Sponsor

20 กุมภาพันธ์ 2569

บิดชีวิตให้ลงล็อก - บทเรียนจากลูกบาศก์รูบิก



故用兵之法,無恃其不來,恃吾有以待之
孫子兵法
九變

เหตุนี้วิธีการใช้ทหาร, อย่าพึ่งพาว่าศัตรูจะไม่มา, แต่พึ่งพาว่าเรามีการเตรียมรอรับมือ
พิชัยสงครามซุนจื่อ
บทที่ 8 เก้าการเปลี่ยนแปลง

หลายคนอาจมองว่ารูบิก (Rubik) เป็นแค่ของเด็กเล่นหรือไม่ก็เกมแก้เบื่อของเด็กเนิร์ด แต่หากเราลองพิจารณาลูกบาศก์หลากสีนี้ให้ดี เราจะพบว่ามันคือแบบจำลองของชีวิตที่มีชีวิตชีวาที่สุดชิ้นหนึ่ง ซึ่งหากพินิจพิเคราะห์ให้ดีเราอาจถอดข้อคิดจากเจ้าของเล่นพลาสติกก้อนนี้ได้ และนี่คือข้อคิดบางส่วนที่รูบิกสอนเราเกี่ยวกับชีวิต

ทำความรู้จักกับรูบิกได้ที่บทความ

ยอม "เละ" ก่อน "เลิศ"
นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ เมื่อเรากำลังแก้ชั้นที่ 3 ชิ้นส่วนที่เราเคยจัดวางไว้อย่างดีในชั้นที่ 1 และ 2 จะแตกกระจายมั่วซั่วไปหมดจนดูเหมือนพังทลาย ชีวิตก็เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราพยายามจะพัฒนาตัวเอง ทำตัวเองให้ดีขึ้น สิ่งที่เราเคยสร้างมาอาจดูสั่นคลอนและวุ่นวาย การจัดการในระดับที่สูงขึ้นไปจำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ทั้งหมด
ดังนั้น อย่าตระหนกเมื่อชีวิตดู "เละ" ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลง เราอาจสูญเสียความสบายใจ อาจสูญใครบางคนไประหว่างทาง ฯลฯ มันเป็นเพียงความวุ่นวายชั่วคราว มันคือต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อระเบียบในระดับที่สูงขึ้นของชีวิตเรา แล้วสุดท้ายทุกอย่างจะอยู่ในที่ที่เหมาะสมเอง

เริ่มต้นที่ "สีแกนกลาง" ไม่ใช่ "สีรอบนอก"
ไม่ว่าเราจะหมุนรูบิกไปทางไหน ชิ้นส่วนแกนกลางของแต่ละหน้าจะไม่มีวันขยับไปไหนเลย นั่นคือเข็มทิศของรูบิกในการจัดสีให้ถูกต้อง
ในโลกที่ทุกอย่างหมุนไวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราต้องหา "แกนกลาง" ของตัวเองให้เจอ ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาชีวิต อุดมการณ์ เป้าหมาย ความรัก ความศรัทธา ฯลฯ ถ้าแกนกลางเรามั่นคง ต่อให้สิ่งรอบข้างจะหมุนเปลี่ยนไปกี่รอบ สีจะมั่วแค่ไหน เราจะไม่มีวันหลงทาง
แม้รูบิกขนาดคู่จะไม่มีแกนกลางที่แน่นอนในตอนต้น แต่เราก็ต้องสร้างแกนกลางให้ถูกต้องเองก่อนเสมอเช่นกัน

ปัญหามากมายจัดการได้ด้วย "ปัจจุบัน"
ในการเล่นครั้งแรกไม่มีใครแก้รูบิกได้ด้วยการมองลูกทั้งลูกแล้วแก้พร้อมกัน ทุกคนต้องแก้ทีละส่วน (Layer by Layer)
เมื่อเผชิญกับปัญหาใหม่ที่ถาโถม อย่าพยายามแก้ทุกอย่างในคราวเดียว เพราะมันจะทำให้เราท้อถอย จงแบ่งปัญหาออกเป็นชั้นๆ จัดการสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในปัจจุบันให้จบ แล้วก้าวต่อไปยังขั้นถัดไปในปัจจุบันถัดไปที่มาถึง ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่คือผลรวมของชัยชนะเล็กๆที่ต่อเนื่องกันของปัจจุบันขณะ

การเล่นรูบิกเป็นเสมือนการอ่าน "หนังสือแห่งปัจจุบันขณะ" อีกด้วย เพราะไม่อาจใช้ความกังวลในอดีต (ที่บิดผิด) หรือความคาดหวังในอนาคต (ที่อยากให้เสร็จไวๆ) มาแก้ลูกได้ จึงจำเป็นต้องอยู่กับ "หน้ากระดาษ" (หน้าลูกบาศก์) ที่อยู่ตรงหน้านี้และจัดการต่อจากนี้เท่านั้น ดั่งกำลังอ่าน "ภาษาของความเปลี่ยนแปลง" ที่แสดงผ่านสีสันและการหมุน

"ความจำของสมอง" สู่ "ความจำของปลายนิ้ว"
นักบิดรูบิกที่ชำนาญไม่ได้ "คิด" ทุกครั้งที่บิด แต่มือหรือนิ้วของพวกเขาจะ "รู้" ว่าต้องขยับอย่างไร
เมื่อฝึกจนเข้าเส้น มันจึงกลายเป็นสหัชญาณ (Intuition) การใช้ชีวิตไม่ใช่แค่การมีความรู้อย่างเดียว แต่อยู่ที่การฝึกฝนด้วย หยินหยางต้องเติมเต็มกันและกันอย่างสมดุล ทักษะเหล่านั้นก็กลายเป็นความจำของกล้ามเนื้อ (Muscle Memory) เมื่อเราลงมือฝึกฝนสิ่งที่เหมาะสมซ้ำๆจนเป็นนิสัย เราจะรับมือกับปัญหานั้นๆได้โดยอัตโนมัติ แม้ในยามที่สมองล้าจนคิดไม่ออกก็ตาม ร่างกายมันจะไปเอง (แต่ถ้าล้าจริงๆก็งีบสักหน่อยจะดีกว่าฝืนทำนะ)

บทสรุปของรูบิก
รูบิกจึงไม่ได้สอนให้เราเป็นคนที่แก้โจทย์ยากๆได้เท่านั้น แต่มันสอนให้เราเป็นคนที่ใจเย็นพอ ที่จะมองหาทางออกท่ามกลางสีสันที่สับสน และเป็นคนที่กล้าหาญพอ ที่จะเริ่มหมุนกงล้อแห่งชีวิตใหม่อีกครั้ง แม้เพิ่งจะทำมันเละเทะมากับมือก็ตาม

อาจจะมีข้อคิดอีกมากที่ได้จากการเล่นรูบิก เพื่อนๆลองคอมเม้นต์แบ่งปันกันได้ครับ

ขอให้สนุกในการเล่นรูบิกครับ
สวัสดีครับ ^_^

อ้างอิง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น