Sponsor

25 ธันวาคม 2568

บทบาทของเกลือในกลียุค

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:A_bottle_of_sea_salt_in_Hong_Kong.jpg

หากเกิดภัยพิบัติยืดเยื้อหรือเกิดสงครามโลกจนระบบเศรษฐกิจพังทลาย เกลือจะกลับมาทวงคืนตำแหน่งทองคำสีขาว (White Gold) ทันทีภายในเวลา 1-3 เดือน หากภัยพิบัติยืดเยื้อขนาดนั้นจริงๆ (หวังว่าคงจะไม่) ถึงตอนนั้น เกลือจะกลับมาเป็นเงินตราดั่งเช่นในอดีต
ในประวัติศาสตร์คำว่า Salary (เงินเดือน) ก็มีรากศัพท์มาจาก Sal (เกลือ) เพราะโรมันใช้เกลือจ่ายค่าจ้างทหาร เพราะเกลือคือสิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้ ดั่งที่ได้กล่าวไปในบทความ เกลือแต่ละชนิดเหมือนหรือต่างกันอย่างไร? และขาดไม่ได้ในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจหากเกิดกลียุคด้วย

เมื่อเกิดกลียุค ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีการขนส่ง การใช้แรงงานออกไปหาอาหารทำให้เหนื่อยล้า เครียด สูญเสียเหงื่อ โรคพื้นฐานที่เคยหายไปจะกลับมามีบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง ตะคริว ท้องเสีย หรือช็อกจากการขาดเกลือแร่ เกลือเล็กน้อยผสมน้ำเป็นน้ำเกลือแร่สำหรับดื่มช่วยได้
เมื่อไม่มีไฟฟ้า ตู้เย็นใช้ไม่ได้ อาหารที่ออกแรงหามาได้ จะเน่าเสียอย่างรวดเร็ว การใช้เกลือจะช่วยถนอมอาหารให้อยู่ได้นานเป็นปี
หากบาดเจ็บจากการออกไปหาอาหารหรือเป็นแผลในปาก การมีเกลือไว้ทำน้ำเกลือสามารถใช้ล้างแผลและฆ่าเชื้อเบื้องต้นได้ เป็นต้น
ในภาวะเช่นนั้นเกลือจะมีมูลค่าสูงขึ้นมาทันที จากที่ในปัจจุบันเกลือมีราคาถูกมาก ผู้คนจึงมักมองข้าม แต่ถึงอย่างนั้น มีแค่เกลือย่อมไม่พอ ต้องมีความรู้ในการใช้เกลือถนอมอาหาร รวมถึงการเข้าถึงแหล่งอาหาร และมีของใช้อื่นๆในการเอาชีวิตรอด สำคัญที่สุดคือ ต้องมีความรู้ให้มากกว่าอุปกรณ์

เกลือที่ควรมีสำรอง สำหรับ 1 คน/ปี ประมาณ 5 ก.ก. และเผื่อใช้แลกเปลี่ยนเป็นเงินตราในชุมชนอีกประมาณ 2-5 ก.ก. เป็นอย่างน้อย

แนะนำว่าควรเก็บเกลือสมุทรแบบเม็ดเป็นหลัก เนื่องจากมันมีแร่ธาตุที่หลากหลาย ใช้ประโยชน์ได้กว้าง ดูจริงจังในการเป็นเงินตรา และเกลือเม็ดนั้นเก็บรักษาได้ง่ายกว่าเกลือป่นละเอียดในแง่ของความชื้น แต่เกลือชนิดอื่นๆก็อาจจะควรมีไว้ด้วยในสัดส่วนที่น้อยกว่า (รวมไม่เกิน 10%) เผื่อใช้งานต่างๆ

เกลือโดยธรรมชาตินั้นเป็นแร่ธาตุที่เสถียรมาก ไม่มีแบคทีเรียหรือเชื้อราที่เจริญเติบโตบนเกลือได้ มันจึงกันบูดในตัวเอง และไม่มีวันหมดอายุในแง่ของการเน่าเสียตามธรรมชาติ อยู่ได้เป็นร้อยเป็นพันปีตราบเท่าที่ยังแห้งอยู่ การเก็บรักษาจึงควรเลี่ยงความชื้นที่อาจทำให้ละลาย (ภาชนะเก็บเกลือจึงสำคัญ) แต่แม้จะเกลือละลาย การนำไปตากหรือเคี่ยวให้แห้งก็กลับมาเป็นเกลือได้ เพียงต้องระวังเศษฝุ่นปนเปื้อนเท่านั้น

อ้างอิง

24 ธันวาคม 2568

เกลือแต่ละชนิดเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Seasalt.jpg

เกลือ หรือ เกลือแกง ถ้าว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ เกลือ คือ โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ดังนั้น เกลือแต่ละชนิดจึงไม่มีความแตกต่างอะไรกัน หากไม่นับแร่ธาตุอื่นๆที่เจืออยู่

บทความก็จบลงเพียงเท่านี้

แต่... หากตีความด้วยปรัชญาจีนห้าธาตุ เกลือไม่ใช่เพียงวัตถุที่ให้ความเค็ม แต่คือธาตุน้ำที่แฝงอยู่ในรูปลักษณ์ของธาตุทอง (ธาตุทองกำเนิดน้ำ) ซึ่งเก็บงำพลังงานชีวิตและจิตวิญญาณของแหล่งกำเนิดชีวิตไว้อย่างมหาศาล โดยเกลือแต่ละชนิดจะมีพลังงานที่แตกต่างกันไป

เกลือ มีรสเค็ม ธาตุน้ำ ตามหลักปรัชญาจีน จะเข้าเส้นลมปราณไต บำรุงไต (เมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป และไตยังทำงานได้ปกติ)
ไต เป็นธาตุน้ำ ตามหลักปรัชญาจีน เป็นแบตเตอรี่รากฐานของร่างกาย ไตแข็งแรงจะอายุยืน
ดังนั้น เกลือจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อชีวิต

เกลือป่นบริโภคทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่ทำจากเกลือสินเธาว์ที่ผ่านกระบวนการจนเหลือเพียงโซเดียมคลอไรด์เพียวๆจากกรรมวิธีทางอุตสาหกรรม ด้วยความที่สกัดจนเหลือเพียงโซเดียมคลอไรด์ ทำให้เกลือขาดสมดุลตามธรรมชาติที่ปกติควรจะต้องอยู่ร่วมกับแร่ธาตุอื่นๆตามบริบท ทำให้มันมีรสเค็มโดดและบริสุทธิ์เกินไป ดั่งเกลือที่ไร้วิญญาณ เป็นเพียงโครงทางเคมี มันจึงมีความเข้มข้นจัด พุ่งเข้าไตอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ไตต้องทำงานหนักเพื่อขับส่วนเกิน ส่งผลให้พลังไตพร่อง ซึ่งนำไปสู่โรคไตได้ง่าย และตามระบบวงจรห้าธาตุที่ว่า น้ำข่มไฟ เมื่อธาตุน้ำไตบกพร่องจากการรับภาระหนักเกินไป น้ำก็ไม่อาจข่มไฟให้สงบได้ ส่งผลให้ธาตุไฟหัวใจลุกโชน เบื้องต้นแสดงออกทางจิตใจที่ว้าวุ่น นอนไม่หลับ และอาจลุกลามไปสู่โรคความดันโลหิตและโรคหัวใจได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกลือป่นอุตสาหกรรมมีราคาถูกและมักเสริมคุณค่าด้วยการเติมสารไอโอดีน จึงเป็นตัวช่วยกระจายไอโอดีนไปสู่พื้นที่ทุรกันดารที่ห่างไกลทะเลได้อย่างทั่วถึง ทั้งยังมีผลึกที่สม่ำเสมอทำให้ควบคุมรสชาติในกระบวนการผลิตอาหารเชิงอุตสาหกรรมได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ด้วยราคาที่ย่อมเยา จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้ประโยชน์ในครัวเรือน เช่น ใช้ขัดคราบไหม้บนกระทะเหล็ก ขจัดคราบหรือกลิ่นบนวัสดุ ทำความสะอาดท่อระบายน้ำ โรยพื้นเพื่อฆ่าเชื้อหรือไล่สัตว์บางชนิด ฯลฯ โดยไม่ต้องเสียดายมากนัก

ขณะที่ เกลือสินเธาว์แบบดั้งเดิม ที่ได้จากการต้มดินเค็มด้วยฟืน จะโดดเด่นด้วยพลังของธาตุดินและธาตุไฟที่สอดแทรกแฝงอยู่ในธาตุน้ำ การผ่านความร้อนจากฟืนช่วยให้เกลือชนิดนี้มีคุณสมบัติในการขับความชื้นและกระจายความเย็นในร่างกายได้ดี มีสมดุลของธาตุตามสมควร จึงให้รสเค็มที่ไม่โดด ทำให้เข้าไตและอวัยวะธาตุต่างๆอย่างนุ่มนวลกว่า

ส่วน เกลือชมพูหิมาลายัน นั้น เป็นฟอสซิลเกลือจากทะเลดึกดำบรรพ์ ถูกผนึกอยู่ภายใต้แรงกดดันของภูเขาสูงนับล้านปี และมีสีชมพูที่สะท้อนถึงพลังงานของธาตุไฟที่ละเอียดอ่อนซ่อนอยู่ภายใน เกลือชนิดนี้จึงเป็นเกลือธรรมชาติที่ดีอีกชนิดหนึ่งยามที่ร่างกายต้องการการฟื้นฟูระดับลึก เหมาะใช้เป็นยา

แต่ที่โดดเด่นและใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางที่สุดคือ เกลือสมุทร เพราะถือกำเนิดจากการประสานกันของมหาสมุทร (ธาตุน้ำ, หยิน) และแสงอาทิตย์ (ธาตุไฟ, หยาง) และด้วยกระบวนการตกผลึกอย่างช้าๆตามธรรมชาติด้วยกระแสลม (ธาตุไม้) และตะวัน (หยาง) จันทรา (หยิน) ทำให้เกลือเม็ดมีพลังงานชีวิตที่เต็มเปี่ยม สามารถเข้าสู่เส้นลมปราณไตได้อย่างนุ่มนวลที่สุดในบรรดาเกลือทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น ในกระบวนการผลิตเกลือสมุทรยังมี ดอกเกลือ ซึ่งเป็นผลึกแรกที่ลอยตัวเหนือผิวน้ำ จึงมีพลังที่โปร่งเบา ให้รสเค็มที่ละเอียดอ่อนและสดใหม่ เหมาะสำหรับการใช้ปรุงเพื่อชูรสในขั้นสุดท้าย หรือใช้เป็นโอสถสารเพื่อคืนความสดชื่น

ดังนั้น ที่ว่า "เกลือ มีรสเค็ม ธาตุน้ำ ตามหลักปรัชญาจีน จะเข้าเส้นลมปราณไต บำรุงไต (เมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป และไตยังทำงานได้ปกติ)" นั้น อาจจะไม่ใช่หมายถึงเกลืออะไรก็ได้ แต่หมายถึงเกลือธรรมชาติ ในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่ร่างกายปกติ เค็มพอดีบำรุงไต เค็มมากไปทำลายไต

สิ่งมีชีวิตถือกำเนิดจากทะเล และวิวัฒนาการขึ้นมาอาศัยอยู่บนบกได้ก็ด้วยการพกทะเลติดตัวมาด้วยในรูปแบบของของเหลวในร่างกาย ดังนั้น การเลือกเกลือจึงไม่ใช่แค่การเลือกเครื่องปรุง แต่คือการเลือกคุณภาพของมหาสมุทรภายในตัวเรา การกินเกลือที่ไร้พลังชีวิต ก็เท่ากับเรากำลังเปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นทะเลทรายที่เค็มจัดแทนที่จะเป็นมหาสมุทรที่เปี่ยมไปด้วยชีวิต


https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Sun_(210247565).jpeg

แถม
ในปัจจุบันที่เราไม่อาจเลี่ยงเกลือป่นอุตสาหกรรมได้ จึงอาจจำเป็นต้องดูแลตัวเองเท่าที่ทำได้
ดังนั้น เมื่อเกลือป่นอุตสาหกรรมคือธาตุน้ำที่รุนแรงเกินไปจนทำร้ายไต ก็ต้องทำการระบายส่วนแกร่งและบำรุงส่วนพร่อง ตามหลักห้าธาตุ เมื่อน้ำให้กำเนิดไม้ ไม้ก็จะดึงน้ำมาเกิดตัวเอง ดังนั้น ควรกินอาหารที่เป็นธาตุไม้ เพื่อระบายธาตุน้ำ เช่น น้ำเก๊กฮวย ชาเขียว เป็นต้น และเพื่อบำรุงไต ด้วยอาหารธรรมชาติสีดำ เช่น เห็ดหอม งาดำ ถั่วดำ เป็นต้น นี่คือคำแนะนำโดยทั่วไปสำหรับผู้ที่สุขภาพปกติดี แต่เป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็น ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะตามสภาพร่างกาย
สภาวะร่างกาย (หยินหยางห้าธาตุ) ของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน หากท่านมีโรคประจำตัวหรือสภาวะร่างกายที่ซับซ้อน โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนปรับเปลี่ยนการบริโภค

สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องการขาดสารไอโอดีน ต้องเข้าใจว่าเกลือโดยธรรมชาติ แม้เกลือสมุทรก็ตาม ไม่ใช่แหล่งหลักของไอโอดีน ส่วนเกลือป่นอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่มักมีการเสริมไอโอดีนเข้าไป ซึ่งแม้จะมีประโยชน์ในการป้องกันโรคเอ๋อและโรคคอพอกอยู่บ้าง แต่แหล่งไอโอดีนที่แท้จริงและดีที่สุดตามธรรมชาติมาจากอาหารทะเล ดังนั้น หากต้องการเสริมไอโอดีน การบริโภคอาหารทะเลโดยตรงจึงเป็นวิธีที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับธรรมชาติมากกว่า เช่น สาหร่ายทะเล เป็นต้นครับ

เนื้อหาทั้งหมดข้างต้นเป็นการตีความเชิงปรัชญาห้าธาตุ มิใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากมีข้อบกพร่องประการใด ข้าพเจ้าขอน้อมรับคำชี้แนะจากผู้รู้ทุกท่านเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่สาธารณะสืบไป และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม
บทบาทของเกลือในกลียุค

17 ธันวาคม 2568

แบ็กแกมม่อนกับการพัฒนาสมองทั้งสองซีก

https://de.wikipedia.org/wiki/Datei:Tavli_Board_without_slots_(traditional).jpg

แบ็กแกมม่อน (Backgammmon; สกา) อาจถูกมองเป็นเพียงเกมทอยเต๋าเสี่ยงโชค แต่สำหรับผู้ที่ก้าวเข้าสู่เกมกระดานนี้อย่างเจาะลึกไปจนถึงรากฐาน จะพบว่านี่คือห้องทดลองขนาดเล็กที่จำลองชะตาแห่งชีวิต เป็นเกมที่ไม่ได้มอบแค่ความสนุกเท่านั้น แต่เป็นสนามฝึกฝนชั้นยอดสำหรับสมองของเราด้วย

ลองจินตนาการดูว่าในขณะที่ท่านกำลังนั่งอยู่หน้ากระดานไม้สีเข้ม ที่มีเม็ดหมากกลม ๆ สีตัดกันวางเรียงรายอยู่ เมื่อท่านหยิบลูกเต๋ามาถือไว้ในมือแล้วปล่อยลง เสียงทอยเต๋ากระทบไม้ดังกุกกัก เมื่อแต้มเต๋าปรากฏออกมา ในขณะที่มือของท่านกำลังจะขยับตัวหมาก สมองซีกซ้ายซึ่งรักในระเบียบแบบแผนจะคอยกลั่นกรองการคำนวณ ในขณะที่สมองซีกขวาซึ่งเต็มไปด้วยจินตนาการจะคอยอ่านทิศทางของโอกาส หากขาดซีกใดซีกหนึ่งไป เราอาจเป็นได้เพียงเครื่องจักรคำนวณที่ไร้หัวใจ หรือไม่ก็เป็นเพียงผีพนันที่ไร้สติปัญญา แต่ในแบ็กแกมม่อน สมองทั้งสองซีกจะร่ายรำไปพร้อมกัน ดั่งการหมุนวนของหยินหยางอันไร้สิ้นสุด

และนั่น คือจุดเริ่มต้นที่โลกแห่งตรรกะ (Logic) และสหัชญาณ (Intuition) มาบรรจบกัน

การทำงานของสมองซีกซ้าย - นักกลยุทธ์แห่งตรรกะ
สมองซีกซ้ายเข้ามาทำหน้าที่ทันทีที่ลูกเต๋าทั้งสองหยุดนิ่ง มันคือส่วนที่เป็นนักคำนวณ เป็นนักกลยุทธ์ที่วางแผนอย่างเป็นขั้นตอน

เมื่อคุณทอยได้ 6 กับ 1

สมองซีกซ้ายเริ่มคำนวณทันที "เราต้องใช้แต้ม 6 นี้เพื่อป้องกันจุดอ่อนที่ช่อง 18 ของเราไหม? แล้วแต้ม 1 ล่ะ ควรใช้เพื่อโจมตีหมากเดี่ยว (Blot) ของคู่ต่อสู้ที่ช่อง 5 หรือจะใช้แต้มทั้งหมดเดินหนีหมากตัวท้ายที่ช่อง 24 ดีนะ?"

นี่คือการคำนวณเชิงตรรกะล้วน ๆ เป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่แม่นยำ "ถ้ากิน (Hit) หมากนั้น เราจะได้เปรียบในระยะสั้นรึเปล่า? และถ้าการทอยเต๋าในตาถัดไปไม่เป็นใจ เราอาจโดนคู่ต่อสู้กินกลับไปอยู่นอกกระดาน (Bar) และทำให้การป้องกันของเราพังทลายลงรึเปล่า?"
การเล่นแบ็กแกมม่อนทุกตาจึงเป็นการฝึกฝนความสามารถในการ คำนวณความน่าจะเป็น การวางแผนระยะสั้นระยะยาว และการวิเคราะห์โครงสร้างของหมากบนกระดานอย่างถี่ถ้วน

การทำงานของสมองซีกขวา - ศิลปินแห่งสหัชญาณ
แต่แบ็กแกมม่อนไม่ใช่หมากรุกที่ทุกอย่างถูกกำหนดด้วยตรรกะบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว เพราะมีลูกเต๋าเข้ามาเกี่ยวข้อง โชคจึงเป็นส่วนที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ต่างจากชีวิตจริงของคนเรา และนี่คือช่วงที่สมองซีกขวา หรือส่วนที่รับผิดชอบด้านสหัชญาณ และการเห็นภาพรวมมองภาพใหญ่เข้ามามีบทบาท

เมื่อสถานการณ์ตึงเครียด และท่านต้องเผชิญหน้ากับทางเลือกที่ไม่ชัดเจนว่า จะ "กิน" หมากเดี่ยวของคู่ต่อสู้เพื่อแลกกับความเสี่ยง หรือ "หนี" เพื่อความปลอดภัยดี?

ท่านอาจมี "ความรู้สึก" ที่บอกว่าตอนนี้คือจังหวะที่ต้องเสี่ยงหรือเซฟ แม้ว่าการคำนวณทางสถิติอาจไม่ได้บอกชัดเจน สมองซีกขวาจะใช้ข้อมูลจากรูปแบบและประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด เพื่อบอกด้วยสัญชาตญาณว่า การตัดสินใจที่สร้างสรรค์และงดงามที่สุดในสถานการณ์นี้คืออะไร

มันไม่ใช่การคำนวณ แต่คือการสร้างสรรค์ การสร้างสรรค์หมากบนกระดานให้เข้าสู่รูปแบบที่ท่านต้องการ แม้จะต้องยอมทิ้งบางหมากให้เป็นหมากเดี่ยวก็ตาม (ซึ่งเสี่ยงที่จะถูกกิน) นี่คือความสามารถในการจัดการกับความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่สำคัญไม่ต่างจากความสามารถในการคำนวณ

แบ็กแกมม่อน การผสมผสานที่สมบูรณ์แบบ - เครื่องมือจำลองการรับมือกับชีวิต
ประโยชน์ที่แท้จริงของแบ็กแกมม่อน คือ การกระตุ้นให้สมองทั้งสองซีกต้องทำงานประสานกันอย่างรวดเร็ว

  • ตรรกะ - คำนวณความน่าจะเป็นของแต้มลูกเต๋า และการรับมือกับสภาพแวดล้อมให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้ความเสี่ยงแห่งความไม่แน่นอนที่แน่นอน
  • สหัชญาณ - ตัดสินใจว่าจากความน่าจะเป็นนั้น ว่าควรเลือกเส้นทางที่ "เสี่ยง" หรือ "เซฟ" ภายใต้กฎเกณฑ์แห่งความสร้างสรรค์ที่ไร้กรอบ

ดังนั้น สำหรับผู้ที่เล่นแบ็กแกมม่อนอย่างสม่ำเสมอ สมองทั้งสองซีกจะถูกฝึกฝนให้มีความยืดหยุ่นในการคิดและรับมือกับความไม่แน่นอน เพื่อเรียนรู้ที่จะเป็น "นักกลยุทธ์-ที่รู้จักเสี่ยง และศิลปิน-ที่รู้จักกฎเกณฑ์" นี่คือหมากกระดานที่สอนให้เรายอมรับว่า ชีวิตคือการผสมผสานระหว่างการวางแผนที่ดีกับโชคที่ไม่คาดคิด และสอนให้เรารับมือกับการตัดสินใจและยอมรับผลท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านั้น ทั้งสิ่งที่ควบคุมได้และสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
แก่นแท้ทุกอย่างถูกกลั่นไว้บนหมากกระดานแห่งนี้แล้ว

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อน

Backgammon

วิญญูชนอาศัยการมอบตนให้โชคชะตา[อุทิศชีวิต]เพื่อบรรลุปณิธาน
君子以致命遂志。
-คัมภีร์อี้จิง
กว้าที่ 47 คุ่น (困) ส่วนเซี่ยง (象)

เต๋าปกติไร้กระทำแต่ไม่มีสิ่งใดไม่ถูกกระทำ
道常無為而無不為。
-คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง บทที่ 37

ทุกสิ่งที่ได้ทำไป สองในสามส่วนต้องอยู่ในการคำนวณ อีกหนึ่งส่วนนั้นปล่อยไว้ให้โชคชะตา
-นโปเลียน
หลักพิชัยสงครามนโปเลียน

อ้างอิง

12 ธันวาคม 2568

สรุปคาถาและกลยุทธการเอาชนะบอสปิศาจมังกรใน Dragon Quest 1

https://www.nintendoblast.com.br/2021/07/crpg-jrpg-diferencas-rpg.html

ชื่อคาถาอาจจะต่างกันขึ้นอยู่กับว่าใช้ ROM แปล เว่อร์ชั่นอะไร ในที่นี้ใช้ ROM Dragon Quest I & II (J) [T+Eng2.0_DQ RPGOne (23.06.2003)]

สรุปคาถาใน Dragon Quest 1
Heal (ฮีล):
ฟื้นฟูพลังชีวิต (HP) เล็กน้อยระหว่างการต่อสู้หรือการเดินทาง เป็นคาถาพื้นฐานในการรักษาตัวเอง

Radiant (เรเดียนท์ / Glow):
สร้างแสงสว่างในถ้ำและดันเจี้ยนที่มืดมิด ทดแทนการใช้คบไฟ (Torch) ซึ่งแสงสว่างจะค่อยๆหรี่ลงเรื่อยๆตามจำนวนเทิร์นที่กำหนด แต่ก็ใช้ได้นานพอ

Outside (เอาท์ไซด์ / Exit):
วาร์ปออกจากถ้ำหรือดันเจี้ยนไปยังทางเข้าทันที

Return (รีเทิร์น / Zoom):
วาร์ปไปยังปราสาทราดาโทมทันที ใช้สำหรับการเดินทางระยะไกลและกลับฐานอย่างรวดเร็ว (เป็น Fast Travel ของเกม) แต่ไม่สามารถใช้ขณะอยู่ในถ้ำหรือดันเจี้ยนได้

Repel (รีเพล / Holy Protection):
ขับไล่มอนสเตอร์ที่อ่อนแอกว่า ไม่ให้ปรากฏตัวในการเผชิญหน้าขณะเดินทางบนแผนที่โลก ช่วยให้เดินทางในพื้นที่ได้อย่างราบรื่นมากขึ้น

Healmore (ฮีลมอร์ / Midheal):
ฟื้นฟูพลังชีวิต (HP) ปริมาณมาก เป็นคาถาที่ขาดไม่ได้ในการต่อสู้กับมอนสเตอร์ระดับสูงและบอสใหญ่

Firebal (ไฟร์บอล / Sizz):
คาถาโจมตีที่สร้างความเสียหายไฟในระดับต่ำถึงกลาง ใช้ได้ดีในช่วงต้นถึงกลางเกมเพื่อเสริมการโจมตีทางกายภาพ

Sleep (สลีป / Snooze):
ใช้ในการทำให้ศัตรูหลับชั่วคราว ใช้เพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของศัตรูตัวอันตราย หรือใช้เพื่อหนีจากการต่อสู้

Stopspell (สต็อปสเปล / Fizzle):
ใช้ในการป้องกันไม่ให้ศัตรูร่ายคาถา เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ที่ใช้เวทมนตร์โจมตีหรือเวทมนตร์ฟื้นฟู

Firebane (ไฟร์เบน / Sizzle):
คาถาโจมตีที่สร้างความเสียหายไฟในระดับกลางถึงสูง

https://www.deviantart.com/brycebrownarts/art/Dragon-Quest-Art-1-Colored-850329146

แถม
กลยุทธการเอาชนะบอสปิศาจมังกร
เมื่อใส่อุปกรณ์เหล่านี้ครบถ้วนแล้ว Armor of Roto, Mirror Shield, Dragon’s Scale, และ Warrior's Ring ให้ฟาร์มเลเวลในชั้นล่างสุดของปราสาทปิศาจมังกร เมื่อถึงเลเวล 19 ก็ให้กลับไปฟื้นฟู MP ให้เต็มก่อน (Outside ตามด้วย Return) แล้วกลับมาที่ปราสาทปิศาจมังกรใหม่อีกครั้ง โดยระหว่างทางไม่ใช่ MP เลยแม้แต่ครั้งเดียว (อาจใช้ Repel ระหว่างทางแล้วเข้าพัก Inn ที่เมืองตะวันออกเฉียงใต้) จากนั้นก็สามารถเข้าไปปราบปิศาจมังกรได้เลย โดยระหว่างทางลงก็ไม่ต้องใช้ MP เลยเช่นกันครับ
ในการโจมตีปิศาจมังกรให้ใช้การโจมตีด้วยดาบอย่างเดียว (เพราะใช้คาถาโจมตีแล้วไม่ค่อยได้ผล) และใช้คาถา Healmore เมื่อ HP ของคุณลดต่ำกว่า 50% หรือใช้สมุนไพรเพื่อ Medical Herb ประหยัด MP
ให้ความสำคัญกับการรักษาเหนือการโจมตี การอยู่รอดคือสิ่งสำคัญที่สุด

10 ธันวาคม 2568

วิเคราะห์อาชีพในเกม Final Fantasy I

https://www.nintendo.com/us/store/products/final-fantasy-switch/

ใน Final Fantasy I (FF1) ตอนเริ่มเกมจะให้คุณเลือกทีม 4 คน จาก 6 อาชีพ (Job) และการเลือกทีมถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด เพราะคุณต้องอยู่กับทีมนี้ตลอดไปจนกว่าจะมีการเลื่อนขั้นในช่วงกลางเกม

วิเคราะห์แต่ละอาชีพใน FF1 โดยสังเขป

Fighter (นักรบ)
พลังโจมตีทางกายภาพ, พลังป้องกันสูงสุด, HP สูงสุด สามารถใช้อาวุธและเกราะที่ดีที่สุดในเกม, เป็นตัวรับดาเมจ (Tank)
ถือเป็นตัวละครที่ขาดไม่ได้ เป็นเกราะกำบังของทีม ช่วยให้สมาชิกคนอื่น ๆ (โดยเฉพาะนักเวท) สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างปลอดภัย

Thief (จารชน)
ความว่องไวสูงที่สุด หนีเก่ง, โจมตีก่อน ความแม่นยำสูง ในขั้นสูง (Ninja) สามารถใช้เวทมนตร์ดำระดับต่ำได้เล็กน้อย (เพิ่มความยืดหยุ่น)
ในช่วงต้นเกม Thief จะค่อนข้างอ่อนแอและมีพลังโจมตีไม่สูงนัก แต่ความสามารถในการหนีจากการต่อสู้ในดันเจี้ยนนั้นมีประโยชน์มาก
เมื่อเลื่อนขั้นเป็น Ninja จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก แต่ไม่สามารถเทียบกับ Knight (นักรบขั้นสูง-อัศวิน) หรือ Grand Master (นักสู้ขั้นสูง-ปรมาจารย์) ในด้านพลังโจมตีสูงสุด

Bl. Belt (นักสู้สายดำ)
พลังโจมตีทางกายภาพสูงมากเมื่อไร้อาวุธ/เกราะ (เมื่อเลเวลสูง) ประหยัดเงิน โจมตีโดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ HP เพิ่มขึ้นได้สูง
ความแข็งแกร่งโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อถึงเลเวลสูง พลังการโจมตีด้วยมือเปล่าจะสูงจนไม่ต้องใช้อาวุธใด ๆ เลย
แต่ในช่วงต้นเกมถึงกลางเกมที่เลเวลยังต่ำ จะค่อนข้างเปราะบางและอ่อนแอกว่า Fighter

RedMage (นักเวทแดง)
เป็นนักเวทที่มีความสมดุล ใช้ได้ทั้งเวทมนตร์ขาวและดำในระดับกลาง ๆ ใช้อาวุธ/เกราะระดับกลาง ๆ ได้ เป็นตัวบุกสำรองและหมอรักษาสำรอง
มีความยืดหยุ่น เป็นตัวเชื่อมที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเกม สามารถรับมือกับเกือบทุกสถานการณ์ เช่น รักษาได้, โจมตีได้, ใส่เกราะได้
แต่ไม่เก่งที่สุดในทุกด้าน เวทมนตร์ที่ร่ายได้ถูกจำกัดระดับสูงสุด ทำให้ไม่สามารถเรียนรู้เวทมนตร์โจมตี/รักษาที่ทรงพลังที่สุดได้

Wh. Mage (นักเวทขาว)
เวทมนตร์ขาว รักษา, ป้องกัน, เป็นหน่วนสนับสนุนที่ดีที่สุดในเกม เป็นแกนหลักของการอยู่รอดของทีม
เป็นหมอรักษาที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดในระยะยาว หากไม่มี White Mage คุณจะต้องใช้ Potion จำนวนมหาศาล

Bl. Mage (นักเวทดำ)
เวทมนตร์ดำใช้โจมตีที่ดีที่สุดในเกม เป็นแกนหลักของการสร้างความเสียหายและการโจมตีจุดอ่อนของศัตรู
เป็นจอมทำลายล้าง เป็นวิธีเดียวที่จะโจมตีศัตรูที่มีเกราะป้องกันทางกายภาพสูงได้
แต่พลังชีวิตและพลังป้องกันต่ำมาก ต้องได้รับการปกป้องจาก Fighter ตลอดเวลา

การตัดสินใจที่ดีที่สุดคือการเลือก Job ที่จะทำให้คุณรู้สึกสนุกและสามารถบริหารจัดการความอ่อนแอของทีมได้ครับ

https://www.nintendolife.com/games/nes/final_fantasy

ส่วนตัวคิดว่า ทีมที่เหมาะสมที่สุดคือทีมที่สมดุลหยินหยาง โดยมีทั้งการโจมตีทางกายภาพ (หยาง) และการสนับสนุน/ฟื้นฟู (หยิน) ด้วยแนวคิดนั้นจึงเลือกจัดทีมดังนี้ครับ

Fighter (นักรบ) - เป็นตัวหลักในการโจมตีและป้องกัน
Bl. Belt (นักสู้) - มีพลังโจมตีทางกายภาพสูงโดยแทบไม่ต้องพึ่งอาวุธ (ประหยัดเงิน)
Bl. Mage (นักเวทดำ) - สร้างความเสียหายและโจมตีจุดอ่อนของศัตรู
Wh. Mage (นักเวทขาว) - รักษา, ชุบชีวิต, และป้องกันสถานะผิดปกติ (สำคัญที่สุด)

ลำดับตัวละครก็สำคัญ ตัวแรกๆที่เลือกจะเป็นตัวป้องกันของทีมเป็นส่วนใหญ่และตัวอื่นรองลงมาตามลำดับ แม้จะเป็นแบบสุ่มก็ตาม (สามารถปรับเปลี่ยนลำดับได้ในเกมด้วยการกด Select)

ทีมนี้จะมีความสมดุลและยืดหยุ่นมาก โดย Bl. Belt จะช่วยประหยัดเงินในระยะยาว คือ ไม่ต้องซื้ออาวุธหรือเกราะ ทำให้สามารถทุ่มเงินไปกับการซื้อเวทมนตร์ของ Mage ทั้งสองคนได้นั่นเอง

แต่การผสมผสานยังคงเป็นไปได้อีกมากมาย เพื่อนๆมีแนวทางการจัดทีม FF1 อย่างไร และด้วยเหตุผลอะไรน่าสนใจบ้าง มาแชร์กันได้เลยนะครับ

09 ธันวาคม 2568

10 ประโยชน์ที่ได้จากการเล่นแบ็กแกมม่อน (Backgammon)

https://foto.wuestenigel.com/hand-moving-a-backgammon-game-token/

แบ็กแกมม่อน (Backgammon) หรือ สกา ไม่ใช่แค่เกม แต่เป็นกระดานจำลองทางความคิดที่สมดุลในการฝึกฝนการรับมือกับความจริงของโลกอันแปรเปลี่ยนและไม่แน่นอน ประโยชน์ที่ได้รับจากการเล่นแบ็กแกมม่อนที่ข้าพเจ้ากลั่นกรองออกมา 10 ข้อ มีดังนี้ครับ

1. ฝึกการรับมือกับความผันผวนในชีวิต
ท่านจะถูกฝึกให้เผชิญหน้ากับสภาวการณ์ที่ไม่คาดคิด (การทอยเต๋า) และต้องหาทางตอบสนองอย่างดีที่สุด (มีนัดสำคัญแต่ดันเกิดเหตุสุดวิสัย) แทนที่จะคาดหวังว่าทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามแผน

2. ฝึกการบริหารทรัพยากรที่ได้มา
แบ็กแกมม่อนจะให้ท่านตัดสินใจว่าจะใช้แต้มเต๋าที่มีอยู่ (ทรัพยากรที่ได้มา) ไปกับการรุกหน้า โจมตี หรือป้องกัน ซึ่งเป็นการฝึกจัดการทรัพยากรณ์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

3. แยกแยะสิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้
ท่านจะได้เรียนรู้ที่จะมุ่งพลังความคิดให้กับการเดินหมาก (สิ่งที่ควบคุมได้) และปล่อยวางผลลัพธ์ของการทอยเต๋า (สิ่งที่ควบคุมไม่ได้)

4. พัฒนาทักษะการบริหารจัดการความเสี่ยง
แบ็กแกมม่อนจะสอนท่านให้ประเมินความน่าจะเป็นของผลลัพธ์ต่าง ๆ และตัดสินใจว่าควร "เสี่ยง" หรือ "ปลอดภัย" ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

5. ฝึกความยืดหยุ่นทางความคิด
เมื่อแผนที่วางไว้พังทลายลงเพราะแต้มเต๋าของฝ่ายตรงข้าม คุณต้องสามารถพลิกแพลงกลยุทธ์ใหม่ได้ทันทีโดยไม่ยึดติดกับแผนเดิม

6. สอนให้รู้จักล้มแล้วลุกให้เร็ว
สอนให้ท่านปล่อยวางความโชคร้าย (การทอยเต๋าที่แย่) ทันทีที่ตาเดินจบลง และมุ่งความสนใจไปที่ตาถัดไป เพื่อไม่ให้ความผิดหวังในอดีตมาทำลายการตัดสินใจในปัจจุบัน

7. ความสมดุลระหว่างกลยุทธ์และโอกาส
เป็นเกมที่ผสมผสานระหว่างการวางแผนกลยุทธ์เชิงตรรกะ (เหมือนหมากรุก หมากล้อม ฯลฯ) กับโชคชะตา (เหมือนเกมบันไดงู) ทำให้สมองถูกกระตุ้นอย่างเป็นองค์รวมในทุกด้าน ทั้งมิติด้านการคำนวณและสหัชญาณ

8. สอนให้มองหาโอกาสในทุกสถานการณ์
แม้ว่าท่านอาจได้แต้มเต๋าที่แย่ แต่ก็ยังมีทางออกที่ดีที่สุดเสมอ แบ็กแกมม่อนฝึกให้ท่านค้นหาทางเลือกอย่างสร้างสรรค์จากข้อจำกัด มองหาทางที่ดีที่สุดในสถานการณ์ที่แย่ที่สุด และยอมรับผลที่จะตามมา

9. ช่วยให้สมองปลอดโปร่งแต่ยังคงตื่นตัว
แบ็กแกมม่อนให้ความสนุก ตื่นเต้น และกระตุ้นความคิด ซึ่งมีองค์ประกอบของการสุ่มเข้ามาช่วยลดความเครียดจากการคำนวณที่หนักหน่วง

10. สอนให้ตระหนักถึงสัจธรรม
เกมนี้มอบบทเรียนที่ทรงพลังของโลกแห่งความจริงว่า โลกนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่า "โชคชะตา" ฝีมือที่เก่งกาจไม่อาจรับประกันความสำเร็จเสมอไป ซึ่งเป็นบ่มเพาะความอ่อนน้อมถ่อมตน และปล่อยวางจากความยึดมั่นในผลลัพธ์ เพื่อยกระดับจิตใจให้เข้าใกล้ความสงบที่แท้จริง

แบ็คแกมม่อนจึงเป็นเกมกระดานที่ครบเครื่องและสมดุล ในการฝึกทั้งกลยุทธ์ส่วนตัวและการรับมือความความไม่แน่นอนของโลกแห่งความเป็นจริง จึงเป็นเสมือนกระดานจำลองโลกใบนี้ให้เราได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน และค่อย ๆ ซึมซับวิธีคิด ความเข้าใจ และการยอมรับความจริงของโลกใบนี้ว่า ทุกอย่างอาจไม่ได้เป็นดั่งใจเราทั้งหมด แต่เราสามารถที่จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ นอกจากสิ่งนี้จะช่วยให้เข้าใจตนเองแล้ว ก็ยังช่วยให้เข้าอกเข้าใจคนอื่นมากขึ้นด้วย และไม่ด่วนตัดสินกันและกันเพียงเพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพราะโอกาสเป็นเรื่องที่ทุกคนอาจมีได้เสมอ และเหนือสิ่งอื่นใด แบ็กแกมม่อนหรือเกมกระดานทั้งหลาย ย่อมสร้างมิตรภาพที่ดีต่อกันและกันอย่างแน่นอน

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมมอน

https://foto.wuestenigel.com/backgammon-doubling-cube-on-game-board/

แถม
แม้แบ็กแกแกมม่อนจะถูกนับเป็นหนึ่งในเกมกระดานคลาสสิค แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับเหมือนหมากกระดานคลาสสิคอื่น ๆ อาจเนื่องด้วยความอคติต่อโชคชะตา ซึ่งดูเผิน ๆ จะรู้สึกว่าผลแพ้ชนะอาจไม่ได้วัดความสามารถที่แท้จริงของผู้เล่นล้วน ๆ ซึ่งก็เป็นความจริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในชีวิตจริงก็มีสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาเช่นกัน แม้ผู้คนมักจะไม่อยากยอมรับมันก็ตาม แต่การยอมรับโชคชะตานับเป็นความถ่อมตนอย่างหนึ่ง ว่าที่เราสำเร็จได้นั้น ก็เพราะสิ่งต่าง ๆ คอยช่วยเกื้อหนุน ไม่ใช่แค่เพราะตัวเราเพียงคนเดียว แต่เพราะครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ผู้คนรอบตัว ประเทศชาติ ยุคสมัย ค่านิยม ระบบนิเวศน์ ดินฟ้าอากาศ เป็นต้น คอยช่วยหนุนให้เราสำเร็จอยู่เบื้องหลังด้วยเสมอไม่มากก็น้อย
การตระหนักเช่นนี้จะทำให้เรามีสำนึกรู้คุณต่อทุกสิ่ง โดยไม่หยิ่งผยองว่าฉันทำได้เพราะความเก่งของฉันเองล้วน ๆ  ทว่า เรื่องนี้ก็คงสุดแท้แต่ทัศนะ เพราะคนที่ไม่เคยเจ็บเท้าก็มักจะลืมว่ามีเท้าอยู่ จึงไม่รู้ว่าเท้าทำงานอยากหนักหน่วงเพียงไรในการนำเราเดินไปถึงที่หมายได้สำเร็จ หรือแม้แต่ความล้มเหลวก็ตาม การยอมรับโชคชะตายังทำให้เรามองความล้มเหลวในมุมมองของความจริงมากขึ้น แยกแยะสิ่งที่คุมได้และสิ่งที่คุมไม่ได้ออกจากกัน สิ่งที่ปรับปรุงได้ก็มุ่งเน้นที่การปรับปรุงตนเอง และยอมรับว่าบางครั้งผลลัพธ์ก็ไม่ได้เป็นความผิดพลาดของเราทั้งหมด ไม่ใช่เพราะเราพยายามไม่มากพอเสมอไป สิ่งนี้ช่วยทำให้ตระหนักถึงความจริงได้มากขึ้น ไม่โทษตัวเองในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และโฟกัสเฉพาะสิ่งที่ควบคุมได้ในชีวิตก็พอ
หยินหยางต้องสมดุลในชีวิต แม้ในโลกปัจจุบันมักจะสอนกันว่าความสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับตัวเองล้วน ๆ ผู้ที่สำเร็จจึงมักจะไม่ยอมรับว่าโชคก็มีส่วน เพราะจะทำให้อัตตาตัวตนรู้สึกว่าไม่พองโต คนที่ล้มเหลวก็มักจะไม่กล้ายอมรับว่าโชคก็อาจมีส่วน เพราะกลัวจะถูกมองว่าเอาแต่โทษโชคชะตาฟ้าดินแต่ไม่โทษตัวเองเลย ผู้คนจึงกดดันตัวเองมากไป ถ่อมตนน้อยไป ขาดความสมดุลหยินหยาง มีแต่หยางที่เร่งควบคุม แต่ไม่มีหยินที่จะปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่อาจควบคุมได้ให้เป็นไปเองอย่างที่มันควรเป็น แล้วยอมรับมันอย่างที่มันเป็น ผู้คนจึงเคร่งเครียดในการพยายามควบคุมทุกสิ่งทุกต่อต้านทุกสิ่งทุกอย่างอย่างจนเหนื่อยล้าทั้งกายทั้งใจ
การกลับมายอมรับโชคชะตา ปล่อยให้บางสิ่งที่ไม่อาจควบคุมเป็นไปอย่างที่มันเป็น แล้วเราก็เดินหมากในสิ่งที่เป็นตาเดินของเราอย่างสุดความสามารถก็พอแล้ว ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโชคชะตา แต่สำคัญคือได้ทำสุดความสามารถจริง ๆ แล้วหรือยังต่างหาก เพราะหากทำสุดความสามารถแล้ว ผลจะเป็นอย่างไร ก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจ
แบ็กแกมม่อนจึงเป็นเกมที่นำหลักคิดไปประยุกต์ใช้และรับมือในชีวิตประจำวันได้อย่างดีไม่แพ้หมากกระดานคลาสสิคต่าง ๆ และไม่ได้ด้อยกว่าในด้านคุณค่าในการฝึกตนแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นเกมที่กล้าหาญเกินไปในการสะท้อนความจริงแท้ของชีวิต ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้ขัดแย้งกับอุดมคติที่คนส่วนใหญ่ให้ค่า แต่เมื่อมองให้ลึกแล้ว แบ็กแกมม่อนคือกระดานจำลองโลกแห่งความจริงให้เราได้สัมผัสทั้งหยินและหยาง โชคและกลยุทธ์ สิ่งที่ควบคุมไม่ได้และสิ่งที่ควบคุมได้ ฯลฯ ทั้งคู่ไปพร้อม ๆ กัน
ดังนั้น แบ็กแกมม่อนสามารถใช้เป็นเครื่องมือสำหรับบำเพ็ญตนฝึกฝนปัญญาได้อย่างสมดุล และให้คุณค่าอันคู่ควรเฉกเช่นเดียวกับหมากกระดานคลาสสิคท่ี่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ

วิญญูชนอาศัยการมอบตนให้โชคชะตา[อุทิศชีวิต]เพื่อบรรลุปณิธาน
君子以致命遂志
-คัมภีร์อี้จิง
กว้าที่ 47 คุ่น (困) ส่วนเซี่ยง (象)

เต๋าปกติไร้กระทำแต่ไม่มีสิ่งใดไม่ถูกกระทำ
道常無為而無不為
-คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง บทที่ 37

ทุกสิ่งที่ได้ทำไป สองในสามส่วนต้องอยู่ในการคำนวณ อีกหนึ่งส่วนนั้นปล่อยไว้ให้โชคชะตา
-นโปเลียน
หลักพิชัยสงครามนโปเลียน

อ้างอิง

18 พฤศจิกายน 2568

ท่ากำมือมั่น (握固) - อาวุธลับในการรักษาสุขภาพ


👶 ท่านทราบหรือไม่ว่า แท้จริงแล้ว ทารกนั้นกำเนิดมาพร้อมกับศิลปะการบำรุงสุขภาพโดยธรรมชาติ? กำมือมั่น (握固 - ว้อกู้) คือ ลักษณะมือที่มักใช้กันในศาสตร์การบำรุงสุขภาพแบบเต๋า ซึ่งมิได้เพียงส่งเสริมให้ชี่แห่งใจ (心氣) รวมเป็นหนึ่งเท่านั้น หากยังสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายและป้องกันพิษภัย (辟邪防毒) ได้อีกด้วยนะ! 😮

✊ การกำมือมั่นนั้นทำได้ง่ายดายยิ่งนัก ทว่ามันกลับเป็นความลับแห่งร่างกายมนุษย์ในการขับไล่สิ่งชั่วร้ายและหลีกเลี่ยงพิษภัย โดยมีวิธีการดังนี้: ใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือแตะที่โคนของนิ้วนาง ส่วนนิ้วอื่น ๆ ที่เหลือให้กำลงมาเบา ๆ ทารกก็มีลักษณะการกำมือเช่นนี้ จึงถูกขนานนามว่า "เคล็ดวิชาของทารก" (子决 - จื่อเจวี๋ย) หรือที่เรียกกันว่า "กำมือมั่น" (握固) นั่นเอง
https://zhuanlan.zhihu.com/p/250515094

💡 การกำมือมั่นหากนำมาผนวกเข้ากับการฝึกฝนพลัง จะยิ่งให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น! ตำราเต่าอิ่นฝ่า (导引法) ได้กล่าวไว้ว่า:

“拘魂门,制魄户,名曰握固。法屈大拇指,着小指内抱之。”

"กุมประตูแห่งขวัญ, คุมทวารแห่งมิ่ง, นามว่ากำมือมั่น. วิธีการคืองอนิ้วหัวแม่มือ, สัมผัสภายในนิ้วก้อย[หรือนิ้วนาง]แล้วโอบไว้."

 และยังกล่าวอีกว่า:

“拘魂门,制魄户,名曰握固与魂魄安户也。”

"กุมประตูแห่งขวัญ, คุมทวารแห่งมิ่ง, นามว่ากำมือมั่นด้วยเป็นเรือนสงบแห่งมิ่งขวัญแล."

📜นี่คือวิธีในการผนึกจิง (固精) ทำให้ดวงตากระจ่าง (明目) ยืดอายุขัย (留年) และกลับคืนขวัญ (還魂) หากสามารถกำมือมั่นได้ตลอดวัน พลังงานชั่วร้ายและร้อยพิษภัยมิอาจกล้ำกลาย

🌿 การกำมือมั่นมิได้เพียงแต่สามารถปกปักรักษาซึ่ง 'จิง ชี่ เสิน' [แก่นแท้ พลังงาน และจิตวิญญาณ] ของผู้คนเท่านั้น หากยังช่วยทำให้จิตใจสงบและมั่นคง (安神定神) อีกด้วย แพทย์แผนจีนเชื่อว่าตับและไตมีรากฐานร่วมกัน (肝腎同根) ตับสามารถควบคุมอารมณ์และชี่เลือดได้ เส้นลมปราณตับนั้นเกี่ยวพันกับตับ, เอ็น, ดวงตา, ถุงน้ำดี และอื่น ๆ ส่วนไตนั้นคือน้ำ, เป็นพื้นฐานแห่งการเจริญเติบโตของร่างกาย เส้นลมปราณตับและเส้นลมปราณไต ทั้งสองนี้มักจะทำงานประสานกัน เพื่อกักเก็บและใช้แก่นแท้ (精) และมิ่ง (魄) ของผู้ฝึก หากบำเพ็ญอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ย่อมสามารถทำให้จิตใจสงบและมั่นคงได้

💪 การกำมือมั่นมีคุณประโยชน์อย่างยิ่งในการบำรุงไตและช่วยเสริมพลังหยาง (補腎助陽) สำหรับผู้ป่วยวัยกลางคนและผู้สูงอายุที่มีอาการไตพร่อง (腎虛) ทั้งยังสามารถ ขจัดความชื้นและระงับสิ่งชั่วร้าย (祛濕抑邪) ได้ด้วย หากร่างกายมีความชื้นหรือชี่ร้าย (濕氣邪氣) ก็สามารถขับออกไปได้ด้วยการกำมือมั่น ซึ่งมีผลลัพธ์ที่โดดเด่นในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

💡 ข้อควรระวัง: ขณะกำมือมั่นไม่ควรกำแน่นจนเกินไป ควรให้รู้สึกสบายที่สุด การกำมือมั่นไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่ สามารถทำได้ทุกเมื่อและทุกแห่ง ควรทำละครั้ง 5 นาที+ หากกระทำขณะนั่งสมาธิหรือทำสมาธิ ควรทำอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง การกำมือมั่นก่อนนอนช่วยให้หลับได้เร็วขึ้น การกำมือมั่นมิได้ให้ผลลัพธ์ในสองสามวัน จำเป็นต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจึงจะบังเกิดผลอันน่าอัศจรรย์

🌈 บัดนี้ ท่านจงไปทดลองดูเถิด! จงให้การกำมือมั่น (握固) เป็นอาวุธลับในการปกปักรักษาซึ่ง 'จิง ชี่ เสิน' ของท่านเอง!

https://zhuanlan.zhihu.com/p/539285016


แถม

กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา - แปลและเรียบเรียง
แปลและเรียบเรียงจาก

11 พฤศจิกายน 2568

โคลเวอร์ (Clover) - ใบนำโชคและดอกชงชา

โคลเวอร์ (Clover)
เป็นพืชตระกูลถั่ว มักนิยมปลูกคลุมดิน ไถกลบบำรุงดินได้ นิยมใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งยังทำเป็นชงสมุนไพรบำรุงร่างกายได้ด้วย
อุดมไปด้วยแคลเซียม โครเมียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม วิตามินซี อี เอ บี1 บี2 บี3 บี12 ฯลฯ

🍵ชาดอกโคลเวอร์
ใช้ดอก (และใบ) ต้มหรือชงดื่ม
รสหวานเล็กน้อย จืด ฤทธิ์เย็น

เข้าเส้นลมปราณ: หัวใจ, ปอด, ไต, กระเพาะปัสสาวะ

🔴☘️โคลเวอร์แดง (Red clover) (Trifolium pratense)
ฟอกเลือด บำรุงผิว กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ระบายความร้อน ขับพิษ ลดการอักเสบ บรรเทาอาการปวด บำรุงเลือด บำรุงหยิน สงบจิตใจ

แก้อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน ผื่นแดงคัน โรคข้ออักเสบ ต่อมน้ำเหลืองบวม ปัสสาวะแสบขัด อสุจิหลั่งเอง(ฝันเปียก) แผลเรื้อรัง แมลงกัดต่อย ปากแห้ง ท้องผูก ประจำเดือนขาด ไอแห้ง เจ็บคอ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ต้านความวิตกกังวลและต้านอาการซึมเศร้า ฯลฯ

ข้อควรระวัง: แม้ว่าจะถือว่าปลอดภัย แต่ไม่ควรใช้ในสตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีวิจัยที่แน่นอนในเรื่องนี้ และผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (coumadin) หรือผู้ที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด

⚪️🍀โคลเวอร์ขาว (White clover) ( Trifolium repens )
นิยมนำมาทำชาดื่มเพื่อฟองเลือด ใบและดอกแห้งจะมีรสหวานเล็กน้อย มีกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ มักนิยมใช้สดหรือแห้งในขนมอบ สลัด และชา โคลเวอร์ขาวมีรสชาติอร่อยกว่าโคลเวอร์แดง เนื่องจากมีโปรตีน แร่ธาตุ และสารอาหารอื่นๆสูง

ทั้งโคลเวอร์แดงและขาวถูกนำมาใช้เพื่อถอนคำสาปและช่วยฟื้นฟูจิตวิญญาณ

ดรูอิด (Druids) ใช้สมุนไพรชนิดนี้เพื่อ “ปัดเป่าเวทมนตร์คาถาและวิญญาณชั่วร้าย”
โดยทั่วไปแล้วโคลเวอร์มักเกี่ยวข้องกับความโชคดี โดยเฉพาะใบโคลเวอร์สี่แฉก โคลเวอร์ขาวมักเกี่ยวข้องกับพลังเพศชาย โคลเวอร์ขาวยังเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มครองและเครื่องรางป้องกันงู เวทมนตร์ และพลังงานด้านลบแบบต่างๆ

เป็นดอกไม้ที่สวยงาม มีประโยชน์ และน่าสนใจมากจริงๆเลยนะครับ

เมล็ดโคลเวอร์สำหรับปลูก https://s.shopee.co.th/70CENC9ySx

มาดูคลิปชาโควเวอร์แดง/ขาวกันครับ ทั้งสวยงามและน่าดื่มจริงๆ ชงผสมทั้งแดงขาวก็ได้นะ

14 ตุลาคม 2568

ดันเจี้ยน (Dungeon) คืออะไรกันแน่? - ความหมายและที่มาของดันเจี้ยน


ดันเจี้ยน (Dungeon) เป็นคำที่เราคุ้นเคยกันดีในปัจจุบัน โดยเฉพาะในบริบทของวรรณกรรมและเกมแฟนตาซี อย่างไรก็ตาม ที่มาของคำนี้ในยุคกลางมีความหมายที่กว้างและยิ่งใหญ่กว่าเพียงแค่ห้องคุมขังใต้ดินอันมืดมิด
เดิมทีคำว่า Dungeon นั้นมาจากภาษาฝรั่งเศสเก่าคือ donjon ซึ่งหมายถึง หอกลางหรือป้อมปราการหลัก (Keep) เป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดของปราสาทสมัยกลางในยุคศักดินา ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการป้องกันและเป็นที่ตั้งมั่นสุดท้ายเมื่อส่วนอื่น ๆ ของปราสาทถูกโจมตี เมื่อเวลาผ่านไป ความหมายของคำนี้เริ่มลดบทบาทลงและเปลี่ยนไปเน้นที่ห้องคุมขังที่อยู่ชั้นใต้ดินของป้อมปราการเหล่านั้น เนื่องจากเป็นสถานที่ที่เข้าถึงได้ยากที่สุดและใช้คุมขังนักโทษสำคัญหรือนักโทษที่ขังลืม ด้วยเหตุนี้เอง ความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจในปัจจุบันจึงกลายเป็นคุกใต้ดินไป บางก็เรียกว่าคุกปราสาท

ในความหมายที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน ดันเจี้ยนได้รับอิทธิพลอย่างมากจากนวนิยายและภาพยนตร์แฟนตาซี ซึ่งหมายถึ สถานที่ปิดใต้ดิน หรือเขาวงกตที่เต็มไปด้วยภยันตรายและความลึกลับ สถานที่เหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นแหล่งที่ซ่อนสมบัติ หรือความรู้ต้องห้ามที่นักผจญภัยหรือฮีโร่ต้องลงไปค้นหา ความหมายนี้จึงมักถูกนำไปใช้ในบริบทของการผจญภัยหรือการสำรวจสถานที่ที่ไม่เคยมีใครเข้าถึงหรือเต็มไปด้วยอุปสรรคหรือเวทมนตร์ ดังนั้นคำว่าดันเจี้ยนจึงข้ามพรมแดนจากความหมายทางประวัติศาสตร์มาสู่การเป็นฉากหลังของการทดสอบความกล้าหาญในงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ ในยุคสมัยใหม่

สำหรับในบริบทของเกมแนว Roguelike อย่าง Brogue หรือ NetHack นั้น ความหมายของดันเจี้ยนได้ถูกขยายขอบเขตออกไปอีกขั้น โดยกลายเป็นเขาวงกตใต้ดินที่สุ่มสร้างขึ้น ซึ่งทอดตัวลงสู่ความลึกที่ไม่สิ้นสุด ดันเจี้ยนในเกมเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นระบบนิเวศจำลอง มอนสเตอร์ไม่ได้ถูกขังไว้ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ ดันเจี้ยนในบริบทของเกมเหล่านี้จึงเป็นเสมือนโลกใต้พิภพ ที่ให้เหล่านักสำรวจ นักผจญภัย ได้เข้าไปค้นหาสมบัติในโลกใต้พิภพอันลึกลับและคาดเดาไม่ได้นี้ ด้วยพริบและการจัดการทรัพยากรที่จำกัด เป็นการย้ำแนวคิดเชิงปรัชญาที่ว่า การเอาตัวรอดเกิดจากการปรับตัวและการใช้สติปัญญากับทุกสิ่งที่สุ่มมาให้ แม้ในดันเจี้ยนเหล่านี้ก็ตาม

สำหรับความหมายของดันเจี้ยนในบริบทต่าง ๆ ก็ประมาณนี้ครับ
ขอให้สนุกกับการผจญภัย
ไว้พบกันบทความหน้า
สวัสดีครับ ^_^

อ้างอิง
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97

วัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงของอี้จิง 64 กว้า


ทำไมอี้จิงจึงเรียง 64 กว้าตามลำดับแบบนั้น?
เคยมีหลายท่านถามเข้ามาพอสมควร แต่ด้วยความรู้ความเข้าใจที่อ่อนด้อยเพียงแค่ครูพักลักจำ จึงไม่อาจให้คำแนะนำอะไรที่เป็นประโยชน์ได้มากนัก แต่ลำดับกว้านั้นมีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นวัฏจักรธรรมชาติ ตอนนี้ก็ได้มีโอกาสศึกษาเพิ่มเติมเล็กน้อย และอาจหาญเหลือเกินที่นำมาเสนอให้แก่ทุกท่าน (ขอท่านผู้รู้โปรดเมตตาชี้แนะแก่ข้าพเจ้า)
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปอ่านได้ ข้าพเจ้าแปลเผยแพร่เป็นวิทยาทาน สามารถอ่านได้ฟรี
และสุดท้ายนี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใดข้าพเจ้าต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
ขอบคุณครับ
ด้วยรักและเคารพ
-กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของตำราสิบปีก (十翼) ซึ่งเป็นส่วนคำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับคัมภีร์อี้จิงที่เชื่อกันว่าเขียนโดยขงจื่อและศิษย์ เป็นการอธิบายลำดับของกว้าทั้ง 64 กว้า ว่าทำไมจึงเรียงลำดับตามนี้ มันมีเหตุผลและที่มาของมันอย่างไร

วัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงของอี้จิง 64 กว้า
กนกเกียรติ หริรักษ์หรรษา - แปลและเรียบเรียง
เผยแพร่ฟรีเป็นวิทยาทาน
ข้อความในวงเล็บเหลี่ยม [ ] เป็นส่วนที่ผู้แปลแทรกเพิ่มเติมเข้าไป
หากมีข้อผิดพลาดประการใดข้าพเจ้าต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

序卦傳 - 上篇
ลำดับกว้า - ภาคต้น

有天地,然後萬物生焉。
มีฟ้าดิน [เชี๋ยน/คุน; 乾/坤] แล้วจึงมีสรรพสิ่งเกิดขึ้น.

盈天地之間者唯萬物,故受之以屯。
สิ่งที่เติมเต็มระหว่างฟ้าดินนั้นมีเพียงสรรพสิ่ง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ตุน (屯) (ปฐมวิบาก/ความยากลำบากตอนเริ่มต้น).

屯者,盈也,物之始生也。
จุนนั้น, คือความเต็มเปี่ยม, เป็นการเริ่มต้นของการเกิดของสิ่งมีชีวิต.

物生必蒙,故受之以蒙。
สิ่งมีชีวิตเมื่อเกิดแล้วย่อมจักไร้เดียงสา, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เหมิง (蒙) (ความไร้เดียงสา/เยาว์ความ).

蒙者,蒙也,物之稚也。
เหมิงนั้น, คือความไม่รู้, เป็นความอ่อนเยาว์ของสิ่งมีชีวิต.

物稚不可不養也,故受之以需。
สิ่งมีชีวิตที่อ่อนเยาว์นั้นย่อมไม่อาจไม่ได้รับการบำรุงหล่อเลี้ยง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ซวี (需) (การรอคอย/การบำรุงเลี้ยง).

需者,飲食之道也。
ซวีนั้น, คือวิถีแห่งการดื่มกิน.

飲食必有訟,故受之以訟。

เมื่อมีการดื่มกิน [แย่งกันใช้ทรัพยากรณ์] ย่อมต้องมีข้อพิพาท, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ซง (訟) (ความขัดแย้ง).

訟必有衆起,故受之以師。
เมื่อมีข้อพิพาท ย่อมต้องมีมวลชนลุกฮือ, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ซือ (師) (กองทัพ).

師者,衆也。
ซือนั้น, คือมวลชน.

衆必有所比,故受之以比。
มวลชนย่อมต้องมีสิ่งที่เทียบเคียง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ปี่ (比) (การชิดใกล้).

比者,比也。
ปี่นั้น, คือการรวมกัน.

比必有所畜,故受之以小畜。
เมื่อรวมกลุ่มกันแล้ว ย่อมต้องมีการสั่งสม, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เสี่ยวฉู่ (小畜) (การสั่งสมเล็กน้อย).

物畜然後有禮,故受之以履。
เมื่อสิ่งของถูกสั่งสมแล้ว จึงจะมีจารีตพิธี (ลวี่), ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ลวี่ (履) (ก้าวย่าง/การปฏิบัติตาม/มารยาท).

履而泰,然後安,故受之以泰。
เมื่อประพฤติตามจารีตแล้วย่อมเกิดความสงบสุข, แล้วจึงเกิดความสงบ, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ไท่ (泰) (สันติสุข/สงบสุข).

泰者,通也。
ไท่นั้น, คือความราบรื่น.

物不可以終通,故受之以否。
สิ่งมีชีวิตไม่อาจราบรื่นไปตลอดได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ผี่ (否) (การหยุดชะงัก/ปิดกั้น).

物窮則反,故受之以同人。
เมื่อสิ่งมีชีวิตถึงที่สุดย่อมพลิกกลับ, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ถงเหริน (同人) (การร่วมมือ/การรวมผู้คน).

與人同者,物必歸焉,故受之以大有。
ผู้ที่รวมมือกับผู้อื่น, สิ่งมีชีวิตจักกลับไปหา, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ต้าโหย่ว (大有) (การมีมากมาย).

有大者,不得驕也,故受之以謙。
ผู้ที่มีมากมาย, ไม่อาจเย่อหยิ่งได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เชียน (謙) (ความถ่อมตน).

有謙而豫,故受之以豫。
เมื่อมีความถ่อมตนแล้วย่อมเกิดความยินดี, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า อวี้ (豫) (ความเบิกบาน/การเตรียมการ/กระตือรือร้น).

豫必有隨,故受之以隨。
ความเบิกบานย่อมมีผู้คล้อยตาม, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า สุย (隨) (การคล้อยตาม).

以喜隨人者,必有事,故受之以蠱。
ผู้ที่คล้อยตามผู้อื่นด้วยความยินดี, จักต้องมีภารกิจ, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า กู่ (蠱) (ความเสื่อมโทรม).

蠱者,事也。
กู่นั้น, คือภารกิจ.

有事而後可大,故受之以臨。
เมื่อมีภารกิจแล้วจึงจะสามารถยิ่งใหญ่ได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า หลิน (臨) (การเข้าใกล้/การดูแล/ตรวจตรา).

臨者,大也。
หลินนั้น, คือความยิ่งใหญ่.

物大然後可觀,故受之以觀。
เมื่อสิ่งมีชีวิตยิ่งใหญ่แล้วจึงสามารถเฝ้าสังเกตได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า กวน (觀) (การเฝ้าสังเกต/พินิจ).

可觀而後有所合,故受之以噬嗑。
เมื่อเฝ้าสังเกตแล้วจึงมีความสอดคล้องกัน, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ซื่อเหอ (噬嗑) (การกัดกิน/การลงโทษ).

嗑者,合也。
เหอนั้น, คือการสอดคล้อง.

物不合不可以無飾,故受之以賁。
สิ่งมีชีวิตที่ไม่สอดคล้องกัน ไม่อาจไม่มีการตกแต่ง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ปี้ (賁) (การประดับ).

賁者,飾也。
ปี้นั้น, คือการตกแต่ง.

致飾然後亨,則盡矣,故受之以剝。
เมื่อการตกแต่งถึงที่สุดแล้วย่อมรุ่งเรือง, แล้วก็จะถึงจุดสิ้นสุด, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ปอ (剝) (การลอกเปลือก/การหลุดลอก).

剝者,剝也。
ปอนั้น, คือการลอกออก.

物不可以終盡,剝窮上反下,故受之以復。
สิ่งมีชีวิตไม่อาจสิ้นสุดไปตลอดได้, เมื่อการลอกออกถึงที่สุดย่อมพลิกกลับมา, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ฟู่ (復) (การหวนกลับ).

復則不妄矣,故受之以無妄。
เมื่อหวนกลับมาย่อมไร้ความโลภแล้ว, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า อู๋วั่ง (無妄) (บริสุทธิ์ใจ/ไร้มลทิน/ไร้มายา).

有無妄然後可大畜,故受之以大畜。
เมื่อไร้มายาแล้วจึงจะสามารถสั่งสมอย่างยิ่งใหญ่ได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ต้าฉู่ (大畜) (การสั่งสมใหญ่).

物畜然後可養,故受之以頤。
เมื่อสิ่งมีชีวิตถูกสั่งสมแล้วจึงจะสามารถบำรุงหล่อเลี้ยงได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า อี้ (頤) (การบำรุงรักษา).

頤者,養也。
อี้นั้น, คือการบำรุงหล่อเลี้ยง.

不養則不可動,故受之以大過。
หากไม่บำรุงแล้วย่อมไม่อาจเคลื่อนไหวได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ต้ากว้อ (大過) (ความผิดพลาดใหญ่).

物不可以終過,故受之以坎。
สิ่งมีชีวิตไม่อาจผิดพลาดไปตลอดได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ข่าน (坎) (อันตราย/ความลุ่มลึก).

坎者,陷也。
ข่านนั้น, คือห้วงอันตราย.

陷而後麗,故受之以離。
เมื่ออยู่ในห้วงอันตรายแล้วย่อมต้องยึดติด, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า หลี (離) (การยึดติด/แสงสว่าง).

離者,麗也。
หลีนั้น, คือการติดยึด.

序卦傳 - 下篇
ลำดับกว้า - ภาคปลาย

有天地,然後有萬物;有萬物,然後有男女;有男女,然後有夫婦;有夫婦,然後有父子;有父子,然後有君臣;有君臣,然後有上下;有上下,然後禮義有所錯。
มีฟ้าดิน, แล้วจึงมีสิ่งมีสรรพสิ่ง; มีสรรพสิ่ง, แล้วจึงมีชายหญิง; มีชายหญิง แล้วจึงมีสามีภรรยา; มีสามีภรรยา แล้วจึงมีพ่อลูก; มีพ่อและลูก แล้วจึงมีผู้ปกครองและข้าราชบริพาร; มีผู้ปกครองและข้าราชบริพาร, แล้วจึงมีเบื้องบนเบื้องล่าง; มีเบื้องบนเบื้องล่าง, แล้วจึงมีจารีตธรรมมโนธรรมตั้งอยู่.

夫婦之道,不可以不久也,故受之以恒。
วิถีแห่งสามีภรรยา, ไม่อาจไม่ยาวนาน, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เหิง (恒) (ความยั่งยืน). [ลำดับที่ 31 คือ เสียน (咸) ถูกละไว้ในตำราฉบับนี้ โดยให้ เหิง ต่อจากหลีโดยตรง]

恒不可久也,故受之以遯。
ความยาวนานไม่อาจคงอยู่ได้ตลอด, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ตุ้น (遯) (การถอย).

遯者,退也。
ตุนนั้น, คือการล่าถอย.

物不可以終退,故受之以大壯。
สิ่งมีชีวิตไม่อาจถอยไปตลอดได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ต้าจ้วง (大壯) (อำนาจที่ยิ่งใหญ่).

大壯者,物不可以終止,故受之以晉。
ต้าจ้วงนั้น, สิ่งมีชีวิตไม่อาจหยุดนิ่งไปตลอดได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า จิ้น (晉) (ความก้าวหน้า).

晉者,進也。
จิ้นนั้น, คือการก้าวไปข้างหน้า.

進必有所傷,故受之以明夷。
การก้าวไปข้างหน้าย่อมต้องมีสิ่งที่บาดเจ็บ, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า หมิงอี๋ (明夷) (ความมืดมัว/การอับแสง).

夷者,傷也。
อี๋นั้น, คือการบาดเจ็บ.

傷於外者,必反其家,故受之以家人。
ผู้ที่บาดเจ็บจากภายนอก, จักกลับมาที่บ้านของตน, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เจียเหริน (家人) (ครอบครัว).

家道窮必乖,故受之以睽。
วิถีครอบครัวเมื่อถึงที่สุดจักแยกย้าย, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ขุย (睽) (การแยกจาก/ปฏิปักษ์).

乖必有難,故受之以蹇。
เมื่อแตกแยกแล้วย่อมมีปัญหา, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เจี๋ยน (蹇) (อุปสรรค/ขัดขวาง).

難者,解也,故受之以解。
ปัญหานั้น, คือการคลี่คลาย, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เจี่ย (解) (การคลี่คลาย).

解者,緩也。
เจี่ยนั้น, คือความผ่อนคลาย.

緩必有所失,故受之以損。
เมื่อผ่อนคลายแล้วย่อมต้องมีการสูญเสียบางสิ่ง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ซุ่น (損) (การลดทอน).

損而不已必益,故受之以益。
เมื่อลดทอนแล้วไม่หยุดจักต้องเพิ่มพูน, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า อี้ (益) (การเพิ่มพูน).

益而不已必決,故受之以夬。
เมื่อเพิ่มพูนแล้วไม่หยุดจักต้องแน่วแน่, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ไกว้ (夬) (แน่วแน่/เด็ดเดี่ยว/การตัดสินใจ).

決而後有所遇,故受之以姤。
เมื่อแน่วแน่แล้วย่อมมีการพบพาน, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า โก่ว (姤) (การพบพาน).

姤者,遇也。
โก่ว, คือการพบ.

物相遇而後聚,故受之以萃。
สิ่งมีชีวิตเมื่อพบกันแล้วย่อมรวมตัวกัน, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ชุ่ย (萃) (การรวมตัว/การชุมนุม).

萃而上者謂之升,故受之以升。
เมื่อรวมตัวกันแล้วก้าวขึ้นไปเบื้องบนเรียกว่าการเติบโต, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เซิง (升) (การเติบโต).

升而不已必困,故受之以困。
เมื่อเติบโตแล้วไม่หยุดย่อมต้องถูกจำกัด, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า คุ่น (困) (การถูกจำกัด/ตกยาก/ติดขัดอยู่ข้างใน).

困乎上者必反下,故受之以井。
ผู้ที่ถูกจำกัดอยู่เบื้องบนย่อมต้องกลับลงสู่เบื้องล่าง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า จิ่ง (井) (บ่อน้ำ).

井道不可不革,故受之以革。
วิถีบ่อน้ำย่อมไม่อาจไม่เปลี่ยนแปลง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เก๋อ (革) (การเปลี่ยนแปลง).

革物者莫若鼎,故受之以鼎。
ผู้ที่เปลี่ยนแปลงสิ่งมีชีวิตนั้นไม่มีอะไรเท่าภาชนะติ่ง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ติ่ง (鼎) (หม้อสามขา/ภาชนะ/การหลอมรวม).

主器者莫若震,故受之以震。
ผู้ที่เป็นเจ้าของภาชนะนั้นไม่มีใครเท่าฟ้าร้อง (พลังงานกระตุ้น), ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เจิ้น (震) (ฟ้าร้อง/การสั่นสะเทือน).

震者,動也。
เจิ้นนั้น, คือการเคลื่อนไหว.

物不可以終動,故受之以艮。
สิ่งมีชีวิตไม่อาจเคลื่อนไหวไปตลอดได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เกิ้น (艮) (ความนิ่ง).

艮者,止也。
เกิ้นนั้น, คือการหยุด.

物不可以終止,故受之以漸。
สิ่งมีชีวิตไม่อาจหยุดไปตลอดได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เจี้ยน (漸) (การพัฒนาอย่างช้า ๆ).

漸者,進也。
เจี้ยนนั้น, คือการก้าวไปข้างหน้า.

進必有所歸,故受之以歸妹。
เมื่อก้าวไปข้างหน้าย่อมต้องมีที่กลับไป, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า กุยเม่ย (歸妹) (การออกเรือน).

歸妹者,人之終也。
กุยเม่ยนั้น, คือจุดสิ้นสุดของมนุษย์.

終則豐,故受之以豐。
เมื่อถึงจุดสิ้นสุดย่อมมั่งคั่ง, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เฟิง (豐) (ความมั่งคั่ง).

豐者,大也。
เฟิงนั้น, คือความยิ่งใหญ่.

窮大者必失其居,故受之以旅。
ผู้ที่ถึงความยิ่งใหญ่ที่สุดจักสูญเสียที่พำนักของตน, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ลวี่ (旅) (การเดินทาง/สัญจร).

旅而後知巽,故受之以巽。
เมื่อเดินทางแล้วจึงจะรู้จักความอ่อนโยน, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ซวิ่น (巽) (ความอ่อนโยน/การปรับตัว).

巽者,入也。
ซวิ่นนั้น, คือการแทรกซึม.

入而後悅之,故受之以兌。
เมื่อแทรกซึมแล้วจึงเกิดความยินดี, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ตุ่ย (兌) (ความปิติยินดี).

兌者,說也。
ตุ่ยนั้น, คือความยินดี.

說而後散之,故受之以渙。
เมื่อยินดีแล้วย่อมซ่านเซ็น, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า ฮ่วน (渙) (การกระจายตัว).

渙者,離也。
ฮ่วนนั้น, คือการแยกจาก.

物不可以終離,故受之以節。
สิ่งมีชีวิตไม่อาจแยกจากไปตลอดได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เจี๋ย (節) (ข้อจำกัด/การควบคุม).

節而後信,故受之以中孚。
เมื่อมีการควบคุมแล้วจึงเกิดความน่าเชื่อถือ, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า จงฝู (中孚) (ความจริงใจภายใน).

有其信者,可過而小,故受之以小過。
ผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ, อาจทำความผิดพลาดเล็กน้อย, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เสี่ยวกว้อ (小過) (ความผิดพลาดเล็กน้อย).

有過物者,必濟,故受之以既濟。
ผู้ที่ก้าวผ่านความผิดพลาด, จักบรรลุผลสำเร็จ, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า จี้จี้ (既濟) (สำเร็จ/เสร็จสิ้นแล้ว).

既濟者,定也。
จี้จี้นั้น, คือความมั่นคง.

物不可窮也,故受之以未濟終。終焉。
สิ่งมีชีวิตไม่อาจสิ้นสุดได้, ดังนั้นจึงรับด้วยกว้า เว่ยจี้ (未濟) (ยังไม่เสร็จสิ้น) เป็นการปิดท้าย.


แถม
ข้างต้นก็เป็นการร่ายเรียงลำดับกว้าจากการอธิบายของปราชญ์โบราณที่แยบยลยิ่งนัก และเป็นแนวทางมาตราฐานในการทำความเข้าใจลำดับกว้าต่อๆกันมา
ส่วนล่างนี้ให้ถือเป็นนิทานเพื่อช่วยจำได้ง่ายขึ้นในอีกแบบนึงนะครับ โดยใช้แนวทางเดียวกับ 序卦傳 ข้างต้น แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนจุดเชื่อมนิดหน่อยเพื่อให้ครบถ้วนและเป็นไปตามความเข้าใจที่ยังอ่อนด้อยของข้าพเจ้าในตอนนี้ ดังนั้น หากผิดพลาดประการใดข้าพเจ้าต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

เรื่องเล่าลำดับ 64 กว้าอี้จิง

เรื่องราวเริ่มจาก เชี๋ยน (乾) (ฟ้า/พลังสร้างสรรค์) และ คุน (坤) (ดิน/การน้อมรับ) เมื่อมีฟ้าดิน สรรพสิ่งจึงเกิดขึ้นท่ามกลางฟ้าดิน สิ่งที่เพิ่งเกิดย่อมประสบกับ จุน (屯) (ปฐมวิบาก/ความยากลำบากในตอนแรก) และยังเยาว์ความด้วย เหมิง (蒙) (ความไร้เดียงสา) จึงต้องอาศัย ซวี (需) (การรอคอย/การบำรุงเลี้ยง) แต่เมื่อมีการใช้ผลประโยชน์ร่วมกันย่อมเกิด ซ่ง (訟) (ความขัดแย้ง) จนต้องอาศัย ซือ (師) (กองทัพ/ผู้นำ) เข้าแก้ไข ผู้คนจึงรวมกลุ่มกันใน ปี่ (比) (การร่วมเคียง) เพื่อสั่งสมพลังใน เสี่ยวฉู่ (小畜) (การสั่งสมเล็กน้อย) และสร้างระเบียบด้วย ลวี่ (履) (การก้าวตาม/จารีต) จนนำมาซึ่ง ไท่ (泰) (สันติสุข) ซึ่งไม่คงอยู่ตลอดไป จึงเปลี่ยนเป็น ผี่ (否) (การหยุดชะงัก) ผู้คนจึงต้องกลับมารวมกันใน ถงเหริน (同人) (การรวมผู้คน) เพื่อสร้าง ต้าโหย่ว (大有) (การมีมากมาย) เมื่อมีมากแล้วย่อมต้องระลึกถึง เชียน (謙) (ความถ่อมตน) ซึ่งนำมาสู่ อวี้ (豫) (ความเบิกบานยินดี) ที่ทำให้ผู้คน สุย (隨) (การคล้อยตาม) ผู้นำ หากปล่อยปละละเลยย่อมเกิด กู่ (蠱) (ความเสื่อมโทรม) ผู้นำจึงต้อง หลิน (臨) (การเข้าใกล้/การดูแล/ตรวจตรา) และ กวน (觀) (การพินิจ/เฝ้าสังเกต) เพื่อใช้ ซื่อเหอ (噬嗑) (การลงโทษ) กำจัดความชั่วร้าย จนอารยธรรมกลับมามี ปี้ (賁) (การตกแต่งที่งดงาม) แต่การตกแต่งที่งดงามก็ย่อมมีวันโรยราร่วงหล่นใน ปอ (剝) (การหลุดลอก) จนถึงจุดสิ้นสุด พลังหยางจึง ฟู่ (復) (หวนกลับ) ด้วย อู๋วั่ง (無妄) (ไร้มายา) เพื่อสั่งสมอีกครั้งใน ต้าฉู่ (大畜) (การสั่งสมใหญ่) ซึ่งใช้ในการ อี้ (頤) (การบำรุงรักษา) หากไม่บำรุงหรือบำรุงผิดวิธีจะเกิด ต้ากว้อ (大過) (ความผิดพลาดใหญ่) จนเข้าสู่ ข่าน (坎) (ความเสี่ยง/อันตราย/ห้วงลึก) จึงต้องยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องอันเป็นทางสว่างคือ หลี (離) (การยึดติด/แสงสว่าง) เพื่อเอาตัวรอดจากภยันตราย

จากนั้นเมื่อรู้จักการเอาตัวรอดแล้ว ย่อมเริ่มสนใจ เสียน (咸) (อิทธิพล/ความสัมพันธ์/การดึงดูด) ซึ่งต้องสร้าง เหิง (恒) (ความยั่งยืน) หากมีปัญหาขัดแย้งก็ต้อง ตุ้น (遯) (การถอย) อย่างสง่างาม เพื่อรักษา ต้าจ้วง (大壯) (พลังที่ยิ่งใหญ่) ไว้ จากนั้นจึง จิ้น (晉) (ความก้าวหน้า) แต่ความก้าวหน้าอาจถูกบดบังด้วย หมิงอี๋ (明夷) (การอับแสง) เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องกลับไปพึ่งพา เจียเหริน (家人) (ครอบครัว) แต่หากความสัมพันธ์ไม่ดีหรือถึงที่สุดแล้วก็จะเกิด ขุย (睽) (การแยกจาก) นำไปสู่ เจี๋ยน (蹇) (อุปสรรค) ที่ต้องใช้ เจี่ย (解) (การคลี่คลาย) ซึ่งมักต้องแลกมาด้วย ซุ่น (損) (การลดทอน) เพื่อให้เกิด อี้ (益) (การเพิ่มพูน) เมื่อมีผลประโยชน์มากก็ต้องใช้ ไกว้ (夬) (ความแน่วแน่/การตัดสินใจ) เพื่อนำไปสู่ โก่ว (姤) (การพบพาน) และ ชุ่ย (萃) (การชุมนุม/การรวมตัว) ของคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน จนเกิด เซิง (升) (การเติบโต) อย่างต่อเนื่อง หากเติบโตอย่างไม่สมดุลย่อม คุ่น (困) (การถูกจำกัด/ติดแหง็ก/ติดขัด) จึงต้องกลับสู่ จิ่ง (井) (บ่อน้ำ) ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรพื้นฐานที่ต้องอาศัย เก๋อ (革) (การเปลี่ยนแปลง/ปฏิวัติ) เพื่อสร้างระบบใหม่ด้วย ติ่ง (鼎) (หม้อสามขา/ภาชนะ/การหลอมรวม) ระบบใหม่นี้ต้องอาศัยแรงกระตุ้นจาก เจิ้น (震) (ฟ้าร้อง/การสั่นสะเทือน) ในการริเริ่ม แล้วจึงตามด้วย เกิ้น (艮) (ความนิ่ง) เพื่อสร้างความมั่นคง และเริ่ม เจี้ยน (漸) (การพัฒนาอย่างช้าๆ) อย่างถูกต้องเหมาะสม ย่อมนำไปสู่ความสัมพันธ์อย่าง กุยเม่ย (歸妹) (การออกเรือน) และบรรลุ เฟิง (豐) (ความมั่งคั่ง/สมบูรณ์) จึงต้องออก ลวี่ (旅) (เดินทาง/สัญจร) และต้องใช้ ซวิ่น (巽) (ความอ่อนโยน/การปรับตัว) เพื่อให้เกิด ตุ่ย (兌) (ความปิติยินดี) หากความปิติยินดีขาดการควบคุมจะนำไปสู่ ฮ่วน (渙) (การแยกจาก/การกระจายตัว) จึงต้องมี เจี๋ย (節) (ข้อจำกัด/การควบคุม) ที่มาจาก จงฝู (中孚) (ความจริงใจภายใน) แม้จะจริงใจก็ยังอาจเกิด เสี่ยวกว้อ (小過) (ความผิดพลาดเล็กน้อย) ได้ และเมื่อได้เรียนรู้จากความผิดพลาดแล้วย่อม จี้จี้ (既濟) (สำเร็จ) ทว่านั่นเป็นเพียงความมั่นคงชั่วคราว เพราะทุกสรรพสิ่งย่อม เว่ยจี้ (未濟) (ยังไม่เสร็จสิ้น) เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวัฏจักรใหม่ (กลับสู่เชี๋ยน)

อ้างอิง

แนะนำการเล่น Brogue สำหรับมือใหม่

Dungeon

แนะนำเทคนิคการเล่น Brogue สำหรับมือใหม่ โดยหลักที่เน้นการปรับตัวและการตัดสินใจอย่างมีหลักการ สรุปสั้น ๆ เป็นหัวข้อ ๆ ดังนี้

หลักการประเมินสถานการณ์
การผจญภัยในดันเจี้ยน Brogue นั้น ไม่ใช่แค่การตะลุยดะ แต่เป็นการประเมินภัยคุกคามในทุก ๆ ย่างก้าว ต้องสังเกตการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สำหรับผู้เล่นใหม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการต่อสู้ที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะกับศัตรูที่ไม่คุ้นเคย การต่อสู้ทุกครั้งควรเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบ โดยต้องแน่ใจว่าคุณมีโอกาสชนะสูง หรือสามารถถอยหนีได้อย่างปลอดภัยเสมอ หากคุณบาดเจ็บเกินครึ่งหนึ่งของพลังชีวิต การถอยกลับไปพักฟื้น (Auto-Rest) คือสิ่งที่ต้องทำทันที อย่าเสี่ยงต่อสู้อีกจนกว่าจะฟื้นตัวเต็มที่ เพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวในเกม Roguelike นี้หมายถึงความตายถาวร

ศิลปะการจัดการทรัพยากรที่มี
หัวใจของ Brogue คือการจัดการกับไอเทมที่ยังไม่ระบุ (Unidentified Items) ซึ่งต้องใช้ทั้งความกล้าหาญและวิจารณญาณ สำหรับมือใหม่ ควรทดลองไอเทมอย่างมีหลักการ ด้วยการทดลองใช้ในที่ปลอดภัยและทดลองเป็นชุด ๆ นั่นคือ เมื่อคุณอยู่ในห้องที่โล่ง ไม่มีศัตรูอยู่ใกล้ ๆ ให้ทดลองดื่ม Potion หรืออ่าน Scroll ที่ยังไม่ระบุพร้อมกันหลาย ๆ ชิ้นในคราวเดียว การทำเช่นนี้ช่วยลดความเสี่ยง เพราะหากชิ้นใดชิ้นหนึ่งเป็นผลลบ (เช่น Potion of Paralysis) คุณอาจจะมี Potion of Healing หรือ Scroll of Identity ที่อยู่ในกลุ่มนั้นมาช่วยแก้สถานการณ์ได้ทันท่วงที การยอมรับความเสี่ยงในช่วงเวลาที่พอจะควบคุมได้ ดีกว่าการต้องเสี่ยงตายในสถานการณ์ฉุกเฉิน

การเลือกใช้อุปกรณ์หลัก
Brogue ไม่มีระบบคลาส แต่คุณจะต้องกำหนดคลาสของตัวเองจากไอเทมที่พบในดันเจี้ยน เมื่อคุณพบ Scroll of Enchantment (ม้วนคัมภีร์เพิ่มพลัง) อันมีค่า คุณจะต้องตัดสินใจว่าจะทุ่มเทไปที่ไอเทมชิ้นใดชิ้นหนึ่งเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น การเลือกว่าจะเพิ่มพลังให้กับอาวุธ (เพิ่มดาเมจและความแม่นยำ) หรือชุดเกราะ (เพิ่มการป้องกัน) หรือคทาเวทมนตร์ (เพิ่มจำนวนชาร์จ) จะเป็นตัวกำหนดสไตล์การเล่นทั้งหมดของคุณตลอดการเล่นในรอบนั้น การกระจาย Enchantment ไปหลาย ๆ ชิ้นนั้นมักจะทำให้คุณอ่อนแอในระยะยาว

การใช้ภูมิประเทศให้เป็นประโยชน์ในการต่อสู้
หนึ่งในกลยุทธ์ที่ล้ำลึกที่สุดของ Brogue คือการใช้สภาพแวดล้อมเพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธวิธี หากคุณพบศัตรูที่แข็งแกร่ง อย่าต่อสู้ในพื้นที่เปิดโล่ง จงล่อพวกมันไปยังหุบเหว (Chasm), หนองน้ำ (ที่สามารถจุดไฟหรือแก๊สพิษได้), หรือทางเดินแคบ ๆ หรือการใช้คทาเวทมนตร์ (Staffs) อย่างสร้างสรรค์ เช่น ใช้ Staff of Obstruction ขวางทางหนีของศัตรู หรือใช้ Staff of Firebolt เผาหญ้าเพื่อป้องกันการเข้ามาของมอนสเตอร์ อาจช่วยให้คุณเอาชนะศัตรูที่เก่งกว่าได้โดยไม่เปลืองพลังชีวิตมากนัก

เรียนรู้จากความตาย
ในปรัชญาของ Brogue ความตายไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุด ทุกครั้งที่คุณตาย ให้ย้อนกลับไปดู Replay ของเกม (ซึ่งเป็นฟีเจอร์มาตรฐานของ BrogueCE) เพื่อวิเคราะห์ว่าคุณตัดสินใจผิดพลาดตรงไหน การทำความเข้าใจว่าทำไม Potion หรือ Scroll ชิ้นนั้น ๆ ถึงฆ่าคุณ จะช่วยเพิ่มองค์ความรู้สำหรับการเล่นในรอบต่อไป อาจทำให้คุณระบุไอเทมเหล่านั้นได้ทันทีในอนาคต ดังนั้น ความตายในรอบนี้คือ การลงทุนด้านความรู้ สำหรับรอบหน้าเสมอ

จงใช้สิ่งที่หามาได้ให้ดีที่สุด
ความรู้เกิดจากการลงมือทำและการสังเกต

09 ตุลาคม 2568

Dungeon Crawl Stone Soup - ดันเจี้ยนแห่งซุปหิน


Dungeon Crawl Stone Soup หรือ DCSS เป็นเกมแนว NetHack อีกเกมที่ได้รับความนิยมและพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน มีให้เลือกเล่นทั้งแบบ ASCII และ Tiles เช่นเดียวกัน
มีความแปลกตาในหลายๆอย่างระหว่าง NH กับ DCSS ทั้งทางเดิน กำแเพง และอื่นๆ ในสภาพแวดล้อมที่เล่น และมีข้อมูลบอกหลายอย่างที่ NH ไม่บอก ทำให้สะดวกในการเล่นมากกว่า ทั้งระดับเสียงดังที่อยู่รอบๆตัว และอื่นๆ ปุ่มการควบคุมทิศทางสามารถใช้ปุ่มลูกศร และชุดตัวเลข แน่นอนว่ายังคงใช้ Key Vi (hjklyubn) ได้เหมือน NH และคำสั่งส่วนใหญ่จะเหมือนกัน แต่มีต่างกันบ้างพอสมควร
ในเมนูหน้าแรกมีให้เลือก Tutarial ก็สามารถฝึกตามได้เลยครับ จะมีคำแนะนำสอนตลอดการฝึก ก็ทำให้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและปุ่มคำสั่งได้ง่ายกว่า NH มากๆ

หากเพื่อนๆชอบเล่นแนวลุนดันเจี้ยน ผจญภัยในที่ลึกลับ เป็นอีกเกมที่แนะนำครับ
เข้าไปเล่นหรือดาวน์โหลดได้ที่ http://crawl.develz.org/

วิธีติดตั้งเกม Dungeon Crawl Stone Soup (DCSS) 0.24.0 บน Linux Mint
บางครั้งการติดตั้งโปรแกรมจาก Software Manager อาจจะเป็นเวอร์ชั่นเก่า อัพเดทไม่ทันตัวเกม ก็สามารถติดตั้งเองได้ ในการติดตั้ง DCSS ver.0.24.0 ง่ายๆครับ แค่เปิด Terminal แล้วก๊อปคำสั่งทำตามลำดับ 5 ขั้นตอน ตามนี้เลยครับ (เอะอะก็คอมมาไลน์ 555+)

[แต่เดียวนี้คิดว่า Software Manager น่าจะอัพเดททันเกมกันหมดแล้วครับ เพราะมีช่องทาง Flathub กันแล้ว คงไม่จำเป็นต้องติดตั้งเองแบบนี้แล้วครับ แต่ขอนำวิธีดั้งเดิมสมัย DCSS 0.24.0 มาเก็บไว้ในที่นี้เอาไว้เป็นที่ระลึกครับ]

1. ติดตั้ง source repository
echo 'deb https://crawl.develz.org/debian crawl 0.24' | sudo tee -a /etc/apt/sources.list
2. ติดตั้ง DCSS signing key
wget https://crawl.develz.org/debian/pubkey -O - | sudo apt-key add -
3. อัพเดท package list
sudo apt-get update
4. ติดตั้ง console version (ASCII mode)
sudo apt-get install crawl
5. ติดตั้ง tiles version (Tiles mode) (ไม่ติดตั้งก็ได้ ถ้าเล่นแค่ ASCII mode)
sudo apt-get install crawl-tiles

เป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมลุยลงดันเจี้ยนแล้ว

DCSS เล่นสะดวกกว่า NH มากเหมือนกัน ใน NH เราจะไม่รู้ข้อมูลอะไรเลยของมอสเตอร์ที่เจอ ต้องเปิดสปอยล์วิกิดูอย่างเดียว แต่ใน DCSS เราสามารถดูข้อมูลมอสเตอร์ได้ในเกมจากการกด [x] แล้วเลือกสิ่งที่ต้องการหรือกด [+] แล้วกด [v] ก็จะทราบข้อมูลจำเป็น เช่น HP ของมอสเตอร์ ค่าโจมตี และลักษณะพิเศษ ฯลฯโดยไม่จำเป็นต้องเปิดสปอยล์ให้ยุ่งยาก และเมื่อเราเดินไปแล้วพบอะไรในดันเจี้ยน ระบบจะขึ้นบอกตลอด นับว่าเล่นสะดวกกว่าพบสมควรในการวางกลยุทธ์ และบรรยากาศในเกมก็ต่างกัน NH จะให้อารมณ์เหมือนอยู่ในคุกใต้ปราสาทเป็นหลัก แต่ DCSS เหมือนเป็นกึ่งคุกใต้ดินกึ่งถ้ำ
สำหรับคนที่เพิ่งเล่นเกมแนวนี้ DCSS เป็นเกมที่เหมาะสมมากทั้งสำหรับมือใหม่และมือเก่าที่ต้องการลุยดันเจี้ยนครับ

นิทานเรื่อง Stone Soup ซุปก้อนหิน
นักเดินทางคนหนึ่งเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง โดยไม่ได้พาอะไรมาด้วยนอกจากหม้อเปล่าๆใบเดียว เมื่อเดินทางมาถึง ชาวบ้านไม่ต้องการแบ่งปันร้านอาหารให้กับนักเดินทางผู้หิวโหยคนนี้ จากนั้นนักเดินทางก็ไปที่ลำธารและเติมน้ำลงในหม้อ ใส่หินก้อนใหญ่ลงไป แล้วตั้งหม้อลงบนกองไฟ ชาวบ้านคนหนึ่งอยากรู้อยากเห็นและถามว่าเขากำลังทำอะไร นักเดินทางตอบว่าเขากำลังทำ "ซุปหิน" ซึ่งมีรสชาติที่ยอดเยี่ยมมากๆ และเขายินดีที่จะแบ่งปันกับชาวบ้าน แต่ว่ามันยังคงต้องปรุงรสอีกเล็กน้อย
ชาวบ้านที่คาดหวังว่าจะได้รับส่วนแบ่งจากน้ำซุป ไม่มีปัญหากับการแบ่งแครอทสักสองสามหัว จึงช่วยใส่ลงไปในซุป ชาวบ้านอีกคนเดินผ่านมาสอบถามเกี่ยวกับหม้อ และนักเดินทางก็พูดถึงซุปหินอีกครั้ง ซึ่งยังไม่อร่อยเต็มที่ ชาวบ้านคนนั้นก็มอบเครื่องปรุงรสให้เล็กน้อย ชาวบ้านก็มามากขึ้นเรื่อยๆ และแต่ละคนก็เพิ่มส่วนผสมอื่นๆลงไป ในที่สุดหินก้อนนั้น(ที่กินไม่ได้)ก็ถูกตักออกจากหม้อ และซุปในหม้อก็ได้ให้ความอร่อยและทำให้มีความสุขทั้งนักเดินทางและชาวบ้านทั่วกัน ถึงแม้ว่านักเดินทางได้หลอกชาวบ้านให้แบ่งปันอาหารกับเขา แต่เขาได้เปลี่ยนให้เป็นอาหารที่อร่อยและแบ่งปันให้กับผู้ที่ช่วยเหลือเขาได้สำเร็จ

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจหลายอย่าง ถูกนำไปปรับใช้ในหลายวงการ ในทางการทหารก็นำไปใช้เป็นกลยุทธ์และอื่นๆ แต่คตินึงที่ชัดเจนที่สุดในนิทานเรื่องนี้คือ การร่วมมือกันของหลายๆคนเพียงคนละเล็กคนละน้อย ย่อมนำมาซึ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ร่วมกันได้
ก็เป็นที่มาของชื่อเกม Dungeon Crawl Stone Soup ด้วยครับ ซึ่งชื่อนี้เป็นนัยบอกว่า เกมนี้ที่เคยถูกทอดทิ้ง สำเร็จได้ก็ด้วยการสนับสนุนร่วมมือจากผู้คนหลายๆส่วนนั่นเอง


อ้างอิง

07 ตุลาคม 2568

Brogue - โบร็ค ดันเจี้ยนแห่งระบบอันเรียบง่าย


หากคุณมีจิตวิญญาณแห่งนักผจญภัยอยู่ลึก ๆ ภายใน
หากคุณชื่นชอบกลไกของเกมที่กลั่นกรองมาอย่างบริสุทธิ์
ด้วยระบบอันเรียบง่ายแต่ผสมผสานได้อย่างไร้สิ้นสุด
หากคุณชื่นชอบความคสาสสิคเหนือกาลเวลา
หากคุณอยากมีเกมภาษาสักเกมหนึ่งที่เล่นซ้ำได้ทั้งชีวิตโดยไม่ซ้ำเดิม
ถ้าข้อใดข้อหนึ่งตรงกับคุณ...
Brogue โบร็ค คือคำตอบ


สำหรับผู้ที่กำลังมองหาเกมแนวสำรวจดันเจี้ยนที่ลึกซึ้งและท้าทาย แบบฟรี Opensource และไม่ต้องการความซับซ้อนที่มากเกินจำเป็นและเข้าถึงได้ง่าย Brogue (โบร็ค) คือทางเลือกอันเรียบง่ายที่คุณกำลังตามหา

ปัจจุบันพัฒนาเป็น BrogueCE ซึ่งย่อมากจาก Brogue: Community Edition) แต่ก็เรียกกันสั้นๆเหมือนเดิมว่า Brogue ซึ่งเป็นเกมสายตรงที่พัฒนามาจาก Rogue บิดาแห่งเกมแนว Roguelike เช่นเดียวกับ NetHack

=======
Brogue: Community Edition
เกมโร็คไลค์สไตล์มินิมอลิสต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด

Brogue คือเกมกลยุทธ์สำหรับผู้เล่นคนเดียว ซึ่งมีฉากอยู่ในโถงทางเดินของดันเจี้ยนลึกลับที่ถูกสร้างขึ้นแบบสุ่ม (randomly-generated)
เป้าหมายนั้นเรียบง่าย คือ การอัญเชิญเครื่องรางแห่งเยนดอร์อันลือชื่อ (the fabled Amulet of Yendor) ขึ้นมาจากชั้นที่ 26 แต่ทว่า ดันเจี้ยนแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยปริศนาแห่งภยันตราย สิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวและภูมิประเทศอันวกวน ซึ่งเต็มไปด้วยกับดักที่กำลังเฝ้ารอ ทว่าที่นี่ยังเต็มไปด้วยอาวุธ, น้ำยาโพชั่น, และโบราณวัตถุแห่งพลังที่ถูกลืมเลือน (artifacts of forgotten power) การจะรอดชีวิตนั้นต้องการทั้งความแข็งแกร่งและไหวพริบในสัดส่วนที่เท่ากัน และในขณะที่เจ้ากำลังตะลุยดันเจี้ยนลึกลงไปนั้น ต้องใช้ประโยชน์สูงสุดจากทุกสิ่งที่ดันเจี้ยนมอบให้ เจ้าจักต้องทำการถวายบูชา (make sacrifices), การหลบหนีอย่างเฉียดฉิว (narrow escapes), และบางทีอาจจะพบมิตรระหว่างทาง ทว่าเจ้าจะเป็นหนึ่งในผู้โชคดีเพียงไม่กี่คนที่จะกลับออกมาอย่างมีชีวิตได้หรือไม่?
=======

Brian Walker ผู้สร้างเกม Brogue (Brian + Rogue = Brogue อาจสื่อถึง Brian's Rogue หรือ เกมโร๊คของไบรอั้น) ได้เห็นสิ่งที่เขาเรียกว่าส่วนเกิน (Cruft) หรือภาระที่ไม่จำเป็นในเกม Roguelike ยุคเก่าอื่น ๆ และตัดสินใจที่จะสร้างเกม Brogue ขึ้นมา โดยกลั่นกรองแก่นแท้ของ Roguelike ออกมาให้บริสุทธิ์ที่สุด
Brogue ได้รับการขนานนามว่าเป็นเกมแนว Roguelike ที่กลั่นกรองแก่นแท้ของแนวเกมมาไว้ในรูปแบบที่สง่างามด้วยกลไกระบบเกมที่บริสุทธิ์ น้อยแต่มาก (Minimalist) คือง่ายต่อการเรียนรู้แต่ยากที่จะเชี่ยวชาญ ระบบของ Brogue จึงตัดทิ้งรายละเอียดที่ซับซ้อนจนเกินจำเป็นและองค์ประกอบที่ไม่ยุติธรรมออกไปเกือบหมดสิ้น ทำให้ผู้เล่นไม่ต้องทำงานหนักในการประมวลผลข้อมูลที่ล้นเกิน แต่หันมาเน้นการใช้การตัดสินใจและคิดวิเคราะห์เฉพาะกิจ การทดลองที่สมเหตุสมผล การใช้ทรัพยากรที่มีอย่างชาญฉลาด และเรียนรู้จากการเล่นได้โดยตรงแทนที่จะพึ่งพาสปอยล์ภายนอกมากเกินไป ซึ่งเป็นการลดภาระทางการจดจำอย่างมาก ซึ่งมุ่งเน้นที่การลงมือเล่นจริงได้ทันที
Brogue จึงมอบประสบการณ์ที่คล้ายกับการนั่งเล่นหมากกระดานที่เชื่องช้าและมีสมาธิ โดยความสัมพันธ์ระหว่างไอเท็ม และสภาพแวดล้อมนั้นลึกซึ้งและเฉียบคม ผู้เล่นต้องใช้ไหวพริบและการจัดการเชิงความเสี่ยงในแต่ละเทิร์น ซึ่งให้ความรู้สึกท้าทายแบบ Roguelike ที่แท้จริง โดยมีการลงโทษที่มาจากความผิดพลาดที่สมเหตุสมผลของผู้เล่นเอง มากกว่าจะถูกลงโทษจากกลไกของเกมที่ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย
อย่างไรก็ตาม จงตระหนักไว้เสมอ ว่า Brogue ยังคงรักษาแก่นของ Permadeath (ตายแล้วจบเลย) เอาไว้ ดังนั้นการสูญเสียตัวละครที่สร้างมาอย่างยาวนานจึงยังคงเป็นความตึงเครียดที่จะกระตุ้นไฟแห่งความวิตกกังวลได้อยู่ดี ในการเล่นเพื่อความผ่อนคลาย หากคุณสามารถตั้งเจตนาไว้ได้ว่าจะ "เล่นเพื่อสำรวจ ไม่ใช่เล่นเพื่อเอาชนะ" และพร้อมที่จะหยุดพักทันทีที่ความหงุดหงิดเริ่มก่อตัวขึ้น Brogue จะเป็นบทเรียนชั้นดีในการฝึกควบคุมจิตใจให้คงความสงบไว้ได้ท่ามกลางความเสี่ยง ซึ่งเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจที่มีค่าต่อการฝึกฝนตนเองอย่างแท้จริง

เล่นเกมต้องสนุก
ไม่งั้นก็พักก่อน

สำหรับชาว Linux สามารถนำชื่อ brogue ไปค้นใน Software Manager เพื่อติดตั้งได้เลยครับ หรือโหลดมาเล่นฟรีได้ที่ https://sites.google.com/site/broguegame มีครบสำหรับทุก OS



กระแสตอบรับ (Reception)
[แปลจาก Wikipedia เข้าถึงเมื่อ 7 Oct 2025]

Cassandra Khaw จาก IndieGames.com เรียก Brogue ว่าเป็นเกมที่ "สวยงามและเข้าถึงง่าย" (beautiful and accessible)
Graham Smith จาก PC Gamer เปรียบเทียบ Brogue ในทางที่ดีกับเกมอื่น ๆ อย่าง The Binding of Isaac, Dungeons of Dredmor, และ Spelunky โดยกล่าวว่า "ถ้าคุณต้องการเริ่มว่ายน้ำไปสู่สระว่ายน้ำที่ลึกขึ้น [ของเกมแนว Roguelike] Brogue คือห่วงยางของคุณ"
Graham Smith จาก Rock Paper Shotgun จัดอันดับอินเทอร์เฟซของ Brogue ไว้เทียบเท่ากับเกมอย่าง Papers, Please, Democracy 3, และ Elite: Dangerous โดยยกย่องว่า "ใช้รูปแบบ ASCII แบบเก่า [...] พร้อมกับชุดเอฟเฟกต์ที่ทำให้โลกดูมีสีสันและมีชีวิตชีวา"


วิธีเล่น
[แปลจาก Brogue เข้าถึงเมื่อ 7 Oct 2025]

คุณสามารถเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ ดันเจี้ยนได้ด้วยเมาส์, ปุ่มควบคุมแบบ Vi-keys (hjklyubn) หรือปุ่มตัวเลขบนแป้นพิมพ์ (Keypad) ปุ่มลูกศรก็สามารถใช้ได้เช่นกัน แต่จะไม่สามารถเคลื่อนที่ในแนวทแยงมุมได้ สำหรับคำสั่งอื่น ๆ จะแสดงอยู่ในหน้าจอช่วยเหลือ (help screen) ซึ่งคุณสามารถเข้าถึงได้โดยการพิมพ์เครื่องหมายคำถาม (?) หรือคลิกที่ปุ่ม "Menu" ที่ด้านล่างของหน้าจอ

เป้าหมายหลักของคุณคือการเดินทางไปยังชั้นใต้ดิน ชั้นที่ 26 ของดันเจี้ยน เพื่อนำเครื่องราง Amulet of Yendor กลับคืนมา และกลับขึ้นสู่พื้นพิภพให้ได้ สำหรับผู้ที่เล่นเทพแล้วและต้องการความท้าทายเพิ่มเติม ชั้นความลึกที่ต่ำกว่า 26 ลงไปแต่ละชั้นจะมี Lumenstone (ลูเมนสโตน) สามก้อน ซึ่งเป็นไอเท็มที่จะมอบคะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อชนะเกม

เคล็ดลับ (Tips)
  • ม้วนคัมภีร์เพิ่มพลัง (Scrolls of Enchantment) ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Brogue และขาดไม่ได้ต่อความสำเร็จของตัวละครทุกตัว การใช้คัมภีร์นี้หนึ่งม้วนจะทำให้ไอเท็มชิ้นใดชิ้นหนึ่งมีพลังเพิ่มขึ้นอย่างถาวร การเพิ่มพลังให้กับอาวุธจะช่วยเพิ่มทั้งความเสียหายและความแม่นยำ และยังลดข้อกำหนดด้านความแข็งแกร่งลงด้วย การเพิ่มพลังให้กับชุดเกราะจะเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อกำหนดด้านความแข็งแกร่งเช่นกัน การเพิ่มพลังให้กับแหวนจะเพิ่มพลังของผลกระทบเวทมนตร์ และการเพิ่มพลังให้กับคทา (Staff) จะเพิ่มทั้งผลกระทบและจำนวนครั้งที่ชาร์จสูงสุด การเพิ่มพลังให้กับไม้เท้า (Wand) จะเป็นการเพิ่มจำนวนการชาร์จที่ใช้แล้วทิ้ง
  • หากคุณพบเจอมอนสเตอร์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ให้ใช้เมาส์หรือกดแท็บเพื่อตรวจสอบ (Examine) สัตว์ประหลาดนั้น หากคุณพบไอเท็มที่ไม่รู้จัก ให้เลือกจากช่องเก็บของ (Inventory) เพื่อตรวจสอบรายละเอียด
  • คทา (Staff; Staves) ต่างจากไม้เท้า (Wand; Wands) ตรงที่เป็นไอเท็มเวทมนตร์ถาวร พวกมันมีจำนวนการชาร์จสูงสุดและจะชาร์จพลังงานกลับมาเองจากว่างเปล่าจนเต็มภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งหมายความว่าการเพิ่มจำนวนการชาร์จสูงสุดยังช่วยเพิ่มความเร็วในการฟื้นฟูการชาร์จแต่ละครั้งด้วย หากใช้ม้วนคัมภีร์ระบุ (Scroll of Identify) เพื่อระบุคทา จำนวนการชาร์จปัจจุบันและสูงสุดจะถูกเปิดเผยอย่างถาวร ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับ Staff of Blinking เพราะจะแสดงระยะทางสูงสุดเมื่อคุณเล็งคทานั้น
  • หวน (Rings) จะส่งผลกระทบทางเวทมนตร์ต่อผู้สวมใส่ตราบเท่าที่สวมใส่พวกมัน ไม่มีค่าใช้จ่ายด้านโภชนาการ หรืออื่น ๆ แต่สามารถสวมใส่ได้เพียงสองวงในเวลาเดียวกัน
  • อาวุธ, ชุดเกราะ, และแหวนอาจต้องคำสาป (Cursed) พวกมันจะเริ่มต้นด้วยการเพิ่มพลังเชิงลบ และไม่สามารถถอดออกได้ตราบใดที่คำสาปยังคงอยู่ การอ่านม้วนคัมภีร์ถอนคำสาป (Scroll of Remove Curse) จะยกเลิกคำสาปจากไอเท็มทั้งหมดในช่องเก็บของของคุณในคราวเดียว การเพิ่มพลังให้กับไอเท็ม หรือการปกป้องชุดเกราะหรืออาวุธ ก็สามารถถอนคำสาปออกจากไอเท็มนั้น ๆ ได้เช่นกัน แหวนต้องคำสาปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้โดยเฉพาะกับตัวละครที่ไม่มีวิธีถอนคำสาป
  • เมื่อคุณสวมใส่อาวุธหรือชุดเกราะเป็นครั้งแรก คุณจะไม่ทราบว่ามันมีการเพิ่มพลังเวทมนตร์อยู่แล้วหรือไม่ หากคุณใช้ไอเท็มนั้นเป็นเวลานานพอการเพิ่มพลังของมันจะถูกเปิดเผย
  • ชุดเกราะและอาวุธที่พบในดันเจี้ยนซึ่งมีการเพิ่มพลังบวกหรือลบ อาจมีความสามารถรูนิก (Runic Abilities) ที่หายากและทรงพลังซ่อนอยู่ด้วย สิ่งเหล่านี้จะไม่ปรากฏให้เห็นในทันที บางส่วนจะถูกเปิดเผยเมื่อความสามารถนั้นทำงานส่วนที่เหลือจะถูกทำเครื่องหมายว่าเป็น "รูนิกที่ไม่รู้จัก (unknown runic)" เมื่อคุณใช้พวกมันนานพอ ในทุกกรณีม้วนคัมภีร์ระบุ (Scroll of Identify) จะเปิดเผยการเสริมพลังรูนิกของไอเท็มทันที หากไอเท็มนั้นมีอยู่
  • อาวุธและชุดเกราะมีข้อกำหนดด้านความแข็งแกร่ง (Strength Requirements) ซึ่งระบุเป็น "<X>" หลังชื่อไอเท็ม คุณสามารถสวมใส่อาวุธได้แม้ความแข็งแกร่งของคุณจะไม่ถึงเกณฑ์ แต่ความสามารถในการต่อสู้หรือการป้องกันจะลดลงตามสัดส่วน ข้อกำหนดด้านความแข็งแกร่งสามารถลดลงได้ด้วยการเพิ่มพลังอาวุธหรือชุดเกราะด้วย Scroll of Enchantment วิธีเดียวที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งของคุณเองคือการดื่มยาเสริมความแข็งแกร่ง (Potion of Strength)
  • อาวุธบางชนิดมีรูปแบบการโจมตีที่แตกต่างกัน หอก (Spears) และหอกศึก (War Pikes) จะโจมตีศัตรูที่อยู่ติดกันและตัวที่อยู่ด้านหลัง ขวาน (Axes) และขวานศึก (War Axes) จะโจมตีศัตรูที่อยู่ติดกันทั้งหมด ค้อน (Maces) และค้อนศึก (War Hammers) สร้างความเสียหายสูงมาก แต่ต้องใช้เวลาพักฟื้นหนึ่งเทิร์นเพิ่มเติมหลังจากโจมตีสำเร็จ ดาบเรเปียร์ (Rapiers) โจมตีเบากว่าครึ่งหนึ่งแต่เร็วกว่าสองเท่า และให้การโจมตีแบบพุ่งแทงฟรี (Free Lunge Attack) (ความเสียหายสามเท่า, โจมตีไม่พลาดเลย) เมื่อคุณเข้าใกล้ศัตรูโดยตรง แส้ (Whips) จะโจมตีอัตโนมัติจากระยะไกลถึงห้าช่องในแนวราบ แนวตั้ง หรือแนวทแยง คทาหวด (Flails) จะโจมตีศัตรูที่อยู่ติดกันโดยอัตโนมัติเมื่อคุณเดินก้าวผ่านระหว่างช่องสองช่องที่อยู่ติดกับศัตรู
  • อาวุธและชุดเกราะสามารถป้องกันการกัดกร่อนได้ด้วย Scroll of Protect Weapon or Armor เว้นแต่จะได้รับการป้องกันการโจมตี ของกองกรด (Acid Mound) จะทำให้อาวุธอ่อนแอลง และการถูกโจมตีโดยกองกรดหรือกระสุนจากป้อมกรด (Acid Turret) จะทำให้ชุดเกราะอ่อนแอลง สถานะการป้องกันจะแสดงด้วยเครื่องหมายวงเล็บปีกกา ('}') ตามด้วยตัวอักษรของไอเท็มในช่องเก็บของ แทนที่จะเป็นวงเล็บปิด และมีการอธิบายในหน้าจอรายละเอียดไอเท็ม ความสามารถรูนิกบวกจะหายไปอย่างถาวรจากไอเท็มหากไอเท็มนั้นถูกกัดกร่อนจนระดับการเพิ่มพลังเป็นศูนย์
  • มอนสเตอร์ในดันเจี้ยนไม่ได้เก็บความก้าวร้าวไว้เพื่อคุณทั้งหมด เป็นที่ทราบกันว่าพวกมันมักจะจับกุมและทรมานมอนสเตอร์ตัวอื่นเป็นครั้งคราว เมื่อได้รับการปล่อยตัวเชลยเหล่านี้จะติดตามคุณ และต่อสู้เคียงข้างคุณตลอดไป คุณสามารถใช้ Staves of Healing, Haste, และ Protection กับพันธมิตรของคุณได้เป็นอย่างดี Wands of Empowerment จะทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น และช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ความสามารถใหม่จากคู่ต่อสู้ที่พ่ายแพ้
  • Potions of Incineration (น้ำยาเผาไหม้) สามารถสะกดคำว่าจุดจบที่ไม่พึงประสงค์ให้กับตัวละครที่ไม่ได้เตรียมตัวไว้ ทางที่ดีควร ทดลองน้ำยาที่ไม่ระบุตัวตนใกล้แหล่งน้ำ เพื่อดับเปลวไฟที่อาจเกิดขึ้น แต่โปรดระวังเพราะหากของเหลวที่กำลังไหม้สัมผัสกับน้ำลึก ถ้ำอาจเต็มไปด้วยไอน้ำเดือดอย่างรวดเร็ว
  • เมื่อเล็งกระสุนหรือลำแสงเวทมนตร์ มักจะสามารถโจมตีเป้าหมายที่ดูเหมือนไกลเกินเอื้อมได้ ลองปรับเป้าเล็งไปยังตำแหน่งด้านหลังเป้าหมาย
  • การโจมตีทางกายภาพมอนสเตอร์ที่ยังไม่ได้สังเกตเห็นผู้เล่น เช่น ตัวที่หลับอยู่ หรือกำลังเดินเตร็ดเตร่ หรือถูกทำให้เป็นอัมพาต จะทำให้เกิดการโจมตีที่ทรงพลังอย่างยิ่ง: การโจมตีจะไม่พลาดเลย, จะสร้างความเสียหายสามเท่า, และมอนสเตอร์จะต้องใช้เวลาหนึ่งเทิร์นเพื่อฟื้นตัวก่อนที่จะโต้กลับได้ มอนสเตอร์มีโอกาส 25% ต่อเทิร์น ที่จะสังเกตเห็นผู้เล่น หากพวกมันอยู่ใกล้กว่า "ระยะล่องหน (stealth range)" ของคุณ ซึ่งแสดงอยู่ในแถบด้านข้าง คุณยังสามารถแสดงระยะล่องหนของคุณบนแผนที่ได้โดยการกด ']'. การ ซุ่มอยู่หลังประตู ที่คุณทราบว่าสัตว์ประหลาดกำลังเข้าใกล้ แล้ว ซุ่มโจมตีเมื่อมันเปิดประตู อาจเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ ระยะล่องหนของคุณได้รับผลกระทบจากชุดเกราะ, การล่องหน, ระดับแสงในพื้นที่, แหวนล่องหน, และการที่คุณใช้เทิร์นก่อนหน้าในการพักผ่อนหรือไม่ได้ใช้
  • บึงที่เต็มไปด้วยโคลน จะค่อย ๆ สะสมชั้นของก๊าซในหนองน้ำ (Swamp Gas) ไว้ ระวัง: ก๊าซนี้ไวไฟสูงเมื่อสัมผัสกับเปลวไฟ และการมีภูมิคุ้มกันต่อไฟจะไม่สามารถปกป้องคุณจากการระเบิดที่รุนแรงได้ สิ่งมีชีวิตใด ๆ ไม่ว่าจะมีพลังอำนาจเพียงใด จะสูญเสีย อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของพลังชีวิตสูงสุดจากการระเบิดเพียงครั้งเดียว
  • โดยทั่วไป การกินเสบียงอาหารทันทีที่ตัวละครของคุณเริ่มหิว เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด จะไม่มีโภชนาการใดสูญเปล่าด้วยวิธีนี้ การกินอาหารเป็นวิธีเดียวที่จะฟื้นฟูโภชนาการได้ และไม่มีวิธีอื่นใดที่จะหลีกเลี่ยงข้อกำหนดนี้ได้ อย่าใช้เวลามากเกินไปในพื้นที่ที่คุ้นเคย มิฉะนั้นคุณอาจพบว่าตัวเองมีอาหารไม่เพียงพอต่อการอยู่รอด
  • ทอง (Gold) มีจุดประสงค์เดียวคือการกำหนดคะแนนของตัวละครเมื่อตายหรือได้รับชัยชนะเท่านั้น
  • ระดับที่ลึกกว่านั้นมีกับดักหลุม (Pit Traps), กับดักไฟ (Fire Traps), กับดักก๊าซ (Gas Traps), กับดักตาข่าย (Net Traps), และกับดักน้ำท่วม (Flood Traps) หากคุณรู้ว่าพวกมันอยู่ที่ไหน คุณสามารถกระตุ้นพวกมันจากระยะไกลได้โดยการโยนไอเท็มลงบนแผ่นรับแรงกดของพวกมัน
  • โดยทั่วไปแล้วสามารถสำรวจระดับต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเสี่ยงเข้าไปในหรือข้ามลาวา, รอยแยก, กับดัก, หรือน้ำลึก หาไม่มีเส้นทางปรากฏ ให้ค้นหาตามผนังที่เป็นไปได้ด้วยคำสั่งค้นหา
  • ม้วนคัมภีร์สามารถติดไฟได้และจะสูญหายไปในกองไฟ หากวางอยู่บนพื้น
  • อย่าท้อแท้กับความยากของเกม มีตัวละครเพียงไม่กี่ตัวที่จะรอดชีวิตจาก Dungeons of Doom แต่โอกาสของคุณจะเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อคุณคุ้นเคยกับสมบัติและผู้อยู่อาศัยในดันเจี้ยน หากต้องการความท้าทายที่ง่ายขึ้น ให้ตรวจสอบไฟล์ "Brogue seed catalog.txt" ที่มาพร้อมกับเกมเพื่อเลือกชุดไอเท็มที่คุณต้องการ
ขอให้เพลิดเพลินกับการตะลุยดันเจี้ยนนะครับ


แถม
ใน Brogue เป็นเกมที่เป็นการสุ่มดันเจี้ยนอย่างแท้จริง จะไม่มีด่านที่ซ้ำๆหรือเควสต์บังคับที่ตายตัวในทุกรอบการเล่นเหมือนกับ NetHack เช่น ด่านโซโคบัน (Sokoban หรือ ห้องดันหิน) เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเข้าไปเพื่อเอาไอเท็มพิเศษที่ถูกกำหนดไว้แล้วเสมอ (ในการเล่นตามรูปแบบ)
แต่ใน Brogue มีเป้าหมายเดียวและชัดเจน คือ ลงไปให้ถึงชั้นที่ 26 เพื่ออัญเชิญ Amulet of Yendor แล้วนำกลับขึ้นมาเท่านั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างทางคือการสุ่มทั้งหมด ไม่มีด่านบังคับที่ซ้ำเดิมหรือการทำเควสต์เพื่อเลื่อนขั้นเหมือน NetHack

แทนที่จะเป็นด่านปริศนาที่ตายตัว Brogue จะใช้การสุ่มสร้างปริศนาเชิงสถานการณ์ที่คุณต้องแก้ด้วยการใช้ไอเท็มและสภาพแวดล้อม ปริศนาใน Brogue มักจะมาในรูปแบบของสถานการณ์เฉพาะหน้า เช่น การเจอกล่องสมบัติที่ถูกล้อมรอบไปด้วยลาวาและมีมอนสเตอร์เฝ้าอยู่ คุณจะใช้คทา Blink, หรือ Potion of Flying, หรือ Scroll of Passage เพื่อเข้าถึงมันดี? หรือการถูกล้อมด้วยมอนสเตอร์ในห้องที่มีแก๊สพิษ/ไฟ คุณจะใช้ยา Invisibility, หรือคทา Poison/Firebolt เพื่อจัดการกับสภาพแวดล้อมดี?
แม้ว่า Brogue จะมีห้องสมบัติลับ (Vaults) ซึ่งอาจมีปริศนาเล็ก ๆ ให้ไขเพื่อเข้าถึงไอเท็ม แต่ปริศนาเหล่านี้ก็ถูกสุ่มสร้างขึ้นตามกลไกที่หลากหลาย ไม่ใช่รูปแบบเดียวที่ซ้ำ ๆ กัน เช่น อาจต้องกด Lever ที่ซ่อนอยู่, หรือใช้พลังเวทย์บางอย่างเพื่อเปิดทาง
ดังนั้น ใน Brogue คุณสามารถมั่นใจได้เลยว่า ทุกรอบที่คุณเล่นจะเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่มีอะไรมากำหนดให้คุณต้องเล่นด่านเดิม ๆ ซ้ำอีกครับ!

ลิ้งค์แนะนำเพิ่มเติม
แนะนำการเล่น Brogue สำหรับมือใหม่ (ภาษาไทย) แนะนำเทคนิคการเล่น Brogue สำหรับมือใหม่ โดยหลักที่เน้นการปรับตัวและการตัดสินใจอย่างมีหลักการ

02 ตุลาคม 2568

ย่อขนาด PDF แบบ Offline ด้วย Ghostscript บน Linux


Ghostscript เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ทรงพลังสำหรับผู้ใช้งาน Linux ที่ต้องการลดขนาดไฟล์ PDF แบบออฟไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบริการออนไลน์ใด ๆ คำสั่งนี้ใช้งานลดขนาดได้หลากหลาย แต่ในที่นี้เราจะใช้ในการปรับโครงสร้างและลดขนาด PDF โดยเฉพาะสำหรับไฟล์ที่มีความละเอียดสูง Ghostscript จะเป็นทางออกที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การบีบอัดไฟล์ PDF ด้วย Ghostscript นั้นทำผ่าน Terminal [Ctrl+Alt+t] โดยใช้คำสั่งหลักที่ระบุทั้งไฟล์ต้นฉบับ (แนะนำความควรให้อยู่ใน Home เพื่อความสะดวก หากไม่ได้อยู่ในโฟลเดอร์ Home ให้ระบุพาธเต็ม), ไฟล์ปลายทาง, และระดับคุณภาพที่คุณต้องการ ซึ่งระดับคุณภาพนี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดอัตราการบีบอัด ใช้คำสั่งมาตราฐานดังนี้

gs -sDEVICE=pdfwrite -dCompatibilityLevel=1.4 -dPDFSETTINGS=/ระดับคุณภาพ -dNOPAUSE -dBATCH -sOutputFile=ไฟล์ใหม่.pdf ไฟล์เดิม.pdf

หัวใจสำคัญของคำสั่งนี้คือตัวแปร -dPDFSETTINGS ที่คุณสามารถเลือกตั้งค่าได้ตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานไฟล์ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความละเอียด (DPI) และระดับการบีบอัดของรูปภาพภายในเอกสาร (อธิบายแต่ละคำสั่งอย่างละเอียด ดูในส่วนแถมท้ายบทความ)

ระดับคุณภาพที่แนะนำ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
  • /screen ให้ไฟล์ที่มีขนาดเล็กที่สุด (72 DPI) เหมาะสำหรับการดูบนหน้าจอเท่านั้น หรือเพื่อแนบส่งอีเมลที่มีข้อจำกัดด้านขนาดไฟล์
  • /ebook ให้ขนาดไฟล์ที่เล็กพร้อมคุณภาพที่สามารถอ่านได้ดี (150 DPI) เป็นทางเลือกที่สมดุลที่สุดสำหรับการอ่านทั่วไปและการส่งต่อ
  • /printer ให้คุณภาพสูง (300 DPI) เหมาะสำหรับการพิมพ์เอกสาร แต่ขนาดไฟล์จะยังเล็กกว่าไฟล์ต้นฉบับที่ไม่มีการบีบอัด
  • /prepress ให้คุณภาพสูง (300 DPI) งานโรงพิมพ์มืออาชีพ (ขนาดจะใหญ่ขึ้น)
  • /default คุณภาพต้นฉบับ ไม่มีการบีบอัด
ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการย่อไฟล์ Report_Original.pdf เพื่อให้เป็นไฟล์อีบุ๊กที่ขนาดเล็กลง แต่ยังคงอ่านได้ชัดเจน คุณควรแทนที่ /ระดับคุณภาพ ด้วย /ebook และกำหนดชื่อไฟล์เอาต์พุตให้เหมาะสม การใช้ Ghostscript เป็นการบีบอัดโดยตรงบนระบบปฏิบัติการของคุณเอง ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะยังคงเป็นส่วนตัวและปลอดภัยโดยไม่ต้องอัปโหลดขึ้นไปยังเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ใด ๆ เลยครับ

แถม
อธิบายคำสั่ง
  • sDEVICE=pdfwrite กำหนดให้อุปกรณ์ขาออก (Output Device) เป็นการเขียนไฟล์ในรูปแบบ PDF
  • dCompatibilityLevel=1.4 ตั้งค่าระดับความเข้ากันได้ของไฟล์ PDF ผลลัพธ์ให้เป็นเวอร์ชัน 1.4 เพื่อความมั่นใจว่าเปิดได้กับโปรแกรมอ่าน PDF ส่วนใหญ่ทั้งเก่าทั้งใหม่และมีการบีบอัดที่ดี แต่ยังสามารถตั้งค่าเป็น 1.5, 1.6, 1.7 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นใหม่กว่าได้ ขึ้นอยู่กับเวอร์ชั่นของ Ghostscript ด้วย แต่ก็ต้องมั่นใจว่าโปรแกรมเปิด PDF ไม่เก่าเกินไป เช่น หากตั้งค่าที่ 1.5 จะต้องมั่นใจว่าโปรแกรมเปิดไม่เก่ากว่าปี 2003 เป็นต้น
  • dPDFSETTINGS=/ระดับคุณภาพ ตัวกำหนดหลักในการบีบอัดไฟล์
  • dNOPAUSE สั่งให้ไม่หยุดรอการกดปุ่มในระหว่างการประมวลผล
  • dBATCH สั่งให้ทำงานในโหมดอัตโนมัติและออกจากการทำงานทันทีหลังจากประมวลผลเสร็จสิ้น
  • sOutputFile=ไฟล์ใหม่.pdf กำหนดชื่อไฟล์ปลายทางที่ถูกบีบอัดแล้ว ซึ่งจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่
  • ไฟล์เดิม.pdf ระบุชื่อไฟล์ PDF ต้นฉบับที่คุณต้องการนำมาบีบอัดที่อยู่ใน Home หากไม่ได้อยู่ในโฟลเดอร์ Home ให้ระบุพาธเต็ม
ถ้าไฟล์เดิมโครงสร้างมีปัญหาจะขนาดไม่ลด โดยเฉพาะไฟล์ภาพสแกน ตอนสร้างไฟล์เสร็จอาจมีการแจ้งปัญหา และขนาดไฟล์ใหม่ไม่เปลี่ยนแปลง แนะนำให้เปิดไฟล์ต้นฉบับแล้วทำการปริ้นหรือเซฟออกมาเป็น PDF อันใหม่ (Print to File หรือ Save as...) อาจจะทำให้โครงสร้างที่มีปัญหาได้รับการจัดระเบียบใหม่ และลองใช้ไฟล์ใหม่นี้ทำการบีบอัดลดขนาดอีกครั้ง

ศึกษาเพิ่มเติม