Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ esperanto แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ esperanto แสดงบทความทั้งหมด

05 พฤษภาคม 2568

Tuki Tiki - ตูกีตีกี ภาษาประดิษฐ์อันเรียบง่ายแห่งความหมายที่ซ่อนไว้

คำว่า Tuki Tiki เขียนด้วยตัวเขียน titi pula
หรืออักษรภาพของ Tuki Tiki

สวัสดีครับ คราวก่อนได้นำเสนอภาษาประดิษฐ์ (Conlang) ที่เรียบง่ายอย่าง Toki Pona ซึ่งมีศัพท์แค่ 120 คำก็สามารถสื่อสารได้แล้ว คราวนี้มาแนะนำภาษาที่เรียบง่ายยิ่งกว่านั้นอีกครับ!
Tuki Tiki ตูกีตีกี (tuki (พูด), tiki (อ้อมค้อม) ภาษาแห่งการอ้อมค้อม) เป็นภาษาประดิษฐ์ที่เรียบง่ายอย่างยิ่งและน่ารักอย่างมาก ประดิษฐ์โดย ka Tumu (Ðoom Epictooþ) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาษาโตกีโปนา เป้าหมายของตูกีตีกีคือการบีบอัดไวยากรณ์และคำศัพท์ของโตกีโปนาให้เหลือขนาดที่เล็กยิ่งขึ้น และยังใช้งานได้จริง โดยในปัจจุบันมีคำศัพท์เพียง 39 คำ ก็สามารถใช้สื่อสารได้แล้ว นับว่าเป็นภาษาประดิษฐ์ที่ลดทอนจนเรียบง่ายอย่างยิ่ง เน้นคำที่เป็นความหมายรากฐานอย่างสุดขั้ว ใช้คำน้อยแต่กินความมาก จึงจำเป็นต้องใช้บริบท และความคิดสร้างสรรค์อย่างยิ่งในการตีความ รวมถึงการผสมคำเพื่อสื่อถึงความหมายซับซ้อนยิ่งขึ้น
ลองนึกภาพว่าผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกถูกพัดมาติดที่เกาะร้าง ต่างคนต่างพูดคนละภาษา และด้วยคำศัพท์เพียง 39 คำของภาษาตูกีตีกีพวกเขาก็สามารถสื่อสารความคิด ความต้องการพื้นฐาน แบ่งปันรอยยิ้มสร้างมิตรภาพ แบ่งปันอาหาร วางแผนการเดินทางสำรวจ และสร้างชุมชนร่วมกันได้อย่างรวดเร็วราวกับมีเวทมนต์ นี่แหละความน่าทึ่งของความเรียบง่าย

ทุกคำของตูกีตีกีกินความกว้างมาก ในการตีความจะต้องพยายามนำความเกี่ยวข้องทุกอย่างของบริบทรอบตัวในขณะนั้น คำที่ใช้ อุปมาอุปไมยของแต่ละคำ เพื่อนำมาใช้ตีความให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ภาษเชิงปรัชญาแห่งความเรียบง่ายนี้จะช่วยลดความฟุ้งซ่านทางความคิด ทำให้เราต้องมีสติอยู่กับบริบทในปัจจุบันอย่างแท้จริง และด้วยความหมายที่กว้างก็ทำให้เราต้องโฟกัสเฉพาะสิ่งที่สำคัญจริงๆ ไม่หมกมุ่นอยู่แต่กับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่อาจไม่ได้สำคัญอะไรเลย อาจช่วยให้ความคิดชัดเจนขึ้นอย่างถึงราก คิดอย่างลึกถึงแก่น สื่อถึงสิ่งที่ต้องการจากรากฐานอย่างแท้จริง นั่นแหละความเรียบง่าย ดูเหมือนอ้อมค้อมแต่กลางเป้า เป็นภาพรวมที่เจาะจง

การเขียน
ตัวพิมพ์ (titi Latila)
ตัวอักษรมีทั้งหมด 8 ตัว

พยัญชนะ 5 ตัว
p = ป, t = ต, k = ก, l = ล, m = ม

สระ 3 ตัว
a = อา, i = อี, u = อู

ซึ่งการเขียนทุกคำจะใช้ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด ยกเว้นชื่อที่จะขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

ตัวเขียน (titi pula)
ตัวเขียนจะเป็นการเขียนเชิงสัญลักษณ์ คล้ายภาษาอินเดียนแดง ซึ่ง 1 ตัวเขียน ก็แทนคำ 1 คำ (เหมือนอักษรจีนหรือตัวคันจิ)
(ฟ้อนต์ตัวเขียนมาตราฐาน titi-pula-lili.otf เมื่อลงฟ้อนต์เสร็จแล้ว ให้เข้าโปรแกรมออฟฟิศเมื่อเลือกฟ้อนต์แล้วพิมพ์ถ้ามันไม่รวมคำเป็นตัวเขียน ให้ปิดตัวตรวจการสะกดคำ(autocorrect) และเปิด ligatures (อักษรควบมาตราฐาน) โดยเข้าไปที่เมนู Format (รูปแบบ) > Character... (อักษร...) ในหน้านั้นให้ไปที่แท๊บ Font (แบบอักษร), กดที่ Effects (เอฟเฟกต์) ในฝั่งชื่อฟ้อนต์, ติ๊กถูกที่ ligatures (อักษรควบมาตราฐาน), กดตกลงทั้งหมด เป็นอันเสร็จ
ทีนี้ก็สามารถพิมพ์อักษรโรมันภาษาตูกีตีกีแล้วโปรแกรมจะรวมเป็นตัวเขียนให้เรียบร้อย หากต้องการระบุชื่อให้ใส่ในวงเล็กเหลี่ยม หากต้องการรวมคำขยายในตัวเขียนเดียวให้กด + แล้วพิมพ์ เอาออกกด - แล้วลบ)

(ดูพจนานุกรมตูกีตีกีท้ายบทความ) 

คำทั้งหมดในตูกีตีกี 39 คำ
ตัวเขียน (titi pula) และตัวพิมพ์ (titi Latila)

การตีความ
ภาษาตูกีตีกีใช้คำน้อยแต่กินความมาก แต่ละประโยคจึงอาจตีความได้มากมาย ซึ่งต้องทำความเข้าใจโดยการตีความจากนัยยะโดยรวมของคำ และบริบท
mi muku. = ฉันกิน/ฉันกำลังกิน/ฉันจะกิน/ฉันกินแล้ว
li a. = นั่นอาห์/นั่นอ่ะ/นั่นแหละ/นั่นแหละใช่เลย/นั่นทั้งหมดเลย/นี่ถูกต้อง/นี่มีอยู่จริง/นี่นะ

แต่ละคำตีความได้หลายความหมาย ซึ่งจะมีนัยยะความหมายรากฐานของมันอยู่ ซึ่งต้องพยายามทำความเข้าใจความหมายรากฐานนั้นเพื่อตีความตามบริบทอีกที
ka = สิ่งมีชีวิต, คน, สัตว์, หมา, แมว
kati = พืช, ผัก, ต้นไม้, ใบไม้, แผ่น

ทุกคำสามารถเป็นคำนาม, คำกริยา, คำคุณศัพท์(adj), หรือคำวิเศษ(adv) ได้ ขึ้อยู่กับตำแหน่งของคำ
tilu = น้ำ, ล้าง, เปียก
muku = อาหาร, กิน, เป็นอาหาร, น่ารัก

ประโยคพื้นฐาน
li ใช้ขั้นระหว่างประธานกับภาคแสดง หรือบ่งชี้ว่าคำต่อไปเป็นภาคแสดง แปลคร่าวๆได้ว่า 'เป็น' หรือ 'คือ' เป็นการอธิบายลักษณะของประธาน
kati li muku. = พืช+(บ่งชี้ภาคแสดง)+เป็นอาหาร = พืชเป็นอาหาร
tili li pula. = น้ำ+(บ่งชี้ภาคแสดง)+ดี = น้ำนั้นดี

หรือบ่งชี้ว่ามีการกระทำ ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบท
ka li muku. = คน+(บ่งชี้ภาคแสดง)+กิน = คนกิน
ka li lapi. = คน+(บ่งชี้ภาคแสดง)+นอน = คนนอน

ถ้าประธานเป็น mi (ฉัน), tila (คุณ), li (นี่, นั่น, เขา, หล่อน, มัน) ไม่ต้องใช้ li ขั้น
mi tuki. = ฉันพูด
tila pula. = คุณดี/คุณสบายดี/คุณโอเคดี
li pula. = นี่ดี
li ka. = นี่คือสิ่งมีชีวิต

คำขยาย
สามารถต่อท้ายคำนามได้เลยเหมือนในภาษาไทย เป็นคำผสม เหมือนการสร้างคำนามใหม่ หรือคำนามวลีที่เฉพาะเจาะจง
lupa mi. = บ้าน+ฉัน = บ้านฉัน = บ้านของฉัน
lupa telu. = ห้อง+น้ำ = ห้องน้ำ
ku pula. = อารมณ์+ดี = อารมณ์ดี
ka telu. = สัตว์+น้ำ = สัตว์น้ำ = ปลา

การปฏิเสธใช้คำว่า ala ต่อท้าย
mi lapi ala. = ฉัน+นอน+ไม่ = ฉันนอนก็หาไม่ = ฉันไม่นอน/ฉันไม่ได้นอน
mi ala pali. = ฉัน+ไม่+ทำ = ฉันก็หาไม่ที่กระทำ = ไม่ใช่ฉันทำ

คำขยายเป็นเสมือนการสร้างคำใหม่โดยอิงคำแรกเป็นหลักแล้วคำที่ตามมาขยายต่อไป อาจต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสื่อถึงสิ่งที่ต้องการอย่างอิสระด้วยสำนวนของตัวเอง ตัวอย่างเช่น
ka lupa. = สัตว์+บ้าน = สัตว์เลี้ยง/หมา/แมว/ฯลฯ
ka lili. = คน+เล็ก = คนเล็ก = เด็ก
ka tilu lili. = สัตว์+น้ำ+ตัวเล็ก = สัตว์น้ำตัวเล็ก = ปลาตัวเล็ก
iku pula muku. สิ่ง+ดี+กินได้ = สิ่งดีที่กินได้

อย่าสับสนกับการใช้ li เชื่อที่ใช้บ่งชี้ถึงภาคแสดงที่บ่งบอกลักษณะของประธาน
ka li lili. = คน+(บ่งชี้ภาคแสดง)+เล็ก = คนตัวเล็ก
ka lili li lili. = คน+เล็ก+(บ่งชี้ภาคแสดง)+เล็ก = เด็กตัวเล็ก

kati muku pula. = ผลไม้+หวาน+ดี = ผลไม้ที่หวานที่ดี = ผลไม้รสหวานอร่อยดี
kati muku li pula. = ผลไม้+หวาน+(บ่งชี้ภาคแสดง)+ดี = ผลไม้ที่หวานเป็นสิ่งที่ดี = ผลไม้รสหวานนั้นดีงาม

คำนามที่ถูกกระทำ (กรรม)
จะใช้ i เป็นคำเชื่อมกริยากับกรรมตรง บ่งชี้ถัดไปเป็นสิ่งถูกกระทำ แปลคร่าวๆได้ว่า 'เจ้า' ที่หมายถึง เจ้านั่น เจ้านี่
ka lili li muku i kati. = คน+เล็ก+(บ่งชี้ภาคแสดง)+กิน+(บ่งชี้สิ่งถูกกระทำ)+ผัก = เด็กินเจ้าผัก = เด็กกินผัก
ka lupa li muku i ka tilu. = สัตว์+บ้าน+(บ่งชี้ภาคแสดง)+กิน+(บ่งชี้สิ่งถูกกระทำ)+สัตว์+น้ำ = สัตว์บ้านกินเจ้าสัตว์น้ำ = สัตว์เลี้ยงกินปลา = หมา/แมวกำลังกินปลา
li muku i a. = มัน+กิน+(บ่งชี้สิ่งที่ถูกกระทำ)+ทุกอย่าง = มันกินทุกสิ่งทุกอย่าง
li uli i li. = เขา+ต้องการ+(บ่งชี้สิ่งที่ถูกกระทำ)+มัน = เขาต้องการมัน

การใช้ lu กับ la
lu เป็นคำบุพบทหรือคำเชื่อมก็ได้ เช่น อยู่, ที่, กับ, และ, จาก, ฯลฯ
mi lu kiku kati. = ฉัน+อยู่ที่+สถานที่+ที่มีต้นไม้ = ฉันอยู่ที่สวน (คำบุพบท)
tila muku lu mi. = คุณ+กิน+กับ+ฉัน = คุณกำลังกินอยู่กับฉัน (คำบุพบท) (ยังแปลได้อีกว่า คุณน่ารักสำหรับฉัน)
mi lu tila mi muti. = ฉัน+และ+คุณ+เรา+เล่น = ฉันและคุณพวกเรากำลังเล่น (คำเชื่อม)
lupa lu tilu. = ห้อง+แห่ง+น้ำ = ห้องแห่งน้ำ = ห้องของน้ำ = ห้องเก็บน้ำดื่ม

คำเชื่อมสำหรับภาคแสดงให้ใช้ li ซ้ำในการคั่นภาคแสดงแต่ละอย่าง
ka li li lili li muku. = สัตว์+นี้+(บ่งชี้ภาคแสดง)+เล็ก+(บ่งชี้ภาคแสดง)+น่ารัก = สัตว์นี้ตัวเล็กและน่ารัก

สำหรับกรรมตรงใช้ i ซ้ำในการคั่นสิ่งที่ถูกกระทำแต่ละสิ่ง
mi muku i tilu i kati. = ฉัน+กิน+เจ้า+น้ำ+เจ้า+ผัก = ฉันกินน้ำและผัก

la คำเชื่อมบริบท, คำเชื่อมวลีเงื่อนไข แปลคร่าวๆประมาณ ก็, ย่อม
ki la li lu lupa mi. = บางที+ก็+เขา+อยู่ที่+ห้อง+ของฉัน = บางทีเขาก็อยู่ที่ห้องของฉัน
kiku kati la ka lili li lapi = สถานที่+ที่มีต้นไม้+ก็+สิ่งมีชีวิต+ตัวเล็ก+(ชี้กริยา)+นอน = ในป่าสัตว์ก็พักผ่อน
"ในป่า" คือบริบท จากนั้น "ก็" เข้ามาเชื่อม "สัตว์ตัวเล็ก" ซึ่งก็คือประธานในที่นี้ที่มีภาพแสดงเป็นการนอน ใช้ la เป็นการเชื่อมเพื่ออ้างถึงบริบทกับประธานนั่นเอง

การบอกว่า 'มี'
ในภาษาตูกีตีกีไม่มีคำว่า 'มี' โดยตรง จึงอาจต้องใช้รูปแบบไวยกรณ์ช่วย เช่น
ilu li lu mi. = เครื่องมือ+(บ่งชี้ภาคแสดง)+อยู่กับ+ฉัน = เครื่องมืออยู่กับฉัน = ฉันมีเครื่องมือ

การเปรียบเทียบ
อาจใช้ la ในการเปรียบเทียบ
kati mi lu kati tila la, kati mi li tiku. = ต้นไม้+ของฉัน+กับ+ต้นไม้+ของคุณ+ก็+ต้นไม้+ของฉัน+(บ่งชี้ภาคแสดง)+สูง = ต้นไม้ของฉันกับต้นไม้ของคุณก็ต้นไม้ของฉันสูง = ต้นไม้ของฉันสูงกว่าต้นไม้ของคุณ

การระบุชื่อ
ชื่อในตูกีตีกีจะใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ขึ้นต้น สำหรับชื่อคนให้ใส่ ka ไว้ข้างหน้า เพื่อระบุว่าเป็นสิ่งมีชีวิต ซึ่งในที่นี้คือ 'คน'

ka Lila = คน+(ชื่อ)ลีลา = คนชื่อลีลา = คุณลีลา

ถ้าเป็นชื่อประเทศให้นำหน้าด้วย kiku ชื่อภาษานำด้วย tuki ชื่อต้นไม้นำด้วย kati และอื่นๆก็นำด้วยคำที่สื่อถึงสิ่งนั้น เป็นต้น

ถ้าเคร่งครัดจริงๆก็ต้องใช้เพียงตัวอักษรเท่าที่มีในตูกีตีกีเท่านั้น โดยเทียบเสียงตัวสะกดคำให้ใกล้เคียงชื่อมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าไม่เคร่งครัดมากนักอาจสะกดเป็นภาษาอังกฤษไปเลยก็ไม่เป็นไร

หากใช้เป็นตัวเขียน (แบบตัวอินเดียนแดง) ในการเขียนชื่อ ก็ใช้คำนำหน้าด้วยเช่นกันแล้วตามด้วยชื่อ โดยส่วนชื่อจะใช้ตัวเขียนตัวใดก็ได้โดยถือเอาตัวอักษรตัวแรกของคำอ่าน (ตัวพิมพ์) ของตัวเขียนนั้นแทนตัวอักษร และเมื่อระบุชื่อเสร็จแล้วให้ขีดเส้นใต้ชื่อและบนชื่อเพื่อระบุว่าเป็นส่วนของชื่อ หรือส่วนของชื่อจะเขียนเป็นตัวพิมพ์ก็ได้

คำถาม
คำถามปลายปิด ที่ต้อง ใช่/ไม่ นั้นใช้รูปแบบ "คำกริยา ala คำกริยา"
tila muku ala muku? = คุณ+กิน+ไม่+กิน? = คุณกินไม่กิน? = คุณกินมั้ย?

ในการตอบ ถ้าใช่ ก็ให้ตอบคำกริยานั้นไป
muku. = กิน

ถ้าไม่ก็ใส่ ala หลังคำกริยา (หรือไม่ใส่คำกริยาก็ได้)
muku ala. = กิน+ไม่ = หาได้กินไม่ = ไม่กิน

tila pula ala pula? = คุณ+ดี+ไม่+ดี? = คุณดีหรือไม่ดี?/คุณสบายดีมั้ย?/คุณโอเคมั้ย?
ตอบได้ว่า pula (สบายดี), pula ala (ไม่ค่อยสบาย)

คำถามปลายเปิดจะใช้คำว่า timi (อะไร) วิธีใช้คล้ายๆภาษาไทย
li timi? = นี่อะไร?
ka timi li muku i tilu mi? = คน+อะไร+(บ่งชี้ภาคแสดง)+กิน+(บ่งชี้กรรม)+น้ำ+ฉัน? = คนไหนกินน้ำของฉัน? = ใครกินน้ำของฉัน?
mi ilu timi i iku li? = ฉัน+ใช้+อะไร+(บ่งชี้กรรม)+เครื่องมือ+นี้? = ฉันใช้อย่างไรกับเครื่องมือนี้ = ฉันจะใช้เครื่องมือนี้อย่างไร?

คำสั่ง
ตูกีตีกีไม่มีประโยคคำสั่ง เป็นแค่ประโยคบอกเล่า ต้องใช้บริบทเข้าช่วย
tila muku ala i mi! = คุณ+กิน+ไม่+(บ่งชี้กรรม)+ฉัน! = คุณไม่กินฉัน! = แกอย่ากินฉันนะ!
tila taka i kati lu mi. = คุณ+เคลื่อน+(บ่งชี้กรรม)+ผัก+สู่+ฉัน = คุณส่งผักให้ฉันที
mi uli i muku. = ฉัน+ต้องการ+(บ่งชี้กรรม)+อาหาร = ฉันต้องการอาหาร
muku! = อาหาร!

สี
คำศัพท์ตูกีตีกีไม่มีการกำหนดสี แต่มีคำว่า tulu แปลว่า สี อยู่ จึงอาจจำเป็นต้องสร้างคำนามวลีขึ้นมาด้วยการผสมคำขึ้นมาเองด้วยสำนวนของแต่ละคน แนะนำว่าอย่างน้อยควรกำหนดสีพื้นฐานสัก 5 สี ตัวอย่างเช่น
tulu kasi. = สี+ใบไม้ = สีเขียว
tulu tulu. = สี+ไฟ = สีแดง
tulu kiku. = สี+ดิน = สีกากี/สีเหลือง
tulu ku. = สี+ก๊าซ = สีขาว
tulu lapi. = สี+มืด = สีดำ

ห้าสีนี้ผมเอา 5 ธาตุของปรัชญาจีนมาใช้ เพื่อนๆอาจนำไปใช้หรือสร้างนามวลีตามที่คุ้นเคยดูครับได้ครับ
ทีนี้สมมุติว่าได้สีพื้นฐานเป็นของตัวเองแล้ว สีอื่นๆก็อาจใช้การผสมสีเอาก็ได้
tulu tulu tiku. = สี+ไฟ+ท้องฟ้า = สีแดงอมฟ้า/น้ำเงิน = สีม่วงโทนร้อน
tulu tiku tulu. = สี+ท้องฟ้า+ไฟ = สีฟ้า/น้ำเงินอมแดง = สีม่วงโทนเย็น

tilu tulu tulu. = น้ำ+สี+ไฟ = เลือด/น้ำผลไม้ (ขึ้นอยู่กับบริบท)
tilu li tulu tulu. = น้ำ+(บ่งชี้ภาคแสดง)+สี+ไฟ = น้ำที่สีแดง

เก็บตกประโยคตัวอย่างที่น่าสนใจ
tila muku. = คุณคือหวานใจ/คุณอร่อย (?)/คุณคืออาหาร (?!)/คุณกิน (ต้องใช้บริบทช่วยอย่างมาก จงอยู่กับปัจจุบันขณะ อิอิ)
tila muku mi. = คุณคือหวานใจของฉัน
tila muku i mi?! = คุณกินฉัน?!/คุณกัดฉัน?!
mi ka. = ฉันเป็นคน/ฉันมีชีวิต/ฉันเป็นสิ่งมีชีวิต
li li. = นั่นเขา/นั่นมัน
tuki muku a. = ภาษาน่ารักอ่ะ
tuki a i muti. = พูดเพียงแค่ว่าสนุก
ka a li uli muku. = ทุกคนต้องการกิน/ทุกคนต้องการอาหาร
ka a li uli muku i muku. = ทุกคนต้องการกินอาหาร

คำที่ต้องรู้
mi ku muku i tila. = ฉันรู้สึกหวานต่อคุณ = ฉันรักคุณ
mi uli i tila. =  ฉันปราถนาคุณ = ฉันรักคุณ

ไม่มีคำที่จะสื่อตรงๆ (ภาษาแห่งการอ้อมค้อมจริงๆด้วย!) และสามารถพูดแบบอื่นได้อีกมากมาย ขึ้นอยู่กับการตีความเป้าประสงค์ภายในจริงๆ และสำนวนของแต่ละคนเลยครับว่าต้องการสื่อออกมาไปในทางไหน

มีความยืดหยุ่นสูงมาก ไม่มีอะไรตายตัวซะทีเดียว ภาษาตูกีตีกีเปิดให้สร้างสรรค์ได้อย่างอิสระในแบบของตัวเอง เหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น
แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเห็นว่าไวยกรณ์ตูกีตีกีจะเหมือนกับโตกีโปนา เอาจริงๆการเรียงคำก็คล้ายๆกับไวยกรณ์ไทย คนไทยน่าจะเรียนรู้ภาษาตูกีตีกีได้ไม่ยาก

เบื้องต้นกับตูกีตีกีก็ประมาณนี้ครับ
หากขาดตกบกพร่องประการใดต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ


ภาษาตูกีตีกีนับว่ายังคงใหม่อยู่มาก และยังไม่ได้รับความนิยมเป็นวงกว้างเมื่อเทียบกับโตกีโปนา มีความเป็นกึ่งภาษาทดลองอยู่ในระดับนึง แต่ก็ใช้ได้จริง แม้ออกจะกินความกว้างและอาจนามธรรมไปสักหน่อยเมื่อใช้งาน เพราะสามารถตีความได้มากมายจนแทบจะนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว จึงต้องใช้บริบทและไวยกรณ์ช่วยอย่างมาก ต้องคิดให้ถึงรากของสิ่งที่ต้องการจริงๆ ทำให้บางครั้งการพูดอย่างเจาะจงเกินไปอาจต้องอ้อมไปอ้อมมาเหมือนความหมายของชื่อตูกีตีกี ต้องปรับวิธีคิดให้ตรงกับภาษาเชิงปรัชญาอันเรียบง่ายนี้ คิดเป็นภาพรวมอย่างเจาะจง
สำหรับการใช้งานส่วนตัวคิดก็ว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนัก เพียงแค่ 39 คำก็เพียงพอต่อการสื่อสารแล้วล่ะครับ แล้วก็รู้สึกว่ามันเหมือนภาษาจีนโบราณ ที่เวลาอ่านต้องตีความหลายตลบกว่าจะเข้าใจสิ่งที่สื่อได้ ซึ่งภาษาจีนโบราณนั้นออกแบบมาสำหรับการอ่านเขียนเพื่อเป็นภาษาวรรณกรรมโดยเฉพาะอยู่แล้ว ส่วนตัวเลยคิดว่าตูกีตีกีก็น่าจะเหมาะกับการสื่อสารด้วยการอ่านเขียนมากกว่าเพราะมีเวลาให้ตีความ (แต่ถ้าผ่านไปหลายปีก็ไม่แน่เหมือนกันว่าถ้ากลับมาอ่านยังจำที่สื่อได้มั้ยเพราะความหมายแต่ละคำกว้างมาก) แต่ด้วยตัวภาษาตูกีตีกีเองรู้สึกว่าจะออกแบบมาสำหรับทั้งฟังพูดอ่านเขียนได้เลย ก็ถือว่าเป็นเรื่องท้าทายที่น่าลองใช้ดูในชีวิตประจำวันเหมือนกันครับ
หากพิจารณาถึงการเป็นภาษาสากล เอาจริงๆโตกีโปนามีการพัฒนาจนสมบูรณ์ในระดับนึงแล้ว และมีชุมชนที่ใช้อย่างแพร่หลายเป็นอันดับสองของภาษาประดิษฐ์ที่ใช้กันบนโลกออนไลน์ (แน่นอนว่าอันดับหนึ่ง คือ พี่ใหญ่ เอสเปรันโต ของเรานั่นเอง) หากจะมองหาความเป็นภาษาสากล อาจต้องมองโตกีโปนาไว้เป็นตัวเลือกหนึ่งด้วยล่ะครับ อย่างไรก็ตาม ตูกีตีกีก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว อย่างเช่นในชุมชน https://www.reddit.com/r/tukitiki/ และ https://discord.com/invite/BkK8nn9fXe ก็มีผู้ใช้กันพอสมควร ด้วยความน้อยแต่มากของมันอาจจะทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนที่โตกีโปนาเคยเป็นก็ได้ ใครจะไปรู้ล่ะเนอะ

ตูกีตีกีเป็นภาษาที่น่ารักและน่าสนุกมากๆ ความกระทัดรัดคือเสน่ห์ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยทีเดียวล่ะครับ

พจนานุกรม ตูกีตีกี-ไทย
li tula tuki Tuki Tiki - tuki Thai
*อาจมีการปรับปรุงแก้ไขตามสมควร

ตำราไวยกรณ์ตูกีตีกีอย่างเป็นทางการ โดย ka Tumu
*อาจมีการปรับปรุงในอนาคต


คู่มือตูกีตีกีอย่างย่อ โดย ka Tika


muti tuki tiki - ความบันเทิงของตูกีตีกี




แถม
ตูกีตีกียังไม่ใช่ภาษาที่เล็กที่สุด ยังมีภาษาที่เล็กและศัพท์น้อยกว่านี้อีกนะครับ เช่น
  • Pu Lu โดย arpee (Justin Joy) มีศัพท์แค่ 18 คำ ซึ่งก็ได้แรงบันดาลใจจากภาษาโตกีโปนาเช่นกัน
  • Facilish โดย Jack Eisenmann มีศัพท์ 2 คำ
  • U ของ arseniiv มี 1 คำ
อ้างอิง

29 เมษายน 2568

Toki Pona - โตกีโปนา ภาษาประดิษฐ์ที่เรียบง่ายที่สุดในโลกสำหรับทุกคน

คำว่า toki pona เขียนด้วยตัวเขียน sitelen pona
หรืออักษรภาพหนึ่งของโตกีโปนา

สวัสดีครับ จากบทความเมื่อนานมาแล้วที่เคยแนะนำภาษาเอสเปรันโตซึ่งเป็นภาษาประดิษฐ์ (Conlang) เพื่อเป็นภาษาสากลของโลกไปแล้ว ในบทความนี้มาแนะนำภาษาประดิษฐ์อีกภาษาหนึ่งที่อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักในไทยมากนัก และเป็นภาษาประดิษฐ์ที่ถูกใช้เป็นภาษาสากลที่มีผู้ใช้มากเป็นอันดับสองของโลก งั้น มาเริ่มกันเลยครับ

Toki Pona อ่านว่า โตกีโปนา แปลว่า ภาษาที่ดี ประกอบมาจากสองคำในภาษาโตกีโปนา คือ Toki (คำพูด) Pona (ดี) เป็นภาษาประดิษฐ์ที่เรียบง่าย มีคำศัพท์น้อยมาก เริ่มต้นที่ 120 คำ และง่ายต่อการเรียนรู้ ซึ่งประดิษฐ์โดยนักภาษาศาสตร์ชาวแคนาดา ซอนยา แลง (Sonja Lang) เมื่อปี 2001 โดยเธอได้รับแรงบรรดาลใจมาจากปรัชญาเต๋า โตกิโปนาจึงเรียบง่าย เป็นธรรมชาติอย่างเป็นองค์รวม และอยู่กับปัจจุบัน โดยเน้นคำศัพท์ความหมายรากฐานสากลที่น้อยแต่กินความกว้างนี้ขึ้นมา ซึ่งถือเป็นภาษาเชิงปรัชญาอีกด้วย
โตกีโปนาถือเป็นภาษาประดิษฐ์แบบอาโปสเตริโอริ (a posteriori language ภาษาที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยอิงจากภาษาที่มีอยู่แล้ว) ซึ่งมีองค์ประกอบส่วนใหญ่ของภาษาอังกฤษ, ภาษาตอกปีซิน, ภาษาฟินแลนด์, ภาษาจอร์เจีย, ภาษาดัตช์, ภาษาฝรั่งเศสแบบอคาเดียน, ภาษาเอสเปรันโต, ภาษาเซอร์โบ-โครเอเชีย ภาษาจีน และภาษาอื่นๆ อย่างละ 3-15% โดยประมาณ
ภาษาโตกีโปนานี้อยู่บนพื้นฐานของแนวคิดแบบมินิมอลลิสต์ โดยมีคำศัพท์หลักเพียงประมาณ 120 คำ (ภายหลังเพิ่มมาอีกนิดหน่อย) ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับภาษาธรรมชาติส่วนใหญ่ เป้าหมายคือการสื่อสารความคิดด้วยคำศัพท์ที่เรียบง่าย โดยเน้นที่ความหมายรากฐานและคำเชิงบวกเป็นหลัก ลองจิตนาการถึงภาษาที่คุณสามารถเรียนรู้ได้ในเวลาไม่นาน ซึ่งเป็นภาษาที่ผู้รอดชีวิตจากการติดเกาะอาจจะใช้เพื่อสื่อสารกัน แน่นอนว่าภาษาที่เรียบง่ายเช่นนี้จะช่วยให้ผู้รอดชีวิตสามารถสื่อสารความต้องการขั้นพื้นฐานได้ง่าย นี่คือเวทมนต์ของภาษาที่เรียบง่าย เป็นภาพรวมแต่ชัดเจน
จากสมมติฐานเซเพียร์–วอร์ฟซึ่งบอกว่า ภาษาส่งผลต่อวิธีคิดและพฤติกรรมของผู้พูด ภาษาโตกีโปนาได้รับการออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการมองโลกในแง่ดี และเพื่อให้ผู้พูดตระหนักถึงบริบทและใส่ใจกับสิ่งรอบตัวในปัจจุบันรวมถึงคำต่างๆที่ใช้ โตกีโปนายังถูกใช้สำหรับการบำบัดในการขจัดความคิดเชิงลบโดยให้ผู้ป่วยติดตามความคิดของตนด้วยภาษาโตกีโปนาอีกด้วย

ภาษาโตกีโปนามีอักษรเพียง 14 ตัว ซึ่งออกแบบมาให้ออกเสียงได้ง่ายสำหรับผู้พูดจากทุกภาษา

sitelen Lasina
พยัญชนะของ Toki Pona

มีพยัญชนะ 9 ตัวโดยเทียบเสียงภาษาไทย คือ
  1. p = ป
  2. t = ต
  3. k = ก
  4. s = ซ
  5. m = ม
  6. n = น
  7. l = ล
  8. j = ย
  9. w = ว
มีสระ 5 ตัว เทียบกับสระภาษาไทยคือ
  1. a  = อา
  2. e = เอ
  3. i = อี
  4. o = โอ
  5. u = อู
ในการพูดจะเน้นที่พยางค์แรกของคำเสมอ อาจจะออกเสียงสั้นยาวสูงต่ำหรือติดสำเนียงท้องถิ่นได้ตามสมควร
ในการพิมพ์จะใช้ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด ยกเว้นชื่อที่จะขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่
ในการสะกดคำก็ตรงไปตรงมา กำหนดมายังไงก็ว่ากันไปตามนั้นเลยครับเหมือนภาษาไทย

การเขียน
ตัวพิมพ์ (sitelen Lasina) ใช้ตัวอักษรโรมัน ตามที่แนะนำไว้ข้างต้น ปกติจะใช้แบบนี้เป็นหลัก
ตัวเขียน (sitelen pona) เป็นอักษรภาพที่เขียนเป็นสัญลักษณ์แทนคำ ลักษณะคล้ายอักษรของอินเดียนแดง ซึ่งหนึ่งตัวเขียนก็เป็นหนึ่งความหมาย (เหมือนอักษรจีนหรือตัวคันจิ) (ฟ้อนต์ตัวเขียนมาตราฐาน แนะนำ nasin-nanpa-4.0.2.otf ขึ้นไป เวลาพิมพ์เมื่อใช้ pi ต้องการขีดเส้นใต้ให้ใส่วงเล็บ เมื่อเขียนชื่อให้ใส่วงเล็บเหลี่ยมจะเป็นวงรอบชื่อ หากต้องการรวมคำขยายในตัวเขียนเดียวให้กด + แล้วพิมพ์ เอาออกกด - แล้วลบ)
ตัวจารึก (sitelen sitelen) เป็นอักษรภาพวิจิตร หนึ่งตัวจารึกเป็นหนึ่งความหมายเหมือนกัน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเขียนอักษรภาพแบบวิจิตร

(ดูจนานุกรมโตกีโปนาท้ายบทความ)

วิธีเขียนตัวเขียนหรือตัวจารึกก็สามารถเขียนเรียงต่อกันได้ตามปกติ แต่พิเศษกว่าตรงที่จะเขียนคำคุณศัพท์(adj)หรือคำวิเศษ(adv)เอาไว้ในหรือบนคำนั้นๆก็ได้

ตัวเขียน
sitelen pona
ตัวจารึก
sitelen sitelen

การตีความ
โตกีโปนาใช้คำน้อยแต่กินความมาก ไม่อาจแปลเป็นคำต่อคำได้ จะต้องทำความเข้าใจโดยการตีความจากนัยยะโดยรวมของคำ ซึ่งใช้บริบทอย่างมาก
mi moku. = ฉันกิน/ฉันกำลังกิน/ฉันจะกิน/ฉันกินแล้ว

แต่ละคำมีหลายความหมาย
soweli = สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนบก, แมว, หมา
kili = ผลไม้, ผัก

ทุกคำสามารถเป็นคำนาม, คำกริยา, คำคุณศัพท์(adj), หรือคำวิเศษ(adv) ได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของคำในประโยค
telo = น้ำ, ล้าง, เปียก
pona = ความดี, ทำให้ดีขึ้น, ดี
suli = ความใหญ่, ทำให้ใหญ่ขึ้น, ใหญ่

ประโยคพื้นฐาน
li ใช้ขั้นระหว่างประธานกับภาคแสดง เป็นการบ่งชี้ว่าคำถัดไปเป็นภาคแสดง เป็นการอธิบายลักษณะของประธานว่า เป็นหรือทำอะไร ขึ้นอยู่กับบริบท (li อาจแปลคร่าวๆได้ว่า 'เป็น' หรือ 'คือ')
ni li kala. = นี่+(บ่งชี้ว่าคำถัดไปเป็นภาคแสดง)+เป็นปลา = นี่คือปลา = นี่ปลา
kili li moku. = ผลไม้+(บ่งชี้ว่าคำถัดไปเป็นภาคแสดง)+เป็นอาหาร = ผลไม้เป็นอาหาร
telo li pona. = น้ำ+(บ่งชี้ว่าคำถัดไปเป็นภาคแสดง)+ดี = น้ำนั้นดี (น้ำสะอาด)

ภาคแสดงก็อาจเป็นการบอกว่าทำอะไร ขึ้นอยู่กับบริบท
soweli li moku. = สัตว์+(บ่งชี้ว่าคำถัดไปเป็นภาคแสดง)+กิน = สัตว์กิน
jan li lape. = คน+(บ่งชี้ว่าคำถัดไปเป็นภาคแสดง)+นอน = คนนอน

ถ้าประธานเป็น mi (ฉัน) หรือ sina (คุณ) ไม่ต้องใช้ li
mi moku. = ฉันกิน
sina pona. = คุณดี

คำขยาย
ต่อท้ายคำนามได้เลยเหมือนในภาษาไทย เป็นคำผสม เหมือนการสร้างคำนามใหม่ หรือคำนามวลีที่เฉพาะเจาะจง ตำที่ต่อท้ายเหมือนเชื่อมด้วยคำว่า "ที่" ในภาษาไทย
jan lili. = คน+เล็ก = คนที่(ตัว)เล็ก = เด็ก
waso pona. = นก+ดี = นกที่ดี = นกดี
waso suli. = นก+ใหญ่ = นกที่ขนาดใหญ่ = นกใหญ่
pilin pona. = อารมณ์+ดี = อารมณ์ที่ดี = อารมณ์ดี
pali pona. = ทำ+ดี = (การกระ)ทำที่ดี = ทำดี

แสดงความเป็นเจ้าของ ใส่สิ่งที่ต้องการแสดงความเป็นเจ้าของตามหลังคำนามนั้น
tomo mi. = บ้าน+ฉัน = บ้านฉัน = บ้านของฉัน
pona waso. = (ความ)ดี+นก = ความดีของนก
suli waso. = (ความ)ใหญ่+นก = ความใหญ่ของนก = ขนาดของนก

การปฏิเสธใช้คำว่า ala ต่อท้ายคำที่ต้องการปฏิเสธ
mi lape ala. = ฉัน+นอน+ไม่ = ฉันหานอนไม่ = ฉันไม่นอน/ฉันไม่ได้นอน
jan ala li toki. = คน+ไม่+(บ่งชี้ว่าคำถัดไปเป็นภาคแสดง)+พูด = ไม่มีคนพูด
mi ala. = ฉัน+ไม่ = ฉันไม่ใช่ = ไม่ใช่ฉัน
mi ala pali. = ฉัน+ไม่+ทำ = ไม่ใช่ฉันทำ
mi pali ala. = ฉัน+ทำ+ไม่ = ฉันไม่ทำ
mi wile ala tawa musi. = ฉัน+ต้องการ+ไม่+ไป+เล่น = ฉันไม่ต้องการไปเล่น

การขยายเพิ่มที่ต่อหลังจะขยายคำก่อนๆหน้าเสมอ
lipu kasi tu. = หนังสือ+พืช+สอง = หนังสือพันธุ์พืชสองเล่ม/แผ่น
tomo telo nasa. = ห้อง+น้ำ+ประหลาด = ห้องน้ำแปลกๆ

คำขยายเป็นเสมือนการสร้างคำใหม่ อาจต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสื่อถึงสิ่งที่ต้องการอย่างอิสระด้วยสำนวนของตัวเอง ตัวอย่างเช่น
soweli tomo. = สัตว์+บ้าน = สัตว์ของบ้าน = สัตว์เลี้ยง
jan lili. = คน+เล็ก = คนเล็ก = เด็ก

อย่าสับสนกับ li ที่ใช้บ่งชี้ถึงภาคแสดงที่บ่งบอกลักษณะของประธาน
jan li lili. = คน+(บ่งชี้ภาคแสดง)+เล็ก = คนซึ่งเป็นขนาดเล็ก = คนตัวเล็ก
jan lili li lili. = คน+เล็ก+(บ่งชี้ภาคแสดง)+เล็ก = เด็กตัวเล็ก
jan lili meli. = คน+เล็ก+เพศหญิง = เด็กผู้หญิง
jan lili meli li lili. = เด็กผู้หญิงตัวเล็ก

lipu musi. = หนังสือที่สนุก
lipu li musi. = หนังสือคือความสนุก

lipu pona. = หนังสือที่ดี
lipu li pona. = หนังสือคือสิ่งที่ดี

คั่นคำขยายต่างๆเพื่อแบ่งขอบเขตการขยายความได้ด้วย pi อาจแปลคร่าวๆได้ว่า 'แห่ง' หรือ 'ของ'

lipu pi kasi tu. = หนังสือ+แห่ง+พืช+สอง = หนังสือแห่งพืชสองชนิด
tomo pi telo nasa. = ห้อง+แห่ง+น้ำ+มึน = ห้องของน้ำที่มึนเมา = ห้องของเหล้า = ห้องเก็บเหล้า, บาร์

แต่ไม่เสมอไป มันสามารถทำหน้าที่รวมกลุ่มคำขยายได้ด้วย เมื่อมีคำขยาย 2 คำขึ้นไปให้ใช้

nasin pi ken toki. = ทาง+แห่ง+สามารถ+พูด = วิถีแห่งการที่สามารถพูดได้ = วิถีที่สามารถเล่าได้

คือการเอา ken toki (สามารถพูดได้) มารวมกันเป็นก้อนเดียว แล้วเอาไปขยาย nasin อีกที

บ่งชี้สิ่งที่ถูกกระทำ
e ใช้เป็นคำเชื่อมคำกริยากับกรรมตรง บ่งชี้ว่าคำที่อยู่หน้า e จะเป็นกริยาและคำที่ถัดจาก e เป็นสิ่งถูกกริยานั้นกระทำ (e อาจแปลได้คร่าวๆว่า 'เจ้า' ที่บ่งถึง เจ้านั่น เจ้านี่)
soweli li moku e telo. = สัตว์+(บ่งชี้ภาคแสดง)+กิน+(บ่งชี้ว่าต่อไปเป็นกรรม)+น้ำ = สัตว์กินน้ำ
mi telo e soweli. = ฉัน+ล้าง+(บ่งชี้ว่าต่อไปเป็นกรรม)+สัตว์ = ฉันอาบน้ำให้สัตว์
sina pona e ilo. = คุณ+ทำให้ดีขึ้น+(บ่งชี้ว่าต่อไปเป็นกรรม)+เครื่องมือ = เขาทำให้ดีขึ้น(ซึ่งกระทำกับ)เครื่องมือ = เขาซ่อมเครื่องมือ

คำบุพบท
kepeken (ใช้), lon (ที่), sama (เหมือน), tan (จาก), และ tawa (ไป) สามารถใช้เป็นคำบุพบทได้โดยไม่ต้องใส่ e
mi moku kepeken ilo. = ฉัน+กิน+โดยใช้+อุปกรณ์ = ฉันกินอาหารโดยใช้อุปกรณ์การกิน(ช้อนส้อม)
soweli li lon tomo. = สัตว์+อยู่+ที่+บ้าน = สัตว์อยู่ที่บ้าน
sina toki sama kala! = คุณ+พูด+เหมือน+ปลา = คุณพูดเหมือนปลา!
mi kama tan esun. = ฉัน+มา+จาก+ร้านค้า = ฉันมาจากร้านค้า
ona li toki e ni tawa sina. = เขา+(บ่งชี้ภาคแสดง)+พูด+(บ่งชี้ว่ามีสิ่งถูกกระทำ)+นี่+สู่+คุณ = เขาพูดแบบนี้ต่อคุณ

คำเชื่อม
สำหรับรวมหลายสิ่งเข้าด้วยกันใช้ en แปลว่า 'และ'
mi en sina li musi mute. = ฉัน+และ+คุณ+(บ่งชี้ภาคแสดง)+เล่น+มาก = ฉันและคุณเล่นเยอะมาก

สำหรับภาคแสดง ให้ใช้ li ซ้ำ
soweli ni li lili li suwi. = สัตว์+นี้+เป็น+เล็ก+เป็น+น่ารัก = สัตว์ตัวนี้เป็นสัตว์ตัวเล็กและน่ารัก

สำหรับกรรมตรง ให้ใช้ e ซ้ำ
ona li jo e waso e kala. = เขา+เป็น(ผู้ซึ่ง)+มี+เจ้า+นก+เจ้า+ปลา = เขามีนกและปลา

สำหรับบุพบท ให้ซ้ำบุพบท
mi pali e tomo kepenken palisa kepeken kiwen. = ฉัน+ทำ+(บ่งชี้สิ่งถูกกระทำ)+บ้าน+โดยใช้+ท่อนไม้+โดยใช้+หิน = ฉันสร้างบ้านโดยใช้ไม้โดยใช้หิน = ฉันสร้างบ้านโดยใช้ไม้และหิน

anu แปลว่า 'หรือ'
ni li pona anu ike? = นี่+คือ+ดี+หรือ+แย่ = นี่คือดีหรือแย่?
mi anu sina li tawa esun. = ฉัน+หรือ+เธอ+(บ่งชี้ภาคแสดง)+ไป+ร้านค้า = ฉันหรือเธอไปร้านค้า
sina jo e kili anu telo? = คุณ+มี+(บ่งชี้กรรม)+ผลไม้+หรือ+น้ำ = คุณมีผลไม้หรือน้ำ?

การระบุชื่อ
ชื่อจะใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ขึ้นต้น โดยให้ใส่คำนำหน้าที่บ่งบอกถึงสิ่งนั้น
jan Sonja = คน+ซอนย่า = คนชื่อซอนย่า = คุณซอนย่า (ชื่อคน ให้ใส่ jan ที่แปลว่า 'คน' ไว้ข้างหน้าชื่อ)
toki Toki Pona = ภาษา+โตกีโปนา = ภาษาโตกีโปนา (ชื่อภาษา ให้ใส่ toki ที่แปลว่า 'ภาษา' ไว้ข้างหน้าชื่อ)
ma Mali = ประเทศ+มาลี = ประเทศมาลี (ชื่อประเทศ ให้ใส่ ma ที่แปลว่า 'ประเทศ' ไว้ข้างหน้าชื่อ)

ฉากเปิดเรื่องของนวนิยาย
สิทธารถะ โดย แฮร์มันน์ เฮสเส
แปลเป็น toki pona โดย jan Kala
ตัวเขียน sitelen pona โดย jan Majeka

หากใช้เป็นตัวเขียน หรือตัวจารึก ในการเขียนชื่อ ก็ใช้คำนำหน้าด้วยเช่นกันแล้วตามด้วยชื่อ โดยส่วนชื่อจะใช้ตัวเขียนตัวใดก็ได้ โดยถือเอาเฉพาะตัวอักษรตัวแรกของคำอ่าน(ตัวพิมพ์)ของตัวเขียนนั้นแทนตัวอักษร แล้วนำมาเรียงต่อกัน และเมื่อระบุชื่อเสร็จแล้วให้วงรอบชื่อเพื่อระบุว่าเป็นส่วนของชื่อ หากกล่าวถึงชื่อเดิมอีกครั้งในเอกสารเดียวกัน อาจใช้แค่ตัวเขียนตัวแรกแทนการเขียนชื่อเต็มทั้งหมด

ในการเขียนชื่อนั้น ถ้าเอาจริงๆตามหลักโตกีโปนา จะต้องใช้เฉพาะตัวอักษรในภาษาโตกีโปนาเท่านั้น และใช้วิธีการสะกดคำให้เสียงใกล้เคียงที่สุด โดยมีหลักคิดอยู่ เช่น ชื่อประเทศจะต้องสะกดด้วยระบบเสียงของโตกีโปนาตามคำเรียกของคนประเทศนั้นเอง เป็นต้น ตรงนี้ต้องไปศึกษาเชิงลึกเรื่องการสะกดคำเพิ่มเติมภายหลัง แต่ถ้าใช้แบบง่ายๆ เบื้องต้นก็อาจใช้การพิมพ์แบบภาษาอังกฤษไปตามปกติก่อนก็ได้ครับ

ประโยคคำสั่ง
ใช้ o ก่อนคำกริยาเพื่อทำให้ประโยคคำสั่ง คำขอ คำแนะนำ แปลคร่าวๆได้ว่า 'จง' หรือ 'โปรด'
o kute! = โปรดฟัง!
o pali! = จงทำ!

ใช้ o หลังประธานได้โดยเป็นการเรียกขาน แปลคร่าวๆได้ว่า 'โอ้' หรือ 'เฮ้'
jan Pape o! = ปาเป โอ้! = ปาเป เฮ้! = เฮ้ ปาเป!

ใช้ o ระหว่างคำนามและภาคแสดงเพื่อแสดงออกถึงความหวัง ความปราถนา เป็นกึ่งๆคำสั่ง กึ่งๆการสวดอ้อนวอน
pona o tawa sina. = ความดี+โอ+ไปสู่+คุณ = ความดีจงไปสู่คุณ = ขอให้สิ่งดีๆไปสู่คุณ
mi o pali. = ฉัน+โอ+ทำ = ฉันควรทำงานได้แล้วสินะ
soweli To o moku. = สัตว์+ชื่อโต+โอ+กิน = เจ้าโตกินสิ

คำอุทาน
ใช้ a (อา) เป็นคำอุทานต่างๆ
wawa a! = เข้มข้นอ่ะ!
toki a. = สวัสดีจ้า
pona a. = ขอบคุณนะ
lon a! = จริงเลย!, ถูกต้องเลย!
moku pona a! = อาหารดีอ่า!

การคำถาม
สำหรับคำถามปลายปิดสำหรับตอบว่า ใช้หรือไม่ จะใช้คำถามแบบ 'คำกริยา+ala+คำกริยา'
sina moku alal moku? = คุณ+กิน+ไม่+กิน = คุณกินไม่กิน? = คุณจะกินหรือไม่กิน? = คุณกินมั้ย?

ตอบใช่ ด้วยการทวนคำกริยานั้น
moku. = กิน

ตอบไม่ ด้วยการใช้ 'คำกริยานั้น+ala' หรือ ala
moku ala. = กิน+ไม่ = กินก็หาไม่ = ไม่กิน
ala. = ไม่

สำหรับคำถามปลายเปิด ใช้คำว่า seme (อะไร, ไหน)
kala anu seme li lon poki? = ปลา+หรือ+อะไร+อยู่+ใน+กล่อง =ปลาหรือตัวอะไรอยู่ในกล่อง?
jan seme li toki? = คน+อะไร+(บ่งชี้กริยา)+พูด = คนไหนพูด? = ใครพูด?
sina pali e seme? = คุณ+ทำ+(บ่งชี้กรรม)+อะไร = คุณทำอะไร?
seme li lon tomo mi? = อะไร+อยู่+ที่+บ้าน+ฉัน = อะไรอยู่ที่บ้านของฉัน?
ma seme li pona tawa sina? = แผ่นดิน+อะไร+(บ่งชี้ภาคแสดง)+ดี+สำหรับ+คุณ = ประเทศอะไรที่ดีสำหรับคุณ? = คุณชอบประเทศอะไร?
sina jo e kili anu seme? = คุณ+มี+(บ่งชี้กรรม)+ผลไม้+หรือ+อะไร = คุณมีผลไม้หรืออะไรอื่น?

คำกริยาซ้อนกริยา (Preverbs)
เป็นเหมือนการขยายคำกริยา จะเป็นคำกริยาที่อยู่ก่อนหน้าคำกริยา จริงๆก็เหมือนแปลตรงตัวจากซ้ายไปขวาในไวยกรณ์ภาษาไทยอยู่แล้ว ไม่เป็นปัญหาในการทำความเข้าใจของคนไทย แต่มาดูตัวอย่างกันสักหน่อยก็แล้วกันครับ
mi kama sona. = ฉัน+มา+รู้ = ฉันมาเรียนรู้
waso lili li wile suli. = นก+เล็ก+(บ่งชี้คำกริยา)+ต้องการ+ใหญ่ = นกเด็กอยากโต

wile (ต้องการ), kama (มา), sona (รู้), lukin (ดู), ken (สามารถ), awen (รอคอย), และบางครั้ง alasa (ค้นหา) ใช้เป็นคำกริยาซ้อนกับคำกริยาได้

บริบท
la ใช้เชื่อมบริบทของประโยค แปลคร่าวๆว่า 'ก็', 'จึง', 'ย่อม'
sina lon poka mi la mi pilin pona. = คุณ+อยู่+ข้าง+ฉัน+ก็+ฉัน+รู้สึก+ดี = คุณอยู่ข้างๆฉันก็ทำให้ฉันรู้สึกดี
sina seli tan seme? tan seme la sina seli? = คุณร้อนจากอะไร? จากอะไรจึงทำให้คุณร้อน? = ทำไมคุณถึงร้อน?
mi lape lon tenpo pimeja. tenpo pimeja la mi lape. = ฉันนอนในเวลามืด(กลางคืน). เวลามืดก็ฉันนอน.

"เวลากลางคืน" คือ บริบท "ฉันนอน" คือ ประธานที่มีคำขยายมาด้วย จึงใช้ la คั่นระหว่างบริบทกับประธานนั่นเอง

ระบบตัวเลข
ในภาษาโตกีโปนาไม่ได้มีระบบตัวเลขแบบทั่วไปเนื่องจากเป็นภาษาที่อยู่บนหลักความเรียบง่ายจึงเน้นที่ภาพกว้าง ระบบดั้งเดิมจะมีเพียงแค่
ala = 0, wan =1, tu =2, mute = เยอะ

ภายหลังระบบที่ชุมชนคิดขึ้นมาจะมีความซับซ้อนขึ้นเป็น
wan = 1, tu = 2, luka = 5, mute = 20, ale = 100

หากต้องการเลขที่มากกว่าที่มีข้างต้น จะใช้การบวกรวมตัวเลขเข้าด้วยกัน โดยจะใช้จำนวนใหญ่ขึ้นก่อน

tu tu. = 2+2 = 4
luka tu wan. = 5+2+1 = 8

ถ้าเลขใหญ่มากๆจะใช้ระบบคูณ จำนวนเล็กอยู่หน้าจะใช้เป็นตัวคูณ
mute ale wan = 20x100+1 = 2001

nanpa ใช้บ่งชี้ลำดับที่
jan nanpa wan li pona. = คนลำดับที่หนึ่งเป็นคนเก่ง
ni li nasin nanpa mute tu wan. = นั่นคือถนนที่ 23
sike nanpa mute ale wan. = ปีที่ 2001

ถ้าจะเอากันจริงๆตามภาษาโตกีโปนาก็ต้องใช้ระบบตัวเลขแบบโตกีโปนาครับ จะเลือกใช้แบบดั้งเดิมเพื่อรักษาความเรียบง่าย หรือแบบซับซ้อนก็ได้ซึ่งจะมีความคล้ายเลขโรมันอยู่ แต่ว่าเรื่องตัวเลขเนี่ย ถ้าเอาง่ายๆก็ใช้ตัวเลขปกติไปเลยก็คงไม่เป็นไร ถ้าไม่ได้เคร่งครัดมากนัก

สี
สีมีเพียง 5 สีพื้นฐาน คือ jelo (เหลือง), laso (เขียว, น้ำเงิน), loje (แดง), pimeja (ดำ), และ walo (ขาว) เป็นสิ่งที่ไม่ต้องเจาะจงมากนักสำหรับภาษาโตกีโปนา ซึ่งสีเขียว, สีฟ้า, สีน้ำเงิน สามสีเจ้าปัญหาของทุกภาษา และใช่แล้ว ในภาษาโตกีโปนาซึ่งเป็นภาษาองค์รวม ก็ใช้คำเดียวกัน คือ laso (สีเขียว) เหมือนที่ภาษาไทยเรียกพิมพ์เขียวทั้งที่เป็นกระดาษสีน้ำเงินนั่นแหละครับ อิอิ
ส่วนการพูดถึงสีอื่นก็เป็นไปได้ด้วยการเอาสีพื้นฐานมารวมกัน
poki laso pimeja. = กล่อง+สีเขียว+สีดำ = กล่องสีเขียวอมดำ
laso loje. = น้ำเงิน+แดง = น้ำเงินอมแดง = สีม่วงโทนเย็น
loje laso. = แดง+น้ำเงิน = แดงอมน้ำเงิน = สีม่วงโทนร้อน

เกี่ยวกับช่วงเวลา
สำหรับการพูดถึงเรื่องในอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต จะใช้วลีนำหน้าเหล่านี้ครับ
tenpo pini la ... = เวลา+จบ+ก็... = เวลาที่จบไปแล้วก็... = ตอนนั้นก็... (พูดถึงอดีต)
tenpo ni la ... = เวลา+นี้+ก็... = เวลานี้ก็... = ตอนนี้... (พูดถึงปัจจุบัน)
tempo kama la ... = เวลา+มา+ก็... = เวลาที่จะมาถึงก็... = ตอนหน้าก็...) (พูดถึงอนาคต)

tenpo pini la ona li moku pan mute. = เมื่อก่อนเขากินข้าวเยอะ
tenpo ni la mi lon tomo mi. = ตอนนี้ฉันอยู่ที่บ้านของฉัน
tenpo kama la mi wile tawa ma sina = ในอนาคตฉันต้องการไปประเทศของคุณ

หรือจะใช้วลีบอกเวลาแบบต่อท้าย
... lon tenpo pini. = ...ใน+เวลา+จบ = ในตอนนั้น
... lon tenpo ni. = ...ใน+เวลา+นี้ = ในตอนนี้
... lon tenpo kama. = ...ใน+เวลา+มา = ในอนาคต

ona li moku pan mute lon tenpo pini. = เขากินข้าวเยอะในตอนนั้น
mi lon tomo mi lon tenpo ni. = ฉันอยู่ที่บ้านของฉันในตอนนี้
mi wile tawa ma sina lon tenpo kama. = ฉันต้องการไปประเทศของคุณในอนาคต

การระบุเพศ
เป็นคำคุณศัพท์ (adj) คือ mije (ชาย), meli (หญิง), tonsi (ข้ามเพศ)

การเปรียบเทียบ
ภาษาโตกีโปนาไม่มีโครงสร้างเฉพาะเจาะจงในการเปรียบเทียบแบบภาษาอังกฤษ แต่สามารถประยุกต์ได้หลายวิธี เช่น
kili li moku pona. pipi li moku ike. = ผลไม้เป็นอาหารที่ดี แมลงเป็นอาหารที่ไม่ดี = ผลไม้อร่อยกว่าแมลง
poki mi li suli tawa poki sina. = กระเป๋า+ของฉัน+(บ่งชี้ภาพแสดง)+ใหญ่+ต่อ+กระเป๋า+ของคุณ = กระเป๋าของฉันใหญ่กว่ากระเป๋าของคุณ [โครงสร้างนี้เหมือนภาษาไทย โดยใช้คำว่า 'tawa' แทนคำว่า 'กว่า']
poki mi li suli lon poka pi poki sina. = กระเป๋า+ของฉัน+(บ่งชี้ภาพแสดง)+ใหญ่+ที่+ข้าง+ของ+กระเป๋า+ของคุณ = กระเป๋าของฉันใหญ่อยู่ที่ข้างของกระเป๋าของคุณ = กระเป๋าของฉันใหญ่กว่ากระเป๋าของคุณ

ไม่มีอะไรตายตัวซะทีเดียว ภาษาโตกีโปนาเปิดให้สร้างสรรค์ได้อย่างอิสระในแบบของตัวเอง

เก็บตกประโยคตัวอย่างที่น่าสนใจ
suno li lon sewi. = ตะวัน+(บ่งชี้ภาคแสดง)+ที่+เบื้องบน = ดวงอาทิตย์อยู่บนฟ้า
mi kepeken poki. = ฉัน+ใช้+ภาชนะ = ฉันใช้ภาชนะ
mi tawa e kiwen. = ฉัน+เคลื่อน+(บ่งชี้กรรม)+หิน = ฉันขยับหิน
ona li kama tawa tomo mi. = เขา+(บ่งชี้ภาคแสดง)+มา+สู่+บ้าน+ฉัน = เขามาสู่บ้านของฉัน

คำที่ต้องรู้
mi olin e sina. = ฉัน+รัก+(บ่งชี้)+คุณ = ฉันรักคุณ

เอ้าได้เวลาไปบอกรักแล้วล่ะครับ!
o toki olin tawa jan olin sina!

โดยรวมแล้วภาษาโตกีโปนามีไวยกรณ์และการเรียงคำคล้ายภาษาไทย และให้มีอิสระที่จะผสมคำเพื่อสื่อถึงสิ่งใหม่ได้ตามแต่ความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน เหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น คนไทยจึงน่าจะเรียนรู้และใช้ภาษาโตกีโปนานี้ได้ไม่ยากเลยครับ

โตกีโปนาเบื้องต้นก็ประมาณนี้ครับ
ผิดพลาดประการใดต้องขออภัย ณ ที่นี้ด้วยครับ


ดังนั้น การเข้ารหัสเชิงวิเคราะห์ (analytic encoding), ดังปรากฏในภาษา Toki Pona คืออิสรภาพ (freedom) โดยปราศจากซึ่งนัยยะแฝงใดๆเกี่ยวกับภาษา Toki Pona ซึ่งข้าพเจ้ายืนยันได้ [...] นั่นคือการกระทำที่นำมาซึ่งการปลดปล่อย (liberating act) อย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเชื่อมั่นว่าภาษา Toki Pona เป็นอุดมการณ์แห่งการปลดปล่อย (liberating ideology) ประการหนึ่ง
-นักภาษาศาสตร์ ดร. ลอรา ไมเคิลลิส (linguist Dr. Laura Michaelis)

โตกีโปนามีคำน้อยและแต่ละคำนั้นก็กินความกว้างมาก เพราะเป็นคำเชิงรากฐาน ความหมายเฉพาะหน้าจึงขึ้นอยู่กับบริบทที่กำลังสนทนา ซึ่งอาจเกิดความคลุมเครือพอสมควร จึงต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และบริบทเข้าช่วยในการทำความเข้าใจ รวมถึงคำศัพท์มีจำกัดทำให้การอธิบายถึงสิ่งที่ซับซ้อนอาจอ้อมค้อมพอสมควร แต่ก็อาจช่วยให้เราตระหนักรู้ถึงแก่นความต้องการของตัวเองได้อย่างแจ่มชัดเช่นกันว่า จริงๆแล้วเราต้องพูดซับซ้อนขนาดนั้นเลยหรือ? หลายครั้งแค่ใช้คำอันเป็นแก่นแท้ของความหมายด้วยคำรากฐานก็อาจเพียงพอแล้ว การลดรูปคำพูดลงอาจทำให้เข้าใจถึงความคิดที่แท้จริงได้ของตัวเองได้
เอาจริงๆประเด็นเหล่านี้บางทีก็ชวนให้ผมนึกถึงภาษาจีนโบราณเหมือนกัน มีความคล้ายกับโตกีโปนาอยู่พอสมควรเลยทีเดียวในเรื่องที่ใช้คำสั้นกระชับแต่กินความมาก และเวลาอ่านหรือเวลาแปลก็ต้องตีความหลายตลบเลยทีเดียว ซึ่งภาษาจีนโบราณนั้นออกแบบมาสำหรับการอ่านเขียน(เป็นภาษาวรรณกรรม)โดยเฉพาะอยู่แล้ว ผมจึงเห็นว่าโตกีโปนาก็อาจเหมาะกับการอ่านเขียนมากที่สุด เพราะมีเวลาให้คิดและตีความ แต่ถึงอย่างนั้นโตกีโปนาเองก็ออกแบบมาสำหรับทั้งการฟังพูดอ่านเขียนครบถ้วนเลย ดังนั้นก็นับว่าน่าสนุกที่จะลองนำมาใช้งานในชีวิตประจำวัน
ซึ่งหลังจากผู้ประดิษฐ์คิดค้นภาษานี้และร่วมปรับปรุงการใช้กับชุมชนได้สักพักก็ออกหนังสือชื่อว่า Toki Pona: The Language of Good (lipu pu) เป็นหนังสือแนะนำการใช้ภาษาโตกีโปนาอย่างเป็นทางการ (อุดหนุนเธอได้ครับ แนะนำว่าควรอ่าน) ซึ่งในหนังสือได้ออกแบบมาครบถ้วนมากเลยทีเดียว มีทั้งการใช้ภาษาเขียนภาษาพูด ซึ่งก็คือการเขียนคำอ่านด้วยตัวอักษรโรมันที่เราได้คุยกันไปแล้วข้างต้น และมีอักษรภาพแบบตัวเขียน (sitelen pona) ซึ่งคล้ายๆภาษาอินเดียนแดง เอาไว้เขียนเป็นสัญลักษณ์สำหรับสื่อสารได้ด้วย ยังมีตัวจารึก (sitelen sitelen) ซึ่งเป็นอักษรภาพเชิงวิจิตร และมีการใช้ในภาษามือโตกีโปนาอีกด้วย (รู้สึกว่าภาษามือในหนังสือซึ่งเรียกว่า toki pona luka ปัจจุบันไม่ใช้แล้ว แต่หันมาใช้ luka pona แทน ซึ่งเกิดจากการพัฒนาร่วมกันโดย jan Olipija ซึ่ง jan Sonja ผู้สร้างภาษา Toki Pona ก็ให้การสนับสนุน) แล้วไม่นานมานี้ก็เพิ่งมีคนคิดค้นวิธีการใช้อีโมจิเป็นภาษาโตกีโปนา (sitelen Emoji) อีกต่างหาก
และจากนั้นหลังจากที่ได้พัฒนาร่วมกับชุมชนเธอก็ได้ออกพจนานุกรม Toki Pona Dictionary (lipu ku) ตามมา ก็รวมศัพท์และนามวลีกว่า 11,000 คำ เพื่อให้เป็นแนวทางในการนำใช้งาน และเป็นแนวทางในการผสมคำเพื่อสร้างคำนามวลีที่เจาะจงยิ่งขึ้น ซึ่งก็เป็นเพียงแนวทางไม่ใช่ข้อบังคับที่ตายตัว เพราะผู้ใช้โตกีโปนาสามารถผสมเพื่อสื่อถึงสิ่งที่ต้องการเองได้ตามความคิดสร้างสรรค์ด้วยสำนวนของตัวเองและมุมมองส่วนบุคคลได้อย่างอิสระ
และจากนั้นก็ได้ออกหนังสือนวนิยายที่เขียนด้วยภาษาโตกีโปนาตัวเขียน (sitelen pona) (lipu su) ออกมาอยู่เรื่อยๆ
สามารถอุดหนุนผลงานต่างๆของ Sonja ได้ที่ https://tokipona.org/

“[โตกีโปนา]เป็นภาษาที่กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง”
-เอเลน โกลด์ (Elaine Gold)
ผู้อำนวยการบริหารของพิพิธภัณฑ์ภาษาแคนาดา

หากเพื่อนๆสนใจก็ลองศึกษาเพิ่มเติมและลองใช้กันดูนะครับ แม้โตกีโปนาจะไม่ได้ตั้งใจประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อให้เป็นภาษาสากลของโลกเหมือนอย่างเอสเปรันโต แต่มันก็ถูกใช้เป็นภาษาช่วยสื่อสารจนกึ่งๆจะเป็นภาษาสากลไปแล้วเหมือนกัน และได้ยินมาว่า โตกีโปนาเป็นภาษาประดิษฐ์ที่นิยมมากเป็นอันดับสองรองจากเอสเปรันโตเท่านั้น และได้รับการรับรอง ISO 639-3 tok อย่างเป็นทางการอีกด้วย โตกีโปนากำลังเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆจากวัยรุ่นอีกด้วยล่ะ ทางผู้ประดิษฐ์ภาษาโตกีโปนาก็ได้ทำกลุ่ม FB เอาไว้ให้ให้พูดคุยกันด้วย ลองเข้ากลุ่มดูได้ครับที่ https://www.facebook.com/groups/sitelen/ และชุมชนได้สร้างเว็บเรียนโตกีโปนาขึ้นที่ https://wasona.com/https://lipu-sona.pona.la/ และแหล่งเรียนรู้อื่นๆ

ขอให้สนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆครับทุกท่าน

พจนานุกรม โตกีโปนา-ไทย
ni li lipu toki Toki Pona - toki Thai
*อาจมีการปรับปรุงแก้ไขตามสมควร
*คำที่ "ไม่เป็นมาตราฐาน" คือคำที่เลิกใช้แล้ว

แถม
แนวคิดในการจำความหมายของคำ คือ ให้เน้นการจำปรัชญาหรือคอนเซ็ปของคำนั้น เช่น kon ที่แปลว่า อากาศ, ลม, ไอน้ำ, กลิ่น, วิญญาณ, ความหมาย, ฯลฯ ให้สืบค้นลงไปว่าคำแปลที่ยกมานั้นมีแก่นอะไรที่เหมือนกันบ้าง ซึ่งจะเห็นว่าความหมายของคำว่า kon มีแก่นที่เหมือนกันคือ "มันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นแต่รู้สึกได้หรือรับรู้ได้ทางใดทางหนึ่ง" ดังนั้น อะไรที่เป็นไปในแก่นของคุณสมบัตินี้สามารถนำมาเป็นความหมายของคำว่า kon ได้หมด เป็นต้น คำอื่นก็เช่นกัน คือ ให้จับปรัชญารากฐานของความหมายของมันให้ได้จากตัวอย่างคำแปล เพื่อตีความขยายความหมายออกไปตามคุณสมบัติของมันด้วยตนเองครับ
เรื่องไวยกรณ์นั้นเรียบง่าย แต่มีรายละเอียดเล็กน้อย หากแยกแยะความต่างของไวยกรณ์เหล่านี้ได้เหมือนการเปลี่ยนตัวแปรก็จะเข้าใจไวยกรณ์พื้นฐานแล้วครับ
ona li pana e ni. = เขาส่งเจ้านี่. ('นี่' คือ สิ่งที่ถูกส่ง)
ona li pana tawa ni. เขาส่งไปสู่นี่. ('นี่' คือ สิ่งที่ได้รับของที่ส่งไป)
ona li pana lon ni. เขาส่งที่นี่.
ona li pana tan ni. เขาส่งจากนี่.

อีกแนวคิดหนึ่งในการทำความเข้าใจภาษาโตกีโปนาก็คือ ให้แบ่งคำทั้งหมดออกเป็น 2 ประเภท คือ คำที่มีความหมาย กับคำที่ไม่มีความหมาย

โดยคำที่มีความหมาย คือ คำที่ชี้บอกได้ว่าคืออะไร เช่น
moku. = อาหาร/การกิน/ของที่กินได้
soweli. = สัตว์/หมา/แมว
ซึ่งก็คือพวกคำนามคำกริยาต่างๆ มันค่อนข้างชัดเจนว่าต้องจำและทำความเข้าใจแนวคิดของศัพท์นั้นๆตามสมควร

ส่วนคำที่ไม่มีความหมาย เช่น li, e, pi เป็นต้น คำเหล่านี้สำคัญที่สุด เพราะมันเป็นตัวกำหนดคำที่มีความหมายว่าควรมีความหมายอย่างไร เช่น
e จะกำหนดให้คำที่อยู่หน้า e เป็นกริยา และคำที่อยู่หลัง e เป็นคำนามและเป็นสิ่งที่ถูกทำโดยคำกริยาที่อยู่หน้า e เช่น
moku e moku. = กินอาหาร
เพราะ moku แรกเป็นคำกริยาเพราะอยู่หน้า e และ moku หลังเป็นคำนามที่ถูกทำเพราะอยู่หลัง e เป็นต้น

อีกตัวอย่าง
soweli e soweli. = ทำสัตว์ให้เป็นสัตว์
คำนี้อาจไม่มีใช้จริงๆ แต่ผมต้องการยกตัวอย่างที่สุดโต่งให้ดู เพราะโครงสร้างนี้สามารถเขียนได้ ทำให้ soweli แรกเป็นคำกริยาที่หมายถึง "ทำให้เป็นสัตว์" และ soweli หลังหมายถึง "สัตว์" ตัวนั้นที่ถูกทำให้เป็นสัตว์ตัวแรก (หรืออาจแปลว่า ทำแมวให้เป็นหมา, ทำหมาให้เป็นแมว, ฯลฯ ก็แล้วแต่ว่า soweli ตัวไหนจะหมายถึงอะไร ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทหรือการขยายความ)

ให้พยายามทำความเข้าใจโครงสร้างของคำที่ไม่มีความหมายเหล่านี้ (ซึ่งมีไม่กี่คำ) เพราะมันเป็นตัวจัดโครงสร้างของประโยคเพื่อบอกว่าคำไหนควรจะมีความหมายอย่างไร แล้วจะช่วยให้เข้าใจคำที่มีความหมายได้ง่ายขึ้นครับ


หนังสือสำหรับฝึกอ่านภาษาโตกีโปนา
เรื่องสั้น 27 บทกวีในภาษา Toki Pona

akesi seli lili (สัตว์เลื้อยคลาน+ที่ร้อน+ที่เล็ก) เจ้ามังกรน้อย

meli olin moli (ผู้หญิงที่รักความตาย)

ยังมีนิตยสาร Lipu Tenpo (หนังสือแห่งกาลเวลา) ภาษาโตกีโปนาที่น่าสนใจ อ่านฟรีได้ที่ https://liputenpo.org/
และเลือกอ่านงานเขียนภาษาโตกีโปนาอีกมากมายได้ที่ (บางผลงานเป็นงานประกวดด้วย) https://sona.pona.la/wiki/Literature
และห้องสมุด Toki Pona https://lipu.pona.la/
วิทยุออนไลน์ภาษาโตกีโปนา https://kute.pona.la/
สื่อต่างๆเกี่ยวกับโตกีโปนา https://pona.la/
เว็บสอนภาษาโตกีโปนาทำเลียนแบบ Duolingo Stories https://duostories.org/tok-en และ https://duostories.org/tok2-en (อันหลังนี้แบบ Sitelen Pona)

ถ้ารู้สึกว่าโตกีโปนายังเล็กไม่พอ งั้นคงต้องไปลองดูภาษาตูกีตีกีแล้วล่ะครับ ตูกีตีกีเป็นภาษาลูกของโตกีโปนา ซึ่งทำการบีบอัดศัพท์ลงให้เล็กที่สุด และยังคงใช้งานได้จริง มีคำศัพ์หลักเพียง 39 คำ https://jazzylj.blogspot.com/2025/05/tuki-tiki.html

เป็นภาษาที่พัฒนาแนวคิดต่อจากโตกีโปนา โดยคงความง่ายไว้และเพิ่มความชัดเจนเข้ามา คำศัพท์พื้นฐานจึงเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,000 คำ ซึ่งใช้สื่อสารโดยไม่ต้องตีความมากนักแต่ก็ต้องจำศัพท์มากขึ้น

Lojban - โลจบาน
ในขณะที่ภาษาโตกีโปนาเน้นศัพท์ความหมายรากฐานเป็นความเรียบง่ายที่คลุมเครือกินความมากและเป็นภาษาเชิงปรัชญา ก็ยังมีภาษาประดิษฐ์อีกภาษาหนึ่ง ที่สร้างขึ้นโดยอิงจากหลักตรรกศาสตร์ ถือเป็นภาษาเชิงตรรกะ มีโครงสร้างที่ชัดเจนและลดความคลุมเครือให้เหลือน้อยที่สุด นั่นคือ ภาษา Lojban โลจบาน มีความเข้มงวดและมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนมาก โครงสร้างประโยคอิงตามหลักตรรกศาสตร์ ทำให้สามารถระบุบทบาทของแต่ละคำในประโยคได้อย่างแม่นยำ ขึ้นชื่อว่าเป็น "ภาษาประดิษฐ์ที่มีไวยากรณ์สมบูรณ์ที่สุดอาจจะเป็นโลจบาน เพราะเป็นภาษาที่สร้างขึ้นมาเพื่อสะท้อนตรรกะ" เอริกา โอเรนส์ ผู้ประพันธ์ In the Land of Invented Languages กล่าวไว้
แน่นอนว่า ไวยากรณ์ที่อิงตามตรรกศาสตร์อาจดูซับซ้อนสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานด้านตรรกะ และด้วยโครงสร้างที่เข้มงวด อาจทำให้การสื่อสารในชีวิตประจำวันดูไม่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่ แต่ก็น่าค้นหาพอสมควรเลยล่ะครับ หากสนใจลองไปศึกษากันดูได้ครับจากตำราอย่างเป็นทางการ The Complete Lojban Language ของภาษาโลจบาน

อ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติม

09 เมษายน 2552

Esperanto Insektoj - ภาษาเอสเปรันโต เหล่าแมลง

Saluton สวัสดีครับ บทเรียนครั้งที่แล้วเป็นยังไงกันบ้าง ก็เมามันส์ตาลายตามๆกัน(ผมด้วย) ครั้งนี้ยังไม่เข็คกลับมาอีกครั้งกับบทเรียน Insektoj จากหนังสือ Esperanto kurso por komencantoj (เล่มเดิม) ครั้งนี้เป็นเรื่องของ แมลง เรามาลองเรียนรู้ศัพท์เกี่ยวกับสัตว์ตัวจิ๋วพวกนี้กันเลยครับ ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้ว มาต่อกันเลย


##################################

Insektoj

Mi sxatas insektojn. Mi havas tri papiliojn, unu rugxan, unu flavan, kaj unu violan, Miaj papilioj estas belaj. Ili estas insektoj. Malgranda insektoj. Insektoj estas malgrandaj bestoj. Miaj papilioj estas koloraj. Kia bela papilio! Kia malgranda insekto! Ili flugas! La papilioj flugas bele. La insektoj havas multajn kolorojn. Ili kuras rapide. Ili estas rapidaj malgrandaj bestoj. La insektoj amas florojn. La floroj havas multajn kolorojn. Mi sxatas florojn. La papilioj tre sxatas florojn. Kia bela floro! Kia bela papilio! Mi amas ilin! Mi amas la florojn kaj la papiliojn.

Kies papilioj estas ili?
La papilioj estas miaj.

Kiaj estas la floroj?
La floroj estas koloraj.

Cxu insektoj estas grandaj bestoj?
Ne, insektoj estas malgrandaj bestoj.

Cxu insektoj estas malbonaj?
Ne, ili estas bonaj.

##################################

บทความเรื่อง Isektoj นี่น่ารักดีลองอ่านดูนะครับ ถ้ายังงงคำศัพท์อยู่งั้นเรามาประมวลศัพท์ใหม่ๆกันครับ(ถ้าตาลายพักกันก่อนนะครับ อิอิ)

La Vortoj
Insekto (อินเชกโต) แมลง
Papilio (ปาปีลีโอ) ผีเสื้อ
Besto (เบสโต) สัตว์
Floro (โฟลโร) ดอกไม้

sxata (ซฺชา ตา) ยกย่อง
rugxa (รู จฺยา) สีแดง
flava (ฟราวา) สีเหลือง
viola (วิโอลา) สีม่วง
multa (มูลตา) หลาย
Kolora
(โคโลรา) สี

Fluga (ฟูลกา) บิน
Kura (คูรา) วิ่ง

Ili (อีลี) พวกมัน

Tre (เตร) มาก
Kia (คีอา) อย่างไร, ยังไง
Kies (คีเอส) ของใคร
Cxu (ตฺชู) หรือว่า
Ne (เน) ไม่

ครั้งนี้ศัพท์ค่อยข้างเยอะหน่อย ค่อยๆฝึก ค่อยๆจำกันไปนะครับ ผมคิดว่าครั้งหน้าผมควรจะแนะนำให้พกยาดมไว้ด้วย(ดีมั้ยเนี่ย อิอิ)

ครั้งนี้มาเร็วไปเร็ว แล้วเจอกันบทความหน้าครับ

แถมๆ
ค้นไปค้นมาเจอเว็บแปลภาษา Esperanto อีกเว็บ เอามาแนะนำซักหน่อย Tradukilo

Gxis revido

03 เมษายน 2552

Esperanto Mia Biciklo - ภาษาเอสเปรันโต จักรยานของฉัน

Saluton สวัสดีครับ จากบทความก่อนหน้านี้เกี่ยวกับ การนับเลขขั้นพื้นฐาน ก็คงไม่ยากมากนะครับ ในครั้งนี้มาศึกษาศัพท์ภาษา Esperanto กันต่อเลยดีกว่าครับ

ในบทเรียนนี้เป็นบทเรียนคำศัพท์ง่ายๆ ซึ่งคัด(เพียงบางส่วน)มาจาก Esperanto kurso por komencantoj (ภาษาเอสเปรันโตหลักสูตรสำหรับผู้เริ่มต้นทุกคน) ในที่นี้ผมถือว่าทุกคนได้ศึกษาไวยากรณ์ภาษาเอสเปรันโต และพื้นฐานจากเว็บLernu กันมาแล้วนะครับ ถ้ายังเข้าไปศึกษากันก่อนเลยครับ

ถ้าเรียบร้อยแล้ว งั้นเรามาต่อกัน!!!

############################


Mia Biciklo

Mi amas mian Biciklon, gxi estas blua. Mia biciklo estas bela. Blua biciklo. Gxi estas nova. Nova Biciklo ankaux. Nova kaj blua. Mia amas gxin. Mi estas knabo. Knabo havas biciklon. mi havas bluan novan biciklon. Mia nomo estas Karlo. Mia nova blua biciklo estas bela. Bela, nova kaj blua.

############################


ตาลายกันพอสมควรแล้วนะครับ งั้นเรามาศึกษาศัพท์ใหม่ๆ กันเลย
-o Vortoj
Biciklo (บิซีโคล) จักรยาน
Knabo (คนาโบ) เด็กผู้ชาย
Nomo (โนโม) ชื่อ

-a Vortoj
Blua (บลูอา) สีน้ำเงิน
Nova (โนวา) ใหม่
Bela (เบ-ลา) สวย

Agoj - กริยา
Amas (อมาส) รัก
Havas (ฮาวาส) มี
Estas (เอส-ตาส) เป็น

Pronomoj - คำสรรพนาม
Mi (มี) ฉัน
Mia (มีอา) ของฉัน
Vi (วี) คุณ
Via (วีอา) ของคุณ
Gxi (จี) มัน

Aliaj - อื่นๆ
Ankaux (อานค๊าว) เช่นกัน
Kaj (คาย) และ

ลองฝึกอ่านฝึกเขียนฝึกพูด แล้วลองแปลความดูนะครับ คำศัพท์ไม่ยากแล้วไวยากรณ์ก็คล้ายๆภาษาไทย ก็ฝึกวันละนิด(จิตแจ่มใส)จะได้ชำนาญขึ้นครับ เจอกันบทความหน้าครับ

แถมๆ
สุดท้ายไปเจอโปรแกรมสอนภาษา Esperanto มาครับ ใครสนใจก็ดาวน์โหลดกันได้ครับ ฟรีๆ Kurso de Esperanto <=== Click

Gxis revido

27 มีนาคม 2552

Esperanto Basic Numbers - ภาษาเอสเปรันโต พื้นฐานการนับเลข

Saluton อ่านว่า ซาลูโตน เป็นคำทักทายของภาษา Esperanto ถ้าเทียบกับภาษาไทยก็คงเป็นคำว่า สวัสดี น่ะละครับ จากบทความที่แล้วที่ได้แนะนำภาษา Esperanto ไปแล้ว ครั้งนี้มาลงบทเรียนให้ได้ศึกษากันต่อดีกว่าครับ

ถ้าใครได้เข้าไปศึกษาไวยากรณ์ภาษาเอสเปรันโต และพื้นฐานจากเว็บLernuแล้วละก็ มาดูบทความกันต่อเลย แต่ถ้าใครยังไม่ได้อ่านก็อย่าลืมเข้าไปศึกษานะครับหลังจากอ่านบทความจบแล้ว
การนับเลขขั้นพื้นฐานนี้ผมจะพิมพ์คำอ่านเป็นภาษาไทยไว้ด้วย จะพยายามให้ใกล้เคียงที่สุดนะครับ
งั้นเรามาเริ่มกันเลย!

Bazaj nombroj พื้นฐานตัวเลข
0 - nul (นูล)
1 - unu (อูนู)
2 - du (ดู)
3 - tri (ตรี)
4 - kvar (ควอสร์)
5 - kvin (ควิน)
6 - ses (เสส)
7 - sep (เส็ป)
8 - ok (โอ๊ก)
9 - naŭ (เนา)
10 - dek (เด๊ก)
100 - cent (เซ็นต์)
1,000 - mil (มิล)

แล้วถ้าเราจะเอาตัวเลขมารวมกันเขียนเป็นยังไง เรามาดูกันต่อ
11 - dek unu
14 - dek kvar
20 - dudek
23 - dudek tri
365 - tricent sesdek kvin
1999 - mil naŭcent naŭdek naŭ
2009 - du mil naŭ

รูปแบบการเขียนคำอ่านเป็นแบบเดียวกับภาษาไทยเราเลยทีเดียวครับ เช่น สามร้อย หกสิบ ห้า ก็เป็น tricent sesdek kvin แบบเดียวกันศึกษาได้ไม่ยากครับ
แต่ยังมีหลักการเขียนอยู่ จะสังเกตุว่า หลักสิบ กับหลักร้อย จะเขียนติดกันกับตัวเลขบอกค่า(ยกเว้นหนึ่ง) เช่น
สามสิบ=tridek
สี่ร้อย=kvarcent

แต่ถ้าเป็นหลักพันจะเว้นวรรคครับ เช่น
สามพัน=tri mil

ถ้าต้องการนับเป็นลำดับที่ ก็ให้เติมตัว a เข้าไปท้ายตัวเลข
อันดับที่หนึ่ง
first - unua (อูนูอา)
อันดับที่สอง second -
dua (ดูอา)
อันดับที่สิบ tenth - deka (เดกา, เด๊กอา)
อันดับที่แปดสิบเก้า eighty ninth - okdek naŭa (โอ๊กเด๊ก เนาอา)

เท่าที่ดูมีหน่วยเพียงหลักพันเท่านั้นเองแล้วเราเราต้องการพูดถึง หลักหมื่น หลักแสน ฯลฯ จะทำยังไงดี
ก็ใช้หลักการแบบเดียวกับไทยโบราณที่สมัยก่อนมีเพียงหลักหมื่น พอพูดถึงแสนก็จะพูดเป็น สิบหมื่น นั่นละครับ แต่ในภาษา Esperanto มีอยู่ที่หลักพัน พอพูดถึงหมื่น ก็ต้องเป็น สิบพัน หรือ dek mil
10,000 - dek mil
20,000 - dudek mil
400,000 - kvarcent mil
440,000 - kvarcent kvardek mil
999,999 - naŭcent naŭdek naŭ mil naŭcent naŭdek naŭ

แล้วมากกว่านั้นล่ะ(ยังมีได้อีก)
1,000,000 - miliono
1,000,000,000 - miliardo
1,000,000,000,000 - biliono
1,000,000,000,000,000,000 - triliono

อันหลังนี่ก็เกินไป เรามาศึกษาเพียง 1-1,000 กันก่อนละกันนะครับเป็นพื้นฐาน ส่วนหลัก ล้าน, ร้อยล้าน ฯลฯ เอาไว้เบื่อๆ ก็ค่อยมาศึกษาเพิ่มเติมกันอีกที

แถมๆ

ในภาษา Esperanto มีตัวอักษรที่เป็น Ĉ Ĝ Ĥ Ĵ Ŝ Ŭ ถ้าเราพิมพ์ให้มี ^ ข้างบนไม่ได้ก็สามารถพิมพ์แบบเติม X ตามหลังไปได้นะครับ เช่น Ĉ=CX, Ĝ=GX, Ŭ=UX เป็นต้น
ตัวอย่าง
เลขเก้า naŭ - naux

รถยนต์ aŭto - auxto
ช๊อคโกแลต ĉokolado - cxokolado

Gxis revido

18 มีนาคม 2552

Esperanto - เอสเปรันโต ภาษาสากลของโลก

ภาษาเอสเปรันโต (Esperanto) เป็นภาษาประดิษฐ์ที่ใช้กันมากที่สุดในโลก คิดค้นโดย แอล.แอล. ซาเมนฮอฟ (L. L. Zamenhof) นามปากกาของจักษุแพทย์ชาวรัสเซีย (ในช่วงที่รัสเซียปกครองโปแลนด์ โดยมีพ่อแม่เป็นชาวยิว) โดยต้องการให้ภาษาเอสเปรันโตเป็นภาษาที่เรียนง่าย และเป็นภาษาที่สองสำหรับนานาประเทศ ชื่อเอสเปรันโตมาจากชื่อแฝงเรียก ดร. เอสเปรันโต ในช่วงที่เขียนหนังสือเรื่องภาษานานาชาติ

ถึงแม้ว่า ภาษาเอสเปรันโตยังไม่มีประเทศใดนำไปเป็นภาษาราชการ ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2549) มีผู้ใช้งานประมาณ 1 แสนถึง 2 ล้านคน ซึ่งมีให้เห็นในคู่มือท่องเที่ยว คู่มือการเรียนการสอน ทางโทรทัศน์ วรรณกรรม การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และในบางโรงเรียนมีการเรียนวิชาเลือกเป็นภาษาเอสเปรันโต

วันที่ 15 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันฉลองของภาษาเอสเปรันโต ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของซาเมนโฮฟ ซึ่งในวันนี้ผู้ใช้ภาษาเอสเปรันโตจะรวมตัวกันในฤดูหนาว และเลี้ยงฉลองกัน โดยบางคนจะซื้อหนังสือภาษาเอสเปรันโตเล่มใหม่ในวันนี้

ภาษาเอสเปรันโตเป็นภาษาเดียวที่มีธงประจำภาษา โดยทั่วไปแล้วภาษาอื่นๆ จะไม่ใช้ธงชาติมาเป็นธงประจำภาษา เนื่องจากชาติหรือประเทศหนึ่งอาจมีได้หลายภาษา และภาษาหนึ่งอาจพูดในหลายชาติหรือประเทศ ธงประจำภาษาเอสเปรันโต พื้นธงเป็นสีเขียว มีรูปดาวสีเขียวบนพื้นที่สีเหลี่ยมสีขาวอยู่มุมบนซ้าย นอกจากธงแล้วยังมีเพลงประจำภาษาเอสเปรันโตอีกด้วย ชื่อเพลงว่า La Espero แปลว่า ความหวัง ซึ่งมีชื่อเหมือนกับเพลงชาติของอิสราเอล

ประวัติภาษา Esperanto
เอสเปรันโตคิดค้นขึ้นช่วงปลาย คริสต์ทศวรรษ 1870 และต้น คริสต์ทศวรรษ 1880 โดย แอล.แอล. ซาเมนฮอฟ ในช่วงเวลาพัฒนา 10 ปีนั้น ซาเมนฮอฟได้ใช้เวลาในการแปลวรรณกรรมต่างๆ มาเป็นภาษาเอสเปรันโต รวมทั้งการเขียนและพัฒนาหลักไวยกรณ์ต่างๆของภาษา โดยหนังสือไวยกรณ์เล่มแรกในภาษาเอสเปรันโต ชื่อ อูนูอาลิโบร (Unua Libro ความหมายในภาษาเอสเปรันโตว่า หนังสือเล่มแรก) ตีพิมพ์ที่ วอร์ซอว์ ในเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2430 ซึ่งหลังจากนั้นจำนวนผู้ใช้ภาษาเติบโตขึ้นอย่างรวเร็วภายใน 20 ปีต่อมา โดยเริ่มต้นจากจักวรรดิรัสเซีย และ ยุโรปตะวันออก และได้เข้าสู่ ยุโรปตะวันตก อเมริกา ประเทศจีน และ ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาในปี พ.ศ. 2448 การประชุมเอสเปรันโตโลก ได้จัดตั้งขึ้น โดยจัดครั้งแรกที่เมือง บูลอน ซู แมร์ (Boulogne-sur-Mer) ในประเทศฝรั่งเศส และหลังจากนั้นมีการจัดประชุมกันทุกปี (ยกเว้นช่วงสงครามโลก) โดยเปลี่ยนสถานที่จัดไปทั่วโลก

ในปัจจุบันภาษาเอสเปรันโตไม่ได้เป็นภาษาราชการของประเทศใด แต่ได้มีการเรียนการสอนในหลายประเทศ อย่างไรก็ตามในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 บริเวณฉนวนโมเรสเนต (Neutral Moresnet, 2359-2462) ได้ถือว่าเป็นรัฐแรกที่ใช้ภาษาเอสเปรันโตเป็นภาษาราชการ ในปี พ.ศ. 2511 สาธารณรัฐโรสไอส์แลนด์ ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิตาลี ประมาณ 11 กม. ได้ประกาศตั้งตัวเป็นประเทศเอกราช และได้ใช้ภาษาเอสเปรันโตเป็นภาษาราชการเช่นกัน อย่างไรก็ตาม โรสไอแลนด์ ไม่ถือว่าเป็นประเทศจากชาติอื่น ในปี พ.ศ. 2454 ระหว่างช่วงการปฏิวัติซินไฮ้ ในประเทศจีน ได้มีนโยบายในการเปลี่ยนภาษาราชการจากภาษาจีน เป็นภาษาเอสเปรันโต ด้วยเหตุผลที่ว่าให้ประเทศเป็นสากล แต่ได้ถูกยกเลิกไป ในปี พ.ศ. 2467 ในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการใช้ภาษาเอสเปรันโตสำหรับวิทยุสื่อสาร โดยคาดหวังว่าจะใช้เป็นภาษาหลักในการสื่อสาร แต่สุดท้ายไม่ได้รับการนิยมและได้ยกเลิกไป

การศึกษาภาษา Esperanto
ในปัจจุบันมีอยู่บางโรงเรียนที่มีการสอนภาษาเอสเปรันโต มีมากใน จีน ฮังการี และ บัลแกเรีย นอกจากนี้คนส่วนมากเรียนรู้ภาษา โดยการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และมีการสอนโดยอาสาสมัครต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต เช่นเว็บไซต์ lernu!
ข้อมูลจาก wiki

แนวคิดของภาษาโลกได้มีการคิดและประดิษฐ์มามากมายหลายภาษา แต่ภาษาประดิษฐ์ที่มีคนใช้อยู่จริงในปัจจุบันก็เป็นภาษาเอสเปรันโตนี่แหละครับ หลายๆท่านอาจรู้สึกว่า "จะคิดภาษาโลกขึ้นมาทำไมให้วุ่นวาย เอาภาษาอังกฤษ หรือภาษาอะไรก็ได้มาเป็นภาษาสากลดีกว่า จะคิดใหม่ทำไม" ก็เป็นความคิดที่ถูกต้องนะครับ แต่จะต้องมีประเทศอื่นๆไม่ยอมรับแน่นอน เพื่อความยุติธรรมศึกษาภาษาที่คิดขึ้นใหม่เลยดีกว่า และทำให้ความได้เปรียบทางภาษาของชาติมหาอำนาจหมดไป
ด้วยความง่ายของภาษาเอสเปรันโต ผมคาดว่าในอนาคตชาวโลกจะหันมาใช้ภาษาเอสเปรันโตกันมากขึ้น และเป็นภาษาที่สองของนานาประเทศตามความตั้งใจของ แอล.แอล. ซาเมนฮอฟ
มาดูตัวอย่างภาษาเอสเปรันโตกันครับ
Mi amas vin = ฉัน(กำลัง)รักคุณ
Mi amis vin = ฉัน(เคย)รักคุณ
Mi amos vin = ฉัน(จะ)รักคุณ

Vi amu min = คุณรักฉันซะ(เป็นคำสั่ง)
เอาไปใช้จีบสาวได้นะครับ เท่ห์ไปอีกแบบ
เอ้า....อย่ามัวช้าอยู่ รีบไปบอกรักเร็วเข้า!
ปล. ในภาพยนตร์แนวไซไฟ หรือแนวอนาคต ที่มีบางส่วนเป็นภาษา Esperanto เช่น เรื่อง Gattaca ของ Andrew Niccol และ Blade: Trinity ฯลฯ

สนใจศึกษาภาษา Esperanto
ศึกษาไวยากรณ์ภาษาเอสเปรันโต (ไทย)
เอสเปรันโต ประเทศไทย (ไทย)
Lernu.net เว็บสอนภาษาเอสเปรันโต (อังกฤษ)
บริการฟรีแปลคำศัพท์ ประโยค และเว็บไซต์เป็นภาษาเอสเปรันโต (อังกฤษ)
*แนะนำ* ตำรา Universala Esperanto Metodo De Dotoro Benson เป็นตำราเรียนภาษาเอสเปรันโตที่ดีที่สุดสำหรับผมเลยครับ มีแค่ภาพและศัพท์ แล้วค่อยๆรวมเข้าเป็นประโยค ก็สามารถเข้าใจได้ โดยไม่ต้องมีคำแปลจากภาษาอื่นแม้แต่คำเดียว! เป็นการเรียนภาษาที่ซึมซับอย่างเป็นธรรมชาติมากๆ หนังสือเรียนภาษาทั่วโลกควรเอาอย่างหนังสือเล่มนี้ครับ

Lernu Esperanton!

แถม