้าน แต่ถูกไล่จับข้อหาหนีทัพ บังเอิญได้พบกับเฉียวเหอ ผู้เห็นแววของหานซิ่น
เฉียวเหอเสนอกองทัพว่าจะแต่งตั้งหานซิ่นเป็นแม่ทัพใหญ่(เป็นผู้คุมเหล่าแม่ทัพ) แต่ไม่มีใครเห็นชอบ ไม่มีใครยอมให้ยามเลื่อนขั้นมาเป็นแม่ทัพใหญ่ได้หรอก หานซิ่นน้อยใจหนีทัพไปอีก เฉียวเหอต้องขี่ม้าตามกลับมา จนเกิดสำนวนที่ว่า "เฉียวเหอไล่ตามหานซิ่นใต้แสงจันทร์" จนแล้วจนรอด จากการรับประกันของเฉียวเหอต่อหลิวปัง หานซิ่นก็ได้เป็นแม่ทัพใหญ่ที่ไม่ได้รับการยอมรับจากเหล่าแม่ทัพในตอนแรก เพราะไม่เคยออกรบ เป็นแค่หนอนหนังสือ ไม่เคยมีผลงาน แถมยังเป็นไอ้ขี้ขลาดลอดใต้หว่างขา แต่สุดท้ายเรื่องราวของเขาก็อยู่ในประวัติศาสตร์ในหนังสือชิดก๊กไซ่ฮั่น(ฉบับแปลไทยดั้งเดิมเรียก หานซิ่น ว่า ฮั่นสิน)

หลังจากร่วมก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นสำเร็จ ได้เป็นใหญ่เป็นโต หานซิ่นก็กลับไปบ้านเกิด มอบเงินทองมากมายให้กับอาม่าที่เคยแบ่งอาหารให้ และแน่นอน เขาไปหาอันธพาลคนนั้น อันธพาลตัวสั่นงันงก คิดว่าถึงคราวตายแน่แล้ว ในฐานะตอนนั้นหานซิ่นสามารถฆ่าอันธพาลคนนั้นได้ดั่งขยี้มดปลวก แต่เขาไม่ทำ เขาแต่งตั้งให้เป็นคนดูแลหมู่บ้านเพื่อแสดงความใจกว้าง "มันเป็นนักเลง เคยดูถูกข้า จะฆ่าก็ได้ แต่จะได้อะไร?"

ถ้าหานซิ่นตีรันฟังแทนข้างถนนวันนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร บางครั้งการยอมอดทนต่อคำดูถูก คำสบประมาท ก็อาจเป็นคุณสมบัติสู่ความสำเร็จ แม้อาจจะไม่ได้ไขว้คว้าเกียรติยศยิ่งใหญ่อย่างหานซิ่น แต่อย่างน้อยการที่มีลมหายใจอยู่ โดยไม่ตายไปกับเรื่องบ้าๆที่เลี่ยงได้ ชีวิตก็ยังมีอะไรดีๆให้ทำอีกมากมายไม่ใช่หรือ?

แถม
ปัจจุบันหานซิ่นได้รับการยกย่องเป็น เทพเจ้าหานซิ่น(韓信爺) เทพแห่งนักพนัน(大賭神 ในที่นี้หมายถึงการเก็บสถิติความน่าจะเป็น) เป็นเทพแห่งโชคลาภที่ประจำอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นที่สักการะของนักเสี่ยงโชค หวย พนัน เกร็งกำไร เทรดหุ้น ฯลฯ ท่านเป็นหนึ่งในทีม 八路財神 ปาลู่ไช่เสิน เทพเจ้าแห่งทรัพย์สินแปดทิศทาง

เดิม หานซิ่น เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้ร่วมก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น เป็นแม่ทัพผู้ไร้พ่ายในสงครามฉู่ฮั่น ว่ากับว่าท่านเป็นผู้คิดค้นหมากรุกจีน และเกมไฮโลด้วยลูกเต๋าสี่ลูก(十八啦 สือปาลา หรือ 十八仔 สือปาไจ่ ซึ่งยังคงมีการเล่นมาจนถึงปัจจุบัน) เพื่อให้ทหารเล่นในยามว่างจากการศึก(โดยมีหานซิ่นเป็นเจ้ามือ) แก่นแท้ในการเล่นไฮโลสี่เต๋าของหานซิ่นไม่ใช่การเสี่ยงดวง แต่เป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการรบและดูนิสัยคน
สร้างขวัญกำลังใจในการรบด้วยการเสี่ยงทายก่อนออกรบ ว่าจะแพ้หรือชนะ ซึ่งหานซิ่นเสี่ยงทายได้ชนะเสมอ ทำให้ทหารมีกำลังใจในการสู้รบ และก็รบชนะทุกครั้งตรงตามการเสี่ยงทายเช่นกัน
ดูนิสัยคนก็ด้วยการเสี่ยงทาย เพื่อดูสีหน้าท่าทางของผู้เล่นว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อจวนเจียนจะแพ้หรือชนะ เพื่อดูอุปนิสัยและรู้จักธาตุแท้ของคนเหล่านั้นเพื่อเก็บสถิติ จะได้ใช้คนและใช้กลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสม
ภายหลังหานซิ่นจึงถูกยกย่องให้เป็นเทพแห่งการพนัน(ที่ไม่ใช่การเสี่ยงดวง แต่คือการเก็บสถิติมาอย่างดีแล้ว ว่าแพ้ได้กี่เปอร์เซ็นและต้องชนะกี่เปอร์เซ็น ที่เมื่อรวมกันแล้วก็คือชนะ) เป็นเทพแห่งโชคลาภที่น้อยคนจะรู้จัก ท่านเป็นหนึ่งในทีม 八路財神 เทพเจ้าแห่งทรัพย์สินแปดทิศทาง

ชี้เป้า 八路財神符 ฮู้เทพแห่งทรัพย์สินแปดทิศทาง ไปมาแปดทิศพบแต่ความมั่งคั่ง ให้คุณด้านการค้า โชคลาภ ลาภลอย การเงิน ความร่ำรวย

เทพเจ้าหานซิ่น จากศาลเจ้าหานซิ่น ไต้หวัน
南投財神宮 - 韓信爺

25 มกราคม 2563

สุขสันต์วันตรุษจีน - Happy Chinese New Year's Day


สุขสันต์วันตรุษจีน
Happy Chinese Lunar New Year's Day.
😇🎉🎊㊗️🧧韓

韓 หาน อักษรจีนมงคลสำหรับเรา ซึ่งรวมอักษรความหมายดีๆตีความเอาไว้ในอักขระ

韓 รั้วรอบขอบชิด : การพิทักปกปักรักษา
𠦝;草 แสงอาทิตย์;พืชพันธุ์ : รุ่งโรจน์ ธัญพืช/ผลผลิตงอกงาม
韋 หนังฟอก : เครื่องอำนวยความสะดวกสบาย

ขออวยพรให้ทุกท่าน มีชีวิตสุขสงบปลอดภัย เจริญรุ่งเรืองเหลือกินเหลือใช้ และสะดวกสบาย ดั่งใจฝันตลอดไปครับ
😇🎉🎊㊗️🧧韓


สัญลักษณ์โบราณของ 韓 (หาน) แสดงถึงความรุ่งเรืองและอธิปไตย
ทางฝั่งซ้าย รูปวงกลมมีจุดคือดวงอาทิตย์ ว่ากันว่าตัว  +  เป็นสัญลักษณ์รัศมีของดวงอาทิตย์หรืออาจหมายถึงการทำปฏิทินโบราณ ทั้งยังดูเหมือนการเพาะปลูกที่มีพืชพันธุ์งอกงาม
รูปหมูเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และแทนการล่า/เลี้ยงสัตว์เพื่อใช้ประโยชน์
มุมล่างขวาเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่มีผู้คนลาดตระเวณไปรอบๆเพื่อพิทักษ์ปกปักรักษา มีกองทัพไว้ปกป้องตนเอง

คำอวยพรมีมากมายหลายคำข้าพเจ้าขอรวมไว้ในคำเดียว 韓 ขอใช้แทนคำอวยพรให้ทุกท่าน มีชีวิตสุขสงบปลอดภัย รุ่งเรืองเหลือกินเหลือใช้ และสะดวกสบาย ดั่งใจฝันตลอดไปครับ

สุขสันต์วันตรุษจีน
Happy Chinese Lunar New Year's Day.
😇🎉🎊㊗️🧧韓


เพื่อนๆท่านใดแซ่หาน 韓 เม้นทักทายกันมาหน่อยสิครับ หรือท่านใดรู้ประวัติแซ่ของตัวเองมาแบ่งปันในเม้นได้เลยนะครับ ยินดีมากๆ ยินดีมากๆครับ

อ้างอิง
http://www.lishiweb.com/m/view.php?aid=94157
http://www.shequno1.com/shxt/ShowInfo.asp?InfoID=8727

04 สิงหาคม 2559

ประวัติของ มิยาโมโต้ มูซาชิ (ฉบับย่อ)

ภาพเหมือนของ มูซาชิ ซึ่งวาดโดย มูซาชิ เอง
จุดเริ่มต้นคงต้องย้อนกลับไปถึงผู้ที่ทำให้ชื่อเสียงของมูซาชิเริ่มกลายเป็นที่รู้จักของคนญี่ปุ่นยุคสมัยใหม่ นั่นคือ โยชิคาวะ เอญิ นักเขียนนวนิยายชื่อดังชาวญี่ปุ่นที่ได้สร้างชื่อเสียงขึ้นมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เขาได้ศึกษาข้อมูลและชีวประวัติรวมถึงตำนานของมูซาชิอย่างละเอียด จากนั้นจึงได้นำเรื่องราวของมูซาชิมาเรียบเรียงแล้วเขียนเป็นนิยายขึ้นมา ผลงานของเขากลายเป็นที่โด่งดังมาก (สำหรับในประเทศไทยนั้น ได้รับการเรียบเรียงเป็นภาษาไทยครั้งแรกโดย สุวินัย ภรณวลัย ใช้ชื่อว่า มูซาชิ ฉบับท่าพระจันทร์)

ในนิยายเรื่องมูซาชิของเอญินั้น เริ่มจับความหลักตั้งแต่เรื่องราวของมูซาชิในวัยหนุ่ม ซึ่งเขาได้กระโจนเข้าร่วมสงครามที่ทุ่งเซกิงาฮาระ ซึ่งเป็นยุทธการศึกระหว่างกองทัพบูรพาและกองทัพประจิม ศึกนี้ได้ชื่อว่าเป็นสงครามภายในประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เพราะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยุคสมัย ที่ทำให้แผ่นดินซึ่งแตกแยกวุ่นวายมายาวนานนับร้อยปีสิ้นสุดลง
มูซาชิได้เข้าร่วมเป็นทหารในกองทัพประจิม ซึ่งเป็นฝ่ายแพ้ในศึกนี้ เขาจึงกลายเป็นทหารพ่ายศึกไปโดยปริยาย ต้องหนีตายกลับบ้านเกิด หลังจากนั้นเขาจึงหันเหเส้นทางที่คิดจะสร้างชื่อเสียงในสงคราม แล้วกลายเป็นมุ่งมั่นสู่เส้นทางของนักดาบแทน
ในช่วงที่มูซาชิยังเป็นวัยรุ่นนั้น เขาเป็นคนหนุ่มที่มีบุคลิกนิสัยใจร้อนวู่วาม ห้าวหาญไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆ เนื่องจากเขาถือว่าตนเคยฝึกฝนวิชาดาบจากบิดามาตั้งแต่เด็ก จึงมีความร้อนรนและเชื่อมั่นในวิชาดาบของตนเองอย่างมาก อยากจะแสดงฝีมือและประกาศศักดาด้วยการประลองดาบเพื่อเอาชนะคนอื่นๆ โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ประเมินความสามารถที่แท้จริงของตนเองในเวลานั้นเลย มูซาชิในวัยหนุ่มจึงโดนพระชื่อดังนามว่า ทากุอัน ซึ่งเป็นพระนักรบที่มีวิทยายุทธ์ชั้นเลิศได้เข้า มาสั่งสอนด้วยการกำราบมูซาชิให้หลาบจำ จากเหตุการณ์ครั้งนี้จึงทำให้มูซาชิเริ่มรู้สึกตัวว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เขาจึงเริ่มสำรวมจิตใจของตนเองมากขึ้น
หลังจากนั้นมา มูซาชิก็ได้ตัดสินใจสละชีวิตส่วนตัว ยอมทอดทิ้งหญิงคนรักของตนนามว่า โอซึอุ แล้วออกเดินทางเร่ร่อนพเนจรไปทั่วแผ่นดิน ได้พบเจอเหตุการณ์ต่างๆมากมาย ได้ประลองดาบกับยอดฝีมือจำนวนมากในแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหอก เคียว โซ่ กระบอง หรือกระทั่งโดนกลุ้มรุมจากคู่ต่อสู้ที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่า แล้วยังได้มีโอกาสรับคำชี้แนะจากยอดฝีมืออันดับต้นๆในยุคนั้น ส่วนในช่วงที่พักจากประประลองฝีมือเดิมพันชีวิต เขาก็ได้หันเหตัวเองเข้าสู่โลกของศิลปะและพุทธศาสนา การปฏิบัติตนตามหลักเซน ไปจนถึงการบุกเบิกที่ดินทำนาร่วมกับชาวบ้าน ชีวิตของมูซาชิเดินทางเสาะแสวงหาการบรรลุสู่ความเป็นสุดยอดฝีมือตั้งแต่อายุ 15 ปี จนถึง อายุ 29 ปี ได้ท้าประลองกับยอดฝีมือไปทั่วโดยไม่เคยปราชัยแม้สักครั้ง
แล้วในที่สุด มูซาชิก็ได้สร้างชื่อเสียงโด่งดังถึงขีดสุดด้วยการประลองเอาชนะยอดนักดาบนามว่า ซาซากิ โคจิโร่ ที่เกาะฟุเนชิม่า
ภาพวาดที่โด่งดังที่สุดโดยฝีมือของมูซาชิ
ในที่สุด มูซาชิก็ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะจอมดาบผู้เก่งกล้าที่สุดในแผ่นดิน ซึ่งนิยายของ โยชิคาวะ เอญิ ได้จบเรื่องราวลงที่ตรงนี้ ว่าหลังจากนั้นมูซาชิก็คิดจะเดินทางกลับไปอยู่ร่วมกับโอซึอุ หญิงคนรักอีกครั้ง

แต่ในประวัติศาสตร์นั้น มูซาชิเป็นมากกว่าแค่ยอดนักดาบ เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่บรรลุมรรคาบู๊ สามารถเข้าถึงแก่นแห่งวิชาดาบและหลักกลยุทธ์ แนวคิดเพื่อการพิชิตชัย ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่ทำให้มูซาชิไร้พ่าย ไม่เพียงเท่านั้น ต่อมาเขายังได้ถ่ายทอดแนวคิดของตน ด้วยการใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิต เดินทางไปเก็บตัวที่ถ้ำเรงันโด เพื่อขัดเกลาเอาประสบการณ์ในการสู้รบทั้งชีวิต กลยุทธ์ แนวคิดทั้งหลาย เขียนถ่ายทอดออกมาเป็นสุดยอดคัมภีร์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน คัมภีร์กลยุทธ์เพื่อการพิชิตเป้าหมายที่ได้ชื่อว่ายอดเยี่ยมที่สุดของ ญี่ปุ่นและของโลก คัมภีร์นี้มีชื่อว่า โกะริงโนะโชะ หรือแปลไทยได้ว่า คัมภีร์ห้าห่วง

แทบทุกสาขาอาชีพในสังคมญี่ปุ่น โดยเฉพาะในวงการบริหารธุรกิจนั้น ให้ความสำคัญต่อคัมภีร์ห้าห่วงเทียบเท่ากับตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ และให้ความสำคัญเหนือกว่าตำราการบริหารจากโลกตะวันตกเป็นจำนวนมากทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ประเทศญี่ปุ่นได้ตกอยู่ในสภาพพังพินาศจากฐานผู้แพ้สงคราม คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ในยุคนั้นมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะฟื้นฟูและพัฒนา บ้านเมืองให้กลับคืนมาใหม่ และหมายจะสร้างญี่ปุ่นให้เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีทัดเทียมกับ ชาติมหาอำนาจตะวันตกให้ได้ ส่วนหนึ่งนอกเหนือจากการมุ่งศึกษาวิทยาการของมหาอำนาจตะวันตก เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดให้ชาติตนเองแล้ว ก็ยังหวนกลับไปมุ่งศึกษาภูมิปัญญาดั้งเดิมของตนอีกครั้ง ซึ่งคัมภีร์ห้าห่วงของมูซาชิ คือหนึ่งในตำราชุดที่ได้รับการศึกษาค้นคว้า แล้วนำมาประยุกต์ใช้งานจริงจนประสบความสำเร็จ กระทั่งได้รับการยกย่องอย่างสูงสุดจากบรรดานักธุรกิจ ผู้บริหาร และผู้ประกอบอาชีพในแทบทุกสาขาต่างๆของญี่ปุ่น
ดังนั้นในสายตาของคน ญี่ปุ่นแล้ว คัมภีร์ห้าห่วงของมูซาชิจึงมีความยิ่งใหญ่และมีความสำคัญต่อวิถีแห่งความสำเร็จใน ชีวิตเทียบเท่ากับสุดยอดคัมภีร์ของโลกอย่างตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ (Art of War) และ พงศาวดารสามก๊ก (The Romance of Three Kingdoms) เลยทีเดียว

บทความโดยคุณ อินทรีสามก๊ก
http://pantip.com/topic/34915158

04 ตุลาคม 2553

Harmonica History - ประวัติฮาร์โมนิก้า


ครั้งนี้เรามาพักการซ้อม Harmonica กันซักบทความนึงดีกว่า แล้วมาประดับความรู้เกี่ยวกับประวัติของ Harmonica ที่หลายๆคนถามถึงกันหน่อย จะได้รู้ความเป็นมาต่างๆของเครื่องดนตรีที่เรารักและเล่นอยู่เป็นประจำกันครับผม Harmonica หรือรู้จักกันในชื่ออื่นๆ เช่น Blues Harp, Mississippi saxophone, Mouth Organ หรือภาษาไทยเรียกว่า หีบเพลงปาก ฮาร์โมนิกาจัดอยู่ในประเภทเครื่อง Wood Wind หรือเครื่องลมไม้ เล่นด้วยวิธีการ เป่าและดูด สมัยโบราณเมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนที่ประเทศจีน มีการสร้างเครื่องดนตรีที่ใช้โลหะมาทำเป็นลิ้นเสียงใช้เป่าและดูดเพื่อให้เกิดเสียงดนตรีแบบเดียวกับฮาร์โมนิกาปัจจุบัน จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของฮาร์โมนิกาที่เก่าแก่ที่สุด

ประวัติฮาร์โมนิกาในปัจจุบันนั้นเริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1821 หรือ พ.ศ.2364 โดยคริสเตียน ไฟรดริช บุสชมานน์ วัย 16 ปี เป็นผู้จดทะเบียนลิขสิทธิ์ประดิษฐ์กรรมทางดนตรีของเขา ซึ่งเขาเรียกว่า ออร่า(Aura หรือ Aeolina? หรือ Mund-Aeoline?) บุชมานน์ อธิบายแก่พี่ชายของเขาว่า เครื่องดนตรีชนิดนี้เป็นเครื่องดนตรีพิเศษ ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงแค่ 4 นิ้ว แต่ให้เสียงดนตรีได้ถึง 20 ตัวโน้ต จากนั้นเขาเริ่มออกแบบฮาร์โมนิกา และก็มีผู้นำไปปรับแต่งและพัฒนาออกมาอีกมากมาย นักประดิษฐ์เครื่องดนตรีชาวโบฮีเมียนนามว่า "ริชเตอร์" เป็นผู้ที่ทำการพัฒนาครั้งสำคัญที่สุดในการออกแบบฮาร์โมนิกายุคใหม่


ราวๆปี 1829 เขาได้พัฒนาความหลากหลายของเครื่องดนตรีชนิดนี้ ซึ่งประกอบไปด้วย 10 ช่อง 20 ลิ้นเสียง และรูปแบบการเรียงโน้ตของฮาร์โมนิกา เรียกว่า Richter-Tuned หรือ การตั้งเสียงแบบริชเตอร์ เป็นมาตรฐานมาถึงปัจจุบัน ในปี 1857 ประวัติของฮาร์โมนิกาได้เปลี่ยนไปอย่างมาก เมื่อช่างนาฬิกาชาวเยอรมัน แมตทิสซา ฮอห์เนอร์ หันเหสู่อุตสาหกรรมผลิตฮาร์โมนิกาชนิดเต็มรูปแบบซึ่งเขาคิดไม่ผิด เพราะในปีนั้นเพียงปีเดียวเขาสามารถผลิตเครื่องดนตรีออกมาถึง 650 ชิ้น หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็มีงานให้คนในท้องถิ่นทำ และก็พัฒนาสินค้าให้เป็นที่รู้จัก


ฮอห์เนอร์นำฮาร์โมนิกาเข้าสู่อเมริกาเหนือในปี 1862 ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนให้บริษัทของเขาขึ้นไปยืนอยู่ในสถานะผู้นำในการผลิตฮาร์โมนิกา ในปี 1887 ฮอห์เนอร์ผลิตฮาร์โมนิกามากกว่า 1ล้านชิ้น และทุกวันนี้เขาก็ได้ผลิตฮาร์โมนิกาที่แตกต่างกันออกมามากกว่า 90 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดนั้นทำให้ผู้เล่นมีอิสระในการเลือกใช้กับแนวดนตรีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแนวดนตรี Classic, Jazz, Blues, Pop, หรือ Rock ปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตฮาร์โมนิก้าก็มีหลากหลายยี่ห้อ ที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงก็ เช่น Hohner, Suzuki, Lee Oskar, Easttop, เป็นต้น

อ้างอิง
หนังสือพิมพ์มติชน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

02 กุมภาพันธ์ 2552

ประวัติมวยหย่งชุน ฉบับสมบูรณ์

กว่า 250 ปีมาแล้วรัชสมัยของกษัตริย์ หยวนเซ็ง แห่งราชวงศ์ ชิง วัดเส้าหลินได้ถูกวางเพลิงโดยทหารมองโกล
การวางเพลิงครั้งนี้จึงส่งผลให้ 5 ปรมาจารย์ อาวุโสของ วัดเส้าหลินพร้อมลูกศิษย์ต้องฝ่าทหารมองโกล ลงทางใต้ของเมืองจีน ปรมาจารย์ทั้ง 5 ได้แก่ หลวงจีนจี้ส่าน, แม่ชีไบ๋เหมย, แม่ชีหวู่เหมย, หลวงจีนฟองโตตั๊ก, หลวงจีนเมียงหิ่น รวมทั้งศิษย์ ฆราวาส ได้แก่ หงซีกวน ฟางซื่อยี่, ลกอาซาม, ถงเชียนจิน, หวูเว่ยฉวน, ชายหมี่จิ้ว และอื่นๆ
ปรมาจารย์ จี้ส่าน สอนศิษย์ ฆราวาสมากมายและได้นำศิษย์หล่านี้ต่อต้านแมนจู ในบรรดาศิษย์เหล่านี้นำโดยศิษย์พี่ชื่อ หงซีกวน, ตงซินทุน, ฉอยอาฟุก พวกเขาปฏิบัติการในเรือแดง โดย จี้ส่านได้ปลอมตัวเป็น พ่อครัวของคณะงิ้วเรือแดง
ส่วนปรมาจารย์ แม่ชีหวู่เหมย ได้หนีความวุ่นวายทั้งปวงไปยัง วัดกระเรียนขาวบนเขาไท่ซาน ในขณะเดียวกันได้คิดค้นวิทยายุทธ์แขนงใหม่ ซึ่งแตกต่างและมีประสิทธิภาพดีกว่าวิชาที่ได้เรียนจากวัดเส้าหลิน วิชานี้ แม่ชีได้ พบจุดเริ่มต้น
โดยบังเอิญเมื่อเธอได้เห็น จิ้งจอกต่อสู้กับนกกระเรียน ซึ่งจิ้งจอกวิ่งวนไปรอบๆนกกระเรียนเป็นวงกลมหวังหาจังหวะจู่โจมนกกระเรียน แต่นกกระเรียนอยู่ในศูนย์กลางวงกลม หันหน้าเข้าหาจิ้งจอกตลอดเมื่อจิ้งจอกโจมตีนกกระเรียนก็ปัดและจิกโดยไม่วิ่ง ออกจากวงกลมอาศัยการป้องกันและโจมตีในเวลาเดียวกัน จากจุดนี้คือการค้นพบพื้นฐานของมวยชนิดใหม่

การต่อสู้ของมวยชนิดนี้คืออาศัยหลักการต่อสู้อันแยบยลตามหลักธรรมชาติของการหลบหลีก การเคลื่อนไหวด้วยการปะทะแบบสลายแรงอย่างรวดเร็วพร้อมโจมตีเป็นเส้นตรงในเวลาเดียวกัน ทั้งรุกและรับในจังหวะเดียวกัน โดยการใช้โครงสร้างและสรีระของร่างกายแทนกำลังของมือและเท้าในการทำลายคู่ ต่อสู้
ต่อมา แม่ชีหวู่เหมยได้รับลูกศิษย์ ซึ่งเป็นผู้หญิงชื่อ เหยิ่นหย่งชุน ได้ถ่ายทอดวิชายุทธย์แขนงใหม่นี้ให้และฝึกฝนจนสามารถป้องกันตนเองได้แล้ว หย่งชุนจึงลงเขา ไท่ซ่านกลับไปหาบิดา จากนั้นหย่งชุนได้เอาวิชานี้สู้กับพวกอันธพาลที่มารังควานและรังแกประชาชนใน มลฑลนั้นจนชนะทั้งหมดจึงสร้างชื่อเสียงขึ้นมา
หลังจากนั้นหย่งชุนได้แต่งงานกับ เหลือง ปอกเชา และพยายามจะสอนวิชานี้ให้กับสามีแต่สามีไม่ยอมฝึกเพราะตัวสามีนั้นได้ฝึกฝน มวยเส้าหลินมาอย่างช่ำชองแล้วแต่หย่งชุนก็ได้แสดงฝีมือและได้เอาชนะสามีทุก ครั้ง สุดท้ายสามีจึงยอมเรียนวิชานี้กับภรรยา และจากจุดนี้จึงได้ตั้งชื่อมวยแขนงใหม่นี้ว่า หย่งชุน ตามชื่อภรรยา

ผู้หญิงทั้งๆมีรูปร่างเล็ก และบอบบางกว่าผู้ชายแต่แรงของผู้หญิงจะไปสู้กับแรงผู้ชายได้อย่างไรกัน มวยหย่งชุนเป็นมวยผู้หญิง หลักวิชาต่างๆที่ถูดคิดค้นขึ้นในวิชานี้ เน้นสำหรับผู้หญิง หย่งชุน ใช้สรีระที่ถูกต้องบวกกับความเข้าใจแรงที่แตกฉานและการฝึกฝนที่ถูกหลักวิชา มีทั้งอ่ออนและแข็ง (ไม่ใช่มวยอ่อนอย่างเดียว)และขอเน้นว่าไม่ได้เน้นกำลังภายในอะไรทำนองนั้น แต่ใช้ความเข้าใจทางสรีระและวิทยาศาสตร์

หว่องว่าโป๋ว และเหลียงหยี่ไท่
วิทยายุทธ์หย่งชุนคงจะไม่มีในวันนี้หากเหลี่ยงหล่านไกวไม่สอนใครเลย แต่ว่าเขาได้สอน หว่องว่าโป๋ว นักแสดงงิ้วแห่งคณะงิ้วเรือแดงเป็นการบังเอิญที่ปรมาจารย์ จี้ส่านก็ได้ปลอมตัวเป็นพ่อครัวในคณะงิ้วเช่นกัน จี้ส่านในเวลานั้นได้สอนลูกศิษย์อยู่จำนวนหนึ่ง เหลียงหยี่ไท นายคัดท้ายเรือคือหนึ่งนจำนวนศิษย์ซึ่งสนใจและได้รับการถ่ายทอดกระบองหกแต้ม ครึ่งหว่องว่าโป๋วและเหลี่ยงยี่ไท่ได้รู้จักชอบพอกันและแลกเปลี่ยนวิชากัน
หลังจากนั้นทั้งสองได้ดัดแปลงกระบองหกแต้มครึ่งโดยประยุกต์หลักการฟังด้วย การสัมผัสจากมวยหย่งชุนหรือชี้เสาและเรียกการฝึกฝนด้วยกระบองสัมผัสนี้ว่า ชี้กวัน
การชี้เสามีวิธีการฝึกโดยคู่ฝึกใช้แขนสัมผัสตลอดการฝึกฝนโดยต่างฝ่ายต่างฟังการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายจากการสัมผัสในขณะที่พยายามปิดป้องและโจมตีในเวลา เดียวกันโดยใช้แม่ไม้มวยหย่งชุนระหว่างการฝึกแขนทั้งสองฝ่ายต้องไม่หลุดสัมผัส หรือแยกจากกันเลย

เหลียงจั่น
เหลี่ยงยี่ไท่ได้สอนเหลียงจั่นศิษยืคนเดียวเมื่อเขาเกือบเขาสู่วัยชรา เหลียงจั่นเป็นหมอแผนโบราณชื่อดังแห่งฝอซาน แห่งมลฑลกวางตุ้ง เหลียงจั่นต่อมาได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งมวยหมัดหยงชุน หรือ ราชามวยประลองเนื่องจากนักมวยทั่วสารทิศได้มาประลองกับเหลี่ยงจั่น แต่ทุกคนก็ได้แพ้ไปในที่สุดเหลี่ยงชุน และเหลี่ยงปิ๊ก รวมทั้งหมกหยั่นหว่า(หว่าหุ่นไม้) ผู้มีแขนทังสองอันแข็งแกร่ง ลูกศิษย์ที่สำคัญของเหลียงจั่นคือฉันหว่าซุนหรือผู้แลกเงินเจ๋าฉิ่นหว่าผู้ ซึ่งได้แอบฝึกมวยหย่งชุนโดยมองผ่านเข้ามาตามซอกประตู จนกระทั่งเหลียงจั่นจับได้หลังจากที่เหลี่ยงซุ่นและฉานหว่าซุ่นได้ทำเก้าอี้ ตัวโปรดหักระหว่างประลองกันและรับเป็นศิษย์ในที่สุด

ฉานหว่าซุนและศิษย์
ฉานหว่าซุนรับลูกศิษย์ทั้งหมดสิบหกคน มีศิษย์คนโตชื่อว่าหงึงชงโซว และศิษย์คนสุดท้ายคืออาจารย์ยิปมัน อาจารย์ยิปมันสะสมเงินเพื่อมาขอเป็นศิษย์อาจารย์ฉานหว่านซุนเมื่อเขาอายุ ได้ประมาณ 11 ปี อาจารย์ฉานหว่าซุนจึงรับยิปมันเป็นลูกศิษย์คนสุดท้ายและสอนยิปมันเป็น เวลา 6 ปีก่อนจะเสียชีวิตหลังจากนั้นยิปมันฝึกฝนต่อภายใต้การชี้นำของศิษย์พี่ใหญ่ หงึงชงโซว ยิปมันได้เข้าศึกษาต่อที่ฮ่องกง ด้วยความคะนองได้ท้าประลองไปทั่วฮ่องกงและความหึกเฮิมมีมากขึ้นเมื่อเขาชนะเสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้พบคนแก่คนหนึ่งซึ่งผู้คนรู้จักกันดีว่ามีความสามารถ ยิบมันแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าให้กับชายแก่คนนนั้นซึ่งแท้จริงแล้วชายแก่ผู้ นั้นคือ เหลียงปิ๊ก อาจารย์อาบุตรเหลียงจั่น หรือศิษย์น้องของฉานหว่าซุนนั้นเอง ยิปมันหลังจากเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงลาอาจารย์กลับเมืองจีน
ยิปมัน และ ศิษยหลังจากที่คอมมิวนิสต์เข้าปฎิวัติประเทศจีน ยิปมันจึงอพยบมาที่ฮ่องกงอีกครั้ง และจึงเริ่มรับลูกศิษย์ทั่วไปมากมายมี ฮอกกิ่นเชียง และอื่นๆ อาจารย์เหล่านี้ได้เผยแพร่มวยหย่งชุนจนมีผู้ฝึกฝนทั่วโลกในบัจจุบันเป็น จำนวนมากมาย

บรู๊ซลีได้ไปอมเริกาและได้นำหมัดช่วงสั้นหนึ่งนิ้วและสามนิ้วไปสาธิตที่การ แข่งขันศิลปป้องกันตัวของ ed parker ครูมวยคาราเต้รับบอเมริกันแคมโบ้ (American kempo) จนเป็นที่ตื่นเต้นแก่ผู้สนใจเป็นจำนวนมากและเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ เคโต้ และอ้ายหนุ่มซินตึ้ง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ยิปมันเป็นไปอย่างไม่ราบรื่นนัก เมื่อยิปมันไม่ยอมถ่ายทอดวิชาทั้งหมดให้กับบรู๊ซได้ในเวลาอันสั้นด้วยความผิดหวัง บรู๊ซจึงได้คิดค้นมวยของตนเองขึ้นมาแล้วตัวชื่อว่า จิ๊ตคุนโด หรือวิชาหยุดหมัด สำหรับผู้ที่รู้จักมวยทั้งสองแล้วย่อมรู้ว่าบรู๊ซได้คงไว้ ซึ่งหลักวิชาหย่งชุนไว้อย่างมาก
ยิปมันเสียชีวิตลงในปี ค.ศ 1972 และถูกยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ในยุคบัจุบันของหย่งชุน เคียงข้าง เซ็งหม่านชิง(แต้หมั่งแช-แต้จิ๋ว) แห่งสำนักไทเก็ก ยูอิชิบ้าแห่งสำนักไอคิโด ส่วนบรู๊ซลีเสียชีวิตอีกหนึ่งปีถัดมา

เจี้ยงฮกกิ่น จูเสาไหล่ และอนันต์ ทินะพงศ์
บรู๊ซลีมีเพื่อนสนิทในโรงเรียนและสำนักมวย ชื่อเจี๊ยงฮกกิ่น ทั้งคู่เรียนหนังสือและวิชาป้องกันตัวและออกประลองด้วยกัน ทั้งคู่ฝึกมวยหย่งชุนภายใต้การชี้แนะของยิปมันและศิษย์พี่จอมราวีหว่องซัม เหลียงและเจียงจกเฮง เจียงฮกกิ่นนอกจากการศึกษาวิชามวยหย่งชุนแลวยังได้ศึกษามวยไทเก็กตระกูลวู และบัจุบันได้สอนมวยทั้งสองชนิดนี้เป็นการส่วนตัวที่ รํฐลอสแองเจิลลิส อเมริกาและได้รับศิษย์เอกในวิชาหย่งชุนคือจูเสาไหล่
อาจารย์จูเสาไหล่ศึกษาศิลปป้องกันตัวตั้งแต่เล็กๆในวิชาคาราเต้โชชินริว ต่อมาได้ฝึกมวยตระกูลหงทั้งหมดในฐานะศิษย์เอกจากยี่จีเหว่ย ศิษย์อาจารย์ต๋องฟ้งศิษย์อาจารย์หวองเฟยหง อาจารย์จูเสาไหล่ได้ให้ความสนใจหมัดหย่งชุนมาเป็นเวลานานจึงได้เริ่มหัดมวย หยงชุน กับ อากว้าน ศิษย์หย่งชุนสำนักซีมเซียวซาน หลีหมุ่ยซาน ศิษย์อาจารย์หมุ่ยยัดศิษย์อาจารย์ยิปมัน อาจารย์จูเสาไหล่ยังได้พัฒนาตัวเองเพิ่มเติมจากอาจารย์หลุ่ยหยันซัน ราชากระบองแดนใต้และมวยซิ่งยี่หมัดจากใจและไทเก็ก อาจารย์จูเสาไหล่ยังศึกษาเพิ่มเติมจากอาจารย์ฮอกกิ่นเป็นครั้งคราวเมื่อ อาจารย์อยู่ลอสแองเจิลลิส อเมริกา จึงได้กราบเป็นศิษย์อาจารย์ฮอกกิ่นจนถึงทุกวันนี้
อาจารย์อนันต์ได้เรียนรู้วิชาป้องกันตัวตั้งแต่อายุ 11 ปี ในวิชาเทควันโด้และมวยเสี้ยวลิ้มใต้จากอาจารย์คันศรเป็นเวลา 6-7 ปี และมวยไทยเมื่อคุณพ่อได้เปิดค่ายมวยไทยหลังจากนั้นจึงเดินทางไปเรียนต่อที่ อมเริกาขณะที่อยู่อมเริกาอาจารย์อนันต์ได้คลุกลีกับศิลปป้องกันตัวโดยตลอด โดยได้เป็นผู้จัดการฝ่ายขายอุปกรณ์กีฬาป้องกันตัวเป็นเวลา10ปีที่นี่เอง อาจารย์อนันต์ได้พบกับอาจารย์จูเสาไหล่จนเป็นมิตรที่สนิทและได้แลกเปลี่ยน วิชากันถ้าใครแพ้ก็ต้องเรียนวิชาอีกฝ่ายหนึ่งและก็ต้องถ่ายทอดสื่งที่ตนเรียนมาให้โดยไม่มีเงื่อนไข
อาจารย์อนันต์ได้เรียนรู้วิชาหย่งชุนกับอาจารย์จูเสาไหล่เป็นเวลาหลายปีก่อนจะกลับเมืองไทยในปี ค.ศ. 1988 จากนั้นจึงเริ่มสอนวิชามวยหย่งชุนเป็นต้นมา