Sponsor

08 กันยายน 2566

การตีความสัญลักษณ์เหยาของอี้จิงเบื้องต้น


คัมภีร์อี้จิง เป็นคัมภีร์ที่แนะนำยากที่สุดและอ่านยากที่สุด จนผมเองก็ไม่รู้จะเริ่มแนะนำอะไรยังไง ด้วยความเป็นศาสตร์ที่กว้างขวางและลึกซึ้งซับซ้อน และคิดว่าด้วยความรู้ที่ครูพักลักจำเก็บเล็กผสมน้อยอ่านตำรับตำราด้วยตนเองย่อมมีแค่หางอึ่งเท่านั้น ไม่อาจหาญจะมาแนะนำอะไรในเรื่องนี้ได้ เพราะจะเป็นการเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนเสียมากกว่า แต่ก็ขอให้ถือว่าเป็นบันทึกการศึกษาอี้จิงของผมเองก็แล้วกันนะครับ หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยผู้รู้ และขอความกรุณาช่วยคอมเม้นต์ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่พวกเราทุกคนด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

คัมภีร์อี้จิงในปัจจุบันเป็นคัมภีร์ของโจวอี้เนื่องจากโจวเหวินหวางเขียนคำอธิบายเป็นอักษรจีนเอาไว้ จะมีอธิบายความแต่ละเหยาแต่ละเส้นอย่างที่เราได้เห็นกันทั่วไป แม้จะมีการเขียนอธิบายแล้ว แต่ด้วยความเป็นภาษาจีนโบราณและศาสตร์ที่ลึกซึ้งก็ยากที่จะเข้าใจได้ในปัจจุบันอยู่ดี งั้นบทความนี้เราจะย้อนกลับไปก่อนที่จะเกิดคัมภีร์อี้จิงขึ้น ในตอนเริ่มต้นที่มีสัญญลักษณ์ทั้งหกเส้น(เหยา) และมาดูกันว่าเขาให้ความหมายและการตีความกันอย่างไร
ให้มองว่ามันเป็นเสมือนตัวอักขระแทนความหมายอย่างหนึ่ง พวกขีดและกลุ่มขีดเหล่านี้ ให้คิดว่าเป็นภาษาเขียนสมัยโบราณของจีนไปพลางๆก่อนก็ได้

ในสมัยก่อนเชื่อกันว่าคัมภีร์อี้จิงใช้เป็นคู่มือในการเสี่ยงทาย ซึ่งบรรพบุรุษชาวจีนโบราณได้คิดค้นขึ้นจากลายต่างๆบนกระดองเต่าที่ใช้โยนเสี่ยงทาย โดยเริ่มต้นจากขีด 2 แบบ คือ

⚋ หยิน ใช้แทน ดิน, เพศหญิง, มืด, อ่อนโยน, ฯลฯ
⚊ หยาง ใช้แทน ฟ้า, เพศชาย, สว่าง, เข้มแข็ง, ฯลฯ

จากนั้นก็นำมาเรียงจากล่างขึ้นบนเป็น 2 ขีด เป็นความเข้มของหยินหยางสี่ระดับ คือ

⚎ 少陽 เสี่ยวหยาง หยางอ่อน ใช้แทน ฤดูใบไม้ผลิ, มังกรคราม, ธาตุไม้, ฯลฯ
⚌ 太陽 ไท่หยาง หยางเข้ม ใช้แทน ฤดูร้อน, นกกระจิบแดง, ธาตุไฟ, ฯลฯ
⚍ 少陰 เสี่ยวหยิน หยินอ่อน ใช้แทน ฤดูใบไม้ร่วง, เสือขาว, ธาตุทอง, ฯลฯ
⚏ 太陰 ไท่หยิน หยินเข้ม ใช้แทน ฤดูหนาว, เต่าดำ, ธาตุน้ำ, ฯลฯ

จากที่เห็นมีเส้นทึบหรือเส้นตัดสองเส้นย่อมมีความเข้มสูงสุด ส่วนที่มีเส้นตัดกับเส้นทึบปนกันย่อมมีความเข้มอ่อนลง วิธีสังเกตว่าอยู่ในหมวดหยินหรือหยางให้ดูที่เส้นบน
แถมอีกนิดนึง จะเห็นว่าที่ความเข้มนี้มีเพียง 4 ธาตุ แต่ธาตุจีนจะมี 5 ธาตุ ขาดธาตุดินไปธาตุนึง ถามว่าธาตุดินอยู่ไหน? ตอบว่า ธาตุดินอยู่ตรงกลางระหว่างเปลี่ยนความเข้มหนึ่งไปสู่อีกความเข้มหนึ่ง หรือเรียกอีกอย่างว่าอยู่ตรงรอยต่อระหว่างฤดูกาล(ช่วง 18 วันก่อนเปลี่ยนฤดู) ซึ่งไม่สามารถเขียนออกมาได้ในความเข้มทั้งสี่นี้ แต่มีอยู่ มันคือการคิดแบบเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง คือคิดว่ามีการเปลี่ยนแปลง(易)อยู่ตลอดเวลาเหมือนการเปลี่ยนฤดูกาล เพราะในธรรมชาติไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่งตายตัว แต่การเขียนเพื่ออธิบายจะดูเหมือนตายตัว ซึ่งถ้าไม่เขียนให้ตายตัวก็จะอธิบายไม่ได้ นี่คือความย้อนแย้งของการศึกษาทุกชนิด ไม่ว่าจะอ่านหนังสืออะไรก็ตาม ตรงจุดนี้ต้องตระหนักไว้ให้ดีครับ และการอธิบาย 5 ธาตุแบบนี้เป็นการอธิบายอีกแบบหนึ่งของการกำเนิด 5 ธาตุตามปกติที่ ไฟกำเนิดดิน ดินกำเนิดทอง ฯลฯ ซึ่งต้องทำความเข้าใจบริบทใหม่กันพอสมควร และจะมีธาตุดินหยิน ธาตุดินหยาง อีก แต่จะไม่กล่าวเพิ่มเติมในที่นี้ เพราะไม่เกี่ยวข้องโดยเบื้องต้น

โอเค จากนั้นก็นำอีกเส้นมาเรียงจากล่างขึ้นบน 3 ขีด หรือ ปากว้า(八卦) หรือ 8 กว้า คือ

☰ 乾 เฉียน ใช้แทน พ่อ, ฟ้า, ธาตุทอง,ฯลฯ
☷ 坤 คุน ใช้แทน แม่, ดิน, ธาตุดิน, ฯลฯ
☳ 震 เจิ้น ใช้แทน ลูกชายคนโต, ฟ้าร้อง, ธาตุไม้, ฯลฯ
☵ 坎 ขั่น ใช้แทน ลูกชายคนกลาง, น้ำ, ธาตุน้ำ, ฯลฯ
☶ 艮 เกิ้น ใช้แทน ลูกชายคนเล็ก, ภูเขา, ธาตุดิน, ฯลฯ
☴ 巽 ซวิ่น ใช้แทน ลูกสาวคนโต, ลม, ไม้, ธาตุไม้, ฯลฯ
☲ 離 หลี ใช้แทน ลูกสาวคนกลาง, ไฟ, ธาตุไฟ, ฯลฯ
☱ 兌 ตุ้ย ใช้แทน ลูกสาวคนเล็ก, บึง, ทะเลสาบ, ธาตุทอง, ฯลฯ

จุดสังเกตในการจำระบบครอบครัวพ่อแม่ลูก คือ เพศชายให้สังเกตที่เส้นหยาง ⚊ ถ้าอยู่ข้างล่างก็คนโต อยู่ตรงกลางก็คนกลาง และอยู่ข้างบนก็คนเล็ก(เนื่องจากเส้นเรียงจากล่างทับซ้อนขึ้นบน ดังนั้นเส้นล่างจะเกิดก่อน) เพศหญิงก็เช่นกัน ให้ดูจาก ตำแหน่งของเส้นหยิน ⚋ ในแบบเดียวกัน ส่วนพ่อแม่นั้นจำง่ายอยู่แล้ว มีหยินหยางเต็มทั้งสามเส้น ส่วนตัวอักษรจีนที่กำกับนั้นเป็นชื่อเรียกในภาษาจีนของกว้าทั้งแปดนั้น

จากปากว้า 3 เส้น เมื่อนำกว้า 2 อันมาซ้อนกัน ก็จะเป็น 6 เส้น เรียกว่าเหยา(爻) จึงกำเนิดอี้จิงทั้ง 64 เหยา ขึ้นมา การตีความเบื้องต้นก็คือการแบ่งเหยาออกเป็นกว้าบนกับกว้าล่าง เช่น

䷞ แบ่งเป็น ☱ อยู่บน และ ☶ อยู่ล่าง เมื่อดูและเปรียบความหมาย จะได้ว่า ข้างบนคือลูกสาวคนเล็ก ข้างล่างคือลูกชายคนเล็ก ในที่นี้คนเล็กที่ว่าก็เปรียบได้กับวัยหนุ่มสาวหรืออ่อนวัยก็ได้ จาก ䷞ ทำให้เห็นว่า ชายหนุ่มติดตามหญิงสาวขึ้นไป ดังนั้นเหยานี้เกี่ยวกับการจีบกันของชายจีบหญิงหรือเกี่ยวกับความรัก อาจเป็นการแต่งงานก็ได้ ซึ่งหากไปเปิดคัมภีร์อี้จิงก็จะได้คำอธิบายภาษาจีนโบราณว่า 咸 แปลว่า ดึงดูด หรือ รวมตัว ซึ่งเป็นการตีความเหยานี้โดยโจวเหวินหวางนั่นเอง
หากเทียบกับลักษณะธรรมชาติก็จะได้ ทะเลสาบอยู่บนภูเขา ถ้าว่าตามหลักฮวงจุ้ยเรียกว่าทะเลสาบสวรรค์ ทำเลแบบนี้ถือว่ายอดเยี่ยมเพราะเป็นแหล่งรวมตัวของพลังชี่และเป็นแหล่งกำเนิดน้ำเป็นได้อย่างดีเลยทีเดียว เป็นตำแหน่งชี่มังกรระดับประเทศ ต้องรักษาไว้ห้ามทำลายโดยเด็ดขาด หากบ้านไหนมีอะไรคล้ายๆแบบนี้อยู่หน้าบ้านถือว่าได้ครอบครอบทำเลที่ดีเยี่ยม บ้านหลังนั้นจะให้กำเนิดวีรบุรุษ

นอกเรื่องไปไกลแล้ว กลับมาก่อน ๕๕๕
งั้น ตัวอย่างสุดท้าย

䷱ แบ่งเป็น ☲ อยู่บน และ ☴ อยู่ล่าง จะเห็นว่า ไม้อยู่ใต้ไฟ ดังนั้นเหยานี้ ภาพค่อนข้างชัด ถ้าเป็นการกระทำก็คือการหุงต้ม ถ้าเป็นสิ่งของก็เป็นภาชนะหุงต้ม เมื่อไปเปิดคัมภีร์อี้จิงก็จะได้คำอธิบายภาษาจีนโบราณว่า 鼎 แปลว่า หม้อสามขา ซึ่งเป็นหม้อที่ใช้ทำอาหารกินกันในสมัยก่อน หากถือเป็นเชิงสัญลักษณ์ของการทำอาหารก็ไม่จำเป็นต้องมีแค่สามขาเสมอไป การที่ไม้อยู่ใต้ไฟหรือสาวคนเล็กตามสาวคนกลางก็อาจตีความได้มากกว่านี้อีก

อี้จิงจึงเป็นตำราในการเสี่ยงทายที่เริ่มต้นมาจาก 2 ขีด หยินหยาง และซ้อนทับกันเข้าจนกลายเป็นกว้าและเหยาเพื่อสะท้อนแนวคิดทางปรัญชาธรรมชาติของจีนโบราณสมัยดึกดำบรรพ ซึ่งบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญกับธรรมชาติของสิ่งตรงข้ามว่าทุกสรรพสิ่งย่อมมีของคู่เป็นทวิภาวะเสมอ มีหยินก็มีหยาง มีฟ้าก็มีดิน มีชายก็มีหญิง มีสว่างก็มีมืด มีบนก็มีล่าง เป็นต้น ทั้งสองสิ่งนี้เหมือนจะขัดแย้งกันแต่แท้จริงแล้วอยู่ร่วมกันอย่างขาดกันไม่ได้ เหมือนเหรียญที่มีหัวก็ต้องมีก้อย เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงก็อาจหลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกัน หรือเกิดสิ่งใหม่ขึ้น ในการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ก็มาจากคำว่าอี้จิง 易經 โดย อี้ 易 แปลว่า เปลี่ยนแปลง หรือ ง่าย; จิง 經 แปลว่า คัมภีร์ จึงแปลตรงตัวได้ว่า คัมภร์แห่งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งรูปลักษณ์ของคำว่า อี้ 易 ว่ากันว่ามาจากรูปลักษณ์ของกิ้งก่า และเพราะกิ้งก่าเปลี่ยนสีได้ จึงมีความหมายว่า เปลี่ยน และบางสำนักก็บอกว่ามาจากรูปลักษณ์ของพระอาทิตย์ 日 กับพระจันทร์ 月 ที่เอามาเขียนต่อกัน ซึ่งทั้งคู่ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่งและผันเปลี่ยนเรื่อยไป ซึ่งทั้งหมดก็ชี้ความหมายไปที่การเปลี่ยนแปลง
ในอี้จิงมีการเปลี่ยนแปลงทั้ง 64 เหยา ทำให้เราเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีสิ่งใดแน่นิ่ง ทุกสิ่งเป็นอนัตตา เปลี่ยนแปลงเสมอไป การเข้าใจถึงสิ่งนี้ได้ก็ย่อมเข้าใจธรรมชาติได้ เข้าใจธรรมชาติได้ก็ย่อมเข้าใจฟ้าดินได้ เข้าในฟ้าดินได้ก็ย่อมเข้าใจสรรพสิ่งได้ เข้าใจสรรพสิ่งได้จึงย่อมทำนายการเปลี่ยนแปลงได้ นั่นจึงทำให้อี้จิงถูกกล่าวถึงในฐานะของคัมภีร์เสี่ยงทายทำนายโชคชะตา ซึ่งการตีความก็จำเป็นต้องเข้าใจบริบทของจีนในสมัยโบราณก่อน จึงจะเข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงตีความและเขียนคำอธิบายออกมาเช่นนั้น และในคัมภีร์อี้จิงที่โจวเหวินหวางได้ใช้ความอัจฉริยะภาพของท่านอธิบายความไว้ก็มีคุณค่าทั้งทางปรัชญา คุณธรรม ประวัติศาสตร์ และอื่นๆอีกมากมาย จึงควรค่าแก่การศึกษา สะสม และอนุรักษ์ไว้ แม้จะเป็นภาษาโบราณที่เข้าใจได้ยากมากในปัจจุบันก็ตาม(ก็ต้องตีความคำอธิบายกันอีกหลายตลบ)

ขีดของเหยาทั้ง 64 นั้นมีมานานมากแล้วก่อนจะมีคัมภีร์อี้จิงเสียอีก ทั้งยังมีการเขียนเหยาหลายแบบ เช่น ︿ แทนหยิน และ ⚊ แทนหยาง ก็มี หรือในยุคนี้เราจะเขียนเป็น 0 แทนหยิน และ 1 แทนหยาง โดยให้หลักใหญ่แทนเส้นล่างก็ได้ เพราะไม่ว่ายังไงการแปรเปลี่ยนของเหยาก็ยังคงเรียงลำดับเหมือนกันทั้ง 64 แบบ ที่เกิดจาก 2 กว้าซ้อนกันเป็นเบื้องต้น สมัยก่อนนั้นมีหลายสำนักที่ได้เขียนคัมภีร์อธิบายความอี้จิงในแบบของตนเองเอาไว้หลากหลายเล่ม แต่ได้หายสาบสูญไปหมดแล้ว หลงเหลือเพียงอี้จิงโจวอี้เล่มเดียวเท่านั้นที่เป็นต้นตำรับดั้งเดิมที่เก่าแก่ที่สุดที่มีในตอนนี้ ยุคนั้นเป็นช่วงปลายของยุคหินใหม่ นับว่าเก่าแก่มากทีเดียว น่าจะเริ่มมีการเอาทองแดงมาใช้บ้างแล้ว แต่ยังถลุงโลหะไม่ได้ แล้วคัมภีร์ที่เขียนขึ้นก่อนยุคหินใหม่นั้นอีกเล่า ก็น่าจะแทบไม่หลงเหลือมาเท่าไหร่นัก จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ เราจึงไม่อาจทราบได้ว่าคัมภีร์ของสำนักอื่นๆนั้นได้ตั้งชื่อและตีความแต่ละเหยาว่าอย่างไรกันบ้าง แต่ที่แน่ๆ(น่าจะนะ)ว่ากว้าทั้ง 8 ยังคงความหมายเดียวกันที่ใช้ในการตีความ แต่ความหมายของกว้ายังมีมากกว่าแค่ระบบพ่อแม่ลูกหรือลักษณะธรรมชาติที่ใช้เป็นหลักเท่านั้น ยังมีแทนทิศทั้งแปด, สัตว์, อวัยวะของร่างกาย, ฯลฯ และอื่นๆอีกมากมาย เรียกได้ว่าแทนได้ทุกสิ่งในธรรมชาติตามระดับความเป็นหยินหยางของมัน ตรงนี้ต้องไปศึกษาเพิ่มเติมเอาครับ

ก็ลองนำหลักการข้างต้นไปตีความเหยาของอี้จิงกันสนุกๆในแบบของตัวเองนะครับ แน่นอนว่าการมีแบบมาตราฐานไว้เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ควรปิดกั้นการตีความในทัศนะอื่นๆด้วย ไม้อยู่ใต้ไฟ นอกจากการหุงต้มแล้วอาจเป็นอย่างอื่นได้อีกมั้ย? ก็ต้องลองไปขบคิดกันดูนะครับ ยิ่งมีแนวคิดที่หลากหลายก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือ การแลกเปลี่ยนแนวคิดที่หลากหลายแบบบัณฑิตที่ยอมรับความคิดเห็นอาจเจอมุมที่อาจคาดไม่ถึงก็เป็นได้ แต่ถ้าอยากเข้าใจความคิดดั้งเดิมของชาวจีนโบราณ ก็ต้องศึกษาสิ่งที่ชาวจีนโบราณเขาศึกษาด้วย บริบทแวดล้อมและวัฒธรรมจึงสำคัญอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจความคิดของชนชาตินั้นๆหรือยุคสมัยนั้นๆ

นั่นละครับ การจะทำความเข้าใจอี้จิงนั้นไม่ง่าย(易)เหมือนชื่อเลย


07 กันยายน 2566

ซานไห่เจิ้น 山海鎮 - ยันต์น้ำภูเขา(มหามงคล) ยันต์ชั้นสูงของฮวงจุ้ย


ซานไห่เจิ้น 山海鎮 ยันต์นี้มีชื่อเรียกในภาษาไทยหลายแบบ เช่น ยันต์น้ำภูเขา, ยันต์คุ้มภูเขาทะเล, ยันต์ภูเขามหาสมุทร, ยันต์ภูผาสมุทร, ยันต์กระจกน้ำภูเขา(เนื่องจากบางแบบจะมีกระจกนูนติดมาแทนหยินหยาง จึงเพิ่มคำว่ากระจก หรือบางแบบวาดยันต์บนพื้นผิวกระจกเงาเลยก็มี), ฯลฯ คำว่า 山海鎮 อาจแปลตรงตัวได้ว่า ปราการภูเขาสมุทร ว่ากันว่าเป็นยันต์ชั้นสูงในทางฮวงจุ้ยช่วยปกป้องคุ้มครองจากพลังชั่วร้ายได้สารพัด เพียงนำไปแขวนไว้ตรงจุดที่ต้องการแก้เคล็ด ไม่ว่าจะเป็น ช่องลมพิฆาต, จั่วแหลม, มุมอาคาร, แสงสะท้อนพิฆาต, ถนนพุ่งตรงปะทะ, บ้านตรงข้ามติดตั้งยันต์กระจกเงาแปดเหลี่ยมปะทะ, ประตูบ้านตรงกับประตูบ้านของบ้านตรงข้าม, ช่องว่างระหว่างหลังห้องครัวกับบ้านข้างหลังใกล้กันเกินไป, บ้านอยู่ใกล้สุสาน; สถานที่ทางศาสนา; สถานที่ราชการ; เมรุ; ที่รกร้าง; บ้านร้าง; กองขยะ; ทางสามแพร่ง; สะพานยกระดับ; หม้อแปลงไฟที่เสาไฟฟ้า; เสาสัญญาณ, ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะทำให้คนในบ้านเจ็บป่วย โชคร้าย ไม่ราบรื่น เกิดความเครียดในครอบครัว อยู่บ้านไม่สงบ นำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง ทำให้ทั้งเสียสุขภาพกายและใจ ฯลฯ
เรียกว่าได้ทุกอย่างที่ผิดหลักฮวงจุ้ยประเภทที่เข้ามาปะทะ ใช้ยันต์ซานไห่เจิ้นเพื่อยับยั้งสิ่งชั่วร้ายได้ พลิกกลับหยินหยาง เปลี่ยนร้ายกลายดี ปรับสมดุลบ้าน (แต่หากพลังลบนั้นมีความเข้มข้นมากเกินไปก็อาจช่วยได้ไม่เต็มที่ อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย การเลือกหรือจัดสภาพแวดล้อมให้ดีสำคัญกว่าการแก้เคล็ด) นอกจากจะขจัดสิ่งชั่วร้ายแล้วยังนำมงคลมาสู่ตัวบ้านอีกด้วย ที่สำคัญยันต์ซานไห่เจิ้นนี้ไม่ทำร้ายเพื่อนบ้าน (แต่ถ้าเป็นยันต์กระจกเงาแปดเหลี่ยมแบบเรียบที่เห็นกันทั่วไป ใช้สะท้อนสิ่งปะทะและดูดมาสะกดไว้ในกระจก ต้องใช้อย่างระวัง ไม่ควรติดตั้งปะทะบ้านคนอื่น อาจทำให้บาดหมาดกันได้ บางสำนักบอกว่าไม่ควรติดตั้งเลยเพราะมันเอาไว้ถือใช้สำหรับส่องเข้าที่มืดขจัดสิ่งชั่วร้าย, กระจกนูนใช้สะท้อนและสลายสิ่งปะทะ ไม่ทำร้ายบ้านตรงข้าม, กระจกเว้าใช้บิดเบือนสิ่งปะทะ ไว้แก้ตึกสูงบดบัง) บางคนถึงกับบอกว่า ถ้าไม่รู้จะแก้ฮวงจุ้ยบ้านตรงไหนก็ให้ติดซานไห่เจิ้นไว้ก่อน (แต่ผมว่าทางที่ดีควรศึกษาก่อนจะดีกว่านะครับ จะได้ตรงจุด)

ต้นแบบยันต์ซานไห่เจิ้นมาจากคัมภีร์หลู่ปานจิง 魯班經 ซึ่งเป็นตำราฮวงจุ้ยโบราณหายากเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมบ้านเรือนที่ตรงตามหลักฮวงจุ้ยและการแก้เคล็ดต่างๆ(ในคัมภีร์เล่มนี้ยังพูดถึง ยันต์กระจกแปดเปลี่ยม, สิงห์คาบดาบ, ฯลฯ และอื่นๆอีกด้วย ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นการรวบรวมมากจากวิธีการโบราณอีกที) รูปแบบในการวาดซานไห่เจิ้นมักจะประกอบด้วยภูเขา 3 หรือ 5 ลูก และมีทะเลอยู่ข้างล่าง อาจจะมีหรือไม่มีเรือขนทองก็ได้(ส่วนใหญ่ไม่มี) โดยข้างบนจะมีพระอาทิตย์อยู่ขวากับพระจันทร์อยู่ซ้าย และหยินหยางหรือปากว้าอยู่ตรงกลาง(บางแบบใช้กระจกนูนแทนหยินหยาง) และคำอักขระยันต์ตามแต่ละสำนักจะเขียนลงไป ยันต์นี้สำหรับติดไว้หน้าบ้านมักจะมีคำว่า 我家如山海 對我正生財 (หรือ 他作我無妨) อยู่ด้วย ซึ่งแปลว่า "บ้านข้าพเจ้าเปรียบดั่งภูผาและมหาสมุทร ซึ่งนำความมั่งคั่งมาสู่ข้าพเจ้า (ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าไร้ภยันตราย)" โดยภูเขาแทนความมั่งคงสงบสุขของครอบครัว ซึ่งสิ่งชั่วร้ายไม่อาจข้ามเขาเข้ามาในตัวบ้านได้ มหาสมุทรแทนการพัดพาทรัพย์สินต่างๆเข้ามาเกยที่บ้าน และพระจัทร์พระอาทิตย์และหยินหยางขับไล่วิญญาณร้าย ทำให้วิญญานร้ายสับสนและต่อสู้กันเอง นี่คือความคาดหวังในการรับธรรมคุณแห่งยันต์ซานไห่เจิ้น ปัดเป่าความชั่วร้าย หนุนเสริมความมั่งคั่ง ถือเป็นเครื่องรางมหามงคล
  • ก่อนติดตั้งยันต์ที่บ้านแนะนำว่าควรบอกเจ้าที่เจ้าทางก่อน ด้วยการจุดธูป 5 ดอก หันหน้าเข้าหาบ้าน และกล่าวว่า "ข้าแต่เจ้าที่เจ้าทาง บ้านเลขที่......(ที่อยู่ของบ้านหลังนั้น) วันนี้วันดี ข้าพเจ้า......(ชื่อ-นามสกุล) ขออนุญาตติดตั้งยันต์ซานไห่เจิ้นเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายและนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ครอบครัว ......(และขอพรตามใจปราถนา)" แล้วปักธูปลงในกระถางธูปที่เตรียมไว้
  • มักนิยมติดตั้งยันต์ไว้ภายนอก เหนือกรอบประตูทางเข้าของตัวบ้าน จริงๆสามารถติดตั้งที่ผนังของตัวบ้านด้านไหนก็ได้ที่โดนปะทะ คุ้มครองได้ 180 องศาจากด้านที่ติดตั้ง หรือจะวางไว้หลังกระจกใสเหนือประตูหรือหน้าต่างก็ได้ ส่องผ่านเหล็กดัดออกไปก็ได้ไม่เป็นปัญหา โดยให้ติดตั้งอย่างมั่นคง หันรูปออกข้างนอก
  • หากอยู่คอนโดหรือห้องพัก ไม่สะดวกติดตั้งไว้นอกห้อง ให้ติดตั้งไว้ภายใน โดยวางไว้บนตู้สูง หันรูปไปทางนอกห้อง (แต่มีข้อสังเกตว่า แบบที่ติดตั้งไว้ภายในได้อาจจะต้องเป็นแบบไม่มีกระจกหรือไม่? บางแหล่งบอกว่าควรใช้ภายนอกเท่านั้น)
  • ควรเลือกขนาดยันต์ให้เหมาะกับขนาดบ้านหรือเหมาะกับปริมาณของสิ่งที่ปะทะ บ้านพักอาศัยมักใช้ขนาดเล็ก(5"); บ้านขนาดกลางขึ้นไป, ร้านค้า, สำนักงาน, ร้านอาหาร มักใช้ขนาดกลาง(7")ถึงขนาดใหญ่(12")ขึ้นไป ขนาดยิ่งใหญ่ประสิทธิภาพยิ่งมาก
  • ควรติดตั้งในวันธงไชยและเลือกเวลาฤกษ์ยามมงคล(ดูได้จากปฏิทินจีน) นิยมติดตั้งช่วงกลางวันก่อนบ่ายโมง บางสำนักบอกว่าเวลาดีที่สุดคือเที่ยงวัน
  • ปกติประตูบ้านควรเป็นแบบเปิดเข้า(ดี) เพื่อดึงพลังชี่เข้ามาภายในตัวบ้าน แต่ถ้าประตูบ้านเป็นแบบบานเลื่อนจะไม่ช่วยดึงชี่เข้าบ้าน(กลางๆ ไม่ดีไม่ร้าย ไม่ช่วยอะไร) หรือแบบเปิดออกจะผลักชี่ออกไปจากบ้าน(ไม่ดี) ทำให้ไม่ได้รับพลังชี่ที่ควรจะได้(พลังชี่มากักรออยู่หน้าประตูทั้งคืน พอตื่นเช้าประตูเปิดออก ก็ผลักชี่ไปหมด) การติดตั้งซานไห่เจิ้นไว้เหนือกรอบประตูจะช่วยกระตุ้นชี่ให้เข้ามาไหลเวียนภายในบ้านได้ดีขึ้น บางแหล่งจึงบอกว่าใช้แก้เคล็ดประตูบ้านแบบเปิดออกและแบบบานเลื่อนได้
  • บางแหล่งบอกว่าสามารถติดตั้งภายในเพื่อแก้เคล็ดในบ้านได้ด้วย เช่น ประตูตรงกัน, ประตูตรงเตา, ฯลฯ ให้ติดตั้งซานไห่เจิ้นอันเล็กๆไว้เหนือกรอบประตู แต่บางแหล่งบอกว่าควรใช้ภายนอกเท่านั้น (การแก้ประตูตรงกันนิยมใช้น้ำเต้าเล็กติดเหนือกรอบประตูมากกว่า)
  • เนื่องจากพลังของธรรมชาติมีไม่สิ้นสุด ทำให้บางสำนักเชื่อว่าของแก้เคล็ดต่างๆควรเปลี่ยนทุกๆ 1-3 ปี เพื่อคงประสิทธิภาพสูงสุดอยู่เสมอ ดังนั้น ถ้าแก้ที่ต้นเหตุได้จึงดีกว่าแก้เคล็ด แต่สำนักส่วนใหญ่บอกว่าซานไห่เจิ้นมีฤทธิ์ถาวร แม้ซีดจางก็ใช้ต่อได้ ไม่มีเสื่อม ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่ เว้นแต่แผ่นยันต์จะฉีกขาดแตกหัก
  • บางสำนักบอกว่า หากหายันต์ซานไห่เจิ้นไม่ได้ แค่เขียน 山海鎮 สามอักขระนี้ลงบนกระดาษสีแดง และติดตั้งไว้ในวันมงคล ก็ใช้ได้เช่นกัน
  • แต่เชื่อกันว่ายันต์ซานไห่เจิ้นต้องผ่านพิธีปลุกเสกและเจิมชาดจูซา(珠砂)ก่อนจึงจะมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น (ชาด มีสีแดงสด เชื่อกันว่าเป็นแร่ที่กักเก็บพลังของฟ้าดินและตะวันจันทราไว้ ใช้ขจัดภูติผีวิญญาณร้าย เป็นหนึ่งในสมุนไพรจีนชั้นสูงใช้ระงับประสาท)
ฮวงจุ้ยที่ดีจะช่วยเกื้อหนุนผู้อาศัยได้อย่างแน่นอน เสมือนมีชัยภูมิดีในการรบย่อมได้ประโยชน์ แต่จะรบได้ดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความอุตสาหะของแม่ทัพหรือเจ้าบ้านเอง

แรกเห็นภาพซานไห่เจิ้นบอกเลยว่ารู้สึกชอบมากๆ เป็นการออกแบบที่สวยงาม ยิ่งพอได้อ่านเรื่องราวของมันก็ยิ่งชอบ มีความหมาย น่าอนุรักษ์เอาไว้อย่างมาก แม้คนที่ไม่เชื่อเรื่องฮวงจุ้ยถ้าได้เห็นก็น่าจะชอบและอาจอยากจะมีไว้ประดับบ้านแน่ๆเลย
เรื่องราวของยันต์ซานไห่จิงนี้ยังมีข้อมูลน้อยมากในภาษาไทย ผมก็เลยหยิบยกมานำเสนอพอสังเขปสำหรับผู้ที่สนใจได้อ่านประดับความรู้กันสนุกๆ ก็ต้องยอมรับเลยว่า ศาสตร์ทางนี้ลึกลับและซับซ้อนมาก หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

ภูเขาบริหารคน, น้ำบริหารทรัพย์;
ถ้าคนและทรัพย์เจริญรุ่งเรือง, ยศฐาบรรดาศักดิ์ย่อมมาเอง.
-สุภาษิตจีน
山管人丁,水管財;
丁財兩旺,貴自來。
俗話

ภาพ 山海鎮 จากคัมภีร์ 魯班經

山海鎮 แบบมีกระจกนูน
มักเรียกในภาษาไทยว่า ยันต์กระจกน้ำภูเขา

สำหรับผู้ที่สนใจ ยันต์ซานไห่เจิ้น มีจำหน่ายใน Shopee ด้วยครับ
แบบกรอบรูปมีกระจกนูน https://s.shopee.co.th/4L4sjYrN2h
แบบจี้ชาดแดง https://s.shopee.co.th/8fDrtQKsDb

หากท่านได้ประโยชน์และต้องการตอบแทนความรู้นี้ ก็ขอให้ท่านนำเงินหรือของบริจาคไปบริจาคที่ไหนก็ได้ตามแต่ท่านศัทธา ขออนุโมทนาสาธุไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
ขอให้ท่านและครอบครัวพบกับสิ่งดีๆครับ

แถม
บทความร่วมฮู้ยันต์อื่นๆที่น่าสนใจอ่านได้ที่ ฮู้ ยันต์จีน - อักขระปัดเป่าเภทภัย เสริมดวงชะตา

อ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติม

08 สิงหาคม 2566

การเล่นดนตรีเพื่อบำเพ็ญจิตใจ ภาค 2

Photo by Rubenstein Rebello: https://www.pexels.com/photo/wristwatch-placed-near-open-book-5022345/

จากบทความเดิมการเล่นดนตรีเพื่อบำเพ็ญจิตใจ สำหรับบทความนี้เป็นภาคสอง ซึ่งอยากจะชวนคุยเรื่องนี้กันอีกครั้งครับ

เมื่อสืบสาวลึกไปในอดีตโบราณประมาณสองสามพันปีก่อน แนวคิดในการเล่นดนตรีเพื่อบำเพ็ญจิตใจหรือฝึกสมาธิก็มีอยู่แล้วในประเทศจีน เหล่านักพรตนักปราชญ์มักจะมีเครื่องดนตรีติดตัวเสมอ อาจใช้เพื่อทำพิธีปัดเป่าโรคร้ายภยัตรายหรือบำเพ็ญภาวนาตามแต่วาระ ซึ่งการบรรเลงดนตรีในสมัยโบราณเพื่อการบำเพ็ญนั้น หลังจากที่ร่ำเรียนโน้ตและเทคนิคการเล่นจนเชี่ยวชาญ รวมถึงบทเพลงมาตราฐาน เมื่อต้องการบำเพ็ญ นักพรตมักจะบรรเลงออกมาจากอารมณ์ความรู้สึก โดยไม่ต้องเล่นตามเพลงใดใด แค่เล่นออกมาจากจิตใจ ณ ขณะนั้น เป็นการเล่นแบบด้นสด โดยใช้เครื่องดนตรีและเทคนิคที่ร่ำเรียนมาเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกผ่านเสียงดนตรี เมื่อเวลาผ่านไป บางบทเพลงที่บรมครูบรรเลงออกมาเหล่านั้นก็ได้รับการรวบรวมบันทึกเป็นโน้ต และนับถือเป็นเพลงมาตราฐานเพิ่มเติมในเวลาต่อมา
จะเห็นว่า แต่เดิมเครื่องดนตรีถูกใช้เป็นเครื่องมือแสดงและถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก(ปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้น) แต่เป็นแบบไม่ต้องเล่นตามเพลงใดใด คือเล่นแบบด้นสด เป็นการใช้เสียงดนตรีแสดงออกแทนคำพูด ปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกในใจออกมาในรูปแบบของเสียงดนตรี ดีใจก็บรรเลงออกมา โกรธเกรี้ยวก็บรรเลงออกมา ฯลฯ หรือแม้กระทั่งการบรรยายทิวทัศน์ สภาพแวดล้อม ความคิด ปรัชญา ฯลฯ ก็มีการบรรเลงผ่านเสียงดนตรีด้วยเช่นกัน เมื่อสิ่งเหล่านั้นถูกแสดงออกมาเป็นรูปธรรมในแบบหนึ่ง ในที่นี้คือเสียงดนตรี จากการได้แสดงตัวตนนี้ เราก็ใช้สิ่งนั้นทำความเข้าถึงจิตใจของตนเอง ผ่อนคลาย และให้การบรรเลงดนตรีเป็นการบำเพ็ญจิตใจไปพร้อมๆกัน ให้ดนตรีคือเครื่องมืออย่างหนึ่งในการบำเพ็ญภาวนา เป็นดนตรีบำบัดจิตใจ ดนตรีทำให้มีความสุขได้เพียงลำพัง
ซึ่งอันที่จริงอาจเป็นประโยชน์ได้สองทาง คือทั้งทางผู้บรรเลงและผู้ฟัง มีเรื่องเล่าของจีนโบราณเล่าขานกันมาดังนี้

ยุคชุนซิว (ปีที่ ๗๗๐ – ๒๒๑ ก่อน ค.ศ.) โป๋หยา ชาวรัฐฉู่ ผู้ชำนาญการบรรเลงกู่ฉิน วันหนึ่งดีดกู่ฉินให้จงจื่อฉีฟัง จงจื่อฉีฟังแล้วพูดว่า ท่วงทำนองเพลงกู่ฉินของท่านทำให้เรานึกถึงความยิ่งใหญ่ของภูเขาไท่ซาน โป๋หยาก็บรรเลงกู่ฉินต่อไปอีกท่อน พอบรรเลงจบจงจื่อฉีพูดว่า ท่วงทำนองเพลงที่ท่านเพิ่งบรรเลงจบไปนั้นราวกับสายน้ำไหล จากนั้นโป๋หยาและจงจื่อฉีจึงกลายเป็นเพื่อนที่สนิทที่รู้ใจ และเข้าใจกันทุกเรื่องเพราะไม่ว่าโป๋หยาจะบรรเลงเพลงใด จงจื่อฉีก็จะเข้าใจว่าในบทเพลงนั้นเป็นการบรรยายสิ่งใด วันหนึ่งเมื่อโป๋หยาทราบว่าจงจื่อฉีเสียชีวิต เขาโศกเศร้าเสียใจมากแล้วพูดว่า เมื่อในโลกนี้ไม่มีใครอีกแล้วที่จะเข้าใจบทเพลงของเรา แล้วไยจะต้องดีดฉินอีกต่อไป และแล้วโป๋หยาก็ทำลายกู่ฉินของเขาจนแหลกละเอียด ไม่ยอมเล่นกู่ฉินตลอดชีวิต
เพลงที่กล่าวไว้ในเรื่องเล่านั้นถูกบันทึกโน้ตกู่ฉินไว้ ชื่อเพลงว่า เขาสูงน้ำไหล 高山流水

ในการบำเพ็ญภาวนาผ่านการเล่นดนตรีของจีนนั้นมีธรรมเนียมอยู่ว่า ก่อนจะบรรเลงกู่ฉินต้องอาบน้ำ แต่งกายให้สะอาดเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องล้างมือให้สะอาด เมื่อจะบรรเลงกู่ฉินต้องเลือกดูผู้ฟังด้วย หากว่าไม่มีผู้เข้าใจหรือสามารถซาบซึ้งในเสียง ก็ให้บรรเลงคนเดียว ท่ามกลางสายลมเย็น ใต้เงาจันทร์ ในป่าสน หรือท่ามกลางภูเขา
ก็อาจลองนำไปปรับใช้กันดูครับ

การเล่นดนตรีเพื่อบำเพ็ญ บางทีอาจไม่จำเป็นต้องใช้เพลงเฉพาะทางเหมือนที่กล่าวไว้ในบทความก่อนก็ได้ หรือบางทีก็อาจจำเป็นในระดับหนึ่งเพื่อเป็นเพลงมาตราฐานที่ควรฝึกฝีมือ แต่เมื่อย้อนกลับไปถึงราก การบรรเลงด้นสดจากจิตวิญญานเพื่อแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมานั้นอาจคือรากของการเล่นดนตรีเพื่อบำเพ็ญก็ได้ แล้วการเล่นทบทวนเพื่อบรรเลงซ้ำค่อยตามมาในภายหลัง และการจะบรรเลงโดยสื่ออารมณ์ให้ผู้อื่นรู้สึกตามได้นั้นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญอย่างมาก
ความย้อนแย้งของดนตรีหรือศิลปะคือ เราจำเป็นต้องเรียนพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นโน้ต เทคนิค และบทเพลงมาตราฐาน หากไม่ยอมฝึกพื้นฐานเหล่านี้ก็จะไปต่อถึงศิลปะชั้นสูงไม่ได้ แต่เมื่อเราฝึกฝนเรียนรู้จนเชี่ยวชาญแล้ว ก็ต้องลืมสิ่งเหล่านั้นไปให้หมด หากยังยึดติดสิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นได้เพียงผู้เชี่ยวชาญ ไม่อาจเป็นศิลปินได้ ให้เทคนิคเหล่านั้นซึมซับเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา แล้วจากนั้นก็บรรเลงออกมาจากจิตวิญญาณ ขัดเกลาอัตตา จนสามารถแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาได้ในที่สุด

บางที การเล่นดนตรีเพื่อบำเพ็ญภาวนาจิตใจ เพียงแค่เล่นออกมาจากจิตวิญญานอย่างบริสุทธิ์ ด้วยทัศนคติแห่งการภาวนา ทำให้ในห้วงขณะนั้นเป็นการเฉลิมฉลอง ปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงออกมา โดยไม่ต้องสนว่าใครจะมองอย่างไรหรือจะคิดเห็นอย่างไร เพราะความคิดเห็นของคนอื่นที่เรารับมาคืออัตตาของเรา ปล่อยทุกสิ่งให้มันเป็นเช่นที่มันจะเป็น ไหลไปกับสายธารแห่งท่วงทำนองของตนเอง คนที่เข้าใจจะเข้าใจ คนที่ไม่เข้าใจเขาจะไปหาสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเขาเองได้ หากไม่มีใครเข้าใจก็จงบรรเลงเพียงลำพัง ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อการบำเพ็ญมิใช่อวดโอ้ แต่หากมีผู้เข้าใจด้วยก็ยินดีที่จักได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ดั่งโป๋หยาและจงจื่อฉี นักดนตรีจึงอยากแบ่งปันสิ่งที่ดนบรรเลงอยู่เสมอ เพื่อเป็นการแบ่งปันแรงบันดาลใจสู่ผู้อื่น
อันที่จริงในการบำเพ็ญภาวนา อย่างที่เคยกล่าวไว้ในบทความก่อนว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นการเล่นดนตรีเท่านั้น งานศิลปะต่างๆหรืองานการที่ทำทั้งหลาย ข้อเพียงกระทำอย่างสร้างสรรค์ก็ภาวนาจิตใจได้เช่นกัน นักดนตรีบรรยายผ่านเสียงดนตรี นักวาดบรรยายผ่านภาพ นักเต้นบรรยายผ่านท่วงท่า นักกวีบรรยายผ่านถ้อยคำ สายบู๊ฝึกรำมวยจีน ฯลฯ มันขึ้นอยู่กับท่าทีมิใช่สิ่งที่ทำ การสร้างสรรค์ทั้งหลายที่เป็นการแสดงตัวตนออกมาจากภายใน งานทุกอย่าง ย่อมสามารถนำมาใช้ในการบำเพ็ญภาวนาภายในได้ หากทัศนคติของเราต้องการให้เป็นเช่นนั้น

ค้นหาเครื่องมือของตนเองให้พบ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี วาดภาพ เขียนกวี การร่ายรำ หมากรุก หมากล้อม หมากกระดาน ไพ่ ฯลฯ อะไรก็ได้ที่ชอบและสร้างสรรค์ ไม่จำเป็นต้องแค่อย่างเดียว กี่อย่างก็ได้ตามใจต้องการ หรือตามโอกาสอำนวย อย่ามีจิตใจที่ยากจน จงมีจิตใจที่ร่ำรวย ในจิตใจเราสามารถมีได้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรต้องต่อต้าน มีแต่การโอบรับและเฉลิมฉลองไปกับชีวิต แล้วจากนั้นฝึกฝนเรียนรู้มัน เพื่อจะได้ใช้เครื่องมือนั้นในการบำเพ็ญจิตใจได้อย่างเต็มที่
แต่สุดท้ายแล้ว เครื่องมือต่างๆก็เป็นเพียงสิ่งภายนอก สิ่งสำคัญที่สุดคือท่าทีหรือทัศนคติภายในตัวตนของเราเอง บางที แค่มีลมหายใจ ก็เพียงพอที่จะบำเพ็ญจิตใจแล้วก็ได้

“เมื่อเข้าใจในเสียงเพลง แล้วไยต้องขึ้นสายเพื่อให้เกิดเสียง”
-เถายวนหมิง (ค.ศ. ๓๖๕-๔๒๗) กวีชื่อดังในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก ผู้บรรเลงกู่ฉินไร้สาย

Photo by nicollazzi xiong: https://www.pexels.com/photo/four-rock-formation-668353/
แถม
กู่ฉิน 古琴 แปลว่า พิณโบราณ เป็นเครื่องดนตรีจีนมี 7 สาย นิยมเล่นกันในหมู่ปัญญาชนคนมีความรู้ของจีนโบราณ เนื่องจากเสียงที่ทุ่มต่ำและชวนสงบของมัน จึงไม่ค่อยหวือหวาเหมือนเครื่องดนตรีอื่นๆ ทำให้ไม่เป็นที่นิยมในวงกว้างที่ต้องการความครื้นเครง ปัจจุบันนี้ก็มีผู้เล่นอยู่บ้างในกลุ่มเล็กๆที่ชื่นชอบปรัชญาและการบำเพ็ญจิตใจ
ในภาษาจีนเครื่องดนตรีที่ถูกเรียกว่า ฉิน 琴 มีหลายประเภท มีประเภทหนึ่งเรียกว่า โข่วฉิน 口琴 แปลว่า พิณปาก ซึ่งก็คือ เม้าธ์ออร์แกน Mouth Organ หรือ Hamonica ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่ผมเล่นเป็นการส่วนตัวอยู่เสมอ และอยากชวนเพื่อนๆมาเล่นด้วยกัน มันเป็นเครื่องดนตรีที่เริ่มได้เล่นง่าย เล่นด้วยการควบคุมลมหายใจเข้าออก ขนาดเล็ก พกพาสะดวก ดูแลรักษาง่าย เสียงไพเราะ ราคาไม่แพง อยากให้ทุกคนมีไว้เป็นเครื่องดนตรีประจำตัว สามารถอ่านบทความวิธีเล่นฮาร์โมนิก้าเบื้องต้นของผมได้ที่ https://cutt.ly/jazzylj-harmonica

อ้างอิง

01 สิงหาคม 2566

Zebra F-701 และ Parker Jotter ปากกาหน้าตาเรียบร้อยแต่ใช้สอยได้ดุดัน

https://www.zebrapen.com/products/f-701-all-metal-retractable-ballpoint

Zebra F-701 ปากกาลูกลื่นด้ามโลหะ เปลี่ยนไส้ได้ ทนทาน และเรียบง่าย เป็นปากกาที่นิยมในหมู่นัก #EDC ในการประยุกต์ใช้เป็นปากกาเทคติคอลสำหรับป้องกันตัวทั้งชายและหญิง ซึ่งมีการทดสอบแล้วว่าทนทานเพียงพอ

ชี้เป้า Zebra F-701 https://shope.ee/3ptk8MxOjy

โดยทั่วไปปากกาเทคติคอล (#tacticalpen ปากกายุทธวิธี)ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะนั้นมักจะมีหน้าตาที่ดุดัน อาจจะมีความแหลมคม ดูมีความทหาร(สายบู๊) และอาจดูคล้ายอาวุธมากเกินไป ในการพกพาสำหรับพลเรือน(สายบุ๋น)อาจถูกเพ่งเล็งได้ในบางกรณีว่าเป็นอาวุธ แม้ว่ามันจะเป็นปากกาด้วยก็ตาม และอาจจะไม่สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้
ด้วยเหตุนี้ทำให้ปากกาสัญชาติญี่ปุ่น Zebra F-701 จึงได้รับความนิยมในการพกพาในชีวิตประจำวันในเมืองมากกว่า ด้วยรูปทรงที่เรียบร้อย ทำจากสเตสเลสล้วน และเขียนได้ดีตามหน้าที่ที่มันควรจะเป็น แม้ไม่ได้ออกแบบมาเฉพาะสำหรับเทคติคอล แต่ก็ทนทานพอที่จะใช้ต่อสู้ป้องกันตัว(#selfdefense)ได้พอๆกัน
ด้วยปากกาหน้าตาเรียบร้อยและทนทาน แม้จะเป็นสายวิชาการ(บุ๋น)แต่ก็มีอาวุธติดตัวกับเขาได้เหมือนกันนะ อิอิ

Zebra F-701 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปากกาที่หน้าตาเป็นมิตร ทนทาน และเป็นเทคติคอลได้ด้วย
ชี้เป้า Zebra F-701 https://shope.ee/3ptk8MxOjy

แถม
ปากกา Zebar F-701 และ Zebra F-402 ถูกแนะนำไว้ในหนังสือ 100 เทคนิคลับของหน่วย SEAL ด้วย ชี้เป้าหนังสือ https://shope.ee/2fhn2vZAC2
และเล่ม 2 หนังสือ 100 เทคนิครับของหน่วย SEAL (ฉบับต้องรอดในทุกสถานการณ์) ชี้เป้าหนังสือ https://shope.ee/VdISxYHFd

ชี้เป้าไส้ปากกา Refill https://shope.ee/8zbqbKa44U

วิธีเปลี่ยนไส้ปากกา Zebar Pen


https://www.zebrapen.com/products/f-701-all-metal-retractable-ballpoint

แถม

Parker Jotter
รุ่นสแตนเลสล้วน(สีเงิน)เป็นปากกาเปลี่ยนไส้ได้ รุ่นที่นิยมนำมาพก #EDC ประยุกต์เป็นปากกาเทคติคอล(#tacticalpen)ไว้ป้องกันตัว(#selfdefense)ได้ มีน้ำหนักเบาและเหล็กบางกว่า Zebra F-701 แต่หาไส้เปลี่ยนได้ง่ายกว่า เพราะใช้ไส้แบบมาตรฐานสากล

ชี้เป้า ไส้ปากกา Refill แบบ Parker ราคาถูก https://shope.ee/5pfI9ySwQD

ชี้เป้า Baoer 037 เป็นปากกาจากจีนรุ่นเทียบเท่า Parker Jotter ราคาหลักสิบ สเป็คและน้ำหนักเทียบเท่ากัน https://shope.ee/7AAoWycb1t

ปากกาโลหะแบบเปลี่ยนไส้ได้อาจจะมีราคาสูงหน่อย แต่สร้างมลพิษน้อยกว่าปากกาใช้แล้วทิ้ง และรีไซเคิลได้ เป็นการใช้ประโยชน์และรักษ์โลกในทางหนึ่งด้วย ใช้เป็นปากกาประจำตัวกันไปได้ยาวๆเลยครับ

Zebra F-701 น้ำหนักประมาณ 20 กรัม
Parker Jotter น้ำหนักประมาณ 16 กรัม

การใช้อาวุธในการป้องกันตัวช่วยให้ได้เปรียบกว่าการใช้แค่มือเปล่าแน่นอน แต่มันเป็นเทคนิคที่ต่อยอดจากทักษะการป้องกันตัวมือเปล่าครับ(หรือกลับกัน) ไม่ใช่แค่มีอาวุธแล้วจะช่วยได้เลย จึงต้องมีการฝึกฝนทั้งการใช้ การพก และการเข้าถึงอาวุธด้วย ทั้งฝึกมือเปล่าและการเสริมด้วยอาวุธนั้น การกำปากกาให้ปลายชี้ขึ้นแล้วแทง เป็นเทคนิคที่ต่อยอดมาจากการใช้หมัดตรง; การกำปากกาให้ปลายชี้ลงแล้วตำ เป็นเทคนิคที่ต่อยอดมาจากการใช้หมัดทุบ(หรือสันมือฟัน) เมื่อเสริมอาวุธก็จะเพิ่มอำนาจยั้บยั้งได้มากขึ้น เพื่อให้มีเวลาหนีเอาตัวรอดได้ (การป้องกันตัวจะเน้นที่เอาตัวรอด ไม่เน้นที่ชนะ ซึ่งถ้าเลี่ยงการต่อสู้ได้ตั้งแต่ต้นก็ควรเลี่ยงจะดีที่สุดครับ ดังนั้น ถ้าหนีได้ให้หนีก่อน) แต่จะใช้ได้ผลแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับทักษะและการฝึกฝน ดังนั้น มาฝึกวิชาป้องกันตัวเป็นการออกกำลังกายกันครับ ;)

ปากกาโลหะแบบหมุน https://s.shopee.co.th/70JqTOVc8N


วิธีทำกระบองจากกระดาษหนังสือพิมพ์ (Millwall brick หรือ Newspaper baton)
ใช้กระดาษอย่างน้อย 10 แผ่น แต่ไม่เกิน 20 แผ่น (เพราะจะทำยากและฉีกขาดง่าย)
ม้วนให้แน่นที่สุดแล้วพับครึ่ง เมื่อทำเสร็จแล้วหากจุ่มน้ำให้เปียกจะแน่นและรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ศึกษาเพิ่มเติม