Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษา แสดงบทความทั้งหมด

11 มกราคม 2569

U - ภาษา U ภาษาประดิษย์ที่มีแค่ 1 คำถ้วน

U (conlang)

U คือ ภาษาประดิษฐ์แนวเซ็น (Zen constructed language) ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยนักสร้างภาษาชื่อ arseniiv เมื่อปี ค.ศ. 2013

ระบบเสียง ระบบสัทวิทยาของภาษา U ประกอบด้วยหน่วยเสียงเพียงหน่วยเดียวคือ /u/ [อู] ซึ่งครอบคลุมการออกเสียงที่เป็นไปได้ทั้งหมด เนื่องจากไม่มีคู่เทียบเสียงที่ทำให้ความหมายเปลี่ยน (minimal pairs)

คลังคำศัพท์ คลังคำศัพท์ของภาษา U ประกอบด้วยคำเพียงคำเดียวคือ u /u/ ซึ่งสื่อความหมายได้หลากหลาย เช่น มันไร้สาระ, มันไม่มีจุดหมาย, มันไม่จำเป็น, มันไม่มีอยู่จริง หรือแทนด้วยสัญลักษณ์ทางตรรกศาสตร์คือ ⊥ [ความจริงคว่ำ] ทั้งนี้ การกล่าวซ้ำคำเดิมหรือการเว้นว่างไว้ ไม่ได้ทำให้ความหมายของสารเปลี่ยนแปลงไป

ระบบการเขียน ภาษา U ใช้การเขียนตามเสียง (Phonetic writing) โดยที่ตัวอักษรหรือข้อความใดๆ ก็ตาม สามารถตีความได้ว่าเป็นตัวแทนของหน่วยเสียง /u/

บทวิเคราะห์ การจำแนกความแตกต่างว่าข้อความใดเขียนด้วยภาษา U หรือไม่ หรือการพิจารณาว่าเสียงที่เปล่งออกมานั้นเป็นภาษา U หรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จึงนำไปสู่คำถามเชิงวาทศิลป์ที่ว่า: "มันคือ u หรือมันไม่ใช่ u กันแน่?" อย่างไรก็ตาม... u

ลักษณะเด่น
ภาษา U ดูเหมือนจะเป็นภาษาประดิษฐ์ที่มีการอธิบายเนื้อหาครอบคลุมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นด้านไวยากรณ์ สัทศาสตร์ การใช้งาน และอรรถศาสตร์ เมื่อเปรียบเทียบกับภาษาประดิษฐ์อื่นๆ

บทกวี

u u u u u
u u u u u u u
u u u u u

บทกวีไฮกุ โดย ckiku

=======

บทความข้างต้นแปลจาก บทความ U (conlang) ซึ่งเป็นเสมือนคู่มือภาษา U อย่างเป็นทางการ

ภาษา U ของ Arseniiv เป็นภาษาประดิษฐ์ที่ไม่ได้เป็นแค่ภาษาประดิษฐ์ แต่มันคือศิลปะเชิงมโนทัศน์ (Conceptual Art) ที่เสียดสีวงการภาษาศาสตร์ประดิษฐ์ได้อย่างแสบทรวง

ในขณะที่ภาษาประดิษฐ์ต่างๆพยายามสร้างคำสร้างกฎเกณฑ์มากมายเพื่อระบุทุกอย่างให้ชัดเจน ภาษา U กลับใช้หลักความว่างเปล่าเพื่อบอกว่า สุดท้ายแล้วภาษาอาจเป็นแค่กรงขังหรือเรื่องไร้สาระหรือไม่?
การที่อ้างว่ามันเป็นภาษาที่มีการอธิบายเนื้อหาที่ครอบคลุมที่สุด เป็นการประชดประชันที่ฉลาดมาก เพราะเมื่อมีแค่ 1 คำ และ 1 เสียง คำอธิบายเพียงไม่กี่บรรทัดย่อมถือว่าครบถ้วน 100% ของระบบภาษานั้นแล้วโดยปริยาย
แล้วการถามว่า "มันคือ u หรือมันไม่ใช่ u กันแน่" คล้ายกับปริศนาธรรมโกอานในนิกายเซ็น เช่น "เสียงปรบมือข้างเป็นอย่างไร?" เพื่อให้ผู้ศึกษาหลุดพ้นจากพันธนาการของตรรกะแบบทวิภาวะ จริง-เท็จ ถูก-ผิด ดี-เลว
สำหรับกวีไฮกุในตอนท้าย คืออารมณ์ขันแบบเนิร์ดๆของชาวภาษาประดิษฐ์ดีๆนี่เอง ว่าแต่... การใช้ภาษาที่มีคำน้อยที่สุด มาเขียนเป็นบทกวีไฮกุ มันจะทำให้เข้าถึงแก่นของเซ็นมากกว่าการเขียนไฮกุด้วยภาษาปกติรึเปล่านะ?

เหนือตรรกะทั้งปวง
คือความว่าง
ที่ไร้คำบรรยาย


อ้างอิง

05 พฤษภาคม 2568

Tuki Tiki - ตูกีตีกี ภาษาประดิษฐ์อันเรียบง่ายแห่งความหมายที่ซ่อนไว้

คำว่า Tuki Tiki เขียนด้วยตัวเขียน titi pula
หรืออักษรภาพของ Tuki Tiki

สวัสดีครับ คราวก่อนได้นำเสนอภาษาประดิษฐ์ (Conlang) ที่เรียบง่ายอย่าง Toki Pona ซึ่งมีศัพท์แค่ 120 คำก็สามารถสื่อสารได้แล้ว คราวนี้มาแนะนำภาษาที่เรียบง่ายยิ่งกว่านั้นอีกครับ!
Tuki Tiki ตูกีตีกี (tuki (พูด), tiki (อ้อมค้อม) ภาษาแห่งการอ้อมค้อม) เป็นภาษาประดิษฐ์ที่เรียบง่ายอย่างยิ่งและน่ารักอย่างมาก ประดิษฐ์โดย ka Tumu (Ðoom Epictooþ) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาษาโตกีโปนา เป้าหมายของตูกีตีกีคือการบีบอัดไวยากรณ์และคำศัพท์ของโตกีโปนาให้เหลือขนาดที่เล็กยิ่งขึ้น และยังใช้งานได้จริง โดยในปัจจุบันมีคำศัพท์เพียง 39 คำ ก็สามารถใช้สื่อสารได้แล้ว นับว่าเป็นภาษาประดิษฐ์ที่ลดทอนจนเรียบง่ายอย่างยิ่ง เน้นคำที่เป็นความหมายรากฐานอย่างสุดขั้ว ใช้คำน้อยแต่กินความมาก จึงจำเป็นต้องใช้บริบท และความคิดสร้างสรรค์อย่างยิ่งในการตีความ รวมถึงการผสมคำเพื่อสื่อถึงความหมายซับซ้อนยิ่งขึ้น
ลองนึกภาพว่าผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกถูกพัดมาติดที่เกาะร้าง ต่างคนต่างพูดคนละภาษา และด้วยคำศัพท์เพียง 39 คำของภาษาตูกีตีกีพวกเขาก็สามารถสื่อสารความคิด ความต้องการพื้นฐาน แบ่งปันรอยยิ้มสร้างมิตรภาพ แบ่งปันอาหาร วางแผนการเดินทางสำรวจ และสร้างชุมชนร่วมกันได้อย่างรวดเร็วราวกับมีเวทมนต์ นี่แหละความน่าทึ่งของความเรียบง่าย

ทุกคำของตูกีตีกีกินความกว้างมาก ในการตีความจะต้องพยายามนำความเกี่ยวข้องทุกอย่างของบริบทรอบตัวในขณะนั้น คำที่ใช้ อุปมาอุปไมยของแต่ละคำ เพื่อนำมาใช้ตีความให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ภาษเชิงปรัชญาแห่งความเรียบง่ายนี้จะช่วยลดความฟุ้งซ่านทางความคิด ทำให้เราต้องมีสติอยู่กับบริบทในปัจจุบันอย่างแท้จริง และด้วยความหมายที่กว้างก็ทำให้เราต้องโฟกัสเฉพาะสิ่งที่สำคัญจริงๆ ไม่หมกมุ่นอยู่แต่กับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่อาจไม่ได้สำคัญอะไรเลย อาจช่วยให้ความคิดชัดเจนขึ้นอย่างถึงราก คิดอย่างลึกถึงแก่น สื่อถึงสิ่งที่ต้องการจากรากฐานอย่างแท้จริง นั่นแหละความเรียบง่าย ดูเหมือนอ้อมค้อมแต่กลางเป้า เป็นภาพรวมที่เจาะจง

การเขียน
ตัวพิมพ์ (titi Latila)
ตัวอักษรมีทั้งหมด 8 ตัว

พยัญชนะ 5 ตัว
p = ป, t = ต, k = ก, l = ล, m = ม

สระ 3 ตัว
a = อา, i = อี, u = อู

ซึ่งการเขียนทุกคำจะใช้ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด ยกเว้นชื่อที่จะขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

ตัวเขียน (titi pula)
ตัวเขียนจะเป็นการเขียนเชิงสัญลักษณ์ คล้ายภาษาอินเดียนแดง ซึ่ง 1 ตัวเขียน ก็แทนคำ 1 คำ (เหมือนอักษรจีนหรือตัวคันจิ)
(ฟ้อนต์ตัวเขียนมาตราฐาน titi-pula-lili.otf เมื่อลงฟ้อนต์เสร็จแล้ว ให้เข้าโปรแกรมออฟฟิศเมื่อเลือกฟ้อนต์แล้วพิมพ์ถ้ามันไม่รวมคำเป็นตัวเขียน ให้ปิดตัวตรวจการสะกดคำ(autocorrect) และเปิด ligatures (อักษรควบมาตราฐาน) โดยเข้าไปที่เมนู Format (รูปแบบ) > Character... (อักษร...) ในหน้านั้นให้ไปที่แท๊บ Font (แบบอักษร), กดที่ Effects (เอฟเฟกต์) ในฝั่งชื่อฟ้อนต์, ติ๊กถูกที่ ligatures (อักษรควบมาตราฐาน), กดตกลงทั้งหมด เป็นอันเสร็จ
ทีนี้ก็สามารถพิมพ์อักษรโรมันภาษาตูกีตีกีแล้วโปรแกรมจะรวมเป็นตัวเขียนให้เรียบร้อย หากต้องการระบุชื่อให้ใส่ในวงเล็กเหลี่ยม หากต้องการรวมคำขยายในตัวเขียนเดียวให้กด + แล้วพิมพ์ เอาออกกด - แล้วลบ)

(ดูพจนานุกรมตูกีตีกีท้ายบทความ) 

คำทั้งหมดในตูกีตีกี 39 คำ
ตัวเขียน (titi pula) และตัวพิมพ์ (titi Latila)

การตีความ
ภาษาตูกีตีกีใช้คำน้อยแต่กินความมาก แต่ละประโยคจึงอาจตีความได้มากมาย ซึ่งต้องทำความเข้าใจโดยการตีความจากนัยยะโดยรวมของคำ และบริบท
mi muku. = ฉันกิน/ฉันกำลังกิน/ฉันจะกิน/ฉันกินแล้ว
li a. = นั่นอาห์/นั่นอ่ะ/นั่นแหละ/นั่นแหละใช่เลย/นั่นทั้งหมดเลย/นี่ถูกต้อง/นี่มีอยู่จริง/นี่นะ

แต่ละคำตีความได้หลายความหมาย ซึ่งจะมีนัยยะความหมายรากฐานของมันอยู่ ซึ่งต้องพยายามทำความเข้าใจความหมายรากฐานนั้นเพื่อตีความตามบริบทอีกที
ka = สิ่งมีชีวิต, คน, สัตว์, หมา, แมว
kati = พืช, ผัก, ต้นไม้, ใบไม้, แผ่น

ทุกคำสามารถเป็นคำนาม, คำกริยา, คำคุณศัพท์(adj), หรือคำวิเศษ(adv) ได้ ขึ้อยู่กับตำแหน่งของคำ
tilu = น้ำ, ล้าง, เปียก
muku = อาหาร, กิน, เป็นอาหาร, น่ารัก

ประโยคพื้นฐาน
li ใช้ขั้นระหว่างประธานกับภาคแสดง หรือบ่งชี้ว่าคำต่อไปเป็นภาคแสดง แปลคร่าวๆได้ว่า 'เป็น' หรือ 'คือ' เป็นการอธิบายลักษณะของประธาน
kati li muku. = พืช+(บ่งชี้ภาคแสดง)+เป็นอาหาร = พืชเป็นอาหาร
tili li pula. = น้ำ+(บ่งชี้ภาคแสดง)+ดี = น้ำนั้นดี

หรือบ่งชี้ว่ามีการกระทำ ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบท
ka li muku. = คน+(บ่งชี้ภาคแสดง)+กิน = คนกิน
ka li lapi. = คน+(บ่งชี้ภาคแสดง)+นอน = คนนอน

ถ้าประธานเป็น mi (ฉัน), tila (คุณ), li (นี่, นั่น, เขา, หล่อน, มัน) ไม่ต้องใช้ li ขั้น
mi tuki. = ฉันพูด
tila pula. = คุณดี/คุณสบายดี/คุณโอเคดี
li pula. = นี่ดี
li ka. = นี่คือสิ่งมีชีวิต

คำขยาย
สามารถต่อท้ายคำนามได้เลยเหมือนในภาษาไทย เป็นคำผสม เหมือนการสร้างคำนามใหม่ หรือคำนามวลีที่เฉพาะเจาะจง
lupa mi. = บ้าน+ฉัน = บ้านฉัน = บ้านของฉัน
lupa telu. = ห้อง+น้ำ = ห้องน้ำ
ku pula. = อารมณ์+ดี = อารมณ์ดี
ka telu. = สัตว์+น้ำ = สัตว์น้ำ = ปลา

การปฏิเสธใช้คำว่า ala ต่อท้าย
mi lapi ala. = ฉัน+นอน+ไม่ = ฉันนอนก็หาไม่ = ฉันไม่นอน/ฉันไม่ได้นอน
mi ala pali. = ฉัน+ไม่+ทำ = ฉันก็หาไม่ที่กระทำ = ไม่ใช่ฉันทำ

คำขยายเป็นเสมือนการสร้างคำใหม่โดยอิงคำแรกเป็นหลักแล้วคำที่ตามมาขยายต่อไป อาจต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสื่อถึงสิ่งที่ต้องการอย่างอิสระด้วยสำนวนของตัวเอง ตัวอย่างเช่น
ka lupa. = สัตว์+บ้าน = สัตว์เลี้ยง/หมา/แมว/ฯลฯ
ka lili. = คน+เล็ก = คนเล็ก = เด็ก
ka tilu lili. = สัตว์+น้ำ+ตัวเล็ก = สัตว์น้ำตัวเล็ก = ปลาตัวเล็ก
iku pula muku. สิ่ง+ดี+กินได้ = สิ่งดีที่กินได้

อย่าสับสนกับการใช้ li เชื่อที่ใช้บ่งชี้ถึงภาคแสดงที่บ่งบอกลักษณะของประธาน
ka li lili. = คน+(บ่งชี้ภาคแสดง)+เล็ก = คนตัวเล็ก
ka lili li lili. = คน+เล็ก+(บ่งชี้ภาคแสดง)+เล็ก = เด็กตัวเล็ก

kati muku pula. = ผลไม้+หวาน+ดี = ผลไม้ที่หวานที่ดี = ผลไม้รสหวานอร่อยดี
kati muku li pula. = ผลไม้+หวาน+(บ่งชี้ภาคแสดง)+ดี = ผลไม้ที่หวานเป็นสิ่งที่ดี = ผลไม้รสหวานนั้นดีงาม

คำนามที่ถูกกระทำ (กรรม)
จะใช้ i เป็นคำเชื่อมกริยากับกรรมตรง บ่งชี้ถัดไปเป็นสิ่งถูกกระทำ แปลคร่าวๆได้ว่า 'เจ้า' ที่หมายถึง เจ้านั่น เจ้านี่
ka lili li muku i kati. = คน+เล็ก+(บ่งชี้ภาคแสดง)+กิน+(บ่งชี้สิ่งถูกกระทำ)+ผัก = เด็กินเจ้าผัก = เด็กกินผัก
ka lupa li muku i ka tilu. = สัตว์+บ้าน+(บ่งชี้ภาคแสดง)+กิน+(บ่งชี้สิ่งถูกกระทำ)+สัตว์+น้ำ = สัตว์บ้านกินเจ้าสัตว์น้ำ = สัตว์เลี้ยงกินปลา = หมา/แมวกำลังกินปลา
li muku i a. = มัน+กิน+(บ่งชี้สิ่งที่ถูกกระทำ)+ทุกอย่าง = มันกินทุกสิ่งทุกอย่าง
li uli i li. = เขา+ต้องการ+(บ่งชี้สิ่งที่ถูกกระทำ)+มัน = เขาต้องการมัน

การใช้ lu กับ la
lu เป็นคำบุพบทหรือคำเชื่อมก็ได้ เช่น อยู่, ที่, กับ, และ, จาก, ฯลฯ
mi lu kiku kati. = ฉัน+อยู่ที่+สถานที่+ที่มีต้นไม้ = ฉันอยู่ที่สวน (คำบุพบท)
tila muku lu mi. = คุณ+กิน+กับ+ฉัน = คุณกำลังกินอยู่กับฉัน (คำบุพบท) (ยังแปลได้อีกว่า คุณน่ารักสำหรับฉัน)
mi lu tila mi muti. = ฉัน+และ+คุณ+เรา+เล่น = ฉันและคุณพวกเรากำลังเล่น (คำเชื่อม)
lupa lu tilu. = ห้อง+แห่ง+น้ำ = ห้องแห่งน้ำ = ห้องของน้ำ = ห้องเก็บน้ำดื่ม

คำเชื่อมสำหรับภาคแสดงให้ใช้ li ซ้ำในการคั่นภาคแสดงแต่ละอย่าง
ka li li lili li muku. = สัตว์+นี้+(บ่งชี้ภาคแสดง)+เล็ก+(บ่งชี้ภาคแสดง)+น่ารัก = สัตว์นี้ตัวเล็กและน่ารัก

สำหรับกรรมตรงใช้ i ซ้ำในการคั่นสิ่งที่ถูกกระทำแต่ละสิ่ง
mi muku i tilu i kati. = ฉัน+กิน+เจ้า+น้ำ+เจ้า+ผัก = ฉันกินน้ำและผัก

la คำเชื่อมบริบท, คำเชื่อมวลีเงื่อนไข แปลคร่าวๆประมาณ ก็, ย่อม
ki la li lu lupa mi. = บางที+ก็+เขา+อยู่ที่+ห้อง+ของฉัน = บางทีเขาก็อยู่ที่ห้องของฉัน
kiku kati la ka lili li lapi = สถานที่+ที่มีต้นไม้+ก็+สิ่งมีชีวิต+ตัวเล็ก+(ชี้กริยา)+นอน = ในป่าสัตว์ก็พักผ่อน
"ในป่า" คือบริบท จากนั้น "ก็" เข้ามาเชื่อม "สัตว์ตัวเล็ก" ซึ่งก็คือประธานในที่นี้ที่มีภาพแสดงเป็นการนอน ใช้ la เป็นการเชื่อมเพื่ออ้างถึงบริบทกับประธานนั่นเอง

การบอกว่า 'มี'
ในภาษาตูกีตีกีไม่มีคำว่า 'มี' โดยตรง จึงอาจต้องใช้รูปแบบไวยกรณ์ช่วย เช่น
ilu li lu mi. = เครื่องมือ+(บ่งชี้ภาคแสดง)+อยู่กับ+ฉัน = เครื่องมืออยู่กับฉัน = ฉันมีเครื่องมือ

การเปรียบเทียบ
อาจใช้ la ในการเปรียบเทียบ
kati mi lu kati tila la, kati mi li tiku. = ต้นไม้+ของฉัน+กับ+ต้นไม้+ของคุณ+ก็+ต้นไม้+ของฉัน+(บ่งชี้ภาคแสดง)+สูง = ต้นไม้ของฉันกับต้นไม้ของคุณก็ต้นไม้ของฉันสูง = ต้นไม้ของฉันสูงกว่าต้นไม้ของคุณ

การระบุชื่อ
ชื่อในตูกีตีกีจะใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ขึ้นต้น สำหรับชื่อคนให้ใส่ ka ไว้ข้างหน้า เพื่อระบุว่าเป็นสิ่งมีชีวิต ซึ่งในที่นี้คือ 'คน'

ka Lila = คน+(ชื่อ)ลีลา = คนชื่อลีลา = คุณลีลา

ถ้าเป็นชื่อประเทศให้นำหน้าด้วย kiku ชื่อภาษานำด้วย tuki ชื่อต้นไม้นำด้วย kati และอื่นๆก็นำด้วยคำที่สื่อถึงสิ่งนั้น เป็นต้น

ถ้าเคร่งครัดจริงๆก็ต้องใช้เพียงตัวอักษรเท่าที่มีในตูกีตีกีเท่านั้น โดยเทียบเสียงตัวสะกดคำให้ใกล้เคียงชื่อมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าไม่เคร่งครัดมากนักอาจสะกดเป็นภาษาอังกฤษไปเลยก็ไม่เป็นไร

หากใช้เป็นตัวเขียน (แบบตัวอินเดียนแดง) ในการเขียนชื่อ ก็ใช้คำนำหน้าด้วยเช่นกันแล้วตามด้วยชื่อ โดยส่วนชื่อจะใช้ตัวเขียนตัวใดก็ได้โดยถือเอาตัวอักษรตัวแรกของคำอ่าน (ตัวพิมพ์) ของตัวเขียนนั้นแทนตัวอักษร และเมื่อระบุชื่อเสร็จแล้วให้ขีดเส้นใต้ชื่อและบนชื่อเพื่อระบุว่าเป็นส่วนของชื่อ หรือส่วนของชื่อจะเขียนเป็นตัวพิมพ์ก็ได้

คำถาม
คำถามปลายปิด ที่ต้อง ใช่/ไม่ นั้นใช้รูปแบบ "คำกริยา ala คำกริยา"
tila muku ala muku? = คุณ+กิน+ไม่+กิน? = คุณกินไม่กิน? = คุณกินมั้ย?

ในการตอบ ถ้าใช่ ก็ให้ตอบคำกริยานั้นไป
muku. = กิน

ถ้าไม่ก็ใส่ ala หลังคำกริยา (หรือไม่ใส่คำกริยาก็ได้)
muku ala. = กิน+ไม่ = หาได้กินไม่ = ไม่กิน

tila pula ala pula? = คุณ+ดี+ไม่+ดี? = คุณดีหรือไม่ดี?/คุณสบายดีมั้ย?/คุณโอเคมั้ย?
ตอบได้ว่า pula (สบายดี), pula ala (ไม่ค่อยสบาย)

คำถามปลายเปิดจะใช้คำว่า timi (อะไร) วิธีใช้คล้ายๆภาษาไทย
li timi? = นี่อะไร?
ka timi li muku i tilu mi? = คน+อะไร+(บ่งชี้ภาคแสดง)+กิน+(บ่งชี้กรรม)+น้ำ+ฉัน? = คนไหนกินน้ำของฉัน? = ใครกินน้ำของฉัน?
mi ilu timi i iku li? = ฉัน+ใช้+อะไร+(บ่งชี้กรรม)+เครื่องมือ+นี้? = ฉันใช้อย่างไรกับเครื่องมือนี้ = ฉันจะใช้เครื่องมือนี้อย่างไร?

คำสั่ง
ตูกีตีกีไม่มีประโยคคำสั่ง เป็นแค่ประโยคบอกเล่า ต้องใช้บริบทเข้าช่วย
tila muku ala i mi! = คุณ+กิน+ไม่+(บ่งชี้กรรม)+ฉัน! = คุณไม่กินฉัน! = แกอย่ากินฉันนะ!
tila taka i kati lu mi. = คุณ+เคลื่อน+(บ่งชี้กรรม)+ผัก+สู่+ฉัน = คุณส่งผักให้ฉันที
mi uli i muku. = ฉัน+ต้องการ+(บ่งชี้กรรม)+อาหาร = ฉันต้องการอาหาร
muku! = อาหาร!

สี
คำศัพท์ตูกีตีกีไม่มีการกำหนดสี แต่มีคำว่า tulu แปลว่า สี อยู่ จึงอาจจำเป็นต้องสร้างคำนามวลีขึ้นมาด้วยการผสมคำขึ้นมาเองด้วยสำนวนของแต่ละคน แนะนำว่าอย่างน้อยควรกำหนดสีพื้นฐานสัก 5 สี ตัวอย่างเช่น
tulu kasi. = สี+ใบไม้ = สีเขียว
tulu tulu. = สี+ไฟ = สีแดง
tulu kiku. = สี+ดิน = สีกากี/สีเหลือง
tulu ku. = สี+ก๊าซ = สีขาว
tulu lapi. = สี+มืด = สีดำ

ห้าสีนี้ผมเอา 5 ธาตุของปรัชญาจีนมาใช้ เพื่อนๆอาจนำไปใช้หรือสร้างนามวลีตามที่คุ้นเคยดูครับได้ครับ
ทีนี้สมมุติว่าได้สีพื้นฐานเป็นของตัวเองแล้ว สีอื่นๆก็อาจใช้การผสมสีเอาก็ได้
tulu tulu tiku. = สี+ไฟ+ท้องฟ้า = สีแดงอมฟ้า/น้ำเงิน = สีม่วงโทนร้อน
tulu tiku tulu. = สี+ท้องฟ้า+ไฟ = สีฟ้า/น้ำเงินอมแดง = สีม่วงโทนเย็น

tilu tulu tulu. = น้ำ+สี+ไฟ = เลือด/น้ำผลไม้ (ขึ้นอยู่กับบริบท)
tilu li tulu tulu. = น้ำ+(บ่งชี้ภาคแสดง)+สี+ไฟ = น้ำที่สีแดง

เก็บตกประโยคตัวอย่างที่น่าสนใจ
tila muku. = คุณคือหวานใจ/คุณอร่อย (?)/คุณคืออาหาร (?!)/คุณกิน (ต้องใช้บริบทช่วยอย่างมาก จงอยู่กับปัจจุบันขณะ อิอิ)
tila muku mi. = คุณคือหวานใจของฉัน
tila muku i mi?! = คุณกินฉัน?!/คุณกัดฉัน?!
mi ka. = ฉันเป็นคน/ฉันมีชีวิต/ฉันเป็นสิ่งมีชีวิต
li li. = นั่นเขา/นั่นมัน
tuki muku a. = ภาษาน่ารักอ่ะ
tuki a i muti. = พูดเพียงแค่ว่าสนุก
ka a li uli muku. = ทุกคนต้องการกิน/ทุกคนต้องการอาหาร
ka a li uli muku i muku. = ทุกคนต้องการกินอาหาร

คำที่ต้องรู้
mi ku muku i tila. = ฉันรู้สึกหวานต่อคุณ = ฉันรักคุณ
mi uli i tila. =  ฉันปราถนาคุณ = ฉันรักคุณ

ไม่มีคำที่จะสื่อตรงๆ (ภาษาแห่งการอ้อมค้อมจริงๆด้วย!) และสามารถพูดแบบอื่นได้อีกมากมาย ขึ้นอยู่กับการตีความเป้าประสงค์ภายในจริงๆ และสำนวนของแต่ละคนเลยครับว่าต้องการสื่อออกมาไปในทางไหน

มีความยืดหยุ่นสูงมาก ไม่มีอะไรตายตัวซะทีเดียว ภาษาตูกีตีกีเปิดให้สร้างสรรค์ได้อย่างอิสระในแบบของตัวเอง เหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น
แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเห็นว่าไวยกรณ์ตูกีตีกีจะเหมือนกับโตกีโปนา เอาจริงๆการเรียงคำก็คล้ายๆกับไวยกรณ์ไทย คนไทยน่าจะเรียนรู้ภาษาตูกีตีกีได้ไม่ยาก

เบื้องต้นกับตูกีตีกีก็ประมาณนี้ครับ
หากขาดตกบกพร่องประการใดต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ


ภาษาตูกีตีกีนับว่ายังคงใหม่อยู่มาก และยังไม่ได้รับความนิยมเป็นวงกว้างเมื่อเทียบกับโตกีโปนา มีความเป็นกึ่งภาษาทดลองอยู่ในระดับนึง แต่ก็ใช้ได้จริง แม้ออกจะกินความกว้างและอาจนามธรรมไปสักหน่อยเมื่อใช้งาน เพราะสามารถตีความได้มากมายจนแทบจะนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว จึงต้องใช้บริบทและไวยกรณ์ช่วยอย่างมาก ต้องคิดให้ถึงรากของสิ่งที่ต้องการจริงๆ ทำให้บางครั้งการพูดอย่างเจาะจงเกินไปอาจต้องอ้อมไปอ้อมมาเหมือนความหมายของชื่อตูกีตีกี ต้องปรับวิธีคิดให้ตรงกับภาษาเชิงปรัชญาอันเรียบง่ายนี้ คิดเป็นภาพรวมอย่างเจาะจง
สำหรับการใช้งานส่วนตัวคิดก็ว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนัก เพียงแค่ 39 คำก็เพียงพอต่อการสื่อสารแล้วล่ะครับ แล้วก็รู้สึกว่ามันเหมือนภาษาจีนโบราณ ที่เวลาอ่านต้องตีความหลายตลบกว่าจะเข้าใจสิ่งที่สื่อได้ ซึ่งภาษาจีนโบราณนั้นออกแบบมาสำหรับการอ่านเขียนเพื่อเป็นภาษาวรรณกรรมโดยเฉพาะอยู่แล้ว ส่วนตัวเลยคิดว่าตูกีตีกีก็น่าจะเหมาะกับการสื่อสารด้วยการอ่านเขียนมากกว่าเพราะมีเวลาให้ตีความ (แต่ถ้าผ่านไปหลายปีก็ไม่แน่เหมือนกันว่าถ้ากลับมาอ่านยังจำที่สื่อได้มั้ยเพราะความหมายแต่ละคำกว้างมาก) แต่ด้วยตัวภาษาตูกีตีกีเองรู้สึกว่าจะออกแบบมาสำหรับทั้งฟังพูดอ่านเขียนได้เลย ก็ถือว่าเป็นเรื่องท้าทายที่น่าลองใช้ดูในชีวิตประจำวันเหมือนกันครับ
หากพิจารณาถึงการเป็นภาษาสากล เอาจริงๆโตกีโปนามีการพัฒนาจนสมบูรณ์ในระดับนึงแล้ว และมีชุมชนที่ใช้อย่างแพร่หลายเป็นอันดับสองของภาษาประดิษฐ์ที่ใช้กันบนโลกออนไลน์ (แน่นอนว่าอันดับหนึ่ง คือ พี่ใหญ่ เอสเปรันโต ของเรานั่นเอง) หากจะมองหาความเป็นภาษาสากล อาจต้องมองโตกีโปนาไว้เป็นตัวเลือกหนึ่งด้วยล่ะครับ อย่างไรก็ตาม ตูกีตีกีก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว อย่างเช่นในชุมชน https://www.reddit.com/r/tukitiki/ และ https://discord.com/invite/BkK8nn9fXe ก็มีผู้ใช้กันพอสมควร ด้วยความน้อยแต่มากของมันอาจจะทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนที่โตกีโปนาเคยเป็นก็ได้ ใครจะไปรู้ล่ะเนอะ

ตูกีตีกีเป็นภาษาที่น่ารักและน่าสนุกมากๆ ความกระทัดรัดคือเสน่ห์ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยทีเดียวล่ะครับ

พจนานุกรม ตูกีตีกี-ไทย
li tula tuki Tuki Tiki - tuki Thai
*อาจมีการปรับปรุงแก้ไขตามสมควร

ตำราไวยกรณ์ตูกีตีกีอย่างเป็นทางการ โดย ka Tumu
*อาจมีการปรับปรุงในอนาคต


คู่มือตูกีตีกีอย่างย่อ โดย ka Tika


muti tuki tiki - ความบันเทิงของตูกีตีกี




แถม
ตูกีตีกียังไม่ใช่ภาษาที่เล็กที่สุด ยังมีภาษาที่เล็กและศัพท์น้อยกว่านี้อีกนะครับ เช่น
  • Pu Lu โดย arpee (Justin Joy) มีศัพท์แค่ 18 คำ ซึ่งก็ได้แรงบันดาลใจจากภาษาโตกีโปนาเช่นกัน
  • Facilish โดย Jack Eisenmann มีศัพท์ 2 คำ
  • U ของ arseniiv มี 1 คำ
อ้างอิง

01 เมษายน 2565

Sign Language ภาษามือ - การสื่อสารกันด้วยท่าทาง

การสะกดนิ้วแบบ BSL
ภาษามือเป็นภาษาที่น่าสนใจ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นการใช้คำเรียงประโยคเหมือนภาษาพูด แต่จริงๆแล้วไม่ใช่อย่างนั้น ภาษามือเป็นภาษาเฉพาะที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษาพูดเลย เป็นการใช้ท่าทางในการแสดงความหมาย เปรียบได้กับอักษรจีนที่รวมความเอาไว้แล้วในหนึ่งตัวหรือหนึ่งท่า ซึ่งแต่ละท่าก็อาจมีความหมายของมันเอง ขึ้นอยู่กับบริบท และมีการใช้สีหน้าประกอบท่าทางด้วย เช่น
หากคุณทำภาษามือว่า "ความสุข" พร้อมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดหรือส่ายหน้า จะหมายความว่า "ไม่มีความสุข" แต่ถ้าทำหน้ายิ้มหรือยักคอก็จะแปลว่า "มีความสุข" เป็นต้น
หรือจะใช้ท่ามือว่า "ไม่" กับ "ความสุข" ก็ได้
ไม่จำเป็นต้องเรียงคำตามภาษาพูด แต่มันคือความหมายในตัวมันเอง

การสะกดนิ้วแบบ ASL

ภาษามือไม่มีที่เป็นภาษามือสากล แต่จะเป็นภาษามือของแต่ละประเทศ ซึ่งแตกต่างกันไป โดยแพร่หลายคือภาษามือของอเมริกัน ASL (American Sign Language) และอังกฤษ BSL (British Sign Language นิยมใช้ในประเทศอังกฤษ, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ภาษามือไทยเราก็มีเช่นกัน(ThSL)

นอกจากจะมีท่าทางที่เป็นความหมายเป็นคำๆแล้ว ภาษามือก็ยังสามารถสะกดคำได้ด้วย เรียกว่า Fingerspelling การสะกดนิ้วมือ ซึ่งก็คือท่ามือของ A-Z หรือ ก-ฮ ซึ่งมักใช้บอกชื่อ หรือใช้สะกดคำสื่อความหมายแทนท่าทางที่ลืมก็ได้

เท่าที่ดูมา ภาษามือโดยทั่วไปเช่น ASL, BSL จะใช้ไวยกรณ์ภาษามือโดยไม่ขึ้นกับภาษาอังกฤษ ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ภาษาพูดก็ส่วนภาษาพูดภาษามือก็ส่วนภาษามือ แต่จะคล้ายๆกับภาษาจีนโบราณเสียมากกว่า ที่แต่ละคำก็มีความหมายในตัวมัน นำมาเรียงกันก็เข้าใจได้ แต่ภาษามือ CSL ของจีน กลับเป็นการใช้ภาษามือตามไวย์กรของภาษาพูดในปัจจุบันเสียอย่างนั้น คือแทบจะทำท่าของทุกคำในภาษาจีนที่ใช้พูดเลย(?) นับว่าน่าสนใจไปอีกแบบ

สมมติว่าจะสื่อสารว่า What is your name? (คุณชื่ออะไร?) เราไม่ต้องทำท่าของทั้ง 4 คำนั้นเหมือนกับภาษาพูด จะใช้แค่ NAME YOU? คือ ทำท่าที่หมายถึงชื่อ[NAME] แล้วชี้ไปที่คนที่ต้องการทราบชื่อ[YOU] อาจทำหน้าสงสัยเอียงคอสักหน่อย หรือวาดนิ้วเป็นรูปเครื่องหมายคำถาม[?]ก็ได้

การสะกดคำให้กับคนหูหนวกตาบอด
นอกจากภาษามือสำหรับคนหูหนวกแล้วก็ยังมีภาษามือสำหรับคนหูหนวกตาบอด(Deafblind)ด้วย ซึ่งใช้การสื่อสารด้วยการสะกดคำบนมือ โดยใช้นิ้วชี้มือขวาของผู้ส่งสารสะกดนิ้วลงบนฝ่ามือซ้ายของผู้รับสาร โดยรูปแบบการสะกดคำจะเรียกว่า The Deafblind Manual Alphabet ซึ่งจะคล้ายกับการสะกดนิ้วของ BSL ที่ทำบนมือตัวเองให้ผู้รับสารดู ก็เปลี่ยนไปทำบนมือผู้รับสารที่ตาบอดหูหนวกแทน หรือจะใช้การเขียนอักษรปกติลงบนฝ่ามือเลยก็ได้ แล้วเขียนทับๆกันไป(ถ้าภาษาอังกฤษจะใช้ตัวพิมพ์ใหญ่เท่านั้น) ซึ่งแบบนี้เรียกว่า Block Alphabet

แต่ละภาษาก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองได้อย่างน่าสนใจ และสำหรับคนทั่วไปก็มีหลายเหตุผลที่จะเรียนรู้ภาษามือ อาจเพื่อสื่อสารกับเพื่อนที่หูหนวก หรือใช้สื่อสารในที่ที่คุยไม่ได้ยิน ไม่ว่าจะเพราะเสียงดังเกินไปหรือไกลกันเกินไป ฯลฯ ก็แล้วแต่จะประยุกต์ใช้ และที่สำคัญ ในยุคที่หลายคนรู้สึกเหมืนกับว่ามือถือกำลังแอบฟังเราอยู่นั้น งี้ก็ ภาษามือต้องเข้าแล้ว อิอิ

คำพื้นฐานที่ใช้บ่อยของ ASL

อ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติม
British Sign Language For Dummies หนังสือสอนภาษามือแบบ BSL สอนละเอียด เข้าใจง่าย ทั้งยังช่วยให้เข้าใจการเข้าหาและวัฒนธรรมของคนตาบอดได้ชัดเจนดี ไขข้อข้องใจไปมาก หนังสือเล่มนี้ไม่มีแปลไทย แต่ในตระกูล For Dummies ใช้ภาษาอังกฤษอย่างง่ายอยู่แล้ว แนะนำให้ลองหามาอ่านกันดูครับ
American Sign Language For Dummies หนังสือสอนภาษามือแบบ ASL ละเอียดเข้าใจง่ายตามสไตล์ for Dummies
https://www.signbsl.com/ รวมท่าทางภาษามือ BSL เพียงพิมพ์คำค้นก็จะขึ้น VDO ท่าทางต่างๆมาให้
https://www.signasl.org/ รวมท่าทางภาษามือ ASL
https://www.th-sl.com รวมท่าทางภาษามือไทย
http://www.deafblind.com เว็บเกี่ยวกับคนตาบอดหูหนวก(Deafblind)

25 มกราคม 2563

สุขสันต์วันตรุษจีน - Happy Chinese New Year's Day


สุขสันต์วันตรุษจีน
Happy Chinese Lunar New Year's Day.
😇🎉🎊㊗️🧧韓

韓 หาน อักษรจีนมงคลสำหรับเรา ซึ่งรวมอักษรความหมายดีๆตีความเอาไว้ในอักขระ

韓 รั้วรอบขอบชิด : การพิทักปกปักรักษา
𠦝;草 แสงอาทิตย์;พืชพันธุ์ : รุ่งโรจน์ ธัญพืช/ผลผลิตงอกงาม
韋 หนังฟอก : เครื่องอำนวยความสะดวกสบาย

ขออวยพรให้ทุกท่าน มีชีวิตสุขสงบปลอดภัย เจริญรุ่งเรืองเหลือกินเหลือใช้ และสะดวกสบาย ดั่งใจฝันตลอดไปครับ
😇🎉🎊㊗️🧧韓


สัญลักษณ์โบราณของ 韓 (หาน) แสดงถึงความรุ่งเรืองและอธิปไตย
ทางฝั่งซ้าย รูปวงกลมมีจุดคือดวงอาทิตย์ ว่ากันว่าตัว  +  เป็นสัญลักษณ์รัศมีของดวงอาทิตย์หรืออาจหมายถึงการทำปฏิทินโบราณ ทั้งยังดูเหมือนการเพาะปลูกที่มีพืชพันธุ์งอกงาม
รูปหมูเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และแทนการล่า/เลี้ยงสัตว์เพื่อใช้ประโยชน์
มุมล่างขวาเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่มีผู้คนลาดตระเวณไปรอบๆเพื่อพิทักษ์ปกปักรักษา มีกองทัพไว้ปกป้องตนเอง

คำอวยพรมีมากมายหลายคำข้าพเจ้าขอรวมไว้ในคำเดียว 韓 ขอใช้แทนคำอวยพรให้ทุกท่าน มีชีวิตสุขสงบปลอดภัย รุ่งเรืองเหลือกินเหลือใช้ และสะดวกสบาย ดั่งใจฝันตลอดไปครับ

สุขสันต์วันตรุษจีน
Happy Chinese Lunar New Year's Day.
😇🎉🎊㊗️🧧韓


เพื่อนๆท่านใดแซ่หาน 韓 เม้นทักทายกันมาหน่อยสิครับ หรือท่านใดรู้ประวัติแซ่ของตัวเองมาแบ่งปันในเม้นได้เลยนะครับ ยินดีมากๆ ยินดีมากๆครับ

อ้างอิง
http://www.lishiweb.com/m/view.php?aid=94157
http://www.shequno1.com/shxt/ShowInfo.asp?InfoID=8727

19 มกราคม 2563

แนวคิดการฝึกอ่านหนังสือภาษาต่างประเทศ


แนวคิดการฝึกอ่านหนังสือภาษาต่างประเทศ โดย ห้องสมุดตามใจ

การอ่านหนังสือภาษาต่างประเทศได้ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษย่อมทำให้เราขยายขอบเขตเรื่องราวที่สนใจออกไปได้กว้างยิ่งขึ้น เราขอนำประสบการณ์การฝึกอ่านภาษาอังกฤษมาแบ่งปันกับเพื่อนๆ อาจเป็นประโยชน์บ้างสำหรับเพื่อนๆที่กำลังหัดอ่าน งั้น มาเริ่มกันเลย

1. เริ่มจากหนังสือ Graded Reader
เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการฝึกอ่าน เพราะเขานำเรื่องราวมา Retold เล่าใหม่ให้อ่านง่าย หรือบางเรื่องอาจแต่งขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ ซึ่งจำกัดศัพท์ไม่ให้มากจนเกินไปตามระดับ อ่านจากง่ายไปยาก แค่อ่านถึงระดับ 3-4 หรือ B1-B2 ก็เริ่มอ่านหนังสือจริงได้แล้วครับถ้าต้องการ

2. อ่านหนังสือสองภาษา
หนังสือที่มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษในเล่มเดียวกันเริ่มมีมากขึ้น ให้อ่านภาษาไทยให้รู้เรื่องก่อน แล้วค่อยอ่านภาษาอังกฤษจะช่วยได้มาก แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะหาจากไหน เราแนะนำ ไบเบิ้ลฉบับไทย-อังกฤษ ช่วยได้ บาทหลวงหลายท่านฝึกภาษาใหม่ด้วยวิธีนี้ครับ

3. ฝึกเดาคำ
การฝึกเดาศัพท์เราต้องศึกษาหลักการดูว่าคำนั้นเป็น Noun, Adjective, Adverb ฯลฯ จะทำให้เราเดาได้ง่าย เช่น ถ้ามี a หรือ an หรือ the นำหน้า แสดงว่าตัวที่ตามหลังมาคือคำนาม อย่างนี้เราก็เดาได้ว่า มันต้องเป็นสิ่งของอะไรสักอย่าง ถ้าไม่รู้ว่ามันคืออะไรก็จำชื่อภาษาอังกฤษนั้นไปเลยหรือเปิดดิกส์ หรือคำที่มี -ly ต่อท้ายอาจเป็น Adverb เราอาจจะข้ามไปก็ได้ถ้าไม่รู้ เพราะแค่คำขยายไม่สำคัญเท่าคำหลักที่ถูกขยาย เมื่อดูบริบทก็จะช่วยให้เดาได้ดีขึ้น ถ้าคำไหนที่เดาไม่ออกบอกไม่ถูก หากอ่านข้ามไปแล้วทำให้ไม่รู้เรื่องจริงๆ ค่อยเปิดดิกส์ครับ

4. อ่านเอาความหมาย
มองหา ประธาน-กิริยา-กรรม ถ้าอ่านเข้าใจความหมาย แม้จะมีบางคำไม่รู้ ก็ให้ข้ามๆไปก่อน ค่อยมาเปิดดิกส์เอาทีหลัง จำไว้ว่าอ่านหนังสือเอาเนื้อหา ไม่ได้มาท่องศัพท์

5. อ่านหนังสือที่เขียนหลังปี 1990
อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะครับ ตอนหัดอ่านแรกๆ หนังสือที่เขียนก่อนปี 1990 อ่านยากชะมัดเลยครับ แต่หนังสือที่เขียนหลังจากนั้น เหมือนเขาตั้งใจเขียนเพื่อขายทั่วโลก รวมถึงคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองด้วย ทำให้ศัพท์ที่ใช้มาตราฐานมากขึ้นและง่ายขึ้นครับ แต่เมื่อเริ่มอ่านได้คล่องแล้วจะอ่านฉบับเขียนปีไหนก็ได้หมดครับ

6. ศึกษาไวยกรณ์
โอเค เข้าใจว่ามันคือยาขม แต่ไวยกรณ์ช่วยได้มากจริงๆในการอ่านครับ มันช่วยให้เดาศัพท์ง่ายขึ้นเยอะมากๆ

7. อ่านเยอะๆ
ลุยอ่านมันเข้าไปครับ เหมือน ฮารูกิ มูราคามิ สมัยเรียน เขาซื้อหนังสือนิยายภาษาอังกฤษมือสองยกกระสอบจากท่าเรือในราคาถูก แล้วมาตะบี้ตะบันอ่านไปทั้งๆที่ไม่รู้เรื่อง จนรู้เรื่องขึ้นมาได้ ใช้เวลา แต่ทำได้แน่นอนหากตั้งใจ

เราเอามูราคามิเป็นแบบอย่างครับ อย่าไปกลัวเมื่อเจอคำที่ไม่รู้ ข้ามๆไป อ่านเข้าใจเป็นพอ แล้วค่อยมาเก็บรายละเอียดทีหลัง การได้อ่านหลายรอบก็ช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น
เราไม่มีทางรู้ศัพท์ทั้งหมดในคราวเดียว ฝรั่งที่เรารู้จักเขาก็เจอศัพท์ใหม่ๆอยู่ทุกครั้งที่เขาอ่านหนังสือครับ ดังนั้นอย่าท้อนะครับเพื่อนๆ ค่อยๆเก็บคลังศัพท์ไปเรื่อยๆ เรียนรู้อยู่เสมอ ถ้าเหนื่อยก็พักอ่านภาษาไทยบ้างก็ไม่เป็นไร ยังไงเราก็มีความสุขกับการอ่านไม่ว่าภาษาอะไรก็ตาม เนอะ😄

หวังว่าแนวคิดของเราพอจะช่วยให้คำแนะนำเพื่อนๆได้บ้างนะครับ😇