Sponsor

12 กุมภาพันธ์ 2569

Tactical nap - การงีบเชิงยุทธวิธี เพื่อกู้คืนพลังงานในภารกิจที่ยืดเยื้อ

ภาพถ่ายโดย Suzy Hazelwood: https://www.pexels.com/th-th/photo/18455958/

以治待亂,以靜待譁,此治心者也。
孫子兵法
軍爭第七

อาศัยระเบียบรอวุ่นวาย, อาศัยเงียบสงบรออึกทึก, นี่คือการจัดการจิตใจ.
พิชัยสงครามซุนจื่อ
บทที่ 7 กองทัพสัประยุทธ์

ในสมรภูมิแนวหน้าที่ยืดเยื้อ บางครั้งการนอนหลับยาวต่อเนื่องอย่างเต็มรูปแบบอาจเป็นไปไม่ได้เลย การงีบเชิงยุทธวิธีเมื่อมีโอกาส จึงเป็นเทคนิคที่จำเป็นเพื่อกักเก็บพลังงานสำรอง และให้เราทำภารกิจได้ลุล่วงตามเป้าหมายก่อนที่ร่างกายจะพังจากการอดนอน เมื่อสถานการณ์ภายนอกควบคุมไม่ได้ เราต้องควบคุมสภาวะภายในแทน
เทคนิคนี้เดิมเป็นเทคนิคของทหาร แต่เราจะมาเรียนรู้และปรับใช้ในชีวิตประจำวันกันครับ

ประโยชน์ของการงีบเชิงยุทธวิธี
การอดนอนจำเป็นต้องได้รับการชดเชยด้วยการงีบในเวลากลางวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางร่างกายและจิตใจให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีความตึงเครียดสูง
การงีบเชิงยุทธวิธีไม่ได้มีไว้สำหรับทหารในสนามรบเท่านั้น แต่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ
ทีมงีบเชิงยุทธวิธี
การพักผ่อนนั้นดีที่สุด
http://t.ly/wnXe6

  • คนทำงานหามรุ่งหามค่ำ หรืออดหลับอดนอน: ที่ต้องการรักษาความเฉียบคมในการตัดสินใจ
  • แม่ลูกอ่อน: ผู้ที่สมรภูมิการนอนถูกขัดจังหวะตลอด 24 ชั่วโมง
  • ผู้ปฏิบัติภารกิจฉุกเฉิน: ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

การงีบเชิงยุทธวิธีภาคปฏิบัติ
  • หาตำแหน่งที่ปลอดภัยและเงียบสงบ: จะนั่งงีบบนเก้าอี้ หรือถ้ามีที่นอนราบได้ก็ยิ่งดี หากอยู่ในที่สาธารณะควรมีคู่หูที่ตื่นอยู่คอยเฝ้าระวัง แต่หากอยู่คนเดียวคนหามุมที่ปลอดภัย เก็บของมีค่าไว้ในที่ที่รู้สึกได้หากมีการขยับ เช่น กอดกระเป๋าเอาไว้ เป็นต้น และเตรียมทางหนีทีไล่ให้พร้อม
  • เวลาในการงีบ: 10-20 นาที เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด หรือ 5-10 นาทีก็พอไหว ช่วยรีเซ็ตสมาธิได้ แต่ถ้ามีเวลางีบต่ำกว่า 5 นาที ให้เน้นการสงบนิ่งเชิงยุทธวิธี (Tactical Stillness; NSDR (Non-Sleep Deep Rest)) แทน คือแค่พักสายตาหายใจลึกๆทำสมาธิก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง ดีกว่าไม่งีบเลย และควรตั้งนาฬิกาปลุก (แบบสั่น) เพื่อไม่ให้เกินเวลา เพราะถ้าหลับลึกไปแล้ว (30 นาที+ แต่ไม่ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง) ตื่นมาอาจมีอาการงัวเงียหลังตื่นนอน (เมาขี้ตา) มึนจนอาจทำภารกิจที่ต้องใช้สมาธิสูงแบบทันทีไม่ได้ (เว้นแต่ว่าภารกิจไม่เร่งด่วนเหมือนทหารก็คงไม่เป็นไรมาก)
  • การจัดท่าทาง: ถ้ามีที่นอนราบจะดีที่สุดสำหรับการฟื้นฟู หากนอนราบไม่ได้ ถ้าเก้ากี้มีพนักสูงหรือเอนได้ ให้งีบบนเก้าอี้ กางขาออกเล็กน้อยประมาณไหล่ (การกางขาออกเล็กน้อยเป็นการป้องกันการสับผงกจนหน้าคว่ำ) แล้วก็เอนตัวเอาศีรษะพิงพนัก หากไม่มีพนักสูงอาจเอาศีรษะพิงผนัง หากไม่มีผนัง ให้เอาแขนรองบนโต๊ะแล้วฟุบหน้าผากลงบนแขน (ไม่ควรตะแคงหน้าเพราะจะเข็ดคอ) หากไม่มีโต๊ะ ให้เอาแขนรองบนเข่าแล้วฟุบหน้าลงไปเลย หรือจะนั่งงีบนิ่งๆตรงๆบนเก้าอี้ก็ได้เหมือนทำสมาธิ แม้การสับผงกอาจรบกวนการงีบที่ต่อเนื่องก็จริง แต่ก็เป็นระบบเตือนภัยหากอยู่ในที่สาธารณะ แต่ถ้าอยู่ในที่ปลอดภัยก็ควรหาที่พิงศีรษะเพื่อจะได้งีบอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีที่นั่ง การยืนงีบก็เป็นไปได้ในกรณีจำเป็น แต่ต้องมีที่ผิงหลังและยืนกางขาย่อเล็กน้อย ยืนงีบอาจจะงีบไม่ลึกแต่ตื่นตัวไวที่สุด
  • การงีบ: หลับตา ผ่อนคลายร่างกาย ทำใจให้สงบ ไล่ความรู้สึกไปตามส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อดึงความสนใจออกจากความคิด จะหลับไม่หลับก็ไม่เป็นไร ถือว่างีบแล้ว
  • การตื่น: เมื่อนาฬิกาปลุกเตือนแล้วให้ตื่นทันที ปรับตัวสักครู่ ตรวจสอบอุปกรณ์ของตัวเอง แล้วเริ่มภารกิจต่อได้

https://www.dvidshub.net/news/414417/tactical-napping-and-other-tips-sleep-well-deployment

การหาจังหวะงีบ
  • ทหารหรือผู้ปฏิบัติงานระดับสูงไม่ได้งีบเพราะง่วงแต่เพราะคำนวณแล้วว่าพลังงานอาจจะไม่พอ จงฉวยโอกาสงีบทุกครั้งที่สถานการณ์เอื้ออำนวย แม้จะเป็นเวลาเพียง 5-10 นาทีก็ตาม เพื่อสะสมเสบียงพลังงาน เพราะเราไม่อาจรู้เลยว่าการปะทะครั้งต่อไปจะกินเวลานานแค่ไหน
  • ถ้าในอีก 6 ชั่วโมงข้างหน้า คุณต้องใช้สมาธิสูงสุด เช่น ประชุมสำคัญ ขับรถทางไกล วางแผนกลยุทธ์ เป็นต้น และถ้าตอนนี้มีโอกาสพัก 10-20 นาที จงงีบ แม้ไม่ง่วงก็ตาม
  • หากมีเวลาพอ การงีบ 90 นาที หรือ 1 ชั่วโมงครึ่ง จะครบหนึ่งวงจรการนอน (Sleep Cycle) ช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจได้ดีกว่า
  • หากคุณรู้ว่าคืนนี้ต้องอยู่เวร หรือต้องทำงานลากยาวถึงตี 2 การงีบตอนบ่าย 15 นาทีแม้จะไม่ง่วง คือการฉีดวัคซีนป้องกันความล้าไว้ล่วงหน้า
  • สำหรับแม่ลูกอ่อน อาจต้องชิงงีบเมื่อลูกหลับ "ลูกหลับแม่งีบ" สำคัญคือควรตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อลดความพะวงและงีบได้อย่างสนิทใจ เพราะถ้ารอให้ตื่นเพราะลูกร้องจะทำให้เกิดความเครียดสะสมสูงกว่าการตั้งปลุกล่วงหน้า (ควรตั้งปลุกแบบสั่นเพื่อไม่ให้รบกวนลูกหากลูกยังไม่ตื่น) แต่ก็เข้าใจว่าตอนลูกหลับอาจต้องทำงานบ้านอื่นด้วย แต่ก็จำเป็นที่จะต้องแบ่งเวลางีบเอาไว้ด้วยหลังทำงานบ้านไปส่วนหนึ่ง
  • เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการงีบหลับกลางวันตามหลักแพทย์แผนจีน คือ ในระหว่างเวลา 11-13 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาของเส้นลมปราณหัวใจ การงีบหรือสงบนิ่งในช่วงนี้เพียงเล็กน้อยจะช่วยบำรุงหัวใจและระบบหมุนเวียนเลือดได้ดีเยี่ยม แม้คนที่ไม่อดนอนก็ควรงีบเวลานี้ทุกวันเพื่อบำรุงหัวใจ หรือหากช่วงเวลางีบนี้แคบไป หาจังหวะงีบไม่ได้เลย ผู้ที่อดนอนอาจขยายเวลาฉวยจังหวะเป็นช่วงระหว่างเวลา 11-15 นาฬิกาก็ได้ นับว่าดีรองลงมา
แต่ถ้าสามารถนอนตอนกลางคืนตามปกติได้ ก็ไม่ควรงีบช่วงใกล้เวลานอน เพราะจะทำให้ตอนถึงเวลานอนจริงจะนอนไม่หลับเอานะครับ ยกเว้นว่าขับรถแล้วง่วงจริงๆควรแวะงีบทันที แม้ใกล้เวลานอนจริงก็ควรแวะปั้มงีบก่อน แล้วค่อยขับต่อเพื่อกลับไปนอน จะปลอดภัยกว่าครับ

กลยุทธ์การจัดการ
การงีบเชิงยุทธวิธีเป็นเพียงการชดเชย แต่ไม่อาจแทนที่การนอนหลับตามปกติได้ เป็นเพียงการชะลอการล่มสลายของระบบประสาทเท่านั้น ใช้ในกรณีภารกิจฉุกเฉินที่ถึงขั้นต้องอดหลับอดนอนเท่านั้น
การงีบ 20 นาที 3 ครั้ง (รวม 1 ชั่วโมง) แม้จะไม่ดีเท่าการนอนยาว 1 ชั่วโมงครึ่งรวด แต่ช่วยรักษาระดับการตัดสินใจไม่ให้ผิดพลาดในระดับร้ายแรงได้ หากมีโอกาสพัก 1 ชั่วโมง หัวหน้าทีมอาจสั่งแบ่งกำลังครึ่งหนึ่งนอน 20-30 นาที แล้วสลับกัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีคนตื่นคอยระวังภัยอยู่เสมอ (หลักการกระจายความเสี่ยง)
การฉวยโอกาสงีบทุกครั้งที่ทำได้นั้นเหมาะสำหรับคนที่ไม่แน่นอนว่าจะมีโอกาสได้นอนอีกเมื่อไหร่เท่านั้น แต่สำหรับคนที่อาจแค่นอนน้อยแต่มีเวลานอนที่แน่นอน ไม่แนะนำให้งีบทุกครั้งที่มีโอกาสเพราะมันจะมากเกินไปและไม่คุ้มกับประสิทธภาพ แนะนำให้งีบในช่วงเวลาหลักก็พอคือ 11-13 นาฬิกา ไม่ว่าจะงีบ 20 นาที หรือยาว 1 ชั่วโมงครึ่งไปเลยก็ได้ถ้าสะดวก ส่วนนอกเหนือจากเวลาหลักนั้นถ้าง่วงก็งีบ

ขีดจำกัด
เป็นธรรมดาที่ร่างกายมนุษย์ต้องอยู่ภายใต้กฎทางชีววิทยา ในทางยุทธวิธีมีเส้นตายที่ไม่ควรข้าม คือ 72 ชั่วโมง (3 คืน) นี่คือจุดที่ระบบประสาทจะเริ่มพังทลาย หลังจาก 72 ชั่วโมงที่ไม่ได้นอนยาวเลย แม้จะงีบสั้นๆมาตลอดก็ตาม มนุษย์จะเริ่มเห็นภาพหลอนและเสียการควบคุม
ขีดจำกัดขั้นต่ำของการอดนอน มักจะกำหนดให้มีการนอนยาวอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง ทุกๆ 24-48 ชั่วโมง (1-2 วัน) เพื่อรีเซ็ตระบบประสาทและป้องกันความเสียหายถาวรของเซลล์สมอง
สรุปก็คือ หากคุณอดนอนติดต่อกัน ต้องห้ามเกิน 2 คืนโดยไม่มีการหลับยาว และในระหว่างวันให้งีบเชิงยุทธวิธี 10-20 นาที ทุกครั้งที่มีช่องให้ทำ และคืนที่ 3 ต้องนอนตามปกติได้แล้ว

หากคุณง่วง โดยเฉพาะตอนขับรถทางไกล คำว่า "แข็งใจหน่อย" คือคำโกหกที่อันตรายที่สุด

เสียเวลางีบเพียงไม่กี่นาที
ดีกว่าฝืนทำงานจนผิดพลาด
แล้วต้องตามแก้เป็นวันๆ
หรือบางเรื่อง
อาจไม่มีโอกาสแก้อีกเลย...

สุดท้ายนี้
การงีบเชิงยุทธวิธีไม่ใช่การหลับพร่ำเพรื่อ แต่เป็นการฉวยโอกาสทางยุทธศาสตร์เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านพลังงานของร่างกายและความแจ่มใสของจิตใจเอาไว้ หากคุณนอนน้อยแต่มีเวลานอนที่แน่นอนให้งีบช่วง 11-13 นาฬิกาเป็นหลัก แต่หากคุณต้องอยู่ในสภาวะที่ต้องอดนอนและเวลานอนก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ไม่รู้ว่าจะได้นอนอีกเมื่อไหร่ ควรงีบสั้นๆทุกครั้งที่มีโอกาส เช่น ช่วงนั่งรอต่างๆ ช่วงเดินทางกับรถโดยสาร ฯลฯ จะช่วยให้คุณรักษาวิสัยทัศน์ในการปฏิบัติการได้ดีกว่าการพึ่งเครื่องดื่มชูกำลังเพียงอย่างเดียว

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ
ขอให้นอนหลับอย่างมีความสุขครับทุกท่าน ^-^
Zzzzz Zzzzz

https://www.military.com/daily-news/2021/03/02/tactical-naps-caffeine-jolts-military-sleep-study-recommends-new-policies-better-troop-rest.html

แถม
สูตรลับ งีบพร้อมกาแฟ (Coffee Nap)
หากต้องการความตื่นตัวสูงสุดหลังตื่นจากการงีบ ให้ดื่มกาแฟทันทีก่อนงีบ 20 นาที คาเฟอีนจะออกฤทธิ์กับจังหวะที่คุณตื่นพอดี

คำเตือนเชิงยุทธศาสตร์: ตามหลักแพทย์แผนจีน การดื่มกาแฟไม่ใช่การเติมพลังงานแก่ร่างกาย แต่เป็นการดึงพลังงานในสำรองของร่างกายมาใช้ล่วงหน้า หากดื่มบ่อยเกินไปจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมได้ (หยินพร่อง) ดังนั้น ควรดื่มเฉพาะยามจำเป็น และหมั่นบำรุงร่างกายเพื่อรักษาความสมดุลและหาเวลานอนหลับพักผ่อนชดเชยให้ถึงแก่นเสมอด้วยนะครับ

นี่คือเอกสาร การงีบเชิงยุทธวิธี (Tactical Napping) ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยกองทัพบกสหรัฐฯวอลเตอร์ รีด (Walter Reed Army Institute of Research; WRAIR) เพื่อช่วยให้กำลังพลรักษาความพร้อมและประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่

แปลและสรุปได้ใจความว่า

การงีบเชิงยุทธวิธี (Tactical Napping)
โดย WRAIR
การงีบเชิงยุทธวิธีคือการนอนระยะสั้นเพื่อรักษาความพร้อมและสมรรถภาพของกำลังพล โดยมีเป้าหมายคือการนอนให้ครบอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวันเพื่อสุขภาพและประสิทธิภาพสูงสุด ทหารควรทำการสะสมการนอนก่อนเริ่มภารกิจ งีบเมื่อมีโอกาสระหว่างปฏิบัติการเพื่อฟื้นฟูร่างกาย และต้องนอนหลับชดเชยหลังจบภารกิจเพื่อกู้คืนสมรรถภาพที่เสียไป
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมควรจะมืด เงียบ และเย็น แต่ห้ามนอนในบริเวณที่เสี่ยงอันตรายอย่างเช่น บริเวณด้านหน้า ด้านหลัง หรือข้างใต้ ยานพาหนะโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ควรระวังอาการงัวเงียหลังตื่นนอน โดยควรพัก 10-20 นาทีก่อนเริ่มงานสำคัญ และไม่ควรงีบใกล้เวลาเข้านอนปกติเพราะจะกระทบต่อการนอนหลักได้

การนอนหลับเพื่อแก้ปัญหาของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ

อ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติม

10 กุมภาพันธ์ 2569

บ่มเพาะสหัชญาณ (Intuition) ผ่านเกมปริศนา Puzzle

https://stockcake.com/i/vintage-detective-desk_310519_116566

ในชีวิตประจำวันเราทุกคนต่างใช้สมองทั้งสองซีกประสานกันเพื่อทำสิ่งต่างๆเป็นปกติอยู่แล้วตามเหตุปัจจัย ในการเล่นเกมปริศนา Puzzle หรือหมากกระดานเพื่อฝึกสมองนั้น แม้สมองทั้งสองซีกจะต้องทำงานร่วมกัน (ซึ่งทำงานร่วมกันเสมอ) แต่ตัวเกมส่วนใหญ่จะเน้นไปทางการฝึกสมองส่วนตรรกะ (Logic) ของสมองซีกซ้ายเป็นหลัก อาจทำให้เราเคร่งเครียดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมักเป็นเกมที่ใช้การคำนวณมากกว่าการใช้ความรู้สึกของสมองซีกขวาหรือสหัชญาณ (intuition) เกมแนวตรรกะมีมากมายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น KenKen, Sudoku, Hitori, Klotski, Murdle, หมากรุก, หมากล้อม, และอื่นๆอีกมากมาย แต่เกมสำหรับสหัชญาณไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก ดังนั้น บทความนี้จะมาแนะนำเกมสำหรับฝึกสหัชญาณกันพอสังเขปครับ

สหัชญาณคืออะไร?
สหัชญาณ (Intuition) ในที่นี้หมายถึง ความรู้ที่เกิดขึ้นเองจากความรู้สึกของสัญชาตญาณ เหมือนแบบเราเห็นบางอย่างแล้วเรารู้สึกว่า "เออ อันนี้มันใช่" โดยไม่ต้องมานั่งคิดคำนวณ นั่งทดกระดาษ นั่งพล๊อตกราฟ หรือนั่งตีตารางเพื่อหาค่าอะไรทั้งสิ้น แค่เห็นปุ๊บรู้ได้เลยว่ามันใช่ แบบ "ปิ๊งแวบ" ขึ้นมาเอง เป็นความไวเหนือตรรกะ ที่ไม่ใช่การเดาส่งเดช
ซึ่งสหัชญาณนี้มันเกิดจากการบ่มเพาะประสบการณ์ซ้ำๆ เห็นซ้ำๆ จนจำได้ขึ้นใจ เหมือนสมองหรือร่างกายจำรูปแบบของสิ่งต่างๆเหล่านั้นได้เอง พอเห็นปุ๊บก็รู้แล้วด้วยประสบการณ์ หรือที่เราเรียกกว่าความเก๋าของผู้มีประสบการณ์นั่นแหละครับ จะเป็นอะไรที่บางคนอาจอธิบายไม่ถูก แต่เขาทำได้

ประโยชน์ของสหัชญาณในชีวิตประจำวันเพื่อชีวิตที่ไหลลื่น
สหัชญาณจะช่วยประหยัดพลังงานในการคิดกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น กินอะไรดี? ทำสนุกๆดี? ฯลฯ และร่างกายจะไวกับการเปลีี่ยนแปลงที่ไม่ปกติของสภาพแวดล้อม เหมือนที่เรียกว่ามีเซ้นส์ มีความรู้สึกฉับไวขึ้น รับรู้ความรู้สึกของร่างกายได้ดีขึ้น เช่น ถ้ารู้สึกหวั่นๆแล้วเดินหมากผิดทุกที ก็เป็นไปได้ว่าหากรู้สึกหวั่นๆในชีวิตประจำวันก็เป็นไปได้ว่าถ้าทำอะไรไปนั่นอาจไม่ส่งผลดี ถ้าเดินหมากแล้วรู้สึกโล่งใจแล้วหมากนั้นก็ดีด้วย ก็เป็นไปได้ว่าถ้าในชีวิตประจำวันรู้สึกแบบนั้นสิ่งที่ทำอยู่ก็อาจจะเป็นผลดี เป็นต้น ในระดับนี้คือสหัชญาณของร่างกายเริ่มพูดกับเราได้ชัดเจนขึ้นแล้ว หรือพูดง่ายๆคือ "ต่อมเอ๊ะ" ทำงานดีขึ้น

ดังนั้น การจะเล่นเกมใดใดเพื่อฝึกสหัชญาณจำเป็นต้องเล่นด้วยการลองผิิดลองถูกจากความรู้สึกแรก ก็เล่นไปเลย ไม่ว่าจะเล่นจบหรือไปต่อไม่ได้ ก็ New game เริ่มใหม่ (การเริ่มใหม่บ่อยๆช่วยลดความกลัวต่อความผิดพลาด ทำให้ใจนิ่งพอที่จะเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ) ทำซ้ำๆอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ร่างกายจะเริ่มจำรูปแบบ จะผิดจะถูกร่างกายจะรับรู้เองปรับตัวเองไปเรื่อยๆจนกว่าจะถูกเอง แล้วสหัชญาณจะค่อยๆแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆทีละนิดทีละหน่อย หากเล่นด้วยวิธีนี้ เกมอะไรก็ใช้ฝึกสหัชญาณได้หมด แต่หากใช้เกมที่เหมาะกับการฝึกสหัชญาณก็จะเหมาะสมกว่าหน่อย ขอยกคัดสรรมาพอสังเขปดังนี้

เกมที่เหมาะกับการฝึกสหัชญาณ
เรียนรู้การสุ่มแบบพกพา เล่นได้หลายเกม


ไพ่มีเกมเล่นคนเดียวอยู่หลายเกม หากรู้วิธีเล่นพกเพียงสำรับเดียวก็เล่นได้หลากหลาย ฝึกเล่นให้เร็วด้วยแวบแรก ลองเลือกเกมไพ่เล่นคนเดียวที่น่าสนใจได้จากบทความไพ่เล่นเกมอะไรได้บ้าง?

ยอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้ดีที่สุดในบริบทปัจจุบัน เป็นเกมที่จำลองโลกความจริงได้สมจริงที่สุด


เกมนี้อาจไม่ใช่เกม Puzzle แต่เป็นหมากกระดานทอยเต๋าเล่นสองคนที่ใช้ฝึกสหัชญาณได้ดีเยี่ยม ให้ฝึกเล่นด้วยแวบแรกที่รู้สึก แล้วดูภาพรวมของรูปหมากบนกระดาน เล่นแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา เน้นเล่นให้มากที่สุดและเล่นให้เร็วที่สุด โดยไม่ต้องสนแพ้ชนะ โดยต้องตั้งใจเล่นอย่างมีสติ อย่าวู่วาม อย่าเล่นมั่ว สติเท่านั้นที่แยกการฝึกสหัชญาณออกจากความวู่วาม (สติคือการเฝ้าดูแวบแรก ไม่ใช่การปล่อยตัวตามแรงขับชั่ววูบ) ทั้งยังช่วยฝึกให้ยอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ในชีวิตจริงด้วย ซึ่งไม่ต่างจากการทอยเต๋า
คลิกเพื่ออ่านวิธีเล่นแบ็กแกมมอน (ภาษาไทย) ได้เลยครับ (แนะนำให้อ่านรวมบทความที่เกี่ยวข้องที่อยู่ส่วนท้ายบทความด้วยนะครับ ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการบำเพ็ญด้วยหมากกระดานสำหรับคนชอบสายนี้)

ความสมดุลและมโนภาพ ฝึกการมองภาพรวม รัศมี และความสมมาตร


เกมนี้เป็นเกม Puzzle ในการหาความสมดุล โดยขีดเส้นล้อมรอบดวงดาวอย่างสมมาตรโดยให้ดวงดาวอยู่ตรงกลางพื้นที่ ให้ครบทุกดวง และทุกช่อง เป็นการฝึกสมองสหัชญาณเชิงรูปทรงของสมองซีกขวา ให้เล่นด้วยการมองหาพื้นที่ว่างของความสมดุลทั้งหมด แล้วขีดเส้นตามความรู้สึกรวดเดียว อย่าเล่นแบบนับช่อง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเกมตรรกะไป ให้เล่นด้วยความรู้สึก มองด้วยสายตากว้างๆแบบภาพรวมแล้วให้รู้สึกถึงการแผ่รัศมีที่สมมาตรที่สุดจนครบ แล้วลุยเลย ถ้าทำไม่ได้ก็เริ่มใหม่ New game อย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วสหัชญาณจะเริ่มจำรูปทรงได้เอง หากรู้สึกว่ายากไปก็ลดขนาดเป็น 3x3, 4x4, 5x5, 6x6 ก่อนก็ได้ เอาแบบที่เราเล่นแล้วมองเห็นการล้อมกรอบให้เร็วที่สุด แล้วค่อยเล่นตารางมาตราฐาน 7x7 ขึ้นไปภายหลัง (คลิกที่ชื่อเกมเพื่อเข้าเล่นฟรีผ่านเบราเซอร์ได้เลย)

การเชื่อมโยงเหตุปัจจัย ฝึกการมองหาโครงข่ายที่เกี่ยวข้องโยงใย


แต่ละเกาะสามารถสร้างสะพานได้จำนวนจำกัดตามตัวเลขที่ระบุไว้บนเกาะ ในเกมให้เราทำการเชื่อมสะพานให้ครบโดยไม่ขาดไม่เกินในแต่ละเกาะ เกมนี้อาจติดตรรกะมาสักหน่อย แต่หากเล่นเร็วๆ อาศัยความคุ้ยเคยจะเป็นเกมที่ฝึกสหัชญาณได้ดีอีกเกมหนึ่ง

ฝึกความลื่นไหลและการปรับตัวตามสถานการณ์


เกมนี้เล่นง่าย อาศัยความรู้สึกได้เลย โดยให้เรากดสีที่ต้องการจะล้นกลืนไปรวมตัว โดยตอนเริ่มเกมจะโฟกัสที่มุมซ้ายบน ให้เรากดที่สีที่เราต้องการให้มุมซ้ายบนเปลี่ยน มันก็จะเปลี่ยนเป็นสีนั้นแล้วกลืนไปกับสีนั้น จากนั้นก็กดสีอื่นๆต่อไปเพื่อให้กลืนสี และเกมจะจบลงเมื่อเรากดครบจำนวนที่เกมจำกัดเอาไว้หรือเรากลืนสีทั้งหมดเป็นสีเดียวได้ในตอนจบ อาจจะฟังดูงงๆ แต่ลองกดเล่นๆดูก็จะเข้าใจเองว่าเล่นยังไงครับ เกมนี้เป็นเกมเบาๆฝึกสหัชญาณได้ดีมากอีกเกมหนึ่ง แทบจะใช้ความรู้สึกล้วนๆ เล่นแบบให้มือขยับไปก่อนความคิดจะเริ่มไปเลย เหมาะกับการเล่นเผื่อผ่อนคลาย เป็นฝึกความยืดหยุ่น คือ การยอมรับกระแสสีที่เปลี่ยนไป เหมือนยอมรับสถานการณ์ที่คุมไม่ได้ในชีวิตจริง

อ่านความเสี่ยง ฝึกความนิ่งในวิกฤต


เกมนี้คลาสสิค หลายคนน่าจะคุ้นหน้าคุณตากันดี กดเพื่อเปิดพื้นที่ปลอดภัยและดูตัวเลขที่บอกจำนวนระเบิด และปักธงเพื่อทำเครื่องหมายและป้องกันการเผลอกด ถ้าจะเล่นแบบฝึกสหัชญาณอาจลองเล่นแบบไม่ต้องปักธง เพื่อบังคับให้ร่างกายจำรูปแบบพื้นที่อันตรายด้วยมโนภาพ แทนการใช้เครื่องมือช่วยจำ หากแพ้ก็แค่ New Game

เกม Puzzle ที่แนะนำเป็นเกมฟรีทั้งหมด คัดมาจากเกมชุดของ Simon Tatham's Puzzles เป็นแอปฟรีเล็กๆที่มีเกมคลาสสิคให้เล่นถึง 39 Puzzles โหลดมาเล่นในมือถือได้ โดยในแอปนี้ได้เปลี่ยนชื่อเพื่อเลี่ยงลิขสิทธิ์ เช่นเปลี่ยน KenKen เป็น Keen, Sudoku เป็น Solo, Hitori เป็น Singles ฯลฯ เป็นต้นครับ แต่เป็นเกมเดียวกันไม่มีปัญหาอะไร
สามารถเล่นฟรีผ่านหน้าเว็บได้ที่ https://www.chiark.greenend.org.uk/~sgtatham/puzzles/


การฝึกและการพัก
การฝึกสหัชญาณคือการพาตัวเองเข้าสู่สภาวะไหลลื่น หากเมื่อไหร่ที่เริ่มรู้สึกตัวว่าเครียดหรือเริ่มหัวร้อน นั่นคือสัญญาณให้พักทันที
เล่นอย่างผ่อนคลายและมีสติที่สุด โดยการเล่นให้เร็วๆและเล่นบ่อยๆเพื่อเพิ่มชั่วโมงบินจะช่วยฝึกสหัชญาณได้ดีที่สุด เมื่อหัดแรกๆต้องเละอย่างแน่นอน คือแพ้ราบคาบ แต่ก็ปล่อยให้มันเป็นไป แค่ New game เล่นใหม่เรื่อยๆ แพ้ชนะถือว่าฝึก เล่นด้วยแวบแรกอย่างมีสติไม่มั่ว แต่หากเล่นจนสมองล้าหัวตึง เหนื่อย ง่วง เบลอ ฯลฯ ควรหยุดพัก เพื่อให้สมองได้เรียบเรียงและดูดซึมรูปแบบที่ได้เรียนรู้มา อย่าฝืนฝึกต่อทั้งที่หัวตัน เพราะจากการคิดแบบฉับพลันจะกลายเป็นการคิดแบบวู่วาม ซึ่งเป็นพิษต่อสหัชญาณอย่างมาก ดังนั้น มีหยางต้องมีหยินฉันใด มีฝึกก็ต้องมีพักฉันนั้น เพราะการพักก็สำคัญไม่แพ้การฝึกเลย ยิ่งกินอิ่มนอนหลับพักผ่อนจิตใจผ่อนคลายเท่าไหร่ สหัชญาณก็จะยิ่งแจ่มชัดมากขึ้นเท่านั้น

สหัชญาณแห่งชีวิต
การใช้เกมหรือหมากกระดานฝึกสหัชญาณนั้นเปรียบเสมือนการลับคมของดาบ การลองใช้สหัชญาณในชีวิตประจำวันเป็นการฝึกท่วงท่าฟันดาบ การฝึกสหัชญาณผ่านเกมจึงยังไม่ได้ทำให้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันทีซะทีเดียว จำเป็นต้องลองผิดลองถูกในชีวิตประจำวันด้วยเพื่อปรับจูนระบบก่อน
เมื่อเราลับดาบในโลกจำลองจนคมแล้ว คราวนี้ลองมาดูวิธีนำความคมนั้นมาใช้ในโลกจริง ให้เริ่มลองจากสิ่งที่แม้จะผิดก็ไม่เสียหาย เช่น เมื่อขึ้นลิฟต์ให้ลองทายว่าลิฟต์จะเปิดระหว่างทางมั้ยหรือจะไปถึงชั้นที่หมายเลย? คนที่จะเข้าห้องมาคนต่อไปจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง? อะไรแบบนี้เป็นต้น หากผิดก็ไม่ต้องเสียใจ แค่ฝึกทายบ่อยๆทายสนุกๆก็พอ เมื่อเราฝึกจากเกมเหล่านี้มาแล้ว การปรับจูนระบบในชีวิตประจำวันจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจฝึกผ่านเกมเหล่านี้ 80% แล้วฝึกจูนระบบ 20% แล้วไม่นาน เชื่อว่าสหัชญาณจะช่วยเหลือเราเองในชีวิตประจำวันโดยที่เราไม่ทันได้เรียกใช้เลย
การฝึกในเกมคือการสร้าง "คลังรูปแบบ" ไว้ในจิตใต้สำนึก แต่การนำไปใช้จริงต้องเริ่มจากการ "เอ๊ะ" กับเรื่องเล็กๆ

ในชีวิตประจำวันคนเราใช้สมองทั้งสองซีกประสานกัน แต่ในยุคนี้ผู้คนมักเน้นการคิดเชิงตรรกะเป็นหลักเสียจนแทบหลงลืมสหัชญาณไปแล้ว บางคนกลับคิดว่าสหัชญาณเป็นเรื่องงมงายไปแล้วด้วย แต่มนุษย์ไม่ใช่จักรกล และมนุษย์ทำได้ทั้งสองอย่าง คือ ตรรกะและสหัชญาณ บทความนี้จึงมาแนะนำการฝึกสหัชญาณผ่านการละเล่นเพื่อไม่ให้หายสูญไปและให้กลับมาอยู่ในสายตาอีกครั้ง แต่ให้ตระหนักไว้ว่า มนุษย์จำเป็นต้องมีทั้งหมดจึงสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะมนุษย์เกิดมาเพื่อใช้ชีวิต คิดได้และรู้สึกเป็น

ขอให้สนุกกับการฝึกสหัชญาณครับ ^v^

https://stockcake.com/i/mystery-board-analysis_690581_237547

แถม
ผมรู้สึกว่าคลิปนี้แนะนำแนวทางการฝึกใช้สหัชญาณในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลายและน่าสนใจมากครับ แนะนำให้ลองฟังดู หรือหากสนใจให้ลองหาหนังสือ ยกระดับลับสมอง ด้วยวิธีคิดนอกกรอบ มาอ่านกันดูครับ

แม้บทความนี้จะแนะนำให้เล่นเกมเพื่อฝึกสหัชญาณ ทว่าแต่ละคนก็มีความเหมาะสมต่างกันไปครับ คนที่ชอบเสี่ยงหรือทำอะไรหุนหันเกินไปก็อาจควรสร้างสมดุลด้วยการเล่นเกมฝึกตรรกะเพื่อถ่วงดุลการเสี่ยงให้รู้จักคิดคำนวณก่อนลงมือทำ และสำหรับคนที่ชอบคิดวางแผนคิดจนปวดหัวแต่ตัดสินใจทำไม่ได้สักทีก็อาจควรสร้างสมดุลด้วยการเล่นเกมฝึกสหัชญาณเพื่อถ่วงดุลการคิดให้รู้จักยอมรับความเสี่ยงในการลงมือทำ
เหล่านี้คือสมดุลที่แต่ละคนจำเป็นต้องรู้ตัวเองว่ามีดุลหนักไปทางไหนและควรเสริมทางไหนเท่าไหร่และอย่างไร จะทำให้เลือกฝึกได้อย่างเหมาะสมเพื่อความสมดุลของชีวิตครับ

แนะนำเกมฝึกตรรกะ
เกม Murdle ซึ่งเป็นเกมที่โด่งดังมากในรูปแบบหนังสือและเว็บไซต์ เขียนโดย G.T. Karber ที่ให้เราสวมบทเป็นนักสืบโดยใช้ตรรกะแบบ Logic puzzle grid เพื่อหาว่า "ใครฆ่า ฆ่าด้วยอะไร ฆ่าที่ไหน" โดยใช้การตัดตัวเลือกจากคำใบ้ หนังสือเกม Murdle มีฉบับแปลไทยแล้วในชื่อว่า Murdle เกมใครฆ่า 100 คดีปิดไม่ลง ไปตำกันได้ หรือจะลองเล่นชิมลางผ่านหน้าเว็บ (ภาษาอังกฤษ) ของแท้ได้ที่ https://murdle.com/ (จำกัดจำนวนเกมต่อวัน)
เป็นเกมที่ใช้ตรรกะเข้มข้น โดยต้องอ่านคำใบ้ทีละข้อแล้วติ๊กในตารางอนุมาน มันเป็นการฝึกตรรกะของสมองซีกซ้ายแบบ 100% ดังนั้น สำหรับคนที่อยากฝึกสหัชญาณก็อาจจะต้องพักไว้ก่อน แต่ถ้าชอบแนวตรรกะจริงๆก็เอามาเล่นเพื่อสร้างสมดุลได้ และมันสนุกมาก

สำหรับใครที่บ่มเพาะสหัชญาณจนคมแล้ว อาจลองกลับมาเล่น Murdle ดูครับ คุณอาจจะพบว่าคุณสามารถเดาตัวฆาตกรได้ถูกตั้งแต่เห็นคำใบ้แรกๆก่อนที่จะลงมือเขียนตารางด้วยซ้ำ นั่นแหละคือพลังของสหัชญาณที่ทำงานร่วมกับตรรกะอย่างสมบูรณ์

เกมสำหรับทดแทน Murdle หากดูใน Simon Tatham's Puzzles หรือหน้าเว็บที่ https://www.chiark.greenend.org.uk/~sgtatham/puzzles/ ก็มีเกมที่คล้ายกับ Murdle อยู่เหมือนกัน แต่จะไม่มีเรื่องราวให้อ่าน เป็นแนวนามธรรมไปเลย แต่ใช้คอนเซ็ปคล้ายๆกัน แต่ก็เอามาแนะนำสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนแนวดูบ้างครับ

วิธีเล่นเกม Undead

04 กุมภาพันธ์ 2569

มิติแห่งหมากกระดาน - การเดินทางผ่านห้วงความคิดและกลยุทธ์

ภาพวาดในสุสานของพระราชินีเนเฟอร์ตารี (1295-1255 ปีก่อนคริสตกาล) ทรงเครื่องประดับศีรษะเป็นรูปนกแร้งและหมวกโมเดียส กำลังเล่นหมากกระดาน

ในโลกแห่งหมากกระดาน พื้นที่สี่เหลี่ยมเล็กๆบนแผ่นกระดาน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่วางตัวหมากเท่านั้น แต่คือแบบจำลองของจักรวาล ตรรกะ และจิตวิทยา เมื่อเราพูดถึงมิติของเกม เราไม่ได้หมายถึงรูปทรงเรขาคณิต แต่หมายถึงชั้นความซับซ้อนที่ผู้เล่นต้องเผชิญ ยิ่งมิติสูงขึ้น ปัจจัยที่ต้องนำมาขบคิดติดสินใจก็ยิ่งซับซ้อนและแปรผันมากขึ้นตามลำดับ
ในบทความนี้ เรามาเรียนรู้และทำความรู้จักกับหมากกระดานคลาสสิคยอดนิยมไปพร้อมๆกันในมุมมองของมิติที่แตกต่าง ไม่พูดพล่ามทำเพลงให้มากความ งั้นเรามาเริ่มกันเลยครับ

หมากฮอส (Checkers) - มิติแห่งแรงปะทะ (2D)


หมากฮอสคือจุดเริ่มต้นที่บริสุทธิ์ของตรรกะ เปรียบเสมือนการสู้กันในสองมิติที่เน้นแรงปะทะเชิงเส้น ความซับซ้อนของมันอยู่ที่การคำนวณลำดับการกินและการบีบให้ฝ่ายตรงข้ามเดินในทางที่ถูกบังคับ (Forced Move) มันคือศิลปะแห่งการมองการณ์ไกลในแนวระนาบ ที่ความผิดพลาดเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงการพ่ายแพ้ทั้งกระดาน เสน่ห์ของหมากฮอสคือความเรียบง่ายที่ซ่อนความเฉียบคมดุจใบมีดโกน

หมากรุก (Chess) - มิติแห่งลำดับชั้นและชัยภูมิ (3D)


เมื่อเข้าสู่หมากรุก มิติที่สามจะถูกเพิ่มเข้ามาผ่านความต่างของอำนาจ ตัวหมากแต่ละตัวมีศักดิ์และสิทธิ์ไม่เท่ากัน เช่น ขุน, เรือ, ม้า, เบี้ย ฯลฯ การเล่นหมากรุกจึงไม่ใช่แค่การปะทะ แต่คือการประสานงานของกองทัพที่มีความหลากหลาย เกมนี้สอนเรื่องการบริหารทรัพยากรและการช่วงชิงชัยภูมิ (Positioning) ซึ่งตัวหมากแต่ละตัวต้องหนุนเสริมกันและกัน มิติของหมากรุกคือภาพจำลองของโครงสร้างสังคมและการสัประยุทธ์ที่เป็นระบบ

โชกิ หมากรุกญี่ปุ่น (将棋, Shogi) - มิติแห่งวัฏจักร (3.5D)


โชกิมีรากฐานเดียวกับหมากรุก แต่เพิ่มมิติพิเศษที่เรียกว่า การวางตัวหมากคืนสนาม (Drop Rule) ในขณะที่หมากรุกชนิดอื่นตัวหมากที่ถูกกินไปแล้วในจะออกจากเกมไปเลย แต่ในโชกิ หมากของศัตรูที่เรากินได้จะกลับมาเป็นกำลังพลของเราเพื่อวางกลับลงในกระดานอีกครั้ง มิตินี้เปลี่ยนธรรมชาติของเกมหมากรุก จากการฆ่าเชลยมาเป็นการเกลี้ยกล่อมเชลยให้มาเป็นพวก (การหมุนเวียนแลกเปลี่ยนทรัพยากร) ทำให้สถานการณ์บนกระดานมีการซ้อนทับและความผันผวนสูงกว่าเดิม เพราะหมากที่ถูกกินไปแล้วไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่

โกะ หมากล้อม (圍棋, 碁, Go game) - มิติแห่งอิทธิพลและกาลเวลา (4D)


หมากล้อมได้ข้ามพ้นจากเรื่องชนิดของตัวหมากไปสู่เรื่องของพื้นที่และความว่าง หมากแต่ละตัวที่วางลงไปอาจไม่ส่งผลทันที แต่จะแผ่อิทธิพลไปทั่วกระดานในอีกร้อยตาข้างหน้า นี่คือมิติที่สี่ที่เชื่อมโยงกับกาลเวลาและพลังงานที่มองไม่เห็น ผู้เล่นหมากล้อมไม่ได้สู้กันเพื่อเด็ดหัวแม่ทัพ แต่สู้กันเพื่อครอบครองพื้นที่และอิทธิพลที่กว้างใหญ่กว่า เกมนี้จึงสะท้อนปรัชญาเรื่องการดำรงอยู่และการขยายตัวของสรรพสิ่งในจักรวาล

แบ็กแกมมอน (Backgammon) - มิติแห่งความน่าจะเป็นและจิตวิทยา (5D)


ในขณะที่หมากกระดานที่ผ่านมาเป็นเกมแห่งตรรกะบริสุทธิ์ที่เห็นข้อมูลครบถ้วน (Perfect Information) แบ็กแกมมอนได้เพิ่มมิติที่ห้าเข้ามา นั่นคือ ความไม่แน่นอนของโชคชะตาผ่านลูกเต๋า และมิติของจิตวิทยาผ่าน Doubling Cube การต้องตัดสินใจภายใต้สภาวะที่ควบคุมไม่ได้ 100% คือการจำลองชีวิตจริงที่สมบูรณ์ที่สุด ผู้เล่นต้องบริหารความเสี่ยงภายใต้เมฆหมอกแห่งความผันผวน นี่คือเกมที่สอนให้มนุษย์ถ่อมตัวต่อโชคชะตา แต่ยังคงใช้ปัญญาเพื่อหาทางรอดที่เหมาะสมที่สุดไปพร้อมกัน

วิถีแห่งหมากกระดาน
ไม่ว่าจะเป็นเกมมิติใด ทุกหมากกระดานต่างมีคุณค่าในตัวเอง หมากฮอสสอนความแม่นยำ หมากรุกสอนระบบระเบียบ โชกิสอนเรื่องโอกาส หมากล้อมสอนการมองภาพรวม และแบ็กแกมมอนสอนการอยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลง การเลือกเล่นเกมใดเกมหนึ่งจึงไม่ใช่เรื่องของการเลือกระดับความฉลาด แต่เป็นการเลือกเครื่องมือที่เราต้องการจะใช้ฝึกฝนจิตใจของเราเองในขณะนั้น

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ขาดไม่ได้เลย สำหรับการเล่นหมากกระดาน คือ ความสนุก และมิตรภาพ หากเล่นแล้วสูญเสียสิ่งใดสิ่งหนึ่งไประหว่างทาง หยุดเล่นแล้วไปพักก่อนจะดีกว่า

ขอให้มีความสุขกับการเล่นหมากกระดานครับ ^_^

01 กุมภาพันธ์ 2569

หมากกระดานวิถีเต๋า - หมากล้อมในฐานะกระจกส่องใจและการบำเพ็ญที่ถูกลืมเลือน


ในบรรณพิภพของปราชญ์จีนโบราณ สี่ศิลปะของปัญญาชน ฉินฉีชูฮว่า (琴棋書畫) อันประกอบด้วย ดนตรี (琴), หมากกระดาน (棋), อักษรวิจิตร (書), และ การวาดภาพ (畫) ไม่ได้ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อความรื่นเริงหรือการแสดงความสามารถทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำหรับการขัดเกลาจิตใจของปราชญ์จีนในสมัยโบราณ โดยเฉพาะฉี (หมากกระดาน) ที่มักหมายถึงหมากล้อม (圍棋 - เว๋ยฉี) ปราชญ์มองว่าเป็นจักรวาลจำลองเพื่อให้มนุษย์ได้เรียนรู้สัจธรรมของโลกผ่านกระดานที่มี 361 จุด ซึ่งแทนจำนวนวันในหนึ่งปี และหมากขาวดำแทนหยินหยาง การวางหมากคือการจัดระเบียบฟ้าดินโดยมนุษย์ เป้าหมายไม่ใช่การทำลายล้างคู่ต่อสู้ แต่คือการหาความสมดุลร่วมกัน

ดนตรี (琴) เพื่อฟังเสียงภายในและชำระล้างจิตใจ
หมากกระดาน (棋) เพื่อฝึกกลยุทธ์และการยอมรับกฎแห่งสมดุล
อักษรวิจิตร (書) เพื่อฝึกสมาธิและควบคุมชี่
การวาดภาพ (畫) เพื่อฝึกการมองเห็นความงามและความว่าง

การบำเพ็ญเต๋าผ่านกระดานเหลี่ยมหมากกลม
สำหรับการบำเพ็ญตามวิถีปราชญ์ หมากล้อมคือการฝึกฝนเพื่อเข้าถึงสภาวะที่หัวคิดและหัวใจหลอมรวมเข้าด้วยกัน ในการแข่งขัน เรามักเดินหมากเพื่อเอาชนะ แต่ในการบำเพ็ญ ปราชญ์ใช้หมากเพื่อลดทอนอัตตาตัวตน ทุกครั้งที่โลภอยากได้พื้นที่มากเกินไปปรากฏขึ้น หมากจะซ่านเซ็นและอ่อนแอ การสละหมากจึงไม่ใช่เพียงยุทธวิธี แต่คือการฝึกจิตให้ปล่อยวางความยึดมั่นจากตัวกูของกู

ในหมากกระดานที่เป็นตรรกะบริสุทธิ์อย่างหมากล้อม ความพ่ายแพ้คือกระจกที่สะท้อนข้อจำกัดของสติปัญญามนุษย์ ปราชญ์ใช้การยอมรับความพ่ายแพ้เพื่อสยบความลำพองใจ เรียนรู้ที่จะยิ้มให้กับการอ่านหมากที่ผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปอย่างที่คิด และยอมรับว่าแม้จะพยายามเพียงใด ฟ้าดิน (กฎธรรมชาติบนกระดาน) ย่อมเที่ยงธรรมเสมอ

ปราชญ์โบราณไม่ได้ใช้หมากล้อมเพื่อการคำนวณเพียงอย่างเดียว แต่เขาใช้หมากล้อมเพื่อเข้าถึงสภาวะอู๋เหวย (無為) คือการกระทำที่สอดคล้องกับจังหวะของธรรมชาติ ลื่นไหลไร้ฝืน เมื่อเมื่อบำเพ็ญตนวันแล้ววันเล่า จนมองเห็นรูปทรงของความสมดุล หัวคิดจะหยุดการคำนวณอย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วหัวใจจะใช้สหัชญาณ (Intuition) ในการวางหมากลงในจุดที่มันควรอยู่ ด้วยใจที่เบาสบาย

การสนทนาด้วยมือ และอานาปานสติ
โส่วทั๋น (手談) หรือการสนทนาด้วยมือ โดยใช้กระดานเป็นสื่อกลาง เป็นการเล่นหมากล้อมเพื่อสัมผัสถึงจิตใจของอีกฝ่ายและจิตใจตนเอง เป็นการสื่อสารที่ข้ามพ้นถ้อยคำ

การวางหมากแต่ละตัวถูกกำกับด้วยลมหายใจ (ชี่) หากจิตใจสั่นคลอน หมากที่วางจะไร้พลัง ปราชญ์จึงฝึกให้ใจนิ่ง แม้ในจังหวะที่ถูกล้อมกรอบ การเล่นหมากล้อมในอดีตมักเล่นในพื้นที่สงบ เพื่อหลีกหนีจากโลกธรรมแปด ทำให้กระดานหมากเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการเผชิญหน้ากับกิเลสอันละเอียดอ่อนในตนเอง

เงาที่ทาบทับ เมื่อกระดานหมากล้อมกลายเป็นเพียงสนามประลอง
ทว่า ในโลกปัจจุบัน วิถีแห่งปราชญ์ได้ถูกบดบังด้วยม่านหมอกของการแข่งขัน ทุกวันนี้หมากล้อมถูกพัฒนาให้กลายเป็นสมรภูมิสมองที่ดุดัน ป่าวประกาศว่าเป็นเกมของอัจฉริยะ พยายามเป็นเหมือน AI ที่ต้องอ่านหมากให้แม่นยำที่สุด จนสูญเสียความสุนทรีย์และความสงบในใจไป การเล่นหมากล้อมจากความสนุกกลายเป็นความเครียด เพื่อสั่งสมชัยชนะ แต่ไม่ได้สั่งสมความว่าง ส่งเสริมการเพิ่มพูน แต่ไม่ส่งเสริมการลดทอน เมื่อความผิดพลาดถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวที่ต้องถูกเยาะเย้ย หัวใจของการบำเพ็ญจึงมอดดับลง

ในวันที่ทุกคนจ้องจะเอาชนะกัน การสนทนาด้วยมือจึงกลายเป็นการตะคอกใส่กัน บ้างก็หยิบยืมตรรกะอันสมบูรณ์แบบของ AI มาเพื่อหวังชัยชนะเพียงอย่างเดียว แต่ในการบำเพ็ญ การสนทนาด้วยมือนั้น คือการทำความรู้จักตัวตนผ่านการตอบสนอง เป็นการสะท้อนไม่ใช่การประลอง เมื่อท่านเดินหมากเข้าเบียด มันไม่ใช่แค่การเอาพื้นที่ แต่มันคือการถามว่า "ท่านยึดติดกับตรงนี้แค่ไหน?" หากเขาตอบโต้ด้วยความโกรธ ท่านจะเห็นความมุทะลุ หากเขาถอยหนีทั้งที่สู้ได้ ท่านจะเห็นความหวาดระแวง ไม่ใช่ว่าท่านเดินหมากไม่ดี แต่อัตตาของเขากระเพื่อมเอง
การสนทนาด้วยมือที่แท้จริง คือการเดินหมากเพื่อให้เราและคู่เล่นได้เห็นข้อบกพร่องของตนเอง โดยมีกระดานเป็นกระจกที่สะท้อนเงาของทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน และในขณะเดียวกัน เราก็เรียนรู้ความอดทนของตนเองเมื่อต้องเล่นกับคนที่ฝีมือต่างกัน การที่ท่านพบว่าคู่ต่อสู้ฝีมืออ่อนกว่า ไม่ได้หมายความว่าเขาด้อยกว่าในฐานะมนุษย์ และการที่ท่านพบว่าคู่ต่อสู้เก่งกว่า ก็ไม่ได้แปลว่าท่านด้อยกว่าในฐานะมนุษย์เช่นกัน การสนทนาด้วยมืออันงดงามจึงเป็นการที่ทั้งสองฝ่ายต่างพึงพอใจในความสมดุลที่เกิดขึ้นบนกระดาน เหมือนการร่ายรำที่ไม่มีใครจ้องจะเอาชนะใคร ไม่มีใครเหนือกว่าใครในฐานะมนุษย์ แต่เป็นการวาดภาพร่วมกัน บรรเลงดนตรีและร่ายรำร่วมกันบนกระดาน

แต่ด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันในปัจจุบัน ซึ่งดูเหมือนจะมีเพียงสายเดียวที่เหลืออยู่ เราไม่ได้สนทนาด้วยมือกันอีกต่อไปแล้ว แต่เรากำลังคำนวณด้วยตรรกะอย่างไร้จิตวิญญาณเพื่ออุดปากอีกฝ่าย โส่วทั๋นหรือการสนทนาด้วยมือ จึงกลายเป็นเพียงตำนานเล่าขาน หาผู้ปฏิบัติจริงได้ยาก และดูเหมือนจะสาบสูญไปแล้ว?

เกียรติยศของสายแข่งขัน และคุณค่าของสายบำเพ็ญ
ในขณะที่วิถีการบำเพ็ญผ่านกระดานหมากล้อมดูเหมือนจะเลือนหาย แต่เราก็ต้องยอมรับเกียรติยศของสายแข่งขัน ในฐานะผู้บุกเบิกพรมแดนแห่งสติปัญญาเช่นกัน พวกเขาคือผู้ที่อุทิศแรงกายแรงใจคำนวณจนถึงขีดสุดเพื่อเผยให้เห็นความลึกซึ้งของตรรกะที่ซ่อนอยู่ คุณูปการของสายแข่งขันคือการยกระดับหมากกระดานให้กลายเป็นศาสตร์ชั้นสูงที่น่าเกรงขาม เปรียบได้กับนักมวยบนสังเวียนที่ฝึกฝนร่างกายจนเป็นเลิศเพื่อพิสูจน์ขีดจำกัดของมนุษย์ การมีอยู่ของสายแข่งขันทำให้หมากกระดานก้าวหน้าและเปี่ยมไปด้วยพลัง ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ช่วยเปิดพรมแดนที่มนุษย์ไม่อาจไปถึง

ทว่า ท่ามกลางกระแสแห่งการพิสูจน์ความเหนือกว่านั้น ยังมีอีกวิถีหนึ่งที่ดำรงอยู่เคียงคู่กันมาในสมัยโบราณ นั่นคือสายบำเพ็ญ ซึ่งมีเป้าหมายต่างออกไป หากสายแข่งขันคือการออกไปสำรวจโลกภายนอก สายบำเพ็ญคือการกลับมาสำรวจโลกภายในใจตนเอง ทั้งสองสายต่างเป็นชิ้นส่วนที่เติมเต็มซึ่งกันและกันเหมือนหยินและหยาง การเข้าใจในบทบาทที่แตกต่างนี้จะช่วยให้ผู้เล่นไม่หลงทาง และไม่มองว่าการบำเพ็ญเป็นเพียงอาภรณ์ของความอ่อนแอ แต่เป็นวิถีที่ลึกซึ้งของทางเลือกแห่งจิตวิญญาณที่ต่างกัน

วิถีแห่งการเร้นกาย
วิถีแห่งการบำเพ็ญด้วยหมากกระดานในปัจจุบัน อาจเปรียบได้กับมวยจีนโบราณที่พ่ายแพ้ให้กับมวยแข่งขันในแง่ของพละกำลังและชั้นเชิง สายบำเพ็ญอาจจะสู้ไม่ไหวในโลกแห่งการแข่งขัน เพราะเป้าหมายของการบำเพ็ญไม่ใช่การยืนอยู่บนยอดเขาเพื่อประกาศชัยชนะ แต่คือการเดินเข้าสู่ก้นบึ้งของใจตนเอง

การบอกว่า "เล่นเพื่อบำเพ็ญ" อาจถูกเย้ยหยันว่าเป็นเพียงอาภรณ์ของคนขี้แพ้ที่ใช้ห่อหุ้มความไร้สามารถ แต่ในความเป็นจริง การบำเพ็ญไม่ใช่การหนีจากการคำนวณเพราะทำไม่ได้ แต่คือการก้าวข้ามการคำนวณหลังจากที่รู้แจ้งในข้อจำกัดของมันแล้ว เหมือนมวยจีนที่ไม่ได้ฝึกเพื่อไปเอาชนะใครบนสังเวียน แต่ฝึกเพื่อให้ร่างกายและจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับสมดุลธรรมชาติ
ปราชญ์ใช้ตรรกะเพื่อไปให้ถึงจุดที่ตรรกะใช้ไม่ได้ เมื่อคำนวณไปจนสุดทางแล้วพบว่า มันเป็นไปได้หลากหลายเหลือเกิน จุดนั้นแหละที่สหัชญาณจะเริ่มทำงาน ร่างกายจะหยุดคำนวณแล้วใช้ความรู้สึกถึงความเหมาะสมในการวางหมาก นี่อาจเป็นจุดที่สายแข่งขันอาจไม่เห็นด้วย แต่ปราชญ์จะยิ้มเพราะรู้ว่านี่คือจุดที่มนุษย์ต้องปล่อยวางให้ธรรมชาติทำงาน ปราชญ์สมัยก่อนไม่ได้พยายามเป็น AI เพื่อคำนวณตรรกะได้อย่างสมบูรณ์ แต่เขาใช้หมากล้อมเพื่อเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ คือรู้ทั้งตรรกะและรู้ทั้งการปล่อยวาง นั่นอาจเป็นการใช้หมากล้อมอย่างสอดคล้องกับการบำเพ็ญเต๋ามากที่สุด

เมื่อการบำเพ็ญเป็นเรื่องภายใน มันจึงไม่มีถ้วยรางวัล ไม่มีสถิติที่จะโอ้อวดได้ และดูเหมือนจะสูญหายไปท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ถาโถม แต่สำหรับผู้ที่ยังคงนั่งลงหน้ากระดานด้วยใจที่สงบ ยิ้มให้กับความผิดพลาดของตนเองในฐานะมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง เดินหมากด้วยความรู้สึกแรกที่แจ่มชัด และก้าวพ้นผลแพ้ชนะภายในจิตใจ วิถีแห่งปราชญ์โบราณอาจจะยังไม่ได้หายไปไหน แต่คงเร้นกายอยู่อย่างมั่นคงในทุกตาเดินที่เปี่ยมด้วยสติและความว่าง

ผู้รู้ไม่พูด
ผู้พูดไม่รู้
-เหลาจื่อ
คัมภีร์เต๋าเต้อจิง

บทความนี้หวังเพียงเพื่อเป็นคำเตือนใจแก่ปราชญ์ผู้เร้นกาย ให้กลับมาพบความสนุกบนกระดานและความหมายที่แท้จริงในชีวิตอีกครั้ง
ไม่ว่าหมากกระดานนั้นจะเป็นหมากล้อมหรือไม่ก็ตาม...

เมฆาหวนคืนหุบเหวใหญ่
โดย หวงจวินปี้
雲歸大壑 黃君璧 (1898-1991)
https://www.sothebys.com/en/auctions/ecatalogue/2012/fine-chinese-paintings-hk0398/lot.1391.html

27 มกราคม 2569

Linux ค้างทำยังไงดี?


Linux ที่ว่าเสถียรก็ยังแฮงค์ได้
มีหลายวิธีในการแก้ไข แต่เราจะพูดถึงวิธีที่เด็ดขาดที่สุดเลยล่ะกันครับ ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายก่อนดึงปลั๊ก

สั้นๆสำหรับสายรีบ
กด Alt + Print Screen + REISUB
เรียบร้อย เครื่องรีบูตแล้ว

บทความจากนี้ไปคือการร่ายกันยาวๆ

กระบวนท่า Magic SysRq
หากค้างแบบทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ ใน Linux มีปุ่มลัดระดับเทพที่ส่งคำสั่งตรงไปที่ Kernel เพื่อสั่งให้ระบบปิดตัวลงอย่างปลอดภัย ไม่ทำให้เครื่องพัง

*(บางเครื่องอาจต้องเปิด FnLock ก่อน ด้วยการกด Fn + Esc)

ให้กดปุ่ม

Alt + Print Screen ค้างไว้ก่อน

แล้วจากนั้น ค่อยๆกดตัวอักษรต่อไปนี้ทีละตัว เว้นจังหวะ 1-2 วินาทีต่อตัว เพื่อให้เวลาเครื่องได้ประมวลผลสักกะนิด

R E I S U B

เครื่องจะค่อยๆปิดโปรแกรมตามคำสั่งที่กดไปทีละปุ่ม และ Restart ตัวเองอย่างสงบ

หากเปรียบการกดปุ่ม Power ค้างคือการประหารชีวิตระบบทันที การใช้ REISUB ก็คือการเกลี้ยกล่อมให้สละอำนาจอย่างสงบ เครื่องไม่พังแน่นอน และถนอมอุปกรณ์มากกว่าการตัดไฟพรึบไปเฉยๆหลายเท่าครับ แม้เครื่องไม่พัง แต่งานที่ยังไม่ได้ Save ในโปรแกรมที่ค้างอยู่ เช่น พิมพ์เอกสารค้างไว้อะไรอย่างนี้ อาจจะหายไปนะครับ อันนี้ต้องทำใจรัวๆ

ต่อไปนี้จะเป็นการอธิบายรายละเอียดยุบยิบของคำสั่งข้างต้น หากไม่ต้องการปวดหัวสามารถจบบทความได้ตรงนี้เลยครับ
*(คำเตือนระวังปวดหัว)

อธิบาย REISUB
เวลาเรากด REISUB แต่ละตัวอักษรมีความหมายในการจัดการระบบให้ลงตัวก่อนปิด
  • R (Raw): ยึดอำนาจคุมคีย์บอร์ดคืนจากระบบหน้าจอที่ค้าง
  • E (Terminate): ส่งสัญญาณบอกโปรแกรมทั้งหมดให้ปิดตัวลงดีๆนะ
  • I (Kill): ถ้ายังไม่ยอมปิด ก็สั่งฆ่ากระบวนการนั้นทิ้งซะ
  • S (Sync): (สำคัญที่สุด) สั่งให้ระบบเขียนข้อมูลที่ค้างอยู่ใน RAM ลง Disk ให้หมด เพื่อป้องกันไฟล์พัง (Data Corruption)
  • U (Unmount): สั่งยกเลิกการเชื่อมต่อ Hard Drive แบบปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการอ่าน/เขียนค้างอยู่
  • B (Boot): สั่ง Restart เครื่อง
แต่หากต้องการปิดเครื่องแทนการ Restart ตัวสุดท้ายให้เป็น O
ก็จะเป็น

Alt + Print Screen + REISUO
  • O (shutOff): สั่งปิดเครื่อง (Power off)

ทางเลือกอื่นเมื่อ Linux ค้าง
  • ถ้าค้างแค่หน้าจอ (เมาส์ขยับได้) ให้ใช้ Alt + F2 แล้วพิมพ์ r
  • ถ้าค้างแค่เมาส์ (เมาส์นิ่งแต่คีย์บอร์ดกดได้) ให้ใช้ Ctrl + Alt + F2 เพื่อไป Kill Process


ในโลกของคอมพิวเตอร์ ไม่มีระบบไหนที่เสถียร 100% แม้แต่ Linux ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอึดระดับที่ Server ทั่วโลกไว้วางใจ ก็ยังมีวันค้างกันเขาด้วยเหมือนกัน (แม้นานๆจะค้างสักทีนึง) ถึงกระนั้นความต่างของ Linux กับระบบอื่นเวลาค้างคือ Linux จะทิ้งรอยเท้าไว้ให้เราสืบเสาะเพื่อแก้ไข ดูได้ผ่าน Terminal ด้วยคำสั่ง journalctl -p 3 -xb หลังจากที่รีบูตกลับเข้ามาแล้ว ก็จะทำให้เรารู้ว่ามันค้างเพราะอะไร (ไม่ใช่เพราะผีหลอกแน่นอน?) และมีทางออกฉุกเฉิน เช่น REISUB ที่ช่วยให้เราจบปัญหาได้โดยไม่ต้องทำร้ายเครื่อง

ศึกษาเพิ่มเติม

26 มกราคม 2569

Doubling Cube - เลข 64 ของแบ็กแกมมอนกับบทเรียนแห่งการทวีคูณอันซ้อนเร้น

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Backgammon_(52600594028).jpg

ข้างกระดานแบ็กแกมมอน มีลูกเต๋าหน้าตาประหลาดลูกหนึ่งวางอยู่อย่างสงบ มันไม่ได้มีไว้ทอยเพื่อเดินหมาก แต่มีไว้เพื่อเพิ่มความซ้อนทับของสถานการณ์ ลูกเต๋านี้บรรจุตัวเลขทวีคูณ เริ่มจาก 2, 4, 8, 16, 32, และจบที่ 64 ซึ่งหากพิจารณาให้ดี มันคือสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่เป็นตัวแทนของความจริงที่ไร้เมตตาในโลก ซึ่งมักเติบโตแบบทวีคูณ (Exponential) ไม่ใช่แบบเส้นตรง (Linear) ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเติบโตของเชื้อโรค (Exponential Growth) หรือการสลายตัวของกัมตภาพรังสี (Exponential Decay) รวมถึงปัญหาและผลกระทบในชีวิตจริงก็เช่นกัน หากเราเริ่มต้นด้วยความประมาทเล็กๆน้อยๆ แม้แค่ในระดับต่ำๆ เรามักชะล่าใจว่ามันยังจัดการได้ นิดๆหน่อยๆคิดว่าคงไม่เป็นไร แต่ในวิถีของธรรมชาติแห่งกาลเวลา ปัญหาที่ถูกละเลยจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็น 2 เป็น 4 เป็น 8 และพุ่งทะยานไปสู่ 64 ในพริบตาเดียว การที่ 2^6 = 64 จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขบนหน้าเต๋า แต่มันคือคำเตือนถึงจุดเปลี่ยนหรือวิกฤตที่กู่ไม่กลับ หากเราไม่รู้จักยับยั้งหรือตัดสินใจยอมรับความจริง (Pass) ตั้งแต่เนิ่นๆ เราอาจต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าจะควบคุมได้ในตอนสุดท้าย

ความจริงที่ซ้อนเร้นอยู่ในกฎของ Doubling Cube คือเรื่องของความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ ทุกครั้งที่ฝ่ายตรงข้ามยื่น Doubling Cube ให้ มันคือการทดสอบว่าเรามองเห็นแนวโน้มของอนาคตหรือไม่
ในชีวิตจริงนั้น การยื่น Doubling Cube อาจมาในรูปของโอกาสที่หอมหวานแต่แฝงไปด้วยความเสี่ยงมหาศาลที่บีบให้เราต้องเลือกว่าจะสู้ต่อหรือถอยทัพ การรับ (Take) ในขณะที่สถานการณ์เป็นรองอย่างหนักเพียงเพราะความดื้อรั้นหรืออัตตา เปรียบได้กับการถมทรัพยากรลงไปในหลุมอันไร้ก้น แบ็กแกมมอนสอนให้เราตระหนักว่า ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบางครั้งอาจไม่ใช่การชนะในเกมนั้น แต่คือการรู้จักแพ้ให้เสียน้อยที่สุด เพื่อรักษาขีดความสามารถในการกลับมาสู้ใหม่ในวันข้างหน้า ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจว่าการยอมแพ้ในบางสนามรบไม่ได้แปลว่าแพ้สงคราม และต้องเรียนรู้ที่จะแพ้ในท่าที่ชนะ

ดอกเบี้ยทบต้นคือสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก
ผู้ที่เข้าใจมัน จะได้รับผลตอบแทน
ผู้ที่ไม่เข้าใจ จะต้องเป็นคนจ่าย
-อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ในทุกย่างก้าวของการเดินหมาก คือการสะสมต้นทุนทางยุทธศาสตร์ ซึ่ง Doubling Cube ได้ทำหน้าที่เป็นภาพจำลองที่จับต้องได้ของพลังแห่งดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) ที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เคยขนานนามว่าเป็น "สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก"
ในโลกการเงิน ดอกเบี้ยทบต้นทำงานผ่านกาลเวลาที่ผลตอบแทนจะถูกนำไปวางซ้อนทับบนเงินต้นครั้งแล้วครั้งเล่าจนสร้างการเติบโตที่คาดไม่ถึง ในแบ็กแกมมอนก็เช่นกัน การทวีคูณของ Doubling Cube คือการนำความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่สะสมไว้มาวางทับซ้อนลงบนแต้มเดิมพัน หากท่านรู้จักสะสมความได้เปรียบเพียงเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง พลังทบต้นนี้จะกลายเป็นอาวุธร้ายกาจที่เปลี่ยนชัยชนะธรรมดาให้กลายเป็นการเผด็จศึกที่เด็ดขาดในพริบตา แต่ในทางกลับกัน หากท่านตกอยู่ในสถานะผู้รับในจังหวะที่เสียเปรียบ พลังทบต้นจะเปลี่ยนจากมิตรเป็นศัตรูที่คอยกัดกินทรัพยากรดุจดั่งดอกเบี้ยของหนี้สินที่พอกพูนจนเกินกว่าจะชำระคืนได้ แบ็กแกมมอนกำลังสอนเราว่า ผู้ที่เข้าใจพลังทบต้นจะเป็นผู้ใช้มัน แต่ผู้ที่ไม่เข้าใจจะตกเป็นเหยื่อของมัน ไม่ว่าจะเป็นบนกระดานหมากหรือกระดานชีวิตก็ตาม

ท้ายที่สุดแล้ว เลข 64 บน Doubling Cube ทำหน้าที่เป็นกระจกส่องใจ ที่เตือนให้เรามองโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามกิเลสความอยาก มันสอนให้เราประเมินจุดคุ้มทุนของความเสี่ยง และเตือนให้รู้ว่าในจักรวาลที่เพียงเด็ดดอกไม้ก็สะเทือนถึงดวงดาว การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวในวันนี้ อาจกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่ขยายตัวไปสู่จุดที่เราไม่คาดคิด ผู้ที่เข้าใจความหมายของเลข 64 จึงไม่ใช่คนที่กลัวความเสี่ยง แต่คือคนที่รู้จักบริหารความเสี่ยงด้วยใจที่สงบนิ่ง รู้ว่าเมื่อใดควรเร่งเครื่องเพื่อจบสงคราม และเมื่อใดควรวางมือเพื่อรักษาชีวิต เพราะในกระแสธารแห่งชะตากรรมที่ผันผวน การรู้เท่าทันพลังของการทวีคูณ คือปัญญาที่จะช่วยให้เราไม่ถูกบดขยี้ด้วยกงล้อแห่งความสูญเสียที่ทบเท่าทวี

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อน

การกระพรือปีกอันแผ่วเบาของผีเสือตัวเล็กจ้อย ณ จุดหนึ่ง
อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดพายุทอร์นาโด
ในอีกซีกโลกหนึ่งก็ได้

19 มกราคม 2569

12 บทเรียนชีวิตจาก Dirk Schiemann นักแบ็กแกมมอนระดับปรมาจารย์

https://bgverband.de/dbgv/ehrungen

12 บทเรียนชีวิตจาก Dirk Schiemann นักแบ็กแกมมอนระดับปรมาจารย์ (Super Grandmaster)

1. ยอมรับบทบาทของความบังเอิญ
ชีวิตเรามักได้รับอิทธิพลจากเหตุบังเอิญ เช่นเดียวกับที่ Dirk Schiemann ได้เข้าสู่โลกของแบ็กแกมมอนโดยไม่ได้ตั้งใจ จากการเล่นกับพี่ชายตอนเด็กและการพบหนังสือหายาก Backgammon ของ Paul Magriel โดยบังเอิญ (ในตอนนั้นมีเพียง ~15 เล่มในเยอรมันนี) ซึ่งเปลี่ยนชีวิตเขาอย่างสิ้นเชิง

2. ใช้จุดแข็งของตัวเองให้เกิดประโยชน์
Schiemann เริ่มเล่นแบ็กแกมมอนในทัวร์นาเมนต์ระดับเริ่มต้นและชนะได้อย่างรวดเร็ว เขาใช้ทักษะนี้สร้างรายได้ตั้งแต่วัยเรียน และค่อยๆ เติบโตจนกลายเป็นอาชีพ

3. ยอมรับความสุ่มในชีวิต
Schiemann มองโลกผ่าน "เลนส์แห่งความสุ่ม" และเชื่อว่าเราไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ไกลเกินไป เพราะโลกเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

4. เรียนรู้ที่จะเล่นให้ดี
แม้ว่าโชคจะมีบทบาทในเกม แต่การเล่นให้ดีจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราประสบความสำเร็จมากขึ้น Schiemann เชื่อว่าความสามารถในการปรับและเปลี่ยนแผนคือกุญแจสำคัญ

5. เน้นไปที่สิ่งที่ควบคุมได้ (โฟกัสที่การตัดสินใจ ไม่ใช่ผลลัพธ์)
เขาเน้นว่า การตัดสินใจที่ดีไม่ได้การันตีผลลัพธ์ แต่การมองผลลัพธ์อย่างไม่ยึดติดจะช่วยให้เราสบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

6. รู้จักอคติของตัวเอง
อคติหรือความลำเอียงในการตัดสินใจ เช่น การกลัวความเสี่ยงหรือการมั่นใจในตัวเองมากเกินไป พยายามค้นหาอคติและแนวโน้มที่ทำผิดพลาด เพื่อปรับปรุงและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

7. คิดออกเสียง
Schiemann ใช้การอธิบายความคิดของตัวเองระหว่างเล่นเกมบน YouTube เพื่อช่วยให้ตนเองและผู้ชมเข้าใจวิธีคิดเชิงกลยุทธ์อย่างลึกซึ้ง
"เมื่อคุณเล่นอย่างเงียบๆ คุณจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในหัวของคุณ และคุณตัดสินใจได้อย่างไร ดังนั้น มันช่วยฉันในการตัดสินใจอย่างแน่นอน หากฉันต้องพูดออกมา นั่นคือจุดเริ่มต้น และผู้คนชอบมัน"

8. คำนวณความเสี่ยง
เขาเลือกลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเล่นแบ็กแกมมอนและโป๊กเกอร์มืออาชีพ แต่ย้ำว่าความเสี่ยงต้องถูกคำนวณอย่างรอบคอบเสมอ
"แบ็กแกมมอนนั้นง่ายกว่าชีวิตจริงมาก ดังนั้น เมื่อคุณทำอะไรเสี่ยงๆ จงเตรียมใจไว้ว่ามันจะผิดพลาด และคุณไม่ควรทำอะไรเสี่ยงๆ ถ้าผลลัพธ์เชิงลบส่งผลต่อชีวิตของคุณจริงๆ"

9. เรียนรู้กฎและเชื่อในสัญชาตญาณ
ในแบ็กแกมมอน การเข้าใจหลักคณิตศาสตร์และตรรกะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การพัฒนาสัญชาตญาณและการจดจำรูปแบบช่วยเสริมให้การเล่นแข็งแกร่งขึ้น
"เนื่องจากทุกอย่างซับซ้อนเกินไป ...คุณไม่สามารถคำนวณหรือประเมินผลได้อย่างแม่นยำ คุณจึงต้องใช้สัญชาตญาณหรือการจดจำรูปแบบด้วยเช่นกัน"

10. รู้ว่าเมื่อไหร่ควรโจมตี
Schiemann สอนว่าการตัดสินใจว่าจะ "โจมตี" หรือไม่ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด ซึ่งต้องใช้การวิเคราะห์ที่ซับซ้อน

11. ค้นหาความสมดุลในชีวิต
แบ็กแกมมอนเกี่ยวข้องกับการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้ากระดานตลอดเวลา ดังนั้น งานอดิเรกจึงควรเป็นเรื่องทางกายภาพเป็นหลัก เช่น การเดินป่า เทนนิส และแบดมินตัน และอะไรที่ใช้การเคลื่อนไหว และใช่ อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องนั่งหน้าจอ นอกจากนี้ Schiemann ยังหาเวลาทำสมาธิทุกวันอีกด้วย

12. ออกไปเล่นแบ็กแกมมอน!
สุดท้าย Schiemann เชื่อว่าการสนุกกับเกมหรือสิ่งที่ทำจะช่วยให้เรามุ่งมั่นและก้าวหน้าไปได้ไกลกว่าเดิม
"เพราะว่ามันสนุกและน่าตื่นเต้นมาก เรียนรู้ได้ง่าย และไม่เหมือนหมากรุก คุณสามารถเริ่มเอาชนะผู้เล่นที่เก่งกว่าได้ทันที ดังนั้นในแง่นี้มันจึงสนุกกว่า"

สรุป
บทเรียนจาก Schiemann ไม่ได้มีเพียงการเล่นแบ็กแกมมอน แต่ยังเป็นปรัชญาชีวิตที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ - ยอมรับความสุ่ม ปรับเปลี่ยน และทำสิ่งที่ดีที่สุดในทุกเกมของชีวิต

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อน

https://dirk-schiemann.de/

อ้างอิง

17 มกราคม 2569

วิถีแห่งการเปลี่ยนแปลง - แบ็กแกมมอนในเงาอี้จิง


《易經》中的「易」這個字,古人總結它有三個含義:簡易、變易、不易。 (https://m.secretchina.com/news/b5/2018/12/13/878679.html)

ในคัมภีร์อี้จิง (易經) คำว่า "อี้" (易) มีความหมายสามนัย, ตามที่คนโบราณสรุปไว้ คือ: ความเรียบง่าย (簡易), ความเปลี่ยนแปลง (變易), และความไม่เปลี่ยน (不易).

หากเราวางกระดานแบ็กแกมมอนลงตรงหน้า เราอาจพบว่ามันคือแบบจำลองของจักรวาลตามคติอี้จิงที่สมบูรณ์

ขั้วตรงข้ามและจุดกำเนิด (หยินหยาง)

อี้จิงเริ่มต้นจากความไร้ขั้ว (無極 - อู๋จี๋) สู่การแบ่งแยกเป็นสองขั้ว (太極 - ไท่จี๋) ในแบ็กแกมมอนคือการแบ่งหมากเป็นสองสี และทิศทางการเดินที่สวนทางกัน

หยินและหยางไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่โอบอุ้มกันและกัน เหมือนหัวกับก้อยในเหรียญเดียวกัน การจัดกระดานเริ่มต้น หมากขาวมีส่วนหนึ่งอยู่ในแดนหมากดำ และหมากดำมีส่วนหนึ่งอยู่ในแดนหมากขาว สะท้อนสัญลักษณ์ไท่จี๋ถู (太極圖 - สัญลักษณ์หยินหยาง) ที่มีจุดขาวในดำและจุดดำในขาว เป็นการบอกว่าในหยินมีหยาง ในหยางมีหยิน ในรุกมีรับ ในรับมีรุก ไม่มีชัยภูมิใดที่เป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยสมบูรณ์

เมื่อหมากถูกกิน (Hit) หมากนั้นจะถูกหยิบออกไปนอกกระดาน (Bar) ซึ่งในมุมมองอี้จิง นี่อาจเป็นสภาวะกึ่งกลางระหว่างความตายและการเกิดใหม่ ที่รอคอยแรงหนุนจากฟ้า (ลูกเต๋า) เพื่อกลับเข้าสู่วัฏจักรอีกครั้ง การที่ต้องทอยลูกเต๋าเพื่อให้ตัวหมากเกิดใหม่ในแดนศัตรู คือการจำลองวัฏจักรชีวิต เหมือนจุดหยินในหยาง จุดหยางในหยิน ซึ่งเป็นตำแหน่งในการเกิดใหม่ของหยินหยางเช่นกัน การถูกกินไม่ใช่จุดจบ แต่คือโอกาสในการเปลี่ยนตำแหน่งเพื่อสร้างกลยุทธ์ใหม่

ลูกเต๋าคือพลวัต
ในอี้จิง เราเข้าใจโลกผ่านกว้า (卦 - เส้นลักษณ์) ซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทุกครั้งที่ทอยลูกเต๋า สถานการณ์บนกระดานจะเปลี่ยนรูปแบบไปทันที เปรียบเสมือนการเปลี่ยนเส้นหยินหยางในกว้า จากกว้าเชี๋ยน (䷀ - 乾 - ฟ้า - การรุกคืบ) อาจกลายเป็นกว้าคุน (䷁ - 坤 - ดิน - การนิ่งรับ) จากการทอยลูกเต๋าเพียงครั้งเดียว

สรรพสิ่งถึงที่สุด
จักพลิกพัน
โบราณกล่าวว่า "เมื่อสิ่งใดขึ้นถึงจุดสูงสุดจักต้องพลิกกลับเป็นตรงข้าม" (物極必反) นี่คือสัจธรรมแห่งการเปลี่ยนแปลง (易) ในแบ็กแกมมอน เมื่อท่านสร้างกำแพง (Prime) ที่แข็งแกร่งที่สุดจนหมากศัตรูก็ไม่อาจทะลวงผ่านได้ นั่นคือจุดที่ถึงที่สุดที่การเปลี่ยนแปลงกำลังจะมาถึง เพราะในตาถัดไปท่านอาจถูกบังคับให้ทำลายกำแพงนั้นลงด้วยมือของท่านเอง หากสร้างกำแพงที่แข็งแกร่งในจังหวะที่เหมาะสมก็ย่อมทลายลงในจังหวะที่สมควรจักเป็นประโยชน์ แต่หากสร้างกำแพงที่แข็งแกร่งในจังหวะที่ไม่เหมาะสมก็ย่อมทลายลงในจังหวะที่ไม่สมควรจักเป็นภัย เมื่อหยินสุดจะกลายเป็นหยาง หยางสุดจะกลายเป็นหยิน เป็นการเตือนให้เราไม่ยึดติดกับความตกต่ำหรือความรุ่งเรืองที่เป็นเรื่องชั่วคราว

การหาความพอดีท่ามกลางสถานการณ์ (中)
แก่นของอี้จิงคือการหาตำแหน่งที่เหมาะสมในเวลาที่สมควร (กาลเทศะ) การเดินหมากในแบ็กแกมมอนไม่ใช่การหาทางที่ดีที่สุดแบบตายตัว แต่คือการหาทางที่เหมาะควรกับเวลาในขณะนั้น หากท่านทอยเต๋าได้ 6-6 ในขณะที่เกมตาม นี่อาจคือ กว้าฟู่ (䷗ - 復 - การกลับมา - จะเห็นว่าพลังหยางเริ่มกลับมาเกิดขึ้นจากข้างล่างแล้ว) แต่ถ้าได้ 6-6 ในขณะที่ต้องการความละเอียดอ่อน นี่อาจเป็นภัย แบ็กแกมมอนฝึกให้เราเป็นวิญญูชน (君子 - จวินจื่อ) ตามแบบอี้จิง คือ ผู้ที่รู้จังหวะรุกจังหวะถอย รู้ว่าเมื่อใดควรลงมือเมื่อใดควรเร้นกาย เป็นผู้ที่ไม่ฝืนกระแสของการเปลี่ยนแปลง แต่ไหลไปตามมัน รู้วาระโอกาส

ความไม่เปลี่ยนแปลง (不易) ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง (易)
ท่ามกลางลูกเต๋าที่ผันผวน (ความเปลี่ยน) มีกฎกติกาและสถิติที่เป็นแก่น (ความไม่เปลี่ยน) การเล่นแบ็กแกมมอนเพื่อเห็นจิตวิญญาณอี้จิง อาจทำได้ด้วยการรักษาสภาวะจิตใจที่ไม่เปลี่ยน (ความสงบ) ท่ามกลางสถานการณ์บนกระดานที่เปลี่ยนตลอดเวลา (ความเคลื่อนไหว) ซึ่งทำให้เห็นว่า ชัยชนะและความพ่ายแพ้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวัฏจักรธรรมชาติ ไม่ต่างจากฤดูกาลที่หมุนเวียนผันเปลี่ยนกันไป
แม้สิ่งภายนอกจะเป็นดั่งพายุที่วุ่นวาย แต่ใจกลางตาของพายุนั้นนิ่งสงบ เพียงแค่เห็นและยอมรับทุกสิ่งที่แปลงเปลี่ยน

เลขศาสตร์แห่งฟ้าดิน
ในทางอี้จิงและดาราศาสตร์จีน ตัวเลขไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือรหัสของจักรวาล
  • กระดานมีฝั่งล่ะ 12 ตำแหน่ง สะท้อนถึง 12 นักษัตร หรือ 12 ชั่วยามในหนึ่งวัน หรือ 12 เดือนใน 1 ปี การเคลื่อนหมากผ่านแต่ละจุดเปรียบเสมือนการเดินทางของห้วงเวลาที่ไม่หยุดนิ่ง การที่ผู้เล่นต้องเดินหมากย้อนศรกันผ่าน 24 ตำแหน่งนี้ จึงเปรียบเสมือนกงล้อแห่งฤดูกาลที่พัดพาสรรพสิ่งสวนทางกันเพื่อสร้างสมดุลให้กับโลก
  • กระดานมีทั้งหมด 24 ตำแหน่ง ซึ่งสอดคล้องกับ 24 ปักษ์ใน 1 ปี (1 เดือนมี 2 ฤดูย่อย) ในปฏิทินจีน ซึ่งเป็นการแบ่งวัฏจักรหนึ่งปีออกเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงตามพลังงานธรรมชาติ
แบ็กแกมมอนอาจกำลังบอกเราว่าทุกตำแหน่งมีเวลาของมัน บางช่วงเวลาตำแหน่งนี้เป็นประโยชน์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป (แต้มเต๋าเปลี่ยน) ตำแหน่งที่เคยดีอาจกลายเป็นภาระ นี่คือสัจธรรม

ความสอดคล้องที่น่าทึ่งที่สุดระหว่างแบ็กแกมมอนกับคัมภีร์อี้จิง คือตัวเลข 64 บนหน้าสูงสุดของลูกเต๋า Doubling Cube ซึ่งตรงกับจำนวน 64 กว้าในคัมภีร์อี้จิงพอดิบพอดี ตัวเลข 64 บนหน้าสูงสุดของ Doubling Cube ไม่ใช่เพียงขีดจำกัดทางคณิตศาสตร์ แต่มันสะท้อนนัยสำคัญของ 64 กว้าในคัมภีร์อี้จิง ซึ่งเป็นตัวแทนของทุกสภาวะความเปลี่ยนแปลงหลักที่เป็นไปได้ในจักรวาล เมื่อผู้เล่นท้าทายกันจนถึงเลข 64 (ซึ่งมักจะเกิดขึ้นใน Money play) นั่นหมายถึงสถานการณ์ได้ดำเนินมาจนถึงจุดสูงสุดของวัฏจักร เป็นสภาวะที่ความเสี่ยงและความเป็นไปได้ถูกรีดเค้นออกมาจนสุดขอบเขต การตัดสินใจในจุดนี้จึงไม่ใช่แค่การชิงแต้ม แต่คือการเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า เมื่อสรรพสิ่งแปรเปลี่ยนไปจนถึงขีดสุด (กว้าที่ 64 - ䷿ - 未濟 - เว่ยจี้ - ยังไม่เสร็จสิ้น) วงจรใหม่ย่อมเริ่มต้นขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะด้วยชัยชนะที่เด็ดขาดหรือการพ่ายแพ้เพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่ก็ตาม สูงสุดย่อมคืนสู่สามัญ
การที่เลข 64 คือเลขยกกำลังของ 2 (2^6) สอดคล้องกับโครงสร้างของกว้าที่เกิดจากการซ้อนทับของเส้นหยินหยาง 6 ชั้น (ฉักลักษณ์) ซึ่งสะท้อนว่าทุกการทวีคูณของเดิมพัน คือการซ้อนทับของมิติแห่งความจริงที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

ในสมัยโบราณของจีน แบ็กแกมมอนเคยถูกเรียกว่า ซวงลิ่ว (雙六 - คู่หก) ซึ่งชื่อนี้เองก็มีความหมายแฝงถึงเลข 6 ซึ่งเป็นเลขสูงสุดของหยิน (太陰 - ไท่หยิน) หรือจะเปรียบถึงจำนวนเส้น (爻 - เย๋า) ของกว้าก็ได้เช่นกัน

คัมภีร์อี้จิงที่ไร้อักษร เรียนรู้โดยไร้เรียนรู้
แบ็กแกมมอนไม่ใช่เกมของการเอาชนะโชคชะตา แต่เป็นศิลปะของการร่ายรำไปกับท่วงทำนองแห่งจักรวาล
  • ลูกเต๋า คือ พลังแห่งฟ้า (ความเปลี่ยนแปลง โชคชะตา กาลเวลา หรือฤดูกาล)
  • กระดาน คือ พลังแห่งดิน (พื้นที่ และระยะทาง)
  • ผู้เล่น คือ พลังแห่งคน ผู้ประสานฟ้าดินผ่านวาระแห่งปัญญา
แบ็กแกมมอนจึงเป็นเครื่องมือชั้นดีอีกชิ้นหนึ่งในการทำความเข้าใจอี้จิง เพราะมันทำให้เราเห็นว่า ความเปลี่ยนแปลง (易) คือสิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลง (不易) และผู้ที่ถือว่าประสบความสำเร็จคือผู้ที่สามารถปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างกลมกลืนที่สุดตามวาระแห่งตน ไม่ว่าจะถูกมองว่าแพ้หรือชนะก็ตาม

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อน

ลูกเต๋าคือ ฟ้าลิขิต ความแปรปรวน
กระดานคือ ดินทวน รอยวิถี
คนประคอง ปัญญา หาจังหวะที่พอดี
ร่ายรำไป ในที ความเปลี่ยนแปลง

ยี่สิบสี่ปักษ์ คือกงล้อ กาลเวลา
หกสิบสี่กว้า จุดบรรจบ สัจธรรมแฝง
สูงสุดคืน สู่สามัญ ไม่เปลี่ยนแปลง
คือวิถีแห่ง แบ็กแกมมอน เงาอี้จิง

ฝู๋ซีกำลังพิจารณากระดานแบ็กแกมมอน
[ภาพ AI]

13 มกราคม 2569

บทเรียนจากกระดานอันยุ่งเหยิงของแบ็กแกมมอน - เมื่อชีวิตไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Persian_Backgammon_board_made_in_Khatam_technique.jpg

ในโลกของเกมกระดานส่วนใหญ่ เรามักคุ้นเคยกับความว่างเปล่าหรือความเป็นระเบียบก่อนเริ่มเกม หมากล้อมเริ่มต้นจากดินแดนที่ว่างเปล่า หมากรุกเริ่มต้นจากกองทัพที่เป็นระเบียบและสมมาตร
แต่ แบ็กแกมมอน (Backgammon) กลับโยนเราลงไปในสถานการณ์ที่เหมือนมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว

นี่คือการจำลองสัจธรรมของชีวิตซึ่งจริงที่สุดข้อหนึ่งที่ว่า "ไม่มีใครในโลกนี้ที่เริ่มต้นจากศูนย์อย่างแท้จริง"

พันธนาการและมรดก หมากสองตัว ณ ตำแหน่งที่ห่างไกลที่สุด
เมื่อเราจัดกระดานแบ็กแกมมอนเสร็จ สิ่งแรกที่เราเห็นคือหมาก 2 ตัวของฝ่ายเราที่ถูกวางไว้ในตำแหน่งที่ลึกที่สุดในเขตของศัตรู (จุด 24) ในขณะที่ศัตรูก็มีหมาก 2 ตัววางอยู่ในแดนลึกของเราเช่นกัน

ในเชิงปรัชญา นี่คือมรดกแห่งชะตากรรม มนุษย์เราเกิดมาใช่ว่าจะไม่มีอะไรมาก่อนเลยจริงๆหรอกครับ คนเราเกิดมาพร้อมกับต้นทุนทางครอบครัว ยีนทางพันธุกรรม วัฒนธรรม หรือแม้แต่หนี้และความขัดแย้งที่คนรุ่นก่อนสร้างทิ้งไว้ หมาก 2 ตัวที่จุด 24 คือตัวแทนของอุปสรรคที่เราไม่ได้เลือก แต่เราต้องรับผิดชอบ และหาวิธีพามันออกมา (Home) ให้ได้ หากทิ้งพวกมันไว้เพียงเพราะว่ามันเดินยาก เราจะไม่มีวันชนะในเกมนี้เลย

ดุลยภาพแห่งหยินหยาง ทางเดินที่สวนทางกัน
การจัดหมากเริ่มต้นของแบ็กแกมมอนสร้างสิ่งที่เรียกว่าความสมมาตรที่มีพลวัต แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีหมากเท่ากันในตำแหน่งที่สะท้อนกัน แต่ทิศทางการเดินนั้นสวนทางกันโดยสิ้นเชิง

นี่คือการจำลองกระแสแห่งชะตาชีวิตที่ว่า เป้าหมายของเราอาจเป็นความขัดข้องของคนอื่น และฐานที่มั่น (Home) ของคนอื่นอาจคือสิ่งกีดขวางของเรา ในชีวิตจริง ความขัดแย้งอาจไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่งเป็นคนชั่วร้าย แต่เกิดจากการที่เราต่างต้องเดินสวนทางผ่านคอขวดเดียวกันในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน การที่หมากต้องเดินสวนกันตั้งแต่ต้นและอาจเกิดความติดขัดนั้น สอนให้เราเข้าใจว่าชีวิตคือการบริหารความขัดแย้ง ไม่ใช่การเดินในทุ่งลาเวนเดอร์ที่ไม่มีอุปสรรคใดใด

การบริหารความวุ่นวายกับทรัพยากรที่กระจัดกระจาย
ตัวหมากอื่น ๆ ที่กระจายไปตามจุดต่างๆ (5 ตัวที่จุด 13, 3 ตัวที่จุด 8, 5 ตัวที่จุด 6) สะท้อนถึงทรัพยากรที่กระจัดกระจายในชีวิต คนเราอาจมีความถนัดบางอย่าง (จุดที่แข็งแกร่ง) มีทรัพย์สินบางส่วนที่อยู่นอกตัว (จุดกึ่งกลาง) และมีเป้าหมายที่รอคอยการเติมเต็ม

แบ็กแกมมอนไม่ยอมให้เราค่อย ๆ สร้างกองทัพ แต่บังคับให้เราบริหารสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีที่สุด ภายใต้แรงกดดันจากลูกเต๋า (กาลเวลาและโชคชะตา) ที่หมุนวนผันแปรอยู่ตลอดเวลา

ยอมรับสิ่งที่ได้รับ เพื่อสร้างสิ่งที่ตั้งใจ
การที่แบ็กแกมมอนเริ่มเกมด้วยตำแหน่งที่ยุ่งเหยิงเช่นนี้ สอนให้ผู้เล่นละทิ้งอัตตาและปล่อยวางความโหยหาถึงความสมบูรณ์ตอนเริ่มต้น ถ้าชีวิตเริ่มจากศูนย์ เมื่อล้มเหลวเราอาจจะอ้างก้าวแรกที่ผิดพลาด ทั้งที่มันอาจผิดพลาดระหว่างทางก็ได้ แต่เมื่อชีวิตเริ่มจากความผิดพลาดที่โลกนี้โยนมาให้ตั้งแต่ต้น หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่การบ่นถึงชัยภูมิเริ่มต้นที่เสียเปรียบ แต่หน้าที่ของเราคือการใช้เจตจำนง (คน) เพื่อนำทางหมากเหล่านั้นผ่านโชคชะตา (ฟ้า) ไปบนความเป็นจริง (ดิน) ณ ปัจจุบัน

สุดท้ายนี้ แบ็กแกมมอนจึงเป็นเกมที่มอบแบบจำลองและการปลอบประโลมให้กับผู้ที่กำลังเหนื่อยล้ากับต้นทุนชีวิต มันบอกเราว่า แม้หมากของเราจะติดอยู่ในแดนศัตรู หรือสถานการณ์เริ่มต้นจะดูสับสนวุ่นวายเพียงใด แต่นั่นคือความงดงามในความไม่สมบูรณ์แบบแห่งชีวิต ชัยชนะที่แท้จริงไม่ได้วัดจากว่าใครเริ่มจากจุดที่ง่ายกว่า แต่วัดจากว่าใครสามารถนำพาหมากที่ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์เหล่านี้ มุ่งสู่จุดหมายได้อย่างสง่างามและมั่นคงที่สุดต่างหาก

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อน

ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่าน
ผ่านพ้นช่วงชีวิตอันยากลำบากนี้ไปได้
และวันหนึ่ง
เมื่อหันกลับมามอง
ขอให้มันเป็นเรื่องเล่า
แห่งชะตา

ภาพถ่ายโดย Gildo Cancelli: https://www.pexels.com/th-th/photo/11199451/

แถม
ในอดีตมีหมากกระดานที่ชื่อว่า Tabula ในยุคโรมัน เป็นเกมที่คล้ายแบ็กเกมมอน ใช้กระดานแบบเดียวกัน แต่เริ่มต้นจากกระดานที่ว่างเปล่า หมากทุกตัวอยู่นอกกระดาน ใช้เต๋า 3 ลูก และเดินหมากไปทางเดียวกัน แต่สุดท้ายแบ็กแกมมอนที่จัดหมากเริ่มเกมแบบในปัจจุบันกลับได้รับความนิยมมากกว่าและเล่นกันมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะมันให้ความสมดุลระหว่างความลึกซึ้งและความสนุกได้ดีที่สุดนั่นเอง

11 มกราคม 2569

U - ภาษา U ภาษาประดิษย์ที่มีแค่ 1 คำถ้วน

U (conlang)

U คือ ภาษาประดิษฐ์แนวเซ็น (Zen constructed language) ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยนักสร้างภาษาชื่อ arseniiv เมื่อปี ค.ศ. 2013

ระบบเสียง ระบบสัทวิทยาของภาษา U ประกอบด้วยหน่วยเสียงเพียงหน่วยเดียวคือ /u/ [อู] ซึ่งครอบคลุมการออกเสียงที่เป็นไปได้ทั้งหมด เนื่องจากไม่มีคู่เทียบเสียงที่ทำให้ความหมายเปลี่ยน (minimal pairs)

คลังคำศัพท์ คลังคำศัพท์ของภาษา U ประกอบด้วยคำเพียงคำเดียวคือ u /u/ ซึ่งสื่อความหมายได้หลากหลาย เช่น มันไร้สาระ, มันไม่มีจุดหมาย, มันไม่จำเป็น, มันไม่มีอยู่จริง หรือแทนด้วยสัญลักษณ์ทางตรรกศาสตร์คือ ⊥ [ความจริงคว่ำ] ทั้งนี้ การกล่าวซ้ำคำเดิมหรือการเว้นว่างไว้ ไม่ได้ทำให้ความหมายของสารเปลี่ยนแปลงไป

ระบบการเขียน ภาษา U ใช้การเขียนตามเสียง (Phonetic writing) โดยที่ตัวอักษรหรือข้อความใดๆ ก็ตาม สามารถตีความได้ว่าเป็นตัวแทนของหน่วยเสียง /u/

บทวิเคราะห์ การจำแนกความแตกต่างว่าข้อความใดเขียนด้วยภาษา U หรือไม่ หรือการพิจารณาว่าเสียงที่เปล่งออกมานั้นเป็นภาษา U หรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จึงนำไปสู่คำถามเชิงวาทศิลป์ที่ว่า: "มันคือ u หรือมันไม่ใช่ u กันแน่?" อย่างไรก็ตาม... u

ลักษณะเด่น
ภาษา U ดูเหมือนจะเป็นภาษาประดิษฐ์ที่มีการอธิบายเนื้อหาครอบคลุมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นด้านไวยากรณ์ สัทศาสตร์ การใช้งาน และอรรถศาสตร์ เมื่อเปรียบเทียบกับภาษาประดิษฐ์อื่นๆ

บทกวี

u u u u u
u u u u u u u
u u u u u

บทกวีไฮกุ โดย ckiku

=======

บทความข้างต้นแปลจาก บทความ U (conlang) ซึ่งเป็นเสมือนคู่มือภาษา U อย่างเป็นทางการ

ภาษา U ของ Arseniiv เป็นภาษาประดิษฐ์ที่ไม่ได้เป็นแค่ภาษาประดิษฐ์ แต่มันคือศิลปะเชิงมโนทัศน์ (Conceptual Art) ที่เสียดสีวงการภาษาศาสตร์ประดิษฐ์ได้อย่างแสบทรวง

ในขณะที่ภาษาประดิษฐ์ต่างๆพยายามสร้างคำสร้างกฎเกณฑ์มากมายเพื่อระบุทุกอย่างให้ชัดเจน ภาษา U กลับใช้หลักความว่างเปล่าเพื่อบอกว่า สุดท้ายแล้วภาษาอาจเป็นแค่กรงขังหรือเรื่องไร้สาระหรือไม่?
การที่อ้างว่ามันเป็นภาษาที่มีการอธิบายเนื้อหาที่ครอบคลุมที่สุด เป็นการประชดประชันที่ฉลาดมาก เพราะเมื่อมีแค่ 1 คำ และ 1 เสียง คำอธิบายเพียงไม่กี่บรรทัดย่อมถือว่าครบถ้วน 100% ของระบบภาษานั้นแล้วโดยปริยาย
แล้วการถามว่า "มันคือ u หรือมันไม่ใช่ u กันแน่" คล้ายกับปริศนาธรรมโกอานในนิกายเซ็น เช่น "เสียงปรบมือข้างเป็นอย่างไร?" เพื่อให้ผู้ศึกษาหลุดพ้นจากพันธนาการของตรรกะแบบทวิภาวะ จริง-เท็จ ถูก-ผิด ดี-เลว
สำหรับกวีไฮกุในตอนท้าย คืออารมณ์ขันแบบเนิร์ดๆของชาวภาษาประดิษฐ์ดีๆนี่เอง ว่าแต่... การใช้ภาษาที่มีคำน้อยที่สุด มาเขียนเป็นบทกวีไฮกุ มันจะทำให้เข้าถึงแก่นของเซ็นมากกว่าการเขียนไฮกุด้วยภาษาปกติรึเปล่านะ?

เหนือตรรกะทั้งปวง
คือความว่าง
ที่ไร้คำบรรยาย


อ้างอิง

09 มกราคม 2569

วิถีแห่งปรัชญาเต๋าบนกระดานแบ็กแกมมอน

https://www.choge-blog.com/history/tao/

ในสายธารแห่งภูมิปัญญาตะวันออก มีศาสตร์และศิลป์หลายแขนงที่ถูกยกย่องว่าเป็นเครื่องมือของปราชญ์ในการขัดเกลาจิตวิญญาณเพื่อเข้าถึงความจริงแท้ของเต๋า (道) ศาสตร์และศิลป์เหล่านี้มิใช่เพียงเพื่อความบันเทิง แต่เป็นกระจกสะท้อนสภาวะภายในจิตใจ

แบ็กแกมมอน เป็นเกมกระดานทอยเต๋าที่เก่าแก่ที่สุดเกมหนึ่งของมนุษยชาติ แต่มักถูกมองข้ามในมิติทางจิตวิญญาณ โดยมองเป็นเพียงเกมเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของโครงสร้างเกม จะพบว่าแบ็กแกมมอนนั้นมีความสอดคล้องกับปรัชญาเต๋าอย่างน่าอัศจรรย์ และอาจมีคุณค่าเทียบเท่ากับเครื่องมือในการบำเพ็ญเพียรชั้นสูง ที่ช่วยลดทอนอัตตาตัวตน และนำพาผู้เล่นกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ

ลูกเต๋า ประจักษ์พยานแห่งการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ
หลักการของต๋า (道) คือการยอมรับในธรรมชาติ (自然 - จื้อหราน) หรือความเป็นไปเองของสรรพสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมกะเกณฑ์ได้ (ตถตา)

ในแบ็กแกมมอน ลูกเต๋า คือ ตัวแทนที่ชัดเจนที่สุดของพลังธรรมชาตินี้ ไม่มีใครหน้าไหน ไม่ว่าจะเก่งกาจหรือมีอำนาจเพียงใด จะสามารถสั่งให้ลูกเต๋าออกแต้มที่ตนต้องการได้ (ไม่นับการโกงจากลูกเต๋าที่ผิดธรรมชาติ) ความไม่แน่นอนของการทอยลูกเต๋า คือการจำลองความไร้ระเบียบที่ซ่อนอยู่ในระเบียบของจักรวาล

ผู้เล่นที่มีความยึดติดมักจะรำคาญใจเมื่อได้แต้มแย่ และมักลำพองใจเมื่อได้แต้มดี แต่ในสายตาของเต๋า (道) แต้มเต๋าไม่มีดีหรือแย่ มันเพียงแค่เป็นในแบบที่มันเป็น การฝึกฝนในวิถีนี้ คือการเฝ้าดูผลลัพธ์ของลูกเต๋าเช่นเดียวกับการเห็นฝนตกหรือแดดออก คือยอมรับโดยดุษณี ไม่ผลักไส ไม่โหยหา และไม่เฉยๆ

การเดินหมากแบบอู๋เหวย (無為) กระทำโดยไม่ฝืนวิถี
เมื่อแต้มเต๋าทอยออกมาแล้ว หน้าที่ของผู้เล่นคือการเดินหมาก นี่คือจุดบรรจบระหว่างชะตากรรมแห่งฟ้า (สิ่งที่ลูกเต๋ามอบให้) และเจตจำนงเสรีแห่งมนุษย์ (การตัดสินใจของตน)

ปรัชญาเต๋า (道) สอนเรื่องอู๋เหวย (無為) คือ การกระทำโดยไร้กระทำ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการอยู่เฉย แต่หมายถึงการกระทำที่สอดคล้องลื่นไหลไปกับสภาวการณ์ตรงหน้าอย่างไม่ฝืนธรรมชาติ ดุจดั่งธารน้ำ เมื่อเจอโขดหิน มันก็แค่ไหลอ้อมไป

ผู้เล่นแบ็กแกมมอนที่เข้าถึงวิถีนี้ จะไม่พยายามฝืนเดินหมากในรูปแบบที่ตนอยากจะเดิน แต่จะมองหาเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด ประสานกลมกลืนที่สุด โดยสอดคล้องกับสภาวการณ์ (แต้มเต๋าและตำแหน่งบนกระดาน) จะเอื้ออำนวยได้ในขณะนั้น การเดินหมากที่ดีที่สุดในแบ็กแกมมอนมักเป็นการเดินหมากที่ถ่อมตน ยืดหยุ่น และพร้อมปรับเปลี่ยนตามวิถีแห่งฟ้าที่มิอาจคาดเดา ไม่ว่าสุดท้ายผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม

เครื่องมือขัดเกลาอัตตาและลดทอนความอยาก
คุณค่าสูงสุดของแบ็กแกมมอนในฐานะเครื่องมือบำเพ็ญเต๋า (道) คือความสามารถในการเปลือยอัตตา (我) และความอยาก (欲) ของผู้เล่นได้อย่างหนักหน่วงและตรงไปตรงมา
  • การลดทอนอัตตา: ผู้เล่นที่เปี่ยมด้วยทักษะอาจพ่ายแพ้ให้กับผู้เล่นมือใหม่ได้ เพียงเพราะโชคร้าย นี่คือยาขมที่ช่วยทลายความยึดมั่นถือมั่นว่าฉันเก่ง ฉันควบคุมได้ แบ็กแกมมอนสอนให้เรารู้ตัวว่าเราเล็กจ้อยเพียงใดเมื่ออยู่ต่อหน้ากระแสธารแห่งความน่าจะเป็นอันยิ่งใหญ่เหลือคณา
  • การลดทอนความอยาก: ทุกครั้งที่กุมลูกเต๋า จิตมักจะเกิดความอยากว่า ขอให้ได้แต้มนั้นแต้มนี้ เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ความทุกข์ก็เกิดทันที แบ็กแกมมอนฝึกให้เราเผชิญหน้ากับความจริงเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนจิตเรียนรู้ที่จะปล่อยวางความคาดหวังและการปรุงแต่งลง แล้วอยู่กับความจริงตรงหน้าที่ได้รับ

กระจกเงาสะท้อนปัจจุบันขณะ
ท้ายที่สุดแล้ว แบ็กแกมมอนไม่ใช่เกมแห่งการวางแผนเพียว ๆ เหมือนหมากกระดานชนิดอื่น แต่เป็นเกมแห่งการตื่นรู้ในปัจจุบันขณะ การทอยลูกเต๋าครั้งที่แล้วนั้นผ่านไปแล้ว ไม่มีความหมายอะไรอีก และการทอยครั้งหน้าก็ยังมาไม่ถึง และไม่มีใครล่วงรู้ สิ่งที่มีอยู่จริงตอนนี้คือสถานะของกระดาน ณ วินาทีนี้ และแต้มเต๋าที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ณ ขณะนี้

เมื่อใช้แบ็กแกมมอนเป็นเครื่องมือแห่งการฝึกตน ย่อมได้เรียนรู้ที่จะรักษาสภาพจิตใจให้สงบนิ่ง ไม่กระเพื่อมไหวไปตามความผันผวนของโชคชะตา มองเห็นความจริงตรงหน้าอย่างที่มันเป็น ปราศจากการปรุงแต่งด้วยความโลภ ความโกรธ หรือความหลง ลดทอนทุกสิงในจิตลง เมื่อจิตว่างเปล่าปราศจากการยึดติด กระดานแบ็กแกมมอนก็ไม่ใช่การแข่งขันเอาแพ้ชนะอีกต่อไป แต่กลายเป็นกระจกเงาที่ว่างเปล่า ซึ่งสะท้อนวิถีแห่งเต๋า ที่ซึ่งชะตาฟ้าและมานะตน ร่ายรำร่วมกันอย่างกลมกลืนและงดงาม

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อน

เล่าจื่อกับฝู๋ซีเล่นแบ็กแกมมอน
โดยมีขงจื่อบรรเลงกู่ฉินและโจวเหวินหวางเฝ้าดู
[ภาพ AI]

แบ็กแกมมอนในรอยจารึกประวัติศาสตร์จีน
ในประวัติศาสตร์จีน แบ็กแกมมอนรู้จักกันในชื่อ ซวงลู่ (雙陸 - หมากสองทาง) หรือ ซวงลิ่ว (雙六 - คู่หก) ซึ่งมีรากเหง้ามาจาก ปรสสะ (प्रासक) ของอินเดีย และแพร่หลายอย่างมากตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังจนถึงราชวงศ์หยวน

ซวงลู่เป็นที่นิยมในราชสำนัก เป็นเกมโปรดของจักรพรรดิ แม้แต่จักรพรรดินีอู่เจ๋อเทียน (武則天 - บูเช็กเทียน) จักรพรรดิเซวียนจงแห่งราชวงศ์ถัง (唐玄宗) และจักรพรรดิหมิงจงแห่งราชวงศ์ถังตอนปลาย (后唐明宗) ก็ยังชื่นชอบการเล่นซวงลู่

จักรพรรดินีอู่เจ๋อเทียน (武則天 - บูเช็กเทียน) เคยสุบินว่าเล่นซวงลู่กับเทพธิดาบนสวรรค์ แต่กลับแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะไม่มีตัวหมากวางในตำแหน่งที่ควรอยู่ ตี้เหรินเจี๋ย (狄仁傑) ได้ถวายคำพยากรณ์ว่า "เล่นซวงลู่ไม่ชนะ เพราะไม่มี 'จื่อ' (子 แปลว่า ตัวหมาก หรือบุตร)" เป็นการบอกว่าสวรรค์กำลังใช้ตัวหมาก (子) เพื่อเตือนสติพระนางเกี่ยวกับโอรส (子)
ในประวัติตอนนี้สื่อสมัยใหม่มักเข้าใจผิดว่าสุบินถึงหมากรุกจีน แต่จริง ๆ คือแบ็กแกมมอน

ภาพเขียน สตรีในวังกำลังเล่นแบ็กแกมมอน (內人雙陸圖)
โดย โจวฟาง (周昉) จิตรกรสมัยราชวงศ์ถัง

ในหนังสือขงจื่อเซี่ยงทัวถามไถ่กัน《孔子項託相問書》ปรากฏเรื่องเล่าว่า ขงจื่อเคยเชื้อเชิญเซี่ยงทัว (項託) เด็กชายอัจฉริยะ ให้มาร่วมเล่นซวงลู่ด้วยกัน ซึ่งสะท้อนว่า แม้แต่ในวรรณกรรมทางปัญญา แบ็กแกมมอนก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างปราชญ์

ในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ มีการจัดทำตำราปู่ซวง 《譜雙》 ซึ่งบันทึกกฎกติกาและรูปแบบการเล่นซวงลู่ ซึ่งมีความหลากหลายในเอเชียตะวันออกไว้อย่างละเอียด

02 มกราคม 2569

พิชัยสงครามซุนวูกับแบ็กแกมมอน

ซุนวูสอนแบ็กแกมมอนให้กับลูกศิษย์
[ภาพ AI]

แบ็กแกมมอน นอกจากจะเป็นเครื่องมือสำหรับการบำเพ็ญตนในชีวิตประจำวันที่ดีแล้ว ตามที่ได้เขียนไว้ในบทความอื่น ๆ มันยังเป็นเครื่องมือในการฝึกฝนแนวคิดของพิชัยสงครามได้ด้วยในฐานะกระดานศึก

หากหมากรุก คือ กระดานจำลองการประจัญหน้ารบ
หากหมากล้อม คือ กระดานจำลองการตั้งค่ายขยายอิทธิพล
แบ็กแกมมอน ก็คือ กระดานจำลองการเดินทัพหรือส่งกำลังบำรุงผ่านชัยภูมิที่ผันผวน เพื่อช่วงชิงประโยชน์ภายใต้สภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งสอดคล้องกับหลักการในตำราพิชัยสงครามซุนจื่อที่ว่า "สงคราม คือวิถีแห่งเล่ห์ลวง"

兵者,詭道也。
《始計》

สงครามนั้น, คือเล่ห์วิถี.
-บทที่ 1 เริ่มต้นประเมิน

การคิดคำนวณ (算) อ่านหมากก่อนรบ

夫未戰而廟算勝者,得算多也;未戰而廟算不勝者,得算少也;多算勝,少算不勝,而況於無算乎?
《始計》

อันว่ายังไม่รบแต่คำนวณในศาลเจ้าได้ว่าชนะ, เพราะได้คำนวณมาก; ยังไม่รบแต่คำนวณในศาลเจ้าได้ว่าไม่ชนะ, เพราะได้คำนวณน้อย; คำนวณมากชนะ, คำนวณน้อยไม่ชนะ, แล้วจะกล่าวไปใยกับการไร้การคำนวณเลย?
-บทที่ 1 เริ่มต้นประเมิน

ในแบ็กแกมมอน การคำนวณไม่ใช่แค่การนับแต้มเดิน (Pip Count) แต่คือการประเมินค่าคาดหวัง (Expected Value) ทุกครั้งที่เราทอยลูกเต๋า เราต้องตัดสินใจเดินหมากบนพื้นฐานของสถิติและความน่าจะเป็น ไม่ใช่เดินหมากจากอารมณ์ชั่ววูบ

ในการประเมินสถานการณ์ก่อนจะตัดสินใจเดินหมากหรือใช้ Doubling Cube นั้น ผู้เล่นที่มีประสบการณ์จะทำแบบเดียวกับในตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ บทที่ 1 คือ การวิเคราะห์และคำนวณความได้เปรียบเสียเปรียบของตนเองและคู่ต่อสู้อย่างถ่องแท้ก่อน เพื่อเลือกทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดแต่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในขณะนั้น

ชนะโดยไม่ต้องรบ ปรัชญาแห่ง Doubling Cube

是故百戰百勝,非善之善者也;不戰而屈人之兵,善之善者也。
《謀攻》

ดังนั้น ร้อยรบร้อยชนะ, มิใช่ความยอดเยี่ยมแห่งความยอดเยี่ยม; ไม่รบแต่สยบทหารของผู้อื่นได้, คือยอดเยี่ยมแห่งความยอดเยี่ยม.
-บทที่ 3 กลยุทธ์โจมตี

นี่คือหลักการที่สอดคล้องกับ Doubling Cube อย่างที่สุด

ในแบ็กแกมมอน เมื่อเราสามารถสร้างชัยภูมิที่ได้เปรียบจนคู่ต่อสู้เริ่มหวาดหวั่น การประกาศ Double คือการบีบให้คู่ต่อสู้ต้องเลือกระหว่าง ยอมแพ้ทันที (Drop) หรือ สู้ต่อด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น (Take)

หากคู่ต่อสู้ยอมแพ้ เราจะชนะแต้มของแมทนั้นในทันทีโดยไม่ต้องเดินหมากจนจบเกม นี่คือการสยบศัตรูเชิงยุทธศาสตร์ โดยไม่ต้องนองเลือดจนถึงตาสุดท้าย เป็นการชนะโดยไม่ต้องรบ

ชัยภูมิ จังหวะ และโมเมนตัม (势)

勢如張弩,節如機發。
《兵勢》

พลานุภาพดั่งการน้าวเกาทัณฑ์, จังหวะดั่งการเหนี่ยวไก.
-บทที่ 5 พลานุภาพทางทหาร

ซุนจื่อเน้นเรื่องพลานุภาพ (势) ที่เกิดจากตำแหน่งและชัยภูมิ ในแบ็กแกมมอนสิ่งนี้ปรากฏชัดในรูปแบบของ
  • The Prime (กำแพง): การสร้างจุดยึดติดกัน 6 จุดเปรียบเสมือนการสร้างปราการที่แน่นหนา เพื่อกักขังหมากของคู่ต่อสู้ พลานุภาพนี้ไม่ได้เกิดจากการโจมตี แต่เกิดจากการล้อมปิดทางเข้าออก
  • Anchors (จุดยึด): การยึดตำแหน่งสำคัญในแดนศัตรูเปรียบเสมือนการส่งจารชน (สายลับ) หรือกองหน้าชั้นดีที่คัดเลือกแล้ว ให้ไปฝังตัวอยู่ในชัยภูมิที่ได้เปรียบ เพื่อรอจังหวะสวนกลับเมื่อสบโอกาส
เมื่อทุกสิ่งกื้อหนุนและจังหวะเหมาะเจาะ ก็ไม่มีอะไรจะหยุดยั้งได้อีกต่อไปดั่งที่ซุนจื่อกล่าวไว้ว่า

故善戰人之勢,如轉圓石于千仞之山者,勢也。
《兵勢》

เหตุนี้ พลานุภาพของคนที่ยอดเยี่ยมในการรบ, ดั่งการกลิ้นหินกลมจากภูเขาสูงนับพันวา, นี่แหละพลานุภาพล่ะ.
-บทที่ 5 พลานุภาพทางทหาร

หากกระทำได้อย่างสอดคล้องกับพลานุภาพของธรรมชาติเช่นนี้ ผลลัพธ์ที่หมายไว้ จึงไม่อาจไม่เกิดขึ้นได้เลย

การเป็นดั่งน้ำ

故兵無常勢,水無常形;能因敵變化而取勝,謂之神。
《虛實》

เหตุนี้ กองทหารไร้พลานุภาพที่ตายตัว, น้ำไร้รูปลักษณ์ที่แน่นอน; ผู้ที่สามารถตามการแปรเปลี่ยนของข้าศึกแล้วคว้าชัยมาได้, เรียกว่าเทพ.
-บทที่ 6 จุดอ่อนจุดแข็ง

แบ็กแกมมอนสอนให้เราเป็นดั่งน้ำ เพราะลูกเต๋าคือสิ่งที่เปลี่ยนโฉมหน้าของสงครามในทุกรอบของการบัญชาการ จึงจำเป็นต้องปรับตัวตามสภาวการณ์ หากทอยได้แต้มต่ำ เราอาจเน้นการสร้างกำแพงเมือง (Prime) เพื่อตั้งรับไว้ก่อน หากทอยได้แต้มสูง เราอาจเปลี่ยนจากเกมตั้งรับเป็นเกมรุก (Blitz) ก็ได้ เป็นต้น

น้ำนั้นไร้รูปแบบ ผู้เล่นที่ยึดติดกับแผนการเดียวมักจะพ่ายแพ้ แบ็กแกมมอนเป็นหมากกระดานที่จำลองสภาวะที่แผนการต้องเปลี่ยนตามสถานการณ์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพิชัยสงครามซุนจื่อ หลักการนั้นมีอยู่แต่ไร้สูตรสำเร็จ

การเข้าตีต้องเลี่ยงจุดแข็งตีจุดอ่อน

夫兵形象水,水之形,避高而趨下:兵之形,避實而擊虛
《虛實》

อันว่ารูปลักษณ์กองทหารเอาอย่างน้ำ, รูปลักษ์ของน้ำ, เลี่ยงสูงแล้วลงต่ำ: รูปลักษณ์ของกองทหาร, เลี่ยงเต็มแล้วตีพร่อง;
-บทที่ 6 จุดอ่อนจุดแข็ง

ในแบ็กแกมมอน ยุทธวิธี Hit and Run หรือการโจมตีหมากเดียว (Blot) ของคู่ต่อสู้ในขณะที่เรามีกำแพงที่บ้าน (Home) คือการสะท้อนหลักการนี้

เราไม่เข้าปะทะตรง ๆ ในจุดที่ศัตรูสร้างกองกำลังไว้หนาแน่น แต่เราจะรอจังหวะที่ศัตรูจำเป็นต้องเปิดช่องว่างจากแต้มเต๋าที่ไม่เป็นใจ (สถานการณ์บางอย่างที่ไม่เอื้ออำนวยต่อศัตรู) เมื่อเห็นว่าสบโอกาสแล้ว จึงทำการโจมตี กินหมากของคู่ต่อสู้ให้ออกนอกกระดาน (Bar) เพื่อทำลายจังหวะกองทัพของศัตรู

การรักษาทัพในยามเพลี่ยงพล้ำ

昔之善戰者,先為不可勝,以待敵之可勝,不可勝在己,可勝在敵。故善戰者,能為不可勝,不能使敵必可勝。故曰:勝可知,而不可為。
《軍形》

ผู้สันทัดการรบในอดีต, ทำตนให้ไม่อาจพ่ายก่อน, อาศัยรอข้าศึกที่อาจพ่าย, ไม่อาจพ่ายอยู่ที่ตน, อาจพ่ายอยู่ที่ข้าศึก. เหตุนี้ ผู้สันทันการรบ, สามารถทำตนให้ไม่อาจพ่าย, แต่ไม่อาจสั่งให้ข้าศึกต้องพ่ายได้. เหตุนี้จึงกล่าวว่า: ชัยชนะอาจรู้, แต่ไม่อาจสร้าง.
-บทที่ 4 รูปลักษณ์กองทัพ

ในแบ็กแกมมอนอาจมีหลายครั้งที่เราทอยลูกเต๋าได้แต้มที่แย่อย่างต่อเนื่อง จนสภาวการณ์ดูเหมือนจะแพ้ ซุนจื่อจึงสอนว่าหน้าที่ของแม่ทัพคือการ "ทำตนให้ไม่อาจพ่ายก่อน"

กลยุทธ์เกมตาม คือ การสร้างจุดยึด (Anchors) ในแดนศัตรูเปรียบเสมือนการซุ่มกองกำลังไว้ในชัยภูมิที่ลึกที่สุด เพื่อรอคอยโอกาสที่ไม่เป็นใจของศัตรู (ซึ่งต้องเกิดขึ้นแน่ตามกฎของความน่าจะเป็น) และเมื่อได้จังหวะจึงปฏิบัติการทันที

แม้รู้ว่าเกมนี้อาจแพ้ ก็ต้องแพ้อย่างมีชั้นเชิง ในแบ็กแกมมอน คือ การพยายามเดินหมากเพื่อไม่ให้เสียแต้มแบบ Gammon (2 แต้ม) หรือ Backgammon (3 แต้ม) การไม่ให้เสียแต้มมากเกินไปในสนามรบ (หนึ่งเกม) คือการรักษาโอกาสในการกลับมาเอาชนะในสงคราม (แต้มแมตช์รวม) ได้ต่อไป แม้จะแพ้สนามรบแต่ยังไม่ได้แพ้สงคราม

สิ่งนี้สอนให้เรารู้จักอดทนในยามวิกฤตหรือยามที่โชคชะตาไม่เข้าข้าง เฝ้ารอช่องโหว่ของศัตรูด้วยใจที่สงบนิ่ง หากเห็นว่าสู้ไม่ได้แน่ ก็ให้หาทางถอยทัพอย่างเป็นระบบ คือสูญเสียน้อยที่สุด ถอยเพื่อรอโอกาสต่อไปในคราหน้า เราไม่อาจชนะได้ตลอดเวลา แต่เราสามารถแพ้ในท่าที่ชนะได้

สรุปทัศนะแบ็กแกมมอนในเชิงปรัชญาพิชัยสงคราม
แบ็กแกมมอนไม่ได้เป็นเพียงเกมวิ่งแข่งเข้าเส้นชัย แต่มันคือการเดินทัพในสมรภูมิที่ต้องจัดการกับความไม่แน่นอนในทุกตาเดิน
  • ลูกเต๋า คือ สภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาหรือข้อมูลที่ไม่อาจครบถ้วน หรือที่เรียกกันว่า หมอกแห่งสงคราม (Fog of War)
  • กระดาน คือ ชัยภูมิ
  • ตัวหมาก คือ กองทหาร
  • Doubling Cube คือ สงครามจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์

เมื่อมองแบ็กแกมมอนผ่านเลนส์ของพิชัยสงครามซุนจื่อจะพบว่า เกมนี้คือเครื่องมือที่ปลอดภัยและดีที่สุดเกมหนึ่งในการฝึกฝนสติและปัญญา เพื่อเรียนรู้ในการรับมือกับความผันผวนของโลกแห่งความจริง และเป็นกระดานศึกจำลองการทำสงครามที่มีปัจจัยหลักสมบูรณ์ที่สุดอีกเกมหนึ่ง เป็นดั่งตำราพิชัยสงครามไร้อักษร

ยังมีแนวคิดอื่น ๆ อีกมากมายที่แบ็กแกมมอนจะมอบให้ได้ในฐานะของหมากกระดานเชิงพิชัยสงคราม ลองตีความแล้วมองหาภูมิปัญญาต่าง ๆ จากการเล่นแบ็กแกมมอนกันดูนะครับ

อ่านวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อนภาษาไทยได้ที่ How to play Backgammon - กติกาและวิธีการเล่นแบ็กแกมม่อน

https://historiapjo.blogspot.com/2013/01/4t-eso-la-guerra-i-jo-reflexions-dels.html

知彼知己,百戰不殆;不知彼而知己,一勝一負;不知彼不知己,每戰必敗。
《謀攻》

รู้เขารู้เรา, ร้อยรบไม่อันตราย; ไม่รู้เขาแต่รู้เรา, หนึ่งชนะหนึ่งพ่าย; ไม่รู้เขาไม่รู้เรา, ทุกรบจักแพ้.
-บทที่ 3 กลยุทธ์โจมตี

อ้างอิง