Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Scientology แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Scientology แสดงบทความทั้งหมด

18 เมษายน 2559

วงจรการกระทำและผู้นำสามประเภท

ในการทำสิ่งต่างๆของคนเราจะมีวงจรการกระทำที่แจกแจงได้ 3 อย่างคือ เริ่ม-ต่อเนื่อง-หยุด ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องการจะย้ายเก้าอี้จากหน้าบ้านไปหลังบ้าน ทำด้วยการ เริ่มยกเก้าอี้ พาเก้าอีกไปตามทางอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงหลังบ้านก็วางลงและหยุด สิ่งนี้เรียกว่าวงจรการกระทำ ในการทำงานใดๆ ถ้าบุคคลมีสิทธิ์ที่จะ เริ่ม-ต่อเนื่อง-หยุด ในหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ถูกขัดจากการต้องขออนุญาติอยู่ตลอดเวลา งานก็จะออกมาอย่างดีที่สุด และเป็นความภาคภูมิใจของผู้ผลิตชิ้นงานนั้นอีกด้วย

แน่นอนว่าในชีวิตเมื่อคนเราจะทำอะไรก็ต้องทำครบทั้งสามอย่าง แต่หากพูดถึงในระดับสังคมแต่ละคนจะมีความโดดเด่นต่างกันไป
1. ประเภทเริ่ม เป็นคนที่ชอบคิดอะไรใหม่ๆ มักชอบทำอะไรด้วยตัวเอง คือคนประเภทศิลปิน ที่จะมีโครงการอะไรใหม่ๆมากมาย สิ่งที่คนประเภทนี้ต้องพัฒนาเพิ่มคือการทำให้ต่อเนื่องจนเสร็จ(หยุด)ได้
2. ประเภทต่อเนื่อง เป็นคนที่ชอบทำสิ่งที่มีอยู่แล้วให้อยู่ต่อไป คือคนที่ต้องการคงขนบเดิมๆเอาไว้อย่างเหนียวแน่นไม่ยอมปรับเปลี่ยนใดๆ สิ่งที่คนประเภทนี้ต้องพัฒนาก็คือต้องรู้จักเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และใช้ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม
3 ประเภทหยุด เป็นคนที่รู้ว่าอะไรไม่ควรทำหรือคนที่ค้านตลอด เป็นประเภทอาชีพตำรวจหรือทหาร ที่คอยหยุดคนที่ทำผิดกฏหมาย สิ่งที่คนประเภทนี้ต้องพัฒนาคือการริเริ่มและความต่อเนื่องของสิ่งต่างๆ

ในระดับสังคมหากว่าคนประเภทเริ่มเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จ จะมีโครงการต่างๆมากมายแต่ทำไม่เคยเสร็จเลย หรือหากคนประเภทต่อเนื่องเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จ จะไม่มีการริเริ่มอะไรใหม่ๆ จะมีแต่การนำขนบเก่าๆมาใช้ แม้บางเรื่องจะไม่เหมาะกับสถานการณ์แต่ก็ยังคงดันทุรังบังคับใช้ต่อไป หรือหากคนประเภทหยุดเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จ ทุกสิ่งในสังคมจะหยุดนิ่ง และการหยุดก็จะนำมาซึ่งการทำลายด้วย คนประเภทหยุดนี้ร้ายแรงที่สุดหากเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของอารยะธรรมนั้นๆ จะเห็นได้จากเผด็จการต่างๆในประวัติศาสตร์

ทางที่เหมาะสมที่สุดคือ ในสังคมควรให้คนทั้งสามประเภทนั้นทำงานรวมกัน ให้คนริเริ่มได้สำเสนอโครงการ ให้คนที่ต่อเนื่องรับสิ่งที่เหมาะสมมาทำและคงสิ่งเดิมไว้หากยังเหมาะสม หรือไม่ก็ผสมผสานไปเลย และให้คนประเภทหยุดคอยดูว่าสภาพแวดล้อมยังคงเหมาะสมหรือไม่ หากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปแล้วก็ให้หยุด และส่งให้ริเริ่มได้นำเสนอใหม่ เป็นวงจรการกระทำแบบนี้จึงจะมีการเรียนรู้และลื่นไหลไปได้ อารยะธรรมของสังคมนั้นๆจึงจะพัฒนาขึ้นไปได้เรื่อยๆอย่างเข้มแข็ง

อ้างอิง Scientology

31 มีนาคม 2559

นิยามที่แท้ บุคคลที่ต่อต้านสังคม และ บุคคลที่เป็นมิตรต่อสังคม

ในสังคมไทยมักเรียกคนที่ไม่ทำตามสังคมหรือมีความแตกต่างว่าเป็นคนต่อต้านสังคม แต่นิยามสากลจริงๆไม่ใช่แบบนั้น บุคคลคนประเภทต่อต้านสังคมจะเป็นคนที่ซ่อนความกลัวต่อผู้อื่นเอาไว้ พวกเขาจะเชื่อว่าพวกเขาจะต้องกดคนอื่นไว้ เป็นคนประเภทที่ต้องการทำให้ผู้อื่นโง่กว่าตัวเอง และพวกเขาจะหวาดกลัวถ้าคนอื่นจะพัฒนาขึ้นจนฉลาดกว่าตัวเขา พวกเขากลัวว่าคนอื่นจะเก่งกว่าตัวเอง เพราะพวกเขาจะรู้สึกว่าแค่นี้เขาก็ยุ่งยากแล้ว ถ้าเกิดคนพัฒนาขึ้นและฉลาดขึ้น พวกเขาต้องลำบากแน่ๆ
ส่วนบุคคลที่เป็นมิตรต่อสังคมเป็นคนที่ชอบแบ่งปันสิ่งดีๆให้แก่ผู้อื่น เพราะพวกเขาคิดว่า ถ้าตัวเขาและคนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น เขาก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่สำหรับคนที่ต่อต้านสังคมเขาคิดว่าเขาจะอยู่รอดได้ด้วยการทำให้คนอื่นแพ้เขาและยอมจำนนเท่านั้น

คนทั้งสองประเภทนี้จะมีลักษณะที่ต่างกันที่เห็นได้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น
1. คนต่อต้านสังคมจะพูดแบบไม่เจาะจง เช่น "พวกเขาพูดกันว่า..." "ทุกคนคิดว่า..."
คนเป็นมิตรต่อสังคมจะพูดแบบเจาะจง เช่น "พระพุทธเจ้ากล่าวว่า..." "หนังสือพิมพ์ไทยรัฐลงข่าวว่า..." คือจะพยายามให้แหล่งข้อมูลถ้าเป็นไปได้
2. คนต่อต้านสังคมจะชอบพูดถึงข่าวร้าย เป็นพวกชอบกระจายข่าวลือ และใส่สีตีไข่ใส่ร้ายคนอื่น
คนเป็นมิตรต่อสังคมจะกระตือรือร้นที่จะกระจายข่าวดีและมักลังเลที่จะแชร์ข่าวร้ายนอกจากจะสำคัญจริงๆ
3. คนต่อต้านสังคมชอบการวิจารณ์คนอื่นอยู่ตลอด
คนเป็นมิตรต่อสังคมจะชอบให้กำลังใจมากกว่าวิจารณ์
4. คนต่อต้านสังคมเมื่อเกิดปัญหา เช่น รถยางแบนเพราะไปทับตะปู เขาจะโทษคนที่นั่งข้างๆ
คนที่เป็นมิตรต่อสังคมเมื่อเกิดปัญหาเช่นเดียวกันนั้นเขาจะลงไปปะยาง
5. คนต่อต้านสังคมจะเห็นดีกับกิจกรรมที่เป็นภัยต่อสังคม บ่อยครั้งที่ศิลปิน(ผู้ริเริ่ม)จะตกเป็นเป้าโจมตีของคนพวกนี้ หรือทำลายในคราบของการช่วยเหลือ
คนเป็นมิตรต่อสังคมจะสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ช่วยเหลือสังคม
6. คนต่อต้านสังคมจะขาดสำนึกเรื่องทรัพย์สินส่วนบุคคล มักจะใช้หรือขโมยของผู้อื่นโดยพลการ
คนเป็นมิตรต่อสังคมจะเคารพต่อทรัพสินส่วนบุคคล จะไม่มีการนำทรัพย์สินของผู้อื่นไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง
7. คนต่อต้านสังคมไม่เคยสำนึกในพฤติกรรมของตน
คนที่เป็นมิตรต่อสังคมหากชี้ให้เห็นสิ่งที่ถูกต้องเขาก็พร้อมจะพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างง่ายดาย

สรุปสั้นๆได้ว่า คนที่ต่อต้านสังคมคือคนที่จ้องจะทำลาย และ คนที่เป็นมิตรต่อสังคมคือคนที่พยายามจะสร้างสรรค์

การที่จะบอกว่าใครเป็นคนต่อต้านสังคมหรือคนที่เป็นมิตรต่อสังคมนั้นไม่สามารถทำได้อย่างตรงไปตรงมา จำเป็นต้องดูบริบทมาก ต้องดูทั้งด้านดีและไม่ดีของคนๆนั้นประกอบด้วย เพราะบางครั้งคนเป็นมิตรอาจแสดงพฤติกรรมร้ายๆหากถูกกดดัน และการดูที่ความสำเร็จหรือล้มเหลวของบุคคลนั้นก็ยังไม่ได้ เพราะคนที่เป็นมิตรต่อสังคมบางครั้งก็ถูกกลั่นแกล้งจากคนต่อต้านสังคม หรือการที่คนนึงมีอำนาจเหนือผู้อื่นก็ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนต่อต้านสังคม
แต่ด้วยข้อเท็จจริงเรื่องบุคลิกนี้ก็สามารถทำให้เราแยกแยะได้ เพื่อที่เราจะไม่ทำร้ายบุคคลที่เป็นมิตรต่อสังคม และไม่ละเลยที่จะทำให้คนที่ต่อต้านสังคมหมดสิ้นกำลังที่จะทำร้ายพวกเราที่เหลือ และเพื่อหลีกเลี่ยงคนประเภทนี้เพราะเขาจะคอยดูดพลังชีวิตของคุณและคอยกดคุณอยู่เสมอและจะทำให้คุณวิกลจริต
เมื่อเรามองไปที่เรื่องของการฉ้อราษฏร์บังหลวงของรัฐบาล สงคราม อาชญากรรม ความวิกลจริต ยาเสพติด ความสำส่อนทางเพศและอื่นๆ เรากำลังมองไปที่สังคมที่กำลังจะสูญสิ้น นี่คือผลโดยตรงของการที่บุคคลทั้งหลายล้มเหลวในการประยุกต์ใช้จริยธรรมเพื่อยับยั้งการจ้องทำลายสังคม ซึ่งนำสังคมและบุคคลในสังคมไปสู่ความสิ้นสูญในที่สุด

สรุปได้ว่านิยามคำว่าพฤติกรรมต่อต้านสังคมที่คนไทยใช้กัน นำมาใช้เพื่อกดให้คนอื่นทำตามคนส่วนใหญ่ ทั้งที่แต่ละคนมีความเป็นตัวเอง มีความชอบที่ต่างออกไป แต่เมื่อใช้นิยามสากลแบบนี้ที่ได้ลงลึกไปถึงเรื่องลักษณะนิสัย โดยไม่ได้มองแบบผิวเผินแค่ภายนอกนั้น จะเห็นได้ชัดเจนและใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีความแตกต่างจากผู้อื่นแค่ไหน แต่หากเขาเป็นคนที่สร้างสรรค์เพื่อทำให้โลกนี้ดีขึ้น เขาก็ไม่ใช่คนที่มีพฤติกรรมต่อต้านสังคมแต่อย่างใด

บทความนี้ขอเป็นกำลังใจแด่บุคคลผู้แตกต่าง
ที่ตรากตรำเพื่อให้โลกใบนี้หมุนต่อไปอย่างสร้างสรรค์...

อ้างอิง Scientology: A new slant on life