Sponsor

18 มีนาคม 2552

Esperanto - เอสเปรันโต ภาษาสากลของโลก

ภาษาเอสเปรันโต (Esperanto) เป็นภาษาประดิษฐ์ที่ใช้กันมากที่สุดในโลก คิดค้นโดย แอล.แอล. ซาเมนฮอฟ(L. L. Zamenhof) นามปากกาของจักษุแพทย์ชาวรัสเซีย (ในช่วงที่รัสเซียปกครองโปแลนด์ โดยมีพ่อแม่เป็นชาวยิว) โดยต้องการให้ภาษาเอสเปรันโตเป็นภาษาที่เรียนง่าย และเป็นภาษาที่สองสำหรับนานาประเทศ ชื่อเอสเปรันโตมาจากชื่อแฝงเรียก ดร. เอสเปรันโต ในช่วงที่เขียนหนังสือเรื่องภาษานานาชาติ

ถึงแม้ว่า ภาษาเอสเปรันโตยังไม่มีประเทศใดนำไปเป็นภาษาราชการ ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2549) มีผู้ใช้งานประมาณ 1 แสนถึง 2 ล้านคน ซึ่งมีให้เห็นในคู่มือท่องเที่ยว คู่มือการเรียนการสอน ทางโทรทัศน์ วรรณกรรม การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และในบางโรงเรียนมีการเรียนวิชาเลือกเป็นภาษาเอสเปรันโต

วันที่ 15 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันฉลองของภาษาเอสเปรันโต ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของซาเมนโฮฟ ซึ่งในวันนี้ผู้ใช้ภาษาเอสเปรันโตจะรวมตัวกันในฤดูหนาว และเลี้ยงฉลองกัน โดยบางคนจะซื้อหนังสือภาษาเอสเปรันโตเล่มใหม่ในวันนี้

ภาษาเอสเปรันโตเป็นภาษาเดียวที่มีธงประจำภาษา โดยทั่วไปแล้วภาษาอื่นๆ จะไม่ใช้ธงชาติมา เป็นธงประจำภาษา เนื่องจากชาติหรือประเทศหนึ่งอาจมีได้หลายภาษา และภาษาหนึ่งอาจพูดในหลายชาติหรือประเทศ ธงประจำภาษาเอสเปรันโต พื้นธงเป็นสีเขียว มีรูปดาวสีเขียวบนพื้นที่สีเหลี่ยมสีขาวอยู่มุมบนซ้าย นอกจากธงแล้วยังมีเพลงประจำภาษาเอสเปรันโตอีกด้วย ชื่อเพลงว่า La Espero แปลว่า ความหวัง ซึ่งมีชื่อเหมือนกับเพลงชาติของอิสราเอล

ประวัติภาษา Esperanto
เอสเปรันโตคิดค้นขึ้นช่วงปลาย คริสต์ทศวรรษ 1870 และต้น คริสต์ทศวรรษ 1880 โดย แอล.แอล. ซาเมนฮอฟ ในช่วงเวลาพัฒนา 10 ปีนั้น ซาเมนฮอฟได้ใช้เวลาในการแปลวรรณกรรมต่างๆ มาเป็นภาษาเอสเปรันโต รวมทั้งการเขียนและพัฒนาหลักไวยกรณ์ต่างๆของภาษา โดยหนังสือไวยกรณ์เล่มแรกในภาษาเอสเปรันโต ชื่อ อูนูอาลิโบร (Unua Libro ความหมายในภาษาเอสเปรันโตว่า หนังสือเล่มแรก) ตีพิมพ์ที่ วอร์ซอว์ ในเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2430 ซึ่งหลังจากนั้นจำนวนผู้ใช้ภาษาเติบโตขึ้นอย่างรวเร็วภายใน 20 ปีต่อมา โดยเริ่มต้นจากจักวรรดิรัสเซีย และ ยุโรปตะวันออก และได้เข้าสู่ ยุโรปตะวันตก อเมริกา ประเทศจีน และ ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาในปี พ.ศ. 2448 การประชุมเอสเปรันโตโลก ได้จัดตั้งขึ้น โดยจัดครั้งแรกที่เมือง บูลอน ซู แมร์ (Boulogne-sur-Mer) ในประเทศฝรั่งเศส และหลังจากนั้นมีการจัดประชุมกันทุกปี (ยกเว้นช่วงสงครามโลก) โดยเปลี่ยนสถานที่จัดไปทั่วโลก

ในปัจจุบันภาษาเอสเปรันโตไม่ได้เป็นภาษาราชการของประเทศใด แต่ได้มีการเรียนการสอนในหลายประเทศ อย่างไรก็ตามในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 บริเวณฉนวนโมเรสเนต (Neutral Moresnet, 2359-2462) ได้ถือว่าเป็นรัฐแรกที่ใช้ภาษาเอสเปรันโตเป็นภาษาราชการ ในปี พ.ศ. 2511 สาธารณรัฐโรสไอส์แลนด์ ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิตาลี ประมาณ 11 กม. ได้ประกาศตั้งตัวเป็นประเทศเอกราช และได้ใช้ภาษาเอสเปรันโตเป็นภาษาราชการเช่นกัน อย่างไรก็ตาม โรสไอแลนด์ ไม่ถือว่าเป็นประเทศจากชาติอื่น ในปี พ.ศ. 2454 ระหว่างช่วงการปฏิวัติซินไฮ้ ในประเทศจีน ได้มีนโยบายในการเปลี่ยนภาษาราชการจากภาษาจีน เป็นภาษาเอสเปรันโต ด้วยเหตุผลที่ว่าให้ประเทศเป็นสากล แต่ได้ถูกยกเลิกไป ในปี พ.ศ. 2467 ในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการใช้ภาษาเอสเปรันโตสำหรับวิทยุสื่อสาร โดยคาดหวังว่าจะใช้เป็นภาษาหลักในการสื่อสาร แต่สุดท้ายไม่ได้รับการนิยมและได้ยกเลิกไป

การศึกษาภาษา Esperanto
ในปัจจุบันมีอยู่บางโรงเรียนที่มีการสอนภาษาเอสเปรันโต มีมากใน จีน ฮังการี และ บัลแกเรีย นอกจากนี้คนส่วนมากเรียนรู้ภาษา โดยการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และมีการสอนโดยอาสาสมัครต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต เช่นเว็บไซต์ lernu!
ข้อมูลจาก wiki

แนวคิดของภาษาโลกได้มีการคิดและประดิษฐ์มามากมายหลายภาษา แต่ภาษาประดิษฐ์ที่มีคนใช้อยู่จริงในปัจจุบันก็เป็นภาษาเอสเปรันโตนี่แหละครับ หลายๆท่านอาจรู้สึกว่า "จะคิดภาษาโลกขึ้นมาทำไมให้วุ่นวาย เอาภาษาอังกฤษ หรือภาษาอะไรก็ได้มาเป็นภาษาสากลดีกว่า จะคิดใหม่ทำไม" ก็เป็นความคิดที่ถูกต้องนะครับ แต่จะต้องมีประเทศอื่นๆไม่ยอมรับแน่นอน เพื่อความยุติธรรมศึกษาภาษาที่คิดขึ้นใหม่เลยดีกว่า และทำให้ความได้เปรียบทางภาษาของชาติมหาอำนาจหมดไป
ด้วยความง่ายของภาษาเอสเปรันโต ผมคาดว่าในอนาคตชาวโลกจะหันมาใช้ภาษาเอสเปรันโตกันมากขึ้น และเป็นภาษาที่สองของนานาประเทศตามความตั้งใจของ แอล.แอล. ซาเมนฮอฟ

มาดูตัวอย่างภาษาเอสเปรันโตกันครับ
Mi amas vin = ฉัน(กำลัง)รักคุณ
Mi amis vin = ฉัน(เคย)รักคุณ
Mi amos vin = ฉัน(จะ)รักคุณ

Vi amu min = คุณรักฉันซะ(เป็นคำสั่ง)

เอาไปใช้จีบสาวได้นะครับ เท่ห์ไปอีกแบบ
เอ้า....อย่ามัวช้าอยู่ รีบไปบอกรักเร็ว
เข้า!

ปล. ในภาพยนตร์แนวไซไฟ หรือแนวอนาคต ที่มีบางส่วนเป็นภาษา Esperanto เช่น เรื่อง Gattaca ของ Andrew Niccol และ Blade: Trinity ฯลฯ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น