Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารมณ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารมณ์ แสดงบทความทั้งหมด

02 สิงหาคม 2565

โรคภัยที่เกิดจากอารมณ์ที่มากเกินไป


วันนี้มาคุยกันเรื่องอารมณ์ความรู้สึกกันครับ

คัมภีร์ซู่เวิ่น บท อินหยางอิ้งเซี่ยงต้าลุ่น มีบันทึกว่า: "ความโกรธทำร้ายตับ, ดีใจทำร้ายหัวใจ, ครุ่นคิดทำร้ายม้าม, เศร้าโศกทำร้ายปอด, ความกลัวทำร้ายไต."

《素問 。陰陽應像大論》有:“怒傷肝,喜傷心,思傷脾、憂傷肺、恐傷腎”的記載。

การมีความรู้สึกต่างๆนั้นนับว่าปกติ แต่หากมีความรู้สึกใดมากเกินไปจะทำให้อวัยวะนั้นๆเจ็บป่วยได้ และในทางกลับกัน ถ้าอวัยวะนั้นๆเสียสมดุลก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกใดใดได้เหมือนกัน เช่น ตับมีปัญหาอาจทำให้เป็นคนโกรธง่าย เป็นต้น

คัมภีร์อีฟางเข่า บันทึกไว้ว่า หานกล่าวว่า: โรคที่เกิดจากความคิด, ยารักษาไม่ง่าย, ควรใช้วิธีการควบคุม.

《醫方考 。情志門第二十七》 韓曰∶此病得之於思,藥不易愈,當以術治之。

หากเกิดความรู้สึกต่างๆมากเกินไป ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้เทคนิคอารมณ์คุมอารมณ์ด้วยหลักปรัชญา 5 ธาตุ เช่น มีอารมณ์โกรธ(ธาตุไม้)มากเกินไป ให้รักษาได้ด้วยการเล่าเรื่องเศร้า(ธาตุโลหะ ตัดไม้ทำให้ธาตุไม้ลดลง)ให้ฟัง แต่ต้องให้พอดีอย่างสมดุล ไม่มากเกินจนพลิกกลับเป็นอารมณ์เศร้าไปอีก เป็นต้น

หากเพื่อนๆสนใจเรื่อง อารมณ์คุมอารมณ์ เพิ่มเติม ให้เม้นว่า สนใจ เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมต่อไปนะครับ หากไม่มีก็ขอละไว้เพียงเท่านี้ก่อน
ขอบคุณครับ

อ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติม
https://baike.baidu.com/item/%E4%B8%83%E6%83%85
http://zhongyibaodian.com/archives/17561.html
https://zhuanlan.zhihu.com/p/147483741

31 กรกฎาคม 2565

อารมณ์ที่ไม่ปกติอาจไม่ได้เกิดจากใจที่อ่อนแอก็ได้ ภาค 2

Photo by Lisa: https://www.pexels.com/photo/silhouette-of-person-holding-flower-2379722/

จากบทความก่อนที่คุยกันถึงเรื่องอารมณ์ที่ไม่ปกติอาจไม่ได้เกิดจากใจที่อ่อนแอแต่อาจเป็นเพราะอวัยวะภายในไม่สมดุล ทำให้ผมนึกถึงตำราพิชัยสงครามซุนจื่อที่พูดถึงคุณสมบัติของแม่ทัพในบที่ 1 ที่ว่ามี 5 ประการ คือ ปัญญา สัจจะ เมตตา กล้าหาญ เข้มงวด
หากว่ากันตามหลักปรัชญาจีน ทั้ง 5 ประการนี้ เป็นจิตวิญญาณ(神)ที่อยู่ในอวัยวะตันภายในทั้ง 5 เมื่อนำมาเทียบกับหลักปรัชญาจีนก็จะอธิบายได้ดังนี้

ปัญญา อยู่ในหัวใจ ถ้าหัวใจสมดุลจะมีปัญญาดี เลือดไหลเวียนไปใช้สมองได้เต็มสูบ
สัจจะ อยู่ในไต มันคือความมุ่งมั่นที่คิดอย่างไรพูดอย่างไรก็จะทำให้ได้อย่างนั้น เป็นความศัทธาในตัวเอง
เมตตา อยู่ในม้าม มันคือความรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
กล้าหาญ อยู่ในปอด ถ้าปอดสมดุลก็จะมีความซาบซึ้งกล้าที่จะปกป้องสิ่งที่รัก
เข้มงวด อยู่ในตับ มันคือวินัย คนที่ตับสมดุลดีจะเป็นคนมีวินัย

ถ้าอวัยวะเหล่านั้นเสียสมดุลหยินหยาง จะเป็นไปตามจุดอ่อนของแม่ทัพ 5 ประการในตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ บทที่ 8 คือ กล้าตาย กลัวตาย โกรธง่าย สัตย์ซื่อ รักราษฎร์
หากว่ากันตามหลักปรัชญาจีน ทั้ง 5 ประการนี้ เป็นมุมกลับของจิตวิญญาณ(神)ในอวัยวะทั้ง 5 ที่เสียสมดุล เมื่อนำมาเทียบกับปรัชญาจีนก็จะอธิบายได้ดังนี้

กล้าตาย ถ้าปอดเสียสมดุล ก็อาจจะใช้แต่ความซาบซึ้ง คิดแต่จะตอบแทนคุณจนตัวตาย ไม่คิดหน้าคิดหลัง
กลัวตาย ถ้าหัวใจเสียสมดุล ก็อาจจะใช้ปัญญาฟุ้งซ่านมากเกินไปจนตัดสินใจไม่ได้ คิดคำนวนสาระตะจนไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย
โกรธง่าย ถ้าตับเสียสมดุล ก็อาจจะทำให้เข้มงวดสุดโต่ง อะไรไม่ได้ดั่งใจนิดหน่อยก็โกรธจนขาดสติ
สัตย์ซื่อ ถ้าไตเสียสมดุล ก็อาจจะทำให้ถือสัจจะมากจนสุดโต่ง จนกลัวนู่นกลัวนี่ไปหมด ไม่กล้าทำอะไรเลย
รักราษฎร์ ถ้าม้ามเสียสมดุล ก็จะเมตตามากเกินไปกังวลมากเกินไปจนสุดโต่ง ไม่เป็นอันทำการอะไรเลย

จะเห็นว่าจุดแข็งกับจุดอ่อนมาจากสิ่งเดียวกันได้ หากจุดแข็งเสียสมดุลก็กลายเป็นจุดอ่อน และเรื่องนี้ก็ยังแสดงให้เป็นถึง อวัยวะที่ข้องกับอารมณ์ความรู้สึก คนเราอาจปรับเปลี่ยนทัศนคติได้ แต่เรื่องอารมณ์ บางที มันอาจเป็นเรื่องของร่างกายที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ แต่แน่นอนว่าจิตใจย่อมส่งผลต่ออารมณ์ด้วยเช่นกัน อวัยวะเสียสมดุลทำให้อารมณ์เสียสมดุล และอารมณ์ที่เสียสมดุลก็ทำให้อวัยวะเสียสมดุลไปอีก และเป็นวงจรอุบาทจนส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจ

โดยตามหลักปรัชญาจีนพื้นฐานแล้วอารมณ์ที่กระทบอวัยวะ(ให้เสียสมดุล)และอวัยวะ(ที่เสียสมดุล)กระทบต่ออารมณ์ คือ

โกรธ<=>ตับ
ดีใจและตกใจ<=>หัวใจ
ครุ่นคิดกังวล<=>ม้าม
เศร้าโศกและเศร้าซึ้ง<=>ปอด
กลัว<=>ไต

อารมณ์อาจเกิดจากอวัยวะมากกว่าที่คิดก็ได้ และเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ถ้ามันจะเกิดขึ้นมันก็จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ บางครั้งหากมีอะไรมากระทบในทางจิตใจย่อมเกิดอาการไปตามนั้นๆแล้วก็ดับไปเอง หากไม่ให้มันครอบงำจนหน้ามืดก็อาจรู้เห็นการเกิดดับของมัน เป็นเวทนาของสังขาร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ส่วนจิตใจก็เป็นอย่างที่มันเป็น ที่เหลือก็อยู่ที่ว่าเมื่อมันเกิดขึ้นเราจะเลือกทำอย่างไร ที่แน่ๆคือไม่ควรกดข่มและไม่ควรแสร้งเป็นไม่สนใจ เพราะอารมณ์ต่างๆเกิดขึ้นเพื่อบอกอะไรบางอย่างกับเรา ไม่ได้ให้เราปล่อยให้มันครอบงำจนหน้ามืด แต่ให้เรารับฟังมันเพื่อแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง อาจเป็นปัญหาในร่างกายหรือปัญหาตรงหน้า ซึ่งอันดับแรกเราต้องรับรู้ถึงมันและยอมรับมันอย่างที่มันเป็น นอกเหนือจากนั้นสิ่งที่เราทำได้ก็เป็นการการบำรุงอวัยวะภายใน ดูแลร่างกายและจิตใจ ซึ่งสามารถทำได้จาก อาหาร อากาศ และออกกำลังกาย รวมถึงสมุนไพรด้วย ที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักหยินหยางและห้าธาตุของร่างกาย
ร่างกายเป็นสิ่งปรุงแต่งของธาตุต่างๆตามธรรมชาติมารวมตัวกัน สุขภาพจะดีได้ก็เกิดจากสมดุลของการปรุงแต่งนั้นๆตามปัจจัยที่รับเข้ามาในร่างกายและจิตใจ เราเป็นผู้ดูแลร่างกาย ก็ปรับปรุงบำรุงปรุงแต่งให้เป็นไปตามปัจจัย ไม่ใช่ตามปราถนาหรือตามใจ แต่ต้องเป็นไปตามธรรมชาติของปัจจัยแห่งกายมนุษย์อย่างถูกต้องเหมาะสม แล้วทุกอย่างก็จะดำเนินไปในทางสมดุลหรือสายกลางตามจริงในแบบที่มันควรจะเป็นตามธรรมชาติของกายนี้
หากพูดให้ครบถ้วน ย่อมไม่ใช่แค่อวัยวะที่ต้องบำรุง อารมณ์ก็ต้องปรับปรุงด้วยเช่นกัน จากความความเข้าใจ ความรู้ และทัศนคติ เพราะมันเป็นวงจรย้อนกลับไปกระทบอวัยวะได้ การดูแลจึงต้องเป็นแบบองค์รวมทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆกัน ซึ่งนั่นคงเป็นสิ่งที่ทุกคนทำอยู่แล้ว แต่เรื่องอวัยวะที่เสียสมดุลที่ส่งผลต่ออารมณ์นั้น เป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยุคใหม่แทบไม่ได้กล่าวถึงเลย กล่าวถึงเพียงสมองส่วนอารมณ์ แต่ไม่ได้กล่าวถึงอวัยวะที่อาจเป็นตัวเข้าถึงสมองส่วนอารมณ์นั้น หลายคนจึงอาจไม่รู้ และอาจคิดว่าอารมณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะใจอ่อนแอ จริงๆแล้วมันอาจเป็นแค่อวัยวะเสียสมดุลก็ได้ อาจไม่มีใครจิตใจอ่อนแอ เพราะหากอวัยวะเสียสมดุล ผลทางอารมณ์แบบนั้นก็จะเกิดขึ้นของมันเองตามธรรมชาติ ห้ามไม่ได้ และไม่ควรห้ามด้วย ในทางจิตใจเราทำได้เพียงตระหนักรู้ถึงมัน(มันแค่เป็นอย่างนั้นให้เราสัมผัสถึง) ในทางร่างกายเราทำได้เพียงบำรุงดูแล ที่เหลือก็ใช้ชีวิตเพื่อเยี่ยมเยียนโลกใบนี้
และเรื่องนี้ยังชี้ให้เห็นอีกด้วยว่า คนเราแต่ละคนย่อมมีสันดานไม่เหมือนกันตามพื้นฐานการกักเก็บความสมดุลของร่างกายของแต่ละคน ดังนั้น อย่าพยายามเปลี่ยนใครและอย่าฝืนตัวเอง เพราะไม่มีใครเปลี่ยนได้หรือฝืนได้ อย่างไรก็ตาม แต่ละคนจะเป็นตัวเองได้แท้จริง ก็ขึ้นอยู่กับสมดุลทั้งภายในและภายนอกของตัวเขาเอง

อันนี้นอกเรื่องนิดนึง หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องเล่าที่ว่า บางคนเปลี่ยนอวัยวะภายในแล้วนิสัยเปลี่ยนไปเป็นคนละคน(อาจมีนิสัยเหมือนเจ้าของเก่าก็ได้) ซึ่งเป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยุคใหม่อธิบายไม่ได้ แต่หลักปรัชญาจีนอธิบายได้ ก็ตามนั้นแหละครับ อารมณ์มันเกี่ยวพันธ์กับอวัยวะภายใน เพราะอวัยวะภายในมีจิตวิญญาณ(神)ของมันเองอยู่ และมีวิธีนึกคิดทางอารมณ์ในแบบของมัน โดยที่เราทำอะไรไม่ได้เมื่อมันเกิดขึ้น เราอาจไม่ใช่เจ้าของร่างกาย เป็นเพียงแต่ผู้ดูแลอาศัยเท่านั้น และร่างกายก็เป็นไปในแบบที่มันของมัน เป็นเช่นนั้นเอง ตามปัจจัยที่ปรุงแต่งกันไปของแต่ละคน เราทำได้เพียงดูแลให้ดี รับฟังมัน ใช้เป็นเบาะแส และรู้มัน
หลักปรัชญาโบราณ โดยเฉพาะหลักการแพทย์แผนโบราณ ไม่ใช่ความเชื่อ มันคือวิทยาศาสตร์ มีตรรกะในแบบของมัน เพราะผ่านการทดลองมาแล้วว่าได้ผลหรือไม่ได้ผล(แต่จะได้ผลช้าหรือเร็วนั้นอีกเรื่องหนึ่ง) เพียงแค่ยุคนั้นไม่มีกล้องส่องและห้องแล็บที่จะบอกได้ว่าสมุนไพรต่างๆมันประกอบไปด้วยสารอะไรบ้าง เขาจึงอธิบายด้วยหยิน(ธาตุเย็น)หยาง(ธาตุร้อน)และห้าธาตุแทน แต่ก็เป็นการทดลองมาแล้วถึงได้รู้ว่ามันจะเย็นหรือร้อน ไม่ใช่มั่วขึ้นมา แต่ไม่ว่าการกล้องส่องหรือแล็บจะบอกว่ามันประกอบด้วยสารอะไรบ้าง มันก็ได้ผลตามแบบของมันได้เหมือนเดิมนั่นแหละ(ซึ่งข้อดีของการตรวจสอบก็คือทำให้นำไปประยุกต์ใช้ได้มากยิ่งขึ้น) และเมื่อมีการทดลองมาแล้วมันก็คือวิทยาศาสตร์แบบหนึ่งที่ใช้คำอธิบายต่างกันเท่านั้นเอง เพราะวิทยาศาสตร์ไม่ได้หมายถึงยาเคมีหรือยาสมุนไพร แต่หมายถึงกระบวนการทดลองและบันทึกผล

อารมณ์ที่ไม่ปกติอาจไม่ได้เกิดจากใจที่อ่อนแอก็ได้

Photo by Pixabay: https://www.pexels.com/photo/yellow-cube-on-brown-pavement-208147/

เมื่อศึกษาเรื่องปรัชญาจีนที่เกี่ยวกับความสมดุลของร่างกายและจิตใจที่อยู่ในอวัยวะภายใน มันทำให้ตระหนักว่า บางที การที่คนบางคนขี้โมโห ขี้กลัว หรือใดใด มันไม่ใช่เพราะเขาจิตใจอ่อนแอ แต่อาจเป็นเพราะอวัยวะภายในไม่สมดุลก็ได้ เหมือนกับที่แพทย์แผนปัจจุบันเคยพูดถึงโรคซึมเศร้าว่าเป็นเพราะเคมีในสมองไม่สมดุล ไม่ใช่เพราะจิตใจอ่อนแอ ส่วนทางปรัชญาจีน ยังมีการมองเรื่องอารมณ์ที่ไม่สมดุลว่าเป็นเพราะอวัยวะภายในไม่สมดุลด้วย เช่น โกรธง่ายเป็นเพราะตับร้อน ขี้กลัวเป็นเพราะไตพร่อง เป็นต้น หากปรับให้ตับเย็นลงได้ก็หายขี้โมโห หากบำรุงไตให้สมดุลก็หายขี้กลัว อย่างนี้เป็นต้นดังนั้น บางครั้งหากรู้สึกว่าอารมณ์ของเราไม่ปกติ ไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ บางทีอาจไม่ใช่เพราะใจของเราอ่อนแอหรอก แต่อาจเป็นเพราะร่างกายต่างหากที่หยินหยางไม่สมดุล ลองกลับมาดูว่า เราพักผ่อนเพียงพอมั้ย? เครียดมากไปมั้ย? กินอาหารดี สูดอากาศดีรึเปล่า? กินอะไรบ่อยเกินไปมั้ยช่วงนี้? ดูอะไรมากไป ฟังอะไรมากไปรึเปล่า? เป็นต้น และบางครั้งอาจจำเป็นต้องไปพบหมอ

ร่างกายที่แข็งแรงทำให้จิตใจแข็งแรง จิตใจที่แข็งแรงก็ทำให้ร่างกายแข็งแรง ร่างกายและจิตใจย่อมเสริมกันและกัน ดังนั้น บางครั้ง มันก็อาจไม่ใช่ปัญหาจากจิตใจก็ได้ ก็จำเป็นต้องดูให้รอบด้าน เพราะสภาพแวดล้อมก็สำคัญต่อทั้งร่างกายและจิตใจ อย่าเพิ่งโทษใครร่วมถึงตัวเองว่าจิตใจอ่อนแอเพียงอย่างเดียว
ก่อนจะโทษใครว่าจิตใจอ่อนแอ ให้ดูที่สภาพแวดล้อมและสภาพร่างกายก่อน

21 มีนาคม 2552

Vitamin B - วิตามินบี อารมณ์ดี ช่วยให้คุณมีเสน่ห์

อารมณ์ดี ช่วยให้คุณมีเสน่ห์
ในชีวิตประจำวัน เราต้องเผชิญกับความเครียดอย่างหลีกไม่พ้น โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์สามารถทนต่อความเครียดได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าความเครียดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และปล่อยให้สะสมมากเกินความสามารถที่จะปรับตัวได้ จะเป็นภัยเงียบที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ

"ความเครียด" ภัยร้ายทำลายสุขภาพ
ความเครียด จะเริ่มต้นจากอารมณ์ ความรู้สึก และสภาพจิตใจทางด้านลบ เช่น รู้สึกวิตกกังวล คับข้องใจ อารมณ์เสีย ขาดสมาธิ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเนื่องไปยังร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เป็นต้น ถ้าปล่อยให้ความเครียดเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อนุมูลอิสระและสารเคมีที่หลั่งออกมาในภาวะเครียด จะเป็นตัวเพิ่มความเสียงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน เป็นต้น
จะเห็นว่า ผู้ที่มีความเครียดเป็นประจำ ไม่เพียงกระทบต่อชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่อาจเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ ที่ทำร้ายสุขภาพโดยไม่รู้ตัวในระยะยาว

วิตามินบี กับการจัดการความเครียด
การผ่อนคลายความเครียดทำได้หลายวิธี นอกจากการพักผ่อน ออกกำลังกาย ทำสมาธิแล้ว อีกวิธีหนึ่งที่มีผลการวิจัยทางการแพทย์ว่าสามารถช่วยบรรเทาความเครียด และทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้ คือ การรับประทานวิตามินบี ปริมาณสูง

วิตามินบี ผ่อนคลายความเครียดได้อย่างไร
ในภาวะที่ร่างกายเผชิญกับความเครียด สมองและระบบประสาทต้องใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก และต้องใช้วิตามินบีมากขึ้นด้วย เพื่อเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการขบวนการสร้างพลังงานจากสารอาหาร ดังนั้นใจขณะเครียดวิตามินบีจึงถูกใช้หมดลงอย่างรวดเร็ว ผลก็คือระบบต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงสมองและระบบประสาทจะขาดพลังงานในการทำงาน ซึ่งนำไปสู่ภาวะเครียดที่รุนแรงยิ่งขึ้น ผู้อย่างในภาวะเครียดจึงควรได้รับวิตามินบี ปริมาณสูงเพียงพอเพื่อใช้เปลี่ยนเป็นสารอาหารได้เป็นพลังงานแก่ระบบต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงสมองและระบบประสาทได้ทันที

วิตามินบี ช่วยให้พลังงานพร้อมรับวันใหม่
วิตามินบีแต่ละชนิด จะทำงานร่วมกัน และเป็นส่วนประกอบสำคัญช่วยในการเผาผลาญอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ให้เป็นพลังงานแก่ร่างกายเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และวิตามินบียังมีส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตและขบวนการสร้างเม็ดเลือดเพื่อนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์สมองได้อย่างทั่วถึง ทำให้ร่างกายมีพลังงานพร้อมเผชิญกับภารกิจได้อย่างสดชื่นตลอดวัน

วิตามินบี ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง ฉับไว อารมณ์แจ่มใส
มีการศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับประโยชน์ของวิตามินบีปริมาณสูงต่อภาวะความเครียด โดยให้กลุ่มตัวอย่าง 120 คน รับประทานวิตามินบี 1 ปริมาณ 50 mg/วัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 เดือน ติดตามผลด้าานอารมณ์ ความจำ และระยะเวลาการตอบสนอง พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอารมณ์ที่พัฒนาดีขึ้น คือ ทำให้สมองปลอดโปร่ง อารมณ์ดีขึ้น รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น และมีปฏิกิริยาการตอบสนองที่เร็วขึ้นอีกด้วย

ร่างกายต้องการวิตามินบีมากขึ้น แต่สร้างเองไม่ได้
วิตามินบี เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ จึงต้องได้รับจากอาหารหรือวิตามินเสริมเท่านั้น และด้วยวัฒนธรรมการบริโภคอาหารจานด่วนที่มีคุณค่าน้อยลง การนิยมบริโภคข้าวขัดสี การหุงต้มที่สูญเสียวิตามิบี 10-50% สังคมที่มีการดื่มสังสรรค์บ่อยครั้งมากขึ้น ซึ่งพบว่า 50% ของผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมักขาดวิตามินบี ปัจจัยที่ยากจะหลีกเหลี่ยงเหล่านี้ ล้วนส่งผลทำให้ร่างกายได้รับวิตามินบีลดลง
นอกจากนี้การดำเนินชีวิตในสังคมเมืองที่มีการแข่งขันสูง ส่งผลให้เผชิญกับความเครียดจากการทำงาน การเรียน ทำให้ร่างกายมีความต้องการวิตามินบีมากขึ้น จนอาจเป็นสาเหตุให้วิตามินบีไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

ใครบ้างที่ควรเสริมวิตามินบี
-ผู้บริหารทุกระดับ
-ผู้ที่มีความเครียดเป็นประจำ
-นักเรียน นักศึกษา ที่เรียนหนัก
-ผู้ที่ดื่มแอลกฮอล์เป็นประจำ
-ผู้ป่วยพักพื้น ผ่าตัด

สนับสนุนข้อมูลโดย ศูนย์ข้อมูลวิชาการ
บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ พีทีวาย จำกัด
MEGA We Care