Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยา แสดงบทความทั้งหมด

09 สิงหาคม 2569

เมื่อโรงเรียนกลายเป็นดินแดนสนธยา - อาชญากรรม ภาพลักษณ์ และความจำยอมของครู


ตำรวจเข้าไม่ได้ ครูปกป้องไม่ไหว
สภาวะสูญญากาศทางกฎหมายในรั้วโรงเรียน

การที่ครูต้องมาจัดการเรื่องการบูลลี่ โดยไม่มีอำนาจทางกฎหมายรองรับ ก็สร้างความหนักใจและภาระให้ครูมากจนเกินไป

การบูลลี่ ด้วยการทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ คุกคาม หรือการกรรโชกทรัพย์ (ไถเงิน) ในโรงเรียน โดยเนื้อแท้แล้วมันคือ "อาชญากรรม" เพียงแต่เกิดขึ้นในพื้นที่ของสถาบันการศึกษาเท่านั้น และไม่ใช่แค่ "เด็กหยอกเล่นกัน" จึงควรใช้มาตราการทางกฎหมายคือการ "แจ้งตำรวจ" มากกว่าแจ้งครู

แต่มาตราการนี้เกิดขึ้นได้ยาก เพราะโรงเรียนมักต้องการปิดข่าวเนื่องจากกลัวการประเมิน และเชื่อว่า "โรงเรียนที่ไม่มีข่าว = โรงเรียนที่บริหารดี" ดังนั้น ในเชิงระบบ ผู้บริหารจึงไม่ได้สนใจว่าเหยื่อเจ็บปวดแค่ไหน แต่จะมองว่า "การมีเรื่องราวถึงตำรวจ คือภัยคุกคามต่อตำแหน่งและอนาคตของตนเอง" การจะประกาศให้เด็กแจ้ง 191 เพื่อให้ตำรวจจัดการ "อาชญากรรมในโรงเรียน" จึงเป็นไปได้ยาก และโยนภาระให้ครูต่อไป ครูผู้ไร้อำนาจทางกฎหมายจึงกลายเป็นเพียง "คนสอนหนังสือ" ที่ถูกบีบให้อยู่ในสภาวะจำยอม และเลือกใช้วิธีไกล่เกลี่ยแบบขอไปที "ดีกันนะลูก" "อย่าไปถือสาเพื่อนเลย" เพื่อให้เรื่องจบๆไปในแต่ละวัน และครูเป็นหนังหน้าไฟอยู่เสมอ

เมื่อโรงเรียนกลายเป็นดินแดนสนธยาที่กฎหมายบ้านเมืองเข้าไม่ถึง โดยผู้บริหารทำตัวเป็น "ศาลจำลอง" ที่มีบทลงโทษซึ่งไร้ความหมาย (ตัดคะแนนความประพฤติ, ทำเวร, เก็บขยะ, ฯลฯ) ซึ่งไม่ได้สร้างความเกรงกลัวให้แก่ผู้กระทำผิดจริง เมื่อตำรวจเข้าไม่ได้ ครูปกป้องไม่ได้ และผู้บริหารพยายามปิดข่าว เหยื่อที่ถูกบีบจนไร้ทางออกจะตระหนักได้เองว่า "ไม่มีใครในระบบนี้ช่วยฉันได้เลย" เมื่อถึงจุดนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

  • เด็กที่ชอบบูลลี่: สนุกกับการเสพติดอำนาจเพราะรู้ว่าระบบไร้น้ำยา
  • ผู้บริหาร: ปิดข่าวเพื่อรักษาตำแหน่งและภาพลักษณ์
  • ครู: กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ไม่มีอำนาจกฎหมายรองรับ ต้องไกล่เกลี่ยแบบขอไปทีเพื่อเอาตัวรอดจากระบบบริหารที่ล้มเหลว
  • เหยื่อ: แบกรับบาดแผลทั้งทางการและใจ ถูกสั่งให้ "อดทน" เพื่อสังเวยให้ภาพลักษณ์โรงเรียนให้ดูดี จนเป็นซึมเศร้า

การแจ้งตำรวจไม่ได้แปลว่าจะเอาเด็กเข้าคุกแบบผู้ใหญ่ แต่คือการใช้กระบวนการทางกฎหมาย (เจ้าหน้าที่พัฒนาสังคม, นักจิตวิทยา, ตำรวจ) ให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาควบคุมพฤติกรรมอย่างมีมาตรฐาน ซึ่งดีกว่าระบบ "ศาลจำลอง" ของโรงเรียน แต่ตราบใดที่การแจ้งตำรวจในกรณี "อาชญากรรมในโรงเรียน" ยังถูกมองว่าเป็น "เรื่องเสียภาพลักษณ์" แทนที่จะเป็น "การคุ้มครองสวัสดิภาพขั้นพื้นฐาน" สถาบันการศึกษาก็จะไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย แต่เป็น "โรงงานผลิตอาชญากร และเหยื่อซึมเศร้า" ต่อไปเรื่อยๆ

เพราะการบูลลี่ในโรงเรียนไม่ใช่เรื่องหยอกล้อกัน
แต่มันคืออาชญากรรมที่ไร้การลงโทษ

ยามบูลลี่คนอื่นก็กลัวจะไม่หนำใจมากพอ
ยามโดนเอาคืนก็กลัวจะโดนทำมากไป

ห่วงใยแด่ผู้รอดพ้น
อาลัยแด่ผู้สูญเสีย

ใจเขาใจเรา
#stopbullying


แถม
โดนบูลลี่ โทรสายด่วนการศึกษา 1579


ธรรมชาติของสถาบันการศึกษา คือ พื้นที่ของการเรียนรู้และบ่มเพาะ และธรรมชาติของกฎหมาย คือ การคุ้มครองและจัดระเบียบสังคม

การยึดยื้อผู้กระทำผิดไว้ในโรงเรียนภายใต้ระบบ "ศาลจำลอง" นอกจากจะไม่ช่วยให้เด็กที่อยากเรียนได้เรียนแล้ว ยังเป็นการฝืนธรรมชาติของทั้งสองฝ่าย เพราะต้องคอยยื้อคนที่ปฏิเสธการเรียนรู้ไว้ในที่ที่ไม่ใช่สำหรับเขาโดยรอดพ้นจากกฎหมายในโลกแห่งความเป็นจริง และคนที่อยากเรียนก็ไม่ได้เรียนเพราะโดนบูลลี่อยู่ร่ำไป ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย

คืนโรงเรียนให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ คืนบทบาทการคุ้มครองสวัสดิภาพให้กฎหมาย แล้วปล่อยให้ทุกคนได้เผชิญหน้ากับ "ผลแห่งการกระทำ" บนเส้นทางที่ตนเองเลือกอย่างแท้จริง เพราะไม่มีสิ่งใดเติบโตได้บนความทับซ้อนจอมปลอม และไม่มีใครจะเรียนรู้ความรับผิดชอบได้ หากยังถูกปกป้องจากความจริง

23 กรกฎาคม 2569

เมื่อ "เวลาพัก" ของเรา ดันมาชนกับ "เวลาพัก" ของเขา - มหากาพย์ความตลกร้ายของเวลาทำการ


เคยสังเกตไหมครับว่า ในโลกใบนี้มีสิ่งมหัศจรรย์เชิงระบบอยู่สิ่งหนึ่งที่ชวนให้เราเกาหัวทุกครั้งที่นึกถึง มันคือข้อจำกัดทางกาลเวลาที่ทำให้เกิดคำถามว่า "สรุปแล้ว เขาเปิดไว้ให้ใครมาใช้บริการกันแน่?" 🤔

ลองจินตนาการภาพตัวเราเองในฐานะ "คนทำงานสู้ชีวิต" ที่เข้างาน 8 โมงเช้า เลิก 4-5 โมงเย็น วันๆนั่งหลังขดหลังแข็ง รอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่า "เมื่อไหร่จะเที่ยงนะ จะได้แวบไปติดต่อทำบัตรเข้า-ออกอาคารสักหน่อย"

และเมื่อเสียงระฆังดังเป๊งตอน 12.00 น. ลุกจากเก้าอี้ด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม ก้าวเท้าฉับๆไปถึงหน้าหน่วยงานบริการ...
ผ่างงง! ป้าย "ปิดพักเที่ยง" แขวนเด่นเป็นสง่า ไฟข้างในปิดพรึบ

นี่คือความจริงอันโหดร้ายเชิงโครงสร้าง

ช่วงเช้า (08.30 - 12.00 น.): เราทำงาน - เขาเปิด (เราไปไม่ได้)

ช่วงเที่ยง (12.00 - 13.00 น.): เราพัก - เขาก็พักเหมือนกัน! (ประตูอัดโครมใส่หน้า พร้อมเสียงตะโกนว่า "พักเที่ยง!")

ช่วงบ่าย (13.00 - 16.30 น.): เรากลับไปทำงาน - เขากลับมาเปิด (เราก็ยังไปไม่ได้)

ช่วงเย็น (หลัง 16.30 น.): เราเลิกงานแล้ว! - เย้! เขาก็ปิดแล้วเหมือนกัน! ขอบคุณครับ บาย...

โดยเฉพาะไอเทมคลาสสิกอย่าง "ห้องสมุดประชาชน" หรือ "พิพิธภัณฑ์" ที่ชื่อก็บอกอยู่โต้งๆว่าเพื่อ "ประชาชน" แต่เวลาทำการกลับล้อไปกับเวลาทำงานแบบเป๊ะๆ แถมบางแห่งปิดวันเสาร์-อาทิตย์เพิ่มความเอ็กซ์คลูซีฟไปอีก จนบางทีก็แอบคิดในใจเบาๆว่า "ประชาชนคนไหนหนอ ที่จะมีโอกาสได้มาเดินทอดน่องอ่านหนังสือตอนบ่ายสองวันพุธ?" ถ้าไม่ใช่เด็กโดดเรียน ก็คงเป็นผู้มีอันจะกินที่ลาพักร้อนมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

สุดท้าย... ทางออกเดียวของมนุษย์ทำงานที่จะเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ ไม่ใช่การ "เดินไปตอนเวลาว่าง" แต่อย่างใด
แต่มันคือมหกรรมการใช้ "กลยุทธ์ขั้นสูง"
ไม่ว่าจะเป็นการตีเนียนเดินไปเข้าห้องน้ำแต่แวบไปเคาน์เตอร์, ยอมลางานครึ่งวัน (ผู้เสียสละตน), หรือการใช้คาถาพรางตัวหลบสายตาหัวหน้างาน เพื่อซิกแซกเอาตัวเองมาติดต่องานให้ทันก่อนประตูเขาจะปิด

เอาจริงนะ มันไม่ใช่ความผิดของพี่ๆเจ้าหน้าที่หน้างานเลยสักนิดครับ (เพราะพี่เขาก็เป็นคนทำงานที่ต้องพักต้องเลิกงานตามระบบเหมือนกัน) แต่มันคือความตลกร้ายของระบบที่ออกแบบมาโดยลืมเช็กตารางชีวิตของ "ผู้ใช้บริการ" ไปนิดเดียว นิดเดียวจริงๆ ...จริงๆนะ

ครั้งต่อไป ถ้าเดินไปติดต่องานแล้วเจอประตูปิดล็อกตอนพักเที่ยง อย่าเพิ่งอารมณ์เสียไป ให้ยิ้มอ่อนแล้วบอกตัวเองว่า "เออ... ระบบเขาเสถียรดีจริงๆ ล็อกเวลาชีวิตมนุษย์ออฟฟิศไว้ตรงกันเป๊ะ ไม่มีช่องว่างให้เล็ดลอดได้เลยจริงๆ พับผ่า!" ฮ่าๆ

แล้วทุกคนล่ะครับ เคยเจอประสบการณ์ "เวลาพักชนกันจนทำอะไรไม่ได้" แบบนี้ที่ไหนอีกบ้าง? มาแชร์ความยิ้มแห้งกันได้ในคอมเมนต์เลยครับ 😅👇

#เวลาทำการที่เป็นปริศนา #ชีวิตคนทำงาน #ยิ้มแห้ง #เรื่องเล่าชาวออฟฟิศ

แถมท้ายเชิงประวัติศาสตร์
สรุปแล้วระบบเวลาการทำงานแบบนี้นี้คิดขึ้นมาเพื่ออะไร? 🧠🕰️

ถ้าเราย้อนเวลากลับไปดู จะพบว่าคนต้นคิดระบบนี้ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเขามีตรรกะที่เฉียบคมมาก (ในยุคนั้นนะครับ) เขาคิดว่า

"ถ้าบริษัท A ทำงาน 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น และบริษัท B ก็ทำงานเวลาเดียวกัน บริษัท A ก็จะสามารถส่งเอกสารหรือส่งสินค้าหาบริษัท B ได้ทันทีในวันเวลานั้นเลย"

ซึ่งระบบนี้ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมกระเทียมดองมากในการจับคู่ให้ "องค์กรคุยกับองค์กร" (B2B) ได้อย่างราบรื่น

แต่... แต่ๆๆ สมการนี้ดันลืมคำนวณตัวแปรสำคัญไปอย่างหนึ่งครับ... นั่นคือลืมไปว่า "พนักงาน" (สำคัญสำหรับเขารึเปล่านะ?) ซึ่งเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตส่วนตัว มีธุระปะปัง และมีความจำเป็นต้องติดต่อหน่วยงานบริการในฐานะ "ประชาชนคุยกับองค์กร" (B2C)

เมื่อระบบเวลาทำงานสั่งให้มนุษย์ทุกคนทำงานพร้อมกันปุ๊บ ความวิบัติอันแสนน่ารักจึงบังเกิด! เพราะทุกคนต้องทำงานในบริษัทตั้งแต่ 8 โมงเช้า ยัน 4 โมงเย็น ไม่มีใครมีสิทธิ์ถอนตัวออกไปเดินงานอื่นได้เลย (ยกเว้นจะยอมโดนหักเงินเดือนหรือลางาน)

นี่จึงกลายเป็น "ค่ายกลที่สมบูรณ์แบบ จนขังตัวเองไว้ภายในซะเอง"

สรุปได้ว่า เจตนารมณ์แรกเริ่มของระบบนี้ คือ ออกแบบมาเพื่อให้ "ทุกคนเจอกันได้ง่ายที่สุด" แต่กลับทำให้ "ทุกคนเจอกันได้ยากที่สุด"

เห้ยเดี๋ยว! ยังไงนะ? (สงสัยต้องย้อนกลับไปอ่านใหม่)

การคิดด้วยตรรกะเส้นตรง (Linear Logic) ช่างเป็นชั้นเชิงที่ลึกล้ำและทิ้งมรดกแห่งความยิ้มแห้งเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆครับ! 🤣

02 สิงหาคม 2565

โรคภัยที่เกิดจากอารมณ์ที่มากเกินไป


วันนี้มาคุยกันเรื่องอารมณ์ความรู้สึกกันครับ

คัมภีร์ซู่เวิ่น บท อินหยางอิ้งเซี่ยงต้าลุ่น มีบันทึกว่า: "ความโกรธทำร้ายตับ, ดีใจทำร้ายหัวใจ, ครุ่นคิดทำร้ายม้าม, เศร้าโศกทำร้ายปอด, ความกลัวทำร้ายไต."

《素問 。陰陽應像大論》有:“怒傷肝,喜傷心,思傷脾、憂傷肺、恐傷腎”的記載。

การมีความรู้สึกต่างๆนั้นนับว่าปกติ แต่หากมีความรู้สึกใดมากเกินไปจะทำให้อวัยวะนั้นๆเจ็บป่วยได้ และในทางกลับกัน ถ้าอวัยวะนั้นๆเสียสมดุลก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกใดใดได้เหมือนกัน เช่น ตับมีปัญหาอาจทำให้เป็นคนโกรธง่าย เป็นต้น

คัมภีร์อีฟางเข่า บันทึกไว้ว่า หานกล่าวว่า: โรคที่เกิดจากความคิด, ยารักษาไม่ง่าย, ควรใช้วิธีการควบคุม.

《醫方考 。情志門第二十七》 韓曰∶此病得之於思,藥不易愈,當以術治之。

หากเกิดความรู้สึกต่างๆมากเกินไป ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้เทคนิคอารมณ์คุมอารมณ์ด้วยหลักปรัชญา 5 ธาตุ เช่น มีอารมณ์โกรธ(ธาตุไม้)มากเกินไป ให้รักษาได้ด้วยการเล่าเรื่องเศร้า(ธาตุโลหะ ตัดไม้ทำให้ธาตุไม้ลดลง)ให้ฟัง แต่ต้องให้พอดีอย่างสมดุล ไม่มากเกินจนพลิกกลับเป็นอารมณ์เศร้าไปอีก เป็นต้น

หากเพื่อนๆสนใจเรื่อง อารมณ์คุมอารมณ์ เพิ่มเติม ให้เม้นว่า สนใจ เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมต่อไปนะครับ หากไม่มีก็ขอละไว้เพียงเท่านี้ก่อน
ขอบคุณครับ

อ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติม
https://baike.baidu.com/item/%E4%B8%83%E6%83%85
http://zhongyibaodian.com/archives/17561.html
https://zhuanlan.zhihu.com/p/147483741

31 กรกฎาคม 2565

อารมณ์ที่ไม่ปกติอาจไม่ได้เกิดจากใจที่อ่อนแอก็ได้ ภาค 2

Photo by Lisa: https://www.pexels.com/photo/silhouette-of-person-holding-flower-2379722/

จากบทความก่อนที่คุยกันถึงเรื่องอารมณ์ที่ไม่ปกติอาจไม่ได้เกิดจากใจที่อ่อนแอแต่อาจเป็นเพราะอวัยวะภายในไม่สมดุล ทำให้ผมนึกถึงตำราพิชัยสงครามซุนจื่อที่พูดถึงคุณสมบัติของแม่ทัพในบที่ 1 ที่ว่ามี 5 ประการ คือ ปัญญา สัจจะ เมตตา กล้าหาญ เข้มงวด
หากว่ากันตามหลักปรัชญาจีน ทั้ง 5 ประการนี้ เป็นจิตวิญญาณ(神)ที่อยู่ในอวัยวะตันภายในทั้ง 5 เมื่อนำมาเทียบกับหลักปรัชญาจีนก็จะอธิบายได้ดังนี้

ปัญญา อยู่ในหัวใจ ถ้าหัวใจสมดุลจะมีปัญญาดี เลือดไหลเวียนไปใช้สมองได้เต็มสูบ
สัจจะ อยู่ในไต มันคือความมุ่งมั่นที่คิดอย่างไรพูดอย่างไรก็จะทำให้ได้อย่างนั้น เป็นความศัทธาในตัวเอง
เมตตา อยู่ในม้าม มันคือความรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
กล้าหาญ อยู่ในปอด ถ้าปอดสมดุลก็จะมีความซาบซึ้งกล้าที่จะปกป้องสิ่งที่รัก
เข้มงวด อยู่ในตับ มันคือวินัย คนที่ตับสมดุลดีจะเป็นคนมีวินัย

ถ้าอวัยวะเหล่านั้นเสียสมดุลหยินหยาง จะเป็นไปตามจุดอ่อนของแม่ทัพ 5 ประการในตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ บทที่ 8 คือ กล้าตาย กลัวตาย โกรธง่าย สัตย์ซื่อ รักราษฎร์
หากว่ากันตามหลักปรัชญาจีน ทั้ง 5 ประการนี้ เป็นมุมกลับของจิตวิญญาณ(神)ในอวัยวะทั้ง 5 ที่เสียสมดุล เมื่อนำมาเทียบกับปรัชญาจีนก็จะอธิบายได้ดังนี้

กล้าตาย ถ้าปอดเสียสมดุล ก็อาจจะใช้แต่ความซาบซึ้ง คิดแต่จะตอบแทนคุณจนตัวตาย ไม่คิดหน้าคิดหลัง
กลัวตาย ถ้าหัวใจเสียสมดุล ก็อาจจะใช้ปัญญาฟุ้งซ่านมากเกินไปจนตัดสินใจไม่ได้ คิดคำนวนสาระตะจนไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย
โกรธง่าย ถ้าตับเสียสมดุล ก็อาจจะทำให้เข้มงวดสุดโต่ง อะไรไม่ได้ดั่งใจนิดหน่อยก็โกรธจนขาดสติ
สัตย์ซื่อ ถ้าไตเสียสมดุล ก็อาจจะทำให้ถือสัจจะมากจนสุดโต่ง จนกลัวนู่นกลัวนี่ไปหมด ไม่กล้าทำอะไรเลย
รักราษฎร์ ถ้าม้ามเสียสมดุล ก็จะเมตตามากเกินไปกังวลมากเกินไปจนสุดโต่ง ไม่เป็นอันทำการอะไรเลย

จะเห็นว่าจุดแข็งกับจุดอ่อนมาจากสิ่งเดียวกันได้ หากจุดแข็งเสียสมดุลก็กลายเป็นจุดอ่อน และเรื่องนี้ก็ยังแสดงให้เป็นถึง อวัยวะที่ข้องกับอารมณ์ความรู้สึก คนเราอาจปรับเปลี่ยนทัศนคติได้ แต่เรื่องอารมณ์ บางที มันอาจเป็นเรื่องของร่างกายที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ แต่แน่นอนว่าจิตใจย่อมส่งผลต่ออารมณ์ด้วยเช่นกัน อวัยวะเสียสมดุลทำให้อารมณ์เสียสมดุล และอารมณ์ที่เสียสมดุลก็ทำให้อวัยวะเสียสมดุลไปอีก และเป็นวงจรอุบาทจนส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจ

โดยตามหลักปรัชญาจีนพื้นฐานแล้วอารมณ์ที่กระทบอวัยวะ(ให้เสียสมดุล)และอวัยวะ(ที่เสียสมดุล)กระทบต่ออารมณ์ คือ

โกรธ<=>ตับ
ดีใจและตกใจ<=>หัวใจ
ครุ่นคิดกังวล<=>ม้าม
เศร้าโศกและเศร้าซึ้ง<=>ปอด
กลัว<=>ไต

อารมณ์อาจเกิดจากอวัยวะมากกว่าที่คิดก็ได้ และเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ถ้ามันจะเกิดขึ้นมันก็จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ บางครั้งหากมีอะไรมากระทบในทางจิตใจย่อมเกิดอาการไปตามนั้นๆแล้วก็ดับไปเอง หากไม่ให้มันครอบงำจนหน้ามืดก็อาจรู้เห็นการเกิดดับของมัน เป็นเวทนาของสังขาร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ส่วนจิตใจก็เป็นอย่างที่มันเป็น ที่เหลือก็อยู่ที่ว่าเมื่อมันเกิดขึ้นเราจะเลือกทำอย่างไร ที่แน่ๆคือไม่ควรกดข่มและไม่ควรแสร้งเป็นไม่สนใจ เพราะอารมณ์ต่างๆเกิดขึ้นเพื่อบอกอะไรบางอย่างกับเรา ไม่ได้ให้เราปล่อยให้มันครอบงำจนหน้ามืด แต่ให้เรารับฟังมันเพื่อแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง อาจเป็นปัญหาในร่างกายหรือปัญหาตรงหน้า ซึ่งอันดับแรกเราต้องรับรู้ถึงมันและยอมรับมันอย่างที่มันเป็น นอกเหนือจากนั้นสิ่งที่เราทำได้ก็เป็นการการบำรุงอวัยวะภายใน ดูแลร่างกายและจิตใจ ซึ่งสามารถทำได้จาก อาหาร อากาศ และออกกำลังกาย รวมถึงสมุนไพรด้วย ที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักหยินหยางและห้าธาตุของร่างกาย
ร่างกายเป็นสิ่งปรุงแต่งของธาตุต่างๆตามธรรมชาติมารวมตัวกัน สุขภาพจะดีได้ก็เกิดจากสมดุลของการปรุงแต่งนั้นๆตามปัจจัยที่รับเข้ามาในร่างกายและจิตใจ เราเป็นผู้ดูแลร่างกาย ก็ปรับปรุงบำรุงปรุงแต่งให้เป็นไปตามปัจจัย ไม่ใช่ตามปราถนาหรือตามใจ แต่ต้องเป็นไปตามธรรมชาติของปัจจัยแห่งกายมนุษย์อย่างถูกต้องเหมาะสม แล้วทุกอย่างก็จะดำเนินไปในทางสมดุลหรือสายกลางตามจริงในแบบที่มันควรจะเป็นตามธรรมชาติของกายนี้
หากพูดให้ครบถ้วน ย่อมไม่ใช่แค่อวัยวะที่ต้องบำรุง อารมณ์ก็ต้องปรับปรุงด้วยเช่นกัน จากความความเข้าใจ ความรู้ และทัศนคติ เพราะมันเป็นวงจรย้อนกลับไปกระทบอวัยวะได้ การดูแลจึงต้องเป็นแบบองค์รวมทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆกัน ซึ่งนั่นคงเป็นสิ่งที่ทุกคนทำอยู่แล้ว แต่เรื่องอวัยวะที่เสียสมดุลที่ส่งผลต่ออารมณ์นั้น เป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยุคใหม่แทบไม่ได้กล่าวถึงเลย กล่าวถึงเพียงสมองส่วนอารมณ์ แต่ไม่ได้กล่าวถึงอวัยวะที่อาจเป็นตัวเข้าถึงสมองส่วนอารมณ์นั้น หลายคนจึงอาจไม่รู้ และอาจคิดว่าอารมณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะใจอ่อนแอ จริงๆแล้วมันอาจเป็นแค่อวัยวะเสียสมดุลก็ได้ อาจไม่มีใครจิตใจอ่อนแอ เพราะหากอวัยวะเสียสมดุล ผลทางอารมณ์แบบนั้นก็จะเกิดขึ้นของมันเองตามธรรมชาติ ห้ามไม่ได้ และไม่ควรห้ามด้วย ในทางจิตใจเราทำได้เพียงตระหนักรู้ถึงมัน(มันแค่เป็นอย่างนั้นให้เราสัมผัสถึง) ในทางร่างกายเราทำได้เพียงบำรุงดูแล ที่เหลือก็ใช้ชีวิตเพื่อเยี่ยมเยียนโลกใบนี้
และเรื่องนี้ยังชี้ให้เห็นอีกด้วยว่า คนเราแต่ละคนย่อมมีสันดานไม่เหมือนกันตามพื้นฐานการกักเก็บความสมดุลของร่างกายของแต่ละคน ดังนั้น อย่าพยายามเปลี่ยนใครและอย่าฝืนตัวเอง เพราะไม่มีใครเปลี่ยนได้หรือฝืนได้ อย่างไรก็ตาม แต่ละคนจะเป็นตัวเองได้แท้จริง ก็ขึ้นอยู่กับสมดุลทั้งภายในและภายนอกของตัวเขาเอง

อันนี้นอกเรื่องนิดนึง หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องเล่าที่ว่า บางคนเปลี่ยนอวัยวะภายในแล้วนิสัยเปลี่ยนไปเป็นคนละคน(อาจมีนิสัยเหมือนเจ้าของเก่าก็ได้) ซึ่งเป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยุคใหม่อธิบายไม่ได้ แต่หลักปรัชญาจีนอธิบายได้ ก็ตามนั้นแหละครับ อารมณ์มันเกี่ยวพันธ์กับอวัยวะภายใน เพราะอวัยวะภายในมีจิตวิญญาณ(神)ของมันเองอยู่ และมีวิธีนึกคิดทางอารมณ์ในแบบของมัน โดยที่เราทำอะไรไม่ได้เมื่อมันเกิดขึ้น เราอาจไม่ใช่เจ้าของร่างกาย เป็นเพียงแต่ผู้ดูแลอาศัยเท่านั้น และร่างกายก็เป็นไปในแบบที่มันของมัน เป็นเช่นนั้นเอง ตามปัจจัยที่ปรุงแต่งกันไปของแต่ละคน เราทำได้เพียงดูแลให้ดี รับฟังมัน ใช้เป็นเบาะแส และรู้มัน
หลักปรัชญาโบราณ โดยเฉพาะหลักการแพทย์แผนโบราณ ไม่ใช่ความเชื่อ มันคือวิทยาศาสตร์ มีตรรกะในแบบของมัน เพราะผ่านการทดลองมาแล้วว่าได้ผลหรือไม่ได้ผล(แต่จะได้ผลช้าหรือเร็วนั้นอีกเรื่องหนึ่ง) เพียงแค่ยุคนั้นไม่มีกล้องส่องและห้องแล็บที่จะบอกได้ว่าสมุนไพรต่างๆมันประกอบไปด้วยสารอะไรบ้าง เขาจึงอธิบายด้วยหยิน(ธาตุเย็น)หยาง(ธาตุร้อน)และห้าธาตุแทน แต่ก็เป็นการทดลองมาแล้วถึงได้รู้ว่ามันจะเย็นหรือร้อน ไม่ใช่มั่วขึ้นมา แต่ไม่ว่าการกล้องส่องหรือแล็บจะบอกว่ามันประกอบด้วยสารอะไรบ้าง มันก็ได้ผลตามแบบของมันได้เหมือนเดิมนั่นแหละ(ซึ่งข้อดีของการตรวจสอบก็คือทำให้นำไปประยุกต์ใช้ได้มากยิ่งขึ้น) และเมื่อมีการทดลองมาแล้วมันก็คือวิทยาศาสตร์แบบหนึ่งที่ใช้คำอธิบายต่างกันเท่านั้นเอง เพราะวิทยาศาสตร์ไม่ได้หมายถึงยาเคมีหรือยาสมุนไพร แต่หมายถึงกระบวนการทดลองและบันทึกผล

อารมณ์ที่ไม่ปกติอาจไม่ได้เกิดจากใจที่อ่อนแอก็ได้

Photo by Pixabay: https://www.pexels.com/photo/yellow-cube-on-brown-pavement-208147/

เมื่อศึกษาเรื่องปรัชญาจีนที่เกี่ยวกับความสมดุลของร่างกายและจิตใจที่อยู่ในอวัยวะภายใน มันทำให้ตระหนักว่า บางที การที่คนบางคนขี้โมโห ขี้กลัว หรือใดใด มันไม่ใช่เพราะเขาจิตใจอ่อนแอ แต่อาจเป็นเพราะอวัยวะภายในไม่สมดุลก็ได้ เหมือนกับที่แพทย์แผนปัจจุบันเคยพูดถึงโรคซึมเศร้าว่าเป็นเพราะเคมีในสมองไม่สมดุล ไม่ใช่เพราะจิตใจอ่อนแอ ส่วนทางปรัชญาจีน ยังมีการมองเรื่องอารมณ์ที่ไม่สมดุลว่าเป็นเพราะอวัยวะภายในไม่สมดุลด้วย เช่น โกรธง่ายเป็นเพราะตับร้อน ขี้กลัวเป็นเพราะไตพร่อง เป็นต้น หากปรับให้ตับเย็นลงได้ก็หายขี้โมโห หากบำรุงไตให้สมดุลก็หายขี้กลัว อย่างนี้เป็นต้นดังนั้น บางครั้งหากรู้สึกว่าอารมณ์ของเราไม่ปกติ ไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ บางทีอาจไม่ใช่เพราะใจของเราอ่อนแอหรอก แต่อาจเป็นเพราะร่างกายต่างหากที่หยินหยางไม่สมดุล ลองกลับมาดูว่า เราพักผ่อนเพียงพอมั้ย? เครียดมากไปมั้ย? กินอาหารดี สูดอากาศดีรึเปล่า? กินอะไรบ่อยเกินไปมั้ยช่วงนี้? ดูอะไรมากไป ฟังอะไรมากไปรึเปล่า? เป็นต้น และบางครั้งอาจจำเป็นต้องไปพบหมอ

ร่างกายที่แข็งแรงทำให้จิตใจแข็งแรง จิตใจที่แข็งแรงก็ทำให้ร่างกายแข็งแรง ร่างกายและจิตใจย่อมเสริมกันและกัน ดังนั้น บางครั้ง มันก็อาจไม่ใช่ปัญหาจากจิตใจก็ได้ ก็จำเป็นต้องดูให้รอบด้าน เพราะสภาพแวดล้อมก็สำคัญต่อทั้งร่างกายและจิตใจ อย่าเพิ่งโทษใครร่วมถึงตัวเองว่าจิตใจอ่อนแอเพียงอย่างเดียว
ก่อนจะโทษใครว่าจิตใจอ่อนแอ ให้ดูที่สภาพแวดล้อมและสภาพร่างกายก่อน

18 เมษายน 2559

วงจรการกระทำและผู้นำสามประเภท

ในการทำสิ่งต่างๆของคนเราจะมีวงจรการกระทำที่แจกแจงได้ 3 อย่างคือ เริ่ม-ต่อเนื่อง-หยุด ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องการจะย้ายเก้าอี้จากหน้าบ้านไปหลังบ้าน ทำด้วยการ เริ่มยกเก้าอี้ พาเก้าอีกไปตามทางอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงหลังบ้านก็วางลงและหยุด สิ่งนี้เรียกว่าวงจรการกระทำ ในการทำงานใดๆ ถ้าบุคคลมีสิทธิ์ที่จะ เริ่ม-ต่อเนื่อง-หยุด ในหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ถูกขัดจากการต้องขออนุญาติอยู่ตลอดเวลา งานก็จะออกมาอย่างดีที่สุด และเป็นความภาคภูมิใจของผู้ผลิตชิ้นงานนั้นอีกด้วย

แน่นอนว่าในชีวิตเมื่อคนเราจะทำอะไรก็ต้องทำครบทั้งสามอย่าง แต่หากพูดถึงในระดับสังคมแต่ละคนจะมีความโดดเด่นต่างกันไป
1. ประเภทเริ่ม เป็นคนที่ชอบคิดอะไรใหม่ๆ มักชอบทำอะไรด้วยตัวเอง คือคนประเภทศิลปิน ที่จะมีโครงการอะไรใหม่ๆมากมาย สิ่งที่คนประเภทนี้ต้องพัฒนาเพิ่มคือการทำให้ต่อเนื่องจนเสร็จ(หยุด)ได้
2. ประเภทต่อเนื่อง เป็นคนที่ชอบทำสิ่งที่มีอยู่แล้วให้อยู่ต่อไป คือคนที่ต้องการคงขนบเดิมๆเอาไว้อย่างเหนียวแน่นไม่ยอมปรับเปลี่ยนใดๆ สิ่งที่คนประเภทนี้ต้องพัฒนาก็คือต้องรู้จักเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และใช้ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม
3 ประเภทหยุด เป็นคนที่รู้ว่าอะไรไม่ควรทำหรือคนที่ค้านตลอด เป็นประเภทอาชีพตำรวจหรือทหาร ที่คอยหยุดคนที่ทำผิดกฏหมาย สิ่งที่คนประเภทนี้ต้องพัฒนาคือการริเริ่มและความต่อเนื่องของสิ่งต่างๆ

ในระดับสังคมหากว่าคนประเภทเริ่มเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จ จะมีโครงการต่างๆมากมายแต่ทำไม่เคยเสร็จเลย หรือหากคนประเภทต่อเนื่องเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จ จะไม่มีการริเริ่มอะไรใหม่ๆ จะมีแต่การนำขนบเก่าๆมาใช้ แม้บางเรื่องจะไม่เหมาะกับสถานการณ์แต่ก็ยังคงดันทุรังบังคับใช้ต่อไป หรือหากคนประเภทหยุดเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จ ทุกสิ่งในสังคมจะหยุดนิ่ง และการหยุดก็จะนำมาซึ่งการทำลายด้วย คนประเภทหยุดนี้ร้ายแรงที่สุดหากเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของอารยะธรรมนั้นๆ จะเห็นได้จากเผด็จการต่างๆในประวัติศาสตร์

ทางที่เหมาะสมที่สุดคือ ในสังคมควรให้คนทั้งสามประเภทนั้นทำงานรวมกัน ให้คนริเริ่มได้สำเสนอโครงการ ให้คนที่ต่อเนื่องรับสิ่งที่เหมาะสมมาทำและคงสิ่งเดิมไว้หากยังเหมาะสม หรือไม่ก็ผสมผสานไปเลย และให้คนประเภทหยุดคอยดูว่าสภาพแวดล้อมยังคงเหมาะสมหรือไม่ หากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปแล้วก็ให้หยุด และส่งให้ริเริ่มได้นำเสนอใหม่ เป็นวงจรการกระทำแบบนี้จึงจะมีการเรียนรู้และลื่นไหลไปได้ อารยะธรรมของสังคมนั้นๆจึงจะพัฒนาขึ้นไปได้เรื่อยๆอย่างเข้มแข็ง

อ้างอิง Scientology

31 มีนาคม 2559

นิยามที่แท้ บุคคลที่ต่อต้านสังคม และ บุคคลที่เป็นมิตรต่อสังคม

ในสังคมไทยมักเรียกคนที่ไม่ทำตามสังคมหรือมีความแตกต่างว่าเป็นคนต่อต้านสังคม แต่นิยามสากลจริงๆไม่ใช่แบบนั้น บุคคลคนประเภทต่อต้านสังคมจะเป็นคนที่ซ่อนความกลัวต่อผู้อื่นเอาไว้ พวกเขาจะเชื่อว่าพวกเขาจะต้องกดคนอื่นไว้ เป็นคนประเภทที่ต้องการทำให้ผู้อื่นโง่กว่าตัวเอง และพวกเขาจะหวาดกลัวถ้าคนอื่นจะพัฒนาขึ้นจนฉลาดกว่าตัวเขา พวกเขากลัวว่าคนอื่นจะเก่งกว่าตัวเอง เพราะพวกเขาจะรู้สึกว่าแค่นี้เขาก็ยุ่งยากแล้ว ถ้าเกิดคนพัฒนาขึ้นและฉลาดขึ้น พวกเขาต้องลำบากแน่ๆ
ส่วนบุคคลที่เป็นมิตรต่อสังคมเป็นคนที่ชอบแบ่งปันสิ่งดีๆให้แก่ผู้อื่น เพราะพวกเขาคิดว่า ถ้าตัวเขาและคนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น เขาก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่สำหรับคนที่ต่อต้านสังคมเขาคิดว่าเขาจะอยู่รอดได้ด้วยการทำให้คนอื่นแพ้เขาและยอมจำนนเท่านั้น

คนทั้งสองประเภทนี้จะมีลักษณะที่ต่างกันที่เห็นได้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น
1. คนต่อต้านสังคมจะพูดแบบไม่เจาะจง เช่น "พวกเขาพูดกันว่า..." "ทุกคนคิดว่า..."
คนเป็นมิตรต่อสังคมจะพูดแบบเจาะจง เช่น "พระพุทธเจ้ากล่าวว่า..." "หนังสือพิมพ์ไทยรัฐลงข่าวว่า..." คือจะพยายามให้แหล่งข้อมูลถ้าเป็นไปได้
2. คนต่อต้านสังคมจะชอบพูดถึงข่าวร้าย เป็นพวกชอบกระจายข่าวลือ และใส่สีตีไข่ใส่ร้ายคนอื่น
คนเป็นมิตรต่อสังคมจะกระตือรือร้นที่จะกระจายข่าวดีและมักลังเลที่จะแชร์ข่าวร้ายนอกจากจะสำคัญจริงๆ
3. คนต่อต้านสังคมชอบการวิจารณ์คนอื่นอยู่ตลอด
คนเป็นมิตรต่อสังคมจะชอบให้กำลังใจมากกว่าวิจารณ์
4. คนต่อต้านสังคมเมื่อเกิดปัญหา เช่น รถยางแบนเพราะไปทับตะปู เขาจะโทษคนที่นั่งข้างๆ
คนที่เป็นมิตรต่อสังคมเมื่อเกิดปัญหาเช่นเดียวกันนั้นเขาจะลงไปปะยาง
5. คนต่อต้านสังคมจะเห็นดีกับกิจกรรมที่เป็นภัยต่อสังคม บ่อยครั้งที่ศิลปิน(ผู้ริเริ่ม)จะตกเป็นเป้าโจมตีของคนพวกนี้ หรือทำลายในคราบของการช่วยเหลือ
คนเป็นมิตรต่อสังคมจะสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ช่วยเหลือสังคม
6. คนต่อต้านสังคมจะขาดสำนึกเรื่องทรัพย์สินส่วนบุคคล มักจะใช้หรือขโมยของผู้อื่นโดยพลการ
คนเป็นมิตรต่อสังคมจะเคารพต่อทรัพสินส่วนบุคคล จะไม่มีการนำทรัพย์สินของผู้อื่นไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง
7. คนต่อต้านสังคมไม่เคยสำนึกในพฤติกรรมของตน
คนที่เป็นมิตรต่อสังคมหากชี้ให้เห็นสิ่งที่ถูกต้องเขาก็พร้อมจะพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างง่ายดาย

สรุปสั้นๆได้ว่า คนที่ต่อต้านสังคมคือคนที่จ้องจะทำลาย และ คนที่เป็นมิตรต่อสังคมคือคนที่พยายามจะสร้างสรรค์

การที่จะบอกว่าใครเป็นคนต่อต้านสังคมหรือคนที่เป็นมิตรต่อสังคมนั้นไม่สามารถทำได้อย่างตรงไปตรงมา จำเป็นต้องดูบริบทมาก ต้องดูทั้งด้านดีและไม่ดีของคนๆนั้นประกอบด้วย เพราะบางครั้งคนเป็นมิตรอาจแสดงพฤติกรรมร้ายๆหากถูกกดดัน และการดูที่ความสำเร็จหรือล้มเหลวของบุคคลนั้นก็ยังไม่ได้ เพราะคนที่เป็นมิตรต่อสังคมบางครั้งก็ถูกกลั่นแกล้งจากคนต่อต้านสังคม หรือการที่คนนึงมีอำนาจเหนือผู้อื่นก็ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนต่อต้านสังคม
แต่ด้วยข้อเท็จจริงเรื่องบุคลิกนี้ก็สามารถทำให้เราแยกแยะได้ เพื่อที่เราจะไม่ทำร้ายบุคคลที่เป็นมิตรต่อสังคม และไม่ละเลยที่จะทำให้คนที่ต่อต้านสังคมหมดสิ้นกำลังที่จะทำร้ายพวกเราที่เหลือ และเพื่อหลีกเลี่ยงคนประเภทนี้เพราะเขาจะคอยดูดพลังชีวิตของคุณและคอยกดคุณอยู่เสมอและจะทำให้คุณวิกลจริต
เมื่อเรามองไปที่เรื่องของการฉ้อราษฏร์บังหลวงของรัฐบาล สงคราม อาชญากรรม ความวิกลจริต ยาเสพติด ความสำส่อนทางเพศและอื่นๆ เรากำลังมองไปที่สังคมที่กำลังจะสูญสิ้น นี่คือผลโดยตรงของการที่บุคคลทั้งหลายล้มเหลวในการประยุกต์ใช้จริยธรรมเพื่อยับยั้งการจ้องทำลายสังคม ซึ่งนำสังคมและบุคคลในสังคมไปสู่ความสิ้นสูญในที่สุด

สรุปได้ว่านิยามคำว่าพฤติกรรมต่อต้านสังคมที่คนไทยใช้กัน นำมาใช้เพื่อกดให้คนอื่นทำตามคนส่วนใหญ่ ทั้งที่แต่ละคนมีความเป็นตัวเอง มีความชอบที่ต่างออกไป แต่เมื่อใช้นิยามสากลแบบนี้ที่ได้ลงลึกไปถึงเรื่องลักษณะนิสัย โดยไม่ได้มองแบบผิวเผินแค่ภายนอกนั้น จะเห็นได้ชัดเจนและใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีความแตกต่างจากผู้อื่นแค่ไหน แต่หากเขาเป็นคนที่สร้างสรรค์เพื่อทำให้โลกนี้ดีขึ้น เขาก็ไม่ใช่คนที่มีพฤติกรรมต่อต้านสังคมแต่อย่างใด

บทความนี้ขอเป็นกำลังใจแด่บุคคลผู้แตกต่าง
ที่ตรากตรำเพื่อให้โลกใบนี้หมุนต่อไปอย่างสร้างสรรค์...

อ้างอิง Scientology: A new slant on life