Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ mega we care แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ mega we care แสดงบทความทั้งหมด

21 มีนาคม 2552

Vitamin B - วิตามินบี อารมณ์ดี ช่วยให้คุณมีเสน่ห์

อารมณ์ดี ช่วยให้คุณมีเสน่ห์
ในชีวิตประจำวัน เราต้องเผชิญกับความเครียดอย่างหลีกไม่พ้น โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์สามารถทนต่อความเครียดได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าความเครียดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และปล่อยให้สะสมมากเกินความสามารถที่จะปรับตัวได้ จะเป็นภัยเงียบที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ

"ความเครียด" ภัยร้ายทำลายสุขภาพ
ความเครียด จะเริ่มต้นจากอารมณ์ ความรู้สึก และสภาพจิตใจทางด้านลบ เช่น รู้สึกวิตกกังวล คับข้องใจ อารมณ์เสีย ขาดสมาธิ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเนื่องไปยังร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เป็นต้น ถ้าปล่อยให้ความเครียดเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อนุมูลอิสระและสารเคมีที่หลั่งออกมาในภาวะเครียด จะเป็นตัวเพิ่มความเสียงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน เป็นต้น
จะเห็นว่า ผู้ที่มีความเครียดเป็นประจำ ไม่เพียงกระทบต่อชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่อาจเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ ที่ทำร้ายสุขภาพโดยไม่รู้ตัวในระยะยาว

วิตามินบี กับการจัดการความเครียด
การผ่อนคลายความเครียดทำได้หลายวิธี นอกจากการพักผ่อน ออกกำลังกาย ทำสมาธิแล้ว อีกวิธีหนึ่งที่มีผลการวิจัยทางการแพทย์ว่าสามารถช่วยบรรเทาความเครียด และทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้ คือ การรับประทานวิตามินบี ปริมาณสูง

วิตามินบี ผ่อนคลายความเครียดได้อย่างไร
ในภาวะที่ร่างกายเผชิญกับความเครียด สมองและระบบประสาทต้องใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก และต้องใช้วิตามินบีมากขึ้นด้วย เพื่อเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการขบวนการสร้างพลังงานจากสารอาหาร ดังนั้นใจขณะเครียดวิตามินบีจึงถูกใช้หมดลงอย่างรวดเร็ว ผลก็คือระบบต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงสมองและระบบประสาทจะขาดพลังงานในการทำงาน ซึ่งนำไปสู่ภาวะเครียดที่รุนแรงยิ่งขึ้น ผู้อย่างในภาวะเครียดจึงควรได้รับวิตามินบี ปริมาณสูงเพียงพอเพื่อใช้เปลี่ยนเป็นสารอาหารได้เป็นพลังงานแก่ระบบต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงสมองและระบบประสาทได้ทันที

วิตามินบี ช่วยให้พลังงานพร้อมรับวันใหม่
วิตามินบีแต่ละชนิด จะทำงานร่วมกัน และเป็นส่วนประกอบสำคัญช่วยในการเผาผลาญอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ให้เป็นพลังงานแก่ร่างกายเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และวิตามินบียังมีส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตและขบวนการสร้างเม็ดเลือดเพื่อนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์สมองได้อย่างทั่วถึง ทำให้ร่างกายมีพลังงานพร้อมเผชิญกับภารกิจได้อย่างสดชื่นตลอดวัน

วิตามินบี ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง ฉับไว อารมณ์แจ่มใส
มีการศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับประโยชน์ของวิตามินบีปริมาณสูงต่อภาวะความเครียด โดยให้กลุ่มตัวอย่าง 120 คน รับประทานวิตามินบี 1 ปริมาณ 50 mg/วัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 เดือน ติดตามผลด้าานอารมณ์ ความจำ และระยะเวลาการตอบสนอง พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอารมณ์ที่พัฒนาดีขึ้น คือ ทำให้สมองปลอดโปร่ง อารมณ์ดีขึ้น รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น และมีปฏิกิริยาการตอบสนองที่เร็วขึ้นอีกด้วย

ร่างกายต้องการวิตามินบีมากขึ้น แต่สร้างเองไม่ได้
วิตามินบี เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ จึงต้องได้รับจากอาหารหรือวิตามินเสริมเท่านั้น และด้วยวัฒนธรรมการบริโภคอาหารจานด่วนที่มีคุณค่าน้อยลง การนิยมบริโภคข้าวขัดสี การหุงต้มที่สูญเสียวิตามิบี 10-50% สังคมที่มีการดื่มสังสรรค์บ่อยครั้งมากขึ้น ซึ่งพบว่า 50% ของผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมักขาดวิตามินบี ปัจจัยที่ยากจะหลีกเหลี่ยงเหล่านี้ ล้วนส่งผลทำให้ร่างกายได้รับวิตามินบีลดลง
นอกจากนี้การดำเนินชีวิตในสังคมเมืองที่มีการแข่งขันสูง ส่งผลให้เผชิญกับความเครียดจากการทำงาน การเรียน ทำให้ร่างกายมีความต้องการวิตามินบีมากขึ้น จนอาจเป็นสาเหตุให้วิตามินบีไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

ใครบ้างที่ควรเสริมวิตามินบี
-ผู้บริหารทุกระดับ
-ผู้ที่มีความเครียดเป็นประจำ
-นักเรียน นักศึกษา ที่เรียนหนัก
-ผู้ที่ดื่มแอลกฮอล์เป็นประจำ
-ผู้ป่วยพักพื้น ผ่าตัด

สนับสนุนข้อมูลโดย ศูนย์ข้อมูลวิชาการ
บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ พีทีวาย จำกัด
MEGA We Care

11 มีนาคม 2552

แคลเซียมดีต่อกระดูกและฟัน

แคลเซียมกับการเกิดโรคกระดูกพรุน
หนึ่งวันคนไทยต้องได้รบแคลเซียม 800-1,500 mg. ถึงจะเพียงพอต่อการป้องกันโรคกระดูกพรุน แต่ปัจจุบันคนไทยได้รับแคลเซียมเฉลี่ยต่อวันแค่ 361 mg. เท่านั้นซึ่งไม่เพียงพอ หากร่างกายเราได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมในกระดูกมาใช้ เมื่อเกิดขึ้นเป็นประจำ แคลเซียมถูกดึงออกมาใช้มากจนกระทั่งกระดูกพรุน เปราะบางทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง แตกหักง่ายแม้จะได้รับการกระแทกเพียงเล็กน้อย ซึ่งอาการเหล่านี้ เป็นอาการของโรคกระดูกพรุน
ในระยะแรกโรคนี้จะไม่แสดงอาการออกมา จนกระทั่งมีความรุนแรงมากขึ้น จึงแสดงอาการออกมา เช่น ปวดหลังเรื้อรัง หลังค่อมเนื่องจากการยุบตัวของกระดูกสันหลัง หรือกระดูกสะโพกหัก ทำให้เดินไม่ได้เหมือนเดิม และเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

ผู้ที่เสียงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน
1.ผู้ที่อายุ 30 ปีขึ้นไป พบว่าการสะสมแคลเซียมในกระดูกจะมีค่าเท่ากับศูนย์ นั่นคือ ขบวนการสะสมแคลเซียมในกระดูกกับการสลายแคลเซียมออกจากกระดูกมีค่าเท่ากัน พออายุเพิ่มมากขึ้นความสามารถในการสะสมแคลเซียมในกระดูกจะน้อยกว่าขบวนการสลายแคลเซียมออกจากกระดูก ทำให้เนื้อกระดูกบางลง
2.หญิงวัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเพศที่ลดลง ทำให้ขบวนการสลายแคลเซียม เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้ไวขึ้น
3.ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ พบว่าการดื่มกาแฟเป็นประจำจะรบกวนการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย
4.ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย
5.ผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ
6.ผู้ที่สูบบุหรี่
7.ผู้ที่ขาดแคลเซียม หรือวิตามินดี

แคลเซียมอิสระในรูปแบบที่เหมาะสม
ผลิตภัทฑ์แคลเซียมเสริมในท้องตลาดมักระบุในรูปของสารประกอบแคลเซียม ซึ่งจะให้แคลเซียมอิสระต่างกัน แคลเซียมคาร์บอเนตเป็นรูปแบบสารประกอบแคลเซียมที่ให้ปริมาณแคลเซียมอิสระสูงสุดคือ 40% นั่นคือ หากคุณรับประทาน แคลเซียมคาร์บอเนต 1,500 mg. จะได้ แคลเซียมอิสระ 600 mg. เป็นต้น

วิตามินดี ช่วยการดูดซึมของแคลเซียม
วิตามินดี ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น เพื่อความั่นใจว่าร่างกายจะได้รับแคลเซียมได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นผลิตภัณฑ์แคลเซียมเสริมควรมีวิตามินดี ผสมอยู่ด้วย

แคลเซียมเหลว ไม่มีปัญหาเรื่องการละลาย ดูดซึมได้ทันที
แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่มีปัญหาเรื่องการละลาย และมีขีดจำกัดในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นจึงได้มีการพัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์แคลเซียมเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการละลาย แคลเซียมเหลวในแคปซูลนิ่ม(Soft Gel) ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่มีปัญหาเรื่องการละลายหลังจากแคปซูลนิ่มแตกตัว แคลเซียมเหลวที่บรรจุภายในก็พร้อมที่จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ทันที

สนับสนุนข้อมูลโดย ศูนย์ข้อมูลวิชาการ

บริษท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ พีทีวาย จำกัด
MEGA We Care

06 มีนาคม 2552

สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย กับภาวะสมองเสื่อม

ตำนานสมุนไพรแป๊ะก๊วย
แป๊ะก๊วย เป็นพืชโบราณที่มีต้นกำเนิดในประเทศจีน เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ใบเดี่ยวลักษณะคล้ายพัด กว่า 5,000 ปีแล้วที่หมอแผนโบราณจีนได้ใช้สมุนไพรแป๊ะก๊วยในการบำบัดอาการไอ หอบหืด และภาวะภูมิแพ้ต่างๆ
ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีผลการศึกษาวิจัยกว่า 400 เรื่องตีพิมพ์ในวารสารวิชาการทางการแพทย์ที่สามารถยืนยันในประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย ปัจจุบันมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในยุโรปและอเมริกา เพื่อหวังผลให้เลือดลมไหลเวียนดี บำรุงสมอง รวมถึงเพิ่มความคิดความจำให้ดีขึ้น

ภาวะสมองเสื่อม
ภาวะสมองเสื่อม(Dementia) คือ กลุ่มอาการต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานของสมองที่เสื่อมลง ซึ่งมีผลต่อความจำ ความคิด เชาวน์ปัญญา การใช้เหตุผล และการแก้ไขปัญหา
เมื่อคนเราอายุ 25 ปีจะไม่มีการสร้างเซลล์สมองใหม่ขึ้นมาทดแทนอีก แต่กลับเสื่อมลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น เมื่อสมองเสื่อมลง ก็จะส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวันอย่างมาก ระยะแรกจะตอบสนองช้าลง และหลงลืมบ่อยขึ้น จนจำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้ จำไม่ได้ว่าใส่เสื้อหรืออาบน้ำอย่างไร อาการระยะรุนแรง จะทำอะไรซับซ้อนไม่ได้ พูดไม่เป็นภาษา เดินไม่ได้ กินเองไม่ได้ ต้องมีคนคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นการดูแลสมองของเราตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในบั้นปลาย ไม่ต้องเป็นภาระของผู้อื่น ปัจจุบันสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุหลัก คือ
1.อัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease)
เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะสมองเสื่อมซึ่งคาดว่าเกิดจากการทำลายเซลล์สมองของสารอนุมูลอิสระ ที่ส่งผลให้เกิดการสะสมของโปรตีนชนิดหนึ่งในเซลล์ประสาท และ Amyloid plaques ในเนื้อสมองส่วนความจำทำให้เซลล์สมองตาย ไม่สามารถรับส่งกระแสประสาทได้ดังเดิม ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้
2.ความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง (Vascular dementia)
เช่น หลอดเลือดสมองตีบ ส่งผลให้ไม่สามารถนำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ ทำให้เซลล์สมองเสื่อมลงและตายในที่สุด มักพบในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง

สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยชะลอการเสื่อมของสมองได้อย่างไร?
จากผลการศึกษาวิจัยมากกว่า 400 เรื่องช่วงยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยในการป้องกันและรักษาภาวะสมองเสื่อมดังนี้
-ช่วยบรรเทาอาการและชะลอความเสื่อมของสมองได้
-ช่วยฟื้นฟูความทรงจำในผู้ป่วยสมองเสื่อมได้
-ช่วยเพิ่มความจำ ความคิด และการเรียนรู้ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์
-ช่วยเพิ่มความตื่นตัวและสมาธิ ช่วยลดภาวะซึมเศร้า
-ช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด
-ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำระยะสั้นได้

สารออกฤทธิ์ในสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย
สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยมีสารสำคัญ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มฟลาโวน ไกลโคไซด์(Flavone Glycoside) และกลุ่มเทอร์ปีน แคลโตน(Terpene Lactone) ประกอบด้วย จิงโกไลด์(Ginkgolide) และบิโลบาไลด์(Bilobalide) ซึ่งมีคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้
-เป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง(Antioxidant) ช่วยปกป้องเซลล์สมองจากการทำลายของอนุมูลอิสระ
-เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น
-เพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดเส้นเล็กๆ ส่งผลให้การนำพาออกซิเจนและอาหารไปเลี้ยงสมอง และส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีขึ้น
-ต่อต้านการจับตัวของเกร็ดเลือด จึงช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดได้

คุณค่าของสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยด้านอื่นๆ
1.รักษาอาการหูอื้อ วิงเวียน
การไหลเวียนของเลือดบริเวณหูชั้นในที่ผิดปกติ เป็นสารเหตุหนึ่งของอาการหูอื้อ และวิงเวียนศีรษะ จากหลายการวิจัย พบว่าแป๊ะก๊วยช่วยรักษาอาการหูอื้อ และวิงเวียนศีรษะได้
2.บรรเทาอาการของโรคหลอดเลือดอุดตัน
แป๊ะก๊วยช่วยบรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดส่วนปลายแขนขาอุดตันได้อย่างมีนัยสำคัญ การวิจัยในผู้ป่วยหลอดเลือดดำอักเสบที่ขาโดยให้รับประทานสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย พบว่าสามารถเดินได้ไกลกว่าผู้ป่วยที่ไม่รับประทานถึง 34 เมตร


จากผลการวิจัย ให้ผู้หญิงอาสาสมัครสุขภาพดีอายุเฉี่ย 32 ปีรับประทานสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย พบว่าช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจำระยะสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงสรุปว่าสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย สามารถเพิ่มการจดจำ การคิด และการเรียนรู้สำหรับวัยกลางคนได้ ไม่จำกัดเพียงแค่ผู้สูงอายุเท่านั้น

สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยเหมาะกับใคร
-ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ที่ใช้สมอง ความคิด ความจำในการทำงาน ซึ่งส่งผลให้สมองเครียดและสร้างอนุมูลอิสระขึ้นมาทำลายเซลล์สมอง
-ผู้สูงอายุ

ข้อแนะนำการเลือกรับประทานสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย
-ควรอยู่ในรูปแคปซูลนิ่ม ช่วยในการแตกตัวให้ดูดซึมเข้าสูงร่างกายได้ดี
-ต้องผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัยปราศจากสารเคมีตกค้าง


สนับสนุนข้อมูลโดย ศูนย์ข้อมูลวิชาการ
บริษท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ พีทีวาย จำกัด
MEGA We Care