Sponsor

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รหัส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รหัส แสดงบทความทั้งหมด

25 เมษายน 2569

The Unbreakable Code - เทคนิคการสร้างรหัสลับที่ไม่มีถูกวันแกะได้

ตัวอย่างหนังสือกุญแจรหัสที่เคยใช้โดยจารชนฝ่ายเยอรมันตะวันออก

故明君賢將,能以上智為間者,必成大功,
 孫子兵法
用間

เหตุนี้ เจ้าแคว้นผู้ปรีชาแม่ทัพผู้ปราชญ์เปรื่อง, ที่สามารถใช้ผู้มีปัญญาสูงส่งเป็นสายลับได้, จักประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่,
พิชัยสงครามซุนจื่อ
บทที่ 13 การใช้สายลับ

สมัยเด็กๆเราชอบเล่นเป็นสายลับนักสืบกับเพื่อนๆด้วยการส่งรหัสลับถึงกันตอนพักเที่ยง ไม่ว่าจะเป็นรหัสมอร์ส, อักษรภาพอินเดียนแดงROT13, ฯลฯ มันเป็นความสนุกที่ได้มีช่องทางสื่อสารส่วนตัวกับเพื่อนฝูงและสนุกที่ได้ขบคิดถอดรหัส แต่รหัสพื้นฐานเหล่านั้น หากใครแค่รู้จักก็อาจจะแกะรหัสได้ไม่ยาก ขอแค่มีความขวนขวายสักหน่อยเท่านั้น หรือสมัยนี้ AI ก็ถอดรหัสพื้นฐานเหล่านี้ได้สบายๆ

แต่มีรหัสลับประเภทหนึ่ง ที่แม้แต่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์หรือ AI ก็ไม่สามารถแกะรหัสได้หากไม่มีกุญแจถอดรหัส ซึ่งรหัสลับนี้ใช้กันตั้งแต่สมัยสงครามเย็นและยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน โดยส่งรหัสออกอากาศผ่านวิทยุคลื่นสั้น (Short Wave - SW เป็นคลื่นวิทยุทางไกลข้ามประเทศ) ซึ่งจะเรียกกันว่า Number Station หรือสถานีตัวเลข เสียงออกอากาศอาจเป็นเสียงผู้หญิง ผู้ชาย หรือแม้แต่เด็ก พูดแค่ตัวเลข เป็นชุดๆ ซ้ำๆ รายการวิทยุนี้ยังคงเป็นปริศนา แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเป็นการส่งรหัสลับเพื่อแจ้งคำสั่งหรือข่าวสารแก่จารชนหรือสายลับเพื่อปฎิบัติภารกิจ ทุกคนในโลกที่มีวิทยุคลื่นสั้นก็สามารถรับฟังรายการนี้ได้ แต่ไม่มีใครเข้าใจ และไม่มีใครรู้ว่าสถานีกำลังสื่อสารกับใคร

ลองฟังสถานีตัวเลขที่มีคนบันทึกเสียงเอาไว้กันดูครับ


ระบบการเข้ารหัสลับที่ไม่มีวันแกะได้นี้ ได้รับการอธิบายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 1882 โดยนายธนาคาร Frank Miller และได้รับการคิดค้นใหม่ในปี 1917 โดย Gilbert Vernam และ Joseph Mauborgne ระบบนี้เรียกว่า One-Time Pad (OTP) บทความนี้เราจะมาศึกษากันว่าเทคนิคการเข้ารหัสที่ไม่มีวันถูกแกะได้นั้น เขาทำกันอย่างไร

อุปกรณ์ในการเข้ารหัสระบบนี้มีอยู่ 2 อย่าง
เป็นสิ่งที่ผู้รับและผู้ส่งต้องมีเหมือนกัน
  1. ตารางแปลงอักษร เพื่อแปลงตัวอักษรให้เป็นตัวเลข ตัวอย่างง่ายๆเช่น A=1, B=2, C=3, ...เรื่อยไปจนถึง Z=26 เป็นต้น (ระบบนี้เรียกว่า A1Z26) แต่การใช้งานจริงมักจะใช้ Straddling checkerboard เพราะใช้หลักน้อยกว่า เวลาออกอากาศก็จะสั้นกว่า แต่ในที่นี้ขอใช้แบบ A1Z26 เพื่อความสะดวกในการแสดงตัวอย่างการใช้งานครับ แต่ไม่ว่าจะใช้แบบไหนเมื่อเข้ารหัสแล้วก็ปลอดภัยเท่ากันครับ เพราะจะเป็นการสุ่มโดยสมบูรณ์
  2. หนังสือกุญแจรหัส (One-Time Pad - OTP) ซึ่งจะเป็นหนังสือเล่มเล็กๆที่มีตัวเลขสุ่มเต็มไปหมด ชุดละ 5 ตัวเลข (ห้ามซ้ำ และห้ามมีรูปแบบที่คาดเดาได้) โดยต้องมีเพียง 2 เล่มที่เหมือนกันเป๊ะ เล่มหนึ่งอยู่ที่ผู้ส่ง อีกเล่มอยู่ที่ผู้รับ เท่านั้น ห้ามมีสำเนามากกว่า 2 เด็ดขาด และต้องเก็บเป็นความลับโดยสมบูรณ์ระหว่างทั้งสองคน

ซึ่งหนังสือกุญแจต้องทำเองครับ และการสร้างรหัสสุ่มจำเป็นต้องเป็นแบบสุ่มแท้ (true random) เท่านั้น จะให้คนนั่งนึกขึ้นเองมั่วๆหรือใช้โปรแกรมสุ่มจะยังสุ่มไม่แท้พอครับ (เพราะถ้ารู้ node ก็สามารถคาดเดาและคำนวณย้อนกลับได้) หากจะสุ่มแท้เองแบบดั้งเดิมก็อาจใช้ลูกเต๋า หรือสมัยนี้อาจทุ่นแรงด้วยเว็บ https://www.random.org/integer-sets/ ซึ่งสุ่มโดยใช้ปัจจัยจากสภาพอากาศ เป็นเว็บที่เชื่อถือได้ว่าสุ่มแท้ (ตั้งค่าชุดตัวเลขจำนวนตามต้องการ และให้เป็นชุดละ 5 ตัวเลข โดยจัดเรียงแบบ Random)
ทีนี้เมื่อทำชุดตัวเลขได้มากพอ ก็ให้พิมพ์ออกมาเป็นเล่ม ห้ามเก็บหนังสือกุญแจแบบไฟล์ดิจิตอล เพราะหากรั่วไหล AI อาจเอาไปถอดรหัสได้ และเมื่อใช้หน้าไหนเป็น OTP ไปแล้วให้เผาทำลายหน้านั้นทิ้ง ห้ามใช้ OTP ซ้ำเด็ดขาด เพราะข้อความที่ใช้ OTP ซ้ำสามารถนำมาเทียบความสัมพันธ์ของข้อความสำหรับเดาเพื่อแกะได้ง่ายโดยใช้ตรรกะ XOR (Exclusive OR) ในการแกะ เช่น ข้อความ A XOR ข้อความ B ซึ่งประเด็นนี้จะขอละไว้ เนื่องจากผู้ที่ใช้ระบบ OTP ไม่ใช้ซ้ำอยู่แล้ว
การใช้กุญแจถอดรหัสแบบครั้งเดียว (OTP) แล้วเผาทิ้ง จะทำให้ไม่มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์หรือ AI หน้าไหนแกะรหัสได้อย่างแน่นอน เพราะแม้จะเดาสุ่ม OTP ไปเรื่อยๆก็อาจได้คำที่อาจจะอ่านรู้เรื่องหลายวลี แต่ไม่อาจรู้ได้เลยว่าอันไหนคือสารจริงครับ การทำลายทิ้งจึงไม่ใช่แค่คำแนะนำ แต่คือกฎของระบบนี้ที่ทำให้มันไม่มีวันแกะได้

เมื่อเข้าใจหลักการของอุปกรณ์พื้นฐานแล้วก็มาเรียนรู้วิธีใช้กันครับ

การเข้ารหัสที่ไม่มีวันถูกแกะ
สมมุติว่าผมใช้การแปลงสารแบบ A1Z26 โดยมีหนังสือกุญแจ OTP คือ

7 5 6 9 0
3 1 9 7 6
4 2 7 9 0
4 9 8 7 6
2 6 7 9 9


สมมุติผมต้องการส่งคำว่า

I LOVE YOU

ขั้นตอนการเตรียมการ แปลงสารระบบ A1Z26
I = 09
L = 12, O = 15, V = 22, E = 05
Y = 25, O = 15, U = 21

เมื่อเอาตัวเลขมาเรียงกันก็จะได้ชุดตัวเลข

09 12 15 22 05 25 15 21

ทีนี้แบ่งกลุ่มละ 5 หลัก

0 9 1 2 1
5 2 2 0 5
2 5 1 5 2
1 0 0 0 0
(เติม 0 เพื่อให้เต็มกลุ่ม)

สำหรับกุญแจกลุ่มแรก 7 5 6 9 0 เราจะไม่ใช้เข้ารหัส แต่จะใช้ประกาศเพื่อบอกตำแหน่งก่อนเข้าสู่รหัส (เพราะในเล่มจริงมันจะมีหลายหน้าหลายบรรทัดจึงต้องบอกพิกัดก่อน) จากนั้นเราจะเริ่มเข้ารหัสจากชุดถัดไปโดยเอาตัวอักษรที่แปลงเป็นตัวเลขแล้ว มาบวกเข้าทีละหลักไปโดยไม่มีการทด (คือถ้าได้ 10 หรือมากกว่าก็เอาแต่เลขท้าย (mod 10)) โดยใช้ 1 กลุ่มสาร ต่อ 1 กลุ่มรหัส (แล้วใช้กลุ่มสารกับกลุ่มรหัสถัดไปเรื่อยๆ) สมมการคือ P + K mod 10 = C
[โดยที่ P = ข้อความที่เข้ารหัส, K mod 10 = เลข OTP ด้วยการบวกแบบ Modular 10, C = รหัสที่ได้รับ] (การคำนวณแบบ Modular 10 คือ ผลลัพธ์จะไม่ถึง 10 คือวนอยู่ระหว่าง 0-9 เช่น ถ้าคำนวณได้ 10 ก็เป็น 0 ถ้าได้ 11 ก็เป็น 1 เป็นต้น)

0 9 1 2 1 + 3 1 9 7 6 = 3 0 0 9 7

5 2 2 0 5 + 4 2 7 9 0 = 9 4 9 9 5

2 5 1 5 2 + 4 9 8 7 6 = 6 4 9 2 8

1 0 0 0 0 + 2 6 7 9 9 = 3 6 7 9 9


และนี่คือชุดข้อความที่เข้ารหัสแล้ว

3 0 0 9 7
9 4 9 9 5
6 4 9 2 8
3 6 7 9 9


ก็ได้เวลาเตรียมตัวออกอากาศ

ตัวอย่างสมมุติในการกระจายเสียงทางวิทยุ
[เสียงซ่าของวิทยุคลื่นสั้นแทรกมาเป็นระยะ พร้อมเสียงดนตรีประกอบสั้นๆ]

[อาจเริ่มด้วยรหัสประจำตัวตนของจารชนที่ต้องรับคำสั่งนี้ อาจพูดซ้ำสามครั้งหรือเท่าไหร่ก็แล้วแต่ตกลงกัน]

"0 0 7, 0 0 7, 0 0 7"

[มีเสียงสัญญาณ "ปี๊บ" จากนั้นตามด้วยเลข 5 หลักแรก เพื่อบอกพิกัดว่าให้หาเลขชุดนี้ในหนังสือกุญแจ เพื่อเป็นหัวรหัสในการหาเลขชุดถัดๆไปเพื่อถอดรหัส]

"7 5 6 9 0, 7 5 6 9 0, 7 5 6 9 0"

[ตามด้วยข้อความที่ต้องการแจ้ง]

"3 0 0 9 7, 3 0 0 9 7, 3 0 0 9 7"

"9 4 9 9 5, 9 4 9 9 5, 9 4 9 9 5"

"6 4 9 2 8, 6 4 9 2 8, 6 4 9 2 8"

"3 6 7 9 9, 3 6 7 9 9, 3 6 7 9 9"

[สัญญาณปิดรายการ]

ขั้นตอนการถอดรหัส
เมื่อจารชนเปิดวิทยุคลื่นสั้นตามเวลานัดหมายออกอากาศ แล้วได้ยินเลขรหัสประจำตัวของตัวเอง ก็เตรียมจดเลขกลุ่มแรก 75690 เพื่อให้รู้หัวรหัส และเลขทั้งหมดเพื่อถอดรหัส จากนั้นจารชนจะเปิดหนังสือกุญแจรหัสไปที่หน้านั้นที่มีเลขหัวรหัส แล้วนำเลขที่ได้ยินมาทำการลบแบบไม่ยืม (ให้เอาเลขใหญ่ลบเลขน้อยไปเลย)
สมมการคือ C - K mod 10 = P
[โดยที่ C = รหัสที่ได้รับ, K mod 10 = เลข OTP ด้วยการลบแบบ Modular 10, P = ข้อความที่เข้ารหัส]

3 0 0 9 7 - 3 1 9 7 6 = 0 9 1 2 1

9 4 9 9 5 - 4 2 7 9 0 = 5 2 2 0 5

6 4 9 2 8 - 4 9 8 7 6 = 2 5 1 5 2

3 6 7 9 9 - 2 6 7 9 9 = 1 0 0 0 0

เมื่อนำตัวเลขมาเรียงกันจะได้

09 12 15 22 05 25 15 21

ซึ่งแปลงความจาก A1Z26 ได้ว่า

ILOVEYOU ซึ่งก็คือ I LOVE YOU

จารชนของเราได้รับข้อความลับแล้ว จบการเข้าและถอดรหัส ได้เวลาฉีกหนังสือกุญแจหน้านั้นและเผาทิ้ง แล้วดำเนินภารกิจ

นี่เป็นกรณีสมมุตินะครับ ในการประกาศรหัสสามารถพลิกแผลงได้มากกว่านี้อีกขึ้นอยู่กับการนัดแนะกัน บางทีอาจแจ้งเลขหน้าของหนังสือกุญแจแทนหัวรหัส หรือใช้วันที่ออกอากาศแทนเลขหน้าก็ได้ หรือบางแบบอาจใช้ตัวอักษรเป็น OTP ก็ได้ ซึ่งตัวอักษร OTP จะต้องถอดเป็นตัวเลข เช่น A1Z26 ก่อน แล้วคำนวณแบบ mod 26 ซึ่งรหัสก็อาจแปลงกลับเป็นตัวอักษรแล้วออกอากาศก็ได้ และอื่นๆอีกมากมาย แต่โดยรวมหลักการเข้าและถอดรหัสประมาณนี้แหละครับ

ปกติเขาส่งข้อความอะไร?
ในทางพิชัยสงครามข้อมูลยิ่งสั้นยิ่งคลุมเครือยิ่งปลอดภัย ข้อความมักจะสั้นกระชับไม่เกิน 20-50 กลุ่ม เนื้อหามักจะเป็นการสั่งการหรือยืนยัน ซึ่งก็อาจเป็นคำรหัสอีกชั้นหรือไม่ก็ได้

นี่คือตัวอย่างประโยคหรือวลีที่จารชนอาจได้รับ โดยแบ่งตามประเภทภารกิจ

1. ภารกิจด้านการจัดหาและรับส่ง

"PACKAGE PLACED AT SECTOR SEVEN" (วางของไว้ที่เขต 7 แล้ว)
"COLLECT THE BLUE CONTAINER AT MIDNIGHT" (ไปเก็บที่ใส่ของสีฟ้าตอนเที่ยงคืน)
"DEAD DROP LOCATION ALPHA IS COMPROMISED" (จุดส่งของลับจุด A ถูกตรวจพบแล้ว ห้ามใช้)
"COURIER WILL ARRIVE AT THE TRAIN STATION" (คนส่งของจะไปถึงที่สถานีรถไฟ)

2. ภารกิจด้านการสอดแนมและข่าวกรอง

"OBSERVE THE FREIGHT HARBOR" (เฝ้าสังเกตการณ์ที่ท่าเรือขนส่งสินค้า)
"COUNT THE VEHICLES AT THE BORDER" (นับจำนวนรถที่ข้ามพรมแดน)
"REPORTS ON PROJECT RED ARE NEEDED" (ต้องการรายงานเรื่องโปรเจกต์สีแดง)
"IDENTIFY THE NEW STAFF AT EMBASSY" (ระบุตัวตนพนักงานใหม่ที่สถานทูต)

3. คำสั่งเชิงยุทธวิธีและการเอาตัวรอด

"ABORT MISSION IMMEDIATELY" (ยกเลิกภารกิจทันที)
"GO TO THE SAFE HOUSE AND WAIT" (ไปที่เซฟเฮ้าท์แล้วรอการติดต่อ)
"SIGNAL RECEIVED PROCEED TO STAGE TWO" (ได้รับสัญญาณแล้ว ให้เริ่มแผนขั้นที่สอง)
"DESTROY ALL ENCRYPTION DEVICES" (ทำลายอุปกรณ์เข้ารหัสทั้งหมดทิ้ง)

4. ข้อความยืนยันและสภาพจิตใจ
บางครั้งก็ส่งเพื่อแจ้งข่าวส่วนตัวหรือเรื่องการเงิน เพื่อให้จารชนยังมีใจทำงานต่อ

"FUNDS TRANSFERRED TO SWISS ACCOUNT" (โอนเงินเข้าบัญชีสวิสเรียบร้อยแล้ว)
"FAMILY IS SAFE AND WELL" (ครอบครัวปลอดภัยและสบายดี)
"HAPPY BIRTHDAY FROM THE CENTER" (สุขสันต์วันเกิดจากศูนย์บัญชาการ - มีกรณีนี้เกิดขึ้นจริงบ่อยครั้งครับ)

แต่บางครั้งก็มีที่ส่งตัวเลขสุ่มๆออกไปเฉยๆ เพื่อรักษาตารางเวลาให้ดูเหมือนมีการใช้งานเพื่อสร้างความสับสนให้กับฝ่ายตรงข้าม

ข้อความเหล่านี้มีจะลักษณะพิเศษ 3 ประการ
ไร้บริบท: หากคุณแอบฟังได้และถอดรหัสได้คำว่า "Observe the harbor" คุณก็ไม่รู้ว่า "ท่าเรือไหน?" เพราะจารชนย่อมตกลงกับศูนย์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า Harbor หมายถึงที่ไหน อย่าลืมว่าสัญญาณวิทยุนี้ส่งกระจายไปทั่วโลก มีแต่จารชนถูกระบุตัวเท่านั้นที่จะรู้ อีกอย่างคือ ภารกิจทางทหารพวกนี้มักจะหมดอายุเร็ว ต่อให้แกะได้จริงก็ไม่ทันเวลาอยู่ดี
ประหยัดถ้อยคำ: มักใช้คำสั้นๆเพื่อลดความยาวของรหัสตัวเลข
การใช้รหัสซ้อน: บางครั้ง "Happy birthday" อาจไม่ได้แปลว่าสุขสันต์วันเกิดจริงๆ แต่อาจเป็นรหัสลับที่แปลว่า "เริ่มการระเบิดได้" ก็เป็นได้

เกร็ดจารชน
มีเรื่องเล่าว่าจารชนโซเวียตคนหนึ่งถูกจับได้เพราะเขาจดบันทึกข้อความที่ถอดรหัสแล้วไว้ในกระดาษ แต่ลืมเผาทิ้ง ข้อความนั้นคือ "The weather in Moscow is cold" (มอสโกหนาวมาก) ซึ่งเป็นรหัสยืนยันว่าศูนย์ได้รับข้อมูลข่าวกรองชิ้นสำคัญแล้ว

ถึงตรงนี้บางคนอาจจะสงสัยว่า "แล้วเราจะค้นหาสถานนีออกอากาศนั้นได้มั้ย?" แน่นอนว่าทำได้ครับ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเดินไปเคาะประตูเพื่อขอดูเครื่องส่ง เพราะสถานีเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของความมั่นคงระดับชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่ายทหาร
วิธีค้นหาแหล่งออกอากาศนั้นก็ทำได้หลายวิธี เช่น การตรวจจับสัญญาณจากสามตำแหน่ง (เป็นอย่างน้อย) แล้วหาจุดตัดร่วมของรัศมีวงนั้น ก็จะสโคปลงมาได้ว่าสัญญาณส่งมาจากบริเวณไหน (วิธีเดียวกับ GPS) และอื่นๆอีกหลายวิธี ซึ่งบางครั้งข้อความก็ถูกส่งผ่านสายเคเบิลใต้ดินจากกองบัญชาการไปยังสถานีกระจายสัญญาณที่อยู่ห่างไกลออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้ใครตามหาตัวผู้สั่งการได้ง่ายๆ
ต้องยอมรับว่านี่คือยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ มันคือการสื่อสารลับในที่แจ้ง ทุกคนในโลกได้ยิน แต่มีเพียงคนเดียวที่เข้าใจ ในมุมของพิชัยสงครามนี่คือการรักษาความลับที่ทรงพลังที่สุด เพราะฝ่ายตรงข้ามรู้แค่ว่ามีการส่งสารแต่ไม่รู้ว่า "ส่งอะไร" และ "ส่งให้ใคร" ทำให้ไม่สามารถสกัดกั้นหรือตอบโต้ได้อย่างแม่นยำ มันเหมือนการประกาศให้รู้ว่า "ฉันกำลังคุยกับจารชนของฉันอยู่" และนั่นคือทั้งหมดที่คนอื่นจะรู้ได้ เพราะหาตัวผู้ส่งไม่เจอ หรือต่อให้หาเจอ ก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่ดี แต่ที่ผู้คนสนใจ Number Station ก็เพราะความลึกลับของมัน แม้จะไม่รู้ว่าเขาสื่อสารอะไรกัน แต่หากว่าวันใดมีการสื่อสารถี่ผิดปกติมาจากแหล่งไหน นักวิเคราะห์อาจจะอนุมานทันทีว่า "กำลังจะมีเหตุการณ์สำคัญ" หรือ "มีการเคลื่อนไหวของสายลับ" ดังนั้น เหล่าคนที่ชอบฟัง Numbers Station ไม่ใช่ฟังเพื่อเข้าใจเนื้อหา แต่เป็นการฟังเพื่อรับรู้ความเคลื่อนไหวของกลุ่มอำนาจซ่อนเร้นครับ

ส่งท้าย
ในทุกวันนี้ แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลโขแล้ว แต่รหัสลับยุคอนาล็อกและระบบการสื่อสารทางไกลผ่านวิทยุก็ยังคงใช้งานได้ดีโดยที่ไม่อาจแกะได้เลย ซึ่งการส่งรหัสคำสั่งผ่านการออกอากาศนั้น จารชนสามารถใช้วิทยุราคาถูกๆที่มีระบบคลื่นสั้นมารับสัญญาณได้ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลกก็ตาม ใช้เพียงเทคโนโลยีการสื่อสารพื้นฐานและทักษะการถอดรหัสด้วยมือที่ไม่อาจแทรกแซงได้ ซึ่งต้องใช้ความตั้งใจและสมาธิอย่างมาก
สมัยก่อนวิทยุเคยเป็นระบบการศึกษาและความบันเทิงทางไกลที่ฟรีสำหรับคนทั่วโลก ระบบคลื่นสั้นสามารถส่งสัญญาณข้ามโลกและรับฟังข่าวสารหรือเพลงได้ฟรีๆ เป็นระบบไร้สายที่ใช้งานได้ฟรีที่มีมาก่อน Wifi อินเตอร์เน็ตในปัจจุบันเสียอีก และปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ ตราบใดที่โลกนี้ยังมีชั้นบรรยากาศให้สะท้อนคลื่น วิทยุคลื่นสั้นก็ยังคงทำหน้าที่ของมันได้ต่อไป ใครสนใจก็ลองเล่นวิทยุคลื่นสั้นกันดูครับ บางที คุณอาจบังเอิญเจอ Number station ในตำนานเข้าโดยบังเอิญก็ได้

ขอให้สนุกกับการสร้างรหัสลับขั้นสุดยอดด้วยตัวเองครับ ^_^

KGB เคยใช้เปลือกวอลนัทเพื่อซ่อนหนังสือกุญแจ

แถม
สำหรับคนที่สนใจวิทยุคลื่นสั้น เรามีรุ่นแนะนำ คือ Tecsun R-911 https://s.shopee.co.th/9zk0fX3t1H เป็นวิทยุคลื่นสั้นพกพาราคาถูกที่รับคลื่นได้แม่นยำและชัดเจนที่สุดในราคาหลักร้อย ที่นักวิทยุคลื่นสั้นหลายท่านให้การยอมรับ
หรือหากยังไม่อยากซื้อแต่อยากทดลองใช้ตัวรับสัญญาณวิทยุ อาจลองผ่านเว็บนี้ได้ครับ http://websdr.ewi.utwente.nl:8901/ เป็นตัวรับวิทยุของมหาวิทยาลัย Twente ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้รับความนิยมที่สุดในโลก รับสัญญาณได้กว้างมากและมักจะมีคนเข้าไปดักฟัง Numbers Stations ฝั่งยุโรปกันที่นี่ เว็บนี้เปรียบเสมือนมีเครื่องรับวิทยุราคาแพงและสายอากาศยักษ์ที่ตั้งอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยควบคุมได้จากหน้าจอที่บ้าน และแน่นอนว่าการปรับละเอียดและซับซ้อนมากกว่าวิทยุคลื่นสั้นทั่วไปหลายเท่ามาก แต่โดยเบื้องต้นให้ตั้งค่าเป็น AM เพื่อจูนฟังวิทยุคลื่นสั้นครับ ตรงที่เป็นแถบสว่างๆจะมีคลื่นที่ออกอากาศอยู่ แต่บางครั้งก็อาจเป็นสัญญาณรบกวนจากเรดาห์ที่มีแต่เสียง "อือ~" ก็ได้ ให้ลองปรับตัวจูนไปที่ 16 m แล้วกดที่ band ดู มันจะซูมลงไปบริเวณนั้น อาจมีให้เราเลือกกด Labels เพื่อเลือกช่องสถานีได้แม่นยำขึ้น จะออกมาดูภาพรวมก็กด max out ก็ต้องลองเล่นกันดูครับ ยอมรับเลยว่าเจ้าเครื่องนี้มันซับซ้อนมากจริงๆแต่ก็ละเอียดมากและกว้างมากด้วยเช่นกัน แต่ถ้าให้สะดวก ซื้อเป็นวิทยุคลื่นสั้นมาแค่สับสวิทช์หมุนจูนหาคลื่นตามปกติก็เรียบร้อยแล้วแต่ละไม่กว้างและละเอียดเท่าครับ

22 พฤษภาคม 2566

10 รหัสฉุกเฉินที่พบบ่อย - Emergency Codes


เราอาจจะเคยได้ยินในภาพยนต์ที่ตัวเอกตะโกนขอความช่วยเหลือเป็นชื่อรหัส เช่น Code Red! Code Red! (รหัสแดง! รหัสแดง!) หรือ Code Blue! (รหัสน้ำเงิน) ฯลฯ ได้ยินอย่างนี้แล้วก็สงสัยว่ารหัสเหล่านี้หมายถึงอะไร และมันคืออะไร มา เรามาทำความรู้จักไปด้วยกันครับ

รหัสเหล่านี้เรียกกันว่า Hospital Emergency Codes หรือ รหัสฉุกเฉินของโรงพยาบาล ซึ่งในแต่ละที่อาจจะมีความหมายแตกต่างกันไปตามสถานที่และบริบท ในที่นี้จะนำเสนอความหมายทั่วไปของ 10 รหัสฉุกเฉิน
  1. Code Red - รหัสแดง: แจ้งเตือนภัยคุกคามความปลอดภัยต่อชีวิตหรือทรัพย์สิน เช่น ไฟไหม้
  2. Code Blue - รหัสน้ำเงิน: แจ้งว่าต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์
  3. Code Yellow - รหัสเหลือง: แจ้งเตือนโรคระบาดหรือภัยพิบัติ
  4. Code Gray - รหัสเทา: ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเนื่องจากมีผู้รุกรานหรือก่อเหตุรุนแรง
  5. Code Silver - รหัสเงิน: แจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ว่ามีผู้ก่อการร้ายที่มีอาวุธ มีปืน หรือมีการจับตัวประกัน
  6. Code Pink - รหัสชมพู: แจ้งว่าทารกถูกลักพาตัว
  7. Code Orange - รหัสส้ม: แจ้งว่ามีสารเคมีรั่วไหล
  8. Code Black - รหัสดำ: แจ้งว่ามีการขู่วางระเบิด
  9. Code Purple - รหัสม่วง: แจ้งว่ามีเด็กถูกลักพาตัว
  10. Code Green - รหัสเขียว: แจ้งว่าเริ่มใช้แผนปฏิบัติการฉุกเฉินเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ภัยพิบัติ อุบัติเหตุ โรคระบาด หรืออาจซ้อมหนีไฟ เป็นต้น หรือหมายถึง ทุกอย่างเรียบร้อยดี ให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ
เหล่านี้เป็นรหัสฉุกเฉินที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ซึ่งมักจะตามมาด้วยการอพยพหรือเรียกให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาจัดการอย่างทันที

อ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติม
https://www.campussafetymagazine.com/hospital/hospital-emergency-codes-meanings/
https://medical-dictionary.thefreedictionary.com/Code+Green

01 กรกฎาคม 2565

การใช้ SOS, Mayday, Pan-pan, และสัญญาณมือขอความช่วยเหลือสากล

https://pxhere.com/th/photo/700653

SOS
เดิมเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉินที่ส่งด้วยรหัสมอร์ส ...---... อาจใช้ส่งด้วยเสียง(เช่น นกหวีด) หรือแสง(เช่น ไฟฉาย) ด้วยการเป่า(หรือส่อง) สั้นสั้นสั้น(เว้น)ยาวยาวยาว(เว้น)สั้นสั้นสั้น(เว้น เว้น) แล้วทำซ้ำๆไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีคนรับสัญญาณ หรืออาจจะเขียนหรือทำสัญลักษณ์ตัวอักษร SOS ขนาดใหญ่ก็ได้
SOS สามารถอ่านได้เหมือนกันทั้งกลับหัวกลับหาง

Mayday
เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทางวิทยุสื่อสารด้วยการพูด มีความหมายเหมือน SOS ต้องพูด Mayday 3 ครั้ง คือ “Mayday mayday mayday” (เมย์เดย์ เมย์เดย์ เมย์เดย์) เดิมใช้ในหมู่นักบิน ปัจจุบันใช้ทั่วไปด้วยการพูดผ่านวิทยุสื่อสาร
มาจากภาษาฝรั่งเศส คือ "m'aider" หมายถึง "ช่วยฉันด้วย"

Pan-pan
เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือเช่นกัน แต่ไม่ถึงกับฉุกเฉิน เป็นการบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เช่น มีเหตุไม่น่าไว้วางใจ, มีเหตุทะเลาะวิวาท, เครื่องยนตร์ผิดปกติ(แต่ยังใช้การได้อยู่), เครื่องยนตร์เรือเสีย(แต่ยังลอยลำได้ ไม่จม), ฯลฯ เพื่อขอความช่วยเหลือหรือเตรียมการ(กู้ภัย) หรือขอให้ช่วยตรวจสอบเหตุที่เกิดขึ้น ในการใช้ต้องพูด 3 ชุด คือ "Pan-pan pan-pan pan-pan" (แพน-แพน แพน-แพน แพน-แพน) นิยมใช้กันในหมู่นักบิน
มาจากคำว่า Panne ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่า เสียหาย หรือ ขัดข้อง


สัญญาณมือขอความช่วยเหลือสากล (The Signal for Help; SOS)
เดิมกำหนดโดยมูลนิธิสตรีแห่งแคนาดาเพื่อเหยื่อความรุนแรง แต่ปัจจุบันคือ "รหัสลับสากล" สำหรับทุกคนที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตและไม่สามารถส่งเสียงได้ ไม่ว่าจะถูกข่มขู่ ลักพาตัว หรือแม้แต่ผู้บาดเจ็บที่พยายามร้องความช่วยเหลือในวินาทีสุดท้าย

วิธีส่งสัญญาณอย่างถูกต้อง (3 จังหวะ)
1. หันฝ่ามือออก หาคนรอบข้างหรือหน้ากล้อง
2. พับนิ้วโป้ง เข้าหาฝ่ามือ
3. พับนิ้วทั้งสี่ที่เหลือลงมา "กุม" นิ้วโป้งไว้ (แล้วทำซ้ำช้าๆอย่างต่อเนื่อง)

สำหรับผู้พบเห็น: โปรดอย่ามองข้ามท่าทางที่ดู "ผิดปกติ" นี้ เพราะเขาอาจไม่มีโอกาสได้พูดเป็นครั้งที่สอง หากพบเห็นให้ตั้งสติ อย่าทำให้ฝ่ายตรงข้ามไหวตัวทัน และรีบประสานงานเจ้าหน้าที่โดยด่วน

อย่าปล่อยให้ความไม่รู้ พรากชีวิตคนที่คุณรักไป
โปรดช่วยกันแชร์ และบอกต่อแก่คนที่คุณรัก
#SignalForHelp #SOS #Stroke #1669 #191

สัญญาณมือขอความช่วยเหลือสากล (The Signal for Help)



แถม
ในทะเล สัญญาณมือที่เก่าแก่ที่สุดที่ใช้เพื่อบ่งบอกถึงความเดือดร้อนคือการโบกแขนขึ้นลง อาจถือผ้าหรือวัตถุสีสดใสเพื่อเพิ่มการมองเห็น

สัญญาณมือการบินและการเดินเรือ


วิธีหนึ่งในการส่งสัญญาณฉุกเฉินไปยังเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยคือการยกแขนขึ้นเป็นรูปตัว "Y" ซึ่งแสดงว่า "ใช่" ต้องการความช่วยเหลือ (ในทางกลับกัน การยกแขนข้างหนึ่งขึ้นและลดลงอีกข้างหนึ่งหมายถึง "N" สำหรับ "ไม่") ผู้ที่ทำงานในภาคส่วนเหล่านี้มักจะเรียนรู้สัญญาณมือเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรม

สัญญาณมือ Mayday


สัญญาณนี้มีลักษณะเป็นรูปตัว "X" ซึ่งประกอบด้วยแขนสองข้างไขว้กันและยกขึ้นเหนือศีรษะ [...]สัญญาณนี้ช่วยให้รับรู้สถานการณ์ได้ทันท่วงที อำนวยความสะดวกในการแก้ไขปัญหาฉุกเฉิน การอพยพ หรือการดับเพลิงได้ทันที ซึ่งช่วยป้องกันอุบัติเหตุและรักษาความปลอดภัยของเครื่องบินและผู้คน
สัญญาณมือนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายผ่านการอ้างอิงในวัฒนธรรมสมัยนิยม

24 มิถุนายน 2565

คุยไปเรื่อยเรื่องรหัสมอร์ส Morse code


ในสมัยเด็กๆผมได้พบกับรหัสมอร์สในหนังสือเล่มหนึ่ง จากนั้นผมกับเพื่อนจึงเอารหัสมอร์สมาใช้เขียนเป็นจดหมายลับคุยกันสนุกๆในวัยเด็กด้วยการเทียบสระเป็นภาษาไทยกันเอง เขียนเป็นภาษาคาราโอเกะ ซึ่งไม่ตรงตามมาตราฐานรหัสมอร์สไทย เพราะไม่รู้จะค้นหาจากที่ไหนในสมัยนั้น


รหัสมอร์สเป็นรหัสแทนตัวอักษรที่กำหมดเป็นมาตราฐานโดยใช้เสียงสั้นและยาว (นิยมออกเสียงว่า Dit (ดิต หรือ .) และ Dah (ดาห์ หรือ -)) ประกอบกันไปมาเพื่อแทนตัวอักษร แต่เดิมรหัสมอร์สใช้สื่อสารทางไกลด้วยเสียงผ่านสายไฟและคลื่นวิทยุ ในยุคก่อนที่จะมีระบบส่งเป็นเสียงพูด ก็ต้องเขียนข้อความแล้วฝากเจ้าหน้าต้นทางที่เคาะรหัสมอร์ส ตู๊ดๆ ไปถึงเจ้าหน้าที่ปลายทางให้ถอดรหัส แล้วเขาจะพิมพ์ลงบนกระดาษ เรียกว่าโทรเลข เอาไปส่งให้ผู้รับที่บ้านต่อไป นับเป็นจดหมายด่วนในสมัยก่อน ทั้งยังมีการประยุกต์ใช้แบบอื่นๆอีก เช่น ใช้ไฟกระพริบ สั้น-ยาว แบบที่กองทัพเรือนิยมใช้ และอื่นๆแล้วแต่จะปรับใช้
ในภาพยนตร์มักจะชอบทำให้เห็นว่ารหัสมอร์สสามารถส่งได้ด้วยการเคาะท่อเป็นเสียง แก๊งๆ เอาจริงๆ มันทำไม่ได้ครับ เพราะเสียงเคาะมันจะฟังเป็นเสียงสั้น-ยาวยาก จะส่งรหัสมอร์สได้ต้องทำสัญญาณเป็น 2 อย่างให้ได้ หากจะใช้เสียงเคาะท่อก็อาจจะใช้เป็น เคาะ(แทน Dit)-ขูด(แทน Dah) แบบนี้ก็จะสามารถใช้ได้ เป็นต้น
ในยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาไปมาก รหัสมอร์สอาจจะดูล้าสมัย แต่อันที่จริง มันไม่ได้ล้าสมัยเลย มันยังคงเป็นทักษะที่สำคัญ ปัจจุบันนี้รหัสมอร์สยังคงถูกใช้กันอยู่ในหมู่นักวิทยุสมัครเล่นทั่วโลก(แชทกันด้วยรหัสมอร์ส) มันเป็นรูปแบบการสื่อสารทางไกลอะนาล๊อคที่เรียบง่าย แม้จะมีสัญญาณรบกวนจำนวณมาก รหัสมอร์สก็ยังแทรกผ่านสัญญาณรบกวนต่างๆได้ ใช้สื่อสารได้ดี และยังคงใช้ได้ในปัจจุบัน ไม่แน่ว่าการฝึกรหัสมอร์สอาจช่วยชีวิตของคุณได้ในวันใดวันหนึ่ง อย่างเรื่องของทหารเหล่านี้

ย้อนไปปี 1965 ในช่วงสงครามเวียดนาม นักบินสหรัฐฯ เจเรเมียห์ เดนตัน ถูกจับและโดนทารุณอยู่ในค่ายกักกันที่เวียดนาม วันหนึ่งเขาถูกบังคับให้แถลงข่าวโฆษณาชวนเชื่อทางโทรทัศน์ โดยเขาพูดหน้ากล้องว่า เขาได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม แต่เขาได้กระพริบตาเป็นรหัสมอร์สว่า Torture คือ โดนทรมาน


ข้อความเข้ารหัสของเขาเป็นการยืนยันเป็นครั้งแรกว่ามีการทรมารเชลยศึกในค่ายกองกำลังเวียดนามเหนือ ทำให้แนวทางในทำสงครามเวียดนามต้องปรับเปลี่ยน ท้ายที่สุดเขาก็ได้กลับสหรัฐฯ

กลับมาในยุคใหม่ที่ใกล้หน่อย ในปี 2010 ที่ประเทศโคลอมเบีย ทหารของรัฐบาลถูกทหารกองโจรจับตัวไปเรียกค่าไถ รัฐบาลรู้ว่ากองโจรมีวิทยุไว้เปิดฟังเพลง รัฐบาลจึงทำแผนการส่งข้อความลับไปยังทหารตัวประกัน ด้วยการแทรกรหัสมอร์สเข้าไปในเพลง พวกกองโจรไม่รู้รหัสมอร์ส แต่ทหารโคลอมเบียส่วนใหญ่รู้รหัสมอร์ส
เพลงนี้ได้แทรกรหัสลับเอาไว้ เริ่มในช่วงนาทีที่ 1:30 (และวนซ้ำอีกเป็นช่วงๆตลอดเพลง) เป็นรหัสมอร์สภาษาสเปนว่า 19 liberados siguen ustedes Ánimo ถอดความได้ประมาณว่า 19 คนได้รับอิสระภาพแล้ว ต่อไปคือคุณ อย่าสิ้นหวัง เป็นสัญญาณให้กำลังใจและบอกเป็นนัยว่ามีความช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ

ลองฟังเพลงนี้กันดูครับ

ในเนื้อเพลงก็มีการชี้นำด้วยเนื้อร้องก่อนเข้าข้อความลับว่า escucha este mensaje hermano แปลประมาณว่า ฟังข้อความนี้นะพี่ชาย
เพลงได้ออกอากาศ และแผนก็ได้ผล ทหารที่ได้รับข้อความหนีออกมาได้และไปสมทบกับกองทัพที่อยู่ใกล้ๆ นำข้อมูลไปช่วยทหารที่เหลือได้สำเร็จ สุดท้ายกองโจรก็ประกาศหยุดยิงในปี 2015

ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ในการส่งรหัสลับเป็นเรื่องน่าทึ่งเสมอ!
เรื่องราวของรหัสมอร์สในทางปฏิบัตินี่ช่างน่าตื่นตาตื่นใจดีเหมือนกัน จะเห็นได้ว่าการรู้รหัสมอร์สเป็นทักษะที่มีคุณค่าสำหรับผู้รอดชีวิตในครั้งนั้น แต่การเรียนรู้รหัสมอร์สก็ไม่ใช่เรื่อง่าย ต้องใช้เวลานานกว่าจะฟังรหัสออก การส่งนั้นง่าย แต่การฟังนั้นยาก ถึงอย่างนั้น ก็ไม่น่าจะเกินความพยายามถ้าตั้งใจจริงๆ ในยุคนี้มีสื่อออนไลน์สำหรับฝึกรหัสมอร์สมากมาย ผมขอแนะนำไว้ 2 เว็บนี้ครับ

เรียนการส่งรหัสมอร์สกับ Google https://morse.withgoogle.com/learn/
Google ออกแบบฝึกการส่งรหัสมอร์สตัวนี้ได้ดีมาก ช่วยให้จำรหัสได้ง่ายจริงๆ ซึ่งทาง Google ทำโครงการนี้ออกมาเพื่อผู้พิการจะได้พิมพ์ข้อความบนสมาร์ทโฟนได้สะดวกด้วยรหัสมอร์ส และสำหรับผู้สนใจรหัสมอร์สได้เรียนรู้อย่างง่ายๆไปด้วย แต่การพิมพ์รหัสมอร์สด้วยปุ่มจุดและขีดแบบนี้ มันสะดวกในการคีย์ข้อมูลก็จริง(ซึ่งก็คือเป้าหมายหลักของโครงการนี้) แต่จะไม่เหมือนสัมผัสของวิธีการส่งจริงๆที่ต้องคุมการกดเสียงสั้นเสียงยาวเอาเองด้วยปุ่มเดียว แต่ก็ถือว่าเอาไว้ฝึกจำรหัสมอร์สไปพลางๆก่อนได้ เพราะช่วยให้จำได้ง่ายจริงๆในระบบนี้ อาจฝึกแค่ไม่กี่ครั้งก็จำได้หมดแล้ว

ภาพช่วยจำรหัสมอร์สของ Google

ในการรับส่งด้วยเสียงแบบดั้งเดิม การฝึกรับ(หรือฟัง)ยากกว่ามาก ในการฝึกรหัสมอร์สแบบเสียง แนะนำให้เน้นการรับเป็นหลักครับ ขอแนะนำเว็บ https://lcwo.net/ เป็นเว็บเรียนรหัสมอร์สฟรี Opensource ที่เรียบง่าย และมีหลายหลักสูตรให้เลือก หลักสูตรที่นิยมคือ Kock เขาว่าออกแบบมาให้ฝึกรับได้ง่ายอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่สุดแล้วครับ(แต่ก็ยากอยู่ดี ๕๕๕บวก)
โดยหลักการฝึกฟังเบื้องต้นที่อยากแนะนำคือ
  1. ท่องไว้ว่า การฝึกรหัสมอร์สนั้นสนุก ๕๕๕บวก
  2. อย่ากดดันตัวเอง เพราะจะทำให้สับสนและเครียด ให้ค่อยๆเป็นค่อยๆไป
  3. ฝึกจากช้าๆเริ่มจากความเร็วที่ทำได้(Effective Speed) 5 WPM แล้วค่อยๆขยับไปเรื่อยๆจนถึง 15 WPM+
  4. ฝึกอย่างน้อยวันละครั้ง ครั้งละ 15-30 นาที
  5. อย่าฝึกตอนเหนื่อย ง่วง หรือเครียด คือ ถ้าไม่พร้อม ให้พัก
  6. ให้เรียก . และ - เป็น ดิต(Dit) และ ดาห์(Dah) ไม่ใช่ จุด-ขีด
ในตอนเริ่มต้นเราสงสัยว่าทำไมถึงถูกกำหนดรหัสแบบนี้ด้วย เช่น ทำไมตัว E ต้อง ดิต ทำไมตัว A ต้อง ดิตดาห์ ฯลฯ ทำไมไม่เป็นแบบอื่น เราเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม แต่หากให้เดา เราคิดว่าน่าจะใช้แนวทางแบบเดียวกับการเรียงแป้นพิมพ์ คือ กำหนดให้ตัวอักษรที่ใช้บ่อยมีการขยับน้อยที่สุด(ในการพิมพ์สัมผัส) อย่างเช่น ในภาษาอังกฤษนั้น ตัว E เป็นตัวอักษรที่ใช้บ่อยที่สุด จึงกำหนดเป็น ดิต สั้นๆกันไป และตัวอักษรอื่นๆก็คงคำนวณ % การใช้งานเพื่อกำหนดความยาวในการใช้ส่งตามนี้  ยกเว้นตัวเลขที่มีแนวลำดับชัดเจน

รหัสมอร์สขอความช่วยเหลือสากลที่ทุกคนน่าจะรู้จักกันอยู่แล้วก็คือ SOS หากส่งเป็นรหัสมอร์สก็จะเป็น ... --- ... หรือ ดิดิดิต ดาห์ดาห์ดาห์ ดิดิดิต ไม่ว่าจะส่งสัญญาณด้วยการเป่านกหวีด หรือเปิดปิดไฟฉาย หรือวิธีอื่นๆตามแต่จะสร้างสรรค์

บางครั้งหนังสือที่เราเคยอ่าน ความรู้ที่เคยรู้ เรื่องที่เคยฟัง ฯลฯ โดยไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรได้นั้น ใครจะไปรู้ บางทีมันอาจช่วยชีวิตเราไว้ได้ในสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง ความรู้และทักษะ รู้ไว้ฝึกไว้มีแต่ได้กับได้
รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม


https://www.flickr.com/photos/badwsky/532871465

แถม
มีอีกรหัสหนึ่งที่นิยมใช้รองจากรหัสมอร์ส คือ Tap code - รหัสเคาะ เป็นรหัสที่เข้าใจง่ายกว่า แต่ก็ใช้การเคาะที่มากกว่า นิยมใช้ในหมู่นัก Survival ว่ากันว่าเชลยศึกคิดขึ้นใช้ในการสื่อสารกันระหว่างห้องขัง ในภาพยนตร์บางเรื่องมีการใช้รหัสเคาะคุยผ่านผนังด้วยเหมือนกัน ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าเป็นรหัสมอร์ส แต่ที่จริงมันคือ Tap code

อ้างอิง

04 พฤศจิกายน 2561

Tap code - รหัสเคาะ

เมื่อพูดถึงการส่งรหัสเคาะ หลายฅนมักจะนึกถึง Morse code(รหัสมอร์ส)ซึ่งเป็นสัญญาณ . และ - หรือ เสียงสั้นและเสียงยาว แสงสั้นและแสงยาว แม้ในหนังหลายเรื่องชอบเคาะโต๊ะเป็นรหัสมอร์สก็ตามนะครับ แต่ถ้าทำเสียงที่ต่างกันสองเสียงไม่ได้ รหัสมอร์สก็จะใช้ไม่ได้ครับ ในหนังจะโม้ไปนิดนึงก็เรื่องนี้แหละ แต่มีรหัสแบบหนึ่งที่ง่ายกว่ารหัสมอร์สมากและใช้การเคาะเป็นหลัก นั่นคือ Tap code ครับ
Tap code บ้างก็อาจเรียกว่า Knock code หรือ รหัสเคาะ เป็นรหัสที่นิยมใช้ในหมู่นัก Survival เช่นกัน เป็นการส่งรหัสทีละตัวอักษร โดยว่ากันว่าเชลยศึกคิดขึ้นใช้ในการสื่อสารกันระหว่างห้องขัง ซึ่งใช้วิธีการเคาะแท่งเหล็ก ท่อ หรือผนัง

หลักการง่ายๆคือใช้ตาราง 5x5 แล้วใส่ตัวอักษรลงในตารางตามภาพครับ(ตัว C กับตัว K ใช้รวมกัน) จากนั้นก็เคาะพิกัดของตัวอักษร โดยเคาะแนวตั้งก่อน-หยุด-แล้วตามด้วยแนวนอน

เพื่อความเข้าใจเพิ่มขึ้น ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้เทียบกับตารางครับ
เช่น ต้องการส่งตัว B ก็จะ เคาะหนึ่งครั้ง-หยุด-เคาะสองครั้ง หรือ 1,2 หรือ . ..
ถ้าส่งเป็นคำ เช่น water ก็จะเป็นดังนี้
(W)5,2 (A)1,1 (T)4,4 (E)1,5 (R)4,2
หรือ ..... ..    . .    .... ....    . .....    .... ..
โดยช่วงเว้นของระหว่างตัวอักษรจะหยุดนานกว่าหน่อยนึง
ใช้ X เป็นตัวจบประโยค และใช้ K เป็นการตอบรับ

แน่นอนว่าถ้าส่งเป็นประโยคเต็มๆต้องเคาะนานมาก ดังนั้นเหล่าเชลยศึกจึงคิดค้นคำย่อขึ้น เช่น GN = Good Night (ราตรีสวัสดิ์) หรือ GBU = God bless you (พระเจ้าอวยพร) เป็นต้น (ยุคนี้คำย่อภาษาแชทก็น่าจะใช้ได้ 108 ตัวย่อภาษาอังกฤษ )
นอกจากการเคาะแล้ว ยังส่งเป็นสัญญาญมือแทนการเคาะก็ได้ ด้วยการชูนิ้วบอกพิกัดของตาราง เช่น ส่งตัว B ก็ใช้ ชู 1 นิ้ว แล้วเปลี่ยนเป็น 2 นิ้ว หรือจะใช้สองมือ โดยมือนึงชูนิ้วแนวตั้งอีกมือทำในนิ้วแนวนอน เป็นต้น

ถ้าเทียบกับรหัสมอร์สแล้ว Tap code จำง่ายกว่ามากครับ โดยสร้างตารางขึ้นในใจก็ได้ แล้วใช้เทคนิคช่วยถอดรหัสดังนี้ ถ้าได้ยิน 4 เคาะ ให้ค่อยๆนึกถึง A F L Q ตามการนับแถวแรกแนวตั้ง หลังจากหยุดชั่วคราวแล้วได้ยินอีก 3 เคาะ ก็ให้นับต่อจากตัวอักษรเดิมเป็น Q R และจบที่ S นั่นเองครับ พูดง่ายๆคือ ให้จำแถวตัวอักษร 5 ตัวแรกแนวตั้งให้ได้ ที่เหลือค่อยนับต่อเหมือนท่อง A-Z นั่นเอง

ลองมาฟังตัวอย่างจากคลิปกันดูครับ


ตาราง Tap code ยังสามารถเพิ่มอักษรได้อีกโดยเพิ่มแถวแนวตั้งต่อไปเรื่อยๆ อย่างในคลิปข้างบนที่เพิ่มแถว 6 เข้ามา ซึ่งเป็นอักษรภาษาสวีเดน ในบางครั้งแถวที่ 6 อาจเป็นตัวเลข 1-5 และแถวที่ 7 เป็นตัวเลข 6-0 ก็มีครับ แล้วแต่จะเพิ่มเติมได้เลย ถ้าจะใช้เป็นภาษาไทยก็คงต้องเทียบสระแบบเดียวกับรหัสอื่นๆ
รหัสเหล่านี้สามารถใช้สื่อสารขอความช่วยเหลือยามเกิดภัยพิบัติได้ในหลายกรณีที่ไม่สามารถติดต่อด้วยการพูดได้ หรือจะทำเครื่องส่งสัญญาณวิทยุง่ายๆขึ้นมา หรือแม้จะใช้เป็นรหัสลับเล่นกันในครอบครัวเพื่อนฝูงเหมือนในหนังก็ได้ครับ ในซี่รี่ย์เรื่อง The Flash มีตอนที่ Flash ใช้ Tap code สื่อสารด้วยล่ะครับ

แน่นอนว่ารหัสมอร์สนั้นมีจุดเด่นที่ส่งได้กระชับและเร็ว แต่ถ้าเรื่องการฝึกฝน การจำ และการใช้ รหัสเคาะง่ายกว่าและเป็นเร็วกว่ามาก ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพราะอยากเผยแพร่ให้รหัสเคาะหรือ Tap code นี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะมันจำง่ายกว่ารหัสมอร์สมาก จะเขียนตารางขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ทำได้
และหากรหัสเคาะเป็นที่รู้จักกว้างขวางแล้วล่ะก็ หากเกิดเหตุการณ์ที่เครื่อข่ายสื่อสารอันทันสมัยเกิดล่มหมดด้วยเหตุสุดวิสัยใดใด เราก็ยังสามารถสื่อสารหรือขอความช่วยเหลือแบบ Low tech ได้ และไม่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเสมอไป แค่ชาวบ้านอย่างเรานี่แหละ ก็สามารถเข้าใจรหัสได้เหมือนกัน

https://www.flickr.com/photos/isogloss/2316477358/sizes/h/

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจนะครับ
ไว้เจอกันบทความหน้า
สวัสดีครับ ^_^



อ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/Tap_code