Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

06 กันยายน 2565

รอยบนพื้นผิวดวงจันทร์คือภาพประทับของแผนที่โลก? - The world map plasma moon

https://mountaindub.bandcamp.com/album/world-political-map

นี่เป็นภาพที่ชาวโลกแบนเรียกกันว่า The world map plasma moon ซึ่งเป็นภาพลวยลายของพื้นผิวหน้าของดวงจันทร์ที่นำมากลับซ้ายขวา และปรับสี เพื่อแสดงให้เห็นว่า นี่คือลายแผ่นที่โลกที่ประทับลงผิวหน้าของดวงจันทร์ และเหตุที่ต้องกลับซ้ายขวาก็เพราะว่ามันคือภาพสะท้อน กลับซ้ายขวาเพื่อให้เห็นในมุมที่คุ้นเคย ชาวโลกแบนบอกว่า ลายบนพื้นผิวของดวงจันทร์ก็คือแสงสะท้อนจากผิวโลก เหมือนแดดเลีย ส่วนที่เป็นทะเลและพื้นดินก็สะท้อนแสงต่างกัน แดดเลียจนความด่างประทับบนผิวดวงจันทร์ต่างกันไปจนกลายเป็นลวดลายของแผนที่โลกเหมือนมองจากกระจก(จึงต้องกลับซ้ายขวาก่อน จึงจะเห็นอย่างที่เราคุ้นเคย)
แผนที่ที่ชาวโลกแบนใช้อ้างอิง
นักบอลลูนและนักบินก็นิยมใช้
เนื่องจากกำหนดเส้นทางได้ง่าย
ทั้งยังถูกใช้เป็นโลโก้อีกหลายองค์กรระดับโลก

คนส่วนใหญ่ที่แซวชาวโลกแบน มักจะแซวหรือนึกภาพว่าชาวโลกแบนน่าจะเชื่อว่า โลกเป็นแผ่นแบนๆสี่เหลี่ยมเหมือนแผนที่โลกแบบกระดาษลอยอยู่ในอวกาศและวนรอบดวงอาทิตย์ซึ่งมีดาวอื่นๆเป็นทรงกลม ซึ่งอันที่จริง ชาวโลกแบนเขาไม่เชื่อเรื่องอวกาศ และพวกเขาเชื่อว่า มีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ขนาดเท่าๆกัน ซึ่งไม่ใหญ่มากนัก เป็นคล้ายๆพาสม่าทั้งคู่ โดยดวงอาทิตย์ให้พลังงานความร้อน(แสงส่องโดนอะไรก็จะร้อนขึ้น) ดวงจันทร์ให้พลังงานความเย็น(แสงส่องโดนอะไรก็จะเย็นลง ต้องทดลองวัดอุณหภูมิในคืนวันเพ็ญว่าจุดที่อยู่กลางแจ้งโดนแสงจันทร์จะเย็นกว่าในร่มจริงมั้ย) ลอยสูงอยู่บนชั้นฟ้า แล้วโคจรอยู่ในรัศมีวงสีแดงในรูป(ที่มุมล่างขวาของรูป) โดยมีขั้วโลกเหนือเป็นศูนย์กลาง พวกเขาเชื่อว่าโลกเป็นวงกลมเหมือนเหรียญ โดยที่ขอบของวงกลม(ขอบของโลกแบนคือขั้วโลกใต้ของชาวโลกกลม)เป็นแผ่นน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ การที่ชาวโลกกลมแซวว่าไปทางตะวันออก/ตกก็ไม่เห็นจะเจอขอบโลก ก็วนครบรอบได้อยู่นี่นา ก็คือความเข้าใจชาวโลกแบนผิดไปนั่นเอง(เพราะใช้แผ่นที่สี่เหลี่ยมของชาวโลกกลมมาพิสูจน์แนวคิดชาวโลกแบนที่ใช้แผนที่วงกลม) เพราะหากไปตะวันออก/ตกก็จะเป็นการเดินทางเป็นวงกลมของแผนที่ชาวโลกแบน แต่หากไปที่ขั้วโลกใต้ของชาวโลกกลมต่างหากคือขอบโลกของชาวโลกแบน(ประมาณว่า ถ้าวนรอบโลกในแนวทิศเหนือ/ใต้ได้จึงจะถือว่าโลกกลม ไม่ใช่ไปทางทิศออก/ตก) ซึ่งชาวโลกแบนบอกว่า ยังไม่เคยมีใครทำ (จริงหรือ?) เพราะขั้วโลกใต้เป็นเขตหวงห้าม

https://opensea.io/assets/ethereum/0x495f947276749ce646f68ac8c248420045cb7b5e/112781073003889060326952330142459745193637476143318861797342770350109598154753

มาต่อกันเรื่องแผนที่โลกบนดวงจันทร์ ทีนี้จะเห็นว่าแผนที่บนผิวดวงจันทร์นี้ก็มีพื้นดินบางส่วนเกินมา เช่น เกาะใหญ่ที่อยู่ใกล้ออสเตเรีย ซึ่งชาวโลกแบนสัญนิฐานว่า น่าจะเป็นแผ่นดินที่เคยมีอยู่จริงแต่จมทะเลไปแล้ว
ภาพดวงจันทร์ที่กลับซ้ายขวาแล้ว

ซึ่งเมื่อดูลายของดวงจันทร์(ที่กลับซ้ายขวาแล้ว)มันก็มีความคล้ายกับแผนที่โลกจริงๆ แต่ก็แค่ส่วนที่อยู่ในวงสีแดงเท่านั้น แล้วส่วนฝั่งซ้ายของรูปล่ะ มันคืออะไร? แผนที่โลกก็มีแค่นี่นี่นา? ชาวโลกแบนเขาเชื่อว่าโลกนี้เป็นแผ่นแบนๆกว้างใหญ่ไม่สิ้นสุด(เหมือนอวกาศที่ไม่สิ้นสุด) คืออย่างน้อยก็ยังไม่รู้ว่ามันสิ้นสุดตรงไหน ชาวโลกแบนจึงเชื่อว่า ฝั่งซ้ายของแผนที่นี้คือทวีปลับแลที่ในปัจจุบันน่าจะกำลังเป็นน้ำแข็งอยู่ เพราะดวงอาทิตย์ส่องไปไม่ถึง เนื่องดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะโคจรอยู่เฉพาะในวงสีแดง ดังนั้นส่วนนอกเหนือจากนี้คือน้ำแข็งล้วนและมืดมิด แต่ชาวโลกแบนเชื่อว่า ระยะโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะมีการขยับไปตามเข็มนาฬิกาอยู่เสมอ ทีละน้อย ดังนั้น เมื่อผ่านยุค ถึงวันหนึ่ง วงโคจรของดวงอาทิตย์จะไปอยู่ในทวีปลับแล และก็วนอย่างนี้ไปเรื่อยๆในแผ่นโลกนี้ ด้วยแนวคิดนี้ แผ่นดินฝั่งหนึ่งจะค่อยๆเย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง และแผ่นน้ำแข็งฝั่งหนึ่งจะค่อยๆอุ่นขึ้น ก็เพราะวงโคจรของดวงอาทิตย์ฯกำลังเคลื่อนตัวอยู่นั่นเอง และวงโคจรนี้ก็เคยเคลื่อนวนอยู่อย่างนี้มาหลายกัป จนกระทั่งพื้นผิวดวงจันทร์มีภาพสะท้อนของทวีปทั้งหมดประทับเอาไว้
แต่ในแนวคิดของชาวโลกแบนก็ยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งที่มองว่า ตรงแผ่นดินอื่นก็อาจมีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ของตัวเองโคจรอยู่บนท้องฟ้าก็ได้ และอาจมีทวีปอื่นนอกเหนือจากที่ประทับบนดวงจันทร์ของเราก็เป็นได้

จะเห็นว่าแนวคิดของชาวโลกแบนจะไม่เหมือนกับชาวโลกกลมเลย แต่สิ่งที่คล้ายกันก็คือ ที่ชาวโลกกลมเชื่อว่ามีอวกาศไม้สิ้นสุด ชาวโลกแบนก็เชื่อว่าแผ่นดินไม่สิ้นสุด, ที่ชาวโลกลมเชื่อว่ามีกาแลกซี่อื่นๆอีกมากมาย ชาวโลกแบนก็เชื่อว่ามีทวีปลับแลอื่นๆอีกมากมาย, ที่ชาวโลกกลมเชื่อว่ามีดวงอาทิตย์(ดาวฤกษ์)ในระบบอื่นๆอีกมากกมาย ชาวโลกแบนก็เชื่อว่ามีดวงอาทิตย์ในทวีปอื่นๆอีกมากมาย, ฯลฯ

เราก็นำแนวคิดมาสรุปคร่าวๆโดยใช้ทฤษฎีผิวหน้าดวงจันทร์ของชาวโลกแบนมาเล่าเรื่อง เพื่อให้พวกเราเข้าใจแนวคิดของชาวโลกแบนอย่างพอสังเขป แต่ไม่ว่าใครจะเชื่อว่าโลกกลมหรือโลกแบน เราก็ควรเคารพความคิดเห็นของกันและกัน เพราะทุกคนก็อยู่บนโลกนี้ด้วยกัน
และสุดท้ายนี้อย่าลืมว่า วิทยาศาสตร์ไม่ได้สอนให้เชื่อ แต่มันคือกระบวนการเพื่อให้รู้

แถม
https://jazzylj.blogspot.com/2021/12/what-on-earth-happened.html ลิ้งค์แนะนำสำหรับคนที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม ให้เป็นลิงค์รวมสารคดีในแนวนี้ เป็นสารคดีที่ถูกแบนบน Youtube มาก่อน ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่ชาวโลกแบนเอามาเคลมว่า "ทำไมเรื่อง UFO กับเรื่องมนุษย์ต่างดาว ไม่แบน แต่เรื่องโลกแบนโดนแบน เพราะมันคือความจริงที่ไม่อยากให้รับรู้ อย่างนั้นหรือ?" อืม... ก็.... เป็นคำถามที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน

https://tenor.com/view/flat-earth-atmosphere-and-sun-and-moon-movement-gif-18798944

อ้างอิง

24 ธันวาคม 2564

สารคดี What on earth happened? - อะไรเกิดขึ้นกับโลกใบนี้? (ซับไทย)


เราเพิ่งได้ศึกษาเรื่องราวของชาวโลกแบน สนุกดี และเห็นถึงความเข้าใจผิดที่ชาวโลกกลมมีต่อชาวโลกแบนใหญ่ๆ คือ ชาวโลกกลมมักคิดว่าชาวโลกแบบเชื่อว่าโลกเป็นแผ่นดินแบนๆลอยอยู่ในอวกาศ ซึ่งไม่ใช่อย่างที่ชาวโลกแบนเสนอเลย ชาวโลกแบนเขาเชื่อว่าโลกแบนเหมือนเหรียญที่มีโดมครอบ แล้วมีตะวันจันทราดาราลอยอยู่เบื้องบน โดยมีขั้วโลกเหนือเป็นศูนย์กลางและที่ชาวโลกกลมเรียกว่าขั้วโลกใต้นั้นคือกำแพงน้ำแข็งล้อมที่รอบโลกเอาไว้ ไม่ใช่แผ่นดินแบนๆลอยอยู่ในอวกาศอย่างที่ชาวโลกกลมมักทำภาพแซว เพราะชาวโลกแบนไม่เชื่อเรื่องอวกาศด้วย และตะวันจันทราของชาวโลกแบนนั้นล่องลอยอยู่ไม่ไกลจากโลกนัก และมีขนาดที่เท่ากันอีกด้วย ชาวโลกแบนเสนอโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ทั่วไปมาเชื่อมโยงให้เห็นในมุมมองของชาวโลกแบนได้อย่างน่าทึ่ง เรียกว่าเป็นแนววิทยาศาสตร์กระแสรองก็แล้วกัน เปิดหูเปิดตาดีเหมือนกันครับ
เลยอยากแนะนำสารคดีเกี่ยกับเรื่องนี้ ทำออกมาได้น่าสนใจมากๆและสนุกมากๆเหมือนสารคดีลึกลับของตำนานต่างๆ
ทราบมาว่าสารคดีชุดนี้และอื่นๆในซีรีย์นี้เคยอยู่ใน YouTube มาก่อน แต่ถูกลบไปแล้ว จึงหาดูได้ยาก ช่างลึกลับเสียนี่กระไร

=======
สารคดี What on earth happened? - อะไรเกิดขึ้นกับโลกใบนี้? (ซับไทย)

ตอนที่ 1


ตอนที่ 2


ตอนที่ 3


ตอนที่ 4 ไม่มีซับไทย


ตอนที่ 5


ตอนที่ 6


ตอนที่ 7


ตอนที่ 8 ไม่มีซับไทย


ตอนที่ 9


ตอนที่ 10


ตอนที่ 11


ตอนที่ 12


ตอนที่ 13


======
แถม

สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมในภาคภาษาไทย เราไปเจอบล๊อกนึงเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ ข้อมูลอย่างแน่น ตามนี้เลยครับ https://flatearthmatters.blogspot.com/ ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกับเพจนี้ครับ https://www.facebook.com/FlatEarthThailand

สารคดี What on earth happened? - อะไรเกิดขึ้นกับโลกใบนี้? (รวมทุกตอน)


ใน Telegram ช่องนี้มีซับไทยครบทุกตอน: https://t.me/joinchat/wyN34ie4b9s1NmZk
ช่องหลักของ Ewaranon (originals without subtitles): https://t.me/ewaranon
ซับอังกฤษครบทุกตอน English Channel (subtitles 100% finished): https://t.me/ewaranon_english

นี่คือแผนที่โลก Gleason's new standard map of the world เป็นแผนที่โลกที่ให้ขั้วโลกเหนือเป็นศูนย์กลาง เป็นแผนที่ที่ชาวโลกแบนเชื่อถือ และเป็นที่นิยมใช้ในหมู่นักบิน นักวิทยุ และนักล่องบอลลูนอีกด้วย เพราะกำหนดเส้นทางได้ง่าย ทั้งยังถูกนำมาทำเป็นสัญญลักษ์ขององค์กรสากลเช่น UN และ WHO เป็นต้น
ภาพต้นฉบับ Gleason's new standard map of the world https://www.digitalcommonwealth.org/search/commonwealth:7h149v85z

ยังมีสารคดีของ Ewaranon ที่เป็นชุดต่อเนื่อง แถลงไขสิ่งที่ยังไม่ชัดเจนในสารคดีชุดแรก และพาเราไปไกลกว่าเดิมอีก!

The Lost History of the Flat Earth - ประวัติศาสตร์ที่หายไปของโลกแบนๆใบนี้ (รวมทุกตอน)

World Map by Plasma Moon
cr. https://t.ly/mBak

The Lost History of the Flat Earth Volume 2 - ประวัติศาสตร์ที่หายไปของโลกแบนๆใบนี้ ภาค 2


รวมเพลลิตส์สารคดีแนวนี้สำหรับผู้สนใจศึกษาวิทยาศาสตร์กระแสรอง

31 มีนาคม 2560

BioRhythm - ไบโอริธึม กราฟจังหวะชีวิต

หนังสือ Bio-Rhythm a personal science

BioRhythm หรือ ไบโอริธึม เป็นแนวคิดเกี่ยวกับวัฏจักรของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติว่ามีวงจรการเปลี่ยนแปลงที่แน่นอน แนวคิดนี้มีมาตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ได้ถูกนำมาใช้ในการพยากรณ์ช่วงจังหวะของชีวิตว่าตั้งแต่เกิดนั้นในวันไหนร่างกายของเราเป็นอย่างไร โดยไบโอฯมีพื้นฐานอยู่ 3 วงจร
  1. วงจรทางร่างกาย (Physical) เกี่ยวกับสุขภาพและความแข็งแรงทางร่างกาย ร่วมถึงความต้านทานโรคด้วย มีระยะเวลารอบละประมาณ 23 วัน
  2. วงจรทางอารมณ์ (Emotional) เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก มีระยะเวลารอบละประมาณ 28 วัน
  3. วงจรทางปัญญา (Intellectual) เกี่ยวกับความคิดสติปัญญา มีระยะเวลารอบละประมาณ 33 วัน

วงจรนี้จะถูกแสดงเป็นไซน์เวฟที่แน่นอนตามรอบของมัน โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่เราเกิดจาก 0 และเริ่มด้วยการวิ่งขึ้นไปทางบวกเมื่อสูงสุดแล้วค่อยๆลดลงมาจนผ่านเส้น 0 ลงไปติดลบจนต่ำสุดและค่อยๆขึ้นกลับเป็นวงรอบแบบนี้ไปเรื่อยๆวันต่อวัน
วงจรเหล่านี้เป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์ล้วนๆ นั่นหมายความว่าคนที่เกิดวันเดือนปีเดียวกันจะมีกราฟที่เหมือนกันเป๊ะๆเลย ซึ่งนี่คือจุดที่ถูกตั้งข้อสงสัยและไม่สมเหตุสมผลกับพฤติกรรมของคนเราที่ไม่น่าจะเหมือนกันได้ ซึ่งในภายหลังได้มีการเพิ่มวงรอบอื่นๆเข้าไปอีกเช่น วงจรสัญชาตญาณ(Intuitive) จิตวิญญาณ(Spiritual) ตระหนักรู้(Awareness) สุนทรีย์(Aesthetic) เป็นต้น แต่โดยทั่วไปแล้วจะเน้นที่ 3 วงจรแรกเป็นหลักครับ

อุปกรณ์แสดงกราฟไบโอริธึมสมัยก่อน
ไบโอริธึมจึงถูกนำมาใช้คาดการณ์ว่าในวันนี้เดือนนี้ปีนี้ สภาพกาย-จิตใจ-ปัญญาของเราอยู่ที่กี่เปอร์เซ็น จึงกลายเป็นการพยากรณ์ในรูปแบบของคณิตศาสตร์นั่นเอง
เมื่อเรารู้สภาพวงจรของเราในวันนั้นๆแล้ว ถ้าพูดแบบภาษานักพยากรณ์คือ จะสามารถรับโชคเลี่ยงเคราะห์ได้ โดยดูว่าวันนั้นอะไรเด่นอะไรด้อย จึงเลี่ยงด้อยเลือกเด่น อย่างนี้เป็นต้น สมัยก่อนต้องพล๊อตกราฟด้วยมือ(อย่างกะโหรเลยครับ) หรือไม่ก็มีเครื่องมือเฉพาะ แต่ปัจจุบันมีแอปมากมายให้เลือกใช้ครับ แค่ใส่วันเดือนปีเกิดเท่านั้น โดยบางแอปมีคำพยากรณ์สำหรับแต่ละวันให้ด้วยนะ
ใครสนใจอยากรู้ว่ากราฟจังหวะชีวิตของตนเป็นอย่างไรสามารถเข้าไปเล่นผ่านเว็บได้ที่ http://www.biorhythm-calculator.net/ หรือถ้าอยากมีเป็นแอปติดตั้งไว้ให้ค้นหาด้วยคำว่า biorhythm มีมากมายให้เลือก แต่ถ้าตัดสินใจไม่ได้ผมแนะนำ Personal Biorhythms Calculator เป็นโปรแกรมที่ใช้ง่ายและมีคำพยากรณ์วันต่อวันด้วย
แอปแสดงกราฟไบโอริธึม

โดยทั่วไปกราฟที่แดนบวกเป็นช่วงตื่นตัวและกราฟที่แดนลบจะเป็นช่วงพักตัว และช่วงที่ 0 จะเรียกว่าจุดวิกฤตซึ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เมื่อดูวงจรที่ขึ้นลงเป็นรอบเหล่านี้แล้วชวนให้นึกถึงลูกตุ่มที่เมื่อเหวี่ยงไปซ้ายก็ต้องกลับมาขวาตามจังหวะเวลาของมัน ถ้าไม่มีแรงเสียดทานมันก็จะเหวี่ยงกลับไปกลับมาแบบนั้นเหมือนวงรอบไบโอริธึม ช่วงจังหวะชีวิตเองก็เคลื่อนอยู่เสมอไม่หยุดนิ่งเป็นวัฏจักร

กราฟนี้ชวนให้คิดว่าน่าจะใช้ร่วมกับคัมภีร์อี้จิงได้ เคยอ่านเจอว่าถ้าเราคำนวณกราฟระดับสูงต่ำของมันให้เป็นความเข้มของหยินหยาง แล้วนำมาพล๊อตเป็นเหยาทั้งหก โดยให้ปัญญาแทนเหยาดิน อารมณ์แทนเหยาคน และกายแทนเหยาฟ้า สามารถพลิกคัมภีร์อี้จิงดูคำแนะนำของสภาวะหยินหยางของร่างกายในช่วงเวลานั้นๆได้เลย ผมว่าเข้าท่าดีนะครับ ไม่แน่ว่าอาจใช้ประโยชน์ได้จริงก็ได้นะ ;)

ไบโอริธึมจะแม่นหรือไม่แม่นต้องทดลองดูกันนะครับเพื่อนๆ ได้ผลอย่างไรมาบอกเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

บทความนี้เท่านี้ก่อนครับ
หวังว่าคงเป็นเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจนะครับ
ไว้เจอกันใหม่บทความหน้า
สวัสดีครับ ^_^

แถม



อ้างอิง
https://www.gotoknow.org/posts/94604
http://goozhuqi.info/index.php/Biorhythms
http://www.vcharkarn.com/vcafe/225848

18 เมษายน 2559

วงจรการกระทำและผู้นำสามประเภท

ในการทำสิ่งต่างๆของคนเราจะมีวงจรการกระทำที่แจกแจงได้ 3 อย่างคือ เริ่ม-ต่อเนื่อง-หยุด ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องการจะย้ายเก้าอี้จากหน้าบ้านไปหลังบ้าน ทำด้วยการ เริ่มยกเก้าอี้ พาเก้าอีกไปตามทางอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงหลังบ้านก็วางลงและหยุด สิ่งนี้เรียกว่าวงจรการกระทำ ในการทำงานใดๆ ถ้าบุคคลมีสิทธิ์ที่จะ เริ่ม-ต่อเนื่อง-หยุด ในหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ถูกขัดจากการต้องขออนุญาติอยู่ตลอดเวลา งานก็จะออกมาอย่างดีที่สุด และเป็นความภาคภูมิใจของผู้ผลิตชิ้นงานนั้นอีกด้วย

แน่นอนว่าในชีวิตเมื่อคนเราจะทำอะไรก็ต้องทำครบทั้งสามอย่าง แต่หากพูดถึงในระดับสังคมแต่ละคนจะมีความโดดเด่นต่างกันไป
1. ประเภทเริ่ม เป็นคนที่ชอบคิดอะไรใหม่ๆ มักชอบทำอะไรด้วยตัวเอง คือคนประเภทศิลปิน ที่จะมีโครงการอะไรใหม่ๆมากมาย สิ่งที่คนประเภทนี้ต้องพัฒนาเพิ่มคือการทำให้ต่อเนื่องจนเสร็จ(หยุด)ได้
2. ประเภทต่อเนื่อง เป็นคนที่ชอบทำสิ่งที่มีอยู่แล้วให้อยู่ต่อไป คือคนที่ต้องการคงขนบเดิมๆเอาไว้อย่างเหนียวแน่นไม่ยอมปรับเปลี่ยนใดๆ สิ่งที่คนประเภทนี้ต้องพัฒนาก็คือต้องรู้จักเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และใช้ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม
3 ประเภทหยุด เป็นคนที่รู้ว่าอะไรไม่ควรทำหรือคนที่ค้านตลอด เป็นประเภทอาชีพตำรวจหรือทหาร ที่คอยหยุดคนที่ทำผิดกฏหมาย สิ่งที่คนประเภทนี้ต้องพัฒนาคือการริเริ่มและความต่อเนื่องของสิ่งต่างๆ

ในระดับสังคมหากว่าคนประเภทเริ่มเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จ จะมีโครงการต่างๆมากมายแต่ทำไม่เคยเสร็จเลย หรือหากคนประเภทต่อเนื่องเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จ จะไม่มีการริเริ่มอะไรใหม่ๆ จะมีแต่การนำขนบเก่าๆมาใช้ แม้บางเรื่องจะไม่เหมาะกับสถานการณ์แต่ก็ยังคงดันทุรังบังคับใช้ต่อไป หรือหากคนประเภทหยุดเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จ ทุกสิ่งในสังคมจะหยุดนิ่ง และการหยุดก็จะนำมาซึ่งการทำลายด้วย คนประเภทหยุดนี้ร้ายแรงที่สุดหากเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของอารยะธรรมนั้นๆ จะเห็นได้จากเผด็จการต่างๆในประวัติศาสตร์

ทางที่เหมาะสมที่สุดคือ ในสังคมควรให้คนทั้งสามประเภทนั้นทำงานรวมกัน ให้คนริเริ่มได้สำเสนอโครงการ ให้คนที่ต่อเนื่องรับสิ่งที่เหมาะสมมาทำและคงสิ่งเดิมไว้หากยังเหมาะสม หรือไม่ก็ผสมผสานไปเลย และให้คนประเภทหยุดคอยดูว่าสภาพแวดล้อมยังคงเหมาะสมหรือไม่ หากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปแล้วก็ให้หยุด และส่งให้ริเริ่มได้นำเสนอใหม่ เป็นวงจรการกระทำแบบนี้จึงจะมีการเรียนรู้และลื่นไหลไปได้ อารยะธรรมของสังคมนั้นๆจึงจะพัฒนาขึ้นไปได้เรื่อยๆอย่างเข้มแข็ง

อ้างอิง Scientology

31 มีนาคม 2559

นิยามที่แท้ บุคคลที่ต่อต้านสังคม และ บุคคลที่เป็นมิตรต่อสังคม

ในสังคมไทยมักเรียกคนที่ไม่ทำตามสังคมหรือมีความแตกต่างว่าเป็นคนต่อต้านสังคม แต่นิยามสากลจริงๆไม่ใช่แบบนั้น บุคคลคนประเภทต่อต้านสังคมจะเป็นคนที่ซ่อนความกลัวต่อผู้อื่นเอาไว้ พวกเขาจะเชื่อว่าพวกเขาจะต้องกดคนอื่นไว้ เป็นคนประเภทที่ต้องการทำให้ผู้อื่นโง่กว่าตัวเอง และพวกเขาจะหวาดกลัวถ้าคนอื่นจะพัฒนาขึ้นจนฉลาดกว่าตัวเขา พวกเขากลัวว่าคนอื่นจะเก่งกว่าตัวเอง เพราะพวกเขาจะรู้สึกว่าแค่นี้เขาก็ยุ่งยากแล้ว ถ้าเกิดคนพัฒนาขึ้นและฉลาดขึ้น พวกเขาต้องลำบากแน่ๆ
ส่วนบุคคลที่เป็นมิตรต่อสังคมเป็นคนที่ชอบแบ่งปันสิ่งดีๆให้แก่ผู้อื่น เพราะพวกเขาคิดว่า ถ้าตัวเขาและคนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น เขาก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่สำหรับคนที่ต่อต้านสังคมเขาคิดว่าเขาจะอยู่รอดได้ด้วยการทำให้คนอื่นแพ้เขาและยอมจำนนเท่านั้น

คนทั้งสองประเภทนี้จะมีลักษณะที่ต่างกันที่เห็นได้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น
1. คนต่อต้านสังคมจะพูดแบบไม่เจาะจง เช่น "พวกเขาพูดกันว่า..." "ทุกคนคิดว่า..."
คนเป็นมิตรต่อสังคมจะพูดแบบเจาะจง เช่น "พระพุทธเจ้ากล่าวว่า..." "หนังสือพิมพ์ไทยรัฐลงข่าวว่า..." คือจะพยายามให้แหล่งข้อมูลถ้าเป็นไปได้
2. คนต่อต้านสังคมจะชอบพูดถึงข่าวร้าย เป็นพวกชอบกระจายข่าวลือ และใส่สีตีไข่ใส่ร้ายคนอื่น
คนเป็นมิตรต่อสังคมจะกระตือรือร้นที่จะกระจายข่าวดีและมักลังเลที่จะแชร์ข่าวร้ายนอกจากจะสำคัญจริงๆ
3. คนต่อต้านสังคมชอบการวิจารณ์คนอื่นอยู่ตลอด
คนเป็นมิตรต่อสังคมจะชอบให้กำลังใจมากกว่าวิจารณ์
4. คนต่อต้านสังคมเมื่อเกิดปัญหา เช่น รถยางแบนเพราะไปทับตะปู เขาจะโทษคนที่นั่งข้างๆ
คนที่เป็นมิตรต่อสังคมเมื่อเกิดปัญหาเช่นเดียวกันนั้นเขาจะลงไปปะยาง
5. คนต่อต้านสังคมจะเห็นดีกับกิจกรรมที่เป็นภัยต่อสังคม บ่อยครั้งที่ศิลปิน(ผู้ริเริ่ม)จะตกเป็นเป้าโจมตีของคนพวกนี้ หรือทำลายในคราบของการช่วยเหลือ
คนเป็นมิตรต่อสังคมจะสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ช่วยเหลือสังคม
6. คนต่อต้านสังคมจะขาดสำนึกเรื่องทรัพย์สินส่วนบุคคล มักจะใช้หรือขโมยของผู้อื่นโดยพลการ
คนเป็นมิตรต่อสังคมจะเคารพต่อทรัพสินส่วนบุคคล จะไม่มีการนำทรัพย์สินของผู้อื่นไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง
7. คนต่อต้านสังคมไม่เคยสำนึกในพฤติกรรมของตน
คนที่เป็นมิตรต่อสังคมหากชี้ให้เห็นสิ่งที่ถูกต้องเขาก็พร้อมจะพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างง่ายดาย

สรุปสั้นๆได้ว่า คนที่ต่อต้านสังคมคือคนที่จ้องจะทำลาย และ คนที่เป็นมิตรต่อสังคมคือคนที่พยายามจะสร้างสรรค์

การที่จะบอกว่าใครเป็นคนต่อต้านสังคมหรือคนที่เป็นมิตรต่อสังคมนั้นไม่สามารถทำได้อย่างตรงไปตรงมา จำเป็นต้องดูบริบทมาก ต้องดูทั้งด้านดีและไม่ดีของคนๆนั้นประกอบด้วย เพราะบางครั้งคนเป็นมิตรอาจแสดงพฤติกรรมร้ายๆหากถูกกดดัน และการดูที่ความสำเร็จหรือล้มเหลวของบุคคลนั้นก็ยังไม่ได้ เพราะคนที่เป็นมิตรต่อสังคมบางครั้งก็ถูกกลั่นแกล้งจากคนต่อต้านสังคม หรือการที่คนนึงมีอำนาจเหนือผู้อื่นก็ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนต่อต้านสังคม
แต่ด้วยข้อเท็จจริงเรื่องบุคลิกนี้ก็สามารถทำให้เราแยกแยะได้ เพื่อที่เราจะไม่ทำร้ายบุคคลที่เป็นมิตรต่อสังคม และไม่ละเลยที่จะทำให้คนที่ต่อต้านสังคมหมดสิ้นกำลังที่จะทำร้ายพวกเราที่เหลือ และเพื่อหลีกเลี่ยงคนประเภทนี้เพราะเขาจะคอยดูดพลังชีวิตของคุณและคอยกดคุณอยู่เสมอและจะทำให้คุณวิกลจริต
เมื่อเรามองไปที่เรื่องของการฉ้อราษฏร์บังหลวงของรัฐบาล สงคราม อาชญากรรม ความวิกลจริต ยาเสพติด ความสำส่อนทางเพศและอื่นๆ เรากำลังมองไปที่สังคมที่กำลังจะสูญสิ้น นี่คือผลโดยตรงของการที่บุคคลทั้งหลายล้มเหลวในการประยุกต์ใช้จริยธรรมเพื่อยับยั้งการจ้องทำลายสังคม ซึ่งนำสังคมและบุคคลในสังคมไปสู่ความสิ้นสูญในที่สุด

สรุปได้ว่านิยามคำว่าพฤติกรรมต่อต้านสังคมที่คนไทยใช้กัน นำมาใช้เพื่อกดให้คนอื่นทำตามคนส่วนใหญ่ ทั้งที่แต่ละคนมีความเป็นตัวเอง มีความชอบที่ต่างออกไป แต่เมื่อใช้นิยามสากลแบบนี้ที่ได้ลงลึกไปถึงเรื่องลักษณะนิสัย โดยไม่ได้มองแบบผิวเผินแค่ภายนอกนั้น จะเห็นได้ชัดเจนและใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีความแตกต่างจากผู้อื่นแค่ไหน แต่หากเขาเป็นคนที่สร้างสรรค์เพื่อทำให้โลกนี้ดีขึ้น เขาก็ไม่ใช่คนที่มีพฤติกรรมต่อต้านสังคมแต่อย่างใด

บทความนี้ขอเป็นกำลังใจแด่บุคคลผู้แตกต่าง
ที่ตรากตรำเพื่อให้โลกใบนี้หมุนต่อไปอย่างสร้างสรรค์...

อ้างอิง Scientology: A new slant on life