Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทาน แสดงบทความทั้งหมด

05 กันยายน 2569

พัดเป็นมากกว่าเครื่องคลายร้อน - ทำไมปราชญ์โบราณและขงเบ้งถึงพกพัดติดมือเสมอ?


孔明扇
飛离靈氣
徐送清風
手握乾坤
謀籌千里

บทกวีพัดขงเบ้ง
โบกพัดพลิ้ว ปลดปล่อย เชาวน์ปัญญา
พัดเนิบช้า นำพา สายลมเย็น
ในหัตถา กุมฟ้าดิน ปราบยุคเข็ญ
กลลึกเร้น มองเห็นไป ไกลพันลี้

[กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา - แปล]

พอดีว่าพึ่งได้พัดขงเบ้งมา ที่ซองมีบทกวีอยู่บทนึงจึงเอามาแปลไว้เป็นหมุดหมายครับ

ต้นฉบับบทกวีนี้ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่ง ผู้ใดทราบสามารถคอมเม้นต์บอกเล่ากันได้นะครับ แต่เราเดาว่าน่าจะเป็นบทกวีที่แต่งขึ้นในยุคใหม่เพื่อยกย่องขงเบ้งและขายพัดขนนก (羽扇) นี่แหละครับ

เป็นพัดที่เรียบง่ายดีครับ ที่ได้มาน่าจะทำจากขนห่าน ตรงปากว้านั้นเป็นปากว้าก่อนฟ้า (先天八卦) แต่ดันเรียงย้อนทิศ ๕๕๕บวก แต่ก็โอเคอยู่ครับ

🪭 ใครสนใจพัดขงเบ้งชี้เป้าครับ https://s.shopee.co.th/40gHeuoKdE

ไหนๆก็พูดถึงพัดขงเบ้งแล้ว ก็คงต้องเล่าถึงความเป็นมาของพัดขนนกของขงเบ้งไว้สักเล็กน้อย

นิทานเรื่องพัดขนนกของขงเบ้ง

ขงเบ้งมหาเสนาธิการแห่งยุคสามก๊ก ผู้ถูกจดจำพร้อมภาพลักษณ์ของชายผู้ถือพัดขนนกโบกสะบัดด้วยท่วงท่าสุขุม แต่แท้จริงแล้ว พัดขนนกเล่มนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือคลายร้อน หากแต่เป็นบทเรียนชีวิตอันลึกซึ้ง

ในวัยเด็ก ขงเบ้งเป็นเด็กพูดไม่ได้ จนอายุแปดเก้าขวบ นักพรตเต๋าท่านหนึ่งเห็นแววปัญญา จึงช่วยรักษาโรคพูดไม่ได้และรับเป็นศิษย์ ขงเบ้งเดินทางขึ้นเขาเพื่อศึกษาวิชาดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ปากว้า และพิชัยสงครามอย่างตั้งใจทุกวันไม่เคยขาด

วันหนึ่ง ขณะหลบฝนในวัดร้าง ขงเบ้งได้พบกับหญิงสาวปริศนา หลังจากนั้นเขาก็แวะไปเล่นหมากกระดานและพูดคุยกับนางเป็นประจำ จนจิตใจเริ่มว้าวุ่นและหลงลืมการเรียน อาจารย์เต๋ามองออกจึงชี้ให้ดูต้นไม้ใหญ่ที่ถูกเถาวัลย์พันธนาการไว้จนไม่อาจเจริญเติบโต ขงเบ้งผู้มีปัญญาก็เข้าใจได้ทันทีว่า "กิเลสตัณหา ก็เหมือนเถาวัลย์ที่เหนี่ยวรั้งชีวิต"

อาจารย์จึงเฉลยว่า หญิงสาวผู้นั้นแท้จริงแล้วคือ "นกกระเรียนสวรรค์" ที่ถูกลงโทษให้ลงมายังโลกมนุษย์โทษฐานขโมยลูกท้อสวรรค์ แต่นางกลับไม่สำนึก ไม่ยอมบำเพ็ญและมาล่อลวงขงเบ้ง อาจารย์จึงมอบไม้เท้าหัวมังกรให้ขงเบ้งไปจัดการ โดยให้เผาชุดขนนกของนางขณะลงเล่นน้ำในแม่น้ำตอนเที่ยงคืน

กลางดึกคืนนั้น ขงเบ้งเผาชุดขนนกตามคำสั่ง นกกระเรียนโกรธจัดและบินเข้าโฉบโจมตี ขงเบ้งจึงใช้ไม้เท้าหัวมังกรฟาดจนล่วง แล้วเอื้อมมือไปจับแต่นกกระเรียนดิ้นรนบินหนีไปได้ ขงเบ้งจึงได้เพียงขนหางนกกระเรียนติดมือมา

ขงเบ้งนำขนนกเหล่านั้นมาทำเป็นพัดขนนกพกแล้วติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจถึงบทเรียนราคาแพง ไม่ให้กิเลสตัณหามาทำลายความเพียรของตนอีก

พัด - เครื่องมือสะท้อนจิตวิญญาณของปราชญ์จีนโบราณ
นอกจากนิทานเรื่องนี้ ในประวัติศาสตร์จริง พัดไม่ใช่เป็นแค่ของขงเบ้งเท่านั้น แต่พัดเป็นเครื่องประดับของปัญญาชนจีนโบราณ และไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อพัดคลายร้อนอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องประกอบบุคลิกภาพด้วย

สมัยก่อนนู่นก็มีแต่พัดแบบคงรูป เช่น พัดขนนกนี้ หรือไม่ก็เป็นพัดใบปาล์มจีน (葵扇) ซึ่งยุคโบราณเป็นยุคของพัดแบบคงรูป กว่าจะมีพัดแบบพับได้ก็พ้นยุคขงเบ้งไปอีกเกือบพันปี หลังจากนั้นพัดพับพกพาแบบที่เราเคยเห็นกันก็ค่อยๆเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน (แต่ปัจจุบันนี้นิยมใช้พัดลมไฟฟ้ามือถือกันมากกว่านะ อิอิ)

ว่ากันว่าการกางพัดพับ ถ้าสบัดกางพัดเสียงดัง "พรึบ!" เป็นการกางพัดแบบสายบู๊ (จอมยุทธ์) ถ้ากางอย่างนุ่มนวลและไม่คลี่จนตึงเกินไป เป็นการกางพัดแบบสายบุ๋น (บัณฑิต)

ในสมัยก่อนปัญญาชนจีนใช้พัดเป็นอุปกรณ์ประกอบการเสวนาธรรม (清談) ปราชญ์เต๋าและบัณฑิตโบราณนิยมถือพัดหรือแส้ขนสัตว์ขณะถกปรัชญา โดยใช้พัดโบกขยับประกอบจังหวะการพูด และในยามเจรจานโยบายหรือวางกลอุบาย หลายครั้งเมื่อไม่ต้องการให้อีกฝ่ายอ่านสีหน้า ก็จะยกพัดบังใบหน้าไว้ และใช้ซื้อเวลายามครุ่นคิด

พัดจึงเป็นทั้งเครื่องเตือนสติ สัญลักษณ์แห่งปัญญา และท่วงท่าอันแยบคายของปัญญาชนจีนโบราณอย่างแท้จริงครับ

รูปปั้นขงเบ้ง ณ วัดอู่โหวสือ (武侯祠)
เมืองเฉิงตู (成都) มณฑลเสฉวน (四川 - ซื่อชวน)

25 กรกฎาคม 2565

ประเด็นเรื่องชื่อของ SonGoku ใน Dragon Ball

t.ly/tfX0z
จากดราม่าเรื่องชื่อของ SonGoku หรือ 孫悟空 ใน Dragon Ball เอาจริงๆคือถ้าตามหลัก ย้ำอีกที ตามหลักการ ในไทยควรจะเรียก 孫悟空 ว่า ซุนหงอคง เหตุผลก็เพราะว่าเป็นการเรียกชื่อนี้ในสำเนียงไทยนั่นเอง ซึ่งที่เรียกว่า ซงโกคู นั่นก็นับเป็นชื่อนี้ในสำเนียงญี่ปุ่น และในเอเชียแต่ละประเทศก็เรียกชื่อนี้ด้วยสำเนียงของตัวเอง

จีนกลางเรียกว่า ซุนอู้คง
เกาหลีเรียกว่า ซนโอกง
เวียดนามเรียกว่า โตนโหงะคง

เพราะตามหลัก(ย้ำอีกที ตามหลักการ)แล้ว ต้องเรียกชื่อนี้ตามชื่ออ้างอิงจากตัวอักษรจีนครับ คือ 孫悟空

เพื่อให้เห็นภาพสมมุติว่า มีตัวละครชื่อไทยว่า สมชาย อยู่ในการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งออกเสียงว่า โซมุไช ทีนี้ เราจะเรียกว่าโซมุไชหรือสมชาย? ถ้าตามหลัก คือ ในไทยควรเรียกว่า สมชาย เพราะอ้างอิงจากคำว่า "สมชาย" แต่จะเรียกว่าโซมุไชก็ไม่ผิดอะไรครับเพราะแค่เป็นสำเนียงญี่ปุ่นที่สื่อถึงตัวละครเดียวกัน
ส่วน โกฮัง ในมังงะเก่าๆก็มีเรียกว่า หงอฮัง แต่ส่วนตัวมองว่าควรเรียกว่า โกฮัง ตามญี่ปุ่นจะเหมาะกว่า เพราะเป็นตัวละครใหม่ที่ไม่อ้างอิงวรรณกรรมเดิม แม้ชื่อจะเขียนด้วยอักษรจีนก็ตาม แต่เป็นชื่อภาษาญี่ปุ่นซึ่งแปลว่า ข้าว(อาหาร) (แต่จะเรียกหงอฮังก็ไม่ผิดอะไร) ส่วนแซ่ก็อาจจะเรียกด้วยแซ่ ซุน ต่อไปก็ไม่เป็นไรหากต้องการความสอดคล้อง

ทีนี้ที่ดราม่ากันส่วนนึงเพราะ ชื่อนี้ถูกเรียกด้วยคำว่า "โงกุน" ซึ่งแตกต่างไปเลย แต่ชื่อนี้ก็มีที่มา อาจเป็นเพราะการถอดคำจาก Goku ในสมัยก่อน โดยอาจเทียบกับคำว่า "หงอคง" จาก หงอ จึงเป็น "โง" ส่วน คง ก็ควรเป็น "คู" แต่ดันเป็น "กุน" ก็เห็นว่าเอกสารอ้างอิงสมัยก่อนเขียนว่า Gokul หรือ Gokuh จึงอาจถอดคำเป็น "กุล" จากตัวอ้างอิงนั้น แล้วเป็น "โงกุน" ไปในที่สุด เพราะชื่อเต็มเองก็ยังเรียกว่า ซุนโงกุน ยังใช้แซ่ "ซุน" แบบจีน จึงเป็นไปได้ว่าถอดคำโดยใช้สำเนียงไทย(ตามตัวอักษรจีน)เข้ามาเทียบผสมกับสำเนียงญี่ปุ่นไปด้วย(ในมังงะก็อาจเหมือนกันเพราะเรียกว่า ซุนโงคู) และเห็นว่านักพากษ์บอกว่าออกเสียง "โงกุน" ได้สะดวกดีด้วย
ในประเทศตะวันตกซึ่งไม่ได้มีวัฒนธรรมร่วมอะไรกับชื่อภาษาจีน เขาก็อาจเรียกตามเสียงที่ได้ยินครั้งแรก ซึ่งก็คือ ซงโกคู แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีตัวละครที่ถูกเปลี่ยนชื่อไปตามวัฒธรรม อย่างเช่น คุริริน ทางตะวันตกก็เปลี่ยนเป็น Krillin เพราะเรียกง่ายกว่า เป็นต้น

สรุปคือ จะเรียกแบบไหนก็ไม่ผิดอะไรครับ เพราะเป็นการใช้หลักในการเรียกต่างกัน และหลักการสามารถบัญญัติใหม่ได้เสมอ ซึ่งเป็นการเรียกกันตามยุคสมัย ต่างยุคก็อาจเรียกต่างกัน เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนเดี๋ยวก็มีการเปลี่ยนแปลงกันไปตามเหตุปัจจัยครับ
ส่วนจะเรียกแบบไหนก็แล้วแต่ เพราะ ไม่มีผิด ไม่มีถูก แค่อย่าไปล้อเลียนคนที่เรียกต่างจากเราก็พอครับ

อ้างอิง
https://www.online-station.net/anime/313188/

26 ธันวาคม 2563

ปริศนาธรรมจากเรื่องไซอิ๋ว


ไซอิ๋วกี่ หรือ ซีโหยวจี้(西游记 ; 西遊記) ภาษาอังกฤษเรียก Journey to the West แปลตรงตัวว่า “บันทึกการเดินทางสู่ตะวันตก” หรือที่บ้านเราเรียกสั้นๆว่า “ไซอิ๋ว” เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นโดยเอาบันทึกประวัติการเดินทางจริงของพระถังซัมจั๋ง(เสวียนจั้ง, 玄奘) ในไซอิ๋วไม่ใช่ประวัติการเดินทางตามตัวอักษรบันทึก แต่เป็นการแต่งเรื่องราวขึ้นใหม่โดยใช้บันทึกเป็นการอ้างอิง(บันทึกจริงแปลไทยอ่านได้จากหนังสือ “พระถังซัมจั๋ง จดหมายเหตุการเดินทางสู่ดินแดนตะวันตกของมหาราชวงศ์ถัง”)

เป็นวรรณกรรมที่ดูสนุกอ่านสนุกรู้จักกันทุกเพศทุกวัย แต่มีน้อยคนที่จะรู้ถึงปริศนาธรรมที่ซ่อนอยู่ในเรื่องตลอดทั้งเรื่อง ทุกสิ่งที่ถูกพูดถึงมีความหมายทั้งสิ้น ผมจะเล่าให้ฟังสักเล็กน้อยพอเป็นสังเขป ...เริ่มกันเลย
พระถังซัมจั๋ง แทนด้วย ขันติ
ม้าขาว แทนด้วย วิริยะ
เห้งเจีย แทนด้วย ปัญญา แต่เป็นปัญญาที่ยังเถื่อนอยู่ ยังต้องได้รับการขัดเกลา
โป๊ยก่าย แทนด้วย ศีล เป็นศีลที่ยังเถื่อนอยู่เช่นกัน
ซัวเจ๋ง แทนด้วย สมาธิ เป็นสมาธิที่ยังซึ่มกระทื่อโง่งมอยู่
เริ่มตอนที่พระถังซัมจั๋งพาเห้งเจียออกมาจากภูเขาห้ายอดก็แล้วกันครับ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เดินทางไปเจอกับโจร 6 คน จะเข้าทำการปล้นพระถัง เห้งเจียขวางไว้แล้วพูดคุยถามชื่อแซ่ได้ความว่าโจรทั้ง 6 ชื่อ(แปลไทยแล้ว) คือ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย(ผิวสัมผัส), ใจ เห้งเจียได้ยินดังนั้นก็พูดขึ้นว่า “พวกเจ้าเป็นหลานเหลนของข้านี่เอง เจ้าปล้นอะไรมาได้เอามาแบ่งกับข้าแล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า” แต่โจรไม่ยอมให้จึงสู้กัน เห้งเจียเลยตีตายหมดเลย พระถังก็ไม่พอใจว่าเห้งเจียโหดร้ายเหลือเกิน ทั้งคู่เลยทะเลาะกันดังลั่นป่า เห้งเจียเลยเหาะหนีไปดื่มชากับพระยาเล่งอ๋องใต้บาดาล
สรุปตรงนี้ก่อน โจรทั้ง 6 นั่นเป็นการเปรียบถึง อายตนะ6 ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(ขอเรียกสั้นๆว่า “อายตนะ” ก็แล้วกัน) อายตนะเป็นที่ใช้รับรู้สิ่งรอบๆตัว ถ้าไม่มีอะไรเข้าไปจัดการแล้ว อายตนะก็เปรียบเสมือนโจรที่คอยปล้นสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รูป รส กลิ่น เสียง กายสัมผัส จนหลงติด(อารมณ์6) มามอมเมาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะเป็นการฆ่าชีวิตทางธรรม(ฆ่าพระถัง)ได้เลย เพราะมันคือ อวิชา(ความไม่รู้) อายตนะนั้นเป็นลูกหลานของปัญญา(เห้งเจีย) ที่เห้งเจียบอกว่า “ปล้นอะไรได้ ให้มาแบ่งกัน” ก็หมายถึง อายตนะที่ได้รับสิ่งต่างๆ ถ้าเอามาผ่านปัญญากลั่นกรองก่อนจึงจะนำมาเป็นความรู้ได้ จึงจะเกิดประโยชน์ได้ แต่เนื่องจากอายตนะยังเถื่อนอยู่นั่นเอง เห้งเจียจึงต้องตีตายเพื่อปกป้องพระถังเอาไว้ก่อน
การที่พระถัง(ขันติ) กับเห้งเจีย(ปัญญา) ต้องทะเลาะกันก็เพราะว่า ขันติ มักไม่ค่อยใช้ปัญญา เอะอะก็จะอดทนอดกลั้นอย่างเดียว ทน ทน ทน ทนอย่างเดียวไม่คิดแก้ปัญหาด้วยปัญญาเลย ทำให้ขันติที่ยังไม่ได้รับการขัดเกลาจึงไม่ลงรอยกับปัญญาที่ยังเถื่อนอยู่นั่นเอง เมื่อขันตินำหน้า ปัญญาจึงหลบไปจิบชาใต้บาลซะเลยไงล่ะ
แต่หลังจากนั้นเจ้าแม่กวนอิม(เมตตา)ก็ได้มาเตือนพระถังว่า “ถ้าไม่มีเห้งเจีย(ปัญญา)จะไปไม่ถึงไซที(นิพาน)” จึงมอบ “เสื้อคลุม และห่วงมงคล” แล้วจึงบอกว่าจะไปตามเห้งเจียกลับมา
เสื้อคลุม หมายถึง การเฝ้าดูจิตอยู่ตลอด ส่วนมงคล 3 ห่วงแทน ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัน อนัตตา เมื่อเอามามัดรวมกันเป็นห่วงเดียวจะเป็น “สูญตา” เป็นห่วงกลมๆไว้ครอบหัวปัญญา เมื่อไหร่ที่ปัญญามันดื้อ มันคิดว่ามันเป็นเจ้าเหนือทุกอย่างยึดติดสิ่งต่างๆ ก็ให้ใช้ ไตรลักษณ์ นี่แหละคอยคุม คอยเฝ้าดูจิต จะได้ไม่ยึดติดเป็นอัตตาตัวตน(จะได้ใช้กันตามประโยชน์ใช้สอยด้วยปัญญา)
นี่เป็นการ “จับแก่น” ของวรรณกรรมเรื่องนี้ และการ “จับแก่น” นี้สามารถใช้ได้กับทุกสิ่งรอบตัวครับ เราจะนำสิ่งต่างๆมาเป็นความรู้ และรู้ถึงความนัยได้ นอกจากสนุกแล้วยังสามารถจับสาระได้มากกว่าคนทั่วไปด้วย จึงลองอ่าน เรียนรู้ สิ่งต่างๆรอบๆตัวแบบ “จับแก่น” ดูแล้วคุณจะได้อะไรมากกว่าที่เคยเห็น แต่การจะ “จับแก่น” ได้ก็จำเป็นต้องเรียนรู้การเชื่อมโยงจากการเรียนรู้จากคนที่ “จับแก่น” เป็นมาก่อน เช่นการอ่านหนังสือดีๆเพื่อยกระดับความคิดเป็นต้นครับ อย่างเรื่องที่นำมาเล่านี้ ท่าน “เขมานันถะ” เขียนไว้ในหนังสือ “ลิงจอมโจก” สามารถหามาอ่านกันได้ซึ่งอธิบายเรื่องไซอิ๋วไว้อย่างละเอียด แต่ผมขอแนะนำว่าให้อ่าน “ไซอิ๋วฉบับเต็ม” ให้จบก่อนครับ เพื่อความลึกซึ้งและสามารถร่วม “จับแก่น” ไปได้ด้วยตนเองต่อไปครับ
เรื่องราวก็ประมาณนี้แลครับ ต่อมั้ยครับ ดูถ้าจะยาวมากแล้ว ๕๕๕บวก ไว้ถ้าสนใจอย่างไรช่วยเม้นบอกกันหน่อยครับ แล้วผมจะย่อยใหัฟังต่อนะครับ ขอบคุณครับ

01 มกราคม 2563

Flash fiction - การแต่งเรื่องสั้นอย่างสั้นจากคำสั้นๆ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ flash fiction

Flash fiction เป็นการเขียนเรื่องสั้นในรูปแบบหนึ่งซึ่งสมบูรณ์ในตัวมันเอง อย่างสั้นมากๆ มีความยาว 10-1,000 คำ (อย่างมากที่สุดก็ไม่เกิน 1,500 คำ) บ้างถูกเรียกว่า short-short fiction, micro fiction, ultra short story, etc. ในภาษาไทยมักเรียกว่า เรื่องสั้นอย่างสั้น แต่บางที่เราก็เรียกว่า เรื่องสั้นสั้น ซึ่งก็แล้วแต่จะเรียกครับ

เรื่องสั้นสั้นที่มีชื่อเสียง คือ เรื่องขนาดความยาว 6 คำ ของ เออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์

=======

For sale: baby shoes, never worn.
สำหรับขาย: รองเท้าเด็ก, ไม่เคยใส่.
–Ernest Hemingway

=======

สำหรับนักเขียน เรื่องสั้นสั้นเหมาะสำหรับนักเขียนที่มีไอเดียกระฉูด แต่ไม่มีเวลามากนัก หรือนักฝึกหัดเขียนเพื่อฝึกเรื่องยาวต่อไป และสำหรับนักอ่าน เรื่องสั้นสั้นนี้เหมาะสำหรับอ่านระหว่างรอรถเมล์, ระหว่างเดินทาง, รอกินข้าว, หรือกระทั่งตอนเข้าส้วม! ก็สามารถอ่านได้ชิวๆ เพื่อสร้างจิตนาการและรับไอเดียแปลกใหม่จากเรื่องสั้นสั้นได้เป็นอย่างดี เพราะเรื่องสั้นสั้นเป็นการเขียนที่ต้องกลั่นถ้อยความและความคิดออกมาอย่างเข้มข้น พูดน้อยแต่กินความมาก จึงเป็นหัวเชื้อให้ผู้อ่านนำไปคิดต่อได้
เหตุที่เกิด —ดานีล ฮาร์มส์
เราเริ่มคลั่งไคล้เรื่องสั้นสั้นจากการได้อ่านผลงานของ ดานีล ฮาร์มส์ (Daniil kharms) กวีและนักเขียนชาวรัสเซียผู้มีชีวิตอยู่ในยุคต้นของสหภาพโซเวียต ชื่อหนังสือ เหตุที่เกิด แปลไทยโดย วาเลรี ริซาเยฟ, อติภพ ภัทรเดชไพศาล จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ 1001 Nights Editions เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นสั้นของฮาร์มส์หลากหลายเรื่องหลายอารมณ์เล่มเล็กๆบางๆ ที่ควรค่าแก่การพกพาอ่านซ้ำไปซ้ำมาและการเก็บสะสมอย่างยิ่งเลยครับ นี่คือแรงบรรดาลใจให้เราคลั่งไคล้เรื่องสั้นสั้น

ในการเริ่มเขียน เหมือนการเขียนเรื่องนวนิยายทั่วไปคือ มีฉาก มีการดำเนินเรื่อง และมีตอนจบ เพียงแต่สั้นกระชับกว่า หากเพื่อนๆอาจไม่รู้จะเริ่มจากไหน เราแนะนำวิธีง่ายๆคือให้ใช้คำหลักเป็นตัวสร้างเรื่อง ซึ่งเราได้คัดเลือกคำหลักที่มีศักยภาพมาจำนวนนึง ให้เพื่อนๆใช้ไปเป็นหลักคิดในการเขียนเรื่องสั้นสั้นได้เลย หรือจะใช้วิธีการสุ่มเลือกก็ได้ จะสุ่มคำเดียว หรือสองคำ หรือสามคำ ก็ตามแต่ต้องการเลย อาจใช้คำที่ได้มาเขียนโดยตรงก็ได้ หรืออาจใช้เป็นแค่แนวคิดก็ได้ เช่นว่าเมื่อสุ่มได้คำนั้นแล้ว เห็นภาพอะไรหรือรู้สึกอะไรบ้าง อยากเล่าอะไรโดยไม่ต้องเกี่ยวข้องเลยก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น แล้วเขียนออกมาเลย หวังว่าวิธีนี้คงจะช่วยให้เพื่อนๆเขียนเรื่องสั้นสั้นได้ดั่งใจปราถนานะครับ

กดสุ่มคำหลักได้จาก widget นี้ของเราเลย
  1. โกโก้
  2. แก้ว
  3. ดินสอ
  4. น้ำหมึก
  5. หนังสือ
  6. กาแฟ
  7. รถถัง
  8. ดอกไม้
  9. หนู
  10. แหวน
  11. จรวด
  12. รองเท้า
  13. พิซซ่า
  14. เกี๊ยะ
  15. ทำนาย
  16. กังฟู
  17. อินเตอร์เน็ต
  18. เหรียญ
  19. หมากรุก
  20. บ่อ
  21. ตึกระฟ้า
  22. พายุ
  23. ลูกเต๋า
  24. การเดินทาง
  25. ทะเลสาบ
  26. รัก
  27. ม้า
  28. แมว
  29. ไฟ
  30. ดิน
  31. ทอง
  32. น้ำ
  33. ไม้
  34. ปอด
  35. ไก่
  36. อินทรี
  37. อวกาศ
  38. อาหาร
  39. มีด
  40. ปิศาจ
  41. พระเจ้า
  42. ฟ้า
  43. ยางลบ
  44. เครื่องบิน
  45. คีย์บอร์ด
  46. บ้า
  47. วิ่ง
  48. พิน
  49. หน้าต่าง
  50. ประตู
  51. [วันนี้พักก่อน]
  52. หมอน
  53. โซดา
  54. ต่างดาว
  55. ข้อจำกัด
  56. ปากกาหมึกซึม
  57. ปากกาคอแร้ง
  58. ฟ้าผ่า
  59. แคมป์
  60. ป่า
  61. เหว
  62. สุ่ม
  63. ดาว
  64. ตะวัน
  65. เดือน
  66. มวย
  67. ฝัน
  68. ภูเขา
  69. อมยิ้ม
  70. หลุมดำ
  71. ใจ
  72. แมลง
  73. ใย
  74. กล
  75. เปื้อน
  76. โหล
  77. ลม
  78. รถไฟ
  79. ทะเล
  80. เกาะ
  81. หาด
  82. ดอกหญ้า
  83. ทอย
  84. ภาพ
  85. กวี
  86. เหิน
  87. ตาม
  88. ใบ
  89. ฆ่า
  90. หมี่
  91. สาย
  92. ระฆัง
  93. เมฆ
  94. พลุ
  95. บรรยากาศ
  96. คัมภีร์
  97. สงคราม
  98. วัด
  99. สะพาน
  100. ว่าง
  101. [สุ่มใหม่อีกที]
อาจมีการเปลี่ยนแปลงปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสมและสนุกสนานต่อไป มารอดูคำหลักใหม่ๆกันได้ตลอดนะครับ ขอให้สนุกกับการสุ่มครับ

เมื่อได้ไอเดียแล้วก็ลองเขียนเรื่องสั้นสั้นใน Twitter ก็ได้ครับ ด้วยการจำกัดจำนวนตัวอักษรของมันทำให้เราต้องกลั่นสกัดคำสั้นๆออกมาใช้ พูดน้อยแต่กินความมาก ใช้คำเป็นนัย ไม่อธิบายมากปล่อยให้ผู้อ่านจิตนาการ และอาจต้องใช้สัญลักษณ์ต่างๆร่วมด้วย ถ้าเป็นไปได้ให้เหลือพื้นที่ไว้ติด Hashtag ว่า #flashfiction ด้วยก็ได้นะครับ เผื่อจะได้กดเข้าไปอ่านกันได้อย่างง่ายๆ
มาเขียน Flash fiction กันครับ
ปีใหม่นี้เราประเดิมเรื่องแรกก่อนเลยครับ

=======

ในปฐมกาล, ลูกเต๋าทอยได้พระเจ้า, ทุกสิ่งจึงกำเนิดขึ้น.
-Jazzylj

=======



ติดตาม Flash fiction และบทความสั้นๆของเราได้ที่  https://twitter.com/jazzylj เป็น Micro blog ของเรา ทั้งยังไว้โพสบทความสั้นๆน่าสนใจ และอีกแห่งที่หลายคนยังไม่รู้คือเพจ ห้องสมุดตามใจ รวมนานาสาระเกี่ยวกับหนังสือและอื่นๆ เข้าไปอ่านหรือติดตามกันได้ตามสะดวกเลยครับ

สวัสดีปีใหม่ 2020 ครับ ^_^

อ้างอิง

16 มกราคม 2552

ลมแปดทิศโหมมาไม่หวั่นไหวฯ


ซูตงปอ เป็นอำมาตย์ใหญ่ และเป็นนักประพันธ์ชื่อดัง เขียนหนังสือไว้มากมายทั้งทางโลกและทางธรรม มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่ว
ซูตงปอ เป็นศิษย์ของพระอาจารย์เซนชื่อดังรูปหนึ่ง วันหนึ่งคิดจะแสดงว่าตนปฏิบัติถึงขั้นล้ำลึกแล้ว จึงเขียนเป็นโศลกว่า


-------------------------------
ค้อมหัวคำนับฟ้าเหนือฟ้า
แสงเจิดจ้าสาดส่องเหล่าเวไนย
ลมแปดทิศโหมมาไม่หวั่นไหว
นั่งนิ่งในดอกบัวสีม่วงทอง
-------------------------------


เขียน เสร็จแล้วให้คนรับใช้นำไปให้พระอาจารย์ พระอาจารย์อ่านแล้วก็เขียนใส่ด้านหลังโศลกว่า “ผายลม” ( เป็นศัพท์สแลงแปลว่า เพ้อเจ้อ ไร้สาระ)

เมื่อ ซูตงปอ อ่านแล้ว ให้บันดาลโทสะยิ่งนัก นั่งเรือข้ามฟากไปหาพระอาจารย์ทันที พระอาจารย์รู้อยู่แล้วว่า ซูตงปอ ต้องมา จึงสั่งลูกศิษย์ไว้แล้วว่า วันนี้ไม่รับแขก ซูตงปอ ยิ่งเดือดดาลเพิ่มขึ้นไปอีก ถือวิสาสะเดินไปที่ห้องพักพระอาจารย์ ขณะที่กำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตู เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งติดไว้ที่หน้าประตูว่า


-------------------------------
ลมแปดทิศโหมมาไม่หวั่นไหว
แต่ลมตดเดียวซัดท่านมาถึงนี่
-------------------------------


ซูตงปอ เลยรู้สึกตัว และอดขบขันตัวเองไม่ได้ หลังจากนั้นจึงมีคำพังเพยมาจนถึงทุกวันนี้ว่า “จงเอาเยี่ยง แต่อย่าเอาอย่าง ซูตงปอ”

“เอาเยี่ยงที่ฝักใฝ่ธรรมะ แตกฉานอภิธรรม แต่อย่าเอาอย่างที่ การปฏิบัติยังไปไม่ถึงไหน”